วิกฤตระบบธนาคารไซปรัส

ไซปรัสประเทศเล็กๆ ของกลุ่มยูโรโซนที่มีประชากรเพียง 1.1 ล้านคน กลายเป็นข่าวดังทั่วโลก เมื่อรัฐสภาลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ปฏิเสธแผนความช่วยเหลือของทรอยกา (คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ธนาคารกลางยุโรป กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) โดยที่ทรอยกาจะให้เงินกู้เพิ่มเติมอีก 1 หมื่นล้านยูโร ด้วยเงื่อนไขว่ารัฐบาลไซปรัสต้องเก็บภาษีเงินฝากจากบัญชีเงินฝากภายในประเทศให้ได้เงินอีก 5.8 พันล้านยูโร ปรับปรุงโครงสร้างระบบธนาคาร เมื่อรวมเงินสองก้อนนี้จะเพียงพอตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไซปรัส
            เมื่อรัฐสภาปฏิเสธแผนทรอยกาจึงเสนอ แผนบี โดยพยายามระดมเงินจากแหล่งภายในประเทศและกู้ยืมเงินจากรัสเซีย เช่น รัฐสภาลงมติตั้งกองทุน "national solidarity fund" โดยรวบกองทุนบำเหน็จบำนาญมาเป็นของรัฐ ออกพันธบัตรที่อาศัยกำไรจากก๊าซธรรมชาติในอนาคต และออกมาตรการควบคุมป้องกันไม่ให้เงินไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ ปรับโครงสร้างธนาคารที่มีปัญหา
            แต่แผนการกู้เงินจากรัสเซียจำนวน 5 พันล้านยูโรไม่คืบหน้า และเห็นได้ชัดว่าการออกพันธบัตรไม่ใช่แนวทางที่ดี ต้องใช้เวลาระดมเงินหลายเดือนทั้ง ทั้งไม่มีความแน่นอนว่าจะได้เงินกู้ครบตามจำนวน ดังนั้น รัฐบาลจะมีเงินใช้เฉพาะหน้าจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับเงินกู้ช่วยเหลือก้อนใหม่ เว้นแต่ทรอยกาจะยอมเปลี่ยนเงื่อนไข


            สถานการณ์ล่าสุดค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าทรอยกาไม่ใจอ่อน รัฐบาลไซปรัสจึงกลับมาสู่แผนเก็บภาษีเงินฝากอีกครั้ง เพราะนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสถานการณ์ที่แย่สุดคือไซปรัสถูกบีบให้ออกจากยูโรโซน ต้องเผชิญชะตากรรมด้วยตนเอง ซึ่งไม่แน่ว่าจะกลายเป็นเหตุให้ผู้ฝากต่างชาติแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร และไม่หวนกลับมาอีกเลย
            ความคืบหน้าล่าสุด ประเด็นแผนเก็บภาษีเงินฝากเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลไซปรัสเห็นชอบกับการเก็บภาษีเงินฝากร้อยละ 15 จากทุกบัญชีที่มีเงินฝากมากกว่า 1 แสนยูโรขึ้นไป ในขณะที่ข่าวล่าสุด (25 มีนาคม) มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไซปรัสยอมรับแผนเก็บภาษีเงินทุกบัญชีที่มีเงินฝากมากกว่า 1 แสนยูโรขึ้นไป โดยจะเก็บร้อยละ 4 จากธนาคารทุกแห่ง และเก็บร้อยละ 20 จากบัญชีเงินที่ฝากเงินกับธนาคาร ‘Bank of Cyprus’ ธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ
            หรือกระแสข่าวปิดกิจการธนาคาร ‘Popular Bank of Cyprus’ โดยโอนบัญชีเงินฝากที่มีไม่เกิน 1 แสนยูโรไปยังธนาคาร ‘Bank of Cyprus’ เพื่อรักษาธนาคาร ‘Bank of Cyprus’ และปิดธนาคาร ‘Popular Bank of Cyprus’ ด้วยมาตรการนี้จะทำให้ผู้ฝากรายย่อย (เงินตั้งแต่ 1 แสนยูโรลงมา) รับได้การคุ้มครองตามกฎหมาย ส่วนเงินฝากที่สูงกว่า 1 แสนยูโรจะต้องแช่แข็งไปก่อนจนกว่าจะมีข้อสรุปว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร
            ไม่ว่าแผนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าระบบธนาคารไซปรัสถูกกระทบแน่นอน ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าผลกระทบต่อยูโรโซนมีจำกัดเพราะขนาดเศรษฐกิจไซปรัสเล็กมาก และยังเห็นได้จากท่าทีของทรอยกาที่ใช้ไม้แข็งกับไซปรัส ปัญหาที่สหภาพยุโรปเป็นห่วงไม่ใช่เรื่องอัตราคนว่างงาน หนี้สินสาธารณะที่เพิ่มสูง แต่คือเรื่องกิจการรับเงินฝากต่างชาติ อียูหวังใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นปรับโครงสร้างระบบธนาคารไซปรัส
            ขณะที่มีนักวิเคราะห์อีกส่วนเห็นว่าแนวทางการเก็บภาษีเงินฝากเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจประเทศอาจถูกนำมาใช้กับประเทศอื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาในอนาคต เช่น กรีซ ไอร์แลนด์ โปตุเกส สเปนและอิตาลี
            ในขณะที่รัฐบาลไซปรัสกำลังทำงานหามรุ่งหามค่ำเจรจากับทรอยกา ด้วยเจตนาที่จะให้ได้ข้อสรุปภายในวันจันทร์ (25 มีนาคม) แต่ไม่ว่าจะได้ข้อสรุปหรือไม่ มีความเป็นไปว่าหลังวันที่ 25 ธนาคารพาณิชย์จะถูกรัฐบังคับให้ปิดทำการต่อไป เพราะต้องรอจนกว่าได้ข้อสรุปหรือเริ่มปฏิบัติตามแผนซึ่งรัฐอาจต้องเข้ามาควบคุมกิจการธนาคาร ป้องกันเงินฝากไหลออก สถานการณ์วุ่นๆ จึงดำเนินต่อไป เศรษฐกิจประเทศจะฟื้นหรือแฟบนั้นยังต้องรอดูต่อไป หากเป็นไปตามความต้องการของทรอยกาการปรับปรุงโครงสร้างระบบธนาคารต้องกินเวลาอีกหลายเดือน
            รวมความแล้ว สถานการณ์ไซปรัสคือวิกฤตการเงินที่รัฐบาลไซปรัสกับทรอยกาขัดแย้งในวิธีแก้ไข รัฐบาลพยายามจะแก้โดยไม่ให้กระทบต่อผู้ฝากเงิน พยายามรักษากิจการรับเงินฝากต่างชาติ ในขณะที่ทรอยกาต้องการฉวยโอกาสนี้ปรับโครงสร้างระบบธนาคารไซปรัส
            สถานการณ์ล่าสุด รัฐบาลไซปรัสจำยอมเก็บภาษีโดยเฉพาะบัญชีเงินฝากที่มากกว่า 1 แสนยูโรขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่คือเงินฝากจากคนต่างชาติ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยูโรโซนมีน้อย เพียงแต่อาจส่งผลจิตวิทยาในระยะสั้นนี้ โดยเฉพาะในยามนี้ที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง เหตุการณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
25 มีนาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ปรับปรุงแก้ไข 25 มีนาคม 10.20 น.)
---------------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
เกาะติดประเด็นร้อน วิกฤตระบบธนาคารไซปรัส
บรรณานุกรม:
1. Cyprus scrambles to avert meltdown, EU threatens cutoff, Reuters, 21 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-scrambles-avert-meltdown-eu-threatens-cutoff-081929111--business.html
2. Cyprus Bailout: MPs Stumble Towards Deal, Sky News, 23 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-mulls-tax-over-10-big-savers-mulled-184354449.html
3. Just when you thought it was safe…, The Economist, 23 March 2013, http://www.economist.com/news/leaders/21573972-bailing-out-cyprus-was-always-going-be-tricky-it-didnt-have-be-just-when-you/print
4. Cyprus in last ditch EU talks to save economy, Reuters, 25 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-seeks-11th-hour-deal-avert-financial-collapse-021152124--business.html
5. Revamped Cyprus deal to close bank, force losses, Reuters, 25 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-eu-imf-agree-draft-proposal-rescue-banks-002729652--finance.html
----------------

สหรัฐกับอิสราเอลร่วมส่งสาสน์เตือนอิหร่านอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แสดงความพอใจต่อการเยือนอิสราเอลของประธานาธิบดีบารัก โอบามาโดยเฉพาะท่าทีต่อกรณีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บางคนไม่คาดหวังผลงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอันจากการเยือนครั้งนี้และเห็นว่าคงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไรนัก
            เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาถ้อยแถลงการณ์ต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากนโยบายเดิมที่ประธานาธิบดีโอบามายังเห็นว่ามีเวลาสำหรับแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางการทูตซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้กับประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ พร้อมกับยืนยันไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง
            ในแง่มุมหนึ่งดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโอบามาค่อนข้างใจเย็นเพราะเห็นว่ายังมีเวลาสำหรับการเจรจา ดังที่กล่าวเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า “เราคิดว่าอิหร่านจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีกว่าจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริง และแน่นอนว่าเราไม่ต้องการหยุดเรื่องนี้เมื่อจวนเวลา” ในขณะที่นายกฯ เนทันยาฮูกลับเห็นว่าต้องหยุดอิหร่านเสียแต่ตอนนี้ เพราะเหลือเวลาอีกไม่นานที่อิสราเอลจะถูกคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธที่อาจทำให้ประเทศเสียหายยับเยินถึงกับล่มจมได้
            ไม่ว่าผู้นำทั้งสองจะตีความอย่างไร บัดนี้ทั้งคู่ได้ส่งสัญญาณเตือนอิหร่านอีกครั้งว่าสหรัฐกับอิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาด ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวเตือนอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง “อิหร่านจะเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค ต่อโลก และต่อการคงอยู่ของอิสราเอล ... สหรัฐจะไม่ใช้นโยบายปิดล้อมถ้าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ นโยบายของเราคือป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” และ “จะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธที่เลวร้ายที่สุดนี้”
            เป็นไปได้ว่าทั้งสองประเทศกำลังแสดงบทบาทไม้แข็งกับไม้อ่อนพร้อมกัน อิสราเอลแสดงไม้แข็ง ใช้วาจาก้าวร้าว ส่งสัญญาณขู่จะโจมตีอิหร่าน ส่วนประธานาธิบดีโอบามาใช้ไม้อ่อนขอแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต ด้วยการคว่ำบาตรไปก่อน จุดที่ทั้งสองประเทศเห็นตรงกันคือยังเชื่อว่า ณ ขณะนี้อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ เพียงแต่ไม่มั่นใจว่าอิหร่านจะมีอาวุธดังกล่าวในอนาคตหรือไม่ ทั้งๆ ที่ทางการอิหร่านประกาศมาโดยตลอดว่าโครงการฯ มีเพื่อใช้ประโยชน์ในทางสันติเท่านั้น
            หากศึกษารากเหง้าปัญหา ความขัดแย้งเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมีต้นตอจากสองสาเหตุใหญ่
            สาเหตุประการแรกคือ อิสราเอลกับอิหร่านหวาดระแวงต่อกัน
            ความหวาดระแวงความไม่พอใจต่อกันย้อนหลังไปได้ไกลมาก อย่างน้อยตั้งแต่การก่อตั้งรัฐอิสราเอลเมื่อ 65 ปีก่อน เมื่อชาวอาหรับเห็นว่าดินแดนที่ตั้งของรัฐอิสราเอลในปัจจุบันเป็นดินแดนที่บรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยมานานแล้วดังเช่นพื้นที่อื่นๆ ของชาวอาหรับ ส่วนพวกอิสราเอลหรือยิวที่กระจัดกระจายอาศัยในยุโรปเห็นว่าดินแดนดังกล่าวเคยเป็นที่ตั้งของชนชาติอิสราเอลในอดีตกาลและฝันที่จะตั้งประเทศบนพื้นที่นั้นอีกครั้ง ต่อมาเมื่อชาวอิสราเอลประกาศสถาปนารัฐอิสราเอลในปี 1948 กลายเป็นชนวนขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับอย่างรุนแรง เกิดสงครามขนาดใหญ่ถึง 5 ครั้ง จนกระทั่งปี 1993 ทุกฝ่ายจึงเริ่มหันหน้าเจรจาเพื่อสันติอย่างจริงจัง แม้ความขัดแย้งได้ทุเลาลงบ้างแต่ไม่ได้สูญหายไปเลยทีเดียว แสดงอาการเป็นระยะๆ และมาหนักอีกครั้งจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
            ครั้งหนึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายเอฮุด โอเมิร์ต กล่าวถึงภัยคุกคามจากอิหร่านว่า เรายังต้องเตรียมรับภัยคุกคามจากอิหร่านและประธานาธิบดีของประเทศนี้ที่เกลียดชังอิสราเอลส่วนประธานาธิบดีอิหร่าน นายมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด เคยกล่าวว่า พวกมหาอำนาจโลกสถาปนาระบบไซออนนิสต์ที่ใจกลางโลกมุสลิมเพื่อเป็นฐานสำหรับนโยบายขยายอำนาจ ดังนั้น ไม่ว่าความจริงเรื่องเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ทั้งสองประเทศต่างมีความหวาดระแวงต่อกัน เห็นว่าอีกฝ่ายคือภัยคุกคาม
            สาเหตุอีกประการหนึ่งคือโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่ทางการอิหร่านพูดตลอดเวลาว่ามีเพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้า ใช้งานในทางสันติ แต่เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาผลจากการตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงการเหล่านั้นมีเพื่อใช้งานในทางสันติจริงๆ จึงเกิดภาวะอึมครึม เป็นเหตุให้อิสราเอลอ้างมาตลอดว่าอิหร่านปกปิดข้อมูลเพราะกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และจะเป็นภัยคุกคามต่อตน
            การที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสหประชาชาติไม่รับรอง ทำให้อิหร่านตกเป็นเบี้ยล่างในเวทีนานาชาติ ส่งผลให้สหรัฐกับประเทศพันธมิตรคว่ำบาตร ไม่ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน เศรษฐกิจอิหร่านเสียหายอย่างชัดเจน และมีโอกาสถูกนานาชาติกดดันมากขึ้นหากการตรวจสอบจาก IAEA ไม่คืบหน้า
            ในอนาคตหากสหรัฐมีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์หรือกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ เมื่อนั้นมีโอกาสความเป็นไปได้ที่สหรัฐหรืออิสราเอลหรือร่วมกันสองประเทศจะโจมตีอิหร่าน จุดยืนข้อนี้เป็นจุดยืนที่รัฐบาลอเมริกาหลายยุคหลายสมัยประกาศไว้ เป็นไปได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลโอบามาต้องการคือหลักฐานที่ชัดแจ้งเพื่อให้นานาชาติเห็นด้วยกับการโจมตี
            ประโยคที่เป็นหัวใจของการเยือนอิสราเอลครั้งนี้ น่าจะเป็นประโยคที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวทันทีที่ลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “กว่าสามพันปีแล้วที่ชาวยิวอธิษฐานที่นี่ เลี้ยงสัตว์บนผืนแผ่นดินนี้ อธิษฐานต่อพระเจ้าที่นี่ และหลังจากหลายศตวรรษแห่งการอพยพและถูกข่มเหง ผู้ก่อตั้งรัฐอิสราเอลได้ถือกำเนิดอีกครั้ง” และในโอกาสที่รัฐอิสราเอลฉลองวันชาติครบรอบ 65 ปี “สหรัฐอเมริกาภาคภูมิใจที่จะยืนเคียงข้างท่านในฐานะพันธมิตรที่เข้มแข็งที่สุดและเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของท่าน”
            เป็นอีกครั้งที่ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศยืนยันความเป็นรัฐอิสราเอล อันผูกโยงถึงสิทธิต่างๆ รวมถึงการปกป้องอธิปไตยประเทศ ยืนยันพันธะต่างๆ ที่สหรัฐมีต่อประเทศนี้ และหวังว่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงจะยอมรับและเข้าใจ นี่คือใจความสำคัญของสาสน์จากอเมริกาที่มีร่วมกับอิสราเอล
21 มีนาคม 2013

ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5982 วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ที่ US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1516)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นโยบายว่าที่ประธานาธิบดีอิหร่านสมัยหน้า
นับจากนี้อีกราว 8 เดือนก่อนถึงวันเลือกตั้งปธน. น่าติดตามว่าส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศของว่าที่ปธน.คนใหม่อย่างไร
IAEA ไม่มั่นใจว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านจะมีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น เป็นที่มาของมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

บรรณานุกรม:
1. Iran, Syria to dominate Obama's high-stakes trip to Israel, NBCNews, 20 March 2013, http://worldnews.nbcnews.com/_news/2013/03/20/17382317-iran-syria-to-dominate-obamas-high-stakes-trip-to-israel?lite
2. Obama says Iran more than a year away from nuclear weapon, Reuters, 15 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/obama-says-iran-more-away-nuclear-weapon-235753061.html
3. Remarks by President Obama and Prime Minister Netanyahu of Israel in Joint Press Conference, The White House, 20 March 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/03/20/remarks-president-obama-and-prime-minister-netanyahu-israel-joint-press-
4. Olmert orders low-level inquiry into Lebanon war, Reuters/Canada.com, 28 August 2006, http://www.canada.com/story.html?id=7a74cb4f-b8fb-49dd-8a7b-6af351ebf4a3
5. “The existence of the Zionist regime is a threat to the dignity of the Muslim ummah, the believers and the faithful”, 14 February 2006, http://www.president.ir/eng/ahmadinejad/cronicnews/1385/01/25/index-e.htm#b1, accessed 16 February 2006
6. Remarks by President Obama in Arrival Ceremony, The White House, 19 March 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/03/19/remarks-president-obama-arrival-ceremony
7. T. G. Fraser. The Arab-Israeli Conflict, 2nd Edition (N.Y.: Palgrave Macmillan, 2004).
--------------------

รัฐบาลจีนชุดใหม่หวังสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ

ทันทีที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนต้องการดำเนินความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่กับสหรัฐโดยใช้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ กล่าวว่า “เราต้องการร่วมมือกับรัฐบาลโอบามาเพื่อสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างสองมหาอำนาจ ... ผมไม่ได้พูดว่าไม่มีเรื่องขัดแย้งระหว่างกัน แต่ตราบใดที่สองประเทศเคารพข้อกังวลต่างๆ ของกันและกัน สองประเทศสามารถบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันอันจะก้าวข้ามความขัดแย้งเหล่านั้น”
            คำประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนของนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
            ประการแรก จีนฉวยโอกาสเปลี่ยนฝ่ายบริหารชูนโยบายใหม่
            การประกาศขอดำเนินความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยสร้างความตื่นเต้นพอกับความสำคัญของเนื้อหาที่นำเสนอ ทั้งสองอย่างชี้ว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ไม่ใช่นโยบายที่เพิ่งคิดไม่นานแต่ได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว และน่าจะเป็นการตัดสินใจเห็นชอบร่วมกันของกลุ่มผู้มีอำนาจปกครองทั้งชุดใหม่และเก่า
            ประการที่สอง จีนยกเรื่องเศรษฐกิจเป็นประเด็นชี้ชวน
            นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงร่ายยาวยกประวัติศาสตร์ว่าตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาความสัมพันธ์สองประเทศมีทั้งความขัดแย้งและความร่วมมือ แต่โดยรวมแล้วความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นข้อบ่งชี้ว่าทั้งสองประเทศมีแนวโน้มที่จะร่วมมือกัน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีต่อกันน่าจะเอื้อให้สองประเทศร่วมมือกันมากกว่าจะขัดแย้ง และจะทำให้โลกไปสู่ทิศทางที่มีสันติและเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ
            ไม่ใครปฏิเสธได้ว่าสองประเทศมีความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าประธานาธิบดีอเมริกาจะมาจากพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน หรือรัฐบาลจีนได้เปลี่ยนผู้นำมาแล้วกี่ชุดก็ตาม ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ยิ่งในยามที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศต่างให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน ทำอย่างไรประชาชนจะมีงานทำ อัตราคนว่างงานอยู่ในระดับที่รับได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งแบบอเมริกาหรือแบบจีนเสถียรภาพของรัฐบาลขึ้นกับเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
            การที่รัฐบาลจีนชี้ชวนให้รัฐบาลโอบามาร่วมมือพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชนจึงเป็นการชี้ชวนที่ยากจะปฏิเสธหรือจะต้องพยายามหาเหตุผลที่มีน้ำหนักมากเพียงพอที่จะโต้แย้ง
            ประการที่สาม ไม่มีเหตุผลที่สหรัฐจะปฏิเสธความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน
            ในอดีตรัฐบาลอเมริกันใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนกดดันจีนกระทบบรรยากาศการลงทุน  แต่บริบทระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก รัฐบาลสหรัฐคลายความกดดันต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งเดิมๆ อย่างกรณีจีนกับไต้หวันก็บรรเทาลง และกลับกลายเป็นว่าไต้หวันกับจีนมีความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นเฉพาะด้านการค้าการลงทุน นักธุรกิจชาวไต้หวันลงทุนทำธุรกิจในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ไม่ต่างจากอีกหลายประเทศรวมทั้งสหรัฐ และในยามที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีต่อกันย่อมเป็นประโยชน์ต่ออเมริกา
            ประการที่สี่ คาดว่านานาชาติสนับสนุน
            เป็นที่ทราบและยอมรับกันทั่วไปว่าหากเศรษฐกิจจีนหดตัวไม่เพียงกระทบต่อจีนแต่กระทบทั่วโลก สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกในปัจจุบัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตหรือหดตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 หรือ 0.5 ส่งผลกระทบทั่วโลกดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อประเทศจีนจาม โลกทั้งใบสั่นไหว มีหลักฐานที่เด่นชัดมากมาย เช่น เมื่อตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวของโลกอย่างแร่เหล็ก ทองแดง ถ่านหินเคลื่อนไหวอ่อนตัวทันที เกิดผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้
            เช่นเดียวกับที่หากเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอย่อมไม่เป็นผลต่อการส่งออกของจีนเช่นกัน อย่างกรณีวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ 2008 รัฐบาลจีนสมัยนั้นต้องอัดฉีดงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อยับยั้งความถดถอยทางเศรษฐกิจของตน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกถึงขนาดที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศชื่นชมบทบาทของจีนในขณะนั้น
            ดังนั้น ไม่ว่าเศรษฐกิจจีนหรือสหรัฐประสบปัญหาย่อมไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ในทางกลับกันหากสองประเทศร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก
            ประการที่ห้า จีนดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อสหรัฐและต่อโลก
            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ารัฐบาลบารัก โอบามาหวังใช้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) เพื่อปิดล้อมทางเศรษฐกิจจีน สกัดกั้นอิทธิพลของจีนโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จะเติบโตอย่างมากในทศวรรษนี้
            การที่รัฐบาลจีนชุดใหม่ประกาศเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐเท่ากับเป็นการประกาศให้ทั่วโลกทราบว่าจีนมีความปรารถนาดีต่อสหรัฐและต่อโลก หวังสร้างความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง (เมื่อเทียบกับแนวคิดที่สหรัฐพยายามดำเนินนโยบายปิดล้อมอิทธิพลทางเศรษฐกิจทางการเมืองของจีน)
            ดังที่กล่าวแล้วว่าหากเศรษฐกิจสองประเทศเข้มแข็งย่อมเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ เมื่อจีนชูนโยบายร่วมมือแทนความขัดแย้งจึงเท่ากับเป็นการโต้นโยบายสกัดกั้นของสหรัฐ และยังแสดงบทบาทของจีนที่ตั้งเป้าจะดำเนินนโยบายสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจโลก

            นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงไม่ได้อธิบายโดยละเอียดว่าความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ว่าคืออะไร นอกจากเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้า มองข้ามความขัดแย้งระหว่างกัน แต่มีข้อควรสังเกตคือเมื่อพูดถึงจีนกับสหรัฐ นายกฯ หลี่ใช้คำว่า “สองมหาอำนาจ” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนชุดใหม่ไม่ได้มองประเทศตนล้าหลังหรืออ่อนแอ ในขณะเดียวกันในบางประโยคเรียกสหรัฐว่าเป็น “ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก” และเรียกประเทศตนว่า “ประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก” คำพูดที่บอกว่าสหรัฐคือประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งนั้นยังเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันแม้อำนาจดังกล่าวจะลดน้อยถอยลงในบางด้าน เช่นเดียวกับการยอมรับว่าจีนเป็นชาติมหาอำนาจ ในขณะที่เศรษฐกิจสังคมของจีนยังต้องพัฒนาอีกมาก
            เมื่อมองไปในอนาคต ผลการศึกษาของสภาข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ (National Intelligence Council หรือ NIC) พยากรณ์ว่าเมื่อถึงปี 2030 จะไม่มีชาติอภิมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นระบบโลกที่มีหลายมหาอำนาจ หลายเครือข่ายอำนาจ และจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่หนึ่งของโลก ความเป็นชาติมหาอำนาจหลายขั้วหลายเครือข่ายมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างขั้วหรือเครือข่ายอำนาจเหล่านี้ และโลกจะมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกไม่พ้น
            การที่รัฐบาลจีนชุดใหม่ชูนโยบายปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐ ให้มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้นและมองข้ามข้อพิพาท อันจะก่อประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและต่อโลกจึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ และเลือกจังหวะโอกาสได้อย่างเหมาะสมทั้งในแง่รัฐบาลโอบามาที่ไม่นิยมความขัดแย้งทางทหาร (เมื่อเทียบกับรัฐบาลอเมริกาบางชุดในอดีต) และในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกต้องการความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง
            ทั้งหมดนี้ยังแสดงถึงบทบาทความเป็น “ชาติมหาอำนาจ” ของจีนต่อโลกในทางสร้างสรรค์ และเป็นโอกาสของอีกชาติมหาอำนาจที่จะแสดงบทบาทอย่างมีวิสัยทัศน์ทัดเทียมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เป็นบทบาทของสองมหาอำนาจที่มีต่อระบบโลกปัจจุบัน
18 มีนาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2013 http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=2771:2013-03-20-09-22-49&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
มีการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาหวังจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก คือเพื่อสกัดกั้น ปิดล้อม อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและต่อโลก
บรรณานุกรม:
1. More opportunities for Sino-U.S. trade, investment: premier, Xinhua, 17 March 2013, http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-03/17/c_132240139.htm
2. ‘Global economy: When China sneezes, 'Financial Times, 17 October 2012, http://www.ft.com/intl/cms/s/2/8514c0dc-17af-11e2-9530-00144feabdc0.html#axzz2NmkKYA70
3. National Intelligence Council, “Global Trends 2030: alternative world,” http://www.dni.gov/files/documents/GlobalTrends_2030.pdf
4. สหรัฐฯ สามารถใช้ TPP เพื่อปิดล้อมจีนได้หรือไม่, http://www.chanchaivision.com/2012/12/tpp.html
---------------------

ความร่วมมือสหรัฐกับจีนต้านภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติที่ 2094 (7 มีนาคม 2013) ด้วยเสียงเอกฉันท์ 15-0 เป็นความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจคือสหรัฐกับจีนเพื่อต่อต้านการทดลองนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ ยืนยัน “ขอให้เกาหลีเหนือละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด รวมทั้งโครงการนิวเคลียร์ที่มีอยู่อย่างสิ้นเชิง โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบยืนยันและไม่กลับมาดำเนินโครงการอีก”
            เนื้อหาสำคัญของข้อมติคือเพิ่มความเข้มงวดคว่ำบาตรวัสดุอุปกรณ์ที่เกาหลีเหนือสามารถนำไปใช้ในโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธข้ามทวีป ป้องกันการแพร่กระจายสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งยังมุ่งควบคุมนักการทูตเกาหลีเหนือที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือข้อมติใหม่จะเอื้อให้ชาติสมาชิกสหประชาชาติบังคับใช้ข้อมติคว่ำบาตรอย่างได้ผลมากขึ้น สามารถตรวจสอบเรือ ตู้สินค้าต่างๆ ที่ต้องสงสัย เป็นมาตรการที่เดิมจีนกับรัสเซียไม่เห็นด้วย
            ความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับจีนต่อข้อมติคว่ำบาตรล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
            ประการแรก สหรัฐกับจีนร่วมมือส่งสัญญาณเตือนเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง
            ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐย้อนหลังได้ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่จีนเริ่มสนับสนุน ข้อมติคว่ำบาตรภายหลังจากเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์สองครั้ง คือเมื่อปี 2006 กับ 2009 แม้เผชิญคำเตือนและการคว่ำบาตร รัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำคนใหม่นายคิม จ็อง-อึน ยังแสดงอาการดื้อดึงแข็งขืนอย่างชัดเจนด้วยการทดสอบปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อปีที่แล้วพร้อมกับทดสอบระเบิดนิวเคลียร์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ข้อมติ 2094 จึงเป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากสองมหาอำนาจที่เห็นพ้องต้องกันว่าต้องร่วมมือกันเพื่อกดดันรัฐบาลเปียงยาง ส่งสัญญาณเตือนไปถึงเกาหลีเหนืออีกรอบว่าทั้งสหรัฐกับจีนต่างไม่พอใจ ดังนั้น เป็นไปได้ว่าหากเกาหลีเหนือยังดื้อดึงต่อไปจะต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีก
            ประการที่สอง ข้อมติได้ผลจริงเพียงไร
            หากยึดหลักฐานที่ว่าเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ย่อมต้องประเมินว่าการคว่ำบาตรที่ผ่านมาได้ผลน้อย นักวิเคราะห์หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่าข้อมติชุดใหม่จะได้ผลหรือไม่ แม้ว่าเอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ นายลี่ เป้าตง กล่าวว่าจีนต้องการเห็นว่าข้อมติใหม่ได้รับ “การปฏิบัติตามอย่างเต็มที่” ก็ตาม เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าจีนคือผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เกาหลีเหนือมากที่สุดทั้งด้านอาหาร พลังงาน การทำธุรกรรมการเงิน และจีนมีผลประโยชน์จากการดำรงอยู่ของเกาหลีเหนือ
            แต่เรื่องนี้จีนร้อนใจกว่าสหรัฐ เพราะจีนไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือพัฒนาโครงการเหล่านี้ต่อไป ในอนาคตหากเกาหลีเหนือทำการทดสอบอีก จีนอาจจะตัดสินใจด้วยตนเองว่าควรจะเพิ่มการบังคับใช้ข้อมติหรือไม่ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือในระดับต่างๆ มิติต่างๆ กล่าวได้ว่าจีนคือผู้มีบทบาทควบคุมมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือที่สำคัญที่สุด ทั้งในระดับคณะมนตรีความมั่นคงกับระดับทวิภาคี
            ประการที่สาม รัฐบาลโอบามาไม่ตื่นตระหนก
            จุดสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีคือการที่รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ไม่ตื่นเต้นไม่ตื่นตระหนกต่อพฤติกรรมยั่วยุจากเกาหลีเหนือ
            ในอดีตรัฐบาลอเมริกันบางชุดแสดงอาการตื่นตระหนก เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากรายงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐยืนยันมาโดยตลอดว่าเกาหลีเหนือจะสามารถผลิตขีปนาวุธข้ามทวีปได้ภายในปี  2015 อันหมายถึงประเทศอเมริกาจะตกเป็นเป้าโจมตีทันที แต่งานวิจัยของ RAND เมื่อปี 2012 กลับสวนทางข้อสรุปเก่าโดยชี้ว่าจรวด Unha-3 ของเกาหลีเหนือแม้สามารถปล่อยดาวเทียมขนาด 100 กิโลกรัม แต่จรวดรุ่นนี้ไม่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ที่มีพิสัยข้ามทวีป “ถ้า (เกาหลีเหนือ) ต้องการขีปนาวุธข้ามทวีป จะต้องพัฒนาจรวดนำส่งแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่ [ไม่ใช่พัฒนาจากจรวดเดิม] อันหมายถึงต้องกินเวลาอีกยาวนาน ต้องทำงานและใช้งบประมาณมหาศาล” นอกจากนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกาหลีเหนือกำลังทดสอบติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธเหล่านี้
            รายงานของ RAND ฉบับดังกล่าวกลายเป็นข้อมูลสำคัญนำสู่การประเมินภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือเสียใหม่ รัฐบาลอเมริกันภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จึงไม่เห็นว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามต่อตนมากเหมือนรัฐบาลอเมริกันบางชุดในอดีต
            ประการที่สี่ รัฐบาลโอบามาเน้นแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต เน้นการป้องกันมากกว่าคุกคาม
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามาประกาศนโยบายต่อเกาหลีเหนืออย่างชัดเจนว่าจะเน้นการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางการทูต ข้อมติ 2094 เป็นประจักษ์พยานถึงความสำเร็จของนโยบายดังกล่าวอย่างชัดเจน นโยบายเสริมระบบป้องกันขีปนาวุธแก่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นอีกส่วนที่ทำให้สหรัฐมีความมั่นใจในการป้องกันภัย และยังทำให้จีนเห็นว่าควรหยุดโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ นโยบายเน้นการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต เน้นป้องกันมากกว่าคุกคามเอื้อให้จีนเห็นว่าควรร่วมมือกับรัฐบาลโอบามา ผลสุดท้ายคือเกาหลีเหนือถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น
            ที่สุดแล้วหากมาตรการคว่ำบาตรได้ผลจริงและเป็นอย่างที่นักวิเคราะห์บางคนคาด เกาหลีเหนือจะขาดวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ เป็นเหตุให้ไม่สามารถทดสอบต่อไปในที่สุด หากเป็นเช่นนั้นจริงย่อมถือเป็นความสำเร็จของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความสำเร็จร่วมระหว่างสหรัฐกับจีน และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลเกาหลีเหนืออาจต้องยอมเข้าร่วมเจรจาหกฝ่ายดังที่ทั้งจีนกับรัสเซียต่างเรียกร้องให้กลับเข้ามาสู่โต๊ะเจรจา
            เวลากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้านความมั่นคงมักจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่าแต่กรณีเกาหลีเหนือเป็นข้อยกเว้น สองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลบารัก โอบามาเน้นแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางทูตไม่หวังยกระดับความขัดแย้งและจำกัดกรอบการคว่ำบาตรอย่างชัดเจน ดังที่ ซูซาน ไรซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า “มาตรการคว่ำบาตรในข้อมตินี้จะขัดขวางไม่ให้เกาหลีเหนือสามารถพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์กับขีปนาวุธข้ามทวีป”
            ตราบใดที่รัฐบาลอเมริกันไม่มุ่งโค่นล้มระบอบรัฐบาลเกาหลีเหนือ สองมหาอำนาจสหรัฐกับจีนสามารถร่วมมือกันต่อไป และทั้งสองรัฐบาลกำลังประกาศว่าพฤติกรรมยั่วยุของเกาหลีเหนือแบบที่ใช้อยู่ไม่ได้ผลอีกแล้ว
มีนาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5971 วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ที่ US Watch โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ 
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1506)
-------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. อำนาจต่อรองของเปียงยางที่ร่อยหรอลงทุกที
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้ร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ
เมื่อนโยบายความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ความเป็นไปในประเทศจึงยึดมั่นอยู่กับแนวทางเดิมของประเทศ โอกาสที่จะติดต่อทางเศรษฐกิจกับนานาชาติอย่างเปิดเผยเป็นทางการไม่อาจทำได้เพราะประเทศกำลังถูกคว่ำบาตร

บรรณานุกรม:
1. Security Council tightens sanctions on DPR Korea in wake of latest nuclear blast, UN News Centre, 7 March 2013, http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=44313&Cr=democratic&Cr1=korea#.UTkvpdZWZmx
2. FACT SHEET: UN Security Council Resolution 2094 on North Korea, U.S. Mission to the United Nations, 7 March 2013, http://usun.state.gov/briefing/statements/205698.htm
3. Victor Cha and Ellen Kim, UN Security Council Passes New Resolution 2094 on North Korea, Center for Strategic and International Studies, http://csis.org/publication/un-security-council-passes-new-resolution-2094-north-korea?
4. Full text: State of the Union Address, USA TODAY, 12 February 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/02/12/state-of-the-union-obama-text/1914769/
5. North Korea threatens nuclear strike, UN expands sanctions, Reuters, 8 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/north-korea-threatens-nuclear-strike-u-n-expands-161926146.html
6. U.S., China propose tough sanctions against N. Korea, USA Today/AP, 5 March 2013, http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/03/04/north-korea-sanctions/1963755/
7. “North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation,” Congressional Research Service, 4 January 2013, http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf
---------------------

Asia

อ่านบทความ คลิกที่ชื่อเรื่อง

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2026


The Chinese government views human rights as an internal security matter unique to each nation. Day by day, authorities are rapidly increasing their capacity to monitor citizens in real time through cutting-edge technology, reinforcing the concept of "sovereignty over universal rights."

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2025
แค่สัมพันธ์กับจีนดีขึ้น ชายแดนลดความตึงเครียด รัฐบาลปูตินหวังร่วมมือมากขึ้น เพิ่มอำนาจต่อรองอียู แค่นี้น่าจะคุ้มค่าแล้ว เหนือกว่าภาษี 50% ของทรัมป์

ปัจจัยรัสเซียเป็นข้อโต้แย้งว่าเกาหลีเหนือไม่น่าจะเป็นยูเครน 2 ถ้าตีความว่าฝ่ายเหนือมีนิวเคลียร์ รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศเรื่อยมาว่าพร้อมใช้เพื่อป้องกันประเทศ

ถ้าย้อนหลังตั้งแต่สมัยโอบามาจนล่าสุดจะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีใต้กับสหรัฐร่วมกันยกระดับความเข้มข้นสู่สงครามนิวเคลียร์ ตอนนี้นอกจากไต้หวันแล้วควรคิดถึงเกาหลีด้วย

นโยบายต่างประเทศจีน2024จากมุมมองสหรัฐ
เป้าหมายนโยบายต่างประเทศคือการฟื้นฟูชาติจีนครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะใช้มุมมองจีนหรือสหรัฐ ทั้งคู่มองว่าต่างเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์และน่าจะเป็นปรปักษ์ในที่สุด

กำหนดเป้าหมายว่า ‘มีกองทัพเข้มแข็งระดับโลก เป็นผู้นำทบทวนระเบียบโลก’ ในการนี้จีนต้องเผชิญหน้าสหรัฐผู้นำระเบียบโลกปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2024
BRI จะเป็นแค่การพัฒนาร่วมหรือเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกของจีนเป็นที่ถกแถลงเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรนานาชาติเฝ้าติดตาม จริงหรือเท็จกาลเวลาจะให้คำตอบ

บัดนี้เกาหลีเหนือสามารถส่งกระสุนอาวุธต่างๆ ช่วยรัสเซียทำศึกยูเครน แม้กระทั่งส่งกองทัพเกาหลีเข้ารบโดยตรง ดังที่ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่าปูตินคือเพื่อนแท้ที่ดีที่สุด

การประกาศเอกราชอาจอยู่ในแผนที่ต้องดำเนินตามขั้นตอน ดังผู้เชี่ยวชาญตะวันตกบางคนวิเคราะห์ว่ากองทัพจีนจะบุกไต้หวันในสมัยรัฐบาลไล่ชุดนี้

ผู้นำไต้หวันหวังว่าจีนจะยอมรับการมีอยู่ของประเทศไต้หวัน เคารพการตัดสินใจของคนไต้หวัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่เรื่องนี้จะสู่สงครามแทนสันติหรือไม่ 

ด้วยความคิดว่าภายในปี 2030 เกาหลีเหนือน่าจะสะสมนิวเคลียร์ถึง 300 หัวรบ เกาหลีใต้จึงควรมีนิวเคลียร์ร้อยลูกเพื่อรับมือภัยดังกล่าว

ในมุมเกาหลีเหนือการรวมชาติจะเริ่มขึ้นจริงเมื่อประเทศอยู่ในบรรยากาศปลอดภัย ไม่มีใครคิดล้มล้างอำนาจผู้ปกครอง

จุดยืนของจีนชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง ไต้หวันประกาศเอกราชคือขอแบ่งแยกดินแดน จีนจะส่งกองทัพบุกโค่นล้มรัฐบาลไต้หวัน ยึดดินแดนกลับคืน ไม่ปล่อยให้ไต้หวันเป็นเช่นปัจจุบันอีก

นักวิชาการฝ่ายตะวันตกหลายคนคาดไต้หวันกับจีนจะทำสงครามภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อคำนวณเวลาแล้วคือในช่วงรัฐบาลไต้หวันชุดใหม่นี้เอง

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2023
ที่ควรวิเคราะห์คือเหตุผลเบื้องหลังของเหตุการณ์ ในอนาคตซากเรือ BRP Sierra Madre จะทำหน้าที่อีกครั้ง เป็นนิยายเรื่องเก่าที่ผู้กำกับคนใหม่นำมาแสดงอีกรอบ

ญี่ปุ่นกังวลจีน ความร่วมมือจีน-รัสเซีย อาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ แก้ไขด้วยการสร้างกองทัพให้เข้มแข็งพร้อมรับมือ ยึดพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐเป็นแกนหลัก
On one side, it is rapidly modernizing with high-end offensive capabilities and deepening interoperability with the US, Japan, and the UK to deter coercion. On the other, it is stepping up as a sophisticated diplomatic player within ASEAN and the Pacific—fostering a resilient, multipolar ecosystem where it never has to compromise its national interests for the sake of picking sides.


ในสมัยทรัมป์โหมกระแสต่อต้านจีน ลามถึงคนเชื้อสายจีนในอเมริกา มาถึงสมัยไบเดนมองจีนเป็นปรปักษ์มากขึ้นอีก สอดคล้องข่าวโจมตีจีนจากรัฐบาลและสื่อกระแสหลัก

ความบาดหมางฝังลึกที่เกาหลีใต้มีต่อญี่ปุ่น ความไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้การปรับความสัมพันธ์ยุ่งยาก น่าสงสัย อาจมีผลช่วงสั้นๆ ตามอายุรัฐบาล

ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่การกีดกันเทคโนโลยีชิ้นส่วนไฮเทคสู่จีนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบโลกในตอนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นใหม่ที่การแบ่งขั้วชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที

กองทัพสหรัฐเหนือกว่าแต่พร้อมที่จะสูญเสียเพื่อไต้หวันหรือไม่ หาก 2 มหาอำนาจรบกันจริงย่อมส่งผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่จะตามมา หมากไต้หวันเพียงตัวเดียวอาจเปลี่ยนระบบโลก

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2022
การมีอาวุธนิวเคลียร์ยังเป็นเครื่องมือป้องปรามสงครามใหญ่ได้ดี ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่คิดเช่นนี้ นี่ยังไม่รวมแนวคิดญี่ปุ่นอยากกลับมาเป็นชาติมหาอำนาจอีกครั้ง

สมดุลอินโด-แปซิฟิกจะเปลี่ยนไปถ้าเกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ และหากคิดจะใช้นิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ต้องถามว่าหากวันหนึ่งสหรัฐห้ามติดต่อค้าขายกับจีน เกาหลีใต้พร้อมทำตามหรือไม่

ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกคือยุทธศาสตร์ปัจจุบันที่รัฐบาลสหรัฐใช้ขวางเส้นประ 9 เส้นของจีน เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจโดยตรง และกำลังทวีความรุนแรง

การ “ปั่น” คนไต้หวันให้เป็นศัตรูกับจีนนั้นมีจริง เป็นภัยคุกคามที่บั่นทอนความสงบสุขการอยู่ดีกินดีในยามนี้และในอนาคต สุดท้ายจึงอยู่ที่คนไต้หวันจะรู้ทันนักการเมืองหรือไม่

มุมมองยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น 2022
จีนที่ก้าวขึ้นมาทำให้สหรัฐกับญี่ปุ่นอยู่เฉยไม่ได้ มองว่าจีนกำลังเปลี่ยนแปลงอินโด-แปซิฟิกเพื่อตนเอง ญี่ปุ่นที่มีพลังอำนาจเป็นรองจำต้องแสวงหาพันธมิตรและเข้าพัวพันเข้มข้นกว่าเดิม

รัฐบาลไบเดนพูดถึงประโยชน์ของ IPEF แต่มีข้อสงสัยว่าชาติสมาชิกคู่เจรจาจะได้ประโยชน์ทางการค้าเศรษฐกิจแค่ไหน มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่

เบื้องหน้าเบื้องหลังการสร้าง IPEF ของไบเดน
ฝ่ายสหรัฐคิดเสมอว่าทำอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศสูงสุด รวมทั้งการต่อต้านจีน IPEF เป็นความพยายามรอบใหม่ ประกาศชัดขอสร้างกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกที่ตนเป็นผู้นำ

นโยบายต่างประเทศสหรัฐต่อจีนโดยแอนโทนี บลิงเคน
สหรัฐไม่แสวงหาความขัดแย้งหรือสงครามเย็นใหม่ (new Cold War) รัฐบาลสหรัฐจะสัมพันธ์กับจีนอย่างสร้างสรรค์ในทุกเรื่องที่ทำได้ โดยที่สหรัฐจะไม่ทิ้งหลักการของตน

แผนติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ
สหรัฐฯ หวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้และไทย เป้าหมายหลักคือต่อต้านจีน อเมริกาครองความเป็นเจ้าในอินโด-แปซิฟิก

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2021
ประชาธิปไตยจีน ประชาธิปไตยที่ใช้การได้จริง
ประชาธิปไตยแท้ต้องอยู่ในวิถีชีวิตไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน ต้องถือว่าล้มเหลวถ้าสังคมเป็นประชาธิปไตยแต่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ประเทศไม่พัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่

ยุทธศาสตร์จีนในมุมมองของสหรัฐ 2021
เป้าหมายของจีนคือพัฒนากองทัพที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าสหรัฐ สอดรับกับการพัฒนาประเทศ ฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ตั้งเป้าสำเร็จภายในปี 2049

จากยากจนสู่สังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน
ไม่มีคนจนในประเทศอีกแล้ว เพราะรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับประชาชน 1,400 ล้านคนต่างทำหน้าที่ของตน เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน

ขณะที่ชาติมหาอำนาจไม่ปะทะกันเอง แต่อาจสู้กันในพื้นที่อื่นๆ เป็นสงครามตัวแทน (proxy war) ดังนั้นประเทศทั้งหลายต้องระวังไม่ตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งดังกล่าว

เป้าหมาย 100 ปีข้างหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ในเวลา 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีนบรรลุเป้าหมายสร้างสังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน เป้าหมายถัดไปคือประเทศสังคมนิยมอันยิ่งใหญ่ทันสมัยทุกด้าน

สงครามร้อนระหว่างจีนกับสหรัฐหลีกเลี่ยงได้หรือไม่
ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำคัญที่ควบคุมได้หรือไม่ ทั้งนี้ชนชั้นนำผู้ปกครองประเทศมีส่วนสำคัญยิ่ง แม้กระทั่งในประเทศประชาธิปไตยก็ตาม

ความมั่นคงไต้หวัน กลเกมของมหาอำนาจ
การชี้ว่าจีนจะบุกไต้หวันและสหรัฐอาจเป็นฝ่ายปราชัย เป็นคำถามที่น่าคิดว่าทำไมผู้นำกองทัพสหรัฐพูดเช่นนั้น กำลังปลุกเร้าสถานการณ์ให้ตึงเครียดใช่หรือไม่ กำลังพาไต้หวันเข้าสู่สงครามหรือเปล่า

ความเข้าใจผิดเรื่องการก้าวขึ้นมาของจีน
จีนยุคสังคมนิยมต่างจากอาณาจักรจีนโบราณและไม่อาจเหมือนได้เพราะบริบทโลกต่างกันมาก อีกทั้งจีนสังคมนิยมปัจจุบันต่างจากสมัยเหมา รัฐบาลจีนจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่เป็นเรื่องคาดเดายาก

แถลงการณ์การประชุมสุดยอด Quad ครั้งแรกไม่มีนโยบายที่ชัดเจน จุดสำคัญคือทั้ง 4 ประเทศจะทำงานร่วมภายใต้กลุ่มนี้มากขึ้น และจะจัดประชุมสุดยอดแบบพบตัวต่อตัวอีกครั้งในปลายปีนี้

รู้จัก Quad และประชุมสุดยอด 4 ฝ่ายในสมัยไบเดน
Quad คือกลไกหนึ่งของยุทธศาสตร์ครองความเป็นเจ้าของสหรัฐฯ สกัดกั้นอิทธิพลจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา และอาจเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลไบเดน

วิพากษ์ความฝันของจีน (Chinese Dream)
ความฝันหรือความใฝ่ฝันมักสู่เป้าหมายที่สวยงามดีงาม เป็นเรื่องดีที่ควรมี แต่ในขณะเดียวกันจำต้องมองโลกตามสภาพที่เป็นจริง เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกที่เป็นอยู่เพราะคือความฝันที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้

สถานการณ์โลกและการทูตจีน 2021
เมื่อเทียบจีน 50 ปีก่อนกับปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจสังคมจีนมีความเป็นทุนนิยมที่เปิดกว้างมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับที่รัฐบาลสหรัฐมองจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงมากขึ้นทุกที

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2020
นโยบายต่างประเทศของโจ ไบเดนต่อจีน
ที่จะทำคือปิดล้อมจีนต่อไป ต่างกันเพียงแสดงตัวชัดหรือไม่ชัด ใช้ถ้อยคำรุนแรงแค่ไหน ใช้วิธีการอะไร ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่อย่างน้อยมีประเด็นสำหรับใช้หาเสียง ต่อเวลาได้อีก 4 ปีแล้วค่อยว่ากันใหม่

รัฐบาลทรัมป์ประสบผลไม่น้อยในการสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน ความเกลียดชังนี้ขยายผลสู่ระดับประชาชน เป็นประเทศที่ใช้นโยบายเกลียดชังคนอื่นเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หวังผลทางการเมือง

โควิด-19 กลายเป็นอีกสนามของการต่อสู้ระหว่างชาติมหาอำนาจ น่าคิดว่าหากร่วมมือกันจะช่วยรักษาชีวิตได้กี่คน ลดความสูญเสียมากเพียงไร แม้กระทั่งต่อพลเมือง เศรษฐกิจสังคมของตนเอง

คำประกาศส่งเรือพิฆาตสู่ตะวันออกกลางเพื่อรวบรวมข่าวกรอง กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดยืนของรัฐบาลญี่ปุ่นอีกครั้งว่ากำลังละเมิดรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้มีกองทัพเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้นหรือไม่

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2019
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกหวังสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหุ้นส่วนเพื่อต้านจีน ถ้ามองในมุมกว้างคือแผนจัดระเบียบภูมิภาคของสหรัฐนั่นเอง

สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันครบรอบ 70 ปีแตกต่างจากเมื่อก่อตั้งประเทศในทุกมิติ และกำลังเปลี่ยนแปลงต่อไปทุกด้านพร้อมกับอีกหลายประเทศตามแนว หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

การชุมนุมประท้วงฮ่องกงไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยประท้วงใหญ่มาก่อนและจัดชุมนุมเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ จุดติดแน่นอนว่าแกนนำต้องการความสำเร็จมากกว่าครั้งก่อน ทางออกอยู่ที่ใด

ถ้าอยากเข้าใจนโยบายจีนต่อฮ่องกงจะต้องมองกรอบกว้างด้วย รัฐบาลจีนปกครองพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรอีกราว 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแล หวังให้ฮ่องกงเป็น 1 ประเทศ 2 ระบบที่เป็นแบบอย่างที่ดี

บทบาทของกองทัพกับความเป็นไปของประเทศเป็นของคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเครื่องทดสอบและให้คำตอบในตัวเองว่ากองทัพสนับสนุนการก้าวขึ้นมาของจีนอย่างสันติหรือไม่ อย่างไร

หลักสำคัญคือสหรัฐกับจีนต้องประสานงานและร่วมมือกับประเทศอื่นๆ สงครามการค้าไม่สามารถล้มจีน เช่นเดียวกับที่จีนไม่อาจล้มสหรัฐซึ่งจะคงเป็นชาติแข็งแกร่งที่สุดในโลก

โอริตะ คูนิโอะ แสดงความคิดเห็นว่าภายในปี 2025 จีนจะก่อสงครามใหญ่ เพื่อยึดครองไต้หวัน ควบคุมทะเลจีนใต้ ข้อวิพากษ์คืออย่างไรเป็นประโยชน์ต่อจีนมากกว่าระหว่างสงครามกับสันติภาพ

การลุกออกจากห้องประชุมของประธานาธิบดีทรัมป์มีปริศนาว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ใครพูดจริงพูดเท็จ และการปราศจากพิธีลงนามไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อตกลงลับ

กองทัพจีนพัฒนาโดยยึดแนวการรบแบบชาติตะวันตก หากเศรษฐกิจพัฒนาเติบโตต่อไป ผลประโยชน์ที่ขยายตัวทั่วโลกย่อมเป็นเหตุให้กองทัพจีนต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ประเทศที่กระจายทั่วโลก

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2018
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชูธงการค้าเสรี โจมตีหลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” ความเข้าใจที่ถูกต้องคือไม่มีการค้าเสรีที่เสรีเต็มร้อย ทุกอย่างอยู่ในข้อตกลงที่เปิดเผยและปิดลับ ปรับแก้ได้และไม่มีของฟรีในโลก

พลังเศรษฐกิจพลังเปลี่ยนแปลงเกาหลีเหนือและอื่นๆ
ความก้าวหน้าของโลก เศรษฐกิจสังคมเพื่อนบ้านที่พัฒนารุดหน้าเป็นปัจจัยสำคัญกดดันให้เกาหลีเหนือต้องเปลี่ยนแปลง แต่ในกรณีเกาหลีเหนือการจะปฏิรูปซับซ้อนกว่านั้นเพราะอยู่ในโลกที่ต่อสู้ขัดแย้งกัน

สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน ไม่แรงอย่างที่คิด
ทรัมป์เคยขู่ว่าจะขึ้นสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ เป็นการตอบโต้จีน ล่าสุดสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ชี้ว่าหากขึ้นภาษีตามนั้นจะกระทบคนอเมริกันอย่างแรง

2 เกาหลีมีแนวคิดรวมชาติมานานแล้ว ถ้ามองจากมุมเกาหลีใต้จะเป็นการยุติความทุกข์ยาก การตกอยู่ในความหวาดหวั่นของภัยสงครามที่มหาอำนาจวางไว้ เป็นความพยายามเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

จีนประกาศผลสำเร็จระบบนำส่งไฮเปอร์โซนิค Xingkong-2
จีนประกาศความสำเร็จในการทดสอบระบบนำส่งไฮเปอร์โซนิคเป็นครั้งแรก เป็นก้าวกระโดดที่จะพัฒนาเป็นอาวุธยิงไกลสู่ทุกจุดทั่วโลก โดยที่ระบบป้องกันขีปนาวุธยากจะสกัดกั้น

อีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก จนถึงวิถีชีวิตทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกประเทศหรือทุกคนจะได้ประโยชน์เท่ากันแม้จะพยายามก็ตาม

ตลาดหุ้นเอเชียแดงถ้วนหน้า เพราะกังวลค่าเงินตุรกี
ตลาดหุ้นเอเชียกับยุโรปแดงถ้วนหน้า เหตุเพราะค่าเงินลีราตุรกียังคงอ่อนค่าต่อเนื่องอย่างรุนแรง วันเดียวหล่นถึง 8 เปอร์เซ็นต์ หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีให้หนักกว่าเดิม

แผนพัฒนาใดๆ ของจีนสามารถตีความว่ากำลังบั่นทอนผลประโยชน์ของอีกฝ่าย แต่อาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า เพิ่มโอกาสเพิ่มทางเลือก สำคัญว่าสุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่

ไม่ว่าผลการประชุมจะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมว่าความเป็นไปของคาบสมุทรเกาหลีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น

หากเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ สหรัฐพร้อมเลิกคุกคามเกาหลีเหนือ เป็นเงื่อนไขตรงไปตรงมา แต่ความเป็นไปของโลกไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เห็น

เป็นเวลากว่า 100 ปีที่คนเกาหลีตกอยู่ในความทุกข์ยาก ผ่านสงครามหลายครั้งที่คร่าชีวิตหลายล้านคน ถูกรายล้อมด้วยมหาอำนาจ เป็นข้อคิดว่าสันติภาพไม่ได้หาได้โดยง่ายอย่างที่คิด

ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับใต้เป็นความขัดแย้งกรอบแคบในกรอบใหญ่ เกี่ยวพันประวัติศาสตร์กว่าร้อยปีก่อน ส่งผลสืบเนื่องผ่านยุคสมัยต่างๆ จนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ชาวเกาหลีโหยหาสันติภาพ

เกาหลีเหนือพลิกยุทธศาสตร์ ขอปลอดนิวเคลียร์
การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนืออาจนำสู่สันติภาพหรืออาจเป็นชนวนการเผชิญหน้ารอบใหม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เป็นอีกครั้งที่เกาหลีเหนือใช้ประโยชน์จากโครงการนิวเคลียร์

หากไม่ทำเพื่อประชาชนสังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะกุมอำนาจคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม นั่นคือเผด็จการ หากทำเพื่อความสุขของประชาชนจริง จะกลายเป็นราชาธิปไตยหรือการปกครองโดยคณะบุคคลที่น่าส่งเสริม

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2017
นานาชาติไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องให้ความร่วมมือด้วย ไม่กดดันเกาหลีเหนือในลักษณะผลักดันให้ดื้อดึงมากขึ้น การเจรจาจะได้ผลถ้าต่างฝ่ายยอมถอยคนละก้าว

ผู้นำเกาหลีเหนือขู่ใช้มาตรการขั้นสูงสุด อาจเป็นการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือ

15 กันยายน เช้าวันนี้เกาหลียิงขีปนาวุธข้ามฮอกไกโดอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ของใหม่ เริ่มไม่น่าตกใจ ทุกอย่างจะคืนสู่ปกติในไม่ช้า เกิดคำถามว่า มีอะไรที่แรงกว่านี้ไหม

รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่อยมาว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน

ความขัดแย้งเกาหลีเหนือจะลงเอยอย่างไร
ความขัดแย้งเกาหลีเหนือที่ดำเนินมาแล้วกว่า 2 เดือนกำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น คำถามคือเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร 

ตลอด 2 เดือนเต็มที่ประเด็นเกาหลีเหนือตึงเครียด และรุนแรงสุดเมื่อทดสอบระเบิดไฮโดรเจน สหรัฐฯ ถึงกับพูดว่าเกาหลีเหนือกำลัง ร้องขอสงครามด้านประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า พวกเขาจะยอมกินหญ้าแต่จะไม่ยอมทิ้งอาวุธนิวเคลียร์

รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาทุกทางเลือก แต่จะเลือกทางใดต้องรับฟังความเห็นจากประเทศที่เกี่ยวข้องก่อน แม้โอกาสเกิดสงครามจะน้อยมาก แต่ไม่อาจสรุปว่าจะไม่เกิด การซ้อมรบของเกาหลีใต้วันนี้คือคำเตือนดังกล่าว

ในเวลา 2 เดือน เกาหลีเหนือยั่วยุด้วยการ 1) ทดสอบขีปนาวุธฮวาซอง-14 2) ขู่ยิงเกาะกวม (ให้ตกรอบเกาะกวม) 3) ยิงขีปนาวุธข้ามฮอกไกโด 4) ล่าสุดคือทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์ นี่คือหลักฐานว่าเรื่องยังไม่จบ

วันนี้ (3 ก.ย.) เกาหลีเหนือประกาศประสบความสำเร็จในการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน พร้อมกับความสำเร็จการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อกรกฎาคม เป็นคำพูดที่คุกคามสหรัฐฯ โดยตรง

รัฐบาลอาเบะร้อนตัวเมื่อขีปนาวุธพิสัยกลางบินข้ามน่านฟ้าญี่ปุ่นเหนือฮอกไกโด แต่เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เหตุเกิดความคาดหมาย เพราะหลายปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือทำเช่นนี้เรื่อยมาเมื่อสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ซ้อมรบร่วม

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือช่วงกรกฎาคมถึงก่อนกลางสิงหาคม สะท้อนเส้นต้องห้าม (red line) ของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้เข้าใจเป้าหมาย นโยบายที่แท้จริงของประเทศเหล่านี้ และช่วยวิเคราะห์อนาคต

บทความนี้วิเคราะห์โดยสร้างฉากทัศน์ (scenario) วิเคราะห์เหตุการณ์จำลองหลากหลายแบบ ว่าหากเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าและยิงขีปนาวุธใส่เกาะกวม จะเกิดสถานการณ์ใดบ้าง เป็นผลดีผลเสียอย่างไร

กวม (Guam) หรือเกาะกวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา หลายบางอาจได้ยินชื่อผ่านข่าวต่างประเทศ พูดถึงฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะแห่งนี้ ในอีกแง่หนึ่งกวมเป็นเมืองที่เจริญ เป็นศูนย์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว มีประวัติศาสตร์ย้อนหลัง 4,000 ปี แต่ละปีมีคนไปเที่ยวหลายล้านคน มีเรื่องราวน่าสนใจหลายแง่มุม 

ขณะนี้ค่อนข้างชัดแล้วว่าสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นพร้อมใช้กำลัง หากเกาหลีเหนือไม่ถอย มี 2 ทางที่เป็นไปได้คือตอบโต้หลังเกาหลีเหนือโจมตี หรือไม่ก็ชิงลงมือก่อน คาดว่าดาวโจนส์วันศุกร์จะอ่อนตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 4  

หลังจากสื่อเปิดเผยข้อมูลลับว่าขีปนาวุธเกาหลีเหนือสามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์แล้ว ทรัมป์เตือนว่าเกาหลีเหนืออาจเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรง ฝ่ายเกาหลีเหนือไม่รอช้า “เกทับ” ด้วยการประกาศว่ากำลังวางแผนยิงใส่รอบเกาะกวม สิ่งที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลทรัมป์จะโต้กลับอย่างไร เกาหลีเหนือจะยิงจริงหรือไม่

รายงานลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุชัดว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์แล้ว สามารถโจมตีแผ่นดินแม่อเมริกา ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เตือนเกาหลีเหนือว่าอาจเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้ายึดตามหลักคิดสหรัฐฯ บัดนี้เกาหลีเหนือพร้อมถูกโจมตีทุกเมื่อแล้ว 

ปลายปี 2015 รัฐบาลปาร์ค กึน-เฮ บรรลุข้อตกลงกับญี่ปุ่น เป็นข้อตกลงสุดท้ายและแก้ไม่ได้  แต่ข้อตกลงนี้ฝ่ายหญิงบำเรอไม่เห็นด้วย จึงต่อต้านเรื่อยมา รัฐบาลเกาหลีใต้ชุดใหม่ของ มุน แจ-อิน จึงขอทบทวนและอาจเจรจาใหม่ ประเด็นหญิงบำเรอที่ผ่านมาแล้ว 70-80 ปีจึงกลายเป็นประเด็นที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป แต่จะเป็นอย่างไรนั้นจำต้องติดตามต่อไป

ประเทศจิบูตีกลายเป็นที่ตั้งฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีน แสดงให้เห็นว่าจีนตั้งเป้าที่จะส่งกองเรือรบมาไกลถึงแอฟริกา ดูแลเส้นทางเดินเรือและพลเมืองของตนในแถบนี้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (OBOR) ที่จีนจะร่วมมือกับเอเชีย แอฟริกาและยุโรป ในอนาคตจะเห็นทหารจีนปรากฏตัวตลอดเส้นทางสายไหม บทบาททางทหารของจีนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ยิงถึงแผ่นดินอเมริกาหรือเปล่า รัฐบาลสหรัฐชุดแล้วชุดเล่าพยายามย้ำแล้วย้ำอีกให้พลเมืองอเมริกันเห็นว่าภัยคุกคามด้วยนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือเป็นเรื่องจริง จึงต้องพยายามทุกอย่างเพื่อสกัดกั้น ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วผู้นำเกาหลีเหนือกับบริวารไม่ต้องการสงคราม ที่ต้องการจริงๆ คือความอยู่รอดของพวกเขา แต่ที่รัฐบาลสหรัฐต้องโหมภัยเกาหลีเหนือเพราะมีผลประโยชน์อื่นๆ ที่สำคัญกว่ามาก

นักวิชาการบางคนพูดถึงการปิดล้อมคู่ (dual containment) หมายถึงการปิดล้อมจีนกับรัสเซีย บทความนี้พูดถึงการปิดล้อมจีนกับเกาหลีเหนือในแง่ว่ารัฐบาลสหรัฐเพิ่มแรงกดดันปิดล้อมเกาหลีเหนือโดยยืมมือจีน และเท่ากับเป็นการเร่งโดดเดี่ยวจีนไปในตัว  ในทางปฏิบัติหมายความว่านับจากนี้รัฐบาลสหรัฐจะลงโทษจีนอย่างไรก็ได้ เช่น คว่ำบาตรสินค้า ขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ด้วยเหตุผลเดียวคือเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ

จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะไม่อาจสรุปได้ว่าอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุด สิ่งที่เห็นคือรัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นประท้วงอย่างรุนแรง ชี้ว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงจวนตัว เป็นข้ออ้างสำหรับเกาหลีใต้ที่กำลังติดตั้งระบบ THAAD ขั้วสหรัฐฯ ได้รุกคืบหน้าอีกขั้น เห็นได้ชัดว่าจีนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ประเทศที่เกี่ยวข้องกับคาบสมุทรเกาหลีจะพัฒนาและสะสมอาวุธมากขึ้น

ในช่วงหาเสียงทรัมป์อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อชี้ว่าสหรัฐไม่ควรประจำการทหารในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป พร้อมให้ 2 ประเทศนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ถึงเดือนหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีเปลี่ยนเป็นตรงข้าม กลับมาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรดังเดิม ตามหลักนโยบายที่ไม่ต่างจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท

ในการเยือนมิตรประเทศในแถบอเมริกากลาง ไช่อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ประธานาธิบดีไต้หวันได้แวะพักสหรัฐ เกิดวิวาทะเรื่องนโยบายจีนเดียวอีกครั้ง มีคำถามว่าผู้นำไต้หวันจะสามารถทำอะไรที่เซอร์ไพรส์วงการทูตได้อีกหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ถ้าพิจารณาองค์รวม ไต้หวันเป็นฝ่ายตั้งรับและถอยร่นในสมรภูมิการทูต และคงไม่กล้าทำอะไรที่จีนรับไม่ได้

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2016
โฉมหน้าความงาม โฉมหน้าสังคมนิยมจีน
เมื่อสิ้นยุคประธานเหมา จีนเปิดประเทศต้อนรับการลงทุน การสัมพันธ์กับต่างชาติ ค่านิยมความงามแบบตะวันตกเริ่มเข้ามา จีนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านความงามของโลก สตรีจีนใช้จ่ายเพื่อความงามมากกว่าหลายประเทศจนน่าตกใจ บ่งบอกความเป็นพวกวัตถุนิยม กำลังถอยห่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โฉมหน้าความงามของสาวจีนสะท้อนโฉมหน้าสังคมนิยมจีนในปัจจุบันและอนาคต

ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ทบทวนนโยบายจีนเดียว หวังใช้เป็นเครื่องมือเจรจาแก้ปัญหาการค้าจีน  ฝ่ายจีนแสดงท่าทีแข็งกร้าวชี้ว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตยไต้หวัน เป็นเรื่องที่ยอมให้ไม่ได้ ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้รัฐบาลจีนได้ละเมิดนโยบายจีนเดียวมานานแล้ว ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐมีความชอบธรรมที่จะละเมิดหรือยกเลิก แต่จะได้ผลดีหรือผลเสียมากกว่า เพราะต้องคำนึงปัจจัยไต้หวันและอื่นๆ

นโยบายจีนเดียว (one-China policy) ถูกอ้างว่าเป็นหนึ่งในรากฐานความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ย้อนหลังถึงปี 1972 เมื่อ 2 รัฐบาลจับมือกันต้านสหภาพโซเวียต เป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ในยุคนั้น ผู้นำโลกเสรีสามารถจับมือกับคอมมิวนิสต์จีน แต่บริบทโลกเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันไม่มีสหภาพโซเวียตอีกแล้ว รัสเซียในปัจจุบันมีสัมพันธ์ใกล้ชิดจีน ส่วนสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อจีนมากขึ้น ชัดเจนขึ้น อะไรคือคุณค่าแท้ของนโยบายจีนเดียวในปัจจุบันและอนาคต

เพื่อผลประโยชน์ต่อต้านโซเวียตรัสเซียในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐจึงตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน เป็นเหตุให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศที่นานาชาติไม่ยอมรับว่าเป็นประเทศ ผู้นำไต้หวันทุกยุคทุกสมัยจึงพยายามดิ้นรนแสดงความเป็นตัวตน เทคนิคที่ประธานาธิบดีไช่ทำครั้งนี้คือติดต่อพูดคุยกับว่าที่ผู้นำประธานาธิบดีสหรัฐ กลายเป็นประเด็นให้วิพากษ์ ซึ่งแท้จริงแล้วมีความสำคัญต่อไต้หวันมากกว่านั้น

รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโอบามารุกคืบเข้ามาพัวพันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอน “ข้อเสนอโครงสร้างเครือความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก” เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ที่ตั้งชื่อให้ฟังดูเป็นกลางว่า “ปรับสมดุล” เมื่อวิเคราะห์แล้วคือความต้องการเข้ามาจัดระเบียบภูมิภาคอย่างครอบคลุมทุกด้าน เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ทั้งอาเซียน จีนและอีกหลายประเทศต้อง “ปรับสมดุล” เช่นกัน

หลังผ่านประวัติศาสตร์อันขมขื่นของการเป็นอาณานิคมทั้งทางตรงทางอ้อมนับร้อยปี สิ่งที่เกาหลีใต้ต้องการมากที่สุดคือความเป็นอิสระและความสงบ ในการนี้จะต้องให้เกาหลีเหนืออยู่ในความสงบ การทดสอบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกลของเกาหลีเหนือล้วนเป็นเหตุบั่นทอน จึงต้องพยายามให้เกาหลีเหนือนิ่งมากที่สุด ถ้า “แช่แข็ง” เกาหลีเหนือได้จะเป็นการดีที่สุด เป็นผลดีต่อเกาหลีใต้ จีน การคงอยู่ของระบอบเกาหลีเหนือ คงแต่คนเกาหลีเหนือที่ยังต้องอยู่ในสภาพทุกข์ยากต่อไป

จีนเป็นคู่ค้ารายสำคัญเพียงรายเดียวของเกาหลีเหนือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากจีนเป็นเหมือนเลือดหล่อเลี้ยงระบอบเกาหลีเหนือ เป็นตัวบ่งชี้ความสำคัญของจีน หลายฝ่ายวิพากษ์ว่าจีนเป็นต้นเหตุให้เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เหตุผลข้อนี้มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ความจริงที่ลึกกว่าคือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐ ต่างหวังให้เกาหลีเหนืออยู่ในสภาพปัจจุบัน ด้วยเหตุผลแรงจูงใจที่ต่างกัน สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีจึงดำเนินไปด้วยผลจากทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะจีนเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนหรือหรือไม่ เป็นอีกครั้งที่เกาหลีเหนือใช้ “ยุทธศาสตร์การทูตนิวเคลียร์” เพื่อหวังประโยชน์ที่ต้องการ ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือบ่งชี้ว่าขีดความสามารถนิวเคลียร์ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับ รัฐบาลจีนต้องขบคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร หาไม่แล้วจะมีการทดลองครั้งหน้าแน่นอน สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลียังไม่นิ่ง มีผลต่อการเผชิญหน้าของชาติมหาอำนาจ

รัฐบาลอาเบะกับรัฐบาลปาร์คบรรลุร่างข้อตกลงแก้ไขข้อพิพาทเรื่อง หญิงบำเรอแนวโน้มความสัมพันธ์ทวิภาคีจะดีขึ้น เกิดคำถามว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะกระทำเช่นนี้กับประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาหญิงบำเรอหรือไม่ นำสู่การวิเคราะห์ว่าอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังของข้อตกลง เพื่อต้านจีนใช่หรือไม่ นักการเมืองญี่ปุ่นยังเป็นพวกทหารนิยมใช่หรือไม่ คำตอบเหล่านี้จะนำสู่การคาดการณ์การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับขั้วสหรัฐในอนาคตอันใกล้นี้
--------------------------

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2015

7 พฤศจิกายน 2015 เป็นวันประวัติศาสตร์เมื่อ 2 ประธานาธิบดีจีนกับไต้หวันพบปะพูดคุยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เป็นความสำเร็จหลังความพยายามหลายปีของประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว แต่เส้นทางการรวมชาติในทางการเมืองยังต้องอาศัยเวลาอีกนาน ในระหว่างนี้เป็นเวลาแห่งการรวมทางมิติเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ส่วนในระยะยาวคือการรวมกันด้วยสายเลือด ดังนั้น ไม่ว่าในทางการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร จีนกับไต้หวันผนวกเข้าหากันมากขึ้นทุกที

ท่าทีของชินโซ อาเบะตั้งแต่ก่อนเป็นนายกฯ สมัยแรก จนถึงการหาเสียงเป็นนายกฯ สมัยปัจจุบันเมื่อปลายปี 2012 ล้วนเป็นท่าทีของฝ่ายขวา เช่น ปฏิเสธเรื่องหญิงบำเรอ การรุกรานจากญี่ปุ่น ขณะบริหารประเทศในยามนี้นายกฯ อาเบะได้ผ่อนคลายท่าที แต่เกิดข้อสงสัยว่าปากกับใจนั้นตรงกันหรือไม่ เพราะการแสดงออกยังไม่ชัดเจน ซ้ำยังขัดแย้งในบางประเด็น ทั้งหมดบ่งชี้ว่าหลักคิดของฝ่ายขวามีอิทธิพลไม่น้อย

            “หญิงบำเรอ” คือ สตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารของกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสตรีจากหลายประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพไปถึง ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีกับจีน
            ข้อเขียน “โลกไม่ลืม “หญิงบำเรอ” (comfort women)” ให้ความเข้าใจพื้นฐาน เหตุการณ์ในอดีต เพื่อนำสู่การเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ หญิงบำเรอเกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การปรับแก้ตำราเรียน การสังหารหมู่นานกิง การปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลอาเบะ พัวพันถึงยุทธศาสตร์สหรัฐฯ นำเสนอท่าทีของประเทศต่างๆ กลยุทธ์ เทคนิคของแต่ละประเทศทั้งฝ่ายรุกกับตั้งรับ จนถึงการวิเคราะห์องค์รวมให้เห็นภาพทั้งหมด เกี่ยวข้องกับประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกโดยตรง 

หญิงบำเรอคือสตรีหลายประเทศที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องราวของหญิงบำเรอถูกนำมาตีแผ่จากฝ่ายเกาหลีใต้ จีน กลายเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลฝ่ายขวาญี่ปุ่น เชื่อมโยงกับนโยบายความมั่นคงที่ญี่ปุ่นต้องการมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เชื่อมโยงกับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2

ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ชี้ว่าในปัจจุบันและอนาคตสหรัฐกับจีนยังเป็นตัวแสดงหลักในภูมิภาคเอเชียแปซิก ความมั่นคงของภูมิภาคจึงขึ้นกับความสัมพันธ์ของมหาอำนาจ พร้อมกับที่ประเทศต่างๆ เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น การแข่งขันตามกติกาสากลเป็นแนวทางที่ควรเลือก ข้อพิพาทต่างๆ ควรจัดการควบคุมไม่ให้บานปลาย สันติวิธีคือหนทางที่ดีกว่าการใช้กำลัง

อาศัยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่บนผืนแผ่นดินติดกัน นโยบายของประธานาธิบดีปูตินกับจีนคือการเชื่อมต่อเศรษฐกิจของ 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน เกิดโครงข่ายเชื่อมโยงประเทศในย่านนี้เข้าด้วยกัน เศรษฐกิจของบรรดาประเทศต่างๆ สามารถติดต่อเชื่อมโยงโดยธรรมชาติ ผลประโยชน์ที่ได้ไม่เฉพาะจีนหรือรัสเซียเท่านั้น นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นชาติใดทุนประเทศใดที่ตั้งบริษัทในกลุ่มประเทศเหล่านี้ต่างได้ประโยชน์ทั้งสิ้น สุดท้ายจึงแข่งขันด้วยประสิทธิภาพ มีผลต่อระเบียบเศรษฐกิจในภูมิภาคและโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ร่วมเฉลิมฉลองงานครบรอบ 70 ปีฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัสเซียเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธภาพอันใกล้ชิดระหว่างจีน-รัสเซียในระยะนี้ สวนทางกับฝ่ายตะวันตกที่บรรดาผู้นำประเทศไม่มาร่วมหลายปีแล้ว คำถามสำคัญคือพฤติกรรมเช่นนี้แสดงถึงการแบ่งขั้วหรือไม่ โลกกำลังเข้าสู่การแบ่งขั้ว-เลือกข้างอย่างรุนแรงอีกครั้งหรือไม่ แน่นอนว่าบริบทปัจจุบันแตกต่างจากอดีต แต่มหาอำนาจยังคงเข้าพัวพันในประเทศอื่นๆ 

หลังการหารือระหว่างรัฐบาลโอบามากับอาเบะอยู่นานนับปี ในที่สุดความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารก็ปรากฎหลักฐานชัดเจนอีกครั้งด้วยแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” บัดนี้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” ญี่ปุ่นมีเป้าหมายออกไปปฏิบัติการทั่วโลกร่วมกับกองทัพอเมริกัน บางคนอาจตั้งคำถามว่าพื้นที่หรือสมรภูมิใดจะเป็นแห่งแรกที่กองทัพญี่ปุ่นจะออกไป “ป้องกันตนเองร่วม”

            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

ในการประชุมสุดยอด ‘เอเชีย-แอฟริกา 2015’ ตรงกับครบรอบ 70 ปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกฯ อาเบะเอ่ยคำว่า “ญี่ปุ่น ด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง (deep remorse) ต่อสงครามในอดีต แทนคำว่า ขอโทษด้วยความจริงใจ” (heartfelt apology) ที่อดีตนายกฯ คนก่อนๆ เคยใช้  ปัญหาใหญ่ของประเด็นนี้อยู่ที่ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นที่แสดงท่าที ถ้อยคำ ไม่เสมอต้นเสมอปลายบางครั้งถึงกับขัดแย้งอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดคำถามต่อท่าทีภายในส่วนลึกของท่าน
----------------------------

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2014
นายกฯอาเบะยุบสภา คุมเกมการเมือง เดินหน้าตีความรัฐธรรมนูญใหม่
การที่รัฐบาลอาเบะยุบสภา แสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองอีกครั้ง ก็เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าพรรคร่วมของตนจะได้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป และคราวนี้จะกลับมาด้วยความชอบธรรมกว่าเดิม เป็นวิธีใช้ประโยชน์จากการใช้สิทธิ์ 1 คน 1 เสียงของระบอบประชาธิปไตยตะวันตก ที่ประชาชนต้องเลือกตั้งแบบ “เหมารวม”


สมาชิกเอเปกประกาศว่า FTAAP จะยอมรับแนวทางเขตการค้าเสรีแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น TPP RCEP เท่ากับชี้ว่าที่ประชุมเอเปกปฏิเสธว่า TPP คือมาตรฐานเขตการค้าเสรีของภูมิภาค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงให้เหตุผลว่าเขตการค้าเสรีอื่นๆ ที่กำลังเจรจาทั้งหมด ทั้งในระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี ล้วนสนับสนุนเป้าหมายของ FTAAP 

both nations extracted maximum utility from this summit—skillfully leveraging the global stage to polish their international images, manage the balance of power, and project their respective grand structural visions to the world.

ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่เข้าร่วมต่อต้าน IS ทำให้ IS ประกาศให้พลพรรคของตนสังหารชาวออสเตรเลียได้ทุกคน สังคมออสเตรเลียจึงระวังตัวต่อภัยก่อการร้ายในประเทศ จากความระวังกลายเป็นความระแวงต่อชาวมุสลิมทุกคนในประเทศ กลายเป็นว่ามุสลิมออสเตรเลียถูกดูหมิ่นคุกคาม สังคมออสเตรเลียขณะนี้กำลังต่อสู้ในสมรภูมิทางอุดมการณ์กับ IS เป็นภาวะที่ทุกคนอยู่ในสมรภูมินี้ 

วิพากษ์นโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถานหลังสิ้นปี2014
ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศแล้วว่า ภายในสิ้นปี 2014 สหรัฐจะยุติภารกิจรบ พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016 ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลคาบูลในอนาคตจะมีความมั่นคงหรือไม่ สหรัฐประสบความสำเร็จในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหรือ ในเมื่อฐานที่มั่นตอลีบันยังอยู่ พวกอัลกออิดะห์ขยายตัว กระจายตัวไปหลายประเทศ

ถ้ามองว่าการติดตั้งแท่นขุดเจาะเป็นเรื่องของ “การละเมิดอธิปไตย” จะกลายเป็นโจทย์ยาก แต่ถ้ามองว่าความขัดแย้งรอบนี้มีต้นเหตุจาก “แท่นขุดเจาะ” จะกลายเป็นโจทย์ว่าย และหากมองว่าเป็นเรื่องการช่วงชิงอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคนั้นเป็นโจทย์ซับซ้อน ประเทศที่เกี่ยวข้องควรระมัดระวังผลต่อมุมมองของประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

การปรับความสัมพันธ์ใดๆ ต้องใช้วิธีการ “ให้อภัย” แก่กันและกัน เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้เริ่มต้นกันใหม่ด้วยความสัมพันธ์อันดี แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนกว่านั้น เพราะผู้นำประเทศต้องดำเนินนโยบายภายใต้ประชาชนของตนที่มีหลากหลายความคิดเห็น

ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น

ณ วันนี้ ฝิ่น กลายเป็นเครื่องผูกพันผู้มีบารมีท้องถิ่น กำลังติดอาวุธ ผู้ก่อการร้ายอย่างตอลีบัน เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่คอร์รัปชันและชาวบ้านหลายล้านคนที่เกี่ยวข้องกับฝิ่น บางคนอาจประณามว่าฝิ่นเป็นยาเสพติด ทำลายสังคม แต่สำหรับชาวอัฟกันจำนวนมากยอมรับการมีอยู่ของฝิ่น เป็นเครื่องค้ำจุนครอบครัว ชุมชน หรือเพื่ออุดมการณ์เป้าหมายที่เห็นว่ายิ่งใหญ่กว่า เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศโดยเฉพาะหลังปี 2014

ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น

ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม

สงครามนานกิง สมรภูมิจีน-ญี่ปุ่นในศตวรรษที่21
สงครามทำลายล้างนานกิง เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกือบ 8 ทศวรรษ แต่ด้วยการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นของจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตจึงถูกรื้อฟื้น ประชาชน 2 ฝ่ายถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามนานกิงในศตวรรษที่ 21

ทุกคนทุกชาติต่างมีความเชื่อศาสนาของตนเอง ทหารญี่ปุ่นหลายคนเข้าทำสงครามด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่านี่คือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนชาติอื่นย่อมมีความคิดเห็นของตนเอง เป็นอีกภาพความจริงของโลกที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งภายในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน ชาวญี่ปุ่นที่ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิก็ใช่ว่าจะไปด้วยความหมายเดียวกัน หรือมีความรู้สึกที่เข้มข้นตรงกัน 

เป็นครั้งแรกใน 65 ปีที่เจ้าหน้าที่รัฐไต้หวันกับเจ้าหน้าที่รัฐจีนได้ประชุมหารืออย่างเป็นทางการ หลังจาก 2 ฝ่ายได้กระชับความสัมพันธ์ในหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นถกเถียงลึกๆ ยังเป็นเรื่องการรวมชาติ แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์มาโดยตลอด และเห็นว่าควรกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่านี้ แม้ว่าไต้หวันจะเป็นผู้ออกหน้าก็ตาม

การประกาศเขตแสดงตนเอื้อประโยชน์ในทางยุทธการหลายด้าน เพิ่มพื้นที่ทั้งการรุก-การรับ เพิ่มพื้นที่ลาดตระเวนสอดแนม เสริมขีดความสามารถของกองทัพเรือ และต่อต้านการกระทำของฝ่ายตรงข้าม และกำลังชี้ให้เห็นว่ากองทัพจีนมีศักยภาพ มีความพร้อมมากพอที่จะดูแล กำกับการบินในเขตแสดงตนดังกล่าว พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอากาศยานทันสมัยของฝ่ายตรงข้าม

ชาวจีนปัจจุบันยังคงเรียนประวัติศาสตร์ในสมัยที่ถูกต่างชาติยึดเป็นอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคม เกิดคำว่าขี้โรคแห่งเอเชีย ชาวจีนถูกกดขี่ข่มเหง เสียชีวิตนับแสนนับล้าน ประวัติศาสตร์ไม่อาจแก้ไขแต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ หากผู้ปกครองกับผู้ใต้การปกครองต่างบทบาทหน้าที่อย่างถูกต้อง พัฒนาปรับปรุงสังคมให้เข้มแข็งอยู่เสมอ ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นเอกภาพ

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2012-13
การตอบโต้จากจีนต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น
รัฐบาลจีนตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่นมีเพื่อสันติภาพจริงหรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามเดิมๆ ตั้งแต่นายชินโซ อาเบะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ รอบ 2 ที่ลึกกว่านั้นคือสะท้อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การตอบโต้จากจีนแท้ที่จริงแล้วคือการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ด้วย

ในอนาคตเชื่อว่าญี่ปุ่นจะต้องเพิ่มกำลังรบและแสดงบทบาทมากขึ้น ด้วยสามเหตุผลหลักคือ เหตุผลด้านความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อำนาจการรบของจีนที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนกำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากสหรัฐฯ เลือกที่จะให้ญี่ปุ่นมีบทบาทมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายหรือเชิงยุทธวิธี ณ วันนี้จนถึงอีกหลายทศวรรษจากนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นเวทีการประชันกำลังของชาติมหาอำนาจกับอีกหลายประเทศ 

การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ ADIZ ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก แม้อาเซียนไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ทำให้ชาติสมาชิกบางประเทศมีความกังวลไม่น้อย เมื่อคิดว่าในวันข้างหน้าจีนจะมีเขตแสดงตนในทะเลจีนใต้ อีกทั้งญี่ปุ่นพยายามดังอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทางออกที่ดีของเรื่องนี้อยู่ที่การวางแนวปฏิบัติเพื่อลดความหวาดระแวง ป้องกันเหตุร้ายไม่คาดฝัน

รัฐบาลอินโดนีเซียกล่าวโทษเรื่องที่หน่วยข่าวกรองออสเตรเลียดักฟังโทรศัพท์ของประธานาธิบดีและบุคคลสำคัญของรัฐบาล เรียกร้องการขอโทษและห้ามกระทำเช่นนี้อีก แต่ความจริงแล้วออสเตรเลียน่าจะดักฟังคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก และไม่อาจโทษออสเตรเลียแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะต่างฝ่ายต่างมีหน่วยข่าวกรองด้วยกันทั้งสิ้น

เดือนกันยายที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบที่ทางการญี่ปุ่นซื้อเกาะ 3 เกาะของหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู ณ วันนี้ทั้งสองประเทศยังยืนยังอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะดังกล่าว พร้อมกับระมัดระวังที่ไม่ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรงบานปลายด้วยทั้งสองฝ่ายตระหนักผลเสียที่จะเกิดขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันของทั้งสองประเทศต่างเร่งระดมขยายขีดความสามารถทางการทหาร และผูกโยงกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงควรติดตามอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลจีนพยายามสร้างความสัมพันธ์กับเวียดนาม ชูประเด็นเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เป็นธรรมดาที่ประเทศเล็กกว่ามีอำนาจน้อยกว่าจะต้องกังวลเมื่อจะร่วมมือกับประเทศที่ใหญ่กว่า อีกทั้งความร่วมมือย่อมก่อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหากได้พิจารณาบนผลประโยชน์ร่วมอย่างเท่าเทียม ได้ศึกษาผลดีผลเสียอย่างรอบคอบ เวียดนามอาจต้องการเวลาเพื่อพิจารณาเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสของจีนที่จะแสดงความจริงใจต่อไป

นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ประกาศข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จีน- อาเซียน (China-Asean strategic partnership) เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของความสัมพันธ์จีน-อาเซียน และน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไม่น้อยในอีก 10 ปีข้างหน้า รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับชาติสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ

ทางการญี่ปุ่นเปิดตัวเรือรบอิซูโม (Izumo) เรือรบรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นต่อเองนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา กองทัพญี่ปุ่นจัดให้เรือดังกล่าวอยู่ในชั้นเรือพิฆาต แต่สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จำนวน 9-14 ลำ และอาจบรรทุกเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุด F-35 จึงมีข้อวิพากษ์ว่าญี่ปุ่นกำลังเสริมกำลังรบขนาดใหญ่หรือไม่ จะกระทบความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างไร

ฟิลิปปินส์กับไต้หวันยุติข้อพิพาทเพื่อผลประโยชน์ระดับประเทศ
เหตุเรือยามฝั่งฟิลิปปินส์ยิงลูกเรือไต้หวันเสียชีวิตในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ กลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างสองฝ่าย แต่เนื่องจากผลความบาดหมางทำให้สองฝ่ายเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ประสงค์เป็นศัตรูกับไต้หวัน สองรัฐบาลจึงหาทางประนีประนอมยุติข้อพาท โดยที่ปัญหาการทำประมงยังไม่ได้รับการแก้ไข 

Viewing Japan's security policy through the lens of "Realism" allows us to gain a deeper understanding of the rationale behind the drafting of its defense white paper (Defense of Japan).


ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับไต้หวันต่อหมู่เกาะสแปรตลีย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ การค้นหาคำตอบว่า “ทำไมฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันในน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์” เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะช่วยทำให้เข้าใจว่าเป็นเพราะการอ้างอธิปไตย ความขัดแย้งเรื่องการทำประมง หรือการเมืองระหว่างประเทศอันซับซ้อน คำตอบจากแต่ละแนวทางส่งผลต่อทิศทางการแก้ปัญหา ความเป็นไปในอนาคต

ข้อเรียกร้องของรัฐบาลเปียงยางเหมือนดั่งอยู่คนละโลก
รัฐบาลเกาหลีเหนือยื่นเงื่อนไขหลายข้อสำหรับการเจรจายุติความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เป็นเงื่อนไขที่สร้างบิดเบือนความจริง สร้างความสับสน ยากจะปฏิบัติตาม ความสงบสุขจะคืนสู่คาบสมุทรในไม่ช้า แต่ความตึงเครียดพร้อมจะปะทุใหม่อีกรอบ

ปัญหาการปลูกฝิ่นและความท้าทายของรัฐบาลอัฟกานิสถาน
ประเทศอัฟกานิสถานคือประเทศผู้ปลูกฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลก การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพัวพันกับเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และการปลูกฝิ่นมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

โลกจับตาสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี เมื่อเกาหลีเหนือประกาศว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แสดงพฤติกรรมเตรียมทำสงคราม เกิดคำถามว่ากำลังจะเกิดสงครามจริงหรือไม่ หรือแท้จริงเป็นเพียงพฤติกรรมยั่วยุเพื่อกระชับอำนาจภายใน การแสดงออกของสหรัฐมีผลอย่างไรต่อสถานการณ์อย่างไร มีเหตุผลที่ซับซ้อนกว่าภาพที่มองเห็นหรือไม่

รัฐบาลจีนชุดใหม่ประกาศหวังสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ มองข้ามความขัดแย้ง เป็นการแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ของชาติมหาอำนาจจีนที่ต้องการอยู่ร่วมกับชาติมหาอำนาจสหรัฐอย่างสันติ สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

เวลากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้านความมั่นคงมักจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่าแต่กรณีเกาหลีเหนือเป็นข้อยกเว้น สองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลบารัก โอบามาเน้นแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางทูตไม่หวังยกระดับความขัดแย้ง

อำนาจต่อรองของเปียงยางที่ร่อยหรอลงทุกที
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้ร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ

รัฐบาลบังคลาเทศยังไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย อีกทั้งประกาศชัดเจนว่าโรฮิงญาไม่มีฐานะเป็นพลเมืองประเทศ

มีการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาหวังจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก คือเพื่อสกัดกั้น ปิดล้อม อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและต่อโลก

ถ้าเศรษฐกิจจีนดีขึ้นก็ไม่ร้อนแรง หรือถ้าจะถดถอยก็ไม่เป็นแบบ hard landing รัฐบาลจีนพูดคำเดียวว่าขอตัวเองรอดก่อนเป็นดีที่สุด

นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยว’ ภายใต้บริบทโลกปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าเตรียมจะทำสงครามกับต่างประเทศหรือจะข่มขู่ก้าวร้าวโดยไม่คำนึงถึงมิติอื่นๆ การแสดงออกทั้งหลายทั้งปวงจะถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขต

เมื่อนโยบายความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ความเป็นไปในประเทศจึงยึดมั่นอยู่กับแนวทางเดิมของประเทศ โอกาสที่จะติดต่อทางเศรษฐกิจกับนานาชาติอย่างเปิดเผยเป็นทางการไม่อาจทำได้เพราะประเทศกำลังถูกคว่ำบาตร

Plaza Accord จึงเหมือนยักษ์ที่ขัดขวางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นไม่ให้เติบโตมานานกว่า 20 ปี ผ่านหลายรัฐบาลหลายนายกฯ แต่ยังแก้ไขไม่ได้

ข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ส่งผลให้ญี่ปุ่นลดการส่งออกเพียงร้อยละ 2.94 เมื่อเทียบกับปริมาณส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่น

ในภาพรวมเศรษฐกิจจีนเป็นเศรษฐกิจที่รัฐควบคุมต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอำนาจการเมืองระดับบนที่มีระบบคัดเลือกส่งต่ออำนาจอย่างเป็นระบบ

อุดมการณ์คอมมิวนิสต์กำลังจะตายจากพรรคหากไม่รีบด่วนแก้ไข อนาคตอาจยังคงมีรัฐจีนที่มีธงชาติพื้นแดงกับดาวเหลือง ดวง แต่จะไม่เป็นจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง

แนวทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง แต่หลักความมั่นคงยังพูดทำนองเดิม

เขตปลอดภัยกับเขตห้ามบินมีความหมายแตกต่างกัน บทวิเคราะห์นี้จะอธิบาย คำสองคำดังกล่าวพร้อมวิเคราะห์ความแตกต่าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

การประกาศ ADIZ หรือเขตแสดงตนของจีนนำมาซึ่งวิวาทะจากประเทศที่เกี่ยวข้อง บ้างเห็นว่าเขตแสดงตนของจีนผิดจากมาตรฐานสากล บ้างเห็นว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง บ้างเห็นว่าจีนต้องการแย่งชิงหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ แต่ความจริงแล้ว ADIZ ไม่มีมาตรฐานสากล สามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุ กรรมสิทธิ์หมู่เกาะยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ แต่ผู้นำประเทศของแต่ละรัฐบาลต้องหาทางออกที่เหมาะสม มีปัจจัยการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สัปดาห์นี้กลับมีข่าวสำคัญที่แปลกแตกต่างออกไปและหาได้ยากอย่างยิ่ง นั่นคือ การปรากฏตัวของสุภาพสตรีหมายเลข 1 เกาหลีเหนือ ริ โซลจู (Ri Sol-ju) เคียงคู่กับผู้นำเกาหลีเหนือ

รัฐบาลโอบามาที่มีนโยบายชัดเรื่องหวนคืนเอเชีย การเสริมสร้างกำลังทหารในภูมิภาคนี้ และนโยบายถือจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ดำเนินมาหลายปีแล้ว
------------------------