ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อาเบะเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ มุมมองของฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้าน

23 กุมภาพันธ์ 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6319 วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557) 
            เกือบ 2 เดือนเต็มหลังจากที่นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เมื่อปลายปีที่แล้ว กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศกับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางการจีน เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือที่ออกมาประท้วง เกิดการตอบโต้ไปมา และลุกลามไปสู่ประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ
            ความขัดแย้งอันเนื่องจากศาลเจ้ายาสุกุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดขึ้นซ้ำหลายรอบแล้ว แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจและยังเป็นประเด็นร้อนในปัจจุบัน การจะเข้าใจดังกล่าวจำต้องเอ่ยถึงเรื่องราวของศาลเจ้าก่อนดังนี้

ความหมายโดยนัยของศาลเจ้ายาสุกุนิ :
            ศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นศาลเจ้าของลัทธิชินโต (Shinto) สร้างขึ้นเมื่อค.ศ.1869 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิให้เป็นสถานที่สถิตดวงวิญญาณของวีรชน เป็นที่เก็บอัฐิ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นได้สักการะทหารหาญผู้พลีชีพ ปัจจุบันมีรายชื่อถึง 2.47 ล้านคน ในจำนวนนี้ราว 2 ล้านคนเป็นผู้เสียชีวิตจากช่วงปี 1931-1945 หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
            ตามความเชื่อของลัทธิชินโต วีรชนเหล่านี้จะได้รับการสักการะในฐานะ “เจ้า” ผู้ปกปักษ์รักษาและอำนวยพรแก่คนรุ่นหลัง
            ในอีกด้านหนึ่ง ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์ยุคลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ลัทธิทหารนิยม ประวัติศาสตร์สงคราม หลายเรื่องราวที่ยังเป็นข้อถกเถียงระหว่างประเทศ
            ประเด็นปมขัดแย้งหลักอยู่ตรงที่การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ มีค่าเท่ากับให้ความเคารพต่อทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งบุคคลสำคัญ 14 คนที่ถือว่าเป็นอาชญากรสงครามระดับ A (Class A) หลายคนเกี่ยวข้องกับการทำลายล้างนานกิง (ช่วงเดือนธันวาคม 1937-กุมภาพันธ์ 1938) ที่กองทัพญี่ปุ่นละเมิดกฎหมายสงคราม (Law of War) และสนธิสัญญาอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นได้ลงนาม ใจความหลักคือ การทำสงครามรุกราน (Aggressive War) เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาตินั้นเป็นความผิด มีบทลงโทษต่อบุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐ ซึ่งใช้สงครามรุกรานชาติอื่นเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย เพื่อตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติ
            เฉพาะกรณีการทำลายล้างนานกิง มีคำพิพากษาว่าบุคคลสำคัญระดับผู้นำ รวมทั้งนายฮิเดกิ โตโจ (Hideki Tojo) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในสมัยนั้น ได้สมรู้ร่วมคิดและรู้เห็นการละเมิดกฎหมายสงครามในช่วง 6 สัปดาห์แรกของการยึดครองนานกิง ทหารญี่ปุ่นได้สังหารเชลยศึกและพลเมืองไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน และข่มขืนสตรีมากกว่า 2 หมื่นราย
            แต่นับจากปี 1978 เป็นต้นมา ทั้ง 14 คนได้รับการยกย่องว่าเป็น เจ้า ของลัทธิชินโต ซึ่งผูกโยงกับการบูชาจักรพรรดิ ส่งเสริมให้ประชาชนจงรักภักดีต่อรัฐบาลและสนับสนุนการทำสงคราม

            นอกจากการเป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์ยุคลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ศาลเจ้ายาสุกุนิยังมีเป้าหมายให้คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ไม่ผ่านประสบการณ์สงคราม และไม่มีคนในครอบครัวที่เสียชีวิตจากสงครามได้เรียนรู้ซึมซับเรื่องราวในอดีต ซึ่งได้ผลพอสมควร กิจกรรมในหลายเทศกาลได้ดึงดูดผู้เข้าสักการะครั้งละนับแสนคน เช่น ช่วงปีใหม่ เทศกาลเฉลิมฉลอง ‘Summer all Souls’ (Obon) มีประชาชนผู้เข้าร่วมงาน 2-3 แสนคน
            ศาลเจ้ายาสุกุนิจึงมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองของประเทศ มุ่งส่งเสริมลัทธิชาตินิยม ให้รู้สึกรักประเทศ มีอิทธิพลต่อชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก เพราะคนส่วนใหญ่นับถือลัทธิชินโต (ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรราว 127.2 ล้านคน (ข้อมูลปี 2013) ร้อยละ 83.9 นับถือลัทธิชินโต ร้อยละ 71.4 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2 นับถือศาสนาคริสต์ ที่เหลือร้อยละ 7.8 นับถือศาสนาอื่นๆ เหตุที่จำนวนเปอร์เซ็นต์รวมเกิน 100 เนื่องจากหลายคนนับถือทั้งลัทธิชินโตกับศาสนาพุทธพร้อมกัน)
            ญี่ปุ่นมีศาลเจ้าจำนวนมาก แต่ศาลเจ้ายาสุกุนิมีความพิเศษแตกต่าง เป็นที่เก็บอัฐิของวีรชน เป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์ยุคลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น เป็นที่ซึ่งบุคคลสำคัญของประเทศจะไปเคารพสักการะ
            โดยไปทั่ว การที่ผู้นำประเทศคนหนึ่งไปวัดไปโบสถ์ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องที่ผู้นำนานาประเทศกระทำเป็นปกติ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน แต่ละฝ่ายมีเหตุผลของตนเอง ในที่นี้ขอนำเสนอเหตุผลสำคัญและข้อโต้แย้งบางประการ ดังนี้

ศาลเจ้าเป็นตัวแทนของแนวคิดการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อจักรพรรดิ :
            ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่าศาลเจ้าเป็นตัวแทนของแนวคิดการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อจักรพรรดิญี่ปุ่น เป็นความเชื่อบนพื้นฐานที่ว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นเป็นผู้ปกครองโลก ชาวญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่เหนือกว่าชนชาติใดในโลก สมควรจะเป็นผู้ปกครองเอเชีย การที่ชาวญี่ปุ่นสมัครเป็นทหารเข้าทำสงครามจึงเป็นเรื่องที่มีเกียรติ สมควรยกย่อง เช่นเดียวกับที่ตัวสงครามได้รับการสดุดีว่าเป็น “สงครามศักดิ์สิทธิ์”
            ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทหารญี่ปุ่นจึงทำสงครามโดยพื้นฐานของความเชื่อ หลายคนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ เห็นว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องดีงาม กำลังช่วยชาวเอเชียให้ได้รับสิ่งดีที่มาจากญี่ปุ่น แต่ในมุมของผู้ถูกรุกราน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือเกาหลีย่อมไม่เห็นด้วยกับความเชื่อเช่นนั้น
            หากมองในภาพกว้างจะเห็นได้ว่า ในยุคล่าอาณานิคม ลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกอ้างการสร้างความเจริญแก่พวกผิวเหลือง ผิวดำ ส่วนลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นอ้างเรื่องปลดปล่อยชาวเอเชียจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก และสร้างความไพบูลย์ของชาวเอเชียร่วมกัน

            แม้ว่าความเชื่อดังกล่าวจะขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนชาติอื่น ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากรวมทั้งบุคคลผู้มีตำแหน่งระดับสูงหลายคนในปัจจุบัน ยังคงมองการทำสงครามของญี่ปุ่นในแง่การปลดปล่อยชาวเอเชีย เช่น ในปี 1994 นายชิน ซากุไร รัฐมนตรีทบวงสิ่งแวดล้อม กล่าวอย่างชัดเจนว่า “การทำสงครามของญี่ปุ่นไม่ใช่การรุกราน แต่เป็นการช่วยปลดปล่อยประเทศในเอเชียจากการตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก และยังเป็นการช่วยให้ประเทศในเอเชียสามารถพัฒนาประเทศในภายหลัง”
            ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่า จนถึงทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากสนับสนุนนายกฯ ญี่ปุ่นให้ไปสักการะศาลเจ้า เฉพาะสมาชิกของสมาคมผู้สูญเสียจากสงคราม 1 ล้านครอบครัวให้การสนับสนุนเต็มที่
            ในขณะเดียวกัน ใช่ว่าชาวญี่ปุ่นทุกคนจะเห็นด้วย อดีตนายกรัฐมนตรี ยาสึฮิโร นากาโซเนะ (Yasuhiro Nakasone) เคยกล่าวเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า การรื้อฟื้นชาตินิยมญี่ปุ่น “จะสร้างความรู้สึกเผชิญหน้าระหว่างผู้นำรัฐบาลของประเทศที่เกี่ยวข้อง ดังที่ได้แสดงให้เห็นในความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนและเกาหลีใต้ในปัจจุบัน”

นายกรัฐมนตรีไปเยือนศาลเจ้าส่อนัยยะอะไร :
            ประเทศที่คัดค้านการเยือนอย่างรุนแรง เช่น จีน จะตั้งคำถามว่าการที่ผู้นำประเทศญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ามีความหมายอย่างไร คำถามที่เจาะจงกว่านี้คือ ทหารผู้เสียชีวิตเหล่านั้นประกอบด้วยอาชญากรสงครามระดับ A ที่วางแผน ก่อการรุกรานประเทศอื่น ทำให้พลเรือนประเทศอื่นบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เกิดคำถามว่านายกฯ ญี่ปุ่นไปบูชาเทิดทูนอาชญากรสงครามด้วยเหตุผลใด อะไรคือเป้าหมายเบื้องหลัง
          The Rodong Sinmun สื่อของทางการเกาหลีเหนือชี้ว่า การที่ผู้นำประเทศเยือนศาลเจ้าคือการประกาศว่าอาชญากรสงครามเหล่านั้นเป็น “วีรบุรุษ” เป็น “ผู้รักชาติ” เป็นการประกาศว่าการทำสงครามรุกรานประเทศอื่นๆ ในสมัยนั้นเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง แสดงให้เห็นว่านายกฯ อาเบะฝักใฝ่ลัทธิทหารนิยม และพยายามชักชวนให้ชาวญี่ปุ่นเป็นเช่นนั้นด้วย
            ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะจีน เกาหลี จึงพยายามชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นฝ่ายขวาส่อเจตนาใฝ่สงคราม ต้องการยึดครองประเทศอื่นๆ เป็นผู้สร้างความหายนะแก่ประเทศของพวกเขา และมักจะหยิบยกประวัติศาสตร์บางตอนขึ้นมาเพื่อบรรยายความโหดร้ายของสงครามสมัยนั้น เช่น การทำลายล้างนานกิง การบังคับหญิงต่างชาติให้เป็นหญิงบำเรอ (comfort women) การใช้แรงงานเยี่ยงทาส การนำมนุษย์มาทดลองอาวุธเคมีกับชีวภาพ
            ข้อมูลเหล่านี้ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยไม่เคยรับรู้มาก่อน เนื่องจากไม่อยู่ในตำราเรียนของพวกเขา ประวัติศาสตร์ยุคนี้ที่พวกเขาได้อ่านได้ฟังจากในประเทศไม่พูดทำนองนั้น
            นายเจฟ คิงส์ตัน (Jeff Kingston) ผู้ศึกษาเรื่องราวศาลเจ้ายาสุกุนิ ชี้ว่าตัวศาลเจ้ากับพิพิธภัณฑ์ยูชูกัง (Yushukan) ที่อยู่ติดกัน เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ มีเป้าหมายให้ผู้เข้าชมเข้าใจประวัติศาสตร์เพียงบางแง่มุมที่เชิดชูลัทธิชาตินิยม ลัทธิทหารญี่ปุ่น โดยไม่ยอมรับเรื่องการทำลายล้างนานกิง เรื่องหญิงบำเรอ อธิบายว่ากองทัพญี่ปุ่นเป็นผู้ปลดปล่อยชาวนานกิงให้สามารถอยู่อย่างสงบสุข ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือทหารญี่ปุ่นคนใดที่เข้าสนามรบเพื่อปล้นสะดม แต่เป็นการต่อสู้อย่างบริสุทธิ์เพื่อประโยชน์ของครอบครัวและประเทศที่พวกเขารัก
            นายคิงส์ตันเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของศาลเจ้ายาสุกุนิกับพิพิธภัณฑ์ยูชูกัง คือการสร้างความชอบธรรมให้กับการทำสงคราม เป็นความชอบธรรมของผู้ชนะ

            ไม่ว่าศาลเจ้ากับพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายอย่างไร คนญี่ปุ่นที่ไปสักการะใช่ว่าจะเห็นตรงกันหมด ผู้ไปที่สักการะอาจไปด้วยหลายความหมาย บางคนอาจเป็นเพียงการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตในสงคราม ไม่มีความหมายอื่น คนเหล่านี้เห็นว่าการแสดงความเคารพต่อทหารผู้เสียชีวิตในสงครามเป็นเรื่องที่สมควร เป็นเรื่องที่นานาประเทศกระทำ และไม่เห็นด้วยหากการไปสักการะที่ศาลเจ้ายาสุกุนิจะมีความหมายสนับสนุนอาชญากรสงคราม หรือสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายขวาจัด

            เรื่องความเชื่อทางศาสนาเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ทุกคนทุกชาติต่างมีความเชื่อของตนเอง ทหารญี่ปุ่นหลายคนเข้าทำสงครามด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ ในขณะที่คนชาติอื่นย่อมมีความคิดเห็นของตนเอง เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ไม่จบสิ้น แต่สะท้อนอีกภาพความจริงของโลกที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน แม้กระทั่งภายในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน ชาวญี่ปุ่นที่ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิก็ใช่ว่าจะไปด้วยความหมายเดียวกัน หรือมีความรู้สึกที่เข้มข้นตรงกัน นี่ก็เป็นอีกความจริงของโลกเช่นกัน
            การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิของนายกฯ อาเบะ กลายเป็นตัวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องศาลเจ้ายาสุกุนิและประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เป็นเรื่องยาวและวิเคราะห์ได้อย่างซับซ้อน หลายแง่มุมหลายมิติ จะขอนำเสนอเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป
---------------------

บรรณานุกรม:
1. ธเนศ ฤดีสุนันท์. (2553). ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 (1937-1945). (วิทยานิพนธ์). Retrieved from http://digi.library.tu.ac.th/thesis/po/1296/04chapter3.pdf
2. Aides give Abe a headache on history, U.S. alliance. (2014, February 21). Japan Today/Reuters. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/aides-give-abe-a-headache-on-history-u-s-alliance-2
3. Breen, John., & Teeuwen, Mark. (2010). A New History of Shinto. UK: Blackwell Publishing.
4. Central Intelligence Agency. (2014, February 2). The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/ja.html
5. Challenge of Militarist Fanatic. (2014, February 4). The Rodong Sinmun. Retrieved http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2014-02-04-0013&chAction=T
6. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…