ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

รู้จักหญิงบำเรอ (comfort women)

14 มิถุนายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6794 วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2181513)

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเอเชียตะวันออก ระหว่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่นจะมีประเด็นหญิงชาวบ้านที่ถูกทหารญี่ปุ่นใช้เป็นเครื่องปรนเปรอทางเพศระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่รู้จักกันในนาม “หญิงบำเรอ” (comfort women)
            รัฐบาลจีนกับเกาหลีใต้ใช้ประเด็น “หญิงบำเรอ” กล่าวโจมตีญี่ปุ่นอย่างรุนแรงต่อเนื่องเมื่ออาเบะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยปัจจุบัน ผู้มาพร้อมกับนโยบายชุดใหม่ ญี่ปุ่นมีบทบาทความมั่นคงภูมิภาค “อย่างกระตือรือร้น” พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโอบามาใช้นโยบายปรับสมดุลด้วยการเคลื่อนย้ายกองกำลังทางเรือ ทางอากาศมากระจุกตัวที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยเห็นว่าศตวรรษใหม่นี้เป็นศตวรรษของเอเชีย
            เรื่องราวอดีตที่ผ่านมากว่า 70-80 ปีกลายเป็นเรื่องที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเฉพาะการตั้งข้อสงสัยเป็นนัยว่าญี่ปุ่นกำลังจะทำให้เกิด “หญิงบำเรอ” อีกรอบในอนาคต

หญิงบำเรอ (comfort women) คือใคร :
หญิงบำเรอ (comfort women) หรือที่รู้จักในภาษาญี่ปุ่น “Jugun Ianfu(หญิงบำเรอกองทัพ -“military comfort women”) ผู้ทำงานใน “iansho (ศูนย์บริการ - “comfort centers” หรือ military brothels) หรือ “สถานีบำเรอ” (comfort stations) ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐ
เดิมนั้นคือหญิงญี่ปุ่นที่มาด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อสงครามขยายตัว ทหารมากขึ้น ความต้องการหญิงบำเรอเพิ่มมากขึ้น หันไปหาสาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ที่หลายคนไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ ถูกล่อลวง
โดยทั่วไป เมื่อเอ่ยถึงหญิงบำเรอจะหมายถึงสตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
หญิงเหล่านี้มาจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีกับจีน นอกจากนั้นยังมีพม่า มาเลย์ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม ลาว กัมพูชา ชาวเกาะในแปซิฟิก ติมอร์ตะวันออก ปาปัวนิวกีนี แม้กระทั่งชาวเนเธอร์แลนด์ สตรีเหล่านี้เป็นหญิงบำเรอหลังจากกองทัพญี่ปุ่นรุกรานประเทศเหล่านั้น หรือมีชาวต่างชาติในประเทศเหล่านั้น

            ไม่มีผู้ใดทราบจำนวนที่แท้จริง นักประวัติศาสตร์บางคนคิดว่าน่าจะอยู่ที่ 100,000-200,000 ราย แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นว่าน่าจะน้อยกว่านั้น อาจมีเพียง 20,000 คน
            หญิงเกาหลีที่ให้บริการส่วนใหญ่ถูกเรียกตัวเมื่อมีอายุระหว่าง 14-18 ปี บางคนได้รับการทาบทามแต่แรกว่าให้เป็นโสเภณี แต่ส่วนใหญ่ถูกล่อลวง ข่มขู่และบังคับด้วยกำลัง หลายคนได้รับการชี้ชวนว่าไปทำงานในภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงงาน แต่สุดท้ายเมื่อทราบว่าต้องเป็นหญิงบำเรอก็ไม่สามารถกลับบ้านแล้ว บางรายเป็นการแลกตัวเพื่อผู้ชายในครอบครัวไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน

            World War II in the Pacific: An Encyclopedia บรรยายว่าเมื่อแรกเริ่มเข้าสู่กระบวนการ หญิงเหล่านี้จะถูกเฆี่ยนตี ข่มขืน จนกว่าเธอจะยอมปรนนิบัติปรนเปรอผู้ชายวันละ 30-40 คน หลายคนติดกามโรคนานาชนิด หลายคนถูกบังคับให้ทำแท้งเมื่อตั้งครรภ์ บางคนตัดสินใจหนีชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย
ในขณะทำหน้าที่จะได้ค่าบริการครั้งละ 1.5 เยนและได้มากขึ้นถ้าผู้ใช้บริการมียศสูงขึ้น ต่อการใช้บริการนาน 30-40 นาที บ่อยครั้งมักจะใช้เวลาสั้นกว่านั้นเนื่องจากมีผู้ต่อคิวมาก มีข้อมูลว่าตามกำหนดหญิงบำเรอจะได้กลับบ้านหลังได้รับค่าบริการครบ 1,000 เยน หญิงชุดแรกที่ตั้งเป้าเดินทางมาให้บริการ กลับประเทศอย่างรวดเร็ว เพราะทุกที่ที่รถไฟผ่านจะมีทหารขอใช้บริการ แต่หญิงต่างชาติส่วนใหญ่ไม่โชคดีขนาดนั้น เนื่องจากอายุน้อย ขาดการศึกษาจึงมักถูกฉ้อโกง ไม่รวมถึงการที่ต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้ออาหารสิ่งของจำเป็นแก่ตนเอง อย่างไรก็ตาม หลายคนสามารถส่งเงินกลับบ้าน แต่คนที่ฝากเงินไว้ในบัญชีของญี่ปุ่นต้องสูญเงินทั้งหมดเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม

ทั้งๆ ที่มีหญิงบำเรอไม่น้อย น่าแปลกใจว่าเมื่อสิ้นสงครามเรื่องราวของพวกเธอไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง มีข้อมูลว่าบางคนพยายามปกปิดเรื่องราวของตนเอง ครอบครัวไม่เอ่ยถึง ที่น่าเศร้าคือร้อยละ 90 อยู่ในสภาพไม่สามารถมีบุตรอีกต่อไป เกิดบาดแผลทางจิตใจ ต้องทนใช้ชีวิตที่เหลืออย่างอับอาย สังคมไม่ยอมรับ โดยเฉพาะสาวเกาหลีเมื่อกลับถึงบ้านเกิดตัวเองจะต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว อดสู การเป็นหญิงบำเรอได้ทำลายชีวิตเธอทั้งชีวิต

วิเคราะห์วิพากษ์หญิงบำเรอ :
            ประการแรก ชาวเกาหลีคือทาสหรือมนุษย์
ในกรณีเกาหลี สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิบัติต่อหญิงบำเรอเกาหลี อาจมาจากมุมมองที่ว่าเกาหลีอยู่ในฐานะอาณานิคม คนเกาหลีจึงอยู่ในฐานะทาสหรือกึ่งทาส เช่นเดียวกับหญิงประเทศอื่นๆ ที่กองทัพญี่ปุ่นรุกรานและจับเชลยได้ แนวคิดนี้คือแนวคิดดั้งเดิมของการต่อสู้ระหว่างอาณาจักร เผ่าชนต่างๆ การสังหารศัตรูเป็นเรื่องปกติของยุคโบราณ เชลยบางคนได้รับการไว้ชีวิตด้วยการให้เป็นทาสรับใช้
ดังนั้น หากยึดกรอบแนวคิดนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้กระทำเกินเลย แต่ที่ผิดเนื่องจากถูกพิพากษาภายใต้กรอบแนวคิดสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่

            ประการที่ 2 ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นบางชุดปฏิเสธเรื่องหญิงบำเรอ
            สิงหาคม 1993 สมัยนายกฯ คิอิจิ มิยาซาวะ (Kiichi Miyazawa) จากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ได้ออกแถลงการณ์โคโนะ (Kono Statement) ยอมรับว่ากองทัพญี่ปุ่นมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมต่อการจัดตั้งและการจัดการสถานีบำเรอและการเคลื่อนย้ายหญิงบำเรอ หญิงบางรายมาด้วยการฝืนใจ ถูกขู่บังคับ อยู่อย่างทุกข์ยากภายใต้บรรยากาศที่ถูกขู่บังคับ “รัฐบาลญี่ปุ่นขอใช้โอกาสนี้ขอโทษอย่างจริงใจ (sincere apologies) อีกครั้งและสำนึกผิด (remorse) ต่อคนเหล่านั้น”
            ปัญหาปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่หญิงบำเรอเป็นทาสหรือมนุษย์ แต่อยู่ที่การเรียกร้องคำ “ขอโทษ” อย่างจริงใจจากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยเฉพาะรัฐบาลฝ่ายขวาอย่างอาเบะที่แสดงท่าทีไม่ชัดเจน ขัดแย้ง

            นาย Jeff Kingston เห็นว่าการที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยอมรับรอยด่างที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้ตนเองกลายเป็นตัวประกันของประวัติศาสตร์ ที่จะต้องพยายามเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางแรงต้านจากประเทศรอบข้าง รวมทั้งจากชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งที่เห็นว่าประเทศเคยทำผิดและสมควรชดใช้ความผิด
การตีความประวัติศาสตร์ที่แตกต่างเป็นอุปสรรคต่อการสมานฉันท์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ญี่ปุ่นแปลกแยกจากชาติเอเชีย เรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว 7-8 ทศวรรษยังเป็นที่ถกเถียงจนถึงบัดนี้ จีน เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือยังคงเห็นว่าสงครามครั้งนั้นเป็นการรุกราน เป็นความโหดร้ายทารุณของกองทัพญี่ปุ่น
            คงไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่าทุกประเทศพยายามเขียนประวัติศาสตร์ตนเองให้ดูดี น่าภูมิใจ แต่ด้วยเหตุนี้เองทำให้ประวัติศาสตร์ของประเทศมักมีเนื้อหาขัดแย้งเมื่อเทียบกับตำราประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้าน

            ประการที่ 3 ปัญหาอยู่ที่การสร้างภาพลักษณ์
            รากปัญหามาจากนโยบายฝ่ายขวาต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และติดอยู่ในกรอบว่าญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ มีเกียรติ ต้องยกย่องเชิดชู
            แต่ความจริงบางอย่างสร้างมลทินแก่ภาพลักษณ์เหล่านั้น
            โดยปกติหลายประเทศใช้วิธีไม่เอ่ยถึงรอยด่างประวัติศาสตร์ แต่ในกรณีญี่ปุ่น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนกับเกาหลีใต้จะเอ่ยเรื่องรอยด่างเหล่านี้ เป็นการตอบโต้หากฝ่ายขวาญี่ปุ่นพยายามลบล้างรอยด่าง ทุกครั้งที่พูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนี้จึงเป็นช่วงแห่งวิวาทะทางการเมืองระหว่างประเทศ 
            แท้ที่จริงแล้ว ประเทศหรืออาณาจักรใดๆ ล้วนเคยมีผู้ปกครองที่ดีกับไม่ดีทั้งสิ้น มีรอยด่างประวัติศาสตร์ อาณาจักรจีนกับเกาหลีโบราณก็ตกอยู่สภาพเช่นนี้ ฮ่องเต้แม้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ แต่หากไม่สามารถปกครองบ้านเมือง เอาใจใส่ราษฎร ย่อมต้องถูกโค่นอำนาจ ถึงขั้นเกิดราชวงศ์ใหม่ เป็นวัฎจักรเช่นนี้
            เนื้อหาตำราประวัติศาสตร์ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์อดีตผู้ปกครอง รอยด่างต่างๆ จึงเป็นส่วนที่ปรากฏให้เห็นในตำราประวัติศาสตร์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นของชาติตะวันออกหรือตะวันตก เป็นการยอมรับ รอยด่างที่เกิดขึ้นในอดีต
            น่าจะเป็นการง่ายกว่าที่จะสร้างชาติโดยยอมรับรอยด่างประวัติศาสตร์ ประกาศ “อุดมการณ์ฝ่ายขวาใหม่” แทนที่จะอนุรักษ์ “อุดมการณ์ฝ่ายขวาดั้งเดิม” พร้อมกับการพยายามสร้างประวัติศาสตร์ให้ดูดี
            เว้นแต่มีวาระซ่อนเร้น

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            การหลักการดี มีระบบที่ดี ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในระบบจะปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์ เพราะความจริงคือ “มนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์” การมีความตั้งใจดีไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำผิดเลย ประโยชน์ของความตั้งใจดีคือการไม่ยุติที่จะพัฒนาตนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
มีข้อมูลว่าหญิงบำเรอไม่ช่วยให้ทหารญี่ปุ่น “บางคน” หยุดข่มขืนหญิงชาวบ้าน ทหารบางคนสารภาพว่าเมื่อยึดพื้นที่ได้ จะสังหารคนทั้งหมดเหลือแต่หญิงสาว เนื่องจากหญิงเหล่านี้จะต้องถูกรุมข่มขืนก่อนแล้วค่อยยิงทิ้ง
            มีคนกล่าวว่า “ถ้ารู้ปัญหา ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วครึ่งหนึ่ง” กรณีหญิงบำเรอเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างว่าจะต้องยอมรับรู้ปัญหา เป็นข้อคิดให้อีกนับร้อยนับพันประเด็นที่สังคมโลกที่ต้องรู้ปัญหา ยอมรับรู้ปัญหา จึงจะนำสู่โอกาสแก้ไขอย่างถูกวิธี
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            “หญิงบำเรอ” คือ สตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารของกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสตรีจากหลายประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพไปถึง ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีกับจีน
            ข้อเขียน “โลกไม่ลืม “หญิงบำเรอ” (comfort women)” ให้ความเข้าใจพื้นฐาน เหตุการณ์ในอดีต เพื่อนำสู่การเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ หญิงบำเรอเกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การปรับแก้ตำราเรียน การสังหารหมู่นานกิง การปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลอาเบะ พัวพันถึงยุทธศาสตร์สหรัฐฯ นำเสนอท่าทีของประเทศต่างๆ กลยุทธ์ เทคนิคของแต่ละประเทศทั้งฝ่ายรุกกับตั้งรับ จนถึงการวิเคราะห์องค์รวมให้เห็นภาพทั้งหมด เกี่ยวข้องกับประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกโดยตรง


สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Ahn, Christine. (2014, June 26). Seeking truth for 'comfort women'. Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/Korea/KOR-02-260614.html
2. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
3. Manyin, Mark E., Nikitin, Mary Beth D., Chanlett-Avery, Emma., Cooper, William H., & Rinehart, Ian E. (2014, June 24). U.S.-South Korea Relations. Congressional Research Service. Retrieved from https://www.fas.org/sgp/crs/row/R41481.pdf
4. Sandler, Stanley (Ed.). (2001). Comfort Women. In World War II in the Pacific: An Encyclopedia. (pp. 259-263). New York : Garland Publishing, Inc.
5. Yoshida, Reiji. (2015, March 18). Japanese historians seek revision of U.S. textbook over ‘comfort women’ depiction. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/03/18/national/history/japanese-historians-seek-revision-of-u-s-textbook-over-comfort-women-depiction/#.VQlmj9KUfmA
---------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…