ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 27 สิงหาคม – 2 กันยายน 2012

26 สิงหาคม 2012
ชาญชัย

1. กรีซขอเจรจาเพื่อยืดเวลา ไม่มีอะไรซับซ้อน

สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีกรีซ แอนโทนิส ซามาราส (Antonis Samaras) ขอเจรจาเพื่อยืดเวลามาตรการรัดเข็มขัด โดยกล่าวผ่านสื่อว่า "ผมขอพูดแบบตรงไปตรงมา เราไม่ต้องการเงินเพิ่ม เรายึดมั่นในสัญญา ยึดมั่นในข้อเรียกร้องของเรา เราขอเร่งสร้างการเติบโต ... สิ่งเดียวที่เราต้องการคือมีที่ว่างหายใจเพิ่มอีกเล็กน้อยเพื่อให้เศรษฐกิจทำงาน ให้รัฐมีรายได้เพิ่ม" (REUTERS)
            ผู้นำเยอรมันกับฝรั่งเศสตอบกลับด้วยการพูดทำนองขอให้กรีซยึดมั่นในข้อตกลงเดิม แต่ได้เปิดท้ายว่าข้อเรียกร้องของกรีซจะต้องนำเสนอผ่านกลุ่มเจ้าหนี้ซึ่งประกอบด้วย EU ECB และ IMF ที่เรียกว่า ทรอยก้า (troika)
            ฟังดูเผินๆ อาจดูเหมือนว่าเยอมนีกับฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเรียกร้องของกรีซ แต่ความจริงคือ ผู้นำเยอรมนีกับฝรั่งเศสเพียงพูดเพื่อชี้ให้รัฐบาลกรีซทำตามขั้นตอน เป็นการพูดตามพิธีทางการทูต
            ขยายความง่ายๆ ได้ว่า ในทางนิตินัย กรีซเป็นลูกหนี้โดยตรงของทรอยก้า ไม่ใช่เยอรมนีกับฝรั่งเศส ดังนั้นหากกรีซต้องการเปลี่ยนเงื่อนไขการกู้ยืม แก้ไขข้อตกลงมาตรการรัดเข็มขัดย่อมต้องกระทำกับทรอยก้า ไม่ใช่กระทำกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
            ดังนั้น เมื่อผู้นำเยอรมันกับฝรั่งเศสพูดขอให้กรีซยึดมั่นข้อตกลงเดิม นั่นมีความหมายเพียงว่าทั้งสองประเทศพูดภายใต้กรอบข้อตกลงเดิมที่มีอยู่ เพราะพวกเขามีสิทธิพูดในขอบเขตเพียงเท่านั้น ทั้งสองประเทศเป็นเพียงสมาชิกส่วนหนึ่งของยูโรโซนต้องดำเนินตามข้อตกลงที่ทรอยก้าทำกับกรีซ
            ผมจึงสรุปเรื่องกรีซขอเจรจาเพื่อยืดเวลาว่าไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ฟรองซัวซ์ อ็องลองเด (Francois Hollande) กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า กรีซ “ต้องแสดงออกอีกครั้งว่ายึดมั่นในแผน [รัดเข็มขัด] และผู้นำประเทศตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติตามแผนจนแล้วเสร็ในขณะเดียวกันต้องมั่นใจประชาชน [กรีซ] จะแบกรับแผนดังกล่าวได้ ... ส่วนในฝั่งยุโรป เราต้องรอคอยรายงานของทรอยก้า ทันทีที่ได้เราได้รับรายงาน ทันทีที่ได้ข้อตกลง ยุโรปต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ” (REUTERS/FRANCE 24)
ทางเลือกที่ทรอยก้าสามารถปฏิบัติได้ อยู่ในบทความ ‘‘กรีซขอยืดเวลา กับความเป็นไปได้ อ่านได้ในhttp://www.chanchaivision.com/2012/08/blog-post_22.html

2 คำถามใหม่ในเรื่องเก่าของโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน

            เมื่อวันศุกร์ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เรียกร้องให้ทางการอิหร่านตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมที่บริเวณ Fordow [การเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อาจนำไปสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์] และยังมีภาพถ่ายดาวเทียมที่ตั้งทางทหาร Parchin ที่ถูกปกคลุมห่อหุ้มทั้งหลังด้วยวัตถุสีชมพู ที่ IAEA ต้องการเข้าไปตรวจสอบเพราะเชื่อว่าเป็นสถานที่ทดสอบนิวเคลียร์ และดูเหมือนว่าอิหร่านกำลังกลบเกลื่อนร่องรอยเหล่านี้อยู่ (The Jerusalem Post)
            ข้อสงสัยเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อสงสัยเดิมที่ IAEA ไม่มั่นใจว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านจะมีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น เป็นที่มาของมาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลโอบามา ชาติตะวันตกหลายประเทศรวมทั้งพันธมิตรสหรัฐฯในเอเชียจึงหยุดหรือลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน
            แต่มาตรการคว่ำบาตรดูเหมือนจะไม่สามารถหยุดอิหร่านให้สร้างข้อสงสัยใหม่ๆ ขึ้นมา
            เรื่องจึงลงเอยด้วย นักการเมืองอิสราเอลบางคนออกมากล่าวเป็นนัยว่าอิสราเอลจะโจมตีที่ตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ (REUTERS)
            สอดคล้องกับคำกล่าวของนายกฯ อิสราเอล บินยามิน เนธันยาฮู (Binyamin Netanyahu) กล่าวหาอิหร่านว่ากำลัง “เร่งพัฒนาโครงการสร้างอาวุธนิวเคลียร์” สวนทางกับที่ชาติตะวันตกต้องการ (REUTERS)
            สื่ออิสราเอลรายงานว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมากองทัพอากาศอิสราเอลได้รับการฝึกเพิ่มเติมสำหรับโจมตีอิหร่าน (website Global Research)
            ประเด็นนี้จะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของสัปดาห์
---------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
แนวทางของอัลซาดาร์ : มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน อัล-ซาดาร์ต่อต…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง อาจเรียกประเทศดังกล่าวว่าเป็น ‘ผู้รักษาสมดุล’ …