ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิพากษ์นโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถานหลังสิ้นปี 2014

สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามาได้ประกาศนโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถานหลังสิ้นปี 2014 ประกาศว่าภายในสิ้นปีนี้ (2014) สหรัฐจะยุติภารกิจรบ (combat mission) พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย ทหารที่เหลือจะทำหน้าที่ช่วยฝึกอบรมกองกำลังรักษาความมั่นคงของอัฟกานิสถาน ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016 สงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานที่เริ่มตั้งแต่ปี 2001 เป็นอันจบสิ้น
            จากนโยบายเหล่านั้นและเนื้อหาถ้อยแถลงอื่นๆ มีข้อวิพากษ์ ดังนี้
สหรัฐมีชัยในสงครามอัฟกานิสถาน?  :
            ประธานาธิบดีโอบามาประกาศว่าสหรัฐประสบความสำเร็จในสงครามอัฟกานิสถาน เนื่องจากสามารถสังหารนายอุซามะห์ บินลาดิน หรือ โอซามา บินลาเดน (Osama Bin Laden) ผู้นำอัลกออิดะห์ ที่รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายใช้อัฟกานิสถานเป็นฐานโจมตีสหรัฐ
            หากยึดถือว่านายบินลาเดนคือต้นเหตุวินาศกรรม 9/11 นับว่าสหรัฐประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะสามารถจัดการตัวการสำคัญ และสามารถทำลายฐานที่มั่นในอัฟกานิสถาน ขับไล่พวกอัลกออิดะห์ที่อยู่กับนายบินลาเดนจนต้องไปหลบซ่อนตัว จนขณะนี้ทั้งทางการสหรัฐกับอัฟกานิสถานต่างสรุปตรงกันว่าไม่อยู่ในระดับเป็นภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญอีกแล้ว
            ความสำเร็จที่เกี่ยวเนื่องกันคือ สหรัฐประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน (Taliban) ที่ผู้นำตอลีบันสมัยนั้นสนับสนุนและให้ที่พักพิงกลุ่มของนายบินลาเดน เป็นเหตุผลที่สหรัฐกับพันธมิตรส่งกองทัพนับแสนนายบุกถล่มอัฟกานิสถาน

            ประเด็นวิพากษ์คือ หลังจากตรากตรำทำสงครามกว่า 13 ปี เฉพาะสหรัฐต้องสูญเสียชีวิตทหารกว่า 2 พันนาย พร้อมงบประมาณกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท เฉลี่ยปีละ 1.65 ล้านล้านบาท คิดจากฐาน 12 ปี) แต่ยังไม่อาจถอนรากถอนโคนพวกอัลกออิดะห์ พลพรรคจำนวนมากได้หลบซ่อนอยู่ในถ้ำตามแนวพรมแดนอัฟกานิสถานกับปากีสถาน อีกส่วนหนึ่งอาศัยในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของปากีสถาน
            นายฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) ประธานาธิบดีอัฟกานิสถานชี้ว่าหากต้องการเอาชนะพวกอัลกออิดะห์จะต้องทำลายฐานที่มั่นในปากีสถาน นั่นหมายความว่าในวันข้างหน้าอัลกออิดะห์กลุ่มที่ใกล้ชิดกับนายบินลาดินอาจจะฟื้นตัวอีกครั้ง

            ที่สำคัญคือ นับจากเหตุวินาศกรรม 9/11 การทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอิรักกับอัฟกานิสถาน ไม่เป็นเหตุให้จำนวนผู้ก่อการร้ายลดลง กระแสต่อต้านสหรัฐรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่ประกาศว่าเป็นอัลกออิดะห์ หรือเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับอัลกออิดะห์เพิ่มขึ้นทั่วโลก คนเหล่านี้กำลังปฏิบัติการในหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางกับทวีปแอฟริกา พวกอัลกออิดะห์ที่เกิดขึ้นใหม่หลายร้อยหลายพันคนเป็นชาวตะวันตก มีสัญชาติยุโรป จนรัฐบาลในหลายประเทศยุโรปรู้สึกกังวลกับพัฒนาการเหล่านี้
            ดังนั้น แม้อัลกออดะห์ในอัฟกานิสถานถูกปราบ แต่กระตุ้นให้เกิดพวกอัลกออิดะห์ใหม่ๆ กระจายในหลายประเทศ

            ในทำนองเดียวกัน หากมองว่าตอลีบันเป็นภัยคุกคาม การทำลายตอลีบันจำต้องทำลายฐานที่มั่นของพวกเขาในปากีสถาน ต้องเข้าใจว่าพวกตอลีบันมีจุดเริ่มมาจากโรงเรียนศาสนาของพวกพัชตุน (Pashtun) ในปากีสถาน เป็นที่อบรมบ่มเพาะเยาวชนให้มีอุดมการณ์ตามแนวทางของพวกเขา

สนใจคลิกที่รูป

            ในมุมหนึ่งต้องชื่มชมความสามารถ ความตั้งใจอันแน่วแน่ของพวกเขา เพราะคนเหล่านี้เดิมเป็นเพียงนักศึกษาศาสนากลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่มจากอัฟกานิสถาน เข้าร่วมเป็นนักรบมูจาฮีดีน (mujahideen) ต่อต้านการยึดครองของโซเวียต จนท้ายที่สุดสามารถปกครองอัฟกานิสถาน ก่อนถูกโค่นล้มในปี 2001
            ดังนั้น ฐานที่มั่น ต้นกำเนิดของพวกตอลีบันยังคงอยู่ ที่ผ่านมาสหรัฐไม่กล้าเข้าทำลายล้าง ได้แต่ส่งเครื่องบินไร้พลขับเข้าโจมตีเป็นครั้งคราว ซึ่งไม่อาจทำลายล้างพวกตอลีบันจนหมดสิ้น
            ความเข้าใจที่สำคัญอีกประการคือ ตอลีบันไม่ใช่เชื้อชาติ สัญชาติ พวกตอลีบันส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานคือชาวอัฟกันนั่นเอง แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็นตอลีบันเนื่องด้วยศรัทธาในความเชื่อ แนววิถีการดำรงชีวิตที่ยึดถือ จึงไม่แปลกใจหากจะมีชาวอัฟกันหรือคนเชื้อชาติอื่นๆ เข้ามาเป็นพวกและเรียกตัวเองว่าเป็นตอลีบัน
            ในแง่หนึ่ง เป็นความจริงที่สหรัฐประสบความสำเร็จในการปราบปรามพวกอัลกออิดะห์กับพวกตอลีบันในอัฟกานิสถาน  แต่ฐานที่มั่นของพวกเขาในปากีสถานยังคงอยู่ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเหตุให้พวกอัลกออิดะห์ขยายตัว กระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ หลายประเทศหลายภูมิภาค

ความมั่นคงอันเปราะบางของรัฐบาลคาบูลในอนาคต :
            ภายใต้ข้อสรุปของประธานาธิบดีโอบามาว่า สหรัฐจะยุติภารกิจต่อสู้ภายในสิ้นปี 2014 และจะถอนทหารทั้งหมดภายในปี 2016 ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อีกไม่นานรัฐบาลอัฟกันจะต้องพึ่งพากองกำลังรักษาความมั่นคงของตนเอง ที่ปัจจุบันมีทหารตำรวจราว 350,000 นาย
            ถ้ามองในแง่บวกคือกองกำลังเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมจากสหรัฐและชาติพันธมิตร ถ้ามองในแง่ลบจะเห็นว่า ที่ผ่านมาสหรัฐกับพันธมิตรคือผู้มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐบาลคาบูล (กรุงคาบูล เมืองหลวงอัฟกานิสถาน) จึงเกิดคำถามว่าหลังสิ้นปี 2014 หรือ 2016 กำลังพลกว่า 3 แสนนายจะเพียงพอแก่การป้องกันรัฐบาลคาบูลหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้ที่รัฐบาลคาบูลยังตั้งมั่นคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะกำลังพลของตนเท่านั้น แต่เพราะกองกำลังสหรัฐกับพันธมิตรยังทำหน้าที่อยู่
            ประเด็นนี้สามารถถกเถียงกันได้ และคำตอบเรื่องนี้จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นเด่นชัดนับจากสิ้นปีนี้เป็นต้นไป

            ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าการถอนกำลังสหรัฐกับพันธมิตร คือ รัฐบาลสหรัฐจะคงสนับสนุนงบประมาณกลาโหมแก่อัฟกานิสถานอย่างต่อเนื่องอีกกี่ปี จะให้อย่างเพียงพอหรือไม่ ต้องเข้าใจว่า ทุกวันนี้ งบประมาณดูแลกำลังพล 3 กว่าแสนนายของรัฐบาลคาบูลนั้น คือเงินดอลลาร์ที่รัฐบาลสหรัฐให้ปีต่อปี
            นาย Faiz Mohammad เจ้าหน้าที่ความมั่นคงกล่าวว่า รัฐบาลการ์ไซไม่มีความสามารถในการบำรุงเลี้ยงกองกำลังป้องกันประเทศ เพราะ “เราไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย แม้กระทั่งเงินเดือนของพวกเราก็มาจากพวกอเมริกัน” รัฐบาลอัฟกานิสถานมีส่วนสนับสนุนงบประมาณแก่กองทัพเพียงร้อยละ 4 ที่เหลือเป็นเงินต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่คือของอเมริกา
            ข้อมูลอีกแหล่งชี้ว่ารัฐบาลอัฟกันจัดเก็บภาษีได้เพียง 1,700 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่เฉพาะงบกลาโหมจำต้องใช้งบถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
            นั่นหมายความว่า หากรัฐบาลสหรัฐยุติหรือลดการช่วยเหลือด้านงบประมาณ การดำรงอยู่ของกำลังพลกว่า 3 แสนนายจะเป็นปัญหาทันที
            จากนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2016 คงไม่มีปัญหางบประมาณ แต่เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นเมื่อสหรัฐจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปี 2016 เป็นโอกาสที่ประธานาธิบดีคนใหม่ (ซึ่งจะไม่ใช่นายบารัก โอบามาอีกแล้ว) ต้องตัดสินใจเรื่องดังกล่าว
            ดังนั้น ความมั่นคงของรัฐบาลคาบูลจึงไม่ได้ยืนอยู่บนลำแข็งของตนเอง แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายและความเมตตาของรัฐบาลสหรัฐ ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่านโยบายต่อจากนี้คือ “ขจัดภัยคุกคามจากอัลกออิดะห์ สนับสนุนกองกำลังรักษาความมั่นคงของอัฟกานิสถาน และช่วยให้ชาวอัฟกันได้โอกาสที่จะสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเอง” เมื่อคิดดูแล้ว การที่จะให้อัฟกานิสถานสามารถยืนหยัดบนลำแข้งของตนเองคงเป็นภารกิจยิ่งใหญ่ และอาจยิ่งใหญ่กว่าการโค่นล้มรัฐบาลตอลีบันเมื่อ 13 ปีก่อน

สถานภาพและการอยู่รอดของรัฐบาลคาบูลในอนาคต :
            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้กองกำลังสหรัฐกับพันธมิตรจะสามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน กวาดล้างพวกอัลกออิดะห์ในอัฟกานิสถาน และมีกองกำลังประจำการในประเทศนี้เป็นแสนนาย แต่ความจริงแล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีการ์ไซที่ชาติตะวันตกให้การสนับสนุน มีอำนาจจำกัด ไม่สามารถควบคุมประเทศได้อย่างแท้จริง จนนักวิเคราะห์หลายคนวิพากษ์ว่าประธานาธิบดีการ์ไซ มีฐานะเป็นเพียงผู้ว่าราชการจังหวัดคาบูลมากกว่า
            ถ้ายึดความมั่นคงของรัฐบาลคาบูลเป็นที่ตั้ง พวกตอลีบัน กลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่สังกัดเผ่า และพวกกองโจรค้ายาเสพติดคือภัยคุกคามที่สำคัญ
            แต่ภัยคุกคามต่อรัฐบาลคาบูลดังกล่าว รัฐบาลโอบามาไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐโดยตรง เพราะพวกเขาไม่คิดโจมตีแผ่นดินสหรัฐ

            ที่ผ่านมารัฐบาลการ์ไซพยายามอยู่ร่วมกับชนเผ่า กองกำลังติดอาวุธอื่นๆ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การดำรงอยู่ การคงอยู่ของรัฐบาลคาบูลในอนาคตจึงขึ้นกับการเจรจากับกลุ่มอื่นๆ มากกว่าพลังอำนาจรบของชาติตะวันตก หรือแม้กระทั่งกำลังทหารของตนเอง แต่หากการเจรจาไม่บรรลุผล สงครามกลางเมืองจะดำเนินต่อไป สภาพจะเป็นเหมือนหลายประเทศในปัจจุบัน กลุ่มกองกำลังต่างๆ ต่อสู้กันเอง โดยที่รัฐบาลกลางไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ เพราะอ่อนแอเกินไป

            ในสุนทรพจน์ แถลงการณ์นโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถาน ประธานาธิบดีโอบามากล่าวชื่นชมทหารสหรัฐ ด้วยเหตุที่พวกเขาทำสงครามในอัฟกานิสถาน จึง "ได้ช่วยป้องกันการโจมตีและปกป้องชีวิตชาวอเมริกันที่อยู่ในประเทศ” แต่รากฐานของตอลีบัน อัลกออิดะห์ยังอยู่ นั่นหมายความว่า ภัยคุกคามจากยังไม่สิ้นสุด อัฟกานิสถานอาจเป็นฐานที่มั่น ที่ฝึกอบรมผู้ก่อการร้ายในอนาคตอีกก็เป็นได้ ในสุนทรพจน์เน้นย้ำเรื่องนี้เช่นกัน เห็นว่าสหรัฐจะต้องระมัดระวังตัวต่อไป
            ตราบใดที่ยังมีผู้ยอมพลีชีพ ไม่ว่าจะทำตัวเป็นระเบิดรถยนต์พลีชีพ หรือเครื่องบินพลีชีพ (ตามอย่าง 9/11) สหรัฐจะไม่มีวันปลอดภัย ไม่ว่าพวกเขาจะเรียกตัวเองว่าเป็นอัลกออิดะห์ ตอลีบัน หรือชื่อใดๆ ก็ตาม ดังนั้น สงครามกับผู้ก่อการร้ายตามมุมมองของสหรัฐจึงไม่มีวันสิ้นสุด ที่จะแตกต่างกันคือการตอบสนองบริบท นโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดว่าจะดำเนินการอย่างไร
            ส่วนความมั่นคงของรัฐบาลคาบูลนั้นเป็นที่น่าสงสัย และคงจะได้คำตอบในไม่ช้า
1 มิถุนายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6417 วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2557)
--------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
เชิญมาร่วมธุรกิจเครือข่ายกับคุณก้อง อรรฆรัตน์ นิติพล ผู้ผลิตรายการอายุน้อยร้อยล้าน
INDEEM (อินดีม) เครือข่ายผู้บริโภค สินค้าคุณภาพ ใช้ดีแล้วบอกต่อ เพิ่มโอกาสเพิ่มรายได้ เครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกคน


บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น

บรรณานุกรม :
1. Ali M Latifi, Attacks by Afghan army on foreign troops rise. (2012, September 1). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/indepth/features/2012/09/20129111330301854.html
2. Carlisle, Rodney P. (2010). Afghanistan War. New York: Chelsea House Publications.
3. Interview: Karzai says 12-year Afghanistan war has left him angry at U.S. government. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/interview-karzai-says-12-year-afghanistan-war-has-left-him-angry-at-us-government/2014/03/02/b831671c-a21a-11e3-b865-38b254d92063_story.html
4. Karzai says Afghanistan doesn't need US troops. (2014, March 15). AP. Retrieved from http://news.yahoo.com/karzai-says-afghanistan-doesnt-us-troops-110618616.html
5. The White House. (2014, May 25). Remarks by the President to the Troops at Bagram Air Base, Afghanistan. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/25/remarks-president-troops-bagram-air-base-afghanistan
6. The White House. (2014, May 27). Statement by the President on Afghanistan. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan
7.  Wahab, Shaista., & Youngerman, Barry. (2007). A Brief History Of Afghanistan. New York: Infobase Publishing.
----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป : ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อ…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่

นับจากประเทศกัมพูชาเข้าร่วมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1999 จนถึงบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดเข้าร่วมอาเซียนอีก อาเซียนปัจจุบันจึงคงมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลประเทศติมอร์-เลสเตพยายามขอเข้าร่วมสมาคมอาเซียน เกิดคำถามว่าอาเซียนจะมีสมาชิกใหม่หรือไม่ อะไรเป็นเหตุผลการรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิก             เมื่อเอ่ยชื่อประเทศติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) น้อยคนนักที่จะรู้จักหรือเคยไปเยือนประเทศนี้เนื่องจากเป็นรัฐเกิดใหม่ บางคนอาจรู้จักในนามติมอร์ตะวันออกจากข่าวการต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างยาวนานกับอินโดนีเซีย ก่อนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2002             ติมอร์-เลสเต มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย เมื่อได้รับเอกราชแล้วอาณาเขตรัฐประกอบด้วยชนหลายกลุ่ม ทั้งพวกที่เคยต่อสู้เพื่อเอกราช พวกที่เดิมอาศัยอยู่ที่เขตเมืองหรือหมู่บ้านภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย และพวกที่ลี้ภัยออกนอกอาณาเขตเนื่องจากความไม่สงบที่ผ่านมา สภาพที่ประชาชนมี…