ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิพากษ์นโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถานหลังสิ้นปี 2014

1 มิถุนายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6417 วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1909513)
            สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามาได้ประกาศนโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถานหลังสิ้นปี 2014 ประกาศว่าภายในสิ้นปีนี้ (2014) สหรัฐจะยุติภารกิจรบ (combat mission) พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย ทหารที่เหลือจะทำหน้าที่ช่วยฝึกอบรมกองกำลังรักษาความมั่นคงของอัฟกานิสถาน ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016 สงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานที่เริ่มตั้งแต่ปี 2001 เป็นอันจบสิ้น
            จากนโยบายเหล่านั้นและเนื้อหาถ้อยแถลงอื่นๆ มีข้อวิพากษ์ ดังนี้

สหรัฐมีชัยในสงครามอัฟกานิสถาน?  :
            ประธานาธิบดีโอบามาประกาศว่าสหรัฐประสบความสำเร็จในสงครามอัฟกานิสถาน เนื่องจากสามารถสังหารนายอุซามะห์ บินลาดิน หรือ โอซามา บินลาเดน (Osama Bin Laden) ผู้นำอัลกออิดะห์ ที่รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายใช้อัฟกานิสถานเป็นฐานโจมตีสหรัฐ
            หากยึดถือว่านายบินลาเดนคือต้นเหตุวินาศกรรม 9/11 นับว่าสหรัฐประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะสามารถจัดการตัวการสำคัญ และสามารถทำลายฐานที่มั่นในอัฟกานิสถาน ขับไล่พวกอัลกออิดะห์ที่อยู่กับนายบินลาเดนจนต้องไปหลบซ่อนตัว จนขณะนี้ทั้งทางการสหรัฐกับอัฟกานิสถานต่างสรุปตรงกันว่าไม่อยู่ในระดับเป็นภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญอีกแล้ว
            ความสำเร็จที่เกี่ยวเนื่องกันคือ สหรัฐประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน (Taliban) ที่ผู้นำตอลีบันสมัยนั้นสนับสนุนและให้ที่พักพิงกลุ่มของนายบินลาเดน เป็นเหตุผลที่สหรัฐกับพันธมิตรส่งกองทัพนับแสนนายบุกถล่มอัฟกานิสถาน

            ประเด็นวิพากษ์คือ หลังจากตรากตรำทำสงครามกว่า 13 ปี เฉพาะสหรัฐต้องสูญเสียชีวิตทหารกว่า 2 พันนาย พร้อมงบประมาณกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท เฉลี่ยปีละ 1.65 ล้านล้านบาท คิดจากฐาน 12 ปี) แต่ยังไม่อาจถอนรากถอนโคนพวกอัลกออิดะห์ พลพรรคจำนวนมากได้หลบซ่อนอยู่ในถ้ำตามแนวพรมแดนอัฟกานิสถานกับปากีสถาน อีกส่วนหนึ่งอาศัยในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของปากีสถาน
            นายฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) ประธานาธิบดีอัฟกานิสถานชี้ว่าหากต้องการเอาชนะพวกอัลกออิดะห์จะต้องทำลายฐานที่มั่นในปากีสถาน นั่นหมายความว่าในวันข้างหน้าอัลกออิดะห์กลุ่มที่ใกล้ชิดกับนายบินลาดินอาจจะฟื้นตัวอีกครั้ง

            ที่สำคัญคือ นับจากเหตุวินาศกรรม 9/11 การทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอิรักกับอัฟกานิสถาน ไม่เป็นเหตุให้จำนวนผู้ก่อการร้ายลดลง กระแสต่อต้านสหรัฐรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่ประกาศว่าเป็นอัลกออิดะห์ หรือเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับอัลกออิดะห์เพิ่มขึ้นทั่วโลก คนเหล่านี้กำลังปฏิบัติการในหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางกับทวีปแอฟริกา พวกอัลกออิดะห์ที่เกิดขึ้นใหม่หลายร้อยหลายพันคนเป็นชาวตะวันตก มีสัญชาติยุโรป จนรัฐบาลในหลายประเทศยุโรปรู้สึกกังวลกับพัฒนาการเหล่านี้
            ดังนั้น แม้อัลกออดะห์ในอัฟกานิสถานถูกปราบ แต่กระตุ้นให้เกิดพวกอัลกออิดะห์ใหม่ๆ กระจายในหลายประเทศ

            ในทำนองเดียวกัน หากมองว่าตอลีบันเป็นภัยคุกคาม การทำลายตอลีบันจำต้องทำลายฐานที่มั่นของพวกเขาในปากีสถาน ต้องเข้าใจว่าพวกตอลีบันมีจุดเริ่มมาจากโรงเรียนศาสนาของพวกพัชตุน (Pashtun) ในปากีสถาน เป็นที่อบรมบ่มเพาะเยาวชนให้มีอุดมการณ์ตามแนวทางของพวกเขา
            ในมุมหนึ่งต้องชื่มชมความสามารถ ความตั้งใจอันแน่วแน่ของพวกเขา เพราะคนเหล่านี้เดิมเป็นเพียงนักศึกษาศาสนากลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่มจากอัฟกานิสถาน เข้าร่วมเป็นนักรบมูจาฮีดีน (mujahideen) ต่อต้านการยึดครองของโซเวียต จนท้ายที่สุดสามารถปกครองอัฟกานิสถาน ก่อนถูกโค่นล้มในปี 2001
            ดังนั้น ฐานที่มั่น ต้นกำเนิดของพวกตอลีบันยังคงอยู่ ที่ผ่านมาสหรัฐไม่กล้าเข้าทำลายล้าง ได้แต่ส่งเครื่องบินไร้พลขับเข้าโจมตีเป็นครั้งคราว ซึ่งไม่อาจทำลายล้างพวกตอลีบันจนหมดสิ้น
            ความเข้าใจที่สำคัญอีกประการคือ ตอลีบันไม่ใช่เชื้อชาติ สัญชาติ พวกตอลีบันส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานคือชาวอัฟกันนั่นเอง แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็นตอลีบันเนื่องด้วยศรัทธาในความเชื่อ แนววิถีการดำรงชีวิตที่ยึดถือ จึงไม่แปลกใจหากจะมีชาวอัฟกันหรือคนเชื้อชาติอื่นๆ เข้ามาเป็นพวกและเรียกตัวเองว่าเป็นตอลีบัน
            ในแง่หนึ่ง เป็นความจริงที่สหรัฐประสบความสำเร็จในการปราบปรามพวกอัลกออิดะห์กับพวกตอลีบันในอัฟกานิสถาน  แต่ฐานที่มั่นของพวกเขาในปากีสถานยังคงอยู่ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเหตุให้พวกอัลกออิดะห์ขยายตัว กระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ หลายประเทศหลายภูมิภาค

ความมั่นคงอันเปราะบางของรัฐบาลคาบูลในอนาคต :
            ภายใต้ข้อสรุปของประธานาธิบดีโอบามาว่า สหรัฐจะยุติภารกิจต่อสู้ภายในสิ้นปี 2014 และจะถอนทหารทั้งหมดภายในปี 2016 ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อีกไม่นานรัฐบาลอัฟกันจะต้องพึ่งพากองกำลังรักษาความมั่นคงของตนเอง ที่ปัจจุบันมีทหารตำรวจราว 350,000 นาย
            ถ้ามองในแง่บวกคือกองกำลังเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมจากสหรัฐและชาติพันธมิตร ถ้ามองในแง่ลบจะเห็นว่า ที่ผ่านมาสหรัฐกับพันธมิตรคือผู้มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐบาลคาบูล (กรุงคาบูล เมืองหลวงอัฟกานิสถาน) จึงเกิดคำถามว่าหลังสิ้นปี 2014 หรือ 2016 กำลังพลกว่า 3 แสนนายจะเพียงพอแก่การป้องกันรัฐบาลคาบูลหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้ที่รัฐบาลคาบูลยังตั้งมั่นคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะกำลังพลของตนเท่านั้น แต่เพราะกองกำลังสหรัฐกับพันธมิตรยังทำหน้าที่อยู่
            ประเด็นนี้สามารถถกเถียงกันได้ และคำตอบเรื่องนี้จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นเด่นชัดนับจากสิ้นปีนี้เป็นต้นไป

            ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าการถอนกำลังสหรัฐกับพันธมิตร คือ รัฐบาลสหรัฐจะคงสนับสนุนงบประมาณกลาโหมแก่อัฟกานิสถานอย่างต่อเนื่องอีกกี่ปี จะให้อย่างเพียงพอหรือไม่ ต้องเข้าใจว่า ทุกวันนี้ งบประมาณดูแลกำลังพล 3 กว่าแสนนายของรัฐบาลคาบูลนั้น คือเงินดอลลาร์ที่รัฐบาลสหรัฐให้ปีต่อปี
            นาย Faiz Mohammad เจ้าหน้าที่ความมั่นคงกล่าวว่า รัฐบาลการ์ไซไม่มีความสามารถในการบำรุงเลี้ยงกองกำลังป้องกันประเทศ เพราะ “เราไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย แม้กระทั่งเงินเดือนของพวกเราก็มาจากพวกอเมริกัน” รัฐบาลอัฟกานิสถานมีส่วนสนับสนุนงบประมาณแก่กองทัพเพียงร้อยละ 4 ที่เหลือเป็นเงินต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่คือของอเมริกา
            ข้อมูลอีกแหล่งชี้ว่ารัฐบาลอัฟกันจัดเก็บภาษีได้เพียง 1,700 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่เฉพาะงบกลาโหมจำต้องใช้งบถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
            นั่นหมายความว่า หากรัฐบาลสหรัฐยุติหรือลดการช่วยเหลือด้านงบประมาณ การดำรงอยู่ของกำลังพลกว่า 3 แสนนายจะเป็นปัญหาทันที
            จากนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2016 คงไม่มีปัญหางบประมาณ แต่เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นเมื่อสหรัฐจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปี 2016 เป็นโอกาสที่ประธานาธิบดีคนใหม่ (ซึ่งจะไม่ใช่นายบารัก โอบามาอีกแล้ว) ต้องตัดสินใจเรื่องดังกล่าว
            ดังนั้น ความมั่นคงของรัฐบาลคาบูลจึงไม่ได้ยืนอยู่บนลำแข็งของตนเอง แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายและความเมตตาของรัฐบาลสหรัฐ ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่านโยบายต่อจากนี้คือ “ขจัดภัยคุกคามจากอัลกออิดะห์ สนับสนุนกองกำลังรักษาความมั่นคงของอัฟกานิสถาน และช่วยให้ชาวอัฟกันได้โอกาสที่จะสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเอง” เมื่อคิดดูแล้ว การที่จะให้อัฟกานิสถานสามารถยืนหยัดบนลำแข้งของตนเองคงเป็นภารกิจยิ่งใหญ่ และอาจยิ่งใหญ่กว่าการโค่นล้มรัฐบาลตอลีบันเมื่อ 13 ปีก่อน

สถานภาพและการอยู่รอดของรัฐบาลคาบูลในอนาคต :
            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้กองกำลังสหรัฐกับพันธมิตรจะสามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน กวาดล้างพวกอัลกออิดะห์ในอัฟกานิสถาน และมีกองกำลังประจำการในประเทศนี้เป็นแสนนาย แต่ความจริงแล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีการ์ไซที่ชาติตะวันตกให้การสนับสนุน มีอำนาจจำกัด ไม่สามารถควบคุมประเทศได้อย่างแท้จริง จนนักวิเคราะห์หลายคนวิพากษ์ว่าประธานาธิบดีการ์ไซ มีฐานะเป็นเพียงผู้ว่าราชการจังหวัดคาบูลมากกว่า
            ถ้ายึดความมั่นคงของรัฐบาลคาบูลเป็นที่ตั้ง พวกตอลีบัน กลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่สังกัดเผ่า และพวกกองโจรค้ายาเสพติดคือภัยคุกคามที่สำคัญ
            แต่ภัยคุกคามต่อรัฐบาลคาบูลดังกล่าว รัฐบาลโอบามาไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐโดยตรง เพราะพวกเขาไม่คิดโจมตีแผ่นดินสหรัฐ

            ที่ผ่านมารัฐบาลการ์ไซพยายามอยู่ร่วมกับชนเผ่า กองกำลังติดอาวุธอื่นๆ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การดำรงอยู่ การคงอยู่ของรัฐบาลคาบูลในอนาคตจึงขึ้นกับการเจรจากับกลุ่มอื่นๆ มากกว่าพลังอำนาจรบของชาติตะวันตก หรือแม้กระทั่งกำลังทหารของตนเอง แต่หากการเจรจาไม่บรรลุผล สงครามกลางเมืองจะดำเนินต่อไป สภาพจะเป็นเหมือนหลายประเทศในปัจจุบัน กลุ่มกองกำลังต่างๆ ต่อสู้กันเอง โดยที่รัฐบาลกลางไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ เพราะอ่อนแอเกินไป

            ในสุนทรพจน์ แถลงการณ์นโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถาน ประธานาธิบดีโอบามากล่าวชื่นชมทหารสหรัฐ ด้วยเหตุที่พวกเขาทำสงครามในอัฟกานิสถาน จึง "ได้ช่วยป้องกันการโจมตีและปกป้องชีวิตชาวอเมริกันที่อยู่ในประเทศ” แต่รากฐานของตอลีบัน อัลกออิดะห์ยังอยู่ นั่นหมายความว่า ภัยคุกคามจากยังไม่สิ้นสุด อัฟกานิสถานอาจเป็นฐานที่มั่น ที่ฝึกอบรมผู้ก่อการร้ายในอนาคตอีกก็เป็นได้ ในสุนทรพจน์เน้นย้ำเรื่องนี้เช่นกัน เห็นว่าสหรัฐจะต้องระมัดระวังตัวต่อไป
            ตราบใดที่ยังมีผู้ยอมพลีชีพ ไม่ว่าจะทำตัวเป็นระเบิดรถยนต์พลีชีพ หรือเครื่องบินพลีชีพ (ตามอย่าง 9/11) สหรัฐจะไม่มีวันปลอดภัย ไม่ว่าพวกเขาจะเรียกตัวเองว่าเป็นอัลกออิดะห์ ตอลีบัน หรือชื่อใดๆ ก็ตาม ดังนั้น สงครามกับผู้ก่อการร้ายตามมุมมองของสหรัฐจึงไม่มีวันสิ้นสุด ที่จะแตกต่างกันคือการตอบสนองบริบท นโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดว่าจะดำเนินการอย่างไร
            ส่วนความมั่นคงของรัฐบาลคาบูลนั้นเป็นที่น่าสงสัย และคงจะได้คำตอบในไม่ช้า
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น

บรรณานุกรม :
1. Ali M Latifi, Attacks by Afghan army on foreign troops rise. (2012, September 1). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/indepth/features/2012/09/20129111330301854.html
2. Carlisle, Rodney P. (2010). Afghanistan War. New York: Chelsea House Publications.
3. Interview: Karzai says 12-year Afghanistan war has left him angry at U.S. government. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/interview-karzai-says-12-year-afghanistan-war-has-left-him-angry-at-us-government/2014/03/02/b831671c-a21a-11e3-b865-38b254d92063_story.html
4. Karzai says Afghanistan doesn't need US troops. (2014, March 15). AP. Retrieved from http://news.yahoo.com/karzai-says-afghanistan-doesnt-us-troops-110618616.html
5. The White House. (2014, May 25). Remarks by the President to the Troops at Bagram Air Base, Afghanistan. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/25/remarks-president-troops-bagram-air-base-afghanistan
6. The White House. (2014, May 27). Statement by the President on Afghanistan. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan
7.  Wahab, Shaista., & Youngerman, Barry. (2007). A Brief History Of Afghanistan. New York: Infobase Publishing.
----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…