ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เกาหลีเหนือคุกคามสหรัฐ หรือสหรัฐคุกคามเกาหลีเหนือ

10 กันยายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7611 วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ.2560)
คำโปรยบทความ :
            รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่อยมาว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน

นิกกี ฮาลีย์ (Nikki Haley) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติกล่าวว่าเกาหลีเหนือกำลังเป็นฝ่าย “ร้องขอสงคราม” สหรัฐไม่ต้องการสงคราม “แต่ความอดทนของประเทศเรามีจำกัด”
ในมุมของรัฐบาลสหรัฐ เกาหลีเหนือเป็นต้นเหตุของความตึงเครียดและอาจกลายเป็นสงคราม สื่อกระแสหลักจำนวนมากนำเสนอข่าวในทิศทางนี้
            ด้านรัฐบาลเกาหลีเหนือย้ำเรื่อยมาว่าต้องการอยู่อย่างสันติ แต่รัฐบาลสหรัฐพยายามแทรกแซงกิจการภายใน บั่นทอนความมั่นคงไม่หยุดหย่อน ใช้ทหารข่มขู่คุกคาม จึงต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ ตามสิทธิของรัฐอธิปไตย
            ทางการเกาหลีเหนืออธิบายว่าเรื่องการจำลองยิงขีปนาวุธให้ตกรอบเกาะกวมเป็นไปตามนโยบายปกป้องตนเอง เนื่องจากกวมเป็นฐานทัพสหรัฐ เป็นด่านหน้าที่จะรุกรานเกาหลีเหนือ สถานการณ์ตึงเครียด ณ ขณะนี้เป็นเพราะสหรัฐยั่วยุก่อน สิ่งที่เกาหลีเหนือทำคือตอบโต้การยั่วยุจากจักรวรรดินิยมสหรัฐ

เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน :
รัฐบาลสหรัฐพูดว่าเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์เป็นภัยต่อสหรัฐ แล้วที่สหรัฐมีนิวเคลียร์เป็นภัยต่อเกาหลีเหนือหรือไม่
ถ้าสหรัฐมีนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ เกาหลีเหนือก็อยากมีเพื่อป้องกันประเทศเหมือนกัน เช่นเดียวกับการทดลองขีปนาวุธข้ามทวีป ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันประเทศ ไม่ต่างจากที่สหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์ ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปและอาวุธอื่นๆ มากยิ่งกว่าเกาหลีเหนือหลายเท่าตัว

ในทางทหารมีหลักการว่าอาวุธนิวเคลียร์จำเป็นต่อการป้องปราม ระเบิดนิวเคลียร์หนึ่งลูกเทียบเท่าเครื่องบินรถถังนับร้อย ทหารนับพัน แม้เป็นประเทศเล็กกว่าแต่หากมีนิวเคลียร์จะช่วยป้องปรามการคุกคามจากประเทศที่ใหญ่กว่า ทำให้อีกฝ่ายต้องคิดแล้วคิดอีกหากประสงค์จะทำสงคราม
เกาหลีเหนือเป็นประเทศเล็กไม่อาจสู้มหาอำนาจจึงต้องหวังพึ่งอาวุธนิวเคลียร์
ความจริงคือ สหรัฐตั้งใจเป็นประเทศที่มีพลังอำนาจนิวเคลียร์สูงสุด จึงมีนิวเคลียร์หลายพันลูก ให้มั่นใจว่าหากเกิดสงครามจะเป็นฝ่ายชนะ ในอีกด้านหนึ่งจะพยายามกีดกั้นไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธร้ายแรง เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องดำเนินนโยบายห้ามแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ พร่ำบอกชาวโลกว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ดี ประเทศอื่นๆ ไม่ควรมี และที่มีควรทิ้งให้หมด
นี่คือวิถีการรักษาความเป็นมหาอำนาจโลก

ทำไมอิสราเอลมีได้ :
กรณีอิสราเอลเป็นประเด็นที่ช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลปิดปากเงียบหรือพูดครึ่งๆ กลางๆ เรื่องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นปริศนาและพูดกันไปต่างๆ นานา แต่นับวันมีข้อสรุปชัดว่ามีอาวุธนิวเคลียร์
Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ปี 2017 ประเมินว่าอิสราเอลมีระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมด 80 ลูก ในจำนวนนี้ 50 ลูกติดตั้งในขีปนาวุธพิสัยกลาง Jericho II ที่เหลืออีก 30 ลูกเป็นระเบิดนิวเคลียร์ชนิดทิ้งจากเครื่องบินรบ (F-15 กับ F-16) นอกจากนี้อิสราเอลได้พัฒนาขีปนาวุธ Jericho III ที่มีพิสัยไกลกว่า 10,000 กิโลเมตร แต่ไม่ทราบความคืบหน้า และมีข่าวว่าได้พัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ยิงจากเรือดำน้ำชั้น Dolphin ที่ต่อโดยเยอรมัน จำนวน 6 ลำด้วย

            คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าอิสราเอลจะเป็นต้นเหตุสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกในอนาคต นำโลกสู่หายนะ ผู้คนล้มตายมากมายจนนับจำนวนไม่ได้ สิ้นสุดอารยธรรมโลก ถ้าเชื่อแนวคิดนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ การที่อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์เท่ากับเป็นการนับถอยหลังอารยธรรมโลก
            รัฐบาลใดที่สนับสนุนให้อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปเท่ากับสนับสนุนการทำลายล้างโลก
            รัฐบาลสหรัฐพยายามกดดันไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้ทำเช่นนี้กับอิสราเอล คงด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าอิสราเอลเป็นพันธมิตร

การโฆษณาจากรัฐบาลสหรัฐ :
            การนำเสนอของรัฐบาลสหรัฐและการกระจายข่าวของสื่อกระแสหลัก ทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทันทีที่เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีป สหรัฐจะไม่ปลอดภัย เพราะเกาหลีเหนือจะยิงใส่อเมริกา ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐทุกชุด ไม่ว่าจะนำโดยพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อยับยั้งไม่ให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์
            คำถามคือ ทำไมจึงคิดว่าเกาหลีเหนือจะยิงสหรัฐ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดในขณะนี้ ประธานาธิบดีปูตินเชื่อมั่นว่าที่สุดแล้วปัญหาจะแก้ได้โดยวิถีทางการทูต และควรจะเป็นเช่นนั้น ไม่เกิดเหตุใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ( WMD) เช่น นิวเคลียร์
            และตั้งคำถามน่าคิดว่า เกาหลีเหนือเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด บัดนี้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการแล้ว ถามว่าเกาหลีเหนือต้องการให้สถานการณ์บานปลายหรือ “พวกเขาไม่ใช่คนโง่”
            รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศเรื่อยมาว่ามีนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ ต้องการให้ประเทศอยู่รอดต่อไป แต่หากเกิดสงครามใหญ่ เกาหลีเหนือไม่อาจสู้สหรัฐแม้จะมีนิวเคลียร์ก็ตาม ด้วยตรรกะเช่นนี้เกาหลีเหนือไม่ควรก่อสงครามใดๆ เพราะหมายถึงการล่มสลายของประเทศ

            แต่ไหนแต่ไร นักวิเคราะห์เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะไม่ทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะหากทำเช่นนั้นเท่ากับฆ่าตัวตาย ดูเหมือนรัฐบาลสหรัฐไม่ได้ยินความคิดเห็นทำนองนี้ จึงยังพูดต่อไปว่าเกาหลีเหนือจะก่อสงคราม ดังนั้น แม้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐจะยังคงอยู่ดีต่อไป

            ถ้าสหรัฐคิดว่าจะไม่ปลอดภัย ควรพูดถึงรัสเซีย จีน ที่มีแสนยานุภาพสูงกว่า มีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก
            เรื่องจริงคือ ณ ขณะนี้ คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเชื่อตามนี้ จึงสนับสนุนให้รัฐบาล “จัดการ” เกาหลีเหนือ อย่างน้อยป้องกันไม่ให้สหรัฐถูกเล่นงานด้วยระเบิดนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ
            น่าคิดว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ใช้ตรรกะนี้กับรัสเซีย จีน

            ต้นเหตุของความขัดแย้งคือรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมถอนท่าทีเป็นศัตรูต่อเกาหลีเหนือ แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดแล้ว โดยใช้วิธีสร้างประเด็นให้เกิดความขัดแย้ง เช่น เรื่องพัฒนาขีปนาวุธ ระเบิดนิวเคลียร์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน สนับสนุนก่อการร้าย ฯลฯ ขึ้นกับว่ารัฐบาลสหรัฐชุดใดจะใช้ ตามบริบทในแต่ละช่วง ตามยุทธศาสตร์สร้างศัตรูของสหรัฐนั่นเอง
            สรุปสั้นๆ คือรัฐบาลสหรัฐเป็นฝ่ายหาเรื่องแต่ต้น ตามยุทธศาสตร์แม่บทที่ผ่านการวางแผนและดำเนินการต่อเนื่องหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะได้ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกาหลีเหนือไม่ต่างจากบางประเทศ เช่น อิรักในสมัยซัดดัม อิหร่าน ที่ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรู

หลักสัจนิยม :
            ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า อย่างไรเสียเกาหลีเหนือจะต้องพยายามมีอาวุธนิวเคลียร์ให้จงได้ เป็นเกราะปกป้องกันตัวเอง เพราะเห็นตัวอย่างจากอิรักกับลิเบียที่สุดท้ายถูกโค่นล้มเพราะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น ไม่ว่าจะถูกกดดันคว่ำบาตรอย่างไรก็จะเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป พวกเขาจะยอมกินหญ้าแต่จะไม่ยอมหยุดโครงการตราบเท่าที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ทางแก้คือ ทุกประเทศต้องยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ
            อธิบายขยายความว่า ซัดดัมกับกัดดาฟีเลือกที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลสหรัฐจึงถูกหาเรื่องจนในที่สุดถูกโค่นล้มทั้งคู่ ประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลว เกิดความขัดแย้งภายในไม่สิ้นสุดดังที่เป็นข่าวทุกวันนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือซึ่งเลือกเส้นทางตามอย่างซัดดัมกับกัดดาฟี เรียนรู้ว่าทางเดียวที่จะปกป้องตนเองคือต้องมีอาวุธนิวเคลียร์

            ภายใต้มุมมองแบบสัจนิยม (Realism) ประเทศต่างๆ ตัวแสดงต่างๆ สามารถร่วมมือกัน แต่สุดท้าย “ฉัน” ต้องอยู่รอด ที่เหลือเป็นอย่างไรก็ช่าง และหากฉันเอาประโยชน์จากเธอได้ จะไม่ลังเลใจที่จะทำ เป็นสภาพของการกดขี่ข่มเหงระดับโลก เพื่อความอยู่รอดจึงต้องสร้างชาติให้เข้มแข็ง
            แต่หากชาติใดแตกแยกกันเอง กดขี่ข่มเหงกันเอง ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็ง ย่อมเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาฉวยประโยชน์อีกทอด นี่คือบทเรียนเก่าๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดประวัติศาสตร์โลก

ชัยชนะของสหรัฐ :
            ที่สุดแล้วสะท้อนชัยชนะของสหรัฐ เพราะคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติห้ามเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ ออกมาตรคว่ำบาตรหลายชุด แสดงว่าประเทศสำคัญๆ อย่างรัสเซีย จีน อังกฤษและฝรั่งเศส สนับสนุนจุดยืนนี้
            ในอนาคต ถ้ามีหลักฐานหรือสหรัฐแสดงหลักฐานว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐจะมีความชอบธรรมไม่น้อยที่จะ “จัดการ” ระบอบเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลป้องกันตนเอง หรืออ้างข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง
            แม้ว่าการทำสงครามไม่ใช่ทางเลือกที่ควรใช้ ประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งจีน เกาหลีใต้ ไม่ต้องการสงคราม อีกทั้งชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการส่งทหารจำนวนมากไปทำสงครามต่างแดน แต่รัฐบาลสหรัฐสามารถหาประโยชน์จากเรื่องเกาหลีเหนือได้อีกนาน ใช้เกาหลีเหนือเพื่อแสดงความเป็นมหาอำนาจ

            ณ วันนี้เมื่อกวาดสายตาดูข่าวจากสื่อกระแสหลัก จะได้ข้อมูลทำนองว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ร้าย กำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อโจมตีประเทศอื่น โดยเฉพาะสหรัฐ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐจำต้องทำหน้าที่ป้องกันตนเอง ดูแลพลเมืองไม่ให้รับอันตราย แต่ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ รัฐเกาหลีเหนือมีสิทธิป้องกันประเทศตนเองเช่นกัน ต้องการอยู่รอดเหมือนกัน
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ความขัดแย้งเกาหลีเหนือที่ดำเนินมาแล้วกว่า 2 เดือนกำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น คำถามคือเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร 


บรรณานุกรม:
1. Blackwill, Robert D., Tellis, Ashley J. (2015, March). Revising US Grand Strategy Toward China. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://carnegieendowment.org/files/Tellis_Blackwill.pdf
2. Blacktail. (2016). Jericho III: Intercontinental ballistic missile. Retrieved from http://www.military-today.com/missiles/jericho_3.htm
3. DePetris, Daniel R. (2016, September 20). Welcome to Israeli Nuclear Weapons 101. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/feature/welcome-israeli-nuclear-weapons-101-13882
4. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
5. Park holds security ministers' meeting amid N.K. threats. (2013, April 2). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2013/04/02/99/0301000000AEN20130402002351315F.HTML
6. Putin: Military hysteria over N. Korea may lead to planetary catastrophe, heavy loss of life. (2017, September 5). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/402020-putin-russia-speaks-brics/
7. Stockholm International Peace Research Institute. (2017). TRENDS IN WORLD NUCLEAR
FORCES, 2017. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2017-06/fs_1707_wnf.pdf
8. U.S. ambassador tells U.N. North Korea’s leader is ‘begging for war’. (2017, September 4). Seattle Times/AP. Retrieved from http://www.seattletimes.com/nation-world/south-korea-simulates-attack-on-norths-nuke-site-after-test/
9. U.S. Should Be Mindful of DPRK's Warning. (2017, September 5). The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2017-09-05-0010
10. Weapons of mass destruction will not be used on Korean peninsula - Putin. (2017, September 7). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/402269-korean-weapon-mass-destruction-putin/
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…