วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

เกาหลีเหนือคุกคามสหรัฐ หรือสหรัฐคุกคามเกาหลีเหนือ

10 กันยายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7611 วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ.2560)
คำโปรยบทความ :
            รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่อยมาว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน

นิกกี ฮาลีย์ (Nikki Haley) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติกล่าวว่าเกาหลีเหนือกำลังเป็นฝ่าย “ร้องขอสงคราม” สหรัฐไม่ต้องการสงคราม “แต่ความอดทนของประเทศเรามีจำกัด”
ในมุมของรัฐบาลสหรัฐ เกาหลีเหนือเป็นต้นเหตุของความตึงเครียดและอาจกลายเป็นสงคราม สื่อกระแสหลักจำนวนมากนำเสนอข่าวในทิศทางนี้
            ด้านรัฐบาลเกาหลีเหนือย้ำเรื่อยมาว่าต้องการอยู่อย่างสันติ แต่รัฐบาลสหรัฐพยายามแทรกแซงกิจการภายใน บั่นทอนความมั่นคงไม่หยุดหย่อน ใช้ทหารข่มขู่คุกคาม จึงต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ ตามสิทธิของรัฐอธิปไตย
            ทางการเกาหลีเหนืออธิบายว่าเรื่องการจำลองยิงขีปนาวุธให้ตกรอบเกาะกวมเป็นไปตามนโยบายปกป้องตนเอง เนื่องจากกวมเป็นฐานทัพสหรัฐ เป็นด่านหน้าที่จะรุกรานเกาหลีเหนือ สถานการณ์ตึงเครียด ณ ขณะนี้เป็นเพราะสหรัฐยั่วยุก่อน สิ่งที่เกาหลีเหนือทำคือตอบโต้การยั่วยุจากจักรวรรดินิยมสหรัฐ

เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน :
รัฐบาลสหรัฐพูดว่าเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์เป็นภัยต่อสหรัฐ แล้วที่สหรัฐมีนิวเคลียร์เป็นภัยต่อเกาหลีเหนือหรือไม่
ถ้าสหรัฐมีนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ เกาหลีเหนือก็อยากมีเพื่อป้องกันประเทศเหมือนกัน เช่นเดียวกับการทดลองขีปนาวุธข้ามทวีป ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันประเทศ ไม่ต่างจากที่สหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์ ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปและอาวุธอื่นๆ มากยิ่งกว่าเกาหลีเหนือหลายเท่าตัว

ในทางทหารมีหลักการว่าอาวุธนิวเคลียร์จำเป็นต่อการป้องปราม ระเบิดนิวเคลียร์หนึ่งลูกเทียบเท่าเครื่องบินรถถังนับร้อย ทหารนับพัน แม้เป็นประเทศเล็กกว่าแต่หากมีนิวเคลียร์จะช่วยป้องปรามการคุกคามจากประเทศที่ใหญ่กว่า ทำให้อีกฝ่ายต้องคิดแล้วคิดอีกหากประสงค์จะทำสงคราม
เกาหลีเหนือเป็นประเทศเล็กไม่อาจสู้มหาอำนาจจึงต้องหวังพึ่งอาวุธนิวเคลียร์
ความจริงคือ สหรัฐตั้งใจเป็นประเทศที่มีพลังอำนาจนิวเคลียร์สูงสุด จึงมีนิวเคลียร์หลายพันลูก ให้มั่นใจว่าหากเกิดสงครามจะเป็นฝ่ายชนะ ในอีกด้านหนึ่งจะพยายามกีดกั้นไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธร้ายแรง เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องดำเนินนโยบายห้ามแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ พร่ำบอกชาวโลกว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ดี ประเทศอื่นๆ ไม่ควรมี และที่มีควรทิ้งให้หมด
นี่คือวิถีการรักษาความเป็นมหาอำนาจโลก

ทำไมอิสราเอลมีได้ :
กรณีอิสราเอลเป็นประเด็นที่ช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลปิดปากเงียบหรือพูดครึ่งๆ กลางๆ เรื่องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นปริศนาและพูดกันไปต่างๆ นานา แต่นับวันมีข้อสรุปชัดว่ามีอาวุธนิวเคลียร์
Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ปี 2017 ประเมินว่าอิสราเอลมีระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมด 80 ลูก ในจำนวนนี้ 50 ลูกติดตั้งในขีปนาวุธพิสัยกลาง Jericho II ที่เหลืออีก 30 ลูกเป็นระเบิดนิวเคลียร์ชนิดทิ้งจากเครื่องบินรบ (F-15 กับ F-16) นอกจากนี้อิสราเอลได้พัฒนาขีปนาวุธ Jericho III ที่มีพิสัยไกลกว่า 10,000 กิโลเมตร แต่ไม่ทราบความคืบหน้า และมีข่าวว่าได้พัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ยิงจากเรือดำน้ำชั้น Dolphin ที่ต่อโดยเยอรมัน จำนวน 6 ลำด้วย

            คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าอิสราเอลจะเป็นต้นเหตุสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกในอนาคต นำโลกสู่หายนะ ผู้คนล้มตายมากมายจนนับจำนวนไม่ได้ สิ้นสุดอารยธรรมโลก ถ้าเชื่อแนวคิดนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ การที่อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์เท่ากับเป็นการนับถอยหลังอารยธรรมโลก
            รัฐบาลใดที่สนับสนุนให้อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปเท่ากับสนับสนุนการทำลายล้างโลก
            รัฐบาลสหรัฐพยายามกดดันไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้ทำเช่นนี้กับอิสราเอล คงด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าอิสราเอลเป็นพันธมิตร

การโฆษณาจากรัฐบาลสหรัฐ :
            การนำเสนอของรัฐบาลสหรัฐและการกระจายข่าวของสื่อกระแสหลัก ทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทันทีที่เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีป สหรัฐจะไม่ปลอดภัย เพราะเกาหลีเหนือจะยิงใส่อเมริกา ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐทุกชุด ไม่ว่าจะนำโดยพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อยับยั้งไม่ให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์
            คำถามคือ ทำไมจึงคิดว่าเกาหลีเหนือจะยิงสหรัฐ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดในขณะนี้ ประธานาธิบดีปูตินเชื่อมั่นว่าที่สุดแล้วปัญหาจะแก้ได้โดยวิถีทางการทูต และควรจะเป็นเช่นนั้น ไม่เกิดเหตุใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ( WMD) เช่น นิวเคลียร์
            และตั้งคำถามน่าคิดว่า เกาหลีเหนือเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด บัดนี้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการแล้ว ถามว่าเกาหลีเหนือต้องการให้สถานการณ์บานปลายหรือ “พวกเขาไม่ใช่คนโง่”
            รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศเรื่อยมาว่ามีนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ ต้องการให้ประเทศอยู่รอดต่อไป แต่หากเกิดสงครามใหญ่ เกาหลีเหนือไม่อาจสู้สหรัฐแม้จะมีนิวเคลียร์ก็ตาม ด้วยตรรกะเช่นนี้เกาหลีเหนือไม่ควรก่อสงครามใดๆ เพราะหมายถึงการล่มสลายของประเทศ

            แต่ไหนแต่ไร นักวิเคราะห์เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะไม่ทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะหากทำเช่นนั้นเท่ากับฆ่าตัวตาย ดูเหมือนรัฐบาลสหรัฐไม่ได้ยินความคิดเห็นทำนองนี้ จึงยังพูดต่อไปว่าเกาหลีเหนือจะก่อสงคราม ดังนั้น แม้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐจะยังคงอยู่ดีต่อไป

            ถ้าสหรัฐคิดว่าจะไม่ปลอดภัย ควรพูดถึงรัสเซีย จีน ที่มีแสนยานุภาพสูงกว่า มีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก
            เรื่องจริงคือ ณ ขณะนี้ คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเชื่อตามนี้ จึงสนับสนุนให้รัฐบาล “จัดการ” เกาหลีเหนือ อย่างน้อยป้องกันไม่ให้สหรัฐถูกเล่นงานด้วยระเบิดนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ
            น่าคิดว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ใช้ตรรกะนี้กับรัสเซีย จีน

            ต้นเหตุของความขัดแย้งคือรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมถอนท่าทีเป็นศัตรูต่อเกาหลีเหนือ แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดแล้ว โดยใช้วิธีสร้างประเด็นให้เกิดความขัดแย้ง เช่น เรื่องพัฒนาขีปนาวุธ ระเบิดนิวเคลียร์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน สนับสนุนก่อการร้าย ฯลฯ ขึ้นกับว่ารัฐบาลสหรัฐชุดใดจะใช้ ตามบริบทในแต่ละช่วง ตามยุทธศาสตร์สร้างศัตรูของสหรัฐนั่นเอง
            สรุปสั้นๆ คือรัฐบาลสหรัฐเป็นฝ่ายหาเรื่องแต่ต้น ตามยุทธศาสตร์แม่บทที่ผ่านการวางแผนและดำเนินการต่อเนื่องหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะได้ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกาหลีเหนือไม่ต่างจากบางประเทศ เช่น อิรักในสมัยซัดดัม อิหร่าน ที่ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรู

หลักสัจนิยม :
            ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า อย่างไรเสียเกาหลีเหนือจะต้องพยายามมีอาวุธนิวเคลียร์ให้จงได้ เป็นเกราะปกป้องกันตัวเอง เพราะเห็นตัวอย่างจากอิรักกับลิเบียที่สุดท้ายถูกโค่นล้มเพราะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น ไม่ว่าจะถูกกดดันคว่ำบาตรอย่างไรก็จะเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป พวกเขาจะยอมกินหญ้าแต่จะไม่ยอมหยุดโครงการตราบเท่าที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ทางแก้คือ ทุกประเทศต้องยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ
            อธิบายขยายความว่า ซัดดัมกับกัดดาฟีเลือกที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลสหรัฐจึงถูกหาเรื่องจนในที่สุดถูกโค่นล้มทั้งคู่ ประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลว เกิดความขัดแย้งภายในไม่สิ้นสุดดังที่เป็นข่าวทุกวันนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือซึ่งเลือกเส้นทางตามอย่างซัดดัมกับกัดดาฟี เรียนรู้ว่าทางเดียวที่จะปกป้องตนเองคือต้องมีอาวุธนิวเคลียร์

            ภายใต้มุมมองแบบสัจนิยม (Realism) ประเทศต่างๆ ตัวแสดงต่างๆ สามารถร่วมมือกัน แต่สุดท้าย “ฉัน” ต้องอยู่รอด ที่เหลือเป็นอย่างไรก็ช่าง และหากฉันเอาประโยชน์จากเธอได้ จะไม่ลังเลใจที่จะทำ เป็นสภาพของการกดขี่ข่มเหงระดับโลก เพื่อความอยู่รอดจึงต้องสร้างชาติให้เข้มแข็ง
            แต่หากชาติใดแตกแยกกันเอง กดขี่ข่มเหงกันเอง ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็ง ย่อมเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาฉวยประโยชน์อีกทอด นี่คือบทเรียนเก่าๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดประวัติศาสตร์โลก

ชัยชนะของสหรัฐ :
            ที่สุดแล้วสะท้อนชัยชนะของสหรัฐ เพราะคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติห้ามเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ ออกมาตรคว่ำบาตรหลายชุด แสดงว่าประเทศสำคัญๆ อย่างรัสเซีย จีน อังกฤษและฝรั่งเศส สนับสนุนจุดยืนนี้
            ในอนาคต ถ้ามีหลักฐานหรือสหรัฐแสดงหลักฐานว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐจะมีความชอบธรรมไม่น้อยที่จะ “จัดการ” ระบอบเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลป้องกันตนเอง หรืออ้างข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง
            แม้ว่าการทำสงครามไม่ใช่ทางเลือกที่ควรใช้ ประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งจีน เกาหลีใต้ ไม่ต้องการสงคราม อีกทั้งชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการส่งทหารจำนวนมากไปทำสงครามต่างแดน แต่รัฐบาลสหรัฐสามารถหาประโยชน์จากเรื่องเกาหลีเหนือได้อีกนาน ใช้เกาหลีเหนือเพื่อแสดงความเป็นมหาอำนาจ

            ณ วันนี้เมื่อกวาดสายตาดูข่าวจากสื่อกระแสหลัก จะได้ข้อมูลทำนองว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ร้าย กำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อโจมตีประเทศอื่น โดยเฉพาะสหรัฐ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐจำต้องทำหน้าที่ป้องกันตนเอง ดูแลพลเมืองไม่ให้รับอันตราย แต่ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ รัฐเกาหลีเหนือมีสิทธิป้องกันประเทศตนเองเช่นกัน ต้องการอยู่รอดเหมือนกัน
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ความขัดแย้งเกาหลีเหนือที่ดำเนินมาแล้วกว่า 2 เดือนกำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น คำถามคือเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร 


บรรณานุกรม:
1. Blackwill, Robert D., Tellis, Ashley J. (2015, March). Revising US Grand Strategy Toward China. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://carnegieendowment.org/files/Tellis_Blackwill.pdf
2. Blacktail. (2016). Jericho III: Intercontinental ballistic missile. Retrieved from http://www.military-today.com/missiles/jericho_3.htm
3. DePetris, Daniel R. (2016, September 20). Welcome to Israeli Nuclear Weapons 101. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/feature/welcome-israeli-nuclear-weapons-101-13882
4. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
5. Park holds security ministers' meeting amid N.K. threats. (2013, April 2). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2013/04/02/99/0301000000AEN20130402002351315F.HTML
6. Putin: Military hysteria over N. Korea may lead to planetary catastrophe, heavy loss of life. (2017, September 5). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/402020-putin-russia-speaks-brics/
7. Stockholm International Peace Research Institute. (2017). TRENDS IN WORLD NUCLEAR
FORCES, 2017. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2017-06/fs_1707_wnf.pdf
8. U.S. ambassador tells U.N. North Korea’s leader is ‘begging for war’. (2017, September 4). Seattle Times/AP. Retrieved from http://www.seattletimes.com/nation-world/south-korea-simulates-attack-on-norths-nuke-site-after-test/
9. U.S. Should Be Mindful of DPRK's Warning. (2017, September 5). The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2017-09-05-0010
10. Weapons of mass destruction will not be used on Korean peninsula - Putin. (2017, September 7). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/402269-korean-weapon-mass-destruction-putin/
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น