ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ยุทธศาสตร์ปรับสมดุลกับความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น

8 พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1343)

            เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางทหารที่สำคัญของสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น สหรัฐฯ มีฐานทัพของตนตั้งอยู่ใน 2 ประเทศดังกล่าว พร้อมกองกำลังอเมริกันหลายหมื่นนายประจำการอยู่ เมื่อสิ้นสงครามเย็นความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้หมดไป กลับยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเมื่อจีนเติบโตทางเศรษฐกิจ มีพลังอำนาจทางทหารเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะพยายามพูดว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการปิดล้อมจีน แต่จากยุทธศาสตร์ Pivot to Asia หรืออีกชื่อคือยุทธศาสตร์ปรับสมดุลให้ความสำคัญกับเอเชียแปซิฟิก นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ามีเป้าประสงค์เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีนเป็นหลัก
            ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว สหรัฐฯ จำต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในภูมิภาค สามารถต่อกรกับจีน ประเทศที่เข้าข่ายมากที่สุดคือญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ เนื่องจากสหรัฐฯ มีสนธิสัญญาความมั่นคงกับทั้ง 2 ประเทศ มีกองกำลังอเมริกันหลายหมื่นคนประจำการอยู่ และมีความขัดแย้งด้านความมั่นคงกับจีนและเกาหลีเหนือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน รวมความแล้ว เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นคือ 2 ประเทศหลักที่ต้องร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงทางทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว เมื่อนายชินโซ อาเบะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2012 ดำเนินนโยบายตามแนวทางของฝ่ายขวาจัด ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนกับเกาหลีใต้ตีความว่า เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ชี้ว่าสนับสนุนลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
            ในเวลาไล่เลี่ยงกัน นายกฯ อาเบะสั่งทบทวนเรื่องหญิงบำเรอ (comfort women) ใหม่อีกครั้ง ก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอาเบะกำลังจะปฏิเสธเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะนายอาเบะครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยแรกในปี 2007 เคยกล่าวว่าไม่มีหลักฐานชี้ว่าเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบังคับสตรีให้เป็นหญิงบำเรอ ต่อมาให้อธิบายเพิ่มว่าหมายถึงไม่เคยบังคับแบบฉกชิงตัวมา
            นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อพิพาทการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะด็อกโด (Dokdo) หรือเกาะทาเคชิมา (Takashima) ที่รัฐบาลอาเบะให้แก้ไขการเรียนการสอนเพื่อชี้ว่าเป็นดินแดนของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) แห่งเกาหลีใต้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
            หลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลอาเบะพยายามเจรจากับรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่ประธานาธิบดีปาร์คยืนยันหลายครั้งว่าจะไม่พูดคุยกับนายกฯ อาเบะไม่ว่าจะเป็นที่เวทีใดๆ สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์การแสดงบทบาทนำของญี่ปุ่นในภูมิภาค กระทบต่อยุทธศาสตร์ Pivot to Asia เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาต้องออกโรงทำหน้าที่เป็นบุคคลที่ 3 เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ 2 ประเทศ

การแก้ปัญหาความขัดแย้ง :
            แนวทางที่ประธานาธิบดีโอบามาใช้คือ ขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นลดท่าทีแข็งกร้าว พร้อมกับเป็นคนกลางเชื่อมสัมพันธ์ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ด้วยการสร้างกลไกไตรภาคี อันประกอบด้วย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ ความพยายามดังกล่าวได้ผลพอสมควร สองสามเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดการใช้วาจาแข็งกร้าว และล่าสุดคือนายกฯ อาเบะไม่ไปสักการะศาลเจ้าสุกุนิด้วยตัวเอง เพียงแต่ส่งเครื่องเซ่นไหว้แก่ศาลเจ้า ช่วยลดการวิพากษ์วิจารณ์ได้ระดับหนึ่ง
            ในการเยือนเกาหลีใต้เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวถ้อยคำอันชาญฉลาดว่า “ใครก็ตามถ้ามองย้อนประวัติศาสตร์เรื่องหญิงบำเรอในเกาหลีใต้ ก็จะตระหนักถึงความโหดร้าย การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมหันต์” และควรที่จะชำระเรื่องราวให้ถูกต้องกระจ่างชัด “ข้าพเจ้าคิดว่านายกรัฐมนตรีอาเบะ รวมทั้งชาวญี่ปุ่น ตระหนักว่าเรื่องที่แล้วมาคือบางสิ่งที่จำต้องรับรู้อย่างสัตย์ซื่อและยุติธรรม แต่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นผลประโยชน์ของทั้งประชาชนญี่ปุ่นกับเกาหลีที่จะมองไปข้างหน้า เช่นเดียวกับมองย้อนหลัง เพื่อหาทางชำระความปวดใจ การบาดเจ็บจากเรื่องราวในอดีต” พร้อมกับพูดทิ้งท้ายว่า ทั้งเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น “ต่างเป็นพันธมิตรอันเข้มแข็งของสหรัฐฯ”
            จะเห็นได้ว่า ประธานาธิบดีโอบามารับรู้เรื่องหญิงบำเรอของเกาหลี และเห็นว่าเป็นเรื่องโหดร้ายมาก แต่ท่านไม่ได้ฟันธงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เท่ากับว่าไม่ได้สรุปว่าใครเป็นฝ่ายถูกผิด แต่ขอให้มีการตรวจสอบเพื่อหาข้อสรุปที่แท้จริง
            ประเด็นที่สำคัญกว่าการค้นหาข้อเท็จจริง คือ ประธานาธิบดีโอบามาพูดเป็นนัย หวังว่าปัญหาบางอย่างในอดีตจะได้รับการแก้ไข แต่ต้องมุ่งเล็งถึงประโยชน์ในอนาคตของประชาชนทุกฝ่ายด้วย ประโยคสำคัญที่สุดที่ท่านต้องการเน้นย้ำคือ ให้เห็นแก่ความร่วมมือในอนาคตระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นจะดีกว่า ซึ่งอาจตีความได้ว่า ไม่ควรให้เรื่องหญิงบำเรอเป็นเหตุให้เกาหลีกับญี่ปุ่นมองหน้ากันไม่ติด หรือเป็นเหตุให้สองประเทศไม่อาจร่วมมือกัน

            ท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาสอดรับกับคำพูดของนาย Katsunobu Kato รองหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น (Deputy Chief Cabinet Secretary) ที่กล่าวในช่วงเวลาใกล้เคียงว่า นายกฯ อาเบะ รู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งเมื่อคิดถึงประชาชนผู้เคยผ่านความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แต่ “ไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือการทูต”
            จะเห็นว่าได้คำพูดของรองหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีแนวทางสอดคล้องกับคำพูดของประธานาธิบดีโอบามา คือ นายกฯ อาเบะเห็นด้วยกับการที่สตรีผู้เป็นหญิงบำเรอได้รับความทุกข์ยากอย่างยิ่ง แต่ที่สุดแล้วขอให้มองถึงผลประโยชน์ของคนในรุ่นปัจจุบันกับอนาคต เนื่องจากเกาหลีใต้ควรร่วมมือกับญี่ปุ่น ไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวให้เป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ (ทั้งๆ ที่เรื่องหญิงบำเรอเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมานานแล้ว มีการตอบโต้กันไปมาโดยตลอด)

            จากท่าทีของสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ประธานาธิบดีปาร์ค ตอบว่า เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นมีผลประโยชน์ร่วมหลายอย่าง และก็มีความขัดแย้งต่อมุมมองประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันบางประเด็น นับจากนี้ แนวทางแก้ไขความขัดแย้งเหล่านี้จะอาศัยการประชุมสุดยอดผู้นำไตรภาคี (สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) ที่ผ่านมา 3 ประเทศได้อาศัยเวทีดังกล่าวเป็นที่ประชุมและบรรลุจุดยืนร่วมต่อโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ และมีการพูดคุยเรื่องหญิงบำเรอด้วย ตนเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะได้รับการสานต่อ
            ที่สุดแล้วประเด็นความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น และประเด็นความมั่นคงอื่นๆ เช่น กรณีเกาหลีเหนือ จะได้รับการแก้ไข ปรึกษาหารือ ผ่านกลไกไตรภาคี แทนการตอบโต้ไปมาผ่านสื่อ นับว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดคือ ไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นประเด็นสาธารณะ และแสดงให้เห็นภาวะผู้นำของประธานาธิบดีโอบามา ที่สามารถทำให้ทุกฝ่ายอยู่ในภาวะสงบ อย่างน้อยสักระยะหนึ่ง

วิเคราะห์องค์รวม :
            เรื่องหญิงบำเรอเป็นเพียงประเด็นหนึ่งที่บางประเทศหยิบยกขึ้นมา เพื่อบรรยายถึงความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ขึ้นกับว่ารัฐบาลญี่ปุ่นแต่ละชุดจะตอบสนองอย่างไร หากเป็นเช่นอย่างรัฐบาลอาเบะก็จะเกิดวิวาทะระหว่างประเทศ เนื่องจากนักการเมืองญี่ปุ่นฝ่ายขวาบางคนแสดงท่าทีไม่ยอมรับ หรือพูดในทางที่รัฐบาลเกาหลีใต้รับไม่ได้
            แต่เรื่องหญิงบำเรอไม่ได้จำกัดเฉพาะระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเท่านั้น ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่ากองทัพญี่ปุ่นจัดตั้งสถานีบริการหญิงบำเรอในทุกประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าไป มีเอกสารระบุว่าสถานบริการหญิงบำเรอแห่งแรกของญี่ปุ่นตั้งอยู่บนหมู่เกาะชวา (Java Island) ประเทศอินโดนีเซีย และยังมีข้อมูลใหม่ๆ ที่เปิดเผยออกมาเรื่อยๆ

            ล่าสุด ในช่วงที่ประธานาธิบดีโอบามาเยือนญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ หน่วยงานรัฐบาลจีนแสดงเอกสารสมัยสงครามจำนวน 89 ชิ้น ทางการจีนอ้างว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของกองทัพญี่ปุ่นสมัยที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เอกสาร 25 ชิ้นที่นำมาเปิดเผยครั้งนี้ พูดถึงเรื่องราวของหญิงบำเรอ บางชิ้นกล่าวถึงสัดส่วนระหว่างจำนวนหญิงบำเรอกับทหาร ระบุว่า ช่วงวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ ที่เมือง Xiaguan ซึ่งตั้งอยู่ทิศทางออกของนานกิง อัตราส่วนหญิงบำเรอเท่ากับ 6 คนต่อทหาร 1,200 นาย หรือเท่ากับ 1 ต่อ 200 และหลังจากวันที่ 20 กุมภาพันธ์ มีหญิงบำเรอเพิ่มเป็น 11 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วนเท่ากับ 1 ต่อ 71
            หญิงเกาหลีบางส่วนถูกบังคับด้วยกำลังให้มาเป็นหญิงบำเรอแก่ทหารญี่ปุ่นในสถานบริการที่ฝั่งประเทศจีน เช่น ที่เมือง Heihe ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑล Heilongjiang และที่เมือง Wuhu ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของมณฑล Anhui บางชิ้นบรรยายถึงเหตุการณ์ข่มขืน พูดถึงทหารญี่ปุ่นใช้เงินหลวงจัดตั้งสถานบริการ บังคับลักพาหญิงชาวจีนด้วยกำลังเพื่อนำมาเป็นหญิงบำเรอ
            เอกสารหลายฉบับเป็นจดหมายเขียนด้วยทหารญี่ปุ่น แต่ถูกทางการอายัดไว้ บรรยายว่าทหารญี่ปุ่นข่มขืนประชาชน จดหมายฉบับหนึ่งเขียนว่า “ทหารญี่ปุ่นข่มขืนสตรีนับหมื่นในนานกิง รวมถึงเด็กหญิงวัย 12 ปี หลายคนถูกสังหาร เป็นอาชญากรรมที่น่าขนลุก”
            การเปิดเผยเอกสารชุดล่าสุด คงเป็นวิธีการที่รัฐบาลจีนต้องการพูดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นหรือรัฐบาลใดๆ ก็ตามไม่อาจปกปิดหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์

            ประวัติศาสตร์โลกชี้ว่าบรรดาประชาชาติทำสงครามกันเรื่อยมา ต่างฝ่ายต่างฆ่าทำลายคนของอีกฝ่าย ในหลายภูมิภาคมีลักษณะผลักกันแพ้ชนะ ผลักกันเป็นเจ้า ต่างเคยกระทำการโหดร้ายข่มเหงอีกฝ่ายหนึ่ง และแม้ว่าคนรุ่นปัจจุบันอาจไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของคนในอดีต แต่ก็ได้รับผลไม่มากก็น้อย และส่งผลถึงลูกหลานในอนาคตด้วย นี่เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของโลก
            อันที่จริงแล้ว การปรับความสัมพันธ์ใดๆ ต้องใช้วิธีการ “ให้อภัย” แก่กันและกัน เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้เริ่มต้นกันใหม่ด้วยความสัมพันธ์อันดี แต่ละฝ่ายอาจเริ่มต้นทำความดีแก่อีกฝ่ายด้วยการ “ชดเชย” ความผิดที่ตนได้กระทำ ในกรณีของหญิงบำเรอคือให้การเยียวยาทั้งทางร่างกายจิตใจแก่ผู้ที่เคยได้รับทุกข์ทรมานอย่างเหมาะสม
            แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนกว่านั้น เพราะผู้นำประเทศต้องดำเนินนโยบายภายใต้ประชาชนของตนที่มีหลากหลายความคิดเห็น รัฐบาลปาร์คต้องระวังชาวเกาหลีที่ยังเดือดดาล ระวังไม่ให้รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้เป็นข้ออ้างปฏิเสธนโยบายรวมชาติ ส่วนรัฐบาลอาเบะต้องดำเนินตามค่านิยมของพวกฝ่ายขวา ที่ยังยึดมั่นความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของญี่ปุ่นในอดีต
            และเมื่อการให้อภัยยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และประวัติศาสตร์ไม่อาจเขียนขึ้นมาใหม่ เพราะอย่างน้อยมีรัฐบาลจีนที่พยายามขัดขวาง ทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืดในที่สาธารณะ รัฐบาลปาร์คเลือกที่จะใช้กลไกไตรภาคีเป็นเวทีพูดคุยระหว่างหมู่ผู้นำประเทศ และเชื่อว่าประธานาธิบดีโอบามาคงสามารถปรามรัฐบาลอาเบะไม่ให้กระทำการยั่วยุเกาหลีมากเกินไป แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าสัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นเรื่องอ่อนไหว เปราะบาง ความขัดแย้งเรื่องหญิงบำเรออาจปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ได้

            อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่นปรับการเรียนการสอนว่าเกาะด็อกโดหรือเกาะทาเคชิมา ว่าเป็นดินแดนของญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ 2 ประเทศอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อน (ทำนองเดียวกับกรณีหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ) ในแง่กฎหมายแล้ว เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าเรื่องหญิงบำเรอ เพราะเกี่ยวข้องกับการรักษาอธิปไตยของชาติ และไม่ว่าจะรัฐบาลใดย่อมไม่สามารถอ่อนข้อให้แก่กันได้
            แต่ช่วงการเยือนดังกล่าว ทั้ง 3 ผู้นำไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าสาธารณะเลย

            หลังจากความขัดแย้งหลายเดือนนับจากนายอาเบะเป็นนายกฯ ญี่ปุ่นสมัยที่ 2 และสร้างความขัดแย้งทางการทูตกับเกาหลีใต้อย่างรุนแรง ทั้งเรื่องหญิงบำเรอกับกรรมสิทธิ์เหนือเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำทั้ง 3 คนเลือกใช้วิธีไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับวิธีไม่เอ่ยถึงในที่สาธารณะ นับว่าเป็นวิธีการอันชาญฉลาด เพราะอย่างน้อยไม่ก่อความขัดแย้งจนบานปลายและบดบังความร่วมมือ แต่ในอีกด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือไตรภาคีเป็นความร่วมมือที่อ่อนไหวเปราะบางพร้อมจะเกิดปัญหาได้ทุกเมื่อ ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ปรับสมดุลของสหรัฐฯ ว่ามีพลังมากน้อยเพียงใด
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
สงครามทำลายล้างนานกิง เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกือบ 8 ทศวรรษ แต่ด้วยการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นของจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตจึงถูกรื้อฟื้น ประชาชน 2 ฝ่ายถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามนานกิงในศตวรรษที่ 21

2. รอยร้าวญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ รอยด่างPivot to Asia (Ookbee)
            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Archives reveal "comfort women" official actions of Japan. (2014, April 26). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-04/26/c_133291951.htm
2. Japan may review study on WWII sex slavery. (2014, February 21). Japan Today/AP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/japan-may-review-study-on-wwii-sex-slavery
3. Japan says comfort women issue not a diplomatic topic after Obama comments. (2014, April 26). The Korea Herald/AFP. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20140426000117
4. Joint Fact Sheet: The United States-Republic of Korea Alliance: A Global Partnership. (2014, April 25). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/25/joint-fact-sheet-united-states-republic-korea-alliance-global-partnershi
5. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
7. Lyle, Amaani. (2013, March 12). National Security Advisor Explains Asia-Pacific Pivot. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=119505
8. Murayama says 1995 sex slavery apology review not in Japan's interest. (2014, February 28). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/murayama-says-1995-sex-slavery-apology-review-not-in-japans-interest
9. Press Conference with President Obama and President Park of the Republic of Korea. (2014, April 25). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/25/press-conference-president-obama-and-president-park-republic-korea
10. Wartime documents show details of Japanese atrocities. (2014, April 25). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-04/25/c_126436070.htm
--------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…