ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เผด็จการ 3 รูปแบบ? สีจิ้นผิง ปูติน และระบบ 2 พรรคอเมริกา

หากไม่ทำเพื่อประชาชนสังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะกุมอำนาจคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม นั่นคือเผด็จการ หากทำเพื่อความสุขของประชาชนจริง จะกลายเป็นราชาธิปไตยหรือการปกครองโดยคณะบุคคลที่น่าส่งเสริม
เผด็จการแบบสีจิ้นผิง? :
จีนถือว่าปัจจุบันประเทศปกครองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย (socialist democracy) ตามลักษณะของจีน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน มีเสรีภาพในการเลือกเรียน เลือกงานทำ เลือกคู่ครอง เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่อำนาจการปกครองอยู่ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลมีอำนาจทุกด้าน กำกับควบคุมชี้นำเศรษฐกิจสังคม ฯลฯ
การที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเตรียมแก้รัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (Xi Jinping) อยู่ในตำแหน่งไม่จำกัดวาระ ทำให้หลายคนกังวลว่าสภาพเช่นนี้จะเป็นเหตุให้ บริหารผิดพลาด เพราะอาจขาดการถ่วงดุลท้วงติง ประธานาธิบดีเปรียบเหมือนจักรพรรดิ อาจกลายเป็นทรราช
ชมคลิป 7 นาที

ในทางวิชาการ ทรราชหมายถึงคนเดียวมีอำนาจสูงสุดเหนือบุคคลทั้งหลายอย่างเด็ดขาด หากผู้ปกครองมีคุณธรรมเรียกว่า ราชาธิปไตย” (Monarchy) แต่หากกดขี่ข่มเหงราษฎร จะเรียกว่า ทุชนาธิปไตยหรือ ทรราช” (Tyranny)
            ความจริงแล้วไม่ว่าประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งแบบจำกัดวาระหรือไม่ ล้วนมีโอกาสเป็นทรราช เพียงแต่เป็นทรราชแบบจำกัดวาระหรือไม่ ลึกกว่านั้นคือพรรคคอมมิวนิสต์คือพรรคทรราชหรือไม่ กล่าวได้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์เทียบได้กับราชวงศ์หรือชนชั้นปกครองที่สืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการของพรรค
            ส่วนใครจะว่ารูปแบบนี้ดีหรือไม่ ย่อมวิพากษ์ได้ทั้งดีกับไม่ดี โดยรวมแล้วชาวจีนน่าจะมีความสุขมากกว่าสมัยเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) มีข้อมูลว่าปี 2016 ชาวจีน 135 ล้านคนเที่ยวต่างประเทศ (ราวร้อยละ 10 ของประชากร) ใช้จ่ายกว่า 261,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านบริการโอนเงินของจีนโดยเฉพาะ Alipay กับ WeChat Pay ข้อมูลชิ้นเล็กๆ นี้สะท้อนภาพบางอย่างได้ดี
            อย่างไรก็ตาม จีนในอนาคตจะมีปัญหามากขึ้นหรือไม่ การทุจริตคอร์รัปชันจะส่งผลต่อสังคมอย่างไร จะผ่านพ้นอย่างไร คือคำถามที่น่าสนใจ

สนใจคลิกที่รูป

เผด็จการแบบปูติน? :
            นายวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) เป็นผู้นำประเทศในภาวะวิกฤติ สืบเนื่องจากการปฏิรูปของมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ในทศวรรษ 1990 แต่ความไม่พร้อม ปัญหาเก่าที่หมักหมม สร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชนแสนสาหัส คนชนบทห่างไกลต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ปี 1999 นายปูตินดำรงตำแหน่งนายกฯ และเป็นประธานาธิบดีในปีถัดมา
            ฝ่ายที่วิพากษ์ปูตินมักพูดถึงประเด็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านถูกลดทอนบทบาทกลายเป็นพรรคไม้ประดับ ใครเคลื่อนไหวการเมืองรุนแรงมักถูกเล่นงานจนพ้นเส้นทาง คนที่ใกล้ชิดกับพรรค ฐานอำนาจของปูตินได้ประโยชน์มากกว่าคนทั่วไป
            แต่ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นมาก คนว่างงานลดน้อยลงมาก ผู้คนอยู่ดีกินดีกว่าเดิม หลายคนที่เคยต่อต้านปูตินบัดนี้หันกลับมาสนับสนุน
            เศรษฐกิจดีส่งเสริมความมั่นคงด้านอื่นๆ ทั้งการเมือง การทหาร การศึกษา วัฒนธรรม ไม่ว่าใครจะวิพากษ์อย่างไร รัสเซียในยุคปูตินฟื้นตัว กล่าวได้ว่าปูตินคือผู้ยุติความทุกข์อันเนื่องจากการปฏิรูป นำการฟื้นฟูสู่ประเทศ รัสเซียแสดงบทบาทเด่นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง
            น่าคิดใช่ไหมหากรัสเซียไม่มีปูติน สังคมจะยังคงวุ่นวายจากการปฏิรูปอีกนานเพียงไร จะเลวร้ายกว่าเดิมหรือไม่ ลองเทียบกับอัฟกานิสถาน อิรัก ลิเบีย ยูเครน ฯลฯ ที่ยังกำลังปฏิรูปเป็นประชาธิปไตยตามคำชี้แนะของรัฐบาลตะวันตก ประเทศเหล่านี้กลายเป็นรัฐล้มเหลว ผู้คนทั่วหล้าทุกข์ยากไม่รู้จบ เมื่อสอบถามความรับผิดชอบ รัฐบาลตะวันตกเหล่านี้จะตอบว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของพวกเขา
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าปูตินกลายเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนาน เริ่มจากเป็นนายกฯ สมัยแรกในปี 1999 ขยับขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2000 จากนั้นครองอำนาจต่อเนื่องมาโดยตลอด ช่วงปี 2008-2012 กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหลังครบวาระประธานาธิบดี 2 สมัยซ้อน จากนั้นกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยเมื่อปี 2012 จนถึงปัจจุบัน และคาดว่าการเลือกตั้งมีนาคม 2018 นี้ ปูตินจะชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนถล่มทลายได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย คราวนี้คือสมัยที่ 4
นั่นหมายความว่าท่านจะได้เป็นประธานาธิบดีถึงปี 2024 ด้วยวัย 72 ปี หรือเท่ากับเป็นผู้ปกครองประเทศยาวนานถึง 1 ใน 4 ของศตวรรษ (ภายใต้สมมติฐานว่าท่านวางมือหลังวัย 72 ปี)
            ประวัติศาสตร์รัสเซียยุคใหม่จะบันทึกเรื่องราวของปูตินอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับข้อสรุปว่าปูตินกับพวกยึดฐานอำนาจประเทศอย่างแข็งแกร่ง จนไม่มีใครสามารถต่อกร ถ้าจะบอกว่าเป็นระบอบเผด็จการในคราบประชาธิปไตยย่อมมีผู้เห็นด้วยหลายคน ในขณะที่ชาวรัสเซียจำนวนมากสนับสนุนผู้นำอย่างปูติน

แบบ 2 พรรคของอเมริกา? :
ในอดีตคนอเมริกันไม่ชอบพูดว่าพวกเขามีชนชั้นทางสังคม (social class) เพราะขัดกับแนวคิดที่ว่าชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
แต่ในระยะหลังการพูดคำว่าชนชั้นเริ่มถี่ขึ้น
ในช่วงหาเสียงโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหาฮิลลารี คลินตันว่า “บริษัทยักษ์ใหญ่ สื่อของชนชั้นนำ (elite media) และผู้บริจาครายใหญ่พากันต่อแถวอยู่เบื้องหลังการรณรงค์หาเสียง (ของฮิลลารี) เพราะพวกเขารู้ว่าเธอสามารถ รักษาระบบขี้ฉ้อนี้  พวกเขาโยนเงินให้เธอเพราะพวกเขาควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำ เธอเป็นหุ่นเชิดให้พวกเขาคอยชักใย

            ก่อนหน้านั้น มีผู้ชี้ว่าสหรัฐในปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ อีกแล้ว ยกตัวอย่าง อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter - ดำรงตำแหน่งช่วงปี 1977-1981) กล่าวเมื่อกรกฎาคม 2015 ว่าสหรัฐอเมริกาในขณะนี้เป็นระบอบคณาธิปไตย (oligarchy) กลุ่มคนเหล่านี้ติดสินบนนักการเมืองทั้งพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกัน โดยเฉพาะคนที่ต้องการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ต้องการเป็นผู้ว่าการรัฐ เป็นวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบอบการเมืองปัจจุบันจึงเคลื่อนไปด้วยคนเหล่านี้ นโยบายประเทศเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มเหล่านี้

Christina Tobin ประธาน The Free and Equal Elections Foundation เห็นว่า ระบบการเลือกตั้งสหรัฐในปัจจุบันไม่สามารถคัดคนดีเข้าสภา คนของพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกันต่างถูกคุมโดยนายทุนใหญ่เหมือนกัน พรรคการเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอีกแล้ว
ตามการจำแนกรูปแบบรัฐบาลของอริสโตเติล (Aristotle) คณาธิปไตยคือระบบรัฐบาล (system of government) ที่อำนาจอยู่ในมือไม่กี่คนหรือชนชั้นเดียว (single class) คณาธิปไตยถูกเรียกในชื่ออื่นๆ เช่น ระบอบอำนาจนิยม เผด็จการ

ชนชั้นปกครองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพวกราชวงศ์ ขุนนางชั้นสูงเท่านั้น แต่หมายถึง ใครก็ตามที่สามารถกุมอำนาจปกครองและทำเพื่อตนเองกับพวกพ้องเป็นหลัก ในบางกรณีอาจหมายถึง  ข้าราชการ เจ้าของที่ดินรายใหญ่ นักธุรกิจ ผู้ถืออำนาจกองทัพที่ร่วมกันปกครอง
หากไม่ได้กุมอำนาจคนเดียว แต่เป็นหลายคนหลายกลุ่มช่วยกันกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่นนี้ก็เป็นทรราชเหมือนกัน
วิเคราะห์องค์รวมสรุป :
            ถ้าพิจารณาให้ดี แท้จริงแล้วทั้งแบบจีน รัสเซียและสหรัฐ ล้วนอาศัย “ระบอบฐานอำนาจ” ประธานาธิบดีเป็นเพียงผู้กุมอำนาจสูงสุดหรือผู้ออกหน้า ทั้ง 3 กรณีมีความแตกต่างในบางจุดเพราะมาจากบริบทที่แตกต่าง การนำเสนอให้ดูแตกต่าง

สนใจคลิกที่รูป
            ความจริงแล้วเผด็จการมีหลากหลายรูปแบบ ที่นำเสนอเป็นการยก 3 กรณีตัวอย่างเพื่อวิพากษ์ ให้เห็นภาพในอีกมุมหนึ่ง อาจเห็นว่าประชาธิปไตยหรือไม่เป็นก็ได้

            ในกรณีของสีจิ้นผิง สุดท้ายคนจีนจะเป็นผู้พิพากษาว่าการยกเลิกจำกัดวาระดีหรือไม่ ส่งเสริมให้สังคมรุ่งเรืองหรือตกต่ำลง คำว่าสังคมรุ่งเรืองหรือตกต่ำควรมองกรอบที่กว้าง เช่น ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เด็กๆ อยู่ในบ้านเปี่ยมรัก หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่มีอนาคต คนสูงวัยไม่ถูกทอดทิ้ง ทุกคนพัฒนาตัวเองตลอดชีวิต สังคมปลอดภัย เป็นพหุสังคม กำลังพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ควรตีกรอบแคบๆ ว่าคือมีตัวเลขรายได้สูง มีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านมากขึ้นเท่านั้น
            ไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยมแบบจีนหรือเป็นระบอบการปกครองแบบใดควรวัดความสำเร็จด้วยแนวทางเช่นนี้ หากทำเพื่อความสุขของประชาชนจริง เมื่อนั้นเผด็จการจะกลายเป็นราชาธิปไตยหรือรูปแบบการปกครองโดยคณะบุคคลที่น่าส่งเสริม
4 มีนาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7785 วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2561)
-----------------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
ขอเชิญเยี่ยมชมคอนโดมีการันตีผลตอบแทน 6 - 10% ต่อปี
ซื้อเพื่อลงทุนมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน
ด้วยเงื่อนไขพิเศษ
ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำอย่างเหลือเชื่อ
ราคาที่ยังเอื้อมถึง
คอนโดที่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ต้องเชื่อ ให้มาดู เรียนรู้ สัมผัสจริงด้วยตัวคุณเอง
โครงการมีระบบช่วยปล่อยเช่า ไม่เป็นภาระกับเราผู้ซื้อ การันตีผลตอบแทน 6 - 10% ต่อปี
สนใจ เดินทางมาเยี่ยมชมโครงการกับเรา
วันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. 2561 (เวลาอาจเปลี่ยนแปลง บริษัทมีทริปทุกสัปดาห์ ดู Google form เป็นหลัก)
เดินทางโดยรถตู้ ขั้นรถที่เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า บางนา กม.7 เวลา 8.30 น.
โทร 083-0725036 ไลน์ @7chanchai
หรือคลิ๊กลิงค์ ด้านล่างเลย
ฟรีตลอดรายการ ยกเว้นค่าอาหารกลางวันของตัวเอง


กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด ไม่ได้ขายสินค้า และไม่มีสินค้าให้ขาย ดังนั้น สมาชิกไม่ต้องขายสินค้า ไม่ต้องรักษายอด เพียงแค่ซื้อใช้สินค้าในชีวิตประจำวันก็จะได้แต้ม เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน
บรรณานุกรม :
1. China sets stage for Xi to stay in office indefinitely. (2018, February 25). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-china-politics/china-sets-stage-for-xi-to-stay-in-office-indefinitely-idUSKCN1G906W
2. China Moves to Let Xi Stay in Power by Abolishing Term Limit. (2018, February 25). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/02/25/world/asia/china-xi-jinping.html
3. China's Tourists Go Global, Smartphones in Hand. (2018, February 14). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/view/articles/2018-02-13/china-s-tourists-go-global-smartphones-in-hand
4. Dictator for life': Xi Jinping's power grab condemned as step towards tyranny. (2018, February 26). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2018/feb/26/xi-jinping-china-presidential-limit-scrap-dictator-for-life
5. Domhoff, G. William. (2006). Who Rules America? Power, Politics and Social Change ( 5th ed.) NY: McGrawHillm.
6. Full text: Donald Trump 2016 RNC draft speech transcript. (2016, July 21). Politico. Retrieved from http://www.politico.com/story/2016/07/full-transcript-donald-trump-nomination-acceptance-speech-at-rnc-225974
7. Grigsby, Ellen. (2012). Analyzing Politics: An Introduction to Political Science (5 Ed.). USA: Wadsworth.
8. Jie, Chen. (2013). A Middle Class Without Democracy: Economic Growth and the Prospects for Democratization in China. New York: Oxford University Press.
9. Kenez, Peter. (2006). A History of the Soviet Union from the Beginning to the End (2nd Ed.). New York: Cambridge University Press.
10. Kubicek, Paul James. (2011). Oligarchy. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.1141-1142). DC: CQ Press.
11. Lucas, Edward. (2008). The New Cold War: Putin's Russia and the Threat to the West. New York: Palgrave Macmillan.
12. Schwarz, Jon. (2015, July 31). Jimmy Carter: The U.S. Is an "Oligarchy With Unlimited Political Bribery". The Intercept. Retrieved from https://firstlook.org/theintercept/2015/07/30/jimmy-carter-u-s-oligarchy-unlimited-political-bribery/
13. ‘US political parties are history’. (2016, April 12). RT. Retrieved from https://www.rt.com/op-edge/339314-us-uprising-democracy-spring/
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
แนวทางของอัลซาดาร์ : มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน อัล-ซาดาร์ต่อต…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง อาจเรียกประเทศดังกล่าวว่าเป็น ‘ผู้รักษาสมดุล’ …