ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การตอบโต้จากจีนต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น

29 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6264 วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2556)
            เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นนำโดยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ประกาศแผนความมั่นคงชุดใหม่ ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับแรกของประเทศ แผนเพิ่มกำลังรบ 5 ปีและแนวปฏิบัติด้านการป้องกันประเทศระยะ 10 ปี (10-year defense guideline) โดยในระยะ 5 ปีข้างหน้าญี่ปุ่นจะซื้ออาวุธเพิ่ม 240,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่าอาวุธหลักที่ซื้อได้แก่อากาศยานไร้คนขับ Global Hawk จำนวน 3 ลำ ยานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก 52 คัน เฮลิคอปเตอร์ Osprey จำนวน 17 ลำ เรือดำน้ำ 5 ลำ และเครื่องบิน F-35 เพิ่มอีก 28 ลำ
            ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การมียุทธศาสตร์ความมั่นแห่งชาติฉบับแรก แต่อยู่ที่เนื้อหาของชุดแผนทั้งหมดอันสะท้อนนโยบายสายเหยี่ยวของนายกฯ อาเบะ ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเมื่อปลายปีที่แล้วว่าต้องการเพิ่มบทบาทกองทัพญี่ปุ่น เพิ่มงบประมาณกลาโหม อย่างสอดรับกับนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลโอบามา เป็นความร่วมมือทางด้านความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศกับมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีจีนเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก ทำให้รัฐบาลจีนออกมาตอบโต้

การตอบโต้จากจีน:
            รัฐบาลจีนได้ออกมาตอบโต้ในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้
            ประการแรก ย้ำเตือนให้ญี่ปุ่นพัฒนากองทัพเพื่อความสงบสุขของภูมิภาค
            “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” ระบุย้ำวัตถุประสงค์ว่าญี่ปุ่นต้องการสันติภาพ นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาญี่ปุ่นมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง ความมั่งคั่งของภูมิภาคและของโลก แต่ดูเหมือนว่าทางการจีนไม่ค่อยเชื่อเช่นนั้นและเรียกร้องให้ญี่ปุ่นดำเนินตามกระแสการพัฒนาเพื่อสันติ ความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย เคารพต่อประเด็นความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วยความยุติธรรมและสมเหตุผล เพื่อช่วยเสริมสร้างให้ภูมิภาคมีความสงบสุขและมีความมั่นคง
            มีการตั้งข้อสงสัยว่านโยบายบทบาทเชิงรุก (proactive) ของกองทัพ นโยบายส่งเสริมให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกอาวุธได้ง่ายขึ้น และการเพิ่มงบประมาณกลาโหม ทั้งหมดนี้กระทำเพื่อหวังสันติภาพหรือเป็นการข่มขู่คุกคามเพื่อนบ้าน นายหรวน จงเจ๋อ (Ruan Zongze) จาก China Institute of International Studies เห็นว่ารัฐบาลอาเบะอาศัยจังหวะที่ความสัมพันธ์จีนกับญี่ปุ่นกำลังตึงเครียด ผ่านแผนความมั่นคงเพื่อเป็นชาติมหาอำนาจทางทหาร เป็นแผนการแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศที่นายกฯ อาเบะต้องการ ด้วยการอ้างภัยคุกคามจากจีน
            ความเห็นของนายหรวน จงเจ๋อมีส่วนถูก แต่ทั้งนี้การเป็นมหาอำนาจของญี่ปุ่นขึ้นกับความร่วมมือ การเห็นชอบจากรัฐบาลโอบามาด้วย ดังจะเห็นว่าแผนดังกล่าวเชื่อมโยงกับแผนความมั่นคงของสหรัฐ (ดังจะอธิบายต่อไป) อีกทั้งภายใต้กฎหมายปัจจุบันญี่ปุ่นปราศจากอาวุธบางประเภท เช่น อาวุธนิวเคลียร์ ความเป็นมหาอำนาจทางทหารของญี่ปุ่นจึงอยู่ในขอบเขตจำกัด

            ประการที่สอง ตอกย้ำประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นรุกรานชาติอื่นๆ
            ทางการจีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมรับและทบทวนประวัติศาสตร์ของตนด้วยความจริงใจ ความในที่แฝงอยู่คือรัฐบาลจีนต้องการเอ่ยถึงประวัติศาสตร์สมัยญี่ปุ่นรุกรานประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่สงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 เมื่อช่วงปี 1894-95 (First Sino-Japanese War) ที่ญี่ปุ่นรุกรานเกาหลี (ประเทศราชของจีน) เพราะต้องการครอบครองแหล่งแร่เหล็กกับถ่านหินของเกาหลี ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อพลังอำนาจของชาติ จากนั้นได้ทำสงครามกับจีนอีกหลายระลอกจนสามารถยึดครองแผ่นดินจีนได้ถึงครึ่งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
            นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นยังทำสงครามรุกรานเพื่อนบ้านในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อปกป้องเอเชียให้พ้นจากจักรวรรดินิยมตะวันตกและลัทธิคอมมิวนิสต์ (ที่ตามมาภายหลัง) พยายามสร้างวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา (The Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) ที่มีญี่ปุ่นเป็นแกนนำ
            รายละเอียดประวัติศาสตร์เหล่านี้มีทั้งเรื่องที่เป็นเรื่องจริงกับที่ยังถกเถียงอยู่ว่าฝ่ายใดผิดถูกอย่างไร เป็นธรรมดาของอาณาจักรเก่าแก่หลายร้อยหลายพันปีจะต้องมีประวัติศาสตร์การทำสงครามกับชนเผ่าหรือชนชาติอื่นๆ ให้คนปัจจุบันได้ศึกษาและซึมซับความรู้สึก ทัศนคติบางอย่าง แต่ใช่ว่าทุกคนในชาติไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือจีนจะเห็นด้วยกับนโยบายรุกรานต่างชาติของผู้นำประเทศเสมอไป บ่อยครั้งที่พบว่าประชาชนเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของผู้นำประเทศ เพื่อให้คนในชาตินับแสนนับล้านสนับสนุนและเข้าสู่สนามรบ
            อีกประเด็นที่ควรไตร่ตรองคือ เมื่อเทียบศักยภาพทางทหารของญี่ปุ่นในสมัยที่รุกรานเพื่อนบ้านกับศักยภาพทางทหารในปัจจุบัน นับว่าศักยภาพในปัจจุบันยังห่างไกลอดีตมาก อีกทั้งบริบทปัจจุบันแตกต่างจากยุคสมัยก่อน การยึดครองเพื่อนบ้านเป็นอาณานิคมไม่เป็นเรื่องที่ประชาคมโลกยอมรับอีกต่อไป (จะต้องใช้แนวทางใหม่ที่แนบเนียนกว่า) ญี่ปุ่นในปัจจุบันและอนาคตไม่จำต้องเป็นเหมือนเช่นอดีตเสมอไป หากต้องการกดขี่ขูดรีดจีนน่าจะเป็นการใช้วิถีทางอื่นๆ เป็นหลักมากกว่า

วิเคราะห์องค์รวม:
            การตอบโต้จากจีนต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น มีแง่มุมที่ควรวิเคราะห์เพิ่มเติมดังนี้
            ประการแรก จีนจะตอบโต้หรือไม่ อย่างไร
            ประเด็นแรกที่ควรคิดคือ รัฐบาลจีนจะตอบสนองต่อชุดแผนความมั่นคงดังกล่าวอย่างไร เมื่อญี่ปุ่นเพิ่มบทบาทกองทัพ เสริมขีดความสามารถทางทหาร จีนจะใช้เรื่องเหล่านี้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มอีกหลายลำหรือไม่ จะสั่งซื้อขีปนาวุธรุ่นล่าสุดจากรัสเซียเพิ่มเติมหรือเปล่า 5 ปีต่อจากนี้ทางการจีนจะมีข้ออ้างเพิ่มกำลังรบเนื่องจากญี่ปุ่นเพิ่มกำลังรบ
            แม้ว่าคำตอบของเรื่องนี้คือจีนคงไม่คิดตอบโต้ด้วยการแข่งขันสะสมอาวุธอย่างเอาเป็นเอาตาย เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลจีนยังอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ให้ประชาชนมีกินมีใช้ มีความสุขตามสมควร ค่อยๆ พัฒนาประเทศไปข้างหน้า พร้อมกับแก้ปัญหาภายใน โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งของบางชาติพันธุ์ การคอร์รัปชันที่ขยายวงกว้างและหยั่งรากลึก ปัญหาโครงสร้างสังคมจีนในระยะยาว
            ที่สุดแล้วนโยบายต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบสนองเป้าหมายภายในประเทศ รัฐบาลจีนหลายชุดที่ผ่านมาพยายามรักษาสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชาติตะวันตกและประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง วางข้อแม้ว่าต้องไม่ “ล้ำเส้น” ของกันและกัน แต่ไม่อาจห้ามวิวาทะหรือการเผชิญหน้าทางทหารที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในระยะนี้

            ประการที่สอง ญี่ปุ่นคุกคามจีนหรือจีนคุกคามญี่ปุ่น
            หน่วยงานความมั่นคงญี่ปุ่นมองว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาจีนได้ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจีนปิดบังไม่เปิดเผยข้อมูลว่าสะสมอาวุธชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ ทั้งยังเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่อง จีนเพิ่มปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นทั้งน่านน้ำน่านฟ้า ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างกว่าเดิมและล่วงล้ำเขตอธิปไตยญี่ปุ่น ปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์หมู่เกาะเซนกากุอาจกลายเป็นเหตุลุกลามบานปลายได้ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นกังวล กองทัพญี่ปุ่นจำต้องปรับปรุงให้พร้อมรับมือ
            มองในมุมจีน จีนถูกสหรัฐกับพันธมิตรคุกคามมานานแล้ว รัฐบาลอเมริกันหลายชุดต่างก็ประกาศว่าตนเป็นผู้จัดระเบียบโลก เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าสหรัฐคือผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากที่สุด ในยามนี้จีนกำลังลุกขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคอีกครั้ง กำลังปรับปรุงระเบียบโลกใหม่ไม่ให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐเพียงฝ่ายเดียว ถ้าวิเคราะห์ภายใต้มุมมองนี้เท่ากับว่าญี่ปุ่นกำลังช่วยสหรัฐให้เป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งในภูมิภาคต่อไป รัฐบาลอาเบะต้องการมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าเหนือภูมิภาคผ่านความร่วมมือกับสหรัฐ
            หากวิเคราะห์บนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติและถ้ามองว่าจีนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องสรุปว่าจีนเป็นฝ่ายถูกคุกคามเรื่อยมา ข้อโต้แย้งคือสหรัฐกับญี่ปุ่นเห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติของตนกำลังถูกบั่นทอนเหลือน้อยลงกว่าเดิม จีนที่กำลังก้าวขึ้นมาจึงเป็นฝ่ายคุกคาม

            ประการที่สาม สหรัฐผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงในภูมิภาค
            การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ความมั่นคงญี่ปุ่นต้องมองให้เห็นถึงความร่วมมือกับสหรัฐ เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วสหรัฐคือตัวแสดงหลักที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ชุดแผนความมั่นคงของญี่ปุ่นสอดรับกับนโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่อภูมิภาค สอดรับกับยุทธศาสตร์แม่บท “pivot to Asia” ของรัฐบาลโอบามา ข้อสังเกตสำคัญอีกข้อคืออาวุธหลักที่ญี่ปุ่นวางแผนจะซื้อเพิ่มเติมทั้งหมดติดตรา MADE IN USA ทั้งสิ้น ล้วนเป็นอาวุธรุ่นใหม่ล่าสุดที่พันธมิตรชั้นเยี่ยมของสหรัฐเท่านั้นจึงจะได้สิทธิ์ครอบครอง
            และเป็นการตอกย้ำว่าสหรัฐมีนโยบายความมั่นคงเชื่อมโยงประสานกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ มีฐานทัพของตนในมิตรประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะกวม มีกองเรือที่ 7 ที่ประจำการในน่านน้ำแปซิฟิก ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีการวางกำลังรบที่ครอบคลุมมากขนาดนี้อีกแล้ว
            ดังนั้น หากจีนจะตอบโต้ก็น่าจะตอบโต้สหรัฐเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายหรือรูปธรรมต่างๆ (การขายอาวุธแก่ญี่ปุ่นกับมิตรประเทศอื่นๆ การประจำการกองทหารในพื้นที่ต่างๆ)

            นักวิชาการหลายคนแสดงทัศนะว่าสิ่งที่จีนเรียนรู้จากการเป็นขี้โรคแห่งเอเชีย การถูกชาติมหาอำนาจรุกรานในยุคล่าอาณานิคมคือ ไม่มีสิ่งใดสามารถช่วยประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด หลักการหรือสนธิสัญญา ในความสัมพันธ์กับต่างประเทศไม่ว่าจะต่อชาติที่เป็นมิตรหรือศัตรู ความสามารถในการยืนด้วยลำแข้งของตนเองคือเรื่องสำคัญที่สุด การจะพูดคุยด้วยหลักเหตุผลเป็นเรื่องดี แต่ใช่ว่าทุกคนจะยึดเหตุผลเสมอ ใช่ว่าการตัดสินใจในทุกนโยบายจะยึดหลักสันติภาพ ความสงบสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอไป เหล่านี้มีหลักฐานปรากฏเห็นชัดมากมายแม้กระทั่งทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่สังคมต้องตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก อยู่ในสภาพพร้อมรับมือพร้อมเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ไม่ควรให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
เดือนกันยายที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบที่ทางการญี่ปุ่นซื้อเกาะ 3 เกาะของหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู ณ วันนี้ทั้งสองประเทศยังยืนยังอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะดังกล่าว พร้อมกับระมัดระวังที่ไม่ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรงบานปลายด้วยทั้งสองฝ่ายตระหนักผลเสียที่จะเกิดขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันของทั้งสองประเทศต่างเร่งระดมขยายขีดความสามารถทางการทหาร และผูกโยงกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ในอนาคตเชื่อว่าญี่ปุ่นจะต้องเพิ่มกำลังรบและแสดงบทบาทมากขึ้น ด้วยสามเหตุผลหลักคือ เหตุผลด้านความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อำนาจการรบของจีนที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนกำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากสหรัฐฯ เลือกที่จะให้ญี่ปุ่นมีบทบาทมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายหรือเชิงยุทธวิธี ณ วันนี้จนถึงอีกหลายทศวรรษจากนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นเวทีการประชันกำลังของชาติมหาอำนาจกับอีกหลายประเทศ 

บรรณานุกรม:
1. Kerry says U.S. backs Japan's military buildup. Japan Today/AFP. http://www.japantoday.com/category/politics/view/kerry-says-u-s-backs-japans-military-buildup. 18 December 2013.
2. China urges Japan to respect regional security concerns. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-12/17/c_132975414.htm. 17 December 2013.
3. Tokyo's agenda meets with alarm. China Daily. http://www.chinadaily.com.cn/world/2013-12/18/content_17180849.htm. 18 December 2013.
4. Utley, Freda. 1939. China at War 1938. London: Faber and Faber Limited.
5. Wright, David Curtis. 2011. The History of China. Second edition. USA: Greenwood.
------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…