ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การพบปะของ 2 ประธานาธิบดีจีนกับไต้หวัน

8 พฤศจิกายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6941 วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้พบปะประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว (Ma Ying-jeou) แห่งไต้หวันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา 2 ผู้นำได้จับมือทักทายด้วยรอยยิ้ม พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่าย เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อตุลาคม 1949 (ราว 66 ปี) หรือนับตั้งแต่ฝ่ายพรรคชาตินิยม (ก๊กมินตั๋ง) พ่ายแพ้กองทัพแดงของเหมา เจ๋อตงถอยมาปักหลักที่ไต้หวัน
            เนื่องจากเป็นการพบปะครั้งแรก จึงเน้นสร้างความประทับที่ดีต่อกัน ประกาศล่วงหน้าว่าไม่มีการลงนามข้อตกลงใดๆ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องตกลงเจรจารวมประเทศ ในขณะที่มีคำถามจากพรรคฝ่ายค้าน Democratic Progressive Party’s (DPP) ว่าประธานาธิบดีหม่าจะไป “ขายไต้หวัน” หรือไม่

การพบปะในอดีต การปูทาง :
            การพบปะของ 2 ประธานาธิบดีถือว่าผลงานของรัฐบาลหม่าที่ปูทางหลายปีเพื่อให้เกิดวาระนี้
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลไทเป เนื่องจากไม่ยอมรับว่ารัฐบาลไทเปเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม เป็นพวกกบฏไปตั้งมั่นเกาะไต้หวันซึ่งจีนถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งมาโดยตลอด
            ที่ผ่านมา 2 ฝ่ายจะพูดคุยผ่านบุคคลที่ไม่นับว่าเป็นข้าราชการหรือคนของทางการเต็มตัว แต่ด้วยการติดต่อสัมพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นหากจะใช้ช่องทางเดิมย่อมดำเนินต่อไปได้
            แต่การพบปะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ระหว่างเจ้าหน้าที่ตัวแทนรัฐบาลจีนกับไต้หวัน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ “ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ “ของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีค่าเท่ากับรัฐบาลปักกิ่งยอมรับรัฐบาลไทเปในระดับหนึ่ง แม้ว่าสื่อ Xinhua กับสื่ออื่นๆ ของจีนจะเรียกตัวแทนฝ่ายไต้หวันว่าเป็น “ประธานคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของฝ่ายไต้หวัน” (head of the Mainland Affairs Council on the Taiwan side) การเรียกเช่นนี้ชี้ว่ารัฐบาลจีนยังไม่ได้ยอมรับอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งมีชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐจีน (Republic of China)
            อย่างไรก็ตาม การยอมรับฐานะ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ไต้หวัน นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่รัฐบาลจีนเริ่มแสดงท่าทีบางอย่าง “ยอมรับ” รัฐบาลไทเปมากขึ้น และเมื่อมีการพบปะอย่างเป็นทางการครั้งแรกย่อมน่าจะมีครั้งต่อๆ ไป กลายเป็นการติดต่อระหว่าง “ฝ่ายราชการ” กับ “ฝ่ายราชการ”
            และปูทางสู่การพบปะของ 2 ผู้นำในครั้งนี้

วิเคราะห์ :
            ประการแรก ผลประโยชน์ที่รัฐบาลหม่าได้
            รัฐบาลหม่ามีนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน การลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ฝ่าย สร้างประโยชน์แก่ไต้หวันมากมาย เช่น ไม่ต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเร่งสร้างพลังอำนาจทหารให้ทัดเทียมจีนเป็นเรื่องที่ไปไม่ได้ นับวันกองทัพจีนมีความทันสมัย มีพลังอำนาจเหนือไต้หวัน
ที่สำคัญกว่าคือไม่ทำลายบรรยากาศการค้าการลงทุน
นับวันเศรษฐกิจ 2 ประเทศพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างมาก บริษัทไต้หวันจำนวนมากเคลื่อนย้ายโรงงานไปที่จีน สื่อไต้หวันรายงานว่าในปี 2012 มีนักธุรกิจไต้หวันราว 2 ล้านคนกำลังทำธุรกิจในจีน ในจำนวนนี้ราว 8 แสนคนทำงานและอาศัยที่เมืองเซี่ยงไฮ้
            รัฐบาลไต้หวันจึงไม่เสี่ยงให้ประชาชนของตนประท้วงรัฐบาลตนเอง จะรวมชาติหรือไม่นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ความสำคัญกว่าคือไม่กระทบต่อการค้าการลงทุน แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้าน DPP ที่แสดงท่าทีต่อต้านนโยบายรวมชาติ

            ประการที่ 2 สิ่งที่คนไต้หวันต้องการ
            ย้อนหลัง 30-40 ปี รัฐบาลไต้หวันยังปลูกฝังเยาวชนให้กลับไปกู้ชาติ หวังว่าสักวันหนึ่งจีนจะกลายเป็นประเทศหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองที่นำโดยรัฐบาลไต้หวัน ความฝันนี้นับวันจะเลือนราง ที่สำคัญคือขัดแย้งกับความต้องการของคนไต้หวันที่มุ่งสนใจเรื่องปากท้องมากกว่าทุกสิ่ง หวังใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ล้อมรอบด้วยความสุขจากวัตถุ
            คนไต้หวันต้องการให้ 2 ฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีต่อกัน การเมืองระหว่างประเทศสนับสนุนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กังวลว่าหากรวมประเทศหรือเป็น “1 ประเทศ 2 ระบบ” พวกเขายังจะสามารถดำเนินชีวิตมีความสุขดังเดิมหรือไม่
            ถ้าพูดจากมุมคนไต้หวัน พวกเขาหวังว่าความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายอยู่ในกรอบดังกล่าว นักการเมืองไต้หวันอาศัยเรื่องนี้โจมตีอีกฝ่าย ดึงประชาชนให้สนับสนุนตน

            ประการที่ 3 ผลประโยชน์ของจีน
ในปี 1992 รัฐบาลจีนประกาศนโยบาย “1 ประเทศ 2 ระบบ” (one country, two systems) ยอมให้ไต้หวันรวมชาติกับจีน ด้วยการที่ไต้หวันมีระบบการเมืองการปกครองของตนเอง (ทำนองคล้ายฮ่องกง)
            นับเป็นนโยบายที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ยอมให้ไต้หวันปกครองตนเองในระดับหนึ่ง ผลประโยชน์ใหญ่หลวงที่ได้คือท่าทีของจีนต่อการลดความขัดแย้งเรื่องรวมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันจะเป็นกรณีตัวอย่างที่ประชาคมโลกกำลังเฝ้าจับตาว่าจะจีนจะใช้กำลังเพื่อหักเอาไต้หวันกลับคืนหรือไม่ หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนไม่ได้ทำเช่นนั้นเนื่องจากไต้หวันไม่ล่วงล้ำเส้นต้องห้าม ไม่ประกาศเป็นรัฐอธิปไตย
            ขอเพียงไต้หวันไม่ล่วงล้ำเส้นต้องห้าม ฐานะของจีนในเวทีโลกจะโดดเด่น ลดการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ
            การพบปะของ 2 ผู้นำแม้จะยังห่างไกลจากการรวมประเทศ แต่ได้แสดงอีกครั้งให้เห็นว่าที่สุดแล้ว ปัญหาสงครามกลางเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเจรจา ความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ รัฐบาลจีนได้แสดงอีกครั้งว่ายืนยันจุดยืนเช่นนี้

ข้อเสนอทางออก :
            ท่าทีของพรรค Democratic Progressive Party (DPP) แม้เห็นด้วยกับหลักการจีนเดียว แต่ต่างกันในรายละเอียด คุณไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ผู้นำพรรค DPP และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน เคยแสดงความเห็นว่าไต้หวันยังต้องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป ความสัมพันธ์กับจีนต้องเกื้อหนุนความมั่นคงและเสถียรภาพภูมิภาค เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ฝ่ายจริงๆ
            ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าไช่ อิงเหวินจะชนะการเลือกตั้งในต้นปีหน้า (2016) นั่นหมายความว่าเส้นทางการรวมประเทศจะ “ดูเหมือนถอยห่าง” ออกไปอีกระยะหนึ่ง

            แต่ถ้าจะมององค์รวม ไต้หวันควรยอมรับว่าไม่อาจกลับไปกู้ชาติได้อีกแล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่จะอยู่ร่วมกับจีนอย่างไร

            ส่วนฝ่ายจีนควรมองว่าลำพังไต้หวันไม่เป็นภัยคุกคามทางทหาร ถ้าจะเป็นก็เนื่องจากสามารถดึงสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่โอกาสที่จะดึงสหรัฐเข้ามาพัวพันกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตนับวันจะลดน้อยลง เนื่องจากคนไต้หวันสนใจเรื่องทำมาหากิน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าการเรื่องกู้ชาติ รัฐบาลจีนเป็นฝ่ายย้ำเตือนประชาคมโลกอยู่เสมอว่าจีนในยุคโลกาภิวัตน์ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพราะหากนานาชาติคว่ำบาตร ไม่ลงทุน ไม่ค้าขายกับจีนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
            หากจีนต้องการรุกคืบ การขยายการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่ได้ประโยชน์มากกว่า ดูนุ่มนวลละมุนละไมมากกว่า และกำลังมุ่งสู่ทางทิศนี้ เศรษฐกิจ 2 ประเทศนับวันจะผูกพันเชื่อมโยง ไม่ว่า DPP จะมองว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่ก็ตาม

            ส่วนรัฐบาลสหรัฐถ้าจะหาเรื่องจีน มีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่ามาก ประเด็นความมั่นคงของไต้หวันกลายเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับทะเลจีนใต้ที่กว้างใหญ่ มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าหลายเท่า

ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า “เป็นเวลา 66 ปีแล้วนับจากฝ่ายชาตินิยมถอยร่นมาปักหลักที่เกาะไต้หวัน ณ วันนี้ ผลจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ยังเป็นมรดกตกทอดจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน เรื่องความแตกต่างทางการเมืองการปกครองยังเป็นประเด็นที่ต้องถกกันต่อไป ทางออกที่ดีอาจเป็นการปล่อยให้คนรุ่นหลานรุ่นเหลนในอนาคตเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินใจอาจเป็นเรื่องง่าย เพราะอยู่ภายใต้บริบทที่เอื้ออำนวย คนไต้หวันกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ใครอื่นไกล ตามหลักรัฐชาติ (Nation-state) สมัยใหม่ถือว่าคนชาติ (nation) เดียวกัน การรวมตัวแล้วแยกออก การแยกออกแล้วรวมตัวกันใหม่ เป็นเรื่องปกติของความเป็นไปในโลกนี้”
            สัญญาณการรวมตัวกำลังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คนไต้หวันนับล้านที่ไปทำงานลงทุนในประเทศจีนซื้อบ้านใกล้กับโรงงานของพวกเขา บางคนแต่งงานกับคนจีนแผ่นดินใหญ่มีลูกมีหลาน นี่คือการรวม 2 ประเทศที่กำลังเกิดขึ้นจริง ตรงกับที่ประธานาธิบดีหม่าพูดต่อหน้าประธานาธิบดีสีเปรียบเปรยความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายว่า “เลือดย่อมเข้มกว่าน้ำ”

การพบปะระหว่าง 2 ผู้นำครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจากฝ่ายต่อต้าน บางคนเห็นว่าประธานาธิบดีหม่าทำเพื่อให้ชื่อตัวเองถูกจารึกในประวัติศาสตร์เท่านั้น ซึ่งท่านก็ยอมรับว่าจะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เป็นความสำเร็จที่ผ่านปูทางไว้ถึง 7 ปี อันที่จริงท่านหวังว่าจะพบผู้นำจีนตั้งแต่การประชุมเอเปกเมื่อปี 2013
ไม่ว่าประธานาธิบดีหม่าจะมีเป้าหมายกี่ประการ การพบปะของ 2 ผู้นำเป็นอีกขั้นของการสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ว่าจะได้รวมประเทศหรือไม่ก็ตาม นี่คือประโยชน์ที่ได้ คือสิ่งที่ผู้นำควรทำมิใช่หรือ
และโลกจะจับตามองว่าจีนจะสร้างอนาคตที่สวยงามแก่ชนรุ่นหลังดังคำที่พูดต่อหน้าประธานาธิบดีหม่าหรือไม่
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
เป็นครั้งแรกใน 65 ปีที่เจ้าหน้าที่รัฐไต้หวันกับเจ้าหน้าที่รัฐจีนได้ประชุมหารืออย่างเป็นทางการ หลังจาก 2 ฝ่ายได้กระชับความสัมพันธ์ในหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นถกเถียงลึกๆ ยังเป็นเรื่องการรวมชาติ แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์มาโดยตลอด และเห็นว่าควรกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่านี้ แม้ว่าไต้หวันจะเป็นผู้ออกหน้าก็ตาม

บรรณานุกรม:
1. Chiao, Yuan-Ming. (2015, November 6). Ma touts meeting as "bridge building” for his successor. The China Post. Retrieved from http://www.chinapost.com.tw/taiwan/china-taiwan-relations/ bottom 2015/11/06/450228/Ma-touts.htm
2. China's line. (2015, March 17). The Economist. Retrieved from http://www.economist.com/news/china/21646571-chinese-leaders-send-warnings-taiwans-opposition-party-ahead-elections-next-year-chinas-bottom
3. Cross-Strait affairs chiefs hold first formal meeting. (2014, February 11). People’s Daily/Xinhua. Retrieved from http://english.peopledaily.com.cn/90785/8533026.html
4. Hsiao, Alison. (2015, November 6). MA-XI MEETING: DPP opposition to Ma-Xi exchange ‘inappropriate’. Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2015/11/06/2003631817
5. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
6. President Xi to meet Taiwan leader in Singapore. (2015, November 4). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-11/04/c_134780926.htm
7. Pu, Zhendong., & Zhao, Shengnan. (2014, February 11). Meeting heralds 'new model' for cross-Straits talk. China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/china/2014-02/11/content_17276099.htm
8. Ramzy, Austin. (2015, November 7). Presidents of China and Taiwan Shake Hands in First Ever Meeting. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/11/08/world/asia/presidents-china-taiwan-meet-shake-hands-singapore.html?_r=0
9. Wang, Jenn-hwan (2006). Sovereignty, survival, and the transformation of the Taiwan state. In State Making in Asia. (pp.94-112). Oxon: Routledge.
10. Zhang, Qingmin. (2011). China’s Diplomacy. Singapore: Cengage Learning Asia.
---------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย
อุดมการณ์ทางการเมือง
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามนั้น อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ 1.4.สมเกียรติ วันท…