ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

70 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนยืนเคียงคู่รัสเซีย (1)

10 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6759 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2155050)

            ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางไปมอสโกเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานครบรอบ 70 ปีฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรำลึกประวัติศาสตร์ การเสียสละของทหารหาญ ความต้องการสันติภาพ ปรารถนาอนาคตที่สดใส
            สำหรับประธานาธิบดีปูตินวันที่ 9 พฤษภาคมเป็นวันสำคัญที่ยิ่ง แม้จะผ่านมาแล้ว 7 ทศวรรษชาวรัสเซียยังคงจดจำชัยชนะในคราวนั้น ต้องการแสดงความเคารพต่อคนสมัยนั้นที่สามารถเอาชนะนาซี ด้วยชีวิตของชาวรัสเซียราว 27 ล้านชีวิต

มองประวัติศาสตร์รอบด้าน :
ตำราตะวันตกจะระบุว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มเมื่อเยอรมนียกกองทัพบุกโจมตีโปแลนด์อย่างสายฟ้าแลบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 1939 สงครามกินเวลา 6 ปี (1939-1945) มีประเทศเกี่ยวข้องโดยตรงกว่า 60 ประเทศ ผู้คนราว 2,000 ล้านคน หรือร้อยละ 80 ของจำนวนประชากรในสมัยนั้น ผลของสงครามคร่าชีวิตผู้คน 60 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 เป็นพลเรือน
            มองฝั่งรัสเซีย
            เรื่องน่าสนใจที่ควรเอ่ยถึงคือในสมัยนั้นสหภาพโซเวียตนำโดยโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ยังวุ่นอยู่กับการปฏิรูปประเทศ ต่อต้านนายทุน ต่อมาเห็นว่านาซีเป็นภัยคุกคามต่อสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ไปจับมือค่ายทุนนิยมประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านนาซีกับพวกฟาสซิสต์ ในช่วงนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ชูนโยบายร่วมมือกับ “พวกประชาธิปไตยที่รักสันติ” (peace-loving democratic forces) เพื่อต้านศัตรูร่วม
            ด้านฝ่ายอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้งสหรัฐต่างเห็นดีเห็นงามด้วย
            (คอมมิวนิสต์รัสเซียจึงสามารถร่วมมือกับทุนนิยมตะวันตกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อคอมมิวนิสต์จีนจับมือทุนนิยมตะวันตกต้านคอมมิวนิสต์รัสเซียในช่วงสงครามเย็น)
            ในช่วงแรกเยอรมนีมุ่งรบทางฝั่งตะวันตก หลังจากบุกยึดโปแลนด์และอีกหลายประเทศ เยอรมนีบุกโจมตีสหภาพโซเวียตในวันที่ 22 มิถุนายน 1941 สงครามสิ้นสุดด้วยนาซีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สหภาพโซเวียตเป็นฝ่ายชนะแต่เสียหายหนัก กลายเป็นความกลัวอย่างหนึ่งของรัสเซียมีผลต่อการดำเนินนโยบายในเวลาต่อมา

            มองฝั่งจีน
            ด้านจีนนั้น ตำราจีนจะอ้างว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ของตนเริ่มตั้งแต่กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นเปิดสงครามรุกรานจีนเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1937 สงครามขยายตัวเรื่อยจนญี่ปุ่นต้องส่งทหารกว่า 1 ล้านคน (หรือราว 2 ใน 3 ของทหารทั้งหมด) ทำสงครามกับจีน ข้อมูลจีนระบุว่าเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้มีทหารญี่ปุ่นราว 1,280,000 คนอยู่ในสมรภูมิจีน
            การถือว่าจีนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อใดจึงยังไม่มีข้อสรุปที่ยอมรับทั่วไป ความจริงอีกด้านคือญี่ปุ่นรุกรานจีนมานานแล้ว ไม่ใช่เริ่มต้นเมื่อ 1937 ในปี 1931 ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรียของจีน ในสมัยนั้นมีสันนิบาตชาติ (League of Nations, 1920-46) ที่ตั้งเป้าดูแลประเด็นความมั่นคงโลก แต่เมื่อญี่ปุ่นยึดครองแมนจูเรีย ชาติมหาอำนาจยุโรปไม่เห็นความสำคัญ ไม่คิดว่าเป็นผลประโยชน์ของตนที่จะต่อต้านญี่ปุ่น สันนิบาตชาติได้แต่เรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนตัวแต่ไม่ทำอะไรมากกว่านั้น ญี่ปุ่นโต้กลับด้วยการถอนตัวออกจากสันนิบาตชาติ
            ถ้าจะพูดให้กว้างกว่านี้ ญี่ปุ่นรุกรานจีนด้วยกระแสลัทธิล่าอาณานิคม จักรวรรดินิยมในยุคนั้น ถ้ายึดกรอบนี้ ญี่ปุ่นเริ่มรุกรานจีนเพื่อขยายดินแดนครั้งแรกในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 (First Sino- Japanese War) ในช่วงปี 1894-95 ญี่ปุ่นต้องการครอบครองแหล่งแร่เหล็กกับถ่านหินของเกาหลี ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อพลังความมั่นคงของชาติ
            รัฐบาลเกาหลีขอความช่วยเหลือจากจีนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช กองทัพจีนแม้มีจำนวนมากกว่าไม่อาจต้านกองทัพญี่ปุ่นที่ทันสมัยกว่า ญี่ปุ่นสามารถยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของกองทัพจีน
            ความพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่น ทำให้ชาวจีนรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรคนจีนมักถือว่าตนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าญี่ปุ่นเสมอมา
            10 ปีต่อมา กองทัพญี่ปุ่นปะทะกองทัพโซเวียตเพื่อแย่งชิงปกครองพื้นที่แมนจูเรียกับเกาหลี เกิดสงคราม “Russo-Japanese War 1904-05” ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะสามารถยึดครองพื้นที่เกาหลีและแมนจูเรียบางส่วน ชัยชนะครั้งนี้ สร้างขวัญกำลังใจแก่คนญี่ปุ่น กลายเป็นชาติมหาอำนาจของเอเชียในต้นศตวรรษที่ 20
            ความสำเร็จเหล่านี้สร้างความฮึกเหิมอย่างมากแก่ญี่ปุ่น นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่กองทัพญี่ปุ่นสะสมกำลังเพื่อเตรียมรุกรานภาคกลางของจีนในปี 1937 และเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด
            และถ้าจะพูดเรื่องกระแสลัทธิล่าอาณานิคมในยุคนั้นให้กว้างที่สุด ญี่ปุ่นไม่ใช่ชาติเดียวที่รุกรานกดขี่ข่มเหงชาวจีน แต่เป็นชาติเอเชียเพียงชาติเดียวที่ทำเช่นนี้ ที่เหลือเป็นพวกตะวันตกทั้งหมด รวมทั้งโซเวียตรัสเซีย

วิเคราะห์องค์รวม :
            ถ้ามองมากกว่างานฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประเด็นควรเอ่ยถึงดังนี้
            ประการแรก ขั้ว
ผู้นำประเทศที่เข้าร่วมงานคือการแสดงตัวว่าเป็นพันธมิตร มิตรประเทศใกล้ชิดรัสเซีย ทางการรัสเซียรายงานว่าจะมีผู้นำประเทศเข้าร่วมประมาณ 20 ชาติ ส่วนผู้นำตะวันตกไม่ร่วมงานหลายปีแล้ว อย่างมากส่งตัวแทนระดับรัฐมนตรีหรือทูตไปร่วมงาน
            1.1 ขั้ว “รัสเซีย-จีน”
            ประธานาธิบดีสีกล่าวว่าการร่วมเฉลิมฉลองเป็นการรำลึกอดีต  “มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สงครามที่เริ่มต้นจากลัทธิฟาสซิสต์ (Fascism) และลัทธิทหารสร้างหายนะและโศกนาฏกรรมต่อประเทศเอเชียและยุโรปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” จีนกับรัสเซียและอีกหลายประเทศเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเหล่านั้น จีนกับรัสเซียได้ร่วมกันยืนหยัดต่อสู้ลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิทหาร
 “หลายทศวรรษแล้ว ที่ชาติจีนกับรัสเซียได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข” “วันนี้ ประชาชน 2 ชาติจะร่วมก้าวไปข้างหน้า รักษาสันติภาพ ส่งเสริมการพัฒนา และสนับสนุนสันติภาพโลกอย่างต่อเนื่องและความก้าวหน้าของมนุษยชาติ”
            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวต่อประธานาธิบดีสีในทำนองเดียวกันว่า “ตอนนี้ เราทั้งสองยืนเคียงคู่ต่อต้านความพยายามที่จะรื้อฟื้นลัทธินาซีและลัทธิทหาร และความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์”
            ถ้าอธิบายอีกมุม มองว่าเป็นเรื่องปัจจุบันและอนาคต อาจตีความว่าคือการแสดงออกว่ารัฐบาลจีนยืนเคียงข้างรัสเซียเพื่อเผชิญภัยคุกคามต่างๆ ที่รัสเซีย จีน หรือทั้ง 2 ประเทศกำลังร่วมเผชิญอยู่ แสดงถึงการเป็นพันธมิตรใกล้ชิด หรืออาจเรียกว่าเป็นขั้ว “รัสเซีย-จีน” ก็ได้ ไม่ว่าจะประกาศชัดต่อสาธารณะหรือไม่ พฤติกรรมที่แสดงออกตีความได้เช่นนั้น

            1.2 อเมริกาผู้นิยมแบ่งขั้ว-เลือกข้าง
            ตรงข้ามกับรัฐบาลอเมริกันที่นิยมประกาศการเป็น “ขั้ว” ไม่ว่าจะใช้คำนี้หรือไม่
            ในยุคสงครามเย็น (Cold War) ฝ่ายที่เรียกตนเองว่าโลกเสรีประชาธิปไตย เรียกร้องให้บรรดาประเทศทั้งหลายอยู่ข้างตนต่อต้านลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต้องประชุมหารือ ประกาศเจตนารมณ์ขอให้ชาติต่างๆ อยู่ร่วมกันด้วยสันติ ปลดแอกจากความเป็นเจ้าของชาติมหาอำนาจ ไม่ฝักฝ่ายมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เรียกร้องการอยู่ร่วมอย่างพี่น้อง เกิด “กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (Non-Aligned Movement: NAM)
            แนวคิดของ NAM น่าสนใจมาก เป็นการตั้งคำถามว่าในฐานะรัฐอธิปไตยจำต้องเลือกข้างระหว่างชาติมหาอำนาจหรือไม่ จะขออยู่เป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้หรือ

            เมื่อสิ้นสงครามเย็น หลายคนคิดว่าโลกน่าจะเข้าสู่ภาวะสงบสุข ไม่ต้องหวั่นเกรงสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกอีก แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ 9/11 ผลลัพธ์ที่ได้สหรัฐยังคงอยู่ดีต่อไป ที่สำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนั้น ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ประกาศให้ “เลือกข้าง” ประเทศที่ไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อต้านผู้ก่อการร้าย ถือว่าประเทศนั้นเป็นศัตรู
            ในแง่มุมหนึ่งเท่ากับเป็นการตัดทอนสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียกับจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สหรัฐกับญี่ปุ่นเพิ่งลงนามข้อตกลงแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” (Guidelines for U.S.-Japan Defense Cooperation) เป็นอีกสิ่งที่ตอกย้ำการแบ่งขั้ว-เลือกข้างในระดับภูมิภาคและระดับโลก
โลกกำลังเข้าสู่การแบ่งขั้ว-เลือกข้างอย่างรุนแรงหรือไม่

            ประการที่ 2 จีน-รัสเซียไม่ได้ญาติดีเสมอไป
            ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีเช่นนี้ ฝ่ายชนะสงครามย่อมเอ่ยถึงแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่วาระที่จะเอ่ยเรื่องที่อาจดูไม่สร้างสรรค์ แต่ถ้าไม่มองอย่างรอบด้านก็เท่ากับเป็นการบิดเบือนหรือเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ด้วยการ “ไม่เอ่ยถึง” ทำให้ผู้คนรับรู้แต่เรื่องดีๆ หรือรับรู้เพียงบางด้าน ทุกปีที่เฉลิมฉลองก็พูดแต่เรื่องดีๆ จนในที่สุดไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องที่ตรงข้าม
            ดังที่ประธานาธิบดีสีกล่าวอย่างน่าคิดว่า “ถ้าเราลืมอดีตของเรา จิตและวิญญาณของเราจะหลงทางในความมืด” จีน “ต่อต้านความพยายามหรือการกระทำใดๆ ที่ปฏิเสธ บิดเบือนหรือแอบแก้ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2

            มีประวัติศาสตร์บางตอนที่ควรเอ่ยถึง คือเมื่อแรกจีนเริ่มปฏิวัติสังคมนิยมนั้น สหภาพโซเวียตให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่หลังเกิดเหตุตึงเครียดระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐในหลายเรื่อง รวมทั้ง “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” (Cuban Missle Crisis) เมื่อเดือนตุลาคม 1962 จนเกือบเกิดสงครามนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีนิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) เริ่มนโยบายปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐแต่กลายเป็นข้ออ้างให้ประธานเหมา เจ๋อตงปฏิเสธความเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต ในขณะที่สหภาพโซเวียตมองตนเป็นผู้นำการปฏิวัติอยู่เสมอ เกิดการโต้แย้งแนวทางปฏิวัติอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ทวิภาคีเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง โซเวียตเริ่มถอนความช่วยเหลือ ประธานเหมาตอบโต้ด้วยการประกาศพึ่งพาตนเอง คอมมิวนิสต์แตกออกเป็น 2 ค่าย
จากนั้นรัฐบาลสหรัฐเข้ามาจับมือจีนต้านสหภาพโซเวียต ถ้าจีนยึดมั่นว่าตนเป็นคอมมิวนิสต์แท้ เท่ากับว่าคอมมิวนิสต์แท้จับมือทุนนิยมแท้ต้านคอมมิวนิสต์ปลอม
วันนี้รัสเซียไม่ใช่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์อีกแล้ว กลับมาจับมือจีนอีกรอบ โดยไม่ต้องถกเถียงเรื่องคอมมิวนิสต์แท้-เทียมอีกต่อไป

            ประการที่ 3 วิพากษ์มหาอำนาจ
            มีประเด็นน่าคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสงครามอีกชนิดหนึ่งหรือไม่ แม้ยังไม่เป็น “สงครามร้อน” ระดับโลก
            อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่าปัจจุบันมีสงครามระหว่างรัสเซีย-จีนกับฝ่ายตรงข้ามก็ดูจะเป็นการตีความในมุมมองที่แคบเกินไป เพราะในความขัดแย้งมีความร่วมมือ ในพื้นที่ที่เกิดการปะทะด้วยอาวุธก็เกิดในพื้นที่นอกประเทศของตน
            แต่ประเทศนั้นๆ เสียหายหนัก ในเวลาไม่กี่ปีคนตายเป็นแสน บางแห่งกลายเป็นรัฐล้มเหลวหรือเกือบล้มเหลว สงครามกลางเมืองในบางประเทศมีกองกำลังติดอาวุธต่างชาติเข้าแทรกจนไม่รู้ว่าจะต้องรบไปอีกนานเพียงไร ต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ ระหว่างนี้พลเรือนหลายล้านคนต้องอพยพจากบ้านเรือนไปค่ายผู้ลี้ภัย โดยไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ อนาคตของตนและลูกหลานจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็นคนไร้รัฐหรือไม่
            นี่เป็นเหตุการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้น ณ วันนี้ เป็นความขัดแย้งที่บรรดาชาติมหาอำนาจเข้าไปพัวพันด้วย
            เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาประเทศเล็กๆ ทั้งหลายควรตระหนัก ไม่ปล่อยให้ประเทศตัวเองเกิดความวุ่นวาย เปิดโอกาสให้ชาติมหาอำนาจเข้าแทรก คอยส่งอาวุธ กระสุนให้รบ จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ชาวบ้านคนธรรมดามีอาวุธสงครามประจำบ้านกันแทบทุกครัวเรือน

            การร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีสี บ่งบอกความหมายเชิงสัญลักษณ์แสดงถึงความใกล้ชิด ผู้นำประเทศที่มีหัวอกเดียวกัน
ในระดับประชาชน ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 มีแง่มุมให้พูดมากมาย หากมองเทียบกับปัจจุบันยิ่งมีประเด็นวิพากษ์ ให้ข้อคิด มีทั้งเรื่องดีเรื่องร้าย แต่ทั้งหมดควรเป็นบทเรียนเพื่อสร้างสรรค์ ดังเช่น 2 ผู้นำประกาศรำลึกประวัติศาสตร์เพื่อสันติภาพ การก้าวไปร่วมกัน พัฒนาไปด้วยกัน
            ตอนหน้าจะนำเสนอความร่วมมือระหว่างรัฐบาลปูตินกับรัฐบาลสี โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม มีผลไม่เฉพาะ 2 ประเทศแต่มีผลทั่วโลก
------------------ 

บทความที่เกี่ยวข้อง 
หลังการหารือระหว่างรัฐบาลโอบามากับอาเบะอยู่นานนับปี ในที่สุดความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารก็ปรากฎหลักฐานชัดเจนอีกครั้งด้วยแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” บัดนี้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” ญี่ปุ่นมีเป้าหมายออกไปปฏิบัติการทั่วโลกร่วมกับกองทัพอเมริกัน บางคนอาจตั้งคำถามว่าพื้นที่หรือสมรภูมิใดจะเป็นแห่งแรกที่กองทัพญี่ปุ่นจะออกไป “ป้องกันตนเองร่วม”

หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เป็นนิยามที่ไม่ครอบคลุม บิดเบือน จึงต้องกำหนดนิยามใหม่ อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือความเชื่อมโยงกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับบริบท

            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณนุกรม :
1. Backgrounder: Basic facts about European, Asian battlefields in WWII. (2015, May 5). China Daily/Xinhua. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/world/2015xiattendwwii/2015-05/08/content_20657517.htm
2. China’s WWII contributions long underestimated: experts. (2015, May 7). People’s Daily Online. Retrieved from http://en.people.cn/n/2015/0507/c98649-8888855.html
3. Cotterell, Arthur. (2011). Asia: A Concise History. Singapore: Wiley & Sons (Asia).
4. DK. (2010, April 17). BANDUNG SPIRIT. Retrieved from http://www.bandungspirit.org/spip.php?article4
4. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
5. Mitter, Rana. (2013). Forgotten Ally: China's World War II, 1937-1945. New York: Houghton Mifflin Harcourt.
6. Putin: Russia & China worst affected by WW2, reject rehabilitation of Nazism & militarism. (2015, May 8). RT. Retrieved from http://rt.com/news/256901-russia-china-ww2-history/
7. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
8. Spotlight: Xi lauds contributions of China, Russia to WWII victory. (2015, May 7). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-05/07/c_134219372.htm
9. Soares, John A. (2000). Cuban Missiles Crisis. In Showalter, Dennis ., & DuQuenoy, Paul. (Eds.), History in Dispute (Vol. 6. The Cold War, Second Series, pp.70-76). USA: St. James Press.
10. William J. Duiker. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
11. Wright, David Curtis. (2011). The History of China (2nd Ed.). USA: Greenwood.
---------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…