ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อำนาจต่อรองของเปียงยางที่ร่อยหรอลงทุกที

14 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย 
(ปรับปรุงแก้ไข 17 กุมภาพันธ์ 2013)  
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5946 วันพฤหัสที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556)
             เมื่อวันอังคาร (12 ก.พ.) ที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือประกาศผลสำเร็จในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ขนาดย่อส่วน เป็นการยืนยันความสำเร็จการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่สาม ก่อนหน้านี้ประสบผลสำเร็จมาแล้วสองครั้ง คือเมื่อปี 2006 กับ 2009
            หลายคนไม่แปลกใจกับการทดลองครั้งนี้ เนื่องจากสามสัปดาห์ก่อนทางการเปียงยางประกาศว่ามีแผนทดลองนิวเคลียร์และทดสอบการปล่อยจรวดเพิ่มเติมโดยมุ่งเป้าที่สหรัฐอเมริกา เพื่อตอบโต้สหประชาชาติขยายการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ เหตุที่คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติขยายมาตรการคว่ำบาตรเป็นผลจากกรณีเกาหลีเหนือปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียมที่ทางสหรัฐฯ กับพันธมิตรเชื่อว่าเป็นการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกล
            การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งนี้นอกจากประสบผลสำเร็จยังแสดงถึงความก้าวหน้าตรงที่มีขนาดความแรงถึง 6-7 กิโลตันมากกว่าการทดลองสองครั้งก่อน
            หากผนวกเรื่องนี้กับการปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียมอุนฮา-3 (Unha-3) เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะได้ขีปนาวุธพิสัยไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ทางการเปียงยางขู่มาโดยตลอดว่ามีไว้เพื่อต่อต้านสหรัฐฯ กับพันธมิตร ความน่าหวาดกลัวเรื่องการทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์ในสมัยสงครามเย็นผุดขึ้นมาทันที และที่น่ากลัวกว่านั้นคือหากเกาหลีเหนือพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่งอาจเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองและอาจขายต่อให้ประเทศอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ รวมทั้งกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ชิงชังสหรัฐฯ

            การวิเคราะห์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่าไพ่สองใบในมือของรัฐบาลเปียงยางนั้นทรงอานุภาพ แต่แท้ที่จริงแล้วเรื่องการทหารมีความซับซ้อนมากกว่าที่บางคนเข้าใจ ดังนี้
            ประการแรก ขีปนาวุธพิสัยไกลที่กำลังทดลองอยู่ในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ไม่มีความแน่นอน การทดสอบยิงในอดีตล้มเหลวหลายครั้ง ยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปีกว่าจะได้อาวุธที่เชื่อถือได้
            ประการที่สอง ขีปนาวุธรุ่นล่าสุดของเกาหลีเหนือใช้เทคโนโลยีสมัยเก่า ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงเหลว (สองท่อนแรกใช้เชื้อเพลิงเหลว ท่อนที่สามข้อมูลไม่ชัดเจน) จึงต้องใช้เวลาเติมเชื้อเพลิง ใช้เวลาเตรียมการหลายวันกว่าจะปล่อยจรวดได้ เป็นโอกาสให้อีกฝ่ายตรวจจับ หากสหรัฐฯ จับได้ว่าเกาหลีเหนือเตรียมยิงขีปนาวุธเหล่านี้เมื่อนั้นสหรัฐฯ อาจใช้วิธีชิงลงมือก่อน (pre-emptive) โจมตีทำลายขีปนาวุธเหล่านี้ก่อนถูกยิงออกไป
            ประการที่สาม ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ กับพันธมิตรคาบสมุทรเกาหลีในปัจจุบันมีความก้าวหน้ากว่าอดีตมาก เดิมสหรัฐฯ พัฒนาระบบป้องกันเหล่านี้เพื่อรับมือขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์หลายร้อยลูกจากอดีตสหภาพโซเวียตกับบริวารในยุคสงครามเย็น แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านสหรัฐฯ ยังคงพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธอย่างต่อเนื่องเพราะภัยอาวุธนิวเคลียร์ยังไม่สิ้นสุด ยังมีอีกหลายประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองรวมทั้งขีปนาวุธรุ่นล่าสุดของรัสเซียในปัจจุบัน ขีปนาวุธเหล่านี้มีขีดความสามารถสูงกว่าของเกาหลีเหนือแบบเทียบกันไม่ติด ดังนั้น ระบบป้องกันของสหรัฐฯ จึงน่าจะทำหน้าที่ได้อย่างดี

            ประการที่สี่ หากเกาหลีเหนือยิงใส่สหรัฐฯ จริง รัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมต้องประกาศทำสงครามกับเกาหลีเหนือทันที มีความชอบธรรมที่จะทำการรบจนกว่าจะโค่นล้มระบอบอำนาจเปียงยาง หรือแม้กระทั่งหากสหรัฐฯ เห็นว่าขีดความสามารถถึงขั้นเป็นภัยคุกคามแล้ว สหรัฐฯ อาจไม่ปล่อยจนถึงวันที่เกาหลีเหนือเตรียมยิงใส่ประเทศตน สงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อต้นทศวรรษ 1990 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีว่าอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชส่งกองทัพโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซ็นด้วยข้อหามีอาวุธนิวเคลียร์ที่จนปัจจุบันยังหาไม่พบ และข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกหลายข้อรวมทั้งสนับสนุนผู้ก่อการร้าย
            ดังนั้น ในอีกมุมมองหนึ่งจะเห็นว่าขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั้นยังไม่เป็นภัยคุกคามสักเท่าไหร่ และรัฐบาลเปียงยางจำต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบหากคิดจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองจริงเพราะอาจส่งผลต่อความมั่นคงของระบอบ
            ถ้าพิจารณาฉากทัศน์ที่ใกล้เข้ามา มีความเป็นไปได้ที่จีนจะเข้ามาห้ามปรามเกาหลีเหนือก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายถึงขั้นเกิดสงคราม นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป้าหมายของจีนคือต้องการให้คาบสมุทรเกาหลีคงสถานะปัจจุบันอย่างที่เป็นอยู่ ไม่อยากให้เกิดสงคราม ดังที่กระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้ “ทุกฝ่าย” หลีกเลี่ยงการทำให้ “ปัญหารุนแรงกว่าเดิม” มติขยายการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือล่าสุดของคณะมนตรีความมั่นด้วยคะแนนเอกฉันท์ 15-0 เป็นหลักฐานท่าทีของจีนที่ชัดเจน
            พฤติกรรมยั่วยุที่รัฐบาลเปียงยางสร้างขึ้นมีแต่สร้างความชอบธรรมให้สหรัฐฯ เข้ามายุ่มย่ามในย่านนี้มากขึ้น เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยวชินโซ อาเบะมีเหตุผลเพิ่มงบประมาณกลาโหม ผลลัพธ์คือจีนถูกปิดล้อมมากขึ้น สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นแสดงบทบาทมากกว่าแต่ก่อน จีนเป็นผู้เสียประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่ารัฐบาลเปียงยางเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
            พฤติกรรมยั่วยุของรัฐบาลเปียงยางจึงไม่เพียงเข้าทางสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ยังมีผลทำให้จีนไม่พอใจ เรียกว่ายิงธนูดอกเดียวได้นกถึงสองตัว กล่าวคือสามารถสร้างความไม่พอใจแก่ทั้งสหรัฐฯ กับจีนพร้อมๆ กัน
การวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณชนทั่วไปไม่อาจสรุปว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเกาหลีเหนือคืออะไร การวิเคราะห์ชั้นนี้เพียงแค่ชี้ให้เห็นว่าเกาหลีเหนือพยายามสร้างอำนาจต่อรองของตนโดยใช้ไพ่ในมือสองใบเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา แต่ไพ่สองใบนี้ใช้ไม่ได้ผลเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาตอบสนองโดยไม่ให้น้ำหนัก ไม่เห็นว่าเป็นคุกคามร้ายแรง ทั้งยังเห็นว่าพันธมิตรในย่านนี้มีขีดความสามารถการรบเพียงพอในการป้องปราม
            สุนทรพจน์ล่าสุดของประธานาธิบดีโอบามาในคำแถลงนโยบาย (State of the Union) ประจำปี 2013 (12 ก.พ.) ยืนยันแนวทางเดิมโดยกล่าวว่า “ขอให้ผู้ปกครองประเทศเกาหลีเหนือรู้ว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงความมั่งคั่งก็ต่อเมื่อทำตามข้อตกลงที่ให้สัญญากับนานาประเทศ การยั่วยุที่เราเห็น...มีแต่จะทำให้ถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น สหรัฐฯ ยืนยันที่จะยืนข้างพันธมิตรของเรา เสริมความเข้มแข็งระบบป้องกันขีปนาวุธและชี้นำโลกนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือภัยคุกคามเหล่านี้”
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้จึงร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ หลังสี่ปีจากนี้ประธานาธิบดีคนใหม่อาจมีมุมมอง มีทัศนคติแตกต่างจากปัจจุบัน เมื่อถึงเวลานั้นอำนาจต่อรองอาจเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์แตกต่างจากปัจจุบัน
ขีปนาวุธพิสัยไกลกับอาวุธนิวเคลียร์เป็นไพ่สองใบของรัฐบาลเกาหลีเหนือที่สามารถเป็นทั้งโอกาสหรือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของระบอบคอมมิวนิสต์ประเทศนี้ ทั้งนี้ขึ้นกับตัวแปรอีกหลายตัว เพียงแต่ยามนี้ใช้ไม่ค่อยได้ผล น่าติดตามว่ารัฐบาลเปียงยางจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองในอนาคตหรือไม่
-------------------------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
เกาหลีเหนือที่เปลี่ยนแปลงและคงเดิม

บรรณานุกรม:
1. N.Korea says plans nuclear test aimed at US, AFP, 24 January 2013, http://uk.news.yahoo.com/n-korea-says-plans-nuclear-test-aimed-us-034505175.html
2. N.K. has conducted 3rd nuke test, The Korea Herald, 12 February 2013, http://nwww.koreaherald.com/view.php?ud=20130212000692
3. N.K. erecting last stage of rocket, The Korea Herald, 2012-12-05, http://nwww.koreaherald.com/view.php?ud=20121204001037
4. Andrei Lankov, THE KEYS TO NORTH KOREAN SURVIVAL, DEFENSE DOSSIER, MAY 2012, http://www.afpc.org/files/may2012.pdf
5. DPRK FM Refutes UNSC's "Resolution" Pulling up DPRK over Its Satellite Launch, KCNA, 24 January 2013, http://www.kcna.co.jp/index-e.htm
6. John Powell, Weapons & Warfare (NY: Salem Press, 2010).
7. Benjamin C. Garrett and John Hart, The A to Z of Nuclear, Biological and Chemical Warfare (USA: Scarecrow Press, 2007).
8. Full text: State of the Union Address, USA TODAY, 12 February 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/02/12/state-of-the-union-obama-text/1914769/
------------------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ประชาธิปไตยวิกฤตในยุคของทรัมป์

โอบามากับฮิลลารีโจมตีทรัมป์ว่าเป็นอำนาจนิยม บ่อนทำลายประชาธิปไตย ชาวอเมริกันจำนวนมากเดือดร้อน ต้องเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล คำถามคือจริงหรือที่เลือกเดโมแครทเป็นคำตอบ

ในระยะนี้ที่สหรัฐกำลังหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม บรรดาแกนนำคนสำคัญๆ ออกมาปราศรัยหาเสียง เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และฮิลลารี คลินตัน เป็นอีกครั้งที่เวทีปราศรัยเป็นโอกาสแก่บุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือสภาพประชาธิปไตยของประเทศ ฮิลลารี คลินตัน : ประชาธิปไตยอเมริกาเข้าขั้นวิกฤต             กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฮิลลารี คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน อดีตวุฒิสมาชิก รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลโอบามา และตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำหลายอย่างผิดพลาด ไม่ฟังเสียงประชาชน รวมความแล้ว “ณ ขณะนี้ประชาธิปไตยของเราอยู่ในภาวะวิกฤต” สถาบันประชาธิปไตย ธรรมเนียมประชาธิปไตยไม่อยู่ในมือของประชาชนอีกแล้ว คนทั้งประเทศจำต้องลุกขึ้นสู้และแพ้ไม่ได้
            ฮิลลารีให้เหตุผล 5 ประการที่ควรต่…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…