GS1108 เมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็น "โลก"

เมโสโปเตเมียดินแดนอารยธรรมเริ่มต้นของโลก เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับเมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็นโลก

1. ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม

            นักเรียนบางคนอาจถามว่าทำไมต้องศึกษาอารยธรรม เรื่องเก่าแก่หลายพันปีก่อน เรียนเรื่องนี้แล้วจะได้อะไร คำตอบคือเราศึกษาอารยธรรมเพื่อค้นหาข้อดีข้อเสีย เรียนรู้สาเหตุความก้าวหน้าและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีต ดังนี้

            1. ค้นหาข้อดีข้อเสีย

            เวลาพูดถึง “อารยธรรม” เรากำลังพูดถึงการที่คนจำนวนมากอยู่รวมกัน มีเจ้าเมือง มีทหาร มีผู้นำศาสนา พ่อค้าและประชาชา แต่ละอายธรรมจะมีลักษณะเฉพาะตัว มีวิถีชีวิตของตัวเอง ที่มีความเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจ

            เราเรียนรู้อารยธรรมต่างๆ เพื่อเข้าใจว่าแต่ละอารยธรรมมีข้อดีอะไร มีสิ่งใดที่ควรปรับปรุง

            2. ต่อยอดความรู้

            ความรู้ต่างๆ ของมนุษย์หลายอย่างมาจากการต่อยอด

            คำว่า “ต่อยอด” หมายถึงรู้มากขึ้น ทำให้ดีขึ้นกว่าของเดิมที่มีอยู่ โดยอาศัยของเดิมเป็นพื้นความรู้

            ยกตัวอย่าง นักเรียนบางคนรู้ว่าสมัยก่อนคนแปรงฟันด้วยเกลือ หรือใช้สมุนไพรบางอย่าง เพื่อทำให้ฟันแข็งแรง ปัจจุบันเราใช้ยาสีฟันแทน และยาสีฟันก็พัฒนาให้มีประโยชน์และน่าใช้มากขึ้นทุกที

            การต่อยอดความรู้ การพัฒนาอยู่เสมอจึงได้ของใหม่ที่ดีกว่าเดิม ชีวิตน่าอยู่ขึ้น

            สมัยยุคหินสร้างอาวุธที่ทำจากหิน จากนั้นเมื่อคนเราฉลาดขึ้น เริ่มสร้างอาวุธจากโลหะที่แข็งแรงกว่า ใช้ดีมากกว่า ปัจจุบันเรามีเครื่องบิน รถถัง เป็นต้น

            การมีอาวุธทันสมัยเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต่อการป้องกันประเทศ ในสมัยนี้เราไม่สามารถป้องกันประเทศด้วยหอกดาบอีกแล้ว

            3. ความล้มเหลว

            ในขณะเดียวกันเราเรียนรู้ความล้มเหลวด้วย ดังจะเห็นว่าอารยธรรมเกิดขึ้นแล้วล่มสลายหรือพังทลาย มีอารยธรรมใหม่เข้ามาแทน อะไรเป็นสาเหตุของการล่มสลาย ทำไมอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองจึงไม่อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ เราเรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำ หลีกเลี่ยงความล้มเหลวของคนรุ่นก่อน



(คลิป: ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม) 

2. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นชื่อว่าเป็น "ดินแดนแห่งลุ่มน้ำทั้งสองและจุดกำเนิดหน้าแรกของประวัติศาสตร์โลก"

            คำว่า เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) หมายถึง "ดินแดนระหว่างแม่น้ำสองสาย" คือ แม่น้ำไทกริส (Tigris) กับแม่น้ำยูเฟรทีส (Euphrates) ปัจจุบันคือประเทศอิรักและซีเรีย

            เมื่อเอ่ยถึงเมโสโปเตเมียจึงเน้นพื้นที่มากกว่าผู้อาศัย (กลุ่มชนผู้เข้ามาอาศัยมีหลายกลุ่ม ดังจะศึกษาต่อไป)

            มีลักษณะภูมิศาสตร์เป็น "ดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์" (Fertile Crescent) ทอดตัวจากอ่าวเปอร์เซียไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

            เป็นดินแดนที่ไม่มีปราการธรรมชาติ คือไม่มีเครื่องกั้นขวาง (เช่น ทะเลทรายหรือภูเขาสูง) ทำให้ชนเผ่าอื่นเข้าถึงได้ง่าย บางครั้งมาแย่งชิงและแทนที่อารยธรรมเก่า

            มรดกสำคัญที่อารยธรรมนี้มอบให้ชนรุ่นหลัง เช่น

            1. นครรัฐ (City-State) หมายถึง เมืองที่เจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับใคร อาจเรียกเจ้าเมืองว่ากษัตริย์ ถ้าประเทศไทยเป็นแบบนครรัฐ แต่ละจังหวัดจะมีเจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางที่กรุงเทพ

            2. อักษรรูปลิ่ม (Cuneiform-คูนิฟอร์ม) เป็นอักษรยุคแรก โดยใช้สัญลักษณ์ที่กดบนแผ่นดินเหนียว

            เป็นการเปลี่ยนจาก “ยุคก่อนประวัติศาสตร์” เข้าสู่ “ยุคประวัติศาสตร์” ครั้งแรกของโลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีตัวอักษรนั่นเอง การมีตัวอักษรทำให้คนในอายธรรมนั้นเขียนเรื่องราวของเขา ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจเรื่องราวในอดีตจากข้อเขียนโบราณ ไม่ต้องตีความเอาเอง

            อารยธรรมนี้เป็นอารยธรรมแรกของโลกและเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก (หมายถึงพวกยุโรป และรวมถึงอเมริกาด้วย)

 

4. ชนชาติในเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) อยู่ช่วงระหว่าง 4,000539 ปีก่อนคริสตกาล หรือยาวนานราว 3,500 ปี (ช่วงเวลาอาจต่างกันบ้างในแต่ละตำรา) ในช่วงเวลาดังกล่าว มีหลายชนชาติปรากฎตัวโดดเด่น ดังนี้

            1. พวกซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerian) อยู่ช่วงประมาณ 4,000 – 2,300 ปีก่อนคริสตกาล ผู้เริ่มต้นอารยธรรมและประดิษฐ์ตัวอักษรลิ่ม (Cuneiform)

            2. พวกอัคคาเดียน (Akkadians) อยู่ช่วงประมาณ 2,300 – 2,150 ปีก่อนคริสตกาล สามารถรวบรวมนครรัฐต่างๆ เข้าเป็นจักรวรรดิแห่งแรก สังเกตว่ากลุ่มนี้อยู่ช่วงๆ สั้นราว 150 ปีเท่านั้น

            3. พวกบาบิโลนเก่า (Old Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 1,894 – 1,595 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นด้านกฎหมาย (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี)

            4. ชาวอัสซีเรีย (Assyrian) อยู่ช่วงประมาณ 1,300 – 612 ปีก่อนคริสตกาล มีความเข้มแข็งทางทหาร ขยายอาณาจักรอย่างกว้างขวาง

            5. ชาวบาบิโลนใหม่หรือคาลเดีย (Neo-Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 626 – 539 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม (สวนลอยแห่งบาบิโลน)

(คลิป: ชนชาติในเมโสโปเตเมียสุเมเรียนอัคคาเดียน) 

5. ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน

            ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม เข้ามาหลายระลอก (ไม่ได้มาพร้อมกัน)

            คนกลุ่มแรกสุดคือ ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerians) เป็นคนกลุ่มแรกที่สร้าง "อารยธรรม" ขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมีย บางครั้งจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ผู้บุกเบิก"

            เป็นผู้วางรากฐาน "นครรัฐ" (City-state) กับอักษรลิ่ม ใช้ไม้หรือไม้อ้อ (ไม้คนละชนิด) กดลงบนแผ่นดินเหนียว เกิดเป็นรูปภาพ

            ในสมัยนั้นพวกเขามีถึง 12 นครรัฐ แต่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยอาณาจักรเดียวกัน แต่ละนครรัฐมีอำนาจอธิปไตยและปกครองเป็นเอกเทศจากกัน นครรัฐเหล่านี้มักทำสงครามแย่งชิงทรัพยากร เช่น แหล่งน้ำกับที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจอยู่ตลอดเวลา (ไม่มีศูนย์กลางอำนาจถาวร)

            นอกจากสร้างนครรัฐกับอักษรลิ่ม ยังสร้าง

            1) ซิกกูแรต (Ziggurat) วิหารเทพเจ้าทรงพีระมิดขั้นบันได ทำด้วยอิฐดินเผา เชื่อว่าใช้ในพิธีบูชาเทพเจ้า แต่ละนครรัฐจะมีซิกกูแรตกับเทพเจ้าประจำเมืองที่ชาวเมืองเคารพนับถือ โดยมีกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเทพเจ้า

            2) การประดิษฐ์ล้อ ใช้ในยานพาหนะและการเกษตร

            3) คณิตศาสตร์ ระบบเลขฐาน 60 (ที่มาของ 1 นาทีมี 60 วินาที)

            ขยายความระบบเลขฐาน 60 ...

6. ชาวอัคคาเดียน

            จักรวรรดิคืออาณาจักรหรือประเทศขนาดใหญ่ ที่ยิ่งใหญ่และมีอำนาจมาก มักเก่งเรื่องการแผ่ขยายอิทธิพลไปสู่เมืองอื่นๆ อาณาจักรอื่นๆ พยายามเข้าครอบครองหรือปกครองดินแดนของกลุ่มคนอื่น

            ในสมัยสุเมเรียน เมโสโปเตเมียมีหลายนครรัฐ พระเจ้าซาร์กอนมหาราช (Sargon of Akkad) นำคนอัคคาเดียนรวบรวมนครรัฐเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้รัฐบาลกลาง เกิดเป็น "จักรวรรดิ" (Empire) แห่งแรกของโลก

            เหตุที่พระเจ้าซาร์กอนรบชนะเพราะ

            1. จัดตั้งกองทัพทหารอาชีพ แทนการเกณฑ์ประชาชนให้เป็นทหารชั่วคราว ทหารอาชีพคือเป็นทหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำงานอื่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จึงมีเวลาฝึกรบมากและพร้อมรบตลอดเวลา

            2. กองทัพของชาวอัคคาเดียน มีพลธนูที่สามารถยิงธนูใส่ทหารราบข้าศึกก่อน เนื่องจากธนูยิงไกลกว่าและสามารถเจาะเกราะ

            3. เมื่อยึดเมืองข้าศึก จะทำลายกำแพงเมืองของนครรัฐเหล่านั้น ทำให้เมืองอ่อนแอ ไม่สามารถป้องกันตัวเอง ข้าศึกจึงไม่อยากก่อกบฏ

            4. ส่งคนของตัวเองเข้าไปปกครองเมืองที่ยึดได้ หรือบังคับให้เจ้าเมืองเดิมต้องสาบานตนสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิ จึงยากที่อำนาจเก่าจะลุกฮือเข้ายึดอำนาจคืน

 

(คลิป: ชาวบาบิโลเนียน) 

7. ชาวบาบิโลเนียน

            กฎหมาย (Law) คือ กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่ออกโดยผู้มีอำนาจสูงสุด เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดระเบียบพฤติกรรมของคนในสังคม มีบทลงโทษหากฝ่าฝืน

            กฎหมายมีประโยชน์ เช่น ชี้ว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้ เช่น ห้ามชกต่อยทำร้ายคนอื่น ห้ามลักขโมย กฎหมายไฟจราจรช่วยจัดระเบียบ ให้สังคมสงบสุข

            เมื่อเกิดความขัดแย้งจะใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์ตรวจสอบและสรุปว่าใครถูกผิด แทนที่จะใช้กำลังหรืออำนาจมืดในการตัดสินปัญหา เช่น สองคนทะเลาะกัน ต่างบอกว่าตัวเองถูก - กฎหมายจะเข้ามาตรวจสอบว่าใครถูกผิดอย่างไร

            คำสั่งหรือข้อห้ามของพ่อแม่ ไม่ใช่กฎหมายแต่มีสถานะเป็น "อำนาจตามกฎหมาย" (Legal Authority) ตามที่กฎหมายรับรองให้ทำได้ เช่น พ่อแม่บอกให้ลูกตื่นนอนเพื่ออ่านหนังสือ ขอให้กินข้าวอย่ากินแต่ขนม

            ระเบียบหรือกฎเกณฑ์อื่นๆ เช่น ต้องเข้าเรียนตรงเวลา

            คำถาม: พ่อแม่ของนักเรียนเคยสั่งห้ามทำสิ่งใดหรือไม่ จงยกตัวอย่าง

            7.1 ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี

            1) ปรับปรุงและต่อยอด

            พระเจ้าฮัมมูราบีจัดทำประมวลกฎหมายฮัมมูราบี โดยนำกฎหมายของพวกสุเมเรียนมาปรับปรุงและจัดระเบียบให้เป็นมวลหมู่

            ข้อสังเกต กฎหมายฮัมมูราบีไม่ใช่ของที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำของเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงและเพิ่มเติมบางส่วน เป็นข้อคิดว่าไม่จำต้องเริ่มใหม่จากศูนย์เสมอไป แต่ใช้วิธีปรับปรุงต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่

            2) เน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            กฎหมายนี้ยึดหลัก "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" (An eye for an eye) หมายถึง ทำผิดอย่างไรก็ต้องรับโทษอย่างนั้นหรือต้องชดใช้เท่ากับที่ทำผิด

            เช่น หากนาย ก ทำฟันของนาย ข หัก 1 ซี่ ฟันของนาย ก จะต้องถูกทำให้หัก 1 ซี่เช่นกัน หาก นาย ก ทำให้วัวนาย ข ตาย 2 ตัว นาย ข ต้องชดใช้วัวให้นาย ก 2 ตัว

            นอกจากนี้กฎหมายังกำหนดราคาสินค้า บริการต่างๆ เช่น กำหนดค่ารักษาพยาบาล เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ การตั้งราคาขายสูงเกินไป

            กฎหมายฮัมมูราบีจึงเน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            3) เป็นลายลักษณ์อักษร

            คือ เขียนกฎหมายเป็นตัวหนังสือบนศิลาจารึก ทุกคนจึงอ่านได้ รู้ว่ากฎหมายเขียนอย่างไร  การตัดสินต้องทำตามกฎหมาย (คิดเอาเองไม่ได้) ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน


8. ชาวอัสซีเรียน  

            1) บริหารจัดการกองทัพได้ดีกว่า

            ชาวอัสซีเรียนมีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบันแถบประเทศอิรัก) สามารถยึดครองดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งหมด เพราะจัดการกองทัพได้ดีกว่าและใช้อาวุธที่ทำจากเหล็ก

            อัสซีเรียนเป็นชนชาติแรกๆ ที่สามารถนำเหล็ก (Iron) มาผลิตเป็นอาวุธครั้งละมากๆ แทนการใช้สำริด (Bronze) ซึ่งอ่อนและหักง่ายกว่า

            สำริดหรือทองสัมฤทธิ์ (Bronze) เป็นโลหะผสมที่ส่วนใหญ่เป็นทองแดง (มีทองแดงในสำริดมากกว่า 60%) ผสมกับโลหะอื่นๆ เช่น ดีบุก อะลูมิเนียม แมงกานีส นิกเกิล หรือตะกั่ว

            แต่สำริดแข็งสุดเหล็กไม่ได้

            นักรบอัสซีเรียใช้อาวุธกับชุดเกราะที่ทำจากเหล็กจึงได้เปรียบคนกลุ่มอื่นๆ และใช้ทหารอาชีพหรือกองทัพประจำการ สร้างถนนและสถานีเสบียงเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนทัพทางไกลอย่างรวดเร็ว ช่วยให้รบได้ดีแม้อยู่พื้นที่ห่างไกล ด้วยหตุผลทั้งหมดนี้จึงรบชนะและยึดครองเมืองต่างๆ ทั้งด้วยการทำสงคราม

            2) ห้องสมุดนิเนเวห์

            นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องกองทัพ อัสซีเรียนยังโดดเด่นเรื่องการเก็บรวบรวมหนังสือ สร้างห้องสมุดขนาดใหญ่

            ห้องสมุดนิเนเวห์ (Nineveh) เป็นห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวงที่เมืองนิเนเวห์ (ปัจจุบันคือพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก)

            ในสมัยนั้น ความรู้เป็นของหายาก ห้องสมุดเป็นเหมือน "คลังสมอง" ของจักรวรรดิ รวบรวมความรู้ทั้งหลายมารวมกันในที่เดียว เป็นที่เก็บบันทึกทางการทูต ข้อมูลประวัติศาสตร์ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาอย่างเต็มที่ (มีหนังสือให้อ่านเยอะมากที่สุด)

(คลิป: ชาวอัสซีเรียนกับนีโอ-บาบิโลเนียน) 

9. ชาวนีโอ-บาบิโลเนียนหรือคาลเดีย

            อาณาจักรนีโอ-บาบิโลเนียน (บาบิโลนใหม่) หรือคาลเดีย (Chaldeans) เป็นอาณาจักรสุดท้ายของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            ในสมัยของพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 อาณาจักรรุ่งเรืองมาก สามารถสร้างสวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens) เป็นสวนขนาดใหญ่ แต่ที่เรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะต้นไม้ในสวนนี้เขียวสดตลอดปี สะท้อนว่าพวกเขามีความรู้ด้านชลประทานดีมาก และเก่งเรื่องการออกแบบ

          ในสมัยคาลเดีย พวกเขาคาดการปรากฏการณ์บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ

            ประโยชน์ของการดูดวงดาว

            1) ทำนายโชคชะตา

            คนโบราณเชื่อเรื่องการดูดวง นักพยากรณ์ (หมอดู) ใช้การเคลื่อนไหวของดวงดาวเพื่อทำนายว่าจะเกิดเรื่องใดในอนาคต เช่น ทำนายภัยพิบัติและสงคราม จะโชคดีหรือโชคร้าย

            2) ทำนายฤดูกาลละกำหนดการทำเกษตร

            สามารถดูการเคลื่อนไหวของดวงดาว ดวงจันทร์เพื่อตรวจสอบฤดูกาล ว่าเป็นหน้าร้อน หน้าฝน ควรเริ่มต้นเพาะปลูกแล้วหรือยัง

            สังเกตว่านานมาแล้วที่มนุษย์สามารถดูดวงดาว รู้ว่าถึงเวลาเพาะปลูกแล้วหรือยัง คาดการเรื่องฟ้าฝนต่างๆ แม้ไม่เที่ยงตรงนักแต่ใช้การได้ในระดับหนึ่ง

จุดสิ้นสุดของอารยธรรม:

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียในฐานะรัฐอิสระสิ้นสุดใน 539 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซียเข้ายึดครองบาบิโลน และพื้นที่นี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต่างๆ ในเวลาต่อมา

-------------

วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (1)

รัฐบาลสหรัฐอ้างความชอบธรรมที่ต้องชิงลงมือก่อน แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ ส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

            สัปดาห์ที่ 3 ของเมษายน 2026 Bagher Qalibaf โฆษกรัฐสภาอิหร่านชี้ว่าทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์ และอื่นๆ มีข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมการวิเคราะห์ดังนี้

ทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ:

            นานแล้วที่บางคนเชื่อว่าอิสราเอลมีอิทธิพลต่อสหรัฐ (แทนที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะมีอิทธิเหนืออิสราเอล) บางแนวคิดถึงกับพูดว่าชนชั้นนำอิสราเอลควบคุมรัฐบาลสหรัฐ ยกหลักฐานว่าคนยิวดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลเสมอ ระดับที่เข้มข้นน้อยลงคืออิสราเอลมีอิทธิพลต่อนักการเมืองอเมริกันมากแต่ไม่ถึงขั้นควบคุม ล็อบบี้ยิสต์อิสราเอลทำงานเข้าถึงนักการเมือง จึงไม่แปลกที่หลายคนมั่นใจว่านโยบายสหรัฐสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งข้อหลังมีหลักฐานสนับสนุนมากมาย

            ด้วยความเชื่อกับความจริงทั้งหลายจึงตีความว่าสหรัฐรบอิหร่านรอบนี้ เพราะรับอิทธิพลจากอิสราเอลไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับฟันธงว่าอิสราเอลลากสหรัฐเข้าทำสงคราม

            Joe Kent อดีตหัวหน้า US National Counterterrorism Center ในสมัยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐเข้าทำสงครามทั้งๆ ที่อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (ไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวตามคำอ้างของทรัมป์) หน่วยการข่าวสหรัฐทุกหน่วยสรุปตรงกันในเรื่องนี้ ทั้งยังเตือนว่าอิหร่านจะเล่นงานฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิสราเอลให้ข้อมูลอีกด้านและทรัมป์เชื่อตามนั้น

            ผลคือสหรัฐถูกอิสราเอลลากเข้าทำสงครามที่ไม่มีวันจบ ไม่ก่อประโยชน์ต่ออเมริกาจากคำโกหกของอิสราเอล

            อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าการรบครั้งนี้สหรัฐตัดสินใจเอง “อิสราเอลไม่เคยพูดกับผมให้เข้าทำสงครามกับอิหร่าน” ย้ำว่านโยบายคือห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ต้องทำลายโครงการพัฒนานิวเคลียร์ให้หมด

            วิเคราะห์: หากใครสามารถแสดงหลักฐานว่าประธานาธิบดีทำตามขอคำของประเทศอื่น สร้างความเสียหายแก่คนอเมริกันมากมาย ประธานาธิบดีอาจมีความผิดตามกฎหมาย  คาดว่าในอนาคตพรรคเดโมแครทอาจเล่นงานทรัมป์เรื่องนี้

อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์:

            สงครามนี้ต่างฝ่ายต่างประกาศว่าตัวเองชนะ ทรัมป์ชี้ว่ากองทัพอิหร่านถูกทำลายย่อยยับ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฝ่ายใดคุมการเมืองอิหร่าน หลังการโจมตีสังหารผู้นำอิหร่านหลายท่าน ด้านอิหร่านชี้ว่าตนชนะทางยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุผลดังนี้

          1. เหตุผลทำสงครามฟังไม่ขึ้น

            หลังเริ่มสงคราม 4-5 วัน ทรัมป์ให้เหตุผลว่าอิหร่านน่าจะลงมือโจมตี (พวกเรา) ก่อน ซึ่งปล่อยให้เกิดเช่นนั้นไม่ได้ เรื่องนี้มาจากการที่ฝ่ายสหรัฐคิดว่าหากอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ฝ่ายอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีสหรัฐ ดังนั้นต้องชิงโจมตีก่อนเพื่อลดความเสียหาย

            ในอีกวาระหนึ่งทรัมป์กล่าวว่า “อิหร่านกำลังจะทำลายอิสราเอลและทุกอย่างโดยรอบ เราจึงทำงานร่วมกัน ทำลายประเทศที่คิดทำลายอิสราเอล” วันนี้จึงยังมีประเทศอิสราเอล

            แต่บางคนคิดแย้ง เช่น Hakeem Jeffries แกนนำสส. เดโมแครท กล่าวว่าการโจมตีเสี่ยงอันตรายอย่างไม่สมควร และปราศจากภัยคุกคาม “ที่สมควรชิงโจมตีก่อน”

            วิเคราะห์: เหตุผลข้อนี้คล้ายเดิมที่อิสราเอลกับสหรัฐใช้มาตลอด คิดว่าหากอิหร่านมีนิวเคลียร์และจะใช้ยิงสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ จึงต้องชิงลงมือก่อน แต่บางคนไม่เห็นด้วย ไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามจวนตัว อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนอาวุธอื่นก็ไม่ร้ายแรงพอที่จะทำลายอิสราเอล กลายเป็นว่าสหรัฐพาตัวเองสู่สงครามใหญ่ ก่อศึกครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

            หากการตัดสินใจครั้งนี้นำสู่การรบยืดเยื้อเป็นปีหรือหลายปี เท่ากับทรัมป์ 2.0 นำประเทศสู่ความเสี่ยงและสูญเสียครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

          2. เป็นภัยคุกคามจวนตัวหรือไม่

            ทางการสหรัฐมักอ้างเรื่อง "Imminent Threat" หรือ "ภัยคุกคามจวนตัว" เป็นความชอบธรรมที่จะรบเพื่อป้องกันตัวเอง (Self-Defense) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มาตรา 51

            ในทางวิชาการจะยึดแนวทางของ Caroline (The Caroline Test) ซึ่งระบุว่าการจะอ้าง "ภัยคุกคามที่กระชั้นชิด" เพื่อใช้กำลังทหารก่อน ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ประการ

            คือ Necessity (ความจำเป็น) ภัยนั้นต้องบีบคั้นและท่วมท้น Immediacy (ความกระชั้นชิด) ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ และไม่มีเวลารอเพื่อไตร่ตรอง และ Proportionality (ความสมน้ำสมเนื้อ) การตอบโต้ต้องไม่เกินกว่าเหตุเพื่อระงับภัยนั้น

            ภัยคุกคามจวนตัวจึงไม่ใช่แค่ความเป็นปรปักษ์ และไม่ใช่ภัยแฝงตัว (ambient menace) เพื่อใช้เป็นข้ออ้างทำสงครามป้องกันตัวเอง

            การเคลื่อนไหวของฮามาส ฮิซบอลเลาะห์และนโยบายอิหร่าน ขัดผลประโยชน์สหรัฐ แต่ไม่ถึงขั้นให้สหรัฐต้องเข้าทำลาย หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าอิหร่านไม่มีความตั้งใจเข้าปะทะหรือทำสงครามกับสหรัฐแต่อย่างไร

            ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าภัยอิหร่านคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นให้เกินตัว โดยกลุ่มผู้วางหลักนโยบายต่างประเทศ สถาบันวิชาการบางแห่ง รวมทั้งสื่อบางสำนัก พยายามทำให้เห็นภาพร้ายแรงเกินจริง ทั้งเรื่องอิทธิพลอิหร่านต่อตะวันออกกลาง โครงการพัฒนานิวเคลียร์ การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ

            ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์สร้างศัตรู สหรัฐกับอิสราเอลต้องสร้างศัตรู ใช้เป็นข้ออ้างจัดการศัตรูเพื่อแผ่อำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ รัฐบาลทรัมป์มักอธิบายว่าเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและของโลก

            ตัวอย่างในอดีตที่เด่นชัดมากสุดคืออิรัก ในตอนนั้นรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช ใช้ภัยคุกคามจวนตัว อ้างว่ารัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนสั่งสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ โยงกับเรื่องที่รัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตนเอง จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว

            ในเวลาต่อมารัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง หลังตรวจไม่พบอิรักมี WMD ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)

            ประเด็นคือรัฐบาลสหรัฐไม่สนใจและไม่มีใครห้ามได้ จึงใช้เรื่องภัยคุกคามจวนตัวทำสงครามแบบชิงลงมือก่อน ดังที่ทำกับอิหร่านในขณะนี้ เรื่องนี้ส่งผลต่อภาพพจน์สหรัฐในเวทีโลก ส่งผลต่อพันธมิตรอเมริกา และอุดมการณ์ประชาธิปไตย

          3. คนอเมริกัน 63% ชี้ว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน

            24 เมษายน 2026 ผลโพลของ Marquette Law School พบว่าคนอเมริกัน 63% คิดว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน ถ้าแยกเป็นพรรค 94% ของพวกเดโมแครทไม่เห็นด้วย 75% ของพวกไม่สังกัดพรรคไม่เห็นด้วย ที่สวนทางคือ 71% ของพวกรีพับลิกันเห็นด้วยกับสงคราม

            ผู้ตอบแบบสอบถาม 54% ไม่ชอบอิสราเอล 68% ต่อต้านทรัมป์หากคิดเปลี่ยนประเทศอื่นด้วยกำลังทหาร 60% ยอมรับว่าสหรัฐคือตัวการทำให้โลกปั่นป่วน ในขณะที่ 39% คิดว่าสหรัฐกำลังสร้างเสถียรภาพแก่โลก

            เหตุผลทำสงครามและการตีความว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ขึ้นกับข้อมูล การตีความตามแนวคิดต่างๆ ซึ่งไม่จำต้องคิดตรงกัน รัฐบาลคิดอย่างประชาชนคิดอีกอย่าง แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าจำต้องรบและชนะสงครามนี้แล้ว แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ นี่คือส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

17 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10773 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

 

บรรณานุกรม :

1. Iran and the imminent threat mythology. (2026, March 20). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2026/03/iran-and-the-imminent-threat-mythology/

2. Iran war spreads across region as US, Israel suffer losses. (2026, March 2). Hurriyet Daily News. Retrieved from https://www.com/iran-war-spreads-across-region-as-us-israel-suffer-losses-219468

3. Ismael, Tareq Y., Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History. USA: Pluto Press.

4. Most Americans say there was not sufficient reason to start war in Iran: Polls. (2026, April 24). ABC News. Retrieved from https://abcnews.com/Politics/americans-sufficient-reason-start-war-iran-polls/story?id=132317564

5. Qalibaf answers ten key questions on Iran–US talks in Islamabad. (2026, April 19). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/525593/Qalibaf-answers-ten-key-questions-on-Iran-US-talks-in-Islamabad

6. Trump insists he struck Iran on his own terms. (2026, March 4). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/world/trump-us-war-iran-israel-marco-rubio-5968821

7. Trump says end of Iran war will be "mutual" with Netanyahu. (2026, March 9). Times of Oman. Retrieved from https://timesofoman.com/article/169259-trump-says-end-of-iran-war-will-be-mutual-with-netanyahu

8. Washington ignored intel warnings on Iran – Trump’s ex-counterterror chief. (2026, May 9). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/639657-us-israel-iran-war/

-----------------