รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (2)

ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจจะยิ่งเสียหาย บางประเทศโดนซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

            ทุกคนยอมรับและรับรู้ผลกระทบอันเนื่องจากสงคราม ราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อสินค้าอื่นๆ ทั้งระบบ คนอเมริกันก็รับรู้ผลกระทบนี้ คงไม่เกินจริงจะถ้าพูดว่าประชากรโลกหลายพันล้านคนได้รับผลกระทบ ยิ่งคนรากหญ้า พวกหาเช้ากินค่ำจะรับผลกระทบก่อนและมากที่สุด ไม่แปลกที่รัฐบาลทั่วโลกต่อต้านการทำสงคราม บทความตอนนี้จะพูดถึงปัจจัยนานาชาติต่อสงครามอิหร่าน

คาดน้ำมันกับปุ๋ยไม่พอใช้:

            สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เตือนน้ำมันในระบบยังหดหายต่อเนื่องจากสงครามอิหร่าน จนบัดนี้น้ำมันในระบบหายไปแล้ว 1พันล้านบาร์เรล

            ทุกวันนี้ยังมีน้ำมันใช้มากพอเพราะใช้น้ำมันจากคลังสำรอง แต่คลังสำรองมีจำกัด ในที่สุดจะถึงจุดหนึ่งที่น้ำมันไม่พอใช้ ผลคือราคาจะสูงขึ้นอีกมาก

            IEA คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนมิถุนา หากสถานการณ์ไม่กลับสู่ปกติ น้ำมันโลกจะไม่พอใช้ เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้เศรษฐกิจโลกจะดำดิ่งมากกว่านี้ ราคาจะสูงอีกนาน เพราะจะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง กำลังการผลิตน้อย ส่งผลให้ราคาน้ำมันใน 1-3 ปีข้างหน้าทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จนกว่าอุตสาหกรรมน้ำมันในตะวันออกกลางจะซ่อมแซมเสร็จสิ้น

            การแก้ไขต้องรีบโดยเร็ว ยิ่งปล่อยยืดเยื้อยิ่งกระทบภาพรวม MOU หยุดยิงล่าสุดจะช่วยลดปัญหาดังกล่าว ภาพรวมดูดีขึ้น

            ส่วนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้อาหารแพงขึ้นเพราะต้นทุนสูงขึ้น ทั้งจากน้ำมันกับปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ สงครามอิหร่านในตอนนี้ขวางปุ๋ย 20-30% ไม่ให้เข้าสู่ตลาดโลก แต่ในระยะสั้นราคาอาหารโลกไม่เปลี่ยนมากนักเพราะยังมีสินค้าคงคลังอยู่ ประเด็นคือหากปุ๋ยน้อยไม่พอใช้ ผลผลิตจะลดลงและอาหารแพงขึ้น

            สงครามจึงเพิ่มค่าครองชีพ คนรากหญ้าจะรับผลกระทบก่อนและได้รับผลแรงสุด

ปัจจัยเศรษฐกิจนานาชาติ:

            องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันเศรษฐกิจ ออกรายงานคาดการณ์ผลกระทบต่อเนื่อง

            ตั้งแต่ต้นสงคราม อันโตนิโอ กูเตเรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนต้องรีบเจรจาสงบศึกให้ได้ก่อนบานปลายกลายเป็นสงครามตะวันออกกลางที่คุมไม่ได้ เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน สร้างความทุกข์ยากแก่ผู้คนทั่วโลก สร้างความยากจน อาหารขาดแคลน “สงครามไม่ใช่คำตอบแต่เป็นหายนะ” ต้องนำสันติภาพกลับมา

            นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิเคราะห์ผลเสียหายมากมาย Amin Nasser จาก Saudi Aramco เตือนว่าสงครามที่ทำลายตลาดน้ำมันโลก อาจทำให้เศรษฐกิจโลกหายนะ ประเด็นไม่อยู่แค่มีน้ำมันพอใช้หรือไม่เท่านั้น แต่จะหายนะด้วย “ราคา” ที่พุ่งสูงด้วยหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนขนส่ง การประกันความเสี่ยง ต้นทุนจากอุตสาหกรรมน้ำมัน การเก็งกำไรของตลาด

ผลต่อเศรษฐกิจอาหรับ:

          ทั้งๆ ที่ชาติอาหรับไม่ใช่ผู้ก่อสงคราม ไม่ใช่คู่สงครามแต่รับผลกระทบหนักมาก มีคนบาดเจ็บล้มตาย ไม่เพียงเครือข่ายอุตสาหกรรมพลังงานที่เสียหายเท่านั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียหายร้ายแรง เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง

          1) ท่องเที่ยวกับการบินหยุดชะงัก

            เดิมทีภูมิภาคนี้คาดการณ์ว่าในปี 2026 การท่องเที่ยวจะเติบโตถึง 13% แต่สงครามทำให้อุตสาหกรรมนี้ดิ่งลงเหวทันที น่านฟ้าปิดและยกเลิกเที่ยวบิน สายการบินระดับโลกที่เป็นหัวใจเสาหลักเศรษฐกิจใหม่อย่าง Emirates และ Qatar Airways ต้องหยุดชะงักเกือบสิ้นเชิง เที่ยวบินกว่า 5,000 เที่ยวถูกยกเลิกตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง

            รายได้จากการท่องเที่ยวหายวับ ผลการศึกษาจาก Tourism Economics ชี้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่กลุ่มประเทศ GCC อาจลดลงถึง 26% ถึง 34% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงด้านการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสูงถึง 34,000 - 56,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

          2) ภาวะสมองไหลและกลุ่มทุนออกนอกประเทศ

            ประโยคที่ว่า "เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ" คือภาพสะท้อนของการทำลายล้าง "ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย"

            ภาพลักษณ์ความปลอดภัยที่พังทลาย เมืองอย่างดูไบ โดฮา หรือริยาด เดิมเป็นสวรรค์ของเศรษฐี นักลงทุนต่างชาติ และพวกแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ เพราะปลอดภัย เป็นศูนย์รวมความมั่งคั่ง แต่การโจมตีทางอากาศและภัยคุกคามรอบด้านทำให้คนรวยและกลุ่มแรงงานทักษะสูงเหล่านี้เลือกที่จะย้ายสินทรัพย์และครอบครัวไปหลบภัยในยุโรป เอเชียหรืออเมริกาทันที

            ชะลอเมกะโปรเจกต์ ทุนในประเทศและต่างประเทศเริ่มชะลอตามสถานการณ์ แม้แต่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย (PIF) ยังต้องทบทวนยุทธศาสตร์ ลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในอภิมหาโปรเจกต์ (Giga-projects) หันมาเน้นความมั่นคงภายในแทน

          3) "วิกฤตสองด้าน"

            ประเทศอาหรับในแถบอ่าวพึ่งพาการนำเข้าอาหารผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 80% ของปริมาณแคลอรีที่บริโภคทั้งหมด การปิดช่องแคบส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารหยุดชักงักกว่า 70% ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตพุ่งสูงขึ้น 40–120% จนต้องใช้การขนส่งทางอากาศ มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

            ต้นทุนการผลิตเพิ่ม โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย การโจมตีโรงงานกลั่นน้ำทะเล (Desalination plants) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักเกือบ 99% ของคูเวตและกาตาร์ ซ้ำเติมด้านมนุษยธรรม และดึงงบประมาณของรัฐไปใช้ในการซ่อมแซมมหาศาลแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ

            ในภาพรวม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินว่าสงครามอิหร่านในปี 2026 นี้ จะลดมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกลุ่มประเทศอาหรับลงไปกว่า 120,000 ถึง 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลต่ออาเซียน:

            Evghenia Sleptsova จาก Oxford Economics ชี้ว่าฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะพึ่งพานำเข้าพลังงานจำนวนมากจากตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อพวกเขาโดยตรง

            Ronald Goseco จาก Financial Executives Institute of the Philippines ชี้ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แต่ปล่อยให้น้ำมันขึ้นราคา สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ เงินเฟ้อพุ่ง คาดว่าอาจสูงถึง 8% สูงกว่าปีก่อน 2 เท่า

            วิเคราะห์: สงครามจึงไม่ใช่เรื่องของสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่านเท่านั้น แต่กระทบต่อนานาชาติ ทำไมประชาคมโลกต้องรับผลเสียจากสงครามที่พวกเขาไม่ได้ก่อ ยิ่งยืดเยื้อยิ่งบั่นทอนทำลายคนนับพันล้าน ใครจะจ่ายค่าชดเชยแก่คนเหล่านี้

สงครามจะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน:

            ประเด็นที่น่ากังวลคือ สงครามนี้จะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน นานาชาติอยากให้จบเร็ว ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจจะยิ่งเสียหาย บางประเทศคือซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

            ล่าสุดนาโตยุโรปเปลี่ยนท่าทีอยากมีส่วนการหยุดยิง หวังมีบทบาทคุ้มครองฮอร์มุซ ส่วนจีนย้ำว่ายึดกฎบัตรสหประชาชาติ แก้ไขด้วยการหารือ บนหลักความเท่าเทียมและยุติธรรม เป็นอิสระต่อกัน ไม่ข่มขู่ด้วยกำลัง ขอให้นานาชาติมีส่วนร่วมเพราะสงครามกระทบต่อคนทั้งโลก ต้องช่วยกันนำสันติภาพกลับมา

            แต่การหยุดยิงชั่วคราวรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน สันติภาพแท้จะเกิดหรือไม่ เป็นคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญ

ชาญชัย คุ้มปัญญา
21 มิถุนายน 2026
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10808 วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนาย พ.ศ. 2569)

--------------------

บรรณานุกรม :

1. Chinese envoy calls for political solutions, holistic approach to advance peace in Middle East. (2026, June 11). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202606/1363306.shtml

2. ‘Clock is ticking’: Hormuz disruption raises fears of global food crisis. (2026, April 13). Un News. Retrieved from https://news.un.org/en/story/2026/04/1167289

3. Oil Shock Sends Tremors Through World Economy: ‘This Really Is the Big One’. (2026, March 12). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/03/12/business/economy/iran-oil-shock-economy-global-impact.html

4. Philippines first to lose a grip on Iran war-stoked inflation. (2026, May 6). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2026/05/philippines-first-to-lose-a-grip-on-iran-war-stoked-inflation/

5. The global oil market is running out of options: 'You cannot print molecules'. (2026, May 29). yahoo. Retrieved from https://finance.yahoo.com/markets/article/the-global-oil-market-is-running-out-of-options-you-cannot-print-molecules-100000694.html

6. UN Secretary-General Antonio Guterres urges diplomacy to end Middle East Conflict. (2026, March 26). Times of Oman. Retrieved from https://timesofoman.com/article/169921-un-secretary-general-antonio-guterres-urges-diplomacy-to-end-middle-east-conflict

-----------------