GS1107 มาตราส่วนภูมิศาสตร์ชนิดต่างๆ

            คนเราเวลาเดินทางนอกจากต้องรู้จุดหมายปลายทางแล้ว การรู้ระยะทางว่าใกล้ไกลแค่ไหน ช่วยวางแผนเวลาว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน การใช้มาตราส่วนช่วยหาคำตอบเรื่องระยะห่าง

1. การคำนวณมาตราส่วน

            สูตรการคำนวณ มาตราส่วน คือ ระยะบนแผนที่ หารด้วย ระยะจริง โดยที่ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน

            เช่น มาตรส่วน 1: 50,000 หมายความว่า ระยะบนแผนที่ 1 หน่วยจะเท่ากับระยะทางจริง 50,000 หน่วย

            ใช้สูตร (มาตราส่วน) 1/n = ระยะบนแผนที่ หารด้วย ระยะจริง

            จาก มาตรส่วน 1: 50,000  ถ้าวัดระยะแผนที่ได้ 3 หน่วย ระยะจริงคือ 3 คูณ 50,000 หน่วย

            จาก มาตรส่วน 1: 50,000  ถ้าวัดระยะแผนที่ได้ 10 หน่วย ระยะจริงคือ 10 คูณ 50,000 หน่วย

 (ชมคลิป:การคำนวณมาตราส่วน) 

            ถ้าหน่วยเป็นเซนติเมตร 1: 50,000 หมายถึง ระยะบนแผนที่ 1 ซม. จะเท่ากับระยะทางจริง 50,000 ซม.

            จากข้อมูลข้างต้น ถ้าระยะบนแผนที่เท่ากับ 10 ซม. จะเท่ากับระยทางจริงกี่หน่วย ตอบ 500,000 ซม.

            และจะเท่ากับกี่กิโลเมตร ตอบ 100 ซม.กับ 1 เมตร. ดังนั้น จะเท่ากับ 5,000 ม. หรือ 5 กิโลเมตรนั่นเอง (หรือ 100,000 ซม.เท่ากับ 1 กม.)

 

            มาตราส่วน 1: 50,000 กำหนดให้ หน่วยเป็นเซนติเมตร จากข้อมูลข้างต้น ถ้าระยะบนแผนที่เท่ากับ 30 ซม. จะเท่ากับระยะทางจริงกี่หน่วย ตอบ 1,500,000 ซม. (30 คูณ 50,000)

            และจะเท่ากับกี่กิโลเมตร ตอบ 100 ซม.กับ 1 เมตร. ดังนั้น จะเท่ากับ 15,000 ม. หรือ 15 กิโลเมตรนั่นเอง

 

3. มาตราส่วน 3 แบบ

            มาตราส่วนมี 3 แบบ คือ

            1) มาตราส่วนคำพูด (Word Scale)

            2) มาตราส่วนแบบเศษส่วนหรือแบบสัดส่วน (Ratio Scale)

            3) มาตราส่วนบรรทัด มาตราส่วนเส้น (Bar Scale) หรือมาตราส่วนรูปแท่ง

 (ชมคลิป:มาตราส่วน 3 แบบ) 

1) มาตราส่วนคำพูด (Word Scale)

            เป็นการบอกมาตราส่วนด้วยคำพูด เช่น "1 เซนติเมตร ต่อ 50 กิโลเมตร" หมายความว่า 1 เซนติเมตรในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง 50 กิโลเมตร

            ถ้าพูดว่า "1 นิ้ว ต่อ 200 ไมล์" หมายความว่า 1 นิ้วในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง 200 ไมล์

            ตัวอย่างเพิ่มเติม ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 200 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ 200 กิโลเมตร"

            ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 1,000 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ 1,000 กิโลเมตร"

            คำถาม1 จากรูป "2 เซนติเมตร ต่อ 3,000 กิโลเมตร" หมายความว่า 1 เซนติเมตรในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง จริงเท่าใด ตอบ 1,500 กม. โดยเอา 2 ไปหาร 3,000

            คำถาม2 จากรูป "2 นิ้ว ต่อ 500 ไมล์" หมายความว่า 1 นิ้วในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริงเท่าใด ตอบ 250 ไมล์ โดยเอา 2 ไปหาร 500

            คำถาม3 ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 700 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ ... กิโลเมตร"

            คำถาม4 ถ้าเรากำหนดให้ 2 นิ้วเท่ากับ 600 ไมล์ มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "2 นิ้วต่อ ... ไมล์"

 

2) มาตราส่วนแบบเศษส่วนหรือแบบสัดส่วน (Ratio Scale)

            มาตราส่วนแบบสัดส่วน เช่น 1 : 50,000 (หมายความว่าความยาว 1 หน่วยในแผ่นที่ เท่ากับ 50,000 หน่วยในระยะทางจริง)

            มาตรส่วนแบบนี้ ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน เช่นถ้าบอกว่า 1 : 50,000 ถ้าขนาดบนแผนที่คือ 1 นิ้ว ระยะทางจริง 50,000 จะเท่ากับนิ้ว

            ตัวอย่าง: แผนที่มาตราส่วน 1 : 100,000

            ถ้าวัดระยะในแผนที่ได้ 5 ซม. ระยะจริงคือการเอา 5 คูณ 100,000 = 500,000 ซม.

            ถ้าแปลงเป็นเมตร (หารด้วย 100) = 5,000 เมตร

            และถ้าแปลงเป็นกิโลเมตร = 5 กิโลเมตร

            โจทย์: แผนที่มาตราส่วน 1 : 10,000

            ถ้าวัดระยะในแผนที่ได้ 6 ซม. ระยะจริงคือการเอา 6 คูณ 10,000 = 60,000 ซม.

            ถ้าแปลงเป็นเมตร (หารด้วย 100) = 600 เมตร

            และถ้าแปลงเป็นกิโลเมตร = ... กิโลเมตร

3) มาตราส่วนบรรทัด มาตราส่วนเส้น (Bar Scale) หรือมาตราส่วนรูปแท่ง

            เป็นแถบเส้นตรงที่แบ่งช่องไว้ในแผนที่ มีลักษณะเป็นเส้นบรรทัด บอกว่าระยะเท่านี้ในแผนที่คือระยะเท่าไหร่ในโลกจริง เช่น 1 ช่องคือ 100 กิโลเมตร

            บางครั้งเป็นรูปแท่งตามแนวนอน คล้ายไม้บรรทัด (สร้างรูป)

            ในเส้นหนึ่งหรือแท่งหนึ่งจะแบ่งหลายช่อง เช่น แบ่ง 10 ช่อง และจะเขียนกำกับว่า 1 ช่องเท่ากับระยะทางเท่าใด (ลักษณะคล้ายไม้บรรทัด) อาจเป็น 10 ไมล์ 500 กิโลเมตร แล้วแต่ผู้ออกแบบแผนที่

            เวลาใช้งาน ถ้า 1 ช่องแผนที่กว้าง 1 เซนติเมตร เท่ากับระยะจริง 10 กิโลเมตร นักเรียนสามารถใช้ไม้บรรทัดวัดระยะทางในแผนที่ ถ้าจากจุด  A ไปจุด B เท่ากับ 4 เซนติเมตร เท่ากับระยะจริง 40 กิโลเมตร

            โจทย์: ถ้า 1 ช่องแผนที่กว้าง 1 นิ้ว เท่ากับระยะจริง 200 ไมล์ นักเรียนสามารถใช้ไม้บรรทัดวัดระยะทางในแผนที่ ถ้าจากจุด  A ไปจุด B เท่ากับ 4.5 นิ้ว เท่ากับระยะจริง 900 ไมล์

  (ชมคลิป:ทวีปอเมริกากับอเมริกาเหนือ) 

4. ทวีปอเมริกา

            ทวีปอเมริกา แบ่งเป็น 2 ทวีป คือ ทวีปอเมริกาเหนือ (North America) กับทวีปอเมริกาใต้ (South America) หน้าตาทวีปเป็นอย่างที่เห็น เวลามองทวีปนี้ให้หาชื่อ สหรัฐอเมริกาก่อน เพราะเป็นชื่อที่ทุคกนคุ้นเคย

4.1 ทวีปอเมริกาเหนือ (North America)

            ทวีปอเมริกาเหนือ (North America) มีทั้งหมดประเทศ 23 ประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ภูมิภาคหรือ 3 กลุ่มประเทศ ดังนี้

               1. ภูมิภาคอเมริกาเหนือตอนบน (Northern America)

            มักเป็นส่วนที่รู้จักกันมากสุด

            ประกอบด้วย ประเทศแคนาดา (Canada) สหรัฐอเมริกา (United States of America) และเม็กซิโก (Mexico)

            2. ภูมิภาคอเมริกากลาง (Central America)

            เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ มี 7 ประเทศ

            ได้แก่ กัวเตมาลา (Guatemala) เบลีซ (Belize) เอลซัลวาดอร์ (El Salvador) ฮอนดูรัส (Honduras) นิการากัว (Nicaragua) คอสตาริกา (Costa Rica) ปานามา (Panama)

            3. แถบทะเลแคริบเบียน (The Caribbean)

            เป็นกลุ่มประเทศหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน มี 13 ประเทศ

            เช่น คิวบา (Cuba) เฮติ (Haiti) สาธารณรัฐโดมินิกัน (Dominican Republic) จาเมกา (Jamaica)

            ประเทศสำคัญในทวีปอเมริกาเหนือ คือ สหรัฐอเมริกา (บางครั้งเรียกว่าสหรัฐฯ หรืออเมริกา) เป็นประเทศที่มักถูกพูดถึง

            ทิศเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา คือแคนาดา

            ทิศใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา คือเม็กซิโก

            ระยะทางระหว่างเมือง

            ทวีปอเมริกาเหนือยู่ทางซีกโลกเหนือ ดังนั้น จะมีช่วงหนึ่งที่อากาศหนาวจัด มิหะตก โดยเฉพาะที่แคนาดากับสหรัฐ

 

5. คำถามกับกิจกรรมท้ายบทชุด2 GS1107

คำถาม 1 เปรียบเทียบระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก ในเรื่องเหล่านี้ โดยใช้ข้อมูลจาก Wikipedia (พิมพ์ชื่อประเทศใน Google) หรือแหล่งอื่น

 

สหรัฐ

เม็กซิโก

1. ประชากร คาดว่าในอนาคตประชากรจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

อัตราการเติบโตของประชากรเป็นบวก 0.7%

ประชากรเม็กซิโกเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ย 1.70% ต่อปี

2. ภูมิศาสตร์ ขนาดประเทศ

มีหลายข้อมูล 9,522,055.0 ตร.กม., 9,629,091.5 ตร.กม. ไปจนถึง 9,833,516.6 ตร.กม.

ไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร

3. สาธารณสุข ผู้ชายเสียชีวิตจาก “โรค” ใดมากที่สุด

ไม่แบ่งชายหญิง ในปี 2010 โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

การติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โรคมะเร็งตับ และโรคหลอดเลือดสมอง

4. ...

 

 

5. ...

 

 

            ให้นักเรียนบรรยายความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศ ข้อ 4 กับ 5 จะเปรียบเทียบเรื่องใดก็ได้ 

            โจทย์ระยะทาง

            คำถาม 1 เส้นทางเที่ยวบินจากลอสแอนเจลีสไปยังนิวยอร์ก จะมีระยะทางตามแนวเส้นตรง ราว 2,500 ไมล์ ถ้าแผนที่ใช้มาตรการส่วน 1 นิ้วต่อ 250 ไมล์ ถามว่าระยะทางในแผนที่จะยาวกี่นิ้ว (ตอบ 10 นิ้ว)

            ฝึกให้นักเรียนนำเสนอ (5 นาที)

(ชมคลิป:ภูมิภาค ละตินอเมริกากับอเมริกากลาง) 

6. ภูมิภาค

            ภูมิภาค (Region) คือ การแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่าประเทศแต่เล็กกว่าทวีป

            นอกจากการแบ่งเป็นทวีปกับประเทศ ยังแบ่งเป็นภูมิภาค เช่น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคตะวันออกกลาง

            ภูมิภาค (Region) คือ พื้นที่บนพื้นผิวโลกที่มีลักษณะบางประการที่เหมือนกันหรือร่วมกัน ช่วยจัดระเบียบและแบ่งส่วนโลกที่กว้างใหญ่ให้ง่ายต่อการศึกษาและการทำความเข้าใจ

            พูดแบบเข้าใจง่ายคือ การแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่าประเทศแต่เล็กกว่าทวีป

          ตัวอย่าง ภูมิภาคอาเซียน 11 ประเทศ

            ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน

            ตัวอย่าง ละตินอเมริกา (Latin America) คือ "ภูมิภาคทางวัฒนธรรม" (Cultural Region)

ภูมิภาคไม่ได้มีขนาดที่ตายตัว อาจจะมีขนาดใหญ่ระดับทวีป หรือเล็กระดับย่านในเมืองก็ได้ โดยหลักการสำคัญคือต้องมี "เอกลักษณ์" ที่ทำให้พื้นที่นั้นแตกต่างจากพื้นที่รอบข้าง

7. อเมริกากลางกับละตินอเมริกา

            ภูมิภาคอเมริกากลาง (Central America) เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาเหนือ

            ตั้งอยู่ระหว่างเม็กซิโกทางตอนเหนือกับโคลอมเบียทางตะวันออกเฉียงใต้ มีชายฝั่งติดทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน

            อเมริกากลางมีลักษณะเป็นคอคอด เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและมีภูเขาไฟจำนวนมาก ภูมิอากาศแบบเขตร้อน

             มี 7 ประเทศ ได้แก่ เบลีซ, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว และปานามา

            ละตินอเมริกา (Latin America) คือ "ภูมิภาคทางวัฒนธรรม" (Cultural Region) หมายถึงการแบ่งโดยอาศัยวัฒนธรรมร่วมกัน รากวัฒนธรรมของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคนี้มาจากสเปนกับโปรตุเกส ภาษาที่ใช้ในปัจจุบันมีรากมาจากภาษาละติน เป็นที่มาของชื่อ "ละติน" อเมริกา

            ขอบเขตของละตินอเมริกาประกอบด้วยอะไรบ้าง

            แบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย:

            1) เม็กซิโก (Mexico): ประเทศเดียวในอเมริกาเหนือที่รวมอยู่ในภูมิภาคนี้

            2) อเมริกากลาง (Central America): เช่น กัวเตมาลา ปานามา คอสตาริกา

            3) หมู่เกาะในแคริบเบียน (The Caribbean): เฉพาะประเทศที่พูดภาษาสเปนหรือฝรั่งเศส เช่น คิวบา สาธารณรัฐโดมินิกัน และเฮติ

            4) อเมริกาใต้ (South America): เช่น บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย

------------------------

จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974

ตลกร้ายของเรื่องนี้คือทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยชูนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพงดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้

            ทันทีที่เริ่มบริหารประเทศ รัฐบาลทรัมป์ 2.0 เดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตามที่หาเสียงไว้ ด้วยเหตุผลสหรัฐขาดดุลการค้าเพราะถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม เมษายน 2025 ประกาศเก็บภาษีศุลกากร (tariff) อย่างน้อย 10% จากคู่ค้าทุกราย แม้ละเมิดหลักการค้าเสรีขององค์การค้าโลก ข้อตกลงการค้าเดิมที่ทำกับหลายประเทศ

ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) :

            นอกจากภาษีศุลกากร ยังเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อีกด้วย ภาษีตอบโต้ที่อาจสูงเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับการเจรจาต่อรองและอื่นๆ จากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา บางประเทศได้ข้อตกลงเร็ว บางประเทศล่าช้าออกไป พร้อมกับขึ้นภาษีบางรายการเป็นพิเศษ เช่น ทองแดง เหล็ก

            สิงหาคม 2025 ทรัมป์ 2.0 ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้า 20-30 ประเทศ โดยเก็บ 10-40% ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีการค้าสูง เช่น กลุ่มอียู อาเซียน รวมทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย บราซิล แคนาดา อัตราภาษีรอบนี้ปรับจากรอบต้นปี 2025 ที่ทรัมป์ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลก นับจากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา ปรับลดบางประเทศ ปรับขึ้นปรับลงบางรายการ เช่น เหล็ก ทองแดง รอบสิงหาคม 2025 คือรอบใหม่กับคู่ค้าบางรายเท่านั้น

            ในตอนนั้นนักวิชาการชี้ว่าคือสงครามการค้าที่สหรัฐทำกับหลายประเทศ

ภาษีตอบโต้ผิดกฎหมาย:

            ในช่วงเดียวกันนั้น หลายคนเริ่มวิพากษ์ว่านโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ผิดกฎหมาย

            เรื่องนี้เริ่มจากการที่บริษัทเอกชนบางแห่ง เช่น ห้าง Costco ยักษ์ใหญ่ค้าส่งชื่อดังฟ้องรัฐบาลทรัมป์ เรียกคืนเงินภาษีนำเข้าที่บริษัทได้จ่ายไป เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ตั้งกำแพงภาษีโดยมิชอบ ตามกฎหมาย IEEPA ต้องผ่านรัฐสภาเสียก่อน ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าตนมีอำนาจทำได้ พร้อมกับเตือนว่าหากศาลตัดสินให้การขึ้นภาษีเป็นโมฆะ จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

            ในที่สุดศาลฎีกาสหรัฐตัดสินว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจประกาศใช้ Reciprocal Tariffs และภาษีอื่น ๆ ผ่านทางกฎหมาย IEEPA

            เรื่องน่าคิดคือทรัมป์มักใช้อำนาจของตนให้มากที่สุดแม้สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย (อาจตีความว่าพยายามใช้อำนาจทั้งหมดเพื่อบริหารประเทศ) นโยบายภาษีตอบโต้เป็นอีกเรื่องที่ชี้ว่าใช้อำนาจเกินกฎหมายจริง ผลคือประชาชนเสียหาย

            สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน 2026 รัฐบาลเริ่มคืนภาษีตามคำสั่งศาล จะคืนภาษีที่ประกาศใช้เมื่อปีก่อน เพราะคนอเมริกันคือผู้ที่ต้องจ่ายภาษีก้อนนี้ โดยบริษัทเอกชนคือผู้จ่ายในขั้นตอนแรก ก่อนผลักภาระให้ผู้บริโภค เงินที่ต้องคืนสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์

            วิเคราะห์: เงิน 166,000 ล้านดอลลาร์ที่ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์พูดว่านโยบายภาษีศุลกากรของเขา ช่วยสร้างรายได้ ลดการขาดดุล บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าคือส่วนใหญ่คือเงินผู้บริโภคอเมริกัน ที่ตอนนี้ต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย

            เป็นชัยชนะของบริษัทเอกชนสหรัฐกว่า 3,000 รายที่ยื่นฟ้องศาล ชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ทำผิดกฎหมาย

ใครคือคนจ่ายภาษีให้รัฐบาล:

            ในตอนต้นสังคมอเมริกันถกเถียงอย่างหนักว่าใครเป็นคนจ่าย พวกรีพับลิกันมักตอบว่าต่างชาติเป็นคนจ่าย คำตอบคือตามกฎหมายศุลกากรของสหรัฐ (และเกือบทุกประเทศทั่วโลก) คนที่มีหน้าที่จ่ายภาษีนำเข้า (Tariffs) คือ "ผู้นำเข้าตามบันทึก" (Importer of Record) ซึ่งก็คือบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐที่เป็นคนสั่งสินค้าเข้าไป เมื่อสินค้าถึงท่าเรืออเมริกา บริษัทนำเข้าต้องเป็นคนควักเงินจ่ายภาษีให้กรมศุลกากรสหรัฐ (CBP) ก่อนนำสินค้าออกไปขาย เงินภาษีจึงวิ่งจากกระเป๋าบริษัทอเมริกันเข้าสู่คลังหลวงของรัฐบาลอเมริกา

            ภาษีศุลกากร ภาษีตอบโต้ของทรัมป์จึงทำให้บริษัทอเมริกันผู้นำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งสามารถจัดการเรื่องด้วยการแบกรับภาษี กับอีกทางคือผลักภาระให้ผู้บริโภค ดังนั้นท้ายที่สุด "คนอเมริกันคือคนจ่าย"

            คนไทยควรทราบว่าภาษีตอบโต้ที่สหรัฐมีต่อไทยนั้น คนอเมริกันคือคนจ่าย ไม่ใช่บริษัทเอกชนไทย

            กระนั้นนโยบายนี้มีผลต่อไทย แม้บริษัทผู้ส่งออกไทยไม่ได้จ่ายเงินภาษีนั้นโดยตรง แต่เราเสียประโยชน์ในเชิง "ความสามารถในการแข่งขัน" เช่น ถ้าสินค้าไทยโดนภาษี 20% แต่สินค้าจากเวียดนามไม่โดน บริษัทอเมริกันก็จะเลิกสั่งของไทยแล้วไปสั่งจากเวียดนามแทน เพราะสินค้าเวียดนามอาจถูกกว่า

            ด้วยเหตุนี้บริษัทไทยต้องเลือกยอม "เสียรายได้จากยอดขายที่ลดลง" หรือ "ต้องยอมลดราคาสินค้าตัวเองเพื่อสู้ภาษี" แต่ไม่ใช่คนจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ เช่น บริษัทไทยเคยขายที่ 100 บาท โดนภาษี 20% บริษัทไทยยอมลดราคาสินค้าจาก 100 เหลือ 80 บาท เมื่อรวมภาษีสหรัฐจะกลาย 100 บาทเท่าเดิม คนอเมริกันซื้อที่ 100 บาท (ราคาเดิม) แต่จ่ายภาษี 20% เข้าคลังสหรัฐ (ใช้ตัวเลขโดยประมาณเพื่อให้เห็นภาพ)

            ข้อสรุปคือ ภาษีนำเข้าไม่ใช่การที่ประเทศหนึ่งไปเก็บเงินจากอีกประเทศหนึ่งได้ฟรีๆ แต่มันคือการเก็บเงินจากคนในประเทศตัวเองที่อยากซื้อของนอก ทำให้คนในประเทศตัวเองลำบากขึ้น

            เรื่องใครจ่ายภาษีก้อนนี้คนอเมริกันถกเถียงกันมาก ในช่วงต้นหลายคนคิดว่าต่างชาติจ่ายตามคำพูดของทรัมป์

เมื่อนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจเสียหาย:

            ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าคนอเมริกันคือคนหลักผู้แบกรับภาระภาษีทรัมป์ 2.0 ไม่ตรงกับที่บางคนเข้าใจว่าต่างชาติเป็นคนแบกรับภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะพวกสนับสนุนทรัมป์ที่คิดเช่นนั้น

            เหตุที่คนอเมริกันคิดว่าต่างชาติคือผู้จ่ายภาษี เพราะทรัมป์พูดซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ตอนหาเสียงว่าสหรัฐถูกต่างชาติเอาเปรียบ อยู่ในระบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ทั้งๆ ที่เป็นการค้าเสรีใช้ทั้งโลก) ต้นเหตุคนอเมริกันตกงาน โรงงานล้มละลาย วิธีแก้ของเขาคือใช้มาตรการภาษีศุลกากร ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลกตามที่เป็นข่าว กลายเป็นสงครามการค้าที่ร้อนแรงของปี 2025

          นโยบายภาษีดังกล่าวเป็นนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจของทรัมป์ 2.0

            ตั้งแต่ช่วงหาเสียง นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนัก หลายองค์กรไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ชี้ว่าสร้างผลเสียต่อสหรัฐมากกว่าผลดี ในเวลาต่อมาข้อมูลต่างๆ ยืนยันว่าทรัมป์ผิดที่ชี้ว่าต่างชาติเป็นผู้จ่ายภาษี รายงานตัวเลขการเก็บภาษีศุลกากรล่าสุดฟันธงว่าคนอเมริกันนี่แหละที่เป็นผู้จ่ายภาษีสินค้านำเข้าเหล่านั้น ซ้ำร้ายกว่านั้นคือภาษีดังกล่าวทำให้ราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง บางคนรายได้ไม่พอรายจ่าย

            ข้อผิดพลาดคือทรัมป์มองข้ามกลไกการส่งผ่าน (Pass-Through Mechanism) เมื่อผู้นำเข้าต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ต้นทุนของพวกเขาก็สูงขึ้น หากสินค้านั้นมีความต้องการสูงและหาของทดแทนยาก (Inelastic Demand) ผู้นำเข้าจะผลักภาระต้นทุนส่วนใหญ่ไปที่ราคาขาย ทำให้ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคคนสุดท้ายต้องจ่ายแพงขึ้น

            สถาบัน Kiel Institute for the World Economy สรุปว่า “ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ชาวอเมริกันต้องจ่ายไป โดยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับคืนมาเลย

            ตลกร้ายของเรื่องนี้คือทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยนโยบายขึ้นภาษีนำเข้า แต่ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้

            คนอเมริกันควรตั้งคำถามว่าทำไมทรัมป์ไม่พูดให้ชัดตั้งแต่คนว่าภาษีทั้งหลายที่เก็บสุดท้ายคนอเมริกันจ่ายเกือบทั้งหมด ยิ่งตั้งภาษีสูงยิ่งสูบเงินออกจากกระเป๋าคนอเมริกัน

3 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10759 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-------------------


บรรณานุกรม :

1. Costco Sues Trump Administration for Refund of Tariffs. (2025, December 2). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/12/02/us/politics/costco-trump-tariffs-lawsuit.html

2. "Reciprocal" tariffs: What are they really for? (2025, August 10). Peterson Institute for International Economics (PIIE). Retrieved from https://www.piie.com/publications/policy-briefs/2025/reciprocal-tariffs-what-are-they-really

3. Trump Administration Takes Steps to Refund $166 Billion in Tariffs. (2026, April 20). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/04/20/us/politics/trump-administration-tariff-refunds.html

4. US trade adviser says Trump tariff rates unlikely to change. (2025, August 4). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/business/us-trade-advisor-says-trump-tariff-rates-unlikely-change-5274746

5. Yes, you’re paying for Trump’s tariffs, and the price is going up. (2026, January 21). LA Times Retrieved from https://www.latimes.com/business/story/2026-01-21/youre-paying-for-trumps-tariffs-and-the-price-is-going-up

-----------------