GS1109 อารยธรรมอียิปต์โบราณ

อียิปต์โบราณเป็นอีกอารยธรรมที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก สร้างความเจริญที่บางอย่างยังคงใช้จนถึงทุกวันนี้

1. จากเมโสโปเตเมียย้ายมาที่อียิปต์

            ครั้งก่อนเราศึกษาเรื่องอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมแห่งแรกของโลก ตอนนี้เราจะศึกษาอารยธรรมอียิปต์โบราณที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมโสโปเตเมีย

            คำถาม: ที่ตั้งอารยธรรมเมโสโปเตเมียปัจจุบันคือแถบประเทศใด (ตอบ อิรักกับซีเรีย ในทวีปเอเชีย) ส่วนอียิปต์คือประเทศอียิปต์ปัจจุบัน อยู่ในทวีปแอฟริกา

          จากแผนที่สังเกตว่า 2 อารยธรรมอยู่ใกล้กัน สามารถเดินทางติดต่อทั้งทางบกกับทางทะเล 2 อารยธรรมติดต่อไปมาหาสู่กัน ค้าขายกัน รวมทั้งทำสงครามต่อกันด้วย

2. ความเป็นมาของอารยธรรมอียิปต์โบราณ

            อารยธรรมอียิปต์โบราณรุ่งเรืองช่วง 3,100 - 525 ปีก่อนคริสต์ศักราช (กินเวลายาวนานราว 2,500 ปี) ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์

            อียิปต์โบราณเป็นอีกอารยธรรมที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก (ทำนองเดียวกับอารยธรรมเมโสโปเตเมียที่เกิดในช่วงเวลาใกล้ไล่กัน) โดยได้ถ่ายทอดความเจริญไปยังกรีกและโรมัน จนกลายเป็นรากฐานของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา

            เมเนส (Menes) หรืออีกชื่อคือนาเมอร์ (Narmer) เป็นฟาโรห์องค์แรก เป็น "ผู้รวมชาติ"  คือรวมอาณาจักรอียิปต์บน (Upper Egypt) กับอียิปต์ล่าง (Lower Egypt) เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว มีการปกครองสืบต่อกันถึง 30 ราชวงศ์

            อียิปต์ล่าง (Lower Egypt) อยู่ทาง "ตอนเหนือ" ของประเทศ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณนี้จะเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Delta) เป็นที่ราบลุ่มและอุดมสมบูรณ์มาก เพราะเป็นจุดที่แม่น้ำไนล์ไหลลงทะเล

            อียิปต์บน (Upper Egypt) อยู่ทาง "ตอนใต้" ของประเทศ (ลึกเข้าไปในทวีปแอฟริกา) ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำไนล์ที่ไหลผ่านหุบเขาและที่สูงลงมา แม่น้ำไนล์ไกลจากภาคใต้สู่ภาคเหนือ ลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

            จน 620 ปีก่อนคริสต์ศักราชถูกกองทัพอัสซีเรีย (Assyrians) เข้ายึดครอง จากนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งขอจักรวรรดิเปอร์เซีย พวกกรีกและโรมันตามลำดับ

(คลิป: จากเมโสโปเตเมียย้ายมาที่อียิปต์กับความเป็นมาของอารยธรรมอียิปต์โบราณ)  

4. การปกครอง

            กษัตริย์อียิปต์โบราณเรียกว่า ฟาโรห์ (Pharaoh)

            คำว่า ฟาโรห์ (Pharaoh) หมายถึงกษัตริย์ แต่ฟาโรห์ไม่เป็นเพียงกษัตริย์ที่ปกครองมนุษย์เท่านั้น แต่มีฐานะเป็นเทวราชา (God-King) เป็นตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ ดังนั้นฟาโรห์จึงเป็นทั้งเทพเจ้ากับมนุษย์พร้อมกัน

            ฟาโรห์เป็นเทพฮอรัส (Horus) ในขณะที่ทรงพระชนม์อยู่ และจะเป็นเทพโอซิริส (Osiris) เมื่อเสด็จสวรรคต

            เป็นผู้นำสูงสุด เป็นจอมทัพ (แม่ทัพใหญ่) เป็นประมุขฝ่ายปกครอง (บริหารบ้านเมือง) และประมุขฝ่ายศาสนา (ทำพิธีกรรมติดต่อกับเทพเจ้า)

            หน้าที่สำคัญของฟาโรห์ คือ รักษากฎแห่งความสมดุลและความยุติธรรมของจักรวาล เพื่อไม่ให้โลกเกิดความวุ่นวาย

            ลักษณะที่เป็นทั้งกษัตริย์กับเทพเจ้าจะพบในที่ต่างๆ รวมทั้งไทยด้วย

5. ความเชื่อทางศาสนา

            ความเชื่อทางศาสนามีผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างมาก พวกเขานับถือเทพเจ้าหลายองค์ โดยมีสุริยเทพหรือเร (Re, Ra) เป็นเทพเจ้าสูงสุด การนับถือเทพเจ้าหลายองค์เรียกว่า “พหุเทวนิยม”

            คนอียิปต์โบราณเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ถ้าชีวิตดีวิญญาณจะได้อยู่ในภพหน้า จึงมีการทำมัมมี่ (Mummy) เพื่อรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย และสร้างพีระมิด (Pyramid) เป็นสุสานบรรจุศพของฟาโรห์ พระราชวงศ์ หรือขุนนาง เพื่อรอการฟื้นคืนชีพ

(คลิป: การปกครองกับความเชื่อทางศาสนาของอารยธรรมอียิปต์) 

7. สถาปัตยกรรม

            เมื่อพูดถึงอารยธรรมอียิปต์โบราณจะพูดถึงมหาพีระมิดแห่งกิเซห์ของฟาโรห์คูฟู (Khufu) หรือ "คีออปส์" (Cheops)  เป็นพีระมิดใหญ่ที่สุดและเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

            การสร้างพีระมิดขนาดใหญ่สะท้อนความสามารถด้านวิทยาการในสมัยนั้น แบ่งเป็น 4 ด้านหลัก

               1) ความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์กับเรขาคณิต

            สิ่งก่อสร้างที่สูงถึง 146 เมตรและคงทนจนถึงทุกวันนี้ (กว่า 4,500 ปี) เพราะพวกเขาสามารถคำนวนอย่างแม่นยำ สิ่งปลูกสร้างยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งต้องมีการคำนวณที่แม่นยำ 

            2) วิศวกรรมศาสตร์และโลจิสติกส์

            พวกเขาสามารถตัดหินปูนกับหินแกรนิตที่แต่ละก้อนหนักประมาณ 2.5 ตัน จำนวนถึง 2.3 ล้านก้อน โดยตัดอย่างเรียบสนิท แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ใช้แรงงานกว่า 20,000–30,000 คน ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขาต้องหาอาหาร ที่พัก และสวัสดิการให้แก่แรงงานนับหมื่นคน ทั้งยังใช้เวลาก่อสร้างยาวนานมากกว่า 20 ปี จึงมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างดีเยี่ยม

          เรื่องนี้เป็นตัวอย่างแก่เราว่า นอกจากมีความรู้ สามารถคิดค้นสร้างสิ่งใหม่ๆ ความสามารถในการบริหารสำคัญมาก หากต้องการสร้างสิ่งที่ใหญ่โต ใช้เวลานาน

            3) ความศรัทธาต่อความเชื่อกับการรวมศูนย์อำนาจ

            การก่อสร้างพีระมิดสะท้อนถึงความศรัทธาต่อความเชื่อศาสนาและยอมรับอำนาจของฟาโรห์ ถ้าไม่ศรัทธาจริง ฟาโรห์มีอำนาจน้อย จะไม่สามารถสร้างสิ่งที่ใหญ่โต ใช้เวลานาน

            เป็นข้อคิดว่าในสมัยโบราณ เรื่องความเชื่อศาสนาจึงสำคัญ มีผลต่อประเทศ

(คลิป: สถาปัตยกรรม GS1109) 

9. การประดิษฐ์ตัวอักษร

            อักษรไฮโรกลิฟิก (Hieroglyphic) เป็นอักษรภาพที่ชาวอียิปต์ประดิษฐ์ขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับอักษรคูนิฟอร์มของชาวสุเมเรียนคูนิฟอร์มตอนแรกเป็นอักษรภาพเหมือนกัน

            ใช้บันทึกเรื่องราวทางศาสนา พระราชกรณียกิจของฟาโรห์ ความรู้ด้านการแพทย์ ดาราศาสตร์ และวิทยาการต่างๆ

            ในช่วงแรกใช้วิธีแกะสลักลงบนแผ่นศิลากับฝาผนังหินขนาดใหญ่ ต่อมาเขียนลงบนกระดาษปาปิรัส (Papyrus) ซึ่งทำจากต้นปาปิรัส และใช้ปล้องหญ้าทำเป็นปากกาจิ้มหมึก และใช้น้ำหมึกที่ทำจากถ่านผสมกับยางไม้

            การใช้กระดาษปาปิรัสช่วยให้การบันทึกข้อมูลสะดวกและคนชอบใช้มากขึ้น

11. ความเจริญด้านวิทยาการ

            ชาวอียิปต์คิดค้นปฏิทินแบบสุริยคติ กำหนดให้ 1 ปีมี 365 วัน

            ปฏิทินแบบสุริยคติ (Solar Calendar) คือ ปฏิทินที่ใช้เกณฑ์ "โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์" เป็นหลักในการนับเวลา สังเกตตำแหน่งดวงอาทิตย์และฤดูกาล โดยยึดระยะเวลาที่โลกใช้ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ เป็นช่วงเวลา 1 ปี (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบเราเรียกว่า 1ปี หรือประมาณ 365 วัน หรือหากคิดให้ละเอียดคือประมาณ 365.2422 วัน) ปฏิทินสากล (ค.ศ.) กับปฏิทินไทยปัจจุบัน (พ.ศ.) เป็นปฏิทินแบบสุริยคติ

            ปฏิทินจันทรคติ (Lunar Calendar) ใช้เกณฑ์ดวงจันทร์โคจรรอบโลก สังเกตจากข้างขึ้น-ข้างแรมของดวงจันทร์ ประมาณ 354 วัน ปัจจุบัน ปฏิทินวันพระ, วันไหว้พระจันทร์, ปฏิทินฮิจเราะห์ (อิสลาม) ปฏิทินจันทรคติ

            การนับเดือนทางจันทรคติจะเริ่มนับจากดวงจันทร์ดับ (New Moon) ผ่านช่วงข้างขึ้น เต็มดวง ข้างแรม และกลับมาดับอีกครั้ง ระยะเวลาใน 1 รอบนี้เรียกว่า "เดือนจันทรคติ" (Synodic Month) กินเวลาจริงประมาณ 29.53 วัน (ไม่ใช่ 30 วันเต็ม)

            เมื่อนำระยะเวลาในหนึ่งรอบเดือนมาคูณกับจำนวน 12 เดือน เพื่อให้ครบ 1 ปีทางจันทรคติ จะได้ 354.36 วัน

            ข้อดีของปฏิทินแบบสุริยคติคือ ฤดูกาลจะตรงกับเดือนเดิมเสมอใน เช่น ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี ส่วนซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูหนาวในเดือนธันวาคมเสมอ ช่วยให้ง่ายต่อการวางแผนเกษตรกรรมและการดำเนินชีวิต

            ด้านเรขาคณิต อียิปต์โบราณรู้ว่าวงกลมมี 360 องศา สามารถคำนวณหาพื้นที่สามเหลี่ยมและปริมาตรของพีระมิดได้

(คลิป: การประดิษฐ์ตัวอักษรกับปฏิทิน GS1109) 

12. สภาพสังคม

            ผู้คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรกับทาสซึ่งเป็นฐานรากของสังคม มักถูกเอาเปรียบจากชนชั้นปกครอง และไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิชัดเจน (ยึดถือคำสั่งของฟาโรห์เป็นกฎหมายสูงสุด)

            สตรีในสมัยอียิปต์โบราณมีฐานะ สิทธิ และความเสมอภาค ไม่ต่ำกว่าผู้ชาย เป็นจุดเด่นที่ต่างจากอารยธรรมอื่นในยุคเดียวกัน

            เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าอียิปต์โบราณมีระบบจริยธรรมที่ซับซ้อน มีวิทยาการที่แม่นยำ (ปฏิทินและคณิตศาสตร์) และมีโครงสร้างสังคมที่ให้เกียรติสตรี

-------------

 

GS1108 เมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็น "โลก"

เมโสโปเตเมียดินแดนอารยธรรมเริ่มต้นของโลก เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับเมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็นโลก

1. ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม

            นักเรียนบางคนอาจถามว่าทำไมต้องศึกษาอารยธรรม เรื่องเก่าแก่หลายพันปีก่อน เรียนเรื่องนี้แล้วจะได้อะไร คำตอบคือเราศึกษาอารยธรรมเพื่อค้นหาข้อดีข้อเสีย เรียนรู้สาเหตุความก้าวหน้าและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีต ดังนี้

            1. ค้นหาข้อดีข้อเสีย

            เวลาพูดถึง “อารยธรรม” เรากำลังพูดถึงการที่คนจำนวนมากอยู่รวมกัน มีเจ้าเมือง มีทหาร มีผู้นำศาสนา พ่อค้าและประชาชา แต่ละอายธรรมจะมีลักษณะเฉพาะตัว มีวิถีชีวิตของตัวเอง ที่มีความเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจ

            เราเรียนรู้อารยธรรมต่างๆ เพื่อเข้าใจว่าแต่ละอารยธรรมมีข้อดีอะไร มีสิ่งใดที่ควรปรับปรุง

            2. ต่อยอดความรู้

            ความรู้ต่างๆ ของมนุษย์หลายอย่างมาจากการต่อยอด

            คำว่า “ต่อยอด” หมายถึงรู้มากขึ้น ทำให้ดีขึ้นกว่าของเดิมที่มีอยู่ โดยอาศัยของเดิมเป็นพื้นความรู้

            ยกตัวอย่าง นักเรียนบางคนรู้ว่าสมัยก่อนคนแปรงฟันด้วยเกลือ หรือใช้สมุนไพรบางอย่าง เพื่อทำให้ฟันแข็งแรง ปัจจุบันเราใช้ยาสีฟันแทน และยาสีฟันก็พัฒนาให้มีประโยชน์และน่าใช้มากขึ้นทุกที

            การต่อยอดความรู้ การพัฒนาอยู่เสมอจึงได้ของใหม่ที่ดีกว่าเดิม ชีวิตน่าอยู่ขึ้น

            สมัยยุคหินสร้างอาวุธที่ทำจากหิน จากนั้นเมื่อคนเราฉลาดขึ้น เริ่มสร้างอาวุธจากโลหะที่แข็งแรงกว่า ใช้ดีมากกว่า ปัจจุบันเรามีเครื่องบิน รถถัง เป็นต้น

            การมีอาวุธทันสมัยเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต่อการป้องกันประเทศ ในสมัยนี้เราไม่สามารถป้องกันประเทศด้วยหอกดาบอีกแล้ว

            3. ความล้มเหลว

            ในขณะเดียวกันเราเรียนรู้ความล้มเหลวด้วย ดังจะเห็นว่าอารยธรรมเกิดขึ้นแล้วล่มสลายหรือพังทลาย มีอารยธรรมใหม่เข้ามาแทน อะไรเป็นสาเหตุของการล่มสลาย ทำไมอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองจึงไม่อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ เราเรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำ หลีกเลี่ยงความล้มเหลวของคนรุ่นก่อน



(คลิป: ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม) 

2. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นชื่อว่าเป็น "ดินแดนแห่งลุ่มน้ำทั้งสองและจุดกำเนิดหน้าแรกของประวัติศาสตร์โลก"

            คำว่า เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) หมายถึง "ดินแดนระหว่างแม่น้ำสองสาย" คือ แม่น้ำไทกริส (Tigris) กับแม่น้ำยูเฟรทีส (Euphrates) ปัจจุบันคือประเทศอิรักและซีเรีย

            เมื่อเอ่ยถึงเมโสโปเตเมียจึงเน้นพื้นที่มากกว่าผู้อาศัย (กลุ่มชนผู้เข้ามาอาศัยมีหลายกลุ่ม ดังจะศึกษาต่อไป)

            มีลักษณะภูมิศาสตร์เป็น "ดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์" (Fertile Crescent) ทอดตัวจากอ่าวเปอร์เซียไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

            เป็นดินแดนที่ไม่มีปราการธรรมชาติ คือไม่มีเครื่องกั้นขวาง (เช่น ทะเลทรายหรือภูเขาสูง) ทำให้ชนเผ่าอื่นเข้าถึงได้ง่าย บางครั้งมาแย่งชิงและแทนที่อารยธรรมเก่า

            มรดกสำคัญที่อารยธรรมนี้มอบให้ชนรุ่นหลัง เช่น

            1. นครรัฐ (City-State) หมายถึง เมืองที่เจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับใคร อาจเรียกเจ้าเมืองว่ากษัตริย์ ถ้าประเทศไทยเป็นแบบนครรัฐ แต่ละจังหวัดจะมีเจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางที่กรุงเทพ

            2. อักษรรูปลิ่ม (Cuneiform-คูนิฟอร์ม) เป็นอักษรยุคแรก โดยใช้สัญลักษณ์ที่กดบนแผ่นดินเหนียว

            เป็นการเปลี่ยนจาก “ยุคก่อนประวัติศาสตร์” เข้าสู่ “ยุคประวัติศาสตร์” ครั้งแรกของโลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีตัวอักษรนั่นเอง การมีตัวอักษรทำให้คนในอายธรรมนั้นเขียนเรื่องราวของเขา ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจเรื่องราวในอดีตจากข้อเขียนโบราณ ไม่ต้องตีความเอาเอง

            อารยธรรมนี้เป็นอารยธรรมแรกของโลกและเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก (หมายถึงพวกยุโรป และรวมถึงอเมริกาด้วย)

 

4. ชนชาติในเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) อยู่ช่วงระหว่าง 4,000539 ปีก่อนคริสตกาล หรือยาวนานราว 3,500 ปี (ช่วงเวลาอาจต่างกันบ้างในแต่ละตำรา) ในช่วงเวลาดังกล่าว มีหลายชนชาติปรากฎตัวโดดเด่น ดังนี้

            1. พวกซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerian) อยู่ช่วงประมาณ 4,000 – 2,300 ปีก่อนคริสตกาล ผู้เริ่มต้นอารยธรรมและประดิษฐ์ตัวอักษรลิ่ม (Cuneiform)

            2. พวกอัคคาเดียน (Akkadians) อยู่ช่วงประมาณ 2,300 – 2,150 ปีก่อนคริสตกาล สามารถรวบรวมนครรัฐต่างๆ เข้าเป็นจักรวรรดิแห่งแรก สังเกตว่ากลุ่มนี้อยู่ช่วงๆ สั้นราว 150 ปีเท่านั้น

            3. พวกบาบิโลนเก่า (Old Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 1,894 – 1,595 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นด้านกฎหมาย (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี)

            4. ชาวอัสซีเรีย (Assyrian) อยู่ช่วงประมาณ 1,300 – 612 ปีก่อนคริสตกาล มีความเข้มแข็งทางทหาร ขยายอาณาจักรอย่างกว้างขวาง

            5. ชาวบาบิโลนใหม่หรือคาลเดีย (Neo-Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 626 – 539 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม (สวนลอยแห่งบาบิโลน)

(คลิป: ชนชาติในเมโสโปเตเมียสุเมเรียนอัคคาเดียน) 

5. ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน

            ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม เข้ามาหลายระลอก (ไม่ได้มาพร้อมกัน)

            คนกลุ่มแรกสุดคือ ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerians) เป็นคนกลุ่มแรกที่สร้าง "อารยธรรม" ขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมีย บางครั้งจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ผู้บุกเบิก"

            เป็นผู้วางรากฐาน "นครรัฐ" (City-state) กับอักษรลิ่ม ใช้ไม้หรือไม้อ้อ (ไม้คนละชนิด) กดลงบนแผ่นดินเหนียว เกิดเป็นรูปภาพ

            ในสมัยนั้นพวกเขามีถึง 12 นครรัฐ แต่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยอาณาจักรเดียวกัน แต่ละนครรัฐมีอำนาจอธิปไตยและปกครองเป็นเอกเทศจากกัน นครรัฐเหล่านี้มักทำสงครามแย่งชิงทรัพยากร เช่น แหล่งน้ำกับที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจอยู่ตลอดเวลา (ไม่มีศูนย์กลางอำนาจถาวร)

            นอกจากสร้างนครรัฐกับอักษรลิ่ม ยังสร้าง

            1) ซิกกูแรต (Ziggurat) วิหารเทพเจ้าทรงพีระมิดขั้นบันได ทำด้วยอิฐดินเผา เชื่อว่าใช้ในพิธีบูชาเทพเจ้า แต่ละนครรัฐจะมีซิกกูแรตกับเทพเจ้าประจำเมืองที่ชาวเมืองเคารพนับถือ โดยมีกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเทพเจ้า

            2) การประดิษฐ์ล้อ ใช้ในยานพาหนะและการเกษตร

            3) คณิตศาสตร์ ระบบเลขฐาน 60 (ที่มาของ 1 นาทีมี 60 วินาที)

            ขยายความระบบเลขฐาน 60 ...

6. ชาวอัคคาเดียน

            จักรวรรดิคืออาณาจักรหรือประเทศขนาดใหญ่ ที่ยิ่งใหญ่และมีอำนาจมาก มักเก่งเรื่องการแผ่ขยายอิทธิพลไปสู่เมืองอื่นๆ อาณาจักรอื่นๆ พยายามเข้าครอบครองหรือปกครองดินแดนของกลุ่มคนอื่น

            ในสมัยสุเมเรียน เมโสโปเตเมียมีหลายนครรัฐ พระเจ้าซาร์กอนมหาราช (Sargon of Akkad) นำคนอัคคาเดียนรวบรวมนครรัฐเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้รัฐบาลกลาง เกิดเป็น "จักรวรรดิ" (Empire) แห่งแรกของโลก

            เหตุที่พระเจ้าซาร์กอนรบชนะเพราะ

            1. จัดตั้งกองทัพทหารอาชีพ แทนการเกณฑ์ประชาชนให้เป็นทหารชั่วคราว ทหารอาชีพคือเป็นทหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำงานอื่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จึงมีเวลาฝึกรบมากและพร้อมรบตลอดเวลา

            2. กองทัพของชาวอัคคาเดียน มีพลธนูที่สามารถยิงธนูใส่ทหารราบข้าศึกก่อน เนื่องจากธนูยิงไกลกว่าและสามารถเจาะเกราะ

            3. เมื่อยึดเมืองข้าศึก จะทำลายกำแพงเมืองของนครรัฐเหล่านั้น ทำให้เมืองอ่อนแอ ไม่สามารถป้องกันตัวเอง ข้าศึกจึงไม่อยากก่อกบฏ

            4. ส่งคนของตัวเองเข้าไปปกครองเมืองที่ยึดได้ หรือบังคับให้เจ้าเมืองเดิมต้องสาบานตนสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิ จึงยากที่อำนาจเก่าจะลุกฮือเข้ายึดอำนาจคืน

 

(คลิป: ชาวบาบิโลเนียน) 

7. ชาวบาบิโลเนียน

            กฎหมาย (Law) คือ กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่ออกโดยผู้มีอำนาจสูงสุด เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดระเบียบพฤติกรรมของคนในสังคม มีบทลงโทษหากฝ่าฝืน

            กฎหมายมีประโยชน์ เช่น ชี้ว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้ เช่น ห้ามชกต่อยทำร้ายคนอื่น ห้ามลักขโมย กฎหมายไฟจราจรช่วยจัดระเบียบ ให้สังคมสงบสุข

            เมื่อเกิดความขัดแย้งจะใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์ตรวจสอบและสรุปว่าใครถูกผิด แทนที่จะใช้กำลังหรืออำนาจมืดในการตัดสินปัญหา เช่น สองคนทะเลาะกัน ต่างบอกว่าตัวเองถูก - กฎหมายจะเข้ามาตรวจสอบว่าใครถูกผิดอย่างไร

            คำสั่งหรือข้อห้ามของพ่อแม่ ไม่ใช่กฎหมายแต่มีสถานะเป็น "อำนาจตามกฎหมาย" (Legal Authority) ตามที่กฎหมายรับรองให้ทำได้ เช่น พ่อแม่บอกให้ลูกตื่นนอนเพื่ออ่านหนังสือ ขอให้กินข้าวอย่ากินแต่ขนม

            ระเบียบหรือกฎเกณฑ์อื่นๆ เช่น ต้องเข้าเรียนตรงเวลา

            คำถาม: พ่อแม่ของนักเรียนเคยสั่งห้ามทำสิ่งใดหรือไม่ จงยกตัวอย่าง

            7.1 ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี

            1) ปรับปรุงและต่อยอด

            พระเจ้าฮัมมูราบีจัดทำประมวลกฎหมายฮัมมูราบี โดยนำกฎหมายของพวกสุเมเรียนมาปรับปรุงและจัดระเบียบให้เป็นมวลหมู่

            ข้อสังเกต กฎหมายฮัมมูราบีไม่ใช่ของที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำของเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงและเพิ่มเติมบางส่วน เป็นข้อคิดว่าไม่จำต้องเริ่มใหม่จากศูนย์เสมอไป แต่ใช้วิธีปรับปรุงต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่

            2) เน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            กฎหมายนี้ยึดหลัก "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" (An eye for an eye) หมายถึง ทำผิดอย่างไรก็ต้องรับโทษอย่างนั้นหรือต้องชดใช้เท่ากับที่ทำผิด

            เช่น หากนาย ก ทำฟันของนาย ข หัก 1 ซี่ ฟันของนาย ก จะต้องถูกทำให้หัก 1 ซี่เช่นกัน หาก นาย ก ทำให้วัวนาย ข ตาย 2 ตัว นาย ข ต้องชดใช้วัวให้นาย ก 2 ตัว

            นอกจากนี้กฎหมายังกำหนดราคาสินค้า บริการต่างๆ เช่น กำหนดค่ารักษาพยาบาล เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ การตั้งราคาขายสูงเกินไป

            กฎหมายฮัมมูราบีจึงเน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            3) เป็นลายลักษณ์อักษร

            คือ เขียนกฎหมายเป็นตัวหนังสือบนศิลาจารึก ทุกคนจึงอ่านได้ รู้ว่ากฎหมายเขียนอย่างไร  การตัดสินต้องทำตามกฎหมาย (คิดเอาเองไม่ได้) ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน


8. ชาวอัสซีเรียน  

            1) บริหารจัดการกองทัพได้ดีกว่า

            ชาวอัสซีเรียนมีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบันแถบประเทศอิรัก) สามารถยึดครองดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งหมด เพราะจัดการกองทัพได้ดีกว่าและใช้อาวุธที่ทำจากเหล็ก

            อัสซีเรียนเป็นชนชาติแรกๆ ที่สามารถนำเหล็ก (Iron) มาผลิตเป็นอาวุธครั้งละมากๆ แทนการใช้สำริด (Bronze) ซึ่งอ่อนและหักง่ายกว่า

            สำริดหรือทองสัมฤทธิ์ (Bronze) เป็นโลหะผสมที่ส่วนใหญ่เป็นทองแดง (มีทองแดงในสำริดมากกว่า 60%) ผสมกับโลหะอื่นๆ เช่น ดีบุก อะลูมิเนียม แมงกานีส นิกเกิล หรือตะกั่ว

            แต่สำริดแข็งสุดเหล็กไม่ได้

            นักรบอัสซีเรียใช้อาวุธกับชุดเกราะที่ทำจากเหล็กจึงได้เปรียบคนกลุ่มอื่นๆ และใช้ทหารอาชีพหรือกองทัพประจำการ สร้างถนนและสถานีเสบียงเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนทัพทางไกลอย่างรวดเร็ว ช่วยให้รบได้ดีแม้อยู่พื้นที่ห่างไกล ด้วยหตุผลทั้งหมดนี้จึงรบชนะและยึดครองเมืองต่างๆ ทั้งด้วยการทำสงคราม

            2) ห้องสมุดนิเนเวห์

            นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องกองทัพ อัสซีเรียนยังโดดเด่นเรื่องการเก็บรวบรวมหนังสือ สร้างห้องสมุดขนาดใหญ่

            ห้องสมุดนิเนเวห์ (Nineveh) เป็นห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวงที่เมืองนิเนเวห์ (ปัจจุบันคือพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก)

            ในสมัยนั้น ความรู้เป็นของหายาก ห้องสมุดเป็นเหมือน "คลังสมอง" ของจักรวรรดิ รวบรวมความรู้ทั้งหลายมารวมกันในที่เดียว เป็นที่เก็บบันทึกทางการทูต ข้อมูลประวัติศาสตร์ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาอย่างเต็มที่ (มีหนังสือให้อ่านเยอะมากที่สุด)

(คลิป: ชาวอัสซีเรียนกับนีโอ-บาบิโลเนียน) 

9. ชาวนีโอ-บาบิโลเนียนหรือคาลเดีย

            อาณาจักรนีโอ-บาบิโลเนียน (บาบิโลนใหม่) หรือคาลเดีย (Chaldeans) เป็นอาณาจักรสุดท้ายของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            ในสมัยของพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 อาณาจักรรุ่งเรืองมาก สามารถสร้างสวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens) เป็นสวนขนาดใหญ่ แต่ที่เรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะต้นไม้ในสวนนี้เขียวสดตลอดปี สะท้อนว่าพวกเขามีความรู้ด้านชลประทานดีมาก และเก่งเรื่องการออกแบบ

          ในสมัยคาลเดีย พวกเขาคาดการปรากฏการณ์บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ

            ประโยชน์ของการดูดวงดาว

            1) ทำนายโชคชะตา

            คนโบราณเชื่อเรื่องการดูดวง นักพยากรณ์ (หมอดู) ใช้การเคลื่อนไหวของดวงดาวเพื่อทำนายว่าจะเกิดเรื่องใดในอนาคต เช่น ทำนายภัยพิบัติและสงคราม จะโชคดีหรือโชคร้าย

            2) ทำนายฤดูกาลละกำหนดการทำเกษตร

            สามารถดูการเคลื่อนไหวของดวงดาว ดวงจันทร์เพื่อตรวจสอบฤดูกาล ว่าเป็นหน้าร้อน หน้าฝน ควรเริ่มต้นเพาะปลูกแล้วหรือยัง

            สังเกตว่านานมาแล้วที่มนุษย์สามารถดูดวงดาว รู้ว่าถึงเวลาเพาะปลูกแล้วหรือยัง คาดการเรื่องฟ้าฝนต่างๆ แม้ไม่เที่ยงตรงนักแต่ใช้การได้ในระดับหนึ่ง

จุดสิ้นสุดของอารยธรรม:

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียในฐานะรัฐอิสระสิ้นสุดใน 539 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซียเข้ายึดครองบาบิโลน และพื้นที่นี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต่างๆ ในเวลาต่อมา

-------------