จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974 (2)

ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลว่าเรื่องภาษี

            กำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 ถ้ามองผิวเผินคือตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า แต่ความจริงแล้วเป็นมากกว่าการขึ้นภาษี เรื่องภาษีเป็นเพียงตัวจุดประเด็นนำประเทศต่างๆ เข้าเจรจาต่อรอง รัฐบาลสหรัฐต้องการเรื่องอื่นๆ มากกว่าภาษี บทความนี้นำเสนอข้อเรียกร้องของทรัมป์เรื่องนำเข้าสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ โดยมองว่าเป็นการปรับสมดุลการค้า แก้ปัญหาสหรัฐขาดดุล แต่เรื่องนี้เป็นมากกว่าการซื้อขายสินค้าธรรมดา

ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยพลังงานฟอสซิล

            ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอย่างเต็มที่ (Drill, Baby, Drill) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาน้ำมันด้วยตัวเองหรือต้องการส่งออก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพานำเข้าพลังงาน

            ยกตัวอย่าง สหรัฐพยายามควบคุมพลังงานทั้งระบบของยุโรป

            เมษายน 2025 มีข้อมูลว่าทรัมป์ต้องการให้ยุโรปซื้อ LNG สหรัฐถึงปีละ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับการระงับการขึ้นภาษีสินค้ายุโรป ปี 2024 ยุโรปนำเข้าพลังงานทุกประเภทรวม 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            วิเคราะห์: เป้าหมายของทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่แค่ลดการขาดดุลการค้าเท่านั้น การซื้อใช้พลังงานสหรัฐถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าระบบพลังงานของยุโรปผูกติดกับสหรัฐ เรื่องนี้ผิดหลักความมั่นคงทางพลังงานอย่างร้ายแรง ตามหลักความมั่นคงพลังงานจะต้องพยายามกระจายซื้อจากหลายแหล่งหลายประเทศ แต่รัฐบาลทรัมป์ยืนกรานแนวทางของตน

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าแต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐมีเป้าหมายต้องการควบคุมระบบพลังงานโลก เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจสังคม หากขาดเลือดทั้งร่างกายจะปั่นป่วน ถึงขั้นเสียชีวิตได้

            เพียงแค่ควบคุมราคาให้ได้ในระดับหนึ่งก็สามารถควบคุมการเติบโตทางเศรษฐกิจ    

            หากยุโรปยอมตามข้อเสนอสหรัฐ เท่ากับยอมอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐอีกนาน

            การที่ทรัมป์ 2.0 ยกประเด็นนี้ เพราะสงครามยูเครนกำลังเข้าสู่ภาวะสงบศึกชั่วคราว ฝ่ายรัสเซียตั้งเงื่อนไขว่าต้องยกเลิกการคว่ำบาตรหรือคลายการคว่ำบาตร การส่งออกพลังงานรัสเซียคือหนึ่งในหัวข้อสำคัญ

            บัดนี้รัฐบาลสหรัฐจึงนำกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อใช้พลังงานของตนต่อไป แม้ LNG จากสหรัฐแพงกว่าของรัสเซียราว 2 เท่า ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจยุโรปถ้วนหน้าเพราะพลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าบริการทุกชนิด และกระทบต่อประชาชนโดยตรงที่คนเมืองหนาวต้องใช้พลังงานทำความร้อนในฤดูหนาว

            เป้าหมายการล้มรัฐบาลนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) สามารถตีความว่าเพื่อน้ำมัน แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับสงครามอิหร่าน 2026 ที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ยังไม่ใช่พวกสหรัฐ จึงหวังว่าอิหร่านจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับตน

            สังเกตว่ากรณีเวเนซุเอลากับอิหร่านมีจุดตรงกันเรื่องน้ำมันและต้องการให้ได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ต่างจากพวกรัฐอาหรับ

อาวุธสหรัฐที่ต่างชาติซื้อใช้:

            แต่ไหนแต่ไรประเทศผู้ผลิตอาวุธจะขายอาวุธของตนให้กับพันธมิตรหุ้นส่วนเท่านั้น ไม่ขายให้กับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด การซื้อขายอาวุธเครื่องกระสุนมีความสำคัญไม่เพียงด้านการทหาร ยังสัมพันธ์กับการจัดระเบียบโลก การสร้างขั้วและกระชับอำนาจในขั้วของตน อาวุธที่ซื้อใช้จากมหาอำนาจใดหากขาดกระสุน อะไหล่บำรุงจะกลายเป็นแค่เศษเหล็ก เป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศที่ใช้อาวุธจากมหาอำนาจนั้น

            ยิ่งอียูใช้อาวุธสหรัฐมากเพียงไรเท่ากับยิ่งอยู่ใต้อำนาจควบคุมของสหรัฐมากขึ้นเท่านั้น

            มาตรการข่มขู่ด้วยภาษีได้ผลดีในหลายประเทศ

            ยกตัวอย่าง เมษายน 2025 รัฐบาลเวียดนามประกาศว่าจะนำเข้าสินค้าอเมริกามากขึ้นรวมทั้งอาวุธสงคราม LNG แลกกับการผ่อนผันภาษีทรัมป์ ปรับสมดุลการค้า ทั้งนี้เป็นผลจากการพูดคุยเบื้องต้นกับรัฐบาลทรัมป์ หลังสหรัฐชี้ประเด็นการส่งออกสินค้าจีนที่ผ่านเวียดนาม การทุ่มตลาดสินค้าบางตัว การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

            ข้อตกลงกรกฎาคม 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐมากขึ้น รับปากว่าจะนำเข้าข้าวสหรัฐมากขึ้น 75% ซื้อสินค้าเกษตรรวม 8,000 ล้านดอลลาร์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปุ๋ย เอทานอลที่ได้จากพืชผลเกษตร น้ำมันอากาศยาน เครื่องบินโดยสาร Boeing 100 ลำ

            สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการไม่ใช่แค่แก้ปัญหาขาดดุล แต่ต้องการมากกว่านั้นขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ที่น่าตกใจคือประชาชนไม่ทราบไม่เข้าถึงข้อตกลงเหล่านั้นทั้งหมด

ภาษีใหม่ Trade Act of 1974:

            รัฐบาลทรัมป์ 2.0 หันมาใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 เป็นหัวใจนโยบายการค้าต่างประเทศของปี 2026 หลังจากที่ศาลสูงสุดตีความทรัมป์ละเมิดกฎหมาย IEEPA มีมาตราสำคัญ คือ

            1) มาตรา 122 (Section 122) เป็นมาตราที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ทันทีหลังแพ้คดี มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าไม่เกิน 15% หรือกำหนดโควตา เพื่อแก้ปัญหา "การขาดดุลชำระเงิน" แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้เกิน 150 วัน (เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาจากสภาคองเกรส)

            ปัจจุบันทรัมป์ใช้มาตรานี้เก็บภาษี 10% ทั่วโลก เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายในช่วงที่รอการสอบสวนมาตราอื่นๆ ให้เสร็จสิ้น

            2) มาตรา 301 (Section 301) เป็นมาตรการที่มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจ USTR (ผู้แทนการค้าสหรัฐ) สอบสวนและตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ "ละเมิดข้อตกลงการค้า" หรือมีนโยบายที่ "ไม่สมเหตุสมผลและเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ"

            มีนาคม 2026 USTR ได้เริ่มการสอบสวนไทยและอีกหลายประเทศ ในข้อหา "กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง" (Structural Excess Capacity) หากผิดจริงทรัมป์สามารถประกาศขึ้นภาษีตอบโต้เฉพาะรายสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศาลอีก

            3) มาตรา 201 (Section 201) มาตรานี้มุ่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมสหรัฐ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า "โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคู่ค้าทำผิด" เป็นการให้เวลาอุตสาหกรรมในบ้านได้ปรับตัว (เช่น กรณีภาษีแผงโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องซักผ้าในอดีต)

            มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวแต่เข้มข้น เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากทุกแหล่งทั่วโลกพร้อมกัน

            4) GSP (Generalized System of Preferences) เป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งไทยเคยได้ประโยชน์มหาศาล) ประธานาธิบดีสามารถ "ระงับหรือยกเลิก" สิทธินี้ได้หากประเทศนั้นไม่เปิดตลาดให้สหรัฐอย่างเพียงพอ หรือมีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยโดนกดดันมาอย่างต่อเนื่อง

            การกลับมาใช้กฎหมายฉบับปี 1974 จึงเป็นการเปลี่ยนโหมดจาก "สงครามฉุกเฉิน" มาเป็น "สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง" ที่มีระเบียบแบบแผนและมีผลผูกพันในระยะยาวมากกว่าเดิม

ทรัมป์ไม่สามารถขึ้นภาษีง่ายๆ:

            แม้ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์อาศัยกฎหมาย1974 Trade Act อย่างถูกกฎมาย ผลคือการขึ้นภาษีต้องมีเหตุผลประกอบ ไม่ง่ายเหมือนสงครามการค้าปี 2025 ที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีตามใจชอบ ดังที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า “ภาษีเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือลง ขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน”

            อีกทั้งมาตราต่างๆ มีบัญญัติชัดเจนว่าขึ้นได้เท่าไหร่ มีกำหนดเวลาใช้ ทรัมป์จะขู่ขึ้นทีละ 100% ไม่ได้อีกต่อไป

            ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทรัมป์ยังสามารถสร้างประโยชน์แอบแฝงที่มาพร้อมกับ1974 Trade Act ได้มากน้อยแค่ไหน ดังที่มีผู้วิเคราะห์ว่าทรัมป์ใช้ภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆเข้ามาเจรจาต่อรอง ในเรื่องอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่การค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศจึงไม่ใช่การค้าเสรี ที่ยึดถือกลไกตลาดเสรี แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ สงครามเย็นใหม่ การจัดระเบียบโลกใหม่

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าสิ่งที่ทรัมป์ 2.0 กำลังทำคือกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง ตามแนวทางสัจนิยม (realism) ตั้งข้อสังเกตว่าอัตราภาษีตอบโต้หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ตั้งกับหลายสิบประเทศเป็นการคำนวณอย่างหยาบๆ ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่น่าจะอยู่ที่ภาษีเท่านั้น การนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากตั้งแต่ก่อนขึ้นภาษี ถึงกับพูดว่ารัฐบาลทรัมป์จะงดขึ้นภาษีหากคุยกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ หมายความว่าสหรัฐได้ประโยชน์บางอย่างที่เท่าเทียมหรือมากกว่าภาษีที่ขึ้นใช่หรือไม่

            เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน เช่น หลายประเทศเพิ่มสั่งซื้อสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ

            เมื่อเรื่องถึงศาล รัฐบาลทรัมป์ก็หาวิธีการใหม่ ใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 แทน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัด ปลายเมษาย 2026 มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังหาแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์ต้องการแบบ IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องวิเคราะห์ให้ไกลว่าเรื่องภาษี

            ผลโพลของ AP-NORC ที่นำเสนอเมื่อ 22 เมษายน 2026 ชี้ว่าคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ร่วงหนัก กระทั่งกองเชียร์รีพันลิกันยังแผ่ว เนื่องจากไม่สามารถทำตามที่หาเสียง เงินเฟ้อยังสูง และตอนนี้คือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

            ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดอย่างไร อธิบายอย่างไร ผลโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ปลื้มนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน 2026 ทรัมป์สามารถเลือกยืนหยัดนโยบายของตนต่อไป แต่ท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่จะแปลผลว่าคนอเมริกันต้องการอะไรจากนักการเมือง ผู้ปกครอง  

10 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10766 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

บรรณานุกรม :

1. American LNG and Trump rolled into Europe: The EU started talking about Russian gas. (2025, April 14). Eurasia Daily. Retrieved from https://eadaily.com/en/news/2025/04/14/american-lng-and-trump-rolled-into-europe-the-eu-started-talking-about-russian-gas

2. Trump announces new tariffs of up to 40% on a growing number of countries. (2025, July 8). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2025/07/07/economy/trump-letters-tariffs

3. Trump pursues new import taxes to replace the tariffs the Supreme Court rejected. (2026, April 29). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/trump-tariffs-supreme-court-trade-import-taxes-bf712c8ab01f99c3a92e91eb74a9d03f

4. Trump’s approval on economy falls in AP-NORC poll, showing new warning signs for president. (2026, April 22). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/trump-approval-iran-economy-cost-of-living-poll-fff492898cc8ff34e11df90ec4837a79

5. Vit Nam seeks US's delayed imposition of new tariffs for negotiations: Deputy PM. (2025, April 4). Vietnam News. Retrieved from https://vietnamnews.vn/politics-laws/1695282/viet-nam-seeks-us-s-delayed-imposition-of-new-tariffs-for-negotiations-deputy-pm.html

6. Vietnam to buy US defence, security products to tackle trade gap. (2025, April 8). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/world/asia-pacific/vietnam-says-buy-american-defence-security-products-trump-tariffs-loom-2025-04-08/

-----------------

GS1107 มาตราส่วนภูมิศาสตร์ชนิดต่างๆ

            คนเราเวลาเดินทางนอกจากต้องรู้จุดหมายปลายทางแล้ว การรู้ระยะทางว่าใกล้ไกลแค่ไหน ช่วยวางแผนเวลาว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน การใช้มาตราส่วนช่วยหาคำตอบเรื่องระยะห่าง

1. การคำนวณมาตราส่วน

            สูตรการคำนวณ มาตราส่วน คือ ระยะบนแผนที่ หารด้วย ระยะจริง โดยที่ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน

            เช่น มาตรส่วน 1: 50,000 หมายความว่า ระยะบนแผนที่ 1 หน่วยจะเท่ากับระยะทางจริง 50,000 หน่วย

            ใช้สูตร (มาตราส่วน) 1/n = ระยะบนแผนที่ หารด้วย ระยะจริง

            จาก มาตรส่วน 1: 50,000  ถ้าวัดระยะแผนที่ได้ 3 หน่วย ระยะจริงคือ 3 คูณ 50,000 หน่วย

            จาก มาตรส่วน 1: 50,000  ถ้าวัดระยะแผนที่ได้ 10 หน่วย ระยะจริงคือ 10 คูณ 50,000 หน่วย

 (ชมคลิป:การคำนวณมาตราส่วน) 

            ถ้าหน่วยเป็นเซนติเมตร 1: 50,000 หมายถึง ระยะบนแผนที่ 1 ซม. จะเท่ากับระยะทางจริง 50,000 ซม.

            จากข้อมูลข้างต้น ถ้าระยะบนแผนที่เท่ากับ 10 ซม. จะเท่ากับระยทางจริงกี่หน่วย ตอบ 500,000 ซม.

            และจะเท่ากับกี่กิโลเมตร ตอบ 100 ซม.กับ 1 เมตร. ดังนั้น จะเท่ากับ 5,000 ม. หรือ 5 กิโลเมตรนั่นเอง (หรือ 100,000 ซม.เท่ากับ 1 กม.)

 

            มาตราส่วน 1: 50,000 กำหนดให้ หน่วยเป็นเซนติเมตร จากข้อมูลข้างต้น ถ้าระยะบนแผนที่เท่ากับ 30 ซม. จะเท่ากับระยะทางจริงกี่หน่วย ตอบ 1,500,000 ซม. (30 คูณ 50,000)

            และจะเท่ากับกี่กิโลเมตร ตอบ 100 ซม.กับ 1 เมตร. ดังนั้น จะเท่ากับ 15,000 ม. หรือ 15 กิโลเมตรนั่นเอง

 

3. มาตราส่วน 3 แบบ

            มาตราส่วนมี 3 แบบ คือ

            1) มาตราส่วนคำพูด (Word Scale)

            2) มาตราส่วนแบบเศษส่วนหรือแบบสัดส่วน (Ratio Scale)

            3) มาตราส่วนบรรทัด มาตราส่วนเส้น (Bar Scale) หรือมาตราส่วนรูปแท่ง

 (ชมคลิป:มาตราส่วน 3 แบบ) 

1) มาตราส่วนคำพูด (Word Scale)

            เป็นการบอกมาตราส่วนด้วยคำพูด เช่น "1 เซนติเมตร ต่อ 50 กิโลเมตร" หมายความว่า 1 เซนติเมตรในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง 50 กิโลเมตร

            ถ้าพูดว่า "1 นิ้ว ต่อ 200 ไมล์" หมายความว่า 1 นิ้วในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง 200 ไมล์

            ตัวอย่างเพิ่มเติม ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 200 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ 200 กิโลเมตร"

            ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 1,000 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ 1,000 กิโลเมตร"

            คำถาม1 จากรูป "2 เซนติเมตร ต่อ 3,000 กิโลเมตร" หมายความว่า 1 เซนติเมตรในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง จริงเท่าใด ตอบ 1,500 กม. โดยเอา 2 ไปหาร 3,000

            คำถาม2 จากรูป "2 นิ้ว ต่อ 500 ไมล์" หมายความว่า 1 นิ้วในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริงเท่าใด ตอบ 250 ไมล์ โดยเอา 2 ไปหาร 500

            คำถาม3 ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 700 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ ... กิโลเมตร"

            คำถาม4 ถ้าเรากำหนดให้ 2 นิ้วเท่ากับ 600 ไมล์ มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "2 นิ้วต่อ ... ไมล์"

 

2) มาตราส่วนแบบเศษส่วนหรือแบบสัดส่วน (Ratio Scale)

            มาตราส่วนแบบสัดส่วน เช่น 1 : 50,000 (หมายความว่าความยาว 1 หน่วยในแผ่นที่ เท่ากับ 50,000 หน่วยในระยะทางจริง)

            มาตรส่วนแบบนี้ ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน เช่นถ้าบอกว่า 1 : 50,000 ถ้าขนาดบนแผนที่คือ 1 นิ้ว ระยะทางจริง 50,000 จะเท่ากับนิ้ว

            ตัวอย่าง: แผนที่มาตราส่วน 1 : 100,000

            ถ้าวัดระยะในแผนที่ได้ 5 ซม. ระยะจริงคือการเอา 5 คูณ 100,000 = 500,000 ซม.

            ถ้าแปลงเป็นเมตร (หารด้วย 100) = 5,000 เมตร

            และถ้าแปลงเป็นกิโลเมตร = 5 กิโลเมตร

            โจทย์: แผนที่มาตราส่วน 1 : 10,000

            ถ้าวัดระยะในแผนที่ได้ 6 ซม. ระยะจริงคือการเอา 6 คูณ 10,000 = 60,000 ซม.

            ถ้าแปลงเป็นเมตร (หารด้วย 100) = 600 เมตร

            และถ้าแปลงเป็นกิโลเมตร = ... กิโลเมตร

3) มาตราส่วนบรรทัด มาตราส่วนเส้น (Bar Scale) หรือมาตราส่วนรูปแท่ง

            เป็นแถบเส้นตรงที่แบ่งช่องไว้ในแผนที่ มีลักษณะเป็นเส้นบรรทัด บอกว่าระยะเท่านี้ในแผนที่คือระยะเท่าไหร่ในโลกจริง เช่น 1 ช่องคือ 100 กิโลเมตร

            บางครั้งเป็นรูปแท่งตามแนวนอน คล้ายไม้บรรทัด (สร้างรูป)

            ในเส้นหนึ่งหรือแท่งหนึ่งจะแบ่งหลายช่อง เช่น แบ่ง 10 ช่อง และจะเขียนกำกับว่า 1 ช่องเท่ากับระยะทางเท่าใด (ลักษณะคล้ายไม้บรรทัด) อาจเป็น 10 ไมล์ 500 กิโลเมตร แล้วแต่ผู้ออกแบบแผนที่

            เวลาใช้งาน ถ้า 1 ช่องแผนที่กว้าง 1 เซนติเมตร เท่ากับระยะจริง 10 กิโลเมตร นักเรียนสามารถใช้ไม้บรรทัดวัดระยะทางในแผนที่ ถ้าจากจุด  A ไปจุด B เท่ากับ 4 เซนติเมตร เท่ากับระยะจริง 40 กิโลเมตร

            โจทย์: ถ้า 1 ช่องแผนที่กว้าง 1 นิ้ว เท่ากับระยะจริง 200 ไมล์ นักเรียนสามารถใช้ไม้บรรทัดวัดระยะทางในแผนที่ ถ้าจากจุด  A ไปจุด B เท่ากับ 4.5 นิ้ว เท่ากับระยะจริง 900 ไมล์

  (ชมคลิป:ทวีปอเมริกากับอเมริกาเหนือ) 

4. ทวีปอเมริกา

            ทวีปอเมริกา แบ่งเป็น 2 ทวีป คือ ทวีปอเมริกาเหนือ (North America) กับทวีปอเมริกาใต้ (South America) หน้าตาทวีปเป็นอย่างที่เห็น เวลามองทวีปนี้ให้หาชื่อ สหรัฐอเมริกาก่อน เพราะเป็นชื่อที่ทุคกนคุ้นเคย

4.1 ทวีปอเมริกาเหนือ (North America)

            ทวีปอเมริกาเหนือ (North America) มีทั้งหมดประเทศ 23 ประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ภูมิภาคหรือ 3 กลุ่มประเทศ ดังนี้

               1. ภูมิภาคอเมริกาเหนือตอนบน (Northern America)

            มักเป็นส่วนที่รู้จักกันมากสุด

            ประกอบด้วย ประเทศแคนาดา (Canada) สหรัฐอเมริกา (United States of America) และเม็กซิโก (Mexico)

            2. ภูมิภาคอเมริกากลาง (Central America)

            เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ มี 7 ประเทศ

            ได้แก่ กัวเตมาลา (Guatemala) เบลีซ (Belize) เอลซัลวาดอร์ (El Salvador) ฮอนดูรัส (Honduras) นิการากัว (Nicaragua) คอสตาริกา (Costa Rica) ปานามา (Panama)

            3. แถบทะเลแคริบเบียน (The Caribbean)

            เป็นกลุ่มประเทศหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน มี 13 ประเทศ

            เช่น คิวบา (Cuba) เฮติ (Haiti) สาธารณรัฐโดมินิกัน (Dominican Republic) จาเมกา (Jamaica)

            ประเทศสำคัญในทวีปอเมริกาเหนือ คือ สหรัฐอเมริกา (บางครั้งเรียกว่าสหรัฐฯ หรืออเมริกา) เป็นประเทศที่มักถูกพูดถึง

            ทิศเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา คือแคนาดา

            ทิศใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา คือเม็กซิโก

            ระยะทางระหว่างเมือง

            ทวีปอเมริกาเหนือยู่ทางซีกโลกเหนือ ดังนั้น จะมีช่วงหนึ่งที่อากาศหนาวจัด มิหะตก โดยเฉพาะที่แคนาดากับสหรัฐ

 

5. คำถามกับกิจกรรมท้ายบทชุด2 GS1107

คำถาม 1 เปรียบเทียบระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก ในเรื่องเหล่านี้ โดยใช้ข้อมูลจาก Wikipedia (พิมพ์ชื่อประเทศใน Google) หรือแหล่งอื่น

 

สหรัฐ

เม็กซิโก

1. ประชากร คาดว่าในอนาคตประชากรจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

อัตราการเติบโตของประชากรเป็นบวก 0.7%

ประชากรเม็กซิโกเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ย 1.70% ต่อปี

2. ภูมิศาสตร์ ขนาดประเทศ

มีหลายข้อมูล 9,522,055.0 ตร.กม., 9,629,091.5 ตร.กม. ไปจนถึง 9,833,516.6 ตร.กม.

ไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร

3. สาธารณสุข ผู้ชายเสียชีวิตจาก “โรค” ใดมากที่สุด

ไม่แบ่งชายหญิง ในปี 2010 โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

การติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โรคมะเร็งตับ และโรคหลอดเลือดสมอง

4. ...

 

 

5. ...

 

 

            ให้นักเรียนบรรยายความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศ ข้อ 4 กับ 5 จะเปรียบเทียบเรื่องใดก็ได้ 

            โจทย์ระยะทาง

            คำถาม 1 เส้นทางเที่ยวบินจากลอสแอนเจลีสไปยังนิวยอร์ก จะมีระยะทางตามแนวเส้นตรง ราว 2,500 ไมล์ ถ้าแผนที่ใช้มาตรการส่วน 1 นิ้วต่อ 250 ไมล์ ถามว่าระยะทางในแผนที่จะยาวกี่นิ้ว (ตอบ 10 นิ้ว)

            ฝึกให้นักเรียนนำเสนอ (5 นาที)

(ชมคลิป:ภูมิภาค ละตินอเมริกากับอเมริกากลาง) 

6. ภูมิภาค

            ภูมิภาค (Region) คือ การแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่าประเทศแต่เล็กกว่าทวีป

            นอกจากการแบ่งเป็นทวีปกับประเทศ ยังแบ่งเป็นภูมิภาค เช่น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคตะวันออกกลาง

            ภูมิภาค (Region) คือ พื้นที่บนพื้นผิวโลกที่มีลักษณะบางประการที่เหมือนกันหรือร่วมกัน ช่วยจัดระเบียบและแบ่งส่วนโลกที่กว้างใหญ่ให้ง่ายต่อการศึกษาและการทำความเข้าใจ

            พูดแบบเข้าใจง่ายคือ การแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่าประเทศแต่เล็กกว่าทวีป

          ตัวอย่าง ภูมิภาคอาเซียน 11 ประเทศ

            ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน

            ตัวอย่าง ละตินอเมริกา (Latin America) คือ "ภูมิภาคทางวัฒนธรรม" (Cultural Region)

ภูมิภาคไม่ได้มีขนาดที่ตายตัว อาจจะมีขนาดใหญ่ระดับทวีป หรือเล็กระดับย่านในเมืองก็ได้ โดยหลักการสำคัญคือต้องมี "เอกลักษณ์" ที่ทำให้พื้นที่นั้นแตกต่างจากพื้นที่รอบข้าง

7. อเมริกากลางกับละตินอเมริกา

            ภูมิภาคอเมริกากลาง (Central America) เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาเหนือ

            ตั้งอยู่ระหว่างเม็กซิโกทางตอนเหนือกับโคลอมเบียทางตะวันออกเฉียงใต้ มีชายฝั่งติดทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน

            อเมริกากลางมีลักษณะเป็นคอคอด เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและมีภูเขาไฟจำนวนมาก ภูมิอากาศแบบเขตร้อน

             มี 7 ประเทศ ได้แก่ เบลีซ, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว และปานามา

            ละตินอเมริกา (Latin America) คือ "ภูมิภาคทางวัฒนธรรม" (Cultural Region) หมายถึงการแบ่งโดยอาศัยวัฒนธรรมร่วมกัน รากวัฒนธรรมของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคนี้มาจากสเปนกับโปรตุเกส ภาษาที่ใช้ในปัจจุบันมีรากมาจากภาษาละติน เป็นที่มาของชื่อ "ละติน" อเมริกา

            ขอบเขตของละตินอเมริกาประกอบด้วยอะไรบ้าง

            แบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย:

            1) เม็กซิโก (Mexico): ประเทศเดียวในอเมริกาเหนือที่รวมอยู่ในภูมิภาคนี้

            2) อเมริกากลาง (Central America): เช่น กัวเตมาลา ปานามา คอสตาริกา

            3) หมู่เกาะในแคริบเบียน (The Caribbean): เฉพาะประเทศที่พูดภาษาสเปนหรือฝรั่งเศส เช่น คิวบา สาธารณรัฐโดมินิกัน และเฮติ

            4) อเมริกาใต้ (South America): เช่น บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย

------------------------