ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลว่าเรื่องภาษี
กำแพงภาษีทรัมป์
2.0 ถ้ามองผิวเผินคือตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า
แต่ความจริงแล้วเป็นมากกว่าการขึ้นภาษี เรื่องภาษีเป็นเพียงตัวจุดประเด็นนำประเทศต่างๆ
เข้าเจรจาต่อรอง รัฐบาลสหรัฐต้องการเรื่องอื่นๆ มากกว่าภาษี
บทความนี้นำเสนอข้อเรียกร้องของทรัมป์เรื่องนำเข้าสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ
ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ โดยมองว่าเป็นการปรับสมดุลการค้า
แก้ปัญหาสหรัฐขาดดุล แต่เรื่องนี้เป็นมากกว่าการซื้อขายสินค้าธรรมดา
ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยพลังงานฟอสซิล
ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอย่างเต็มที่
(Drill, Baby, Drill) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาน้ำมันด้วยตัวเองหรือต้องการส่งออก
แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก
และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพานำเข้าพลังงาน
ยกตัวอย่าง
สหรัฐพยายามควบคุมพลังงานทั้งระบบของยุโรป
เมษายน 2025 มีข้อมูลว่าทรัมป์ต้องการให้ยุโรปซื้อ
LNG สหรัฐถึงปีละ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แลกกับการระงับการขึ้นภาษีสินค้ายุโรป ปี 2024 ยุโรปนำเข้าพลังงานทุกประเภทรวม 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วิเคราะห์: เป้าหมายของทรัมป์ 2.0
ไม่ใช่แค่ลดการขาดดุลการค้าเท่านั้น การซื้อใช้พลังงานสหรัฐถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าระบบพลังงานของยุโรปผูกติดกับสหรัฐ
เรื่องนี้ผิดหลักความมั่นคงทางพลังงานอย่างร้ายแรง
ตามหลักความมั่นคงพลังงานจะต้องพยายามกระจายซื้อจากหลายแหล่งหลายประเทศ
แต่รัฐบาลทรัมป์ยืนกรานแนวทางของตน
เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าแต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐมีเป้าหมายต้องการควบคุมระบบพลังงานโลก
เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจสังคม
หากขาดเลือดทั้งร่างกายจะปั่นป่วน ถึงขั้นเสียชีวิตได้
เพียงแค่ควบคุมราคาให้ได้ในระดับหนึ่งก็สามารถควบคุมการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หากยุโรปยอมตามข้อเสนอสหรัฐ
เท่ากับยอมอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐอีกนาน
การที่ทรัมป์
2.0 ยกประเด็นนี้ เพราะสงครามยูเครนกำลังเข้าสู่ภาวะสงบศึกชั่วคราว
ฝ่ายรัสเซียตั้งเงื่อนไขว่าต้องยกเลิกการคว่ำบาตรหรือคลายการคว่ำบาตร
การส่งออกพลังงานรัสเซียคือหนึ่งในหัวข้อสำคัญ
บัดนี้รัฐบาลสหรัฐจึงนำกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อใช้พลังงานของตนต่อไป
แม้ LNG จากสหรัฐแพงกว่าของรัสเซียราว 2 เท่า
ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจยุโรปถ้วนหน้าเพราะพลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าบริการทุกชนิด
และกระทบต่อประชาชนโดยตรงที่คนเมืองหนาวต้องใช้พลังงานทำความร้อนในฤดูหนาว
เป้าหมายการล้มรัฐบาลนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) สามารถตีความว่าเพื่อน้ำมัน แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก
รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับสงครามอิหร่าน 2026
ที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ยังไม่ใช่พวกสหรัฐ
จึงหวังว่าอิหร่านจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับตน
สังเกตว่ากรณีเวเนซุเอลากับอิหร่านมีจุดตรงกันเรื่องน้ำมันและต้องการให้ได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐ
ไม่ต่างจากพวกรัฐอาหรับ
อาวุธสหรัฐที่ต่างชาติซื้อใช้:
แต่ไหนแต่ไรประเทศผู้ผลิตอาวุธจะขายอาวุธของตนให้กับพันธมิตรหุ้นส่วนเท่านั้น
ไม่ขายให้กับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด
การซื้อขายอาวุธเครื่องกระสุนมีความสำคัญไม่เพียงด้านการทหาร
ยังสัมพันธ์กับการจัดระเบียบโลก การสร้างขั้วและกระชับอำนาจในขั้วของตน
อาวุธที่ซื้อใช้จากมหาอำนาจใดหากขาดกระสุน อะไหล่บำรุงจะกลายเป็นแค่เศษเหล็ก
เป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศที่ใช้อาวุธจากมหาอำนาจนั้น
ยิ่งอียูใช้อาวุธสหรัฐมากเพียงไรเท่ากับยิ่งอยู่ใต้อำนาจควบคุมของสหรัฐมากขึ้นเท่านั้น
มาตรการข่มขู่ด้วยภาษีได้ผลดีในหลายประเทศ
ยกตัวอย่าง
เมษายน 2025
รัฐบาลเวียดนามประกาศว่าจะนำเข้าสินค้าอเมริกามากขึ้นรวมทั้งอาวุธสงคราม LNG
แลกกับการผ่อนผันภาษีทรัมป์ ปรับสมดุลการค้า
ทั้งนี้เป็นผลจากการพูดคุยเบื้องต้นกับรัฐบาลทรัมป์
หลังสหรัฐชี้ประเด็นการส่งออกสินค้าจีนที่ผ่านเวียดนาม การทุ่มตลาดสินค้าบางตัว
การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ข้อตกลงกรกฎาคม
2025 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐมากขึ้น
รับปากว่าจะนำเข้าข้าวสหรัฐมากขึ้น 75% ซื้อสินค้าเกษตรรวม 8,000
ล้านดอลลาร์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปุ๋ย
เอทานอลที่ได้จากพืชผลเกษตร น้ำมันอากาศยาน เครื่องบินโดยสาร Boeing 100 ลำ
สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการไม่ใช่แค่แก้ปัญหาขาดดุล
แต่ต้องการมากกว่านั้นขึ้นกับการเจรจาต่อรอง
ที่น่าตกใจคือประชาชนไม่ทราบไม่เข้าถึงข้อตกลงเหล่านั้นทั้งหมด
ภาษีใหม่ Trade Act of 1974:
รัฐบาลทรัมป์
2.0 หันมาใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 เป็นหัวใจนโยบายการค้าต่างประเทศของปี
2026 หลังจากที่ศาลสูงสุดตีความทรัมป์ละเมิดกฎหมาย IEEPA มีมาตราสำคัญ
คือ
1) มาตรา 122 (Section 122) เป็นมาตราที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ทันทีหลังแพ้คดี
มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าไม่เกิน 15% หรือกำหนดโควตา
เพื่อแก้ปัญหา "การขาดดุลชำระเงิน" แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้เกิน 150 วัน
(เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาจากสภาคองเกรส)
ปัจจุบันทรัมป์ใช้มาตรานี้เก็บภาษี
10% ทั่วโลก เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายในช่วงที่รอการสอบสวนมาตราอื่นๆ
ให้เสร็จสิ้น
2)
มาตรา 301 (Section 301) เป็นมาตรการที่มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
โดยให้อำนาจ USTR (ผู้แทนการค้าสหรัฐ)
สอบสวนและตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ "ละเมิดข้อตกลงการค้า" หรือมีนโยบายที่
"ไม่สมเหตุสมผลและเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ"
มีนาคม
2026 USTR ได้เริ่มการสอบสวนไทยและอีกหลายประเทศ ในข้อหา
"กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง" (Structural Excess
Capacity) หากผิดจริงทรัมป์สามารถประกาศขึ้นภาษีตอบโต้เฉพาะรายสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศาลอีก
3)
มาตรา 201 (Section 201) มาตรานี้มุ่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมสหรัฐ
ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า
"โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคู่ค้าทำผิด" เป็นการให้เวลาอุตสาหกรรมในบ้านได้ปรับตัว
(เช่น กรณีภาษีแผงโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องซักผ้าในอดีต)
มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวแต่เข้มข้น
เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากทุกแหล่งทั่วโลกพร้อมกัน
4)
GSP (Generalized System of Preferences) เป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ประเทศกำลังพัฒนา
(ซึ่งไทยเคยได้ประโยชน์มหาศาล) ประธานาธิบดีสามารถ "ระงับหรือยกเลิก"
สิทธินี้ได้หากประเทศนั้นไม่เปิดตลาดให้สหรัฐอย่างเพียงพอ
หรือมีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยโดนกดดันมาอย่างต่อเนื่อง
การกลับมาใช้กฎหมายฉบับปี 1974 จึงเป็นการเปลี่ยนโหมดจาก
"สงครามฉุกเฉิน" มาเป็น "สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง"
ที่มีระเบียบแบบแผนและมีผลผูกพันในระยะยาวมากกว่าเดิม
ทรัมป์ไม่สามารถขึ้นภาษีง่ายๆ:
แม้ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์อาศัยกฎหมาย1974
Trade Act อย่างถูกกฎมาย ผลคือการขึ้นภาษีต้องมีเหตุผลประกอบ
ไม่ง่ายเหมือนสงครามการค้าปี 2025 ที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีตามใจชอบ ดังที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า
“ภาษีเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือลง ขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน”
อีกทั้งมาตราต่างๆ
มีบัญญัติชัดเจนว่าขึ้นได้เท่าไหร่ มีกำหนดเวลาใช้ ทรัมป์จะขู่ขึ้นทีละ 100%
ไม่ได้อีกต่อไป
ประเด็นที่น่าติดตามคือ
ทรัมป์ยังสามารถสร้างประโยชน์แอบแฝงที่มาพร้อมกับ1974 Trade Act ได้มากน้อยแค่ไหน ดังที่มีผู้วิเคราะห์ว่าทรัมป์ใช้ภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆเข้ามาเจรจาต่อรอง
ในเรื่องอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่การค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น
ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ
ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศจึงไม่ใช่การค้าเสรี ที่ยึดถือกลไกตลาดเสรี
แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ สงครามเย็นใหม่ การจัดระเบียบโลกใหม่
ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า
ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าสิ่งที่ทรัมป์ 2.0
กำลังทำคือกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง ตามแนวทางสัจนิยม (realism)
ตั้งข้อสังเกตว่าอัตราภาษีตอบโต้หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal
Tariffs) ที่ตั้งกับหลายสิบประเทศเป็นการคำนวณอย่างหยาบๆ
ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่น่าจะอยู่ที่ภาษีเท่านั้น การนำประเทศต่างๆ
เข้ามาเจรจาเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากตั้งแต่ก่อนขึ้นภาษี
ถึงกับพูดว่ารัฐบาลทรัมป์จะงดขึ้นภาษีหากคุยกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ หมายความว่าสหรัฐได้ประโยชน์บางอย่างที่เท่าเทียมหรือมากกว่าภาษีที่ขึ้นใช่หรือไม่
เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน
เช่น หลายประเทศเพิ่มสั่งซื้อสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน
อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ
เมื่อเรื่องถึงศาล รัฐบาลทรัมป์ก็หาวิธีการใหม่ ใช้กฎหมาย Trade
Act of 1974 แทน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัด ปลายเมษาย 2026
มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังหาแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม
นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์ต้องการแบบ IEEPA
เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้
ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องวิเคราะห์ให้ไกลว่าเรื่องภาษี
ผลโพลของ
AP-NORC ที่นำเสนอเมื่อ 22 เมษายน 2026
ชี้ว่าคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ร่วงหนัก
กระทั่งกองเชียร์รีพันลิกันยังแผ่ว เนื่องจากไม่สามารถทำตามที่หาเสียง
เงินเฟ้อยังสูง และตอนนี้คือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดอย่างไร
อธิบายอย่างไร ผลโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ปลื้มนโยบายเศรษฐกิจ
ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน 2026 ทรัมป์สามารถเลือกยืนหยัดนโยบายของตนต่อไป
แต่ท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้
ที่จะแปลผลว่าคนอเมริกันต้องการอะไรจากนักการเมือง ผู้ปกครอง
-----------------
บรรณานุกรม :
1. American LNG and
Trump rolled into Europe: The EU started talking about Russian gas. (2025,
April 14). Eurasia Daily. Retrieved from
https://eadaily.com/en/news/2025/04/14/american-lng-and-trump-rolled-into-europe-the-eu-started-talking-about-russian-gas
2. Trump announces
new tariffs of up to 40% on a growing number of countries. (2025, July 8). CNN.
Retrieved from
https://edition.cnn.com/2025/07/07/economy/trump-letters-tariffs
3. Trump
pursues new import taxes to replace the tariffs the Supreme Court rejected. (2026, April 29). AP.
Retrieved from
https://apnews.com/article/trump-tariffs-supreme-court-trade-import-taxes-bf712c8ab01f99c3a92e91eb74a9d03f
4. Trump’s approval on economy falls in AP-NORC poll, showing
new warning signs for president. (2026, April 22). AP. Retrieved from
https://apnews.com/article/trump-approval-iran-economy-cost-of-living-poll-fff492898cc8ff34e11df90ec4837a79
5. Việt
Nam seeks US's delayed imposition of new tariffs for negotiations: Deputy PM. (2025, April 4). Vietnam News.
Retrieved from https://vietnamnews.vn/politics-laws/1695282/viet-nam-seeks-us-s-delayed-imposition-of-new-tariffs-for-negotiations-deputy-pm.html
6. Vietnam to buy US defence, security products to tackle trade
gap. (2025, April 8). Reuters.
Retrieved from
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/vietnam-says-buy-american-defence-security-products-trump-tariffs-loom-2025-04-08/
-----------------
.png)


