สิทธิมนุษยชนในจีน2026
รัฐบาลจีนมองว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องความมั่นคงภายในของแต่ละประเทศ นับวันทางการสามารถกำกับติดตามประชาชนแบบเรียลไทม์
นอกจากสหรัฐแล้ว
จีนเป็นอีกประเทศที่มีผลต่อระเบียบโลกมาก รวมทั้งประเด็นสิทธิมนุษยชน บทความนี้นำเสนอสาระสำคัญบางส่วนพร้อมการวิเคราะห์
ผ่านรายงาน “World Report 2026” ของ “ฮิวแมนไรตส์วอตช์” (Human
Rights Watch: HRW)
รายงานสรุปว่าทางการจีนปฏิเสธสิทธิการแสดงออก
การรวมกลุ่ม การนับถือความเชื่อศาสนาอย่างเสรี จัดการผู้เห็นต่างทั้งต่อชาวทิเบต อุยกูร์
คนฮ่องกง ก่ออาชญกรรมด้านนี้นับครั้งไม่ถ้วน กระชับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์
รัฐบาลจีนควบคุมสื่อทุกช่องทาง เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบอบสอดแนมตรวจสอบคนในประเทศเข้มงวดที่สุด
ประเด็นศาสนาความเชื่อ:
ทางการจีนยอมรับ
5 ศาสนา (พุทธ เต๋า อิสลาม คริสต์นิกายคาทอลิก และคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์)
และควบคุมการปฏิบัติศาสนกิจ การแต่งตั้งตำแหน่งผู้นำจิตวิญญาณ ควบคุมการเงินขององค์กรศาสนา
มักมีข่าวเจ้าหน้าที่คุกคามและควบคุมตัวผู้นำกับสมาชิกจากกลุ่มที่ผิดกฎหมาย
บางส่วนเป็นพวกนับถือคริสต์ที่ไม่ทำตามกฎ เช่น รวมกลุ่มตามบ้านหรือที่ลับ
บางคนต้องโทษจำคุกหลายปี บางคนโดนข้อหาไม่จงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ทางการจีนควบคุมสื่อออนไลน์ที่นำเสนอเรื่องศาสนาอย่างเข้มงวด
ห้ามครูสอนศาสนาหรือการสอนศาสนาที่ไม่อยู่ในการควบคุม
วิเคราะห์: ลัทธิฝ่าหลุนกง (Falun Gong) เป็นตัวอย่างที่เอ่ยถึงมาก รัฐบาลจีนสั่งแบนลัทธิฝ่าหลุนกง มองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติและความชอบธรรมของพรรค
เนื่องจากสมาชิกกลุ่มขยายตัวรวดเร็วและเข้มแข็ง มีสมาชิกถึง 70-100 ล้านคน ถูกตีตราว่าเป็นองค์กรอิสระขนาดใหญ่
ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ
อุดมการณ์คอมมิวนิสต์จีนต้องการสร้าง "รัฐอเทวนิยม" (State
Atheism) จึงมองศาสนาเป็นความเชื่อที่งมงาย ขัดอุดมการณ์ของรัฐ
เจ้าหน้าที่จับตาพวกนักสิทธิมนุษยชน บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้ถูกคุกคาม
จับกุม นักสิทธิมนุษยชนและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
ตกเป็นเป้าของการจับตาและคุกคาม นอกจากนี้รัฐบาลจีนมักมองว่าแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนสากลเป็นเครื่องมือของประเทศตะวันตก
(โดยเฉพาะสหรัฐ) ที่ใช้แทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายเสถียรภาพซึ่งมีส่วนถูกต้อง
แต่ในอีกด้านตอกย้ำรัฐบาลอำนาจนิยม ควบคุมสังคมเข้มงวด
เรื่องศาสนามักตีความเชื่อมโยงยุคล่าอาณานิคม
ชี้ว่าใช้ศาสนาเปลี่ยนความเชื่อคนพื้นเมือง การเปลี่ยนศาสนาช่วยลดแรงต้านทางวัฒนธรรม
ทำให้ผู้ถูกปกครองมีความคิดความเชื่อที่สอดคล้องกับประเทศเจ้าอาณานิคมมากขึ้น ทางการจีนมักอ้างประวัติศาสตร์ที่เผชิญศตวรรษแห่งความอับยศ
ถูกหลายประเทศข่มเหงรุกราน ซึ่งพ่วงเอาสิทธิในการเผยแพร่ศาสนาเข้ามาด้วย ดังนั้นแม้หลายคนเผยแพร่ศาสนาด้วยใจบริสุทธิ์แต่จะถูกตีความว่าเป็นภัยความมั่นคง
ประเด็นทิเบตกับฮ่องกง:
รายงานชี้ว่ารัฐบาลจีนยังคงกดทับทิเบตต่อเนื่อง
ห้ามรวมตัว ปิดโรงเรียนที่สอนภาษากับวัฒนธรรมทิเบต ประธานาธิบดีสี
จิ้นผิงขอให้ชาวทิเบตรับสังคมคอมมิวนิสต์ ส่วนหนึ่งเพราะกังวลคนทิเบตเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชหรือการปกครองตนเอง
ในอดีตการเคลื่อนไหวบางปีรุนแรงมาก มีการเผาตัวตายเพื่อประท้วงนโยบาย
‘ภูมิภาคปกครองตนเองทิเบต’ (Tibetan Autonomous Region)
ทุกวันนี้ชาวทิเบตยังถือว่าองค์ดาไล ลามะ เป็นผู้นำจิตวิญญาณ การทำให้ชาวทิเบตจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าผู้นำทางจิตวิญญาณ
เป็นเป้าหมายสูงสุดในการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ใช้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือซื้อใจและสร้างความชอบธรรม
หวังว่าการเปลี่ยนชาวทิเบตจากวิถีชีวิตแบบเดิม (เช่น การเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน) มาสู่ความเจริญแบบเมือง
จะลดอิทธิพลศาสนาและเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่ความทันสมัย
ชาวฮ่องกงเคยประท้วงใหญ่ต่อต้านรัฐบาลจีน
ปัจจุบันรัฐบาลฮ่องกงยังคงใช้กฎหมายความมั่นคงควบคุมอย่างเข้มงวด
จับตาพวกที่สนับสนุนประชาธิปไตย ปีที่แล้วศาลสูงตัดสินจิมมี่ ไล (Jimmy
Lai) ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ Apple Daily ด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิต จากความผิดฐานสมคบคิดกับต่างชาติและยั่วยุปลุกปั่น
เรื่องราวฮ่องกงดังทั่วโลกเมื่อชาวฮ่องกงส่วนหนึ่งเรียกร้องขอปกครองตนเองมากขึ้น
ดังคำขวัญ “สู้เพื่อเสรีภาพ ยืนเคียงข้างฮ่องกง” (Fight for freedom, stand
with Hong Kong!) คนฮ่องกงต้องเป็นผู้ตัดสินอนาคตฮ่องกง
ไม่ใช่โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชัดเจนว่าผิดกฎหมายร้ายแรง
สิ่งที่ผู้ประท้วงต้องการคือลิขิตชีวิตตัวเอง
ระบอบการปกครองที่พวกตนตัดสินอนาคตของตัวเอง
ด้วยความเชื่อว่าเช่นนี้แล้วจะได้สิ่งดีที่สุด แต่รัฐบาลจีนไม่ปล่อยให้ผู้ชุมนุมได้ทุกสิ่งที่ต้องการ
ระหว่าง 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแลกับชาวฮ่องกง 7 ล้านกว่าคน
รัฐบาลปักกิ่งย่อมตัดสินใจได้ว่าจะเลือกอะไร
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนพูดเสมอว่าพร้อมใช้กำลัง “จัดการ” หากไต้หวันประกาศเอกราช
หรือจะเทียบเคียงกรณีเทียนอันเหมินก็ได้ เหล่าแกนนำผู้ชุมนุมรับรู้เป็นอย่างดี
การปราบปรามผู้ชุมนุมในฮ่องกงเป็นการส่งสัญญาณอีกครั้งว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกดินแดน
ประกาศเอกราช
ควรย้ำว่าคนฮ่องกงบางส่วนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
เพราะไม่พอใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่
เห็นว่าควรปฏิรูปฮ่องกงที่ไม่ใช่เพียงแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ มีข้อมูลว่าประชากรมากกว่า
200,000 คนที่ต้องอาศัยอยู่ในที่พักอาศัยที่เรียกว่า
"ห้องกรงเหล็ก" (Cage Homes) หรือ
"ห้องโลงศพ" (Coffin Homes) หากชีวิตยังยากลำบากย่อมเป็นชนวนให้ลุกฮืออีกครั้ง
ประเด็นซินเจียงอุยกูร์:
ฮิวแมนไรตส์วอตช์เผยว่ารัฐบาลจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี
2016 ทางการเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวอุยกูร์ การปฏิบัติศาสนกิจ
บังคับให้พวกเขาจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน
มีข้อมูลว่าทางการจีนเปลี่ยนมัสยิดหลายแห่งเป็นร้านกาแฟ บางแห่งปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ทางการชี้ว่ามีมัสยิดมากเกินไป บางคนสังเกตว่าเน้นรื้อถอนมัสยิดขนาดเล็ก
เพื่อให้มุสลิมไปรวมตัวในมัสยิดใหญ่ ช่วยเรื่องการควบคุม
แต่ทางการจีนปฏิเสธการละเมิดสิทธิมนุษยชน
การบังคับใช้แรงงานเป็นอีกประเด็นที่น่าติดตาม
ทางการส่งชาวอุยกูร์และไปทำงานในโรงงานหรือฟาร์มทั่วประเทศ
โดยที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธ เนื่องจากกลัวการถูกกักขังหรือลงโทษ องค์กรสิทธิมนุษยชนพยายามติดตามว่าพวกเขาผลิตสินค้าอะไร
เรื่องนี้มีผลต่อยี่ห้อสินค้า การส่งขายในต่างแดน
วิเคราะห์:
แต่ไหนแต่ไรคน 3
จำพวกที่รัฐบาลจีนเห็นว่าเป็นภัยคือพวกผู้ก่อการร้าย
พวกแบ่งแยกดินแดนและพวกสุดโต่ง
นอกจากเพิ่มมาตรการควบคุมในประเทศแล้วยังพยายามขอความร่วมมือจากต่างประเทศ
พื้นที่สำคัญคือเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์
ที่คนอุยกูร์กับชาติพันธุ์มุสลิมอื่นๆ มักเคลื่อนไหวเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล
กำกับติดตามประชาชนแบบเรียลไทม์:
หัวข้อสิทธิมนุษยชนจีนส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องเดิมประเด็นเดิม
หลายเรื่องพูดกันหลายทศวรรษแล้ว ทางการจีนต้องจับตาเฝ้าระวังไม่ให้ปัญหาบานปลาย ไม่ว่าประชาคมโลกจะคิดเห็นอย่างไร
รัฐบาลจีนมองว่าความมั่นคงในประเทศสำคัญที่สุด การแบ่งแยกดินแดน
ความกระด้างกระเดื่อง เป็นภัยที่ต้องจัดการ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดหรืออธิบายอย่างไร
รัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมประชาชน ควบคุมสังคมอยู่แล้ว ในด้านหนึ่งน่าเห็นใจที่ต้องดูแลประชากรกว่า
1,400 ล้านคนบนแผ่นดินกว้างใหญ่
มหาอำนาจฝ่ายตรงข้ามมองจีนเป็นคู่แข่งหรือปรปักษ์ที่ต้องต่อสู้ช่วงชิง
การควบคุมในอนาคตจะเข้มงวดมากขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
มีข้อมูลว่าใช้ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) และการเก็บข้อมูลทางชีวภาพ
(DNA) เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนในซินเจียงตลอด 24
ชั่วโมง
ที่น่าจับตาคือการควบคุมการเงินผ่านหยวนดิจิทัลที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
การทำธุรกรรมการเงินทั้งหลายที่ต้องผ่านออนไลน์ ภายใต้การกำกับตรวจสอบโดยรัฐ
ความสามารถของ
AI ช่วยงานกำกับติดตามได้เป็นอย่างดี เห็นชัดว่านับวันรัฐบาลสามารถกำกับติดตามประชาชนแบบเรียลไทม์
โลกกำลังเคลื่อนสู่แนวทางนี้
รัฐบาลจีนมองว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน
ความมั่นคงภายในเป็นเรื่องของแต่ละประเทศ แนวทางเช่นนี้ช่วยเรื่องการยึดถืออธิปไตย
ต่างชาติไม่แทรกแซง
แต่ในอีกด้านถูกประชาคมโลกตั้งคำถามว่าเท่ากับส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชน
จีนกำลังเป็นแบบอย่างโลกในเรื่องนี้
-------------------
บรรณานุกรม :1. Human Rights Watch. (2026, February). World Report 2026. Retrieved from https://www.hrw.org/sites/default/files/media_2026/01/WR2026%20web_2.pdf
2. U.S. State Department. (2018, September). Country Reports on Terrorism 2017. Retrieved from https://www.state.gov/documents/organization/283100.pdf
3. Uighur mosques closed by Beijing, handed over for tourist use. (2020, October 15). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/13821568
-----------------
.png)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น