ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐ 2014: งานประชาสัมพันธ์ชาติมหาอำนาจ

9 พฤศจิกายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6578 วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2025148)

            ประธานาธิบดีบารัก โอบามามีกำหนดเยือนจีนต้นสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าร่วมประชุมเอเปค และร่วมประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน ฝ่ายจีนหวังเจรจาเพื่อวางกรอบโครงสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ดังที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงประกาศว่า “เราต้องการร่วมมือกับรัฐบาลโอบามาเพื่อสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างสองมหาอำนาจ ... ผมไม่ได้พูดว่าไม่มีเรื่องขัดแย้งระหว่างกัน แต่ตราบใดที่ 2 ประเทศเคารพข้อกังวลต่างๆ ของกันและกัน ทั้ง 2 ประเทศสามารถบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันอันจะก้าวข้ามความขัดแย้งเหล่านั้น”

หลักคิดของจีน VS หลักคิดของสหรัฐ :
            ในมุมจีน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะจีนอาจมีสัมพันธ์ดีกับหลายสิบประเทศ แต่ทั้งหมดไม่อาจเทียบกับการมีสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐเพียงประเทศเดียว ไม่ว่าในแง่เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางทหาร อีกทั้งการมีสัมพันธ์ดีกับสหรัฐส่งผลต่อความสัมพันธ์กับอีกหลายสิบประเทศที่เป็นพันธมิตรสหรัฐ
            การพยายามวางกรอบความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ สอดรับกับแนวคิดของอดีตประธานาธิบดีหู จินเทา ที่เรียกร้องให้ ประชาชนทุกประเทศร่วมมือกันและสร้างโลกสมานฉันท์เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนและความมั่นคงร่วมกันบางคนตีความว่าไม่ว่าจีนจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใดก็ไม่ประสงค์เป็นเจ้าโลก มุ่งสร้างความมั่นคงมั่งคั่ง ไม่ใช่เพื่อเผยแพร่ลัทธิสังคมนิยมอีกแล้ว

            ด้านประธานาธิบดีโอบามายินดีที่จีนก้าวขึ้นมาอย่างสันติ สหรัฐมีผลประโยชน์ร่วมกับจีนมหาศาล แต่นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่าหากพิจารณายุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิก (หรือที่บางคนเรียกว่า Pivot to Asia) กับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่ยังเดินหน้าเจรจา ทำให้ต้องคิดไปต่างๆ นานา
            ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าก่อนสิ้นปี 2020 เรือรบราวร้อยละ 60 และเครื่องบินราว 60 ของสหรัฐจะประจำการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สหรัฐสนับสนุนญี่ปุ่นตีความรัฐธรรมนูญเพื่อขยายบทบาทความมั่นคง ได้ลงนามขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับฟิลิปปินส์ เพิ่มระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศเพื่อต้านเกาหลีเหนือ ส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคี ระหว่างสหรัฐ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค
            และพูดถึง TPP ว่ามีผลต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก เป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่อทุกด้าน เพราะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจผูกประเทศหุ้นส่วนเข้าหากัน ทั้งยังช่วยปกป้องประเทศเล็กๆ ให้พ้นจากการข่มขู่คุกคามจากประเทศที่ใหญ่กว่าที่ใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกเขา
            คำพูดและการแสดงออกของรัฐบาลโอบามา ย่อมสร้างความสงสัยไม่ใช่น้อย

ยุทธศาสตร์แม่บทยากจะเปลี่ยนแปลง :
            ผลการประชุมน่าจะสามารถร่วมมือในบางเรื่อง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ โรคอีโบลา ต่อต้านลัทธิก่อการร้าย แต่ไม่อาจตกลงในเรื่องยุทธศาสตร์แม่บท เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ
            ประการแรก ยุทธศาสตร์แม่บทเป็นแนวคิดที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างดี
            ยุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐเป็นสิ่งที่ผ่านการศึกษา คิดวิเคราะห์ และวางแผนอย่างดี ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกิจ ยกตัวอย่าง รัฐบาลโอบามาสนับสนุนให้รัฐบาลอาเบะขยายบทบาทความมั่นคงในภูมิภาค เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีเมื่อนายชินโซ อาเบะชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกฯ ญี่ปุ่น ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่ารัฐบาลสหรัฐมีนโยบายต้องการให้ญี่ปุ่นขยายบทความมั่นคงมานานแล้ว ยุทธศาสตร์ความมั่นแห่งชาติสหรัฐอเมริกาฉบับปี 2002 (U.S. National Security Strategy of 2002) ระบุชัดว่ารัฐบาลบุช “หวังที่จะเห็นญี่ปุ่นแสดงบทบาทนำต่อกิจการในภูมิภาคและโลก”
            น่าชื่นชมสหรัฐเป็นตัวอย่างประเทศที่มียุทธศาสตร์แม่บทชัดเจน ทุกรัฐบาลพยายามดำเนินตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน เป็นอีกปัจจัยเอื้อให้ประเทศนี้เป็นมหาอำนาจ

            ประการที่ 2 แรงกดดันจากต่างชาติ
            นอกจากปัจจัยภายในของสหรัฐ ปัจจัยภายนอกมีส่วนสำคัญเช่นกัน
            ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่นต้องการสร้างความมั่นคงระยะยาว เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเผชิญหน้ากับจีน การปรับแก้รัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ที่ได้คือญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขยายบทบาททางทหาร ทั้งหมดนี้ชี้ว่าเป็นการตอบสนองอนาคตระยะยาวที่ไม่แน่นอน และเป็นการพาตัวออกจากกรอบที่ถูกตีไว้เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ความร่วมมือกับสหรัฐในขณะนี้เป็นเหตุช่วยญี่ปุ่นค่อยๆ หลุดจากกรอบ สามารถก้าวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

            เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญเรื่อยมาคือการพัฒนากองทัพโดยเน้นการวิจัย สร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยตนเอง มุ่งที่จะเป็นผู้ผลิตยุทธปัจจัยชั้นนำของโลก เนื่องจากความเป็นมหาอำนาจจำต้องมีพลังอำนาจทางทหารรองรับ ญี่ปุ่นใช้ทั้งการพัฒนาด้วยตนเอง เรียนรู้ต่อยอดจากสหรัฐ จนญี่ปุ่นมีขีดความสามารถหลายอย่างทัดเทียมเทคโนโลยีของสหรัฐ
            ประเทศใดที่ขาดอุตสาหกรรมหนัก เทคโนโลยีระดับสูง ขาดมิตรประเทศ ย่อมอยู่ในสภาพล้าหลัง และมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยืนยันความจริงข้อนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามพาตัวออกจากวังวนประวัติศาสตร์ ไม่ต้องการให้ซ้ำรอยอีกครั้ง
            ดังนั้น ปัจจัยภายนอกจึงเป็นแรงผลักต่อการกำหนดนโยบายของสหรัฐ

ความสำเร็จของการเจรจาวัดผลได้จากญี่ปุ่น :
            ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายคนวิพากษ์ว่ารัฐบาลโอบามาแสดงบทบาทผ่านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia น้อยกว่าที่ควร แต่หากมองที่ญี่ปุ่น จะเห็นชัดเจนว่าญี่ปุ่นเป็นตัวแสดงหลัก เป็นผู้เผชิญหน้ากับจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone: ADIZ) ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก ดังนั้น การแสดงออก การดำเนินการของญี่ปุ่นจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
            แน่นอนว่ารัฐบาลอาเบะไม่ได้เดินตามความต้องการของรัฐบาลโอบามาทั้งหมด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อจีน เป็นนโยบายร่วมที่ได้ปรึกษาหารือกับสหรัฐ
            ดังนั้น นโยบายความมั่นคง นโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นต่อจีนจึงเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นอย่างไร แม้ภาพที่แสดงให้เห็นมีส่วนที่ไม่สอดคล้องก็ตาม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ไม่ว่าผลการประชุมสุดยอด2 ผู้นำจีน-สหรัฐจะเป็นอย่างไร เรื่องที่ควรตระหนักเสมอ คือ
            ประการแรก จีนกับสหรัฐยังคงมีความสัมพันธ์การค้าเพิ่มขึ้น
            ตัวเลขการค้าสหรัฐ-จีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกเป็นอย่างไร สหรัฐกับจีนยังคงติดต่อสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุน ตัวเลขที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ย่อมชี้ว่า 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีต่อกัน แม้ว่าจะมีเสียงทุ่มเถียงกันมากน้อยเพียงใดก็ตาม
            ข้ออ้างที่ว่าสหรัฐกับจีนกำลังมีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างกันย่อมสวนทางกับข้ออ้างดังกล่าว การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจจึงต้องมองหลายด้านหลายมิติเวลา

            ประการที่ 2 ปัญหาของสหรัฐ
            การจัดระเบียบโลกใหม่ของประธานาธิบดีบุชนำสหรัฐสู่สงครามในอิรัก ทำให้สหรัฐถลำลึก สูญเสียงบประมาณมหาศาล สหรัฐในสายตานานาชาติตกต่ำสุดนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา หรือเท่ากับนับตั้งแต่สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจ
            ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศกลายเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล จนต้องตัดงบประมาณกลาโหม วิกฤตเศรษฐกิจ 2008 ทำให้หลายคนวิเคราะห์ว่าสหรัฐกำลังถดถอยในทุกด้าน ประเด็นเศรษฐกิจจึงเป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาล ความพยายามแก้ไขอัตราคนว่างงาน การขาดดุลการค้า การขาดดุลงบประมาณ คือประเด็นร้อนในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลโอบามาทำได้ดีในเรื่องแก้ไขปัญหาคนว่างงาน เช่นเดียวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นเรื่องที่สมควรได้รับคำชื่นชม
            แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวยังไม่แน่นอน ปัญหาการขาดดุลยังไม่ได้รับการแก้ไข ภายใต้บริบทดังกล่าวโอกาสที่สหรัฐจะรักษาพลังอำนาจทางทหารไว้เท่าเดิมย่อมไม่สามารถทำได้ เศรษฐกิจที่อ่อนไหวไม่อาจเผชิญสัญญาณแง่ลบ โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องสงครามที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐน่าจะหลีกเลี่ยงพาตัวเองสู่สถานการณ์ดังกล่าว การรุกคืบครอบงำจึงต้องใช้วิธีการอื่นๆ

            ที่สุดแล้ว การประชุมผู้นำจีน-สหรัฐในปีนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ผู้นำจีนประกาศจุดยืนต่อประชาคมโลก ว่าตนต้องการสันติภาพ ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ ส่วนรัฐบาลโอบามาไม่ว่าจะพูดกับจีนอย่างไร ยังคงเดินหน้าตามแผนเสริมกำลังรบในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กองกำลังอีกส่วนที่กำลังปฏิบัติการโจมตีกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ก็ยังคงเดินหน้าต่อ เช่นเดียวกับงานจารกรรมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศทั้งหลายต้องระวังที่จะไม่ก้าวข้ามเส้นต้องห้ามของจีน จีนยังต้องการเป็นมิตรในระยะนี้
            การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐเป็นเรื่องของ 2 มหาอำนาจ 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 กับ 2 ที่นานาชาติจะให้ความสนใจ จึงเป็นโอกาสทองที่ 2 มหาอำนาจจะประชาสัมพันธ์ตนเอง
------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น

ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม

รัฐบาลจีนตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่นมีเพื่อสันติภาพจริงหรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามเดิมๆ ตั้งแต่นายชินโซ อาเบะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ รอบ 2 ที่ลึกกว่านั้นคือสะท้อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การตอบโต้จากจีนแท้ที่จริงแล้วคือการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ด้วย

บรรณานุกรม:
1. Huang, Yiping., Dang, Weihua., & Wang, Jiao. (2011). Reform of the International Economic System. In Golley, Jane., &Song, Ligang (Eds.), Rising China: Global Challenges and Opportunities (pp.29-44). Australia: Australian National University.
2. Jacques, Martin. (2009). When China Rules the World: The End of the Western World and the Birth of a New Global Order. USA: Penguin Press.
3. Kang, David C. (2007). China Rising: Peace, Power, and Order in East Asia. New York: Columbia University Press.
4. More opportunities for Sino-U.S. trade, investment: premier. (2013, March 17). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-03/17/c_132240139.htm
5. The White House. (2014, April 24). Joint Press Conference with President Obama and Prime Minister Abe of Japan. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/24/joint-press-conference-president-obama-and-prime-minister-abe-japan
6. The White House. (2014, October 3). Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
-------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…