ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เกาหลีเหนือที่เปลี่ยนแปลงและคงเดิม

2 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศนายปั๊ก เคียวยัน เป็นตัวแทนประเทศเกาหลีเหนือกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ใจความหลักกล่าวถึงความสัมพันธ์อันตึงเครียดกับเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่จะติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น
สุนทรพจน์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับประเทศเกาหลีใต้ที่ยังอยู่ในภาวะย่ำแย่ กล่าวโทษรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี นายอี มยอง-บัก เกาหลีใต้ทำให้ข้อตกลงระหว่างสองประเทศเป็นหมัน แผนการรวมชาติ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก
ประเด็นต่อมาคือกล่าวโจมตีสหรัฐฯ ที่ยังดำเนินนโยบายเป็นปรปักษ์กับเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเผชิญหน้าในคาบสมุทรเกาหลีและมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดล่อแหลมต่อการเกิดสงครามนิวเคลียร์
พร้อมกับย้ำว่าเกาหลีเหนือมีขีดความสามารถด้านอาวุธพร้อมปกป้องอธิปไตยของตน
ทางด้านเศรษฐกิจ เกาหลีเหนือกำลังพัฒนาระบบเศรษฐกิจในรูปแบบที่จะติดต่อเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้นโดยคงความเป็นชาติคอมมิวนิสต์ เป็นแนวทางที่ผู้นำประเทศคนใหม่นายคิม จ็อง-อึนประกาศไว้
นายปั๊ก เคียวยัน กล่าวว่าเกาหลีเหนือ “จะสนับสนุนหลักการของ G77 กับจีน เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบใหม่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ความเท่าเทียมและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง” (Yonhap)
            โดยรวมแล้ว แนวทางของรัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงต่อเนื่องจากแนวทางของผู้นำยุคก่อน ภัยคุกคามของชาติคือภัยคุกคามเดิมที่ดำเนินมาตั้งแต่สงครามเกาหลีเมื่อทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา
ในมุมมองของเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่น่ากังวลคือโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ที่ทางเกาหลีเหนือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมานานแล้ว ดังนั้น จะถ้าดูว่าเกาหลีเหนือจะจริงจังกับการเป็นปฏิปักษ์กับเกาหลีใต้และสหรัฐฯ หรือไม่ สามารถดูได้จากความคืบหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์

ส่วนนโยบายเศรษฐกิจที่หวังจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้นนั้น ผู้นำเกาหลีเหนือคงดูจีนเป็นแบบอย่าง
การแต่งกายของสุภาพสตรีหมายเลข 1 ริ โซลจู (Ri Sol-ju) ที่ดูทันสมัยต่างจากการแต่งกายทั่วไปอาจสะท้อนความคิดของท่านผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะรวดเร็วเพียงใดคงต้องติดตามต่อไป
รวมความแล้ว แนวทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง แต่หลักความมั่นคงยังพูดทำนองเดิม
สะท้อนว่าความสัมพันธ์กับประเทศปรปักษ์ในระยะเวลาอันใกล้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง และที่แน่นอนกว่าคือระบอบการเมืองภายในคงเดิม เปลี่ยนแปลงเพียงตัวบุคคล
-----------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave): ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์ นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…