ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ เส้นทางที่นายกฯ อาเบะเลือกเดิน

6 มีนาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1323)

            วันที่ 26 ธันวาคม 2013 ในโอกาสที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครบ 1 ปี นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เพื่อสักการะทหารผู้เสียชีวิตจากสงครามราว 2.5 ล้านคน โดยเฉพาะทหารผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ รัฐบาลหลายประเทศได้กล่าวโจมตีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากจีน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เห็นว่านายกฯ อาเบะกำลังรื้อฟื้นลัทธิทหารนิยม ชาตินิยม และเป็นภัยคุกคามต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดังเช่นก่อนสมัยมหาสงครามเอเชียบูรพา
            สื่อจีนหลายฉบับพากันเขียนบทความโจมตีอย่างต่อเนื่อง บทความของนายหลิว เจียงหยง (Liu Jiangyong) วิพากษ์อย่างเผ็ดร้อนว่าประชาคมโลกจะคิดอย่างไรหากผู้นำเยอรมันปัจจุบันทำความเคารพอดีตจอมเผด็จการนาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) มันต้องเป็นเรื่องร้ายแรงและขยะแขยงมาก

อดีตการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ :
            หากตรวจสอบประวัติศาสตร์ย้อนหลังจะพบว่า ไม่ใช่ผู้นำญี่ปุ่นทุกคนที่ไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ แต่ที่ผ่านมานายกฯ หลายท่านได้ไปเยือน
            นายมิกิ ทะเกะโอะ (Miki Takeo) คือนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ไปสักการะศาลเจ้าเมื่อปี 1975  โดยอ้างว่าเป็นการเยือนส่วนตัว 3 ปีต่อมาอัฐิของบุคคลสำคัญ 14 คนที่เป็นอาชญากรสงครามระดับ A (Class A) ก็ปรากฏในศาลเจ้าอย่างลึกลับ ทั้ง 14 คนได้รับการยกย่องว่าเป็น เจ้า ของลัทธิชินโต ซึ่งผูกโยงกับการบูชาจักรพรรดิ ส่งเสริมให้ประชาชนจงรักภักดีต่อรัฐบาลและสนับสนุนการทำสงคราม ศาลเจ้าแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายขวานับจากนั้นเป็นต้นมา
            ในปี 1985 นายยาสุฮิโระ นากาโซเนะ (Yasuhiro Nakasone) เป็นนายกฯ คนแรกที่ไปสักการะอย่างเป็นทางการ แม้ว่าที่สิ่งทำคือเพียงใช้เงินชำระค่าดอกไม้ ไม่ทำการสักการะตามแบบชินโต แต่ส่งผลให้ประเทศจีน เกาหลีใต้และอีกปลายประเทศประท้วงอย่างรุนแรง รัฐบาลนากาโซเนะแก้ด้วยการประกาศว่าจะไม่ไปสักการะอีก
            ในปี 1996 นายกฯ ริวทาโร ฮาชิโมโตะ (Ryutaro Hashimoto) เดินทางไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในวันเกิดของเขา ด้วยความคิดว่าจะไม่ถูกตีความว่าเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ แต่ก็ถูกหลายประเทศประท้วงเช่นเคย สถานการณ์ยุติหลังรัฐบาลประกาศว่านายกฯ ฮาชิโมโตะ จะไม่ไปเยือนศาลเจ้าอีก ตามรอยอดีตนายกฯ นากาโซเนะ

            ผู้ที่ไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมากที่สุดคือ นายกฯ จุนอิชิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ไปเยือนศาลเจ้าเป็นประจำทุกปี รวมถึง 6 ครั้ง ขณะดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2001–6 กลายเป็นช่วงที่ปัญหาการเยือนศาลเจ้ายืดเยื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุด นายกฯ โคอิซูมิให้เหตุผลที่ไปสักการะว่าเพื่อแสดงเจตนาว่าเขายึดมั่นในสันติภาพและต้องการมีความสัมพันธ์อันราบรื่นกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลจีน เกาหลีใต้และอีกหลายประเทศไม่เชื่อเช่นนั้น
            การเยือนของนายกฯ อาเบะเป็นการกลับมาเยือนอีกครั้งในรอบ 7 ปี หลังการเยือนครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2006 โดยนายกฯ โคอิซูมิ

            ในอีกฝากหนึ่ง นักการเมืองญี่ปุ่นหลายคนไม่เห็นด้วยกับการไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิ เช่น ในปี 2009 นายกฯ ยูกิโอะ ฮาโตยามะ (Yukio Hatoyama) จากพรรค Democratic Party of Japan ประกาศว่าตัวท่านและคณะรัฐมนตรีจะไม่ไปสักการะ นอกจากนี้กลุ่ม New Komeito ประกาศจะไม่ไปศาลเจ้า เช่นเดียวกับพรรค Japan Communist Party และ Social Democratic

            ทางด้านประชาชนญี่ปุ่นนั้นมีทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านและฝ่ายที่ไม่สนใจ ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่า มีชาวญี่ปุ่นราว 1 ล้านครอบครัวที่อยู่ในสมาคมผู้สูญเสียจากสงครามญี่ปุ่น สนับสนุนนายกฯ ญี่ปุ่นให้ไปสักการะศาลเจ้า สมาคมนี้มีความเชื่อมโยงกับพรรค Liberal Democratic Party (นายกฯ อาเบะสังกัดพรรคดังกล่าว)
            ฝ่ายที่ต่อต้านเห็นว่าการไปเยือนศาลเจ้า คือการย้ำเตือนว่านโยบายชาตินิยมในอดีตต้องจ่ายราคามากเพียงใด นอกจากนี้ ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายต่อต้าน พวกเขาไม่สนใจไม่ใส่ใจกับเรื่องทำนองนี้ บ้างก็เห็นว่าเป็นเพียงการไปเคารพทหารผู้สละเสียชีวิตจากสงครามเท่านั้น อันเป็นพิธีการที่หลายประเทศทำกันทั่วไป ไม่มีผลต่อความคิดทางการเมืองของพวกเขา
            การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิจึงเป็นเรื่องของพวกฝ่ายขวา ไม่ใช่เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นทุกคนจะเห็นดีเห็นงาม

ข้อได้เปรียบของนายกฯ อาเบะ :
            นายกฯ อาเบะให้เหตุผลเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิว่าเพื่อรำลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตในสงครามเท่านั้น ไม่มีความหมายอย่างอื่น คำตอบของท่านไม่แตกต่างจากอดีตนายกฯ หลายคนที่ไปเยือนศาลเจ้า และถูกหลายประเทศประท้วงอย่างรุนแรง
            จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน บางกรณีถึงกับที่ผู้นำญี่ปุ่นต้องประกาศว่าจะไม่ไปเยือนอีก ดังนั้น นายกฯ อาเบะย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าหากตนเยือนศาลเจ้าจะมีผลอย่างไร หากวิเคราะห์ภายใต้กรอบคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า “ได้มากกว่าเสีย”

            ถ้าจะวิเคราะห์เรื่องนี้ผ่านความสัมพันธ์กับจีน อาจอธิบายได้ว่า ก่อนการเยือนศาลเจ้า รัฐบาลอาเบะกับรัฐบาลจีนมีประเด็นข้อพิพาทหลายเรื่องอยู่แล้ว เช่น เรื่องหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู การเพิ่มงบประมาณกลาโหมและการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของญี่ปุ่น การปรับการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น  การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone) ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก ฯลฯ ลำพังเรื่องเหล่านี้มีเหตุสร้างความขัดแย้งมากพออยู่แล้ว
            ภายใต้กรอบคิดดังกล่าว ถ้านายกฯ อาเบะจะเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิก็ไม่ช่วยขยายความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศมากนัก หรือถ้านายกฯ อาเบะไม่เยือนศาลเจ้าก็ไม่ช่วยลดการเผชิญหน้าเช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้น นายกฯ อาเบะมีข้อได้เปรียบเหนืออดีตนายกฯ ที่ผ่านมาใน 2 ประการหลัก ได้แก่

            ประการแรก ข้อได้เปรียบเรื่องความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
            ในอดีตที่ผ่านมา การเยือนศาลเจ้าแต่ละครั้ง จะมีนักธุรกิจญี่ปุ่นบางคนบางกลุ่มออกมาแสดงความกังวลต่อการค้าการลงทุนระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเสมอ เป็นแรงกดดันหนึ่งที่ไม่ต้องการให้นายกฯ เดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ
            เรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ภายใต้แนวทางการบริหารเศรษฐกิจของนายกฯ อาเบะ หรือที่บางคนเรียกว่า “Abenomics” ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ใช้มาตรการทั้งการเงิน การคลัง ในเวลาเพียงปีเดียว เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างชัดเจน นักธุรกิจนักลงทุนมีความเชื่อมั่น นับเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง กลายเป็นจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ นายกฯ อาเบะไม่ต้องกังวลว่าหากทะเลาะกับจีนแล้วจะสั่นสะเทือนระบบเศรษฐกิจ
            เป็นไปได้ว่านายกฯ อาเบะอาจต้องการเป็นนายกฯ ญี่ปุ่นคนแรกที่ไม่เกรงว่าการเยือนศาลเจ้าจะกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ ต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ญี่ปุ่นไม่เกรงกลัวอิทธิพลเศรษฐกิจของจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว ช่วยลดกระแสความหวาดวิตกของญี่ปุ่นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองระหว่างประเทศของจีน

            ประการที่สอง นโยบายความมั่นคงร่วมญี่ปุ่น-สหรัฐฯ
            นโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายทางด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของนายกฯ อาเบะเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ สองปีที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาใช้ยุทธศาสตร์ Pivot to Asia ให้ความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากเห็นว่าจากนี้ไปภูมิภาคนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ และจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ สหรัฐฯ จึงต้องเข้าไปมีส่วนจัดแจงเรื่องราวในภูมิภาค
            และภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว รัฐบาลโอบามาได้กระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรในย่านนี้ ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศพันธมิตรที่สำคัญที่สุด
            ตลอดปีที่ผ่านมา ภายใต้ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีน รัฐบาลโอบามายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมปกป้องญี่ปุ่นตามสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (Mutual Security Treaty) และชี้ว่ามีผลครอบคลุมหมู่เกาะเซนกากุ
            การที่รัฐบาลโอบามายืนยันว่าสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นมีผลครอบคลุมหมู่เกาะพิพาท เป็นหลักฐานสำคัญชี้ว่ารัฐบาลโอบามาไม่เพียงสนับสนุนความมั่นคงของญี่ปุ่นโดยรวมเท่านั้น นัยยะที่สำคัญกว่าคือการสนับสนุนการเผชิญหน้าระหว่างญี่ปุ่นกับจีนผ่านข้อพิพาทดังกล่าว (รวมทั้งประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ) นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมจะปกป้องญี่ปุ่นหากถูกโจมตี พร้อมกับย้ำว่ายุทธศาสตร์ Pivot to Asia จำต้องอาศัยความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่าสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น
            ดังนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงดำเนินนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศบนความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับรัฐบาลสหรัฐฯ 2 ประเทศประสานการดำเนินนโยบายต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างมีชั้นเชิง รัฐบาลอาเบะมีชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกหนุนหลังอยู่

            การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิของนายกฯ อาเบะสามารถอธิบายได้ในหลายรูปแบบหลายแง่มุม ที่แน่นอนคือ รัฐบาลอาเบะได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์แม่บทจาก “passive pacifism” มาเป็น “proactive pacifism” อธิบายเบื้องต้นได้ว่าญี่ปุ่นจะมีบทบาทด้านความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างกระตือรือร้นมากกว่าในอดีต เช่น มีบทบาทช่วยเสริมสร้างความมั่นคงโลกในที่ต่างๆ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในองค์กรระหว่างประเทศด้านความมั่นคง และใช้แนวคิด “Dynamic Joint Defense Force” อันหมายถึงการร่วมรักษาความมั่นคงกับกองกำลังประเทศต่างๆ
            ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ญี่ปุ่นตระหนักว่าจำต้องเผชิญหน้ากับจีนที่กำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งกระแสการต่อต้านจากประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่หวั่นเกรงอิทธิพลของญี่ปุ่น ที่เพิ่มบทบาทความมั่นคงในภูมิภาค
            แต่หากญี่ปุ่นจะต้องเผชิญหน้าเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อความมั่นคงของประเทศ การเผชิญหน้าดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอเพียงให้ความขัดแย้งและการตอบโต้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างรัดกุม ไม่ให้บานปลายจนสร้างความสูญเสียเกินขนาด
            นี่คือเส้นทางที่นายกฯ อาเบะเลือกเดิน หรือ “จำต้อง” เลือกเดิน
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. อาเบะเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมุมมองของฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้าน
ทุกคนทุกชาติต่างมีความเชื่อศาสนาของตนเอง ทหารญี่ปุ่นหลายคนเข้าทำสงครามด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่านี่คือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนชาติอื่นย่อมมีความคิดเห็นของตนเอง เป็นอีกภาพความจริงของโลกที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งภายในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน ชาวญี่ปุ่นที่ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิก็ใช่ว่าจะไปด้วยความหมายเดียวกัน หรือมีความรู้สึกที่เข้มข้นตรงกัน 
2. สงครามนานกิง สมรภูมิจีน-ญี่ปุ่นในศตวรรษที่21
สงครามทำลายล้างนานกิง เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกือบ 8 ทศวรรษ แต่ด้วยการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นของจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตจึงถูกรื้อฟื้น ประชาชน 2 ฝ่ายถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามนานกิงในศตวรรษที่ 21

บรรณานุกรม:
1. ธเนศ ฤดีสุนันท์. (2553). ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 (1937-1945). (วิทยานิพนธ์). Retrieved from http://digi.library.tu.ac.th/thesis/po/1296/04chapter3.pdf
2. Breen, John., & Teeuwen, Mark. (2010). A New History of Shinto. UK: Blackwell Publishing.
3. China Voice: Abe's Yasukuni Shrine visit a dangerous step. (2013, December 26). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-12/26/c_132998040.htm
4. Jiangyong, Liu. (2014, February 11). History reveals Abe's ploy. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/opinion/2014-02/11/content_17275775.htm
5. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
6. Russel, Daniel R. (2014, January 13). Transatlantic Interests In Asia. Retrieved from http://www.state.gov/p/eap/rls/rm/2014/01/219881.htm
7. Takahashi, Kosuke. (2014, February 13). Shinzo Abe’s Nationalist Strategy. Retrieved from http://thediplomat.com/2014/02/shinzo-abes-nationalist-strategy/
8. U.S. vows to defend Japan if conflict erupts in East China Sea. (2014, February 8). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/02/08/national/u-s-vows-to-defend-japan-if-conflict-erupts-in-east-china-sea/#.Uvc_xWKSwRk
----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…