ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 19 – 25 พฤศจิกายน 2012

เปลี่ยนคณะผู้นำไม่เปลี่ยนเศรษฐกิจจีน
17 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            สื่อทั่วโลกจับตาการเลือกคณะผู้นำจีนชุดใหม่ในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติครั้งที่ 18 พร้อมกับวิพากษ์เศรษฐกิจจีนในหลากหลายแง่มุม
            สามทศวรรษหลังจากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนที่ผ่านมา ทำให้พลเมืองจีนราวหนึ่งในสามหรือกว่า 500 ล้านคนหลุดจากความยากจน มีนักศึกษาจบใหม่ปีละกว่า 6 ล้านคน และประชากรอีก 500 ล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ทำให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สองของโลกและยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
            เช่นเดียวกับที่นักวิชาการตะวันตกสนใจคาดการณ์ความเป็นไปของเศรษฐกิจจีนอย่างต่อเนื่อง บางคนเสนอภาพอนาคตเศรษฐกิจที่มืดมนของจีน ชี้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การลงทุนจากภาครัฐในอุตสาหกรรมต่างๆ ก่อให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มการจ้างงาน แต่ส่งผลลบหลายประการ เช่น เกิดสนามบินที่ไม่มีคนใช้ สะพานที่ไม่มีรถผ่าน อาคารสำนักงานร้าง เต็มด้วยกิจการรัฐที่ขาดประสิทธิภาพและมีการทุจริต ประธานาธิบดี หู จิ่นเทาเพิ่งกล่าวในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติว่าพรรคและประเทศอาจถึงขั้นล่มสลายถ้าไม่สามารถจัดการปัญหานี้ แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามจากคอร์รัปชันที่รุนแรงและฝังลึกในสังคม
            ภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวยังก่อให้เกิดความกังวลต่อการจ้างงานในจีนทั้งส่วนที่คนชนบทเข้ามาหางานในเมืองกับแรงงานรุ่นใหม่ ในขณะที่ผลจากนโยบายมีลูกคนเดียวที่ดำเนินมาแล้ว 40 ปี ในไม่ช้าสังคมจะเข้าสู่ภาวะที่มีคนวัยแรงงานน้อยแต่ผู้สูงอายุมาก เป็นรูปทรงปิรามิดคว่ำ จินตนาการง่ายๆ ว่าพ่อแม่ 1 คู่มีลูก 1 คนและมีปู่ย่าตายายอีก 4 คน
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นการบริโภคภายในผ่านผู้บริโภคจะได้ผลต่ำ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ช่องว่างระหว่างคนรวยจนนั้นสูงมาก คนส่วนใหญ่ยังมีฐานะแบบพอเลี้ยงชีพ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่กระทบอำนาจการเมืองภายในมีโอกาสเกิดได้ยาก
            ฝ่ายที่มองแง่บวกชี้ว่าจีนยังมีช่องทางเติบโตอีกมาก เช่น การสร้างชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ในปี 2011 ประชากรร้อยละ 51.3 ของจีนอาศัยอยู่ในเขตเมือง (เทียบกับปี 2002 ที่ 39.2) คาดว่าอีก 200 ล้านคนกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง
            บริษัทมอร์แกนสแตนลีย์คาดว่าในทศวรรษนี้จะเป็นปีทองการบริโภคภายในของจีน ก่อนปี 2020 ยอดขายปลีกภายในประเทศจะมีมูลค่าเท่ากับสองในสามของยอดขายปลีกสหรัฐฯ
            การที่เศรษฐกิจลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศย่อมทำให้เศรษฐกิจภายในมีเสถียรภาพ การเมืองสังคมภายในพลอยมีเสถียรภาพด้วย
            ในภาพรวมเศรษฐกิจจีนเป็นเศรษฐกิจที่รัฐควบคุมต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอำนาจการเมืองระดับบนที่มีระบบคัดเลือกส่งต่ออำนาจอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ผู้นำชุดใหม่คือส่วนหนึ่งของผู้นำชุดเก่า รู้ปัญหารู้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ มีประสบการณ์คลุกคลีกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว การดำเนินเศรษฐกิจขั้นต่อไปคือการดำเนินในกรอบแผนเดิม ยุทธศาสตร์หลักเดิม

            จีดีพีที่เติบโตในอัตราเกินร้อยละ 8 ต่อเนื่องหลายปี มาถึงปีนี้ที่รัฐบาลจีนประกาศกำหนดเป้าจีดีพีเหลือเพียง 7.5 เชื่อว่าเป็นระดับที่เห็นแล้วว่าเป็นอัตราการเติบโตที่เหมาะสม ที่สำคัญกว่าคือรัฐบาลปักกิ่งยังควบคุมไว้ได้
            ในฉากทัศน์ที่เลวร้าย หากเศรษฐกิจโลกปีหน้าดิ่งเหว ต่างชาติชะลอการลงทุน จีนส่งสินค้าออกได้น้อยลง รัฐบาลจีนย่อมไม่วางเฉยปล่อยให้ผู้คนว่างงานอดอยาก จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ดูแลผู้ยากไร้ เพราะหากไม่กระทำเช่นนั้นจะส่งผลทำให้สังคมวุ่นวายเกิดผลเสียที่ร้ายแรงกว่าเดิม
            คาดการณ์ได้อีกว่าองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลกย่อมเห็นดีเห็นงามกับการรักษาเสถียรภาพประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่สองของโลก เพราะถ้าเศรษฐกิจจีนตกต่ำด้วยแล้วจะยิ่งฉุดให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำลงไปอีก ไม่เพียงเช่นนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจีนถูกนานาชาติคาดหวังให้มีส่วนช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจของโลก มีส่วนช่วยกระตุ้น ทั้งหมดเป็นปัจจัยเสริมให้จีนยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจโลก
            ไม่ว่าจะคาดการณ์อนาคตเศรษฐกิจจีนว่าสดใสหรือมืดมน ความเป็นไปของจีนจะส่งผลต่อโลกเช่นเดียวกับที่โลกจะส่งผลย้อนกลับสู่จีน เป็นการดีที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพเหมือนอย่างที่เป็นต่อไป
            ที่สุดแล้วคณะผู้นำจีนชุดใหม่ย่อมต้องมีทางออกทางหนึ่งทางใดแน่นอน อย่างน้อยต้องไม่นำประเทศเข้าสู่วิกฤต
----------------------

บรรณานุกรม:
1. China's Power Transition: Massive Challenges for a Massive Economy, http://www.theatlantic.com/international/archive/2012/11/chinas-power-transition-massive-challenges-for-a-massive-economy/265320/
2. Reform or Perish, FOREIGN POLICY, http://www.carnegieendowment.org/2012/11/07/reform-or-perish/efjy
3. 600 million middle-class Chinese by 2020, http://bbs.chinadaily.com.cn/thread-803705-1-1.html
4. China's 2020 blueprint to ripple through world, http://www.chinadaily.com.cn/china/2012cpc/2012-11/11/content_15914753.htm


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

กำเนิด “รัฐสมัยใหม่” ตัวแสดงเอกของโลก

ในโลกปัจจุบัน ในบรรดาตัวแสดงทุกประเภท “รัฐ” เป็นตัวละครหลัก/ ตัวแสดงเอก (primary actor) ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่แปลกที่รัฐจะปรากฏอยู่ในหน้าข่าวต่างประเทศทุกวันและมากที่สุด
บทความนี้จะนำเสนอประวัติกำเนิด “รัฐสมัยใหม่” และข้อวิพากษ์ ประวัติที่มา :
            เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมสลาย ดินแดนในทวีปยุโรปแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น อิตาลีแบ่งออกเป็นรัฐลอมบาร์ดี โรมานญา ทัสคานี เนเปิล ซีซีลี รัฐสันตะปาปา ฯลฯ เยอรมนีแยกออกเป็นรัฐแซกซอน ฟรังโกเนีย บาวาเรีย ชวาเบน ไมเซน ฯลฯ ฝรั่งเศสแยกออกเป็นรัฐบูร์กอญ กาสกอญ ตูลูส โพรวองส์ ฯลฯ เช่นเดียวกับสเปนและยุโรปตะวันออก เป็นสภาพที่อำนาจการเมืองกระจัดกระจายไม่รวมศูนย์ดังสมัยจักรวรรดิโรมัน             จากนั้นการปกครองค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบฟิลดัล (Feudal system) กับศาสนจักรโรมันคาทอลิก
            ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเป็นองค์กรเดียวที่มีโครงสร้างทางอำนาจเข้มแข็ง บาทหลวงกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ทุกแว่นแคว้น เป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางสภาวะสงคราม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ             ในปี ค.ศ.800 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ หลังจากพระเจ้าช…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…