ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เข้าใจโรฮิงญา: ตอน บังคลาเทศไม่ต้อนรับโรฮิงญา

5 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย
            ประเทศบังคลาเทศเริ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวโรฮิงญาอย่างจริงจังเมื่อชาวโรฮิงญาจากรัฐยะไข่ (หรือรัฐอะระกัน) จำนวนมากเริ่มอพยพเข้าประเทศบังคลาเทศในปี 1991 พอถึงเดือนกรกฎาคม 1992 จำนวนผู้อพยพสูงถึง 270,000 คน ผู้อพยพหลายคนให้การว่าทหารเมียนมาร์ละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะต้องการให้ชาวโรฮิงญาอพยพออกจากประเทศ
            พรมแดนทางบกของบังคลาเทศถูกล้อมรอบด้วยประเทศอินเดียเกือบทั้งหมด ยกเว้นบริเวณติ่งทางตะวันออกเฉียงใต้มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ เป็นช่องทางบกที่ชาวโรฮิงญาใช้เวลาเดินไม่นาน  เป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวโรฮิงญาเลือกอพยพเข้าบังคลาเทศ

            เมื่อชาวโรฮิงญาอพยพมาถึงก็พบว่ารัฐบาลบังคลาเทศไม่ถือว่าโรฮิงญาเป็นพลเมือง แม้มีลักษณะหน้าตา ภาษาและนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนของเมียนมาร์ตั้งแต่ยุคอาณานิคมแล้ว ก่อนก่อตั้งประเทศบังคลาเทศเสียอีก
นอกจากนี้รัฐบาลบังคลาเทศไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยโรฮิงญาอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่าบังคลาเทศยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (United Nations Refugee Convention)
            ผลคือ ในปี 2011 ผู้อพยพโรฮิงญาหลายหมื่นคนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร ไม่อนุญาตให้ทำงานหาเลี้ยงชีพ และยังต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลเมียนมาร์ไม่รับกลุ่มคนดังกล่าวกลับประเทศ
            ส่วนผู้อพยพที่ได้รับการจดทะเบียนแม้ได้รับความช่วยเหลือแต่อยู่ในสภาพที่ไม่มีอนาคต หลายคนอยู่ในสภาพเช่นนี้มานานเป็นสิบปี (พวกที่มาตอนต้นทศวรรษ 1990)

ประวัติศาสตร์บังคลาเทศ
            บันทึกแรกๆ ของชาวตะวันตกที่กล่าวถึงอาณาจักรเบงกอลโบราณคือเรื่องราวของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ขณะเมื่อพระองค์พากองทัพบุกมาถึงดินแดนที่เป็นอินเดียปัจจุบันและถามว่าดินแดนที่ถัดจากอินเดียโดยมีแม่น้ำคงคาเป็นตัวกั้นคืออะไร กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ได้คำตอบว่าเป็นดินแดนของสองชนชาติ คือ Pharrasii กับ Gandaridai เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราวก่อนคศ. 326
            เรื่องราวของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่นำเสนอเป็นเพียงข้อบ่งชี้ว่านักประวัติศาสตร์ตะวันตกบันทึกว่า ในโบราณกาลฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคงคาอันเป็นที่ตั้งของประเทศบังคลาเทศในปัจจุบันเคยมีอาณาจักรโบราณ มีกษัตริย์ของตนปกครองอยู่
            เมื่อมาถึงยุคล่าอาณานิคม อังกฤษได้ยึดครองดินแดนแถบนี้ รวมทั้งส่วนที่เป็นอินเดียกับปากีสถานในปัจจุบัน ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของบริติชราช หรืออินเดียของบริเตน (British India)
ต่อมาในปี 1947 ปากีสถานตะวันตก (หรือประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) กับเบงกอลตะวันออก (หรือประเทศบังคลาเทศในปัจจุบัน) แยกตัวออกจากอินเดียและกลายเป็นประเทศปากีสถาน โดยที่เบงกอลตะวันตกยังถือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย

ในระยะนี้ เบงกอลตะวันออกหรือปากีสถานตะวันออกมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศปากีสถาน โดยมีประเทศอินเดียคั่นกลาง และด้วยระยะทางที่ทั้งสองดินแดนที่ห่างไกลกันถึง 1,600 กิโลเมตรทำให้ยากแก่การปกครอง อีกทั้งเบงกอลตะวันออกเรียกร้องปกครองตนเอง ในปี 1971 เบงกอลตะวันออกหรือปากีสถานตะวันออกจึงแยกตัวออกจากปากีสถานและตั้งชื่อว่าเป็นประเทศบังคลาเทศจนถึงปัจจุบัน
            ดังนั้น ประเทศบังคลาเทศตามแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่จึงเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 1971 คำว่า “บังคลาเทศ” หมายถึง “ประเทศของเบงกอล” (Country of Bengal) มีเมืองหลวงชื่อธากา (Dhaka)
            ผู้ที่อ้างว่าโรฮิงญาเป็นคนเบงกาลีหรือคนธากา (Dhaka) กำลังชี้ว่าพวกโรฮิงญาเป็นคนบังคลาเทศนั่นเอง
            การอพยพในช่วงต้นทษศวรรษ 1990 ยุติเมื่อความกังวลในหมู่ประเทศมุสลิมทำให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง องค์กรเอกชน Asia Watch เชื่อว่าการที่โรฮิงญาไม่อพยพอีกไม่ใช่เพราะสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ดีขึ้น แต่เนื่องจากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1992 เป็นต้นมา รัฐบาลเมียนมาร์ส่งทหารเฝ้าตลอดแนวพรมแดนสองประทศเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาอพยพเข้าไปในประเทศบังคลาเทศอีก
            ไม่กี่เดือนต่อมาผู้อพยพมุสลิมเหล่านี้เริ่มกลับสู่ถิ่นฐานในเมียนมาร์ ข้อมูลจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 1993 ผู้อพยพเกือบ 5 หมื่นคนได้กลับคืนถิ่นฐานเดิม และในเดือนดังกล่าวรัฐบาลเมียนมาร์อนุญาตให้ UNHCR เข้าไปดูแลติดตามการกลับคืนถิ่นฐานดังกล่าว
            อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีผู้ลี้ภัยโรฮิงญาจำนวนหนึ่งในบังคลาเทศ
            จากเรื่องราวที่นำเสนอจะพบว่า การอพยพเข้าบังคลาเทศเป็นช่องทางที่ใกล้ แต่เนื่องจากรัฐบาลบังคลาเทศยังไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย อีกทั้งประกาศชัดเจนว่าโรฮิงญาไม่มีฐานะเป็นพลเมืองประเทศ ชาวโรฮิงญาที่มาถึงบังคลาเทศจึงไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และต้องอพยพช่องทางอื่นๆ ตราบเท่าที่ยังไม่อาจอยู่ในประเทศเมียนมาร์อย่างเป็นปกติสุข
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
1.ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2012 โรฮิงญาโจทย์ของรัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังปฏิรูปประเทศ

2.โรฮีนจา คนไร้รัฐ (Ookbee)
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Myanmar: Muslims from Rakhine State: Exit and Return, 1 December 1993, http://www.unhcr.org/refworld/docid/3ae6a6bec.html
2. Myanmar: Storm Clouds on the Horizon, Crisis Group Asia Report, 12 November 2012, http://www.crisisgroup.org/~/media/Files/asia/south-east-asia/burma-myanmar/238-myanmar-storm-clouds-on-the-horizon.pdf
3. Rohingya in Bangladesh: Maintaining the Status Quo; Squandering a Rare Opportunity, 10/30/2012, http://www.refintl.org/sites/default/files/103012_Rohingya_In_Bangladesh%20letterhead.pdf
4. F J Monahan, The Early History Of Bengal (UK: Oxford University Press Humphrey Milford, 1925).
5. The CIA World Factbook 2011.
6. Encyclopedia of World History, vol 6 (NY: Infobase Publishing, 2008).
----------------------------

ความคิดเห็น

  1. ไม่ระบุชื่อ8 กุมภาพันธ์ 2556 17:33

    ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อมูลดีๆๆ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ผมเพิ่มลิงค์บทความตอนที่เกิดเหตุความรุนแรงกับชาวโรฮิงญาในเมียนมาร์ เผื่อท่านที่สนใจข้อมูลย้อนหลัง ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอีกเหตุที่กระตุ้นให้สื่อนานาชาติตีข่าวเรื่องนี้

      ลบ
  2. ผมเพิ่มลิงค์บทความตอนที่เกิดเหตุความรุนแรงกับชาวโรฮิงญาในเมียนมาร์ เผื่อท่านที่สนใจข้อมูลย้อนหลัง ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอีกเหตุที่กระตุ้นให้สื่อนานาชาติตีข่าวเรื่องนี้

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

21 กุมภาพันธ์ 2016 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน             A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่า…