ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เข้าใจโรฮิงญา: ตอน บังคลาเทศไม่ต้อนรับโรฮิงญา

ประเทศบังคลาเทศเริ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวโรฮิงญาอย่างจริงจังเมื่อชาวโรฮิงญาจากรัฐยะไข่ (หรือรัฐอะระกัน) จำนวนมากเริ่มอพยพเข้าประเทศบังคลาเทศในปี 1991 พอถึงเดือนกรกฎาคม 1992 จำนวนผู้อพยพสูงถึง 270,000 คน ผู้อพยพหลายคนให้การว่าทหารเมียนมาร์ละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะต้องการให้ชาวโรฮิงญาอพยพออกจากประเทศ
            พรมแดนทางบกของบังคลาเทศถูกล้อมรอบด้วยประเทศอินเดียเกือบทั้งหมด ยกเว้นบริเวณติ่งทางตะวันออกเฉียงใต้มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ เป็นช่องทางบกที่ชาวโรฮิงญาใช้เวลาเดินไม่นาน  เป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวโรฮิงญาเลือกอพยพเข้าบังคลาเทศ
            เมื่อชาวโรฮิงญาอพยพมาถึงก็พบว่ารัฐบาลบังคลาเทศไม่ถือว่าโรฮิงญาเป็นพลเมือง แม้มีลักษณะหน้าตา ภาษาและนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนของเมียนมาร์ตั้งแต่ยุคอาณานิคมแล้ว ก่อนก่อตั้งประเทศบังคลาเทศเสียอีก
นอกจากนี้รัฐบาลบังคลาเทศไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยโรฮิงญาอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่าบังคลาเทศยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (United Nations Refugee Convention)
            ผลคือ ในปี 2011 ผู้อพยพโรฮิงญาหลายหมื่นคนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร ไม่อนุญาตให้ทำงานหาเลี้ยงชีพ และยังต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลเมียนมาร์ไม่รับกลุ่มคนดังกล่าวกลับประเทศ
            ส่วนผู้อพยพที่ได้รับการจดทะเบียนแม้ได้รับความช่วยเหลือแต่อยู่ในสภาพที่ไม่มีอนาคต หลายคนอยู่ในสภาพเช่นนี้มานานเป็นสิบปี (พวกที่มาตอนต้นทศวรรษ 1990)

ประวัติศาสตร์บังคลาเทศ
            บันทึกแรกๆ ของชาวตะวันตกที่กล่าวถึงอาณาจักรเบงกอลโบราณคือเรื่องราวของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ขณะเมื่อพระองค์พากองทัพบุกมาถึงดินแดนที่เป็นอินเดียปัจจุบันและถามว่าดินแดนที่ถัดจากอินเดียโดยมีแม่น้ำคงคาเป็นตัวกั้นคืออะไร กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ได้คำตอบว่าเป็นดินแดนของสองชนชาติ คือ Pharrasii กับ Gandaridai เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราวก่อนคศ. 326
            เรื่องราวของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่นำเสนอเป็นเพียงข้อบ่งชี้ว่านักประวัติศาสตร์ตะวันตกบันทึกว่า ในโบราณกาลฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคงคาอันเป็นที่ตั้งของประเทศบังคลาเทศในปัจจุบันเคยมีอาณาจักรโบราณ มีกษัตริย์ของตนปกครองอยู่
            เมื่อมาถึงยุคล่าอาณานิคม อังกฤษได้ยึดครองดินแดนแถบนี้ รวมทั้งส่วนที่เป็นอินเดียกับปากีสถานในปัจจุบัน ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของบริติชราช หรืออินเดียของบริเตน (British India)
ต่อมาในปี 1947 ปากีสถานตะวันตก (หรือประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) กับเบงกอลตะวันออก (หรือประเทศบังคลาเทศในปัจจุบัน) แยกตัวออกจากอินเดียและกลายเป็นประเทศปากีสถาน โดยที่เบงกอลตะวันตกยังถือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย

ในระยะนี้ เบงกอลตะวันออกหรือปากีสถานตะวันออกมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศปากีสถาน โดยมีประเทศอินเดียคั่นกลาง และด้วยระยะทางที่ทั้งสองดินแดนที่ห่างไกลกันถึง 1,600 กิโลเมตรทำให้ยากแก่การปกครอง อีกทั้งเบงกอลตะวันออกเรียกร้องปกครองตนเอง ในปี 1971 เบงกอลตะวันออกหรือปากีสถานตะวันออกจึงแยกตัวออกจากปากีสถานและตั้งชื่อว่าเป็นประเทศบังคลาเทศจนถึงปัจจุบัน
            ดังนั้น ประเทศบังคลาเทศตามแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่จึงเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 1971 คำว่า “บังคลาเทศ” หมายถึง “ประเทศของเบงกอล” (Country of Bengal) มีเมืองหลวงชื่อธากา (Dhaka)
            ผู้ที่อ้างว่าโรฮิงญาเป็นคนเบงกาลีหรือคนธากา (Dhaka) กำลังชี้ว่าพวกโรฮิงญาเป็นคนบังคลาเทศนั่นเอง
            การอพยพในช่วงต้นทษศวรรษ 1990 ยุติเมื่อความกังวลในหมู่ประเทศมุสลิมทำให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง องค์กรเอกชน Asia Watch เชื่อว่าการที่โรฮิงญาไม่อพยพอีกไม่ใช่เพราะสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ดีขึ้น แต่เนื่องจากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1992 เป็นต้นมา รัฐบาลเมียนมาร์ส่งทหารเฝ้าตลอดแนวพรมแดนสองประทศเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาอพยพเข้าไปในประเทศบังคลาเทศอีก
            ไม่กี่เดือนต่อมาผู้อพยพมุสลิมเหล่านี้เริ่มกลับสู่ถิ่นฐานในเมียนมาร์ ข้อมูลจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 1993 ผู้อพยพเกือบ 5 หมื่นคนได้กลับคืนถิ่นฐานเดิม และในเดือนดังกล่าวรัฐบาลเมียนมาร์อนุญาตให้ UNHCR เข้าไปดูแลติดตามการกลับคืนถิ่นฐานดังกล่าว
            อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีผู้ลี้ภัยโรฮิงญาจำนวนหนึ่งในบังคลาเทศ
            จากเรื่องราวที่นำเสนอจะพบว่า การอพยพเข้าบังคลาเทศเป็นช่องทางที่ใกล้ แต่เนื่องจากรัฐบาลบังคลาเทศยังไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย อีกทั้งประกาศชัดเจนว่าโรฮิงญาไม่มีฐานะเป็นพลเมืองประเทศ ชาวโรฮิงญาที่มาถึงบังคลาเทศจึงไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และต้องอพยพช่องทางอื่นๆ ตราบเท่าที่ยังไม่อาจอยู่ในประเทศเมียนมาร์อย่างเป็นปกติสุข
กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
1.ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2012 โรฮิงญาโจทย์ของรัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังปฏิรูปประเทศ
2.โรฮีนจา คนไร้รัฐ (Ookbee)
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต
สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Myanmar: Muslims from Rakhine State: Exit and Return, 1 December 1993, http://www.unhcr.org/refworld/docid/3ae6a6bec.html
2. Myanmar: Storm Clouds on the Horizon, Crisis Group Asia Report, 12 November 2012, http://www.crisisgroup.org/~/media/Files/asia/south-east-asia/burma-myanmar/238-myanmar-storm-clouds-on-the-horizon.pdf
3. Rohingya in Bangladesh: Maintaining the Status Quo; Squandering a Rare Opportunity, 10/30/2012, http://www.refintl.org/sites/default/files/103012_Rohingya_In_Bangladesh%20letterhead.pdf
4. F J Monahan, The Early History Of Bengal (UK: Oxford University Press Humphrey Milford, 1925).
5. The CIA World Factbook 2011.
6. Encyclopedia of World History, vol 6 (NY: Infobase Publishing, 2008).
----------------------------

ความคิดเห็น

  1. ไม่ระบุชื่อ8 กุมภาพันธ์ 2556 17:33

    ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อมูลดีๆๆ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ผมเพิ่มลิงค์บทความตอนที่เกิดเหตุความรุนแรงกับชาวโรฮิงญาในเมียนมาร์ เผื่อท่านที่สนใจข้อมูลย้อนหลัง ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอีกเหตุที่กระตุ้นให้สื่อนานาชาติตีข่าวเรื่องนี้

      ลบ
  2. ผมเพิ่มลิงค์บทความตอนที่เกิดเหตุความรุนแรงกับชาวโรฮิงญาในเมียนมาร์ เผื่อท่านที่สนใจข้อมูลย้อนหลัง ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอีกเหตุที่กระตุ้นให้สื่อนานาชาติตีข่าวเรื่องนี้

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave): ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์ นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเล…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…