ระหว่างปลุกเร้าแบ่งขั้วกับแก้ปัญหาภายในข้อไหนดีกว่า

รัฐบาลสหรัฐควรทำให้ตัวเองเป็นแบบอย่างประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นตลกร้ายถ้าช่วยให้ประเทศอื่นเป็นประชาธิปไตยแต่ตัวเองหันเข้าสู่อำนาจนิยมมากขึ้น 

            ในงาน Summit for Democracy เมื่อ 9 ธันวาคมประธานาธิบดีโจ ไบเดนพูดชัดเรื่องการรวมตัวของฝ่ายประชาธิปไตย นอกจากร่วมสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง อีกเป้าหมายสำคัญคือต่อต้านลัทธิอำนาจนิยมซึ่งเท่ากับแบ่งโลกออกเป็น 2 ขั้ว คือฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยม การประชุมสุดยอดนี้วางกรอบทำงานร่วม 1 ปีและจะกลับมารายงานในปีหน้า ถือได้ว่าการประชุมสุดยอดประชาธิปไตยครั้งแรกนี้เริ่มการแบ่งขั้วครั้งใหม่ ต่อสู้เชิงอุดมการณ์การเมืองอีกรอบ

การเผชิญหน้าระหว่างประชาธิปไตย 2 แบบ :

            เอกสาร “China: Democracy That Works” ชี้ว่าประชาธิปไตยของจีนเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตย (socialist democracy) เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างสมบูรณ์ โดยที่ทุกคนต้องจงรักภักดีต่อลัทธิมาร์กซ์ ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประชาชน ใช้คู่กับระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (socialist market economy) มีกิจการที่ชุมชุนหรือรัฐเป็นเจ้าของควบคู่กับกิจการของเอกชน มุ่งเป้าให้เศรษฐกิจประเทศเข้มแข็งอยู่ในอำนาจประชาชน ไม่ขาดสิ่งของจำเป็น หลายสิบปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่าจีนพัฒนาก้าวหน้าตามลำดับ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนจีนดีวันดีคืน ปัจจุบันทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน โดยรวมแล้วประเทศสงบเรียบร้อยภายใต้กฎหมาย รัฐบาลจีนไม่คิด “ส่งออก” ระบอบการเมืองการปกครองและเคารพทุกระบอบ เคารพอธิปไตยทุกประเทศ

            ในมุมมองของจีน ประชาธิปไตยเป็นสิทธิของมนุษยชาติ ไม่จำกัดรูปแบบ จะพัฒนาหรือเลือกใช้แบบใดขึ้นกับการตัดสินของคนประเทศนั้นตามบริบทวัฒนธรรม จึงไม่มีรูปแบบเฉพาะและไม่ต้องทำตามคำบงการของใครที่คอยชี้ว่าต้องเป็นประชาธิปไตยแบบใด

            ไม่ว่าจีนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตยของใครดีกว่า ท้ายที่สุดควรให้ประชาชนประเทศนั้นตัดสิน ยอมรับความจริงว่าไม่จำต้องยึดระบอบใดระบอบหนึ่ง เพราะการปกครองโลกมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา แม้กระทั่งนิยามประชาธิปไตย รูปแบบประชาธิปไตยและประชาธิปไตยอเมริกา ขึ้นกับว่ามนุษย์จะคิดเห็นการปกครองอย่างไร ผู้กุมอำนาจตัดสินใจอย่างไร

การอยู่ร่วมของประชาธิปไตยกับอีกฝ่าย :

            อันที่จริงแล้วทุกวันนี้ประเทศต่างๆ ปกครองในหลายรูปแบบ ถ้าพูดเฉพาะสังคมนิยมกับประชาธิปไตย หรือแบบผสมสังคมนิยมประชาธิปไตย ชาติตะวันตกที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยไม่ว่าจะฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนีผู้มีบทบาทสูงในอียูล้วนมีพรรคการเมืองและเคยมีหรือมีรัฐบาลที่ยึดแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตย

            นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนล่าสุดโอลาฟ โชลซ์ (Olaf Scholz) เป็นหัวหน้าพรรค SPD จัดตั้งรัฐบาลร่วมโดยมีแนวทางสังคมนิยมผสมอยู่ด้วย พรรคแรงงานอังกฤษ (Labour Party) เดิมยึดแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยอยู่คู่การปกครองอังกฤษมากว่าศตวรรษแล้ว เพิ่งหันมาเน้นทุนนิยมในสมัยโทนี แบร์ (Tony Blair)

            หลายปีที่ผ่านมาเบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครท (แพ้ฮิลลารี คลินตัน) นำเสนอแนวคิด สังคมนิยมประชาธิปไตย” (Democratic socialism) หวังให้สหรัฐเป็น สังคมนิยมประชาธิปไตย

            จะเห็นว่า การผสมผสานของสังคมนิยมกับทุนนิยมประชาธิปไตยนับวันจะเพิ่มมากขึ้น เป็นที่ยอมรับทั่วไป ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าทุกวันนี้ไม่มีประเทศทุนนิยมเสรีเต็มร้อยและไม่มีประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เต็มร้อย บรรดาประเทศที่เป็นทุนนิยมเสรีกำลังหันเข้าหาสังคมนิยม พร้อมกับที่สังคมนิยมกำลังหันเข้าหาทุนนิยมเสรี เป็นการที่ 2 ขั้วที่อยู่ปลายสุดของแต่ละข้างกำลังเข้าหาอีกขั้ว หรือกำลังเข้าไปอยู่จุดสมดุลระหว่างทุนนิยมเสรีกับสังคมนิยม

            แทนที่จะมุ่งต่อสู้ทางความคิดว่าลัทธิการเมืองเศรษฐกิจใดดีสุดซึ่งทางวิชาการมีข้อสรุปนานแล้วว่าต่างมีข้อดีข้อเสีย โจทย์ที่ดีกว่าคือควรใช้ระบอบเศรษฐกิจการเมืองใดจึงจะตอบโจทย์ตามบริบทตัวเองมากที่สุด เลือกระบอบที่ดีที่สุดสำหรับตัว ไม่ต่างจากเลือกนโยบายที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

            แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลไบเดนไม่ยอมรับแนวทางนี้ ด้วยการสรุปเอาเองว่าต้องเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น เพราะปลดปล่อยศักยภาพคนได้มากที่สุด ข้อนี้ถูกโต้แย้งได้เช่นกันว่าเสรีภาพเป็นกลางในตัวเอง เพราะต้องพูดต่ออีกว่าเสรีภาพเพื่ออะไร เพื่อดูแลสุขภาพหรือทำลายสุขภาพ เพื่อสร้างสรรค์หรือทำลายล้าง เพื่ออยู่ร่วมพัฒนาไปด้วยกันหรือคอยเอาเปรียบคนอื่น เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นหรือตกต่ำลง

            เสรีภาพแท้เป็นเสรีภาพที่มีขอบเขต รัฐธรรมนูญ กฎหมายอเมริกันและประเทศต่างๆ ยึดหลักการนี้ชัดเจน

ควรมุ่งแก้ปัญหาภายในมากกว่าหรือไม่ :

            หลายปีที่ผ่านมาองค์กรที่ศึกษาดัชนีชี้วัดประชาธิปไตยหลายแห่งต่างได้ข้อสรุปว่าประชาธิปไตยอเมริกาถดถอยและไม่ใช่ถดถอยเฉพาะในสมัยรัฐบาลทรัมป์แต่ถดถอยตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทล้วนทำให้ประชาธิปไตยอเมริกาเสื่อมเสีย สหรัฐกำลังเข้าสู่อำนาจนิยมมากขึ้นตามลำดับ นับวันคนอเมริกันที่ต้องการประชาธิปไตยไม่พอใจสภาพการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่

            กลางเดือนกันยายน CNN รายงานผลโพลของตนที่ทำโดย SSRS ระบุว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (56%) เห็นว่าประชาธิปไตยของประเทศกำลังถูกทำลาย 51% คิดว่ากรรมการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนผลเลือกตั้งให้ออกมาอย่างที่พวกเขาต้องการ จนถึงทุกวันนี้ทรัมป์ยังยืนยันว่าเขาแพ้เพราะโดนโกง

            ไมว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร คนอเมริกันกึ่งหนึ่งไม่เชื่อมั่นการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยอเมริกากำลังถูกทำลาย

            ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการประชุมสุดยอดประชาธิปไตย ฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) พูดย้ำว่าทรัมป์ไม่ใช่นักประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอเมริกาอาจถึงแก่กาลอวสาน (end of our democracy) ถ้าทรัมป์ชนะตั้งปี 2024 ที่ผ่านมาสื่อบางประเทศชี้ว่าทรัมป์ทำตัวเป็นกษัตริย์ในร่างประธานาธิบดี ประเด็นน่าคิดคือคนอเมริกันจำนวนมากโดยเฉพาะพวกรีพับลิกันสนับสนุนทรัมป์อย่างเข้มแข็ง ถามว่าคนอเมริกันเหล่านี้นิยมประชาธิปไตยมากแค่ไหน คำว่า “ประชาธิปไตย” ในความหมายของพวกเขาเป็นอย่างไร

            เหล่านี้คือตัวอย่างปัญหาประชาธิปไตยอเมริกาในขณะนี้ หวังว่ารัฐบาลไบเดนจะแก้ได้ ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลยอมรับว่ามีปัญหาและกำลังแก้ แต่ยิ่งแก้ยิ่งแย่ลง จะเป็นตลกร้ายถ้า USD ที่ปล่อยออกไปทำให้ประเทศอื่นเป็นประชาธิปไตยในขณะที่อเมริกาหันเข้าสู่ลัทธิอำนาจนิยม

            นักวิเคราะห์ Zachary B. Wolf มองในมุมกว้างชี้ว่าขณะที่รัฐบาลพยายามอ้างภัยคุกคามประชาธิปไตยที่มาจากต่างแดน ตนเห็นว่าภัยคุกคามที่ประสบจริงในประเทศต่างหากที่สำคัญ เช่น อากาศหนาวจัดร้อนจัด พายุหนักอันเนื่องจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี ปัญหาเศรษฐกิจสังคมอันเนื่องจากโควิด-19 ที่อาจส่งผลกระทบอีกหลายปี หลายคนไม่ร่วมมือฉีดวัคซีนโดยที่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ และการก่อตัวของพวกหัวรุนแรงต่อต้านอำนาจรัฐ ผลการทำงานของรัฐบาล คุณภาพชีวิตประชาชน เหล่านี้เป็นเครื่องชี้วัดระดับประชาธิปไตยอยู่แล้วว่าประชาธิปไตยอเมริกากำลังก้าวหน้าหรือถดถอย

            นักวิชาการหลายคนพูดตรงกันว่าภัยคุกคามประชาธิปไตยอเมริกาอยู่ในประเทศมากกว่าอยู่นอกประเทศ หากรัฐบาลสหรัฐต้องการสร้างโลกที่เป็นประชาธิปไตย ควรเน้นพัฒนาตัวเองเป็นแบบอย่างประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จ

            ในทางรัฐศาสตร์การปกครองคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา สำคัญที่การปกครองแต่ละแบบสามารถพิสูจน์ได้ว่าสร้างคุณประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าระบอบอื่นๆ หรือไม่ รัฐบาลผู้บริหารประเทศเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ระบอบอาจจะดีแต่ต้องขึ้นกับผู้บริหารจัดการด้วย เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมานับพันปีแล้วไม่ใช่หรือ

26 ธันวาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9175 วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564)

-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ไบเดนชี้ว่าฝ่ายประชาธิปไตยกำลังถูกท้าทายจากพวกเผด็จการอำนาจนิยม เรียกร้องให้ฝ่ายประชาธิปไตยทั่วโลกร่วมมือกัน ตั้งงบประมาณอุดหนุนนักสู้เพื่อประชาธิปไตยแก่ทุกประเทศทั่วโลก
ประชาธิปไตยแท้ต้องอยู่ในวิถีชีวิตไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน ต้องถือว่าล้มเหลวถ้าสังคมเป็นประชาธิปไตยแต่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ประเทศไม่พัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่

บรรณานุกรม :

1. An existential threat runs into political realities of US democracy. (2021, December 13).
CNN.
Retrieved from https://www.dw.com/en/will-the-us-summit-on-democracy-deliver/a-60036228

2. CNN Poll: Most Americans feel democracy is under attack in the US. (2021, September 15). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2021/09/15/politics/cnn-poll-most-americans-democracy-under-attack/index.html

3. Diplomacy Alone Can’t Save Democracy. (2021, December 11). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2021/12/main-challenge-facing-biden-democracy-summit/620955/

4. Full Text: China: Democracy That Works. (2021, December 4). Xinhua. Retrieved from http://www.news.cn/english/2021-12/04/c_1310351231.htm

5. Hillary Clinton predicts Trump will run for president in 2024, says his win 'could be the end of our democracy'. (2021, December 12). Business Insider. Retrieved from https://www.businessinsider.com/hillary-clinton-predicts-trump-2024-presidential-campaign-victory-end-democracy-2021-12

--------------------------

ไบเดนขยับแบ่งโลกด้วยประชาธิปไตย

ไบเดนชี้ว่าฝ่ายประชาธิปไตยกำลังถูกท้าทายจากพวกเผด็จการอำนาจนิยม เรียกร้องให้ฝ่ายประชาธิปไตยทั่วโลกร่วมมือกัน ตั้งงบประมาณอุดหนุนนักสู้เพื่อประชาธิปไตยแก่ทุกประเทศทั่วโลก

             9 ธันวาคม 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมสุดยอดประชาธิปไตยครั้งแรก (Summit for Democracy) ที่สหรัฐเป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพ เริ่มต้นด้วยการเอ่ยสถานการณ์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนสากลกำลังเผชิญความท้าทายรุนแรงทั่วโลก จำต้องฟื้นฟูประชาธิปไตยให้สถาบันต่างๆ เข้มแข็ง สหรัฐพยายามไปถึงอุดมคติสูงสุด ยึดมั่นแนวทางสร้างประเทศดั้งเดิมอีกครั้ง รายงานของ Freedom House ปี 2020 ชี้ว่าเสรีภาพโลกถดถอยต่อเนื่อง 15 ปีแล้ว International Institute of Democracy and Electoral Assistance พบว่ากว่าครึ่งของประเทศที่ปกครองด้วยประชาธิปไตยมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาธิปไตยถดถอยอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมารวมทั้งสหรัฐ

            เรื่องสำคัญและน่ากังวลที่สุดคือนับวันประชาชนทั่วโลกไม่พอใจรัฐบาลประชาธิปไตย เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน คนกับพรรคที่เห็นต่างต้องหาทางทำงานร่วมกัน เช่นนี้แหละประชาธิปไตยจึงจะแสดงผล เอื้อให้คนปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้ดีที่สุด ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และแก้ปัญหาสำคัญๆ

ฝ่ายประชาธิปไตยมีศัตรูร่วม :

            สถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรง แรงบีบจากพวกเผด็จการต่างชาติที่พยายามแผ่อำนาจอิทธิพลทั่วโลก ตีความว่านโยบายกดขี่ของตนเป็นแนวทางที่ดีกว่า ต้องการให้สังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเกิดขั้วการเมือง

            ประชาธิปไตยไม่ได้เหมือนกันหมด ไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่มากำหนดอนาคตร่วมกัน พวกที่อยู่ในประชาคมเพื่อประชาธิปไตยต้องยืนหยัดคุณค่าที่ยึดถือร่วมกัน ยึดมั่นความยุติธรรม หลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก การรวมตัวกัน เสรีภาพสื่อ การนับถือศาสนา สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยไม่ใช่รัฐแต่เป็นพฤติกรรม

            การรวมตัวของรัฐบาลกว่าร้อยประเทศ รวมทั้งนักเคลื่อนไหว ตัวแทนสหภาพ ประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ ในการประชุมนี้เพื่อร่วมสร้างประชาธิปไตยที่ดีกว่า ต้านลัทธิอำนาจนิยม สู้กับคอร์รัปชัน สนับสนุนสิทธิมนุษยชนของคนทุกแห่งหน

            การประชุมสุดยอดนี้เป็นจุดเริ่มการทำงาน 1 ปีของทุกประเทศ วางกรอบทำงานร่วม ตามข้อสรุปที่ได้จากการประชุมและจะกลับมารายงานในปีหน้า สหรัฐจะนำด้วยการทำเป็นตัวอย่าง พัฒนาประชาธิปไตยตัวเองพร้อมกับสนับสนุนประเทศหุ้นส่วนทั่วโลก

นโยบายของรัฐบาลไบเดน :

          ประการแรก มอบทุนช่วยเหลือ

            เริ่มนโยบาย Presidential Initiative for Democratic Renewal คือมาตรการทางการทูต โครงการช่วยเหลือต่างชาติฟื้นฟูประชาธิปไตย ต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ปีหน้าจะตั้งงบประมาณ 424 ล้านดอลลาร์สนับสนุนนโยบายรัฐบาลโปร่งใสตรวจสอบได้ สนับสนุนสื่อเสรี ต่อต้านคอร์รัปชันทั่วโลก สนับสนุนนักปฏิรูปประชาธิปไตย ส่งเสริมเทคโนโลยีพัฒนาประชาธิปไตย กำหนดนิยามว่าเลือกตั้งยุติธรรมเป็นอย่างไร

            ในเรื่องสื่อเสรี สาธารณชนจะต้องสามารถนำเสนอว่ารัฐบาลทำอะไร รัฐบาลสหรัฐมีกองทุน International Fund for Public Interest Media สนับสนุนสื่อเสรีแก่ประเทศต่างๆ มีกองทุน Defamation Defense Fund for Journalists สำหรับนักข่าวโดยเฉพาะ เน้นการนำเสนอข่าวเจาะลึก ปกป้องนักข่าวจากการเล่นงานทางกฎหมาย

            ก่อตั้งกองทุนฟื้นฟูประชาธิปไตย (Fund for Democratic Renewal) และโครงการหุ้นส่วนประชาธิปไตย (Partnership for Democracy) กระทรวงการต่างประเทศกับ USAID (องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา) จะมอบทุนสนับสนุนแก่ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั่วโลก

          ประการที่ 2 ต่อต้านคอร์รัปชัน

            จะออกนโยบายใหม่ๆ เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน เช่น สนับสนุนภาคประชาสังคม สื่อ นักวิชาการ กรรมกร ผู้แจ้งเบาะแส รวมถึงเรื่องการฟอกเงิน สถานรับฝากเงินนอกกฎหมาย

            เหล่านี้คือนโยบายสนับสนุนเสรีภาพประชาชนที่จะพูดแสดงออกต่างๆ 

          ประการที่ 3 สนับสนุนสตรี LGBTQI

            สนับสนุนให้สตรี เด็กหญิง LGBTQI มีบทบาทในประชาสังคมการเมืองมากขึ้นให้เข้าร่วมสถาบันประชาธิปไตย ปฏิรูปกฎหมายกรรมกร จะร่วมมือกับหุ้นส่วนต่อต้านการล่วงละเมิดออนไลน์ ต่อต้านประเทศที่ใช้เทคโนโลยีในทางที่มิชอบรวมถึงการสอดแนม กดทับสิทธิประชาชนในการแสดงความคิดเห็น

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

          ประการแรก จีนเป็นฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตย

            แม้สุนทรพจน์ในที่ประชุมสุดยอดประชาธิปไตยไบเดนไม่เอ่ยชื่อจีน แต่เมื่อปลายเมษายน 2021 ไบเดนแถลงต่อรัฐสภาว่า “เรากำลังแข่งกับจีนและประเทศอื่นๆ ...ในการแข่งขันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องชนะ ... ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ารูปแบบการปกครองของเราไม่ใช่ของที่ระลึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นรูปแบบเดียวที่ดีที่สุด”

            ในมุมมองของรัฐบาลไบเดน นี่คือการแข่งขันสำคัญระหว่างสหรัฐกับจีน ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นรูปแบบเดียวที่ดีที่สุด (ไม่สามารถเลือกตามบริบทวัฒนธรรมประเทศ) สมควรที่ทุกประเทศต้องเป็นประชาธิปไตย

          ประการที่ 2 ไบเดนขอให้แบ่งขั้ว

            มุมมองให้ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตยเช่นนี้อาจสุดโต่งเกินไป ถ้าตีความในกรอบแคบรัฐบาลไบเดนกำลังชี้ว่าระบอบจีนไม่ใช่ประชาธิปไตย (ตามที่รัฐบาลจีนกล่าวอ้าง) ไม่ใช่การปกครองที่ดีและเป็นศัตรูประชาธิปไตย ดังนั้น ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายต้องร่วมกันต้านจีน กลับสู่แนวคิดแบ่งขั้วด้วยอุดมการณ์การเมือง ตีความได้ว่าพยายามปลุกเร้าเข้ายุคสงครามเย็นใหม่ เพียงแต่รัฐบาลสหรัฐไม่พูดชัด ไม่ใช้คำว่าสงครามเย็นเท่านั้น

            รัฐบาลไบเดนไม่ต่างจากรัฐบาลในอดีตที่พยายามแบ่งโลกเป็นขั้วเป็นฝ่าย ยกตัวเองเป็นผู้นำขั้วหนึ่งที่เรียกว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” จะต่อต้านอีกขั้วที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม แทรกแซงกิจการภายในประเทศต่างๆ อย่างโจ่งแจ้งด้วยเหตุ “เพื่อประชาธิปไตย”

            นับจากนี้เป็นต้นไปรัฐบาลสหรัฐจะให้เงินอุดหนุนนักประชาธิปไตยทั่วโลก (ไม่ว่าจะเป็นบุคคล องค์กร สื่อ) หากทำเช่นนี้จริงและทำอย่างเข้มข้นต้องสรุปว่าโลกเข้าสู่สงครามเย็นใหม่แล้ว ที่น่าคิดคือนโยบายนี้อาจไม่ส่งผลต่อการเมืองการปกครองจีน แต่ส่งผลต่อการเมืองการปกครองบางประเทศ อาจเห็นรัฐบาลบางประเทศถูกล้มด้วยเงิน USD ผลลัพธ์ข้อนี้จะจริงหรือไม่ อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

            อาจตีความเป็น “อีกเครื่องมือ” ที่รัฐบาลสหรัฐใช้กดดันนานาประเทศ ให้เลือกว่าต้องการให้บ้านเมืองสงบหรือวุ่นวายเพราะฝ่ายประชาธิปไตย

            สื่อ Xinhua วิพากษ์ว่าคือการยุยงให้แบ่งขั้วและเผชิญหน้า ก่อความเสียหายไม่จบสิ้น ที่สุดแล้วประวัติศาสตร์จะบันทึกเรื่องนี้ว่าเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐบิดเบือนและบ่อนทำลายประชาธิปไตย พร้อมกับตั้งคำถามว่ารัฐบาลไบเดนอ้างประชาธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ตนเอง เพื่อทำลายปรปักษ์ใช่หรือไม่

            รัฐบาลสหรัฐอุปโลกน์ตัวเองเป็นผู้นำขั้วประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่หลายประเทศ นักวิชาการบางคนวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนี้ ประธานาธิบดีไบเดนและอีกหลายท่านในอดีตล้วนยอมรับว่าประชาธิปไตยอเมริกามีปัญหาต้องฟื้นฟู รัฐบาลสหรัฐมีความชอบธรรมเพียงไรที่จะเป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยโลก

          ประการที่ 3 ยกระดับแทรกแซงอย่างเปิดเผย

            รัฐบาลบางสมัยอย่างบารัก โอบามาแม้เชิดชูประชาธิปไตย ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ถึงกับประกาศย้ำให้เงินอุดหนุนฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ รัฐบาลไบเดนจึงเป็นชุดที่ยกระดับถึงขั้นประกาศชัดเจน แทรกแซงกิจการภายในอย่างเปิดเผยไม่ปกปิด ให้ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตยและต้องเป็นในรูปแบบที่ตนเห็นชอบเท่านั้น อาจพูดอีกอย่างคือให้ได้รัฐบาลที่รัฐบาลสหรัฐเห็นชอบ

            ในระยะยาวต้องติดตามว่ารัฐบาลสหรัฐชุดต่อไปจะคงนโยบายนี้หรือไม่ เพราะสมัยทรัมป์ไม่เน้นเรื่องประชาธิปไตยจึงเอาแน่เอานอนกับรัฐบาลอเมริกันไม่ได้

19 ธันวาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9168 วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564)

------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในที่ประชุมสมัชชาไบเดนย้ำว่าสหรัฐจะไม่ก่อสงครามเย็นใหม่ ในขณะที่ไม่กี่วันก่อนเลขาธิการยูเอ็นเตือนจีนกับสหรัฐให้หลีกเลี่ยงสงครามเย็นรอบใหม่ นี่คือคำพูดของผู้นำคนสำคัญๆ บนเวทีโลก

บรรณานุกรม :

1. Biden needs to add development to his democracy summit's agenda. (2021, December 9). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/opinion/international/584676-biden-needs-to-add-development-to-his-democracy-summits-agenda?rl=1

2. The White House. (2021, December 9). Remarks By President Biden At The Summit For Democracy Opening Session. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/speeches-remarks/2021/12/09/remarks-by-president-biden-at-the-summit-for-democracy-opening-session/

3. Xinhua Commentary: Debacle of Washington's sham democracy show. (2021, December 12). Xinhua. Retrieved from http://www.news.cn/english/2021-12/12/c_1310367915.htm

ประชาธิปไตยจีน ประชาธิปไตยที่ใช้การได้จริง

ประชาธิปไตยแท้ต้องอยู่ในวิถีชีวิตไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน ต้องถือว่าล้มเหลวถ้าสังคมเป็นประชาธิปไตยแต่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ประเทศไม่พัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่

             ต้นเดือนธันวาคม 2021 จีนเผยเอกสาร “China: Democracy That Works” นำเสนอประชาธิปไตยในมุมมองของจีน มีสาระสำคัญดังนี้

            ประชาธิปไตยอยู่คู่มนุษยชาติ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกับคนจีนยึดถือเรื่อยมา นับจากก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อค.ศ. 1921 พรรคฯ ให้คนทั้งชาติตระหนักประชาธิปไตยของประชาชนเรื่อยมา คนจีนเป็นผู้ควบคุมอนาคตของตนและสังคมด้วยตัวเอง ประชาชนเป็นนายของประเทศ เป็นสังคมนิยมประชาธิปไตย (socialist democracy)

            ประชาธิปไตยพัฒนาเรื่อยมาขึ้นกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของแต่ละที่ กลายเป็นประชาธิปไตยหลายรูปแบบแล้วจะว่าใครจะเลือกใช้แบบใด ประเทศใดเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ขึ้นกับวิจารณญาณของพลเมืองประเทศนั้น ไม่ใช่โดยคนนอกที่พยายามตีกรอบว่าแบบใดเป็นประชาธิปไตยแบบไหนไม่ใช่ ประชาธิปไตยจีนเป็นอีกรูปแบบในหลายรูปแบบที่เป็นอยู่ขณะนี้

การสร้างประชาธิปไตยจีน :

            ในอารยธรรม 5 พันปีจีนได้สร้างและอยู่ในระบอบการเมืองการปกครองหลายรูปแบบ คนจีนลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตนเองสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง เคยใช้แนวคิดการปกครองต่างชาติซึ่งพบว่าใช้การไม่ได้

            ความคิดมาร์กซิสต์ช่วยปลุกประชาชนให้ตระหนักความสำคัญของตนเองอีกครั้ง ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านการกดขี่ขูดรีด เป็นที่มาของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประชาธิปไตยของปวงชน (people's democracy) ประชาชนเป็นผู้บริหารประเทศมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแกนนำร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นๆ

            นับจากปี 1978 จีนเปิดประเทศปรับปรุงสังคมนิยมให้ทันสมัยเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ากว่าเดิม ยึดแนวทาง “สังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีน” (socialism with Chinese characteristics)

            ปี 2012 ประชาธิปไตยจีนพัฒนาอีกขั้นทั้งด้านทฤษฎี ระบบและการปฏิบัติ จนถึงขั้นให้ประชาชนดำเนินการทั้งหมดตามแนวทางประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแกนนำสร้างประชาธิปไตยประชาชนตามบริบทวัฒนธรรมและอื่นๆ สร้างประเทศให้ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน

            พรรคคอมมิวนิสต์จีนทำตามความต้องการของมหาชนดังหลักการ “มาจากประชาชน เพื่อประชาชน” การตัดสินใจในพรรคทำตามกระบวนการเลือกตั้งประชาธิปไตย เปิดทางให้บุคคลสำคัญของทุกกลุ่มทุกภาคส่วนเป็นผู้นำคนหนึ่งในพรรค มีบทบาทในรัฐบาล โดยที่ทุกคนต้องจงรักภักดีต่อลัทธิมาร์กซ์ ต่อพรรคและประชาชน

            ประชาชนเป็นนายประเทศและเป็นรากฐานของประเทศ กระบวนการประชาธิปไตยของปวงชน (people's democracy) อยู่ในทุกสถาบันทุกขั้นตอนอย่างสมบูรณ์

            ระบบของจีนคือประชาชนเป็นนายประเทศในขณะเดียวกัน ต้องทำทุกอย่างเพื่อต้านการบ่อนทำลายไม่ว่าจะทางการเมืองหรือความมั่นคงด้านต่างๆ เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบระเบียบภายใต้กฎหมาย ตามแนวทางเผด็จการประชาธิปไตยของปวงชน (people's democratic dictatorship) มีสมัชชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (National People's Congress) เป็นสถาบันสูง

สุดบ่งบอกประชาธิปไตยของปวงชน ประชาชนใช้อำนาจควบคุมประเทศผ่านสมัชชานี้ ช่วยรักษาความเป็นเอกภาพของคนทั้งประเทศ ทำงานประสานกับสมัชชาประชาชนท้องถิ่นในระดับต่างๆ หน่วยงานท้องถิ่น

            สมัชชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนมีอำนาจทั้งทางนิติบัญญัติ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่แม้กระทั่งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา มีอำนาจตัดสินและรับรองนโยบายสำคัญๆ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอำนาจกำกับตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ ศาล ส่วนสมัชชาระดับท้องถิ่นจะมีอำนาจตามที่กฎหมายกำหนด ให้มั่นใจว่าประชาชนทั้งประเทศคือผู้ตรวจสอบควบคุมประเทศนี้ ปลายปี 2020 ทั้งประเทศมีตัวแทนสมัชชาประชาชน 2.62 ล้านคน (จากประชากร 1,400 ล้านคน) 94.5% เป็นคนท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชน

            จีนมีหลายพรรคการเมืองแต่ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน พรรคการเมืองใช้วิธีประชุมหารือทางการเมือง (Political Consultation) จัดการความเห็นต่าง ยึดหลักว่าทุกคนทุกพรรคอยู่ร่วมกันได้ (ไม่แข่งขันแย่งชิงจนฝ่ายหนึ่งต้องล้มหายตายจากทางการเมือง) เกิดระบบที่ทุกพรรคทำงานร่วมกัน โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแกนนำ มีกระบวนการชัดเจนเพื่อให้ทุกพรรคทำงานร่วมกันบนความเท่าเทียม เป้าหมายสุดท้ายคือขจัดการเมืองของคนส่วนน้อยเพื่อประโยชน์คนไม่กี่กลุ่ม ให้ทุกพรรคทุกกลุ่มทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ร่วมกัน แทนการออกนโยบายเพื่อพวกพ้องอันก่อให้สังคมแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย

            ประชาธิปไตยของปวงชนเน้นสร้างสามัคคีประสานพลังคนทั้งชาติเข้าด้วยกัน พรรคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ บางพื้นที่ให้เป็นเขตปกครองตนเองตามชาติพันธุ์ จัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นบริหารโดยคนในพื้นที่ มีสิทธิ์ตัดสินใจแบบประชาธิปไตย ทั้งนี้อยู่ภายใต้การนำของประเทศ ไม่อาจแบ่งแยกประเทศ

            ประชาชนมีอำนาจปกครองตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ชุมชนเมือง มีคณะกรรมการบริหารตามหลักประชาธิปไตย เลือกตัวแทนของตน

            พนักงานลูกจ้างบริษัท หน่วยงานรัฐมีสิทธิตามแบบประชาธิปไตยเช่นกัน มีสมัชชาลูกจ้าง (employees congresses) นายจ้าง-ลูกจ้างปรึกษาหารือสม่ำเสมอ ครอบคลุมบริษัทกับหน่วยงานรัฐ 6.55 ล้านแห่ง

            การพูดคุยปรึกษาหารือแบบประชาธิปไตย (Democratic consultation) กลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิ์พูดด้วยเป้าหมายให้สังคมดีขึ้น ทุกการตัดสินใจผ่านการพูดคุยหารืออย่างเข้มข้นก่อน มีเวทีและกระบวนการรองรับเพื่อแต่ละคนเข้าใจครบถ้วนก่อนใช้สิทธิ์

            ควบคู่กันนี้คือระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (socialist market economy) มีกิจการที่ชุมชุนหรือรัฐเป็นเจ้าของควบคู่กับกิจการของเอกชน มุ่งเป้าให้เศรษฐกิจประเทศเข้มแข็งอยู่ในอำนาจของประชาชน ไม่ขาดสิ่งของจำเป็น

            จีนเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ การที่ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นสูงสุด ความสำเร็จข้อนี้ดูได้จากเศรษฐกิจที่เติบโตพัฒนาต่อเนื่อง ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน มีระบบประกันสังคมใหญ่ที่สุดในโลก

ประชาธิปไตยแท้ :

            ลำพังมีการเลือกตั้งไม่อาจสรุปว่าเป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแท้ต้องอยู่ในวิถีชีวิตไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน เป็นบรรทัดฐานสังคม รวมถึงมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ต้องถือว่าล้มเหลวถ้าสังคมเป็นประชาธิปไตยแต่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ประเทศไม่พัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่

            ประชาธิปไตยที่ดีต้องอาศัยฉันทามติมากกว่าสร้างความขัดแย้งแตกแยก ควรเป็นสังคมที่มีระบบระเบียบมากกว่าอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย ส่งเสริมความดีและความงาม ไม่ใช่ส่งเสริมเรื่องผิดหรือชั่วร้าย

            อำนาจอันได้จากระบอบประชาธิปไตยจำต้องควบคุมและตรวจสอบเข้มงวด ป้องกันใช้ในทางที่ผิด จีนมุ่งใช้อำนาจเพื่อสร้างสิ่งดีเสมอ คอร์รัปชันคือศัตรูตัวร้ายของประชาธิปไตย รัฐบาลใช้หลายมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด

            ประชาธิปไตยปรับเปลี่ยนเรื่อยมานับพันปีมีหลายรูปแบบสะท้อนความก้าวหน้าของมนุษย์ ไม่ใช่ทุกประเทศที่ใช้ระบอบนี้จะประสบความสำเร็จ การเลือกใช้โดยไม่พิจารณาบริบทตนเองอาจเกิดปัญหาไม่สิ้นสุด จีนได้พัฒนาประชาธิปไตยตามบริบทของตน ไม่ยึดแนวทางของพวกตะวันตกแต่พัฒนาจากความรู้การตัดสินใจด้วยตนเอง เป็นอีกรูปแบบที่ก่อประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ประชาธิปไตยจีนจะพัฒนาต่อไปตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าการปกครองของตนดีหรือไม่

            และหากยึดมั่นประชาธิปไตยจริงควรใช้หลักการนี้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยการเคารพสิทธิของประเทศอื่น อยู่ร่วมกับนานาชาติโดยสันติ แทนมุมมองที่คิดว่าโลกเป็นเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ทั้งหลายต้องหาทางเพื่อเอาตัวรอด ใช้อำนาจที่เหนือกว่ากดขี่ข่มขู่ประเทศอื่น อนาคตของมนุษยชาติควรอยู่ในมือของทุกคนในโลกไม่ใช่แค่คนบางประเทศเท่านั้น

12 ธันวาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9161 วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

ทุกวันนี้ประชากรโลก 70% อยู่ในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยกำลังถดถอย มีเพียง 9% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศประชาธิปไตยเข้มแข็ง โควิด-19 ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง
ในเวลา 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีนบรรลุเป้าหมายสร้างสังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน เป้าหมายถัดไปคือประเทศสังคมนิยมอันยิ่งใหญ่ทันสมัยทุกด้าน

บรรณานุกรม :

Full Text: China: Democracy That Works. (2021, December 4). Xinhua. Retrieved from http://www.news.cn/english/2021-12/04/c_1310351231.htm

ยุทธศาสตร์จีนในมุมมองของสหรัฐ 2021

เป้าหมายของจีนคือพัฒนากองทัพที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าสหรัฐ สอดรับกับการพัฒนาประเทศ ฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ตั้งเป้าสำเร็จภายในปี 2049

            ต้นเดือนพฤศจิกายน กระทรวงกลาโหมสหรัฐเสนอรายงานความก้าวหน้าทางทหารและความมั่นคงของจีนตามข้อมูลและมุมมองของตน ชื่อ “Military and Security Developments Involving the People's Republic of China (PRC) 2021” ในบท Understanding China’s Strategy มีสาระสำคัญดังนี้

            เป้าหมายยุทธศาสตร์จีนคือฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ตั้งเป้าสำเร็จภายในค.ศ. 2049 เป็นส่วนหนึ่งของ “ความฝันจีน” สร้างสังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีน (socialism with Chinese characteristics) โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแกนนำ

            จีนต้องการมีอิทธิพลโลกเทียบเท่าหรือมากกว่าสหรัฐ ปรับเปลี่ยนระเบียบระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อระบบอำนาจนิยมปักกิ่ง (Beijing’s authoritarian system) ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เป็นตัวอย่างจัดระเบียบโลกใหม่ เป็นเครือข่ายหุ้นส่วนระหว่างประเทศตามแบบที่จีนต้องการ เช่นเดียวกับ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ล้วนเป็นแผนสร้างอิทธิพลครอบงำของจีน

            ท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19 รัฐบาลจีนเดินหน้าพัฒนาทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ กำลังทางทหาร เพิ่มบทบาทในเวทีโลก ประกาศใช้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “dual circulation” ให้การบริโภคภายในเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักดันอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีระดับสูง ให้การลงทุนต่างชาติสนับสนุนเป้าหมายนี้

            การที่จีนไม่ใช้ระบบตลาดเสรีแต่รัฐควบคุมอย่างเข้มข้นเป็นโทษต่อนักลงทุนต่างชาติ มักส่งเสริมเอกชนของตนมากกว่า การแข่งขันไม่เป็นธรรม ขโมยสิทธิบัตร จารกรรมความลับทางเศรษฐกิจ

            ยุทธศาสตร์จีนยึดมุมมองการแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจ การปะทะระหว่างอุดมการณ์ เห็นว่าสหรัฐยังคงปิดล้อมตนและพยายามสกัดการปิดล้อมดังกล่าว นอกจากนี้ผู้นำจีนพร้อมเผชิญหน้าประเทศอื่นๆ หากผลประโยชน์ขัดกัน ชี้นำว่าชาติตะวันตกกำลังถดถอยไม่แปลกที่จีนก้าวขึ้นมา

            นโยบายต่างประเทศมุ่งสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน “community of common destiny” สอดรับการฟื้นฟูชาติ ใช้แนวการทูตแบบรัฐมหาอำนาจจีน ชี้ว่าบริบทโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีเหตุตึงเครียดมากขึ้น เพิ่มบทบาทกองทัพต่อนโยบายต่างประเทศ โรคระบาดโควิด-19 ส่งเสริมนโยบายประเทศ เชิดชูความสำเร็จในการจัดการโรคระบาด ช่วยเหลือต่างประเทศ เรื่องนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ไต้หวันซึ่งปกครองด้วยประชาธิปไตยควบคุมโรคระบาดได้ดีเช่นกัน

            การพัฒนากองทัพควบคู่กับการพัฒนาประเทศ มีกฎหมายระบุว่ากองทัพมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ใช้ยุทธศาสตร์บูรณาการกองทัพกับพลเรือน พัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนกับทางทหาร (dual-use) เชื่อมโยงอุตสาหกรรมพลเรือนกับทางทหาร รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ฝ่าย สร้างสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ทั้งต่อกองทัพกับพลเรือน รวมทั้งระบบขนส่ง เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาเทคโนโลยีมาก หวังเป็นมหาอำนาจนวัตกรรมโลก เป็นผู้ครอบงำเทคโนโลยีการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR) ซึ่งจะทำให้กองทัพจีนกลายเป็นกองทัพระดับแนวหน้า ให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ advanced computing, quantum information sciences ไบโอเทคโนโลยี การสำรวจอวกาศ ฯลฯ

            มียุทธศาสตร์ป้องกันประเทศเชิงรุก (active defense) จะตอบโต้แน่หากถูกโจมตี ตั้งเป้าภายในปี 2049 เป็นกองทัพเข็มแข็งระดับโลก ขยายบทบาทสู่ระดับโลก มีฐานทัพสิ่งอำนวยความสะดวกในต่างแดน เอื้อให้กองทัพจีนปฏิบัติการไกลขึ้น ฐานทัพจีนที่จิบูตี (Djibouti – อยู่ในทวีปแอฟริกา) กำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานรอบด้านทั้งการส่งกำลังบำรุงทัพเรือ อากาศ ทัพบก ไซเบอร์และอวกาศ และกำลังคิดทำเช่นนี้กับหลายประเทศ เช่น ในกัมพูชา เมียนมา ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน ศรีลังกา สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เคนยา ฯลฯ

            ปัจจุบันจีนมีทหารประจำการราว 2 ล้านนาย มุ่งพัฒนาให้ทันสมัย เชี่ยวชาญการรบแบบกองกำลังผสม ประสานทั้งทางบกทางเรือและทางอากาศ รวมทั้งอวกาศ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ปฏิบัติการทางไซเบอร์ ด้วยการตั้งเป้าต่อกรศัตรูที่เข้มแข็ง (strong enemy) กับประเทศที่มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน การเข้าแทรกแซงจากประเทศที่ 3

            พฤศจิกายน 2020 กระทรวงกลาโหมจีนรายงานผลการพัฒนากองทัพทันสมัยเป็นไปตามแผน รวมถึงสงครามอัจฉริยะ (intelligentized warfare) มีจำนวนเรือรบมากที่สุดในโลก มีเรือรบผิวน้ำกับเรือดำน้ำรวม 355 ลำ กำลังพัฒนาสู่ปฏิบัติการหลายภารกิจ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะสามารถโจมตีข้าศึกระยะไกลอย่างแม่นยำโดยใช้ขีปนาวุธร่อน พัฒนาสงครามต่อต้านเรือดำน้ำ การป้องกันเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำติดขีปนาวุธ

            กองทัพอากาศจีนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีเครื่องบินกว่า 2,800 ลำ เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด 2,250 ลำ

            จนถึงขณะนี้จีนมีขีดความสามารถ anti-access/area-denial (A2/AD) ในหมู่เกาะชั้นแรก (First Island Chain) และกำลังขยายสู่หมู่เกาะชั้นสอง (Second Island Chain) และไกลออกไป

            ด้านขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ ในทศวรรษหน้าจีนตั้งเป้าพัฒนาและขยายอาวุธนิวเคลียร์ทุกประเภท ตอนนี้กำลังขยายกำลังผลิตพลูโตเนียม ภายในปี 2027 อาจมี 700 หัวรบพร้อมยิงและในปี 2030 อาจมี 1,000 หัวรบ อีกทั้งกำลังพัฒนา air-launched ballistic missile ติดหัวรบนิวเคลียร์ (รายงานกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเมื่อกันยายน 2021 ระบุว่าสหรัฐมีนิวเคลียร์ทั้งสิ้น 3,750 หัวรบ ส่วนจีนมี 350 หัวรบ) กำลังพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ สะสมขีปนาวุธ DF-26 ที่สามารถติดตั้งหัวรบธรรมดากับหัวรบนิวเคลียร์ ปี 2020 ประจำการอาวุธไฮเปอร์โซนิคพิสัยกลาง DF-17 เร่งพัฒนาสงครามอวกาศ ความก้าวหน้าทางอวกาศเพื่อประโยชน์ทั้งทางทหารกับพลเรือน และอาจพัฒนาดาวเทียมพลเรือนที่สามารถต่อต้านขีปนาวุธข้าศึก

            จีนยังคงวิจัยด้านเคมีชีวภาพ สารพิษร้ายแรง (potent toxin) ที่ใช้ประโยชน์ทั้งทางพลเรือนกับทางทหาร

            ผู้นำจีนประกาศชัดว่ากองทัพจีนต้องมีบทบาทระดับโลก สัมพันธ์กับการสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ปกป้องผลประโยชน์ต่างแดน สนับสนุนนโยบายต่างประเทศ คู่กับการที่จีนสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลก ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน ทำให้หลายฝ่ายสงสัยเจตนาของจีน มีแนวโน้มจะใช้กำลังทหารข่มขู่ประเทศอื่น

            จีนพยายามขยายอิทธิพล มุ่งเป้าสถาบันวัฒนธรรม องค์กรสื่อ ธุรกิจต่างๆ สถาบันศึกษาและกลุ่มศึกษานโยบายทั้งในสหรัฐและอีกหลายประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ ให้นานาชาติยอมรับแนวคิดจีน เห็นด้วยกับรัฐบาลจีน ใช้แนวคิด “รบ 3 สมรภูมิ” (Three Warfares) ได้แก่รบทางจิตวิทยา รบทางความคิดเห็นประชาชน และรบทางกฎหมาย (psychological warfare, public opinion warfare, and legal warfare)

            จีนมีงบกลาโหมมากเป็นอันดับ 2 ของโลกและเพิ่มงบทุกปี ทั้งยังไม่ได้เปิดเผยงบประมาณหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายทางทหาร งบกลาโหมที่ประกาศจึงต่ำกว่าที่เป็นจริง

            นับจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ทำสงครามหรือปะทะทางชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยเรื่องเขตแดนบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย เวียดนาม อดีตสหภาพโซเวียต ทุกวันนี้ยังมีปัญหากับหลายประเทศ เช่น มี EEZs ทับซ้อนกับญี่ปุ่น ทับซ้อนกับหลายประเทศในทะเลจีนใต้

            รายงาน Military and Security Developments Involving the People's Republic of China (PRC) 2021 ชี้ว่าเป้าหมายของจีนคือพัฒนากองทัพที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าสหรัฐ สอดรับกับการพัฒนาประเทศ ฟื้นฟูชาติจีนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ตั้งเป้าสำเร็จภายในปี 2049

5 ธันวาคม 2021
ชาญชัย ค้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9154 วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564)

--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เมื่อเทียบจีน 50 ปีก่อนกับปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจสังคมจีนมีความเป็นทุนนิยมที่เปิดกว้างมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับที่รัฐบาลสหรัฐมองจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงมากขึ้นทุกที
จีนยุคสังคมนิยมต่างจากอาณาจักรจีนโบราณและไม่อาจเหมือนได้เพราะบริบทโลกต่างกันมาก อีกทั้งจีนสังคมนิยมปัจจุบันต่างจากสมัยเหมา รัฐบาลจีนจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่เป็นเรื่องคาดเดายาก
ในเวลา 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีนบรรลุเป้าหมายสร้างสังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน เป้าหมายถัดไปคือประเทศสังคมนิยมอันยิ่งใหญ่ทันสมัยทุกด้าน

บรรณานุกรม :

1. U.S. Department of Defense. (2021, August 3). Military and Security Developments Involving the People's Republic of China (PRC) 2021. Retrieved from https://media.defense.gov/2021/Nov/03/2002885874/-1/-1/0/2021-CMPR-FINAL.PDF

2. U.S. Department of State. (2021, October 5). Transparency in the U.S. Nuclear Weapons Stockpile. Retrieved from https://www.state.gov/transparency-in-the-u-s-nuclear-weapons-stockpile/