ประชาธิปไตยโลกในยุคโควิด-19

ทุกวันนี้ประชากรโลก 70% อยู่ในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยกำลังถดถอย มีเพียง 9% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศประชาธิปไตยเข้มแข็ง โควิด-19 เป็นอีกปัจจัยทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง

            ปลายเดือนพฤศจิกายน 2021 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อความช่วยเหลือด้านประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง (องค์กร IDEA หรือ International IDEA) ในสวีเดนเผยแพร่งานวิจัย “The Global State of Democracy Report 2021 - Building Resilience in a Pandemic Era สะท้อนประชาธิปไตยโลกช่วงปี 2020-2021 ในยุคโควิด-19 มีสาระสำคัญดังนี้

            องค์กร IDEA แบ่งการปกครองเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่ ระบอบประชาธิปไตย อำนาจนิยมและแบบลูกผสม (hybrid) 2 แบบหลังไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย

            ระบอบที่นับว่าเป็นประชาธิปไตย เงื่อนไขขั้นต่ำสุดคือฝ่ายค้านต้องมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้จริง ลำพังมีการเลือกตั้งไม่นับว่าเป็นประชาธิปไตย

            ระบอบลูกผสม (hybrid) สังคมการเมืองเปิดกว้างมากกว่าระบอบอำนาจนิยม เช่น ประชาสังคมทำงานได้ สื่อมวลชนมีเสรีภาพ แต่ยังเปิดกว้างไม่พอ เช่น รัสเซีย

            ตามเกณฑ์องค์กร IDEA ทุกวันนี้ประชากรโลก 70% อยู่ในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยกำลังถดถอย มีเพียง 9% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็ง

ความท้าทาย :

          ประการแรก อำนาจนิยมแผ่กว้างยิ่งขึ้น

            นับจากปี 2016 ประชาธิปไตยโลกถดถอยเรื่อยมา สถานการณ์ล่าสุดจำนวนประเทศที่กำลังเคลื่อนเข้าหาอำนาจนิยม (หรือเป็นอำนาจนิยม) มีมากกว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตย 3 เท่าตัว โรคระบาดโควิด-19 ส่งเสริมทิศทางนี้และคาดว่าเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องอีก 5 ปี

            จีนเป็นอำนาจนิยมเพราะรัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของทุกคน ไม่มีอะไรปิดกั้น รัฐใช้เอกชนเป็นเครื่องมือเข้าถึงข้อมูลบัญชีธนาคาร การใช้จ่ายของแต่ละคน มีกล้องจับภาพหลายล้านตัวเฝ้าดูความเคลื่อนไหวแต่ละคนด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

          ประการที่ 2 พรรคการเมืองใช้เทคนิคของพวกอำนาจนิยม

            แม้ในประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งแต่การเลือกตั้งใช้แนวทางของพวกอำนาจนิยมมากขึ้น อีกทั้งประชาชนจำนวนไม่น้อยสนับสนุน การแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรงเป็นอีกเหตุทำให้ประชาธิปไตยถดถอย พวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยหลายพรรคเลือกที่จะเอาชนะมากกว่าส่งเสริมประชาธิปไตย

          ประการที่ 3 ถดถอยในประเทศที่มีประชากรมาก

            ปัญหาใหญ่คือในหมู่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยพบว่าประชาธิปไตยกำลังถดถอยอย่างรวดเร็ว พรรครัฐบาลค่อยๆ ออกกฎระเบียบให้การเลือกตั้งเอื้อพวกตน ทยอยกีดกั้นเสรีภาพสื่อกับการแสดงออกของประชาชน ช่วงโควิด-19 ระบาดในขณะนี้ 90 ประเทศออกกฎหมายหรือมาตรการปิดกั้นการแสดงออกหวังสกัดข่าวปลอมโรคระบาด แต่กฎหมายเหล่านี้บางส่วนถูกนำไปใช้ปิดกั้นเสรีภาพประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคระบาด

            สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปแม้ในประเทศที่มีประชากรมาก เช่น บราซิล อินเดีย สหรัฐ

          ประการที่ 4 เป็นอำนาจนิยมรุนแรงขึ้น

            ประเทศที่ปกครองด้วยอำนาจนิยมกับลูกผสมมีความเป็นอำนาจนิยมมากขึ้น ปี 2020 เห็นภาพนี้ชัดเจน สิทธิเสรีภาพประชาชนถูกปิดกั้นมากกว่าเดิม

          ประการที่ 5 การเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ

            นับวันคนสงสัยว่าการเลือกตั้งโปร่งใสหรือไม่ แม้กระทั่งเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2020 ที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหาว่าไม่โปร่งใส แม้จะขาดหลักฐานแต่ทำให้คนอเมริกันจำนวนมากไม่เชื่อถือการเลือกตั้ง ด้านกองทัพเมียนมาอ้างการเลือกตั้งไม่โปร่งใสเข้าควบคุมอำนาจรัฐบาลเมื่อกุมภาพันธ์ 2021 สถานการณ์เช่นนี้เกิดในหลายประเทศ เช่น บราซิล เม็กซิโก เปรู

          ประการที่ 6 วัคซีนโควิด-19 กระจายไม่ทั่วถึง

            รวมทั้งการต่อต้านวัคซีน ทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้าและโรคระบาดยืดเยื้อออกไป ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพพื้นฐานการใช้ชีวิต

โอกาส :

          ประการแรก ปรับตัวยืดหยุ่นกว่าเดิม

            หลายประเทศสามารถปรับปรุงเป็นประชาธิปไตยยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ยังคงรักษาหลักการประชาธิปไตยแม้ปฏิบัติไม่เหมือนเดิม พรรคการเมืองสหรัฐจัดประชุมออนไลน์ จัด virtual party convention มีแอปพลิเคชันช่วยให้นักการเมืองกับประชาชนติดต่อใกล้ชิดกัน

          ประการที่ 2 ปรับกฎระเบียบเลือกตั้งที่รักษาประชาธิปไตย

            โรคระบาดทำให้เกิดข้อกำจัดหลายอย่างที่ลดความเป็นประชาธิปไตย แต่รัฐบาลหลายประเทศปรับตัวให้การเลือกตั้งดำรงความเป็นประชาธิปไตยมากสุดพร้อมกับป้องกันโรคระบาด ดึงคนให้ออกมาใช้สิทธิ์ได้มาก เช่น เกาหลีใต้ให้คนป่วยในโรงพยาบาล ผู้กักตัวในบ้านสามารถลงคะแนนที่บ้าน ใช้เทคโนโลยี augmented reality (AR) หลายประเทศมีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากกว่าปกติ

          ประการที่ 3 นักประชาธิปไตยเคลื่อนไหวเข้มแข็ง

            ตลอดปี 2020-21 นักประชาธิปไตยหลายประเทศเคลื่อนไหวเข้มแข็ง โดยเฉพาะที่เบลารุส คิวบา เอสวาตีนี (Eswatini – อยู่ในทวีปแอฟริกา) ฮ่องกงและเมียนมา หลายประเทศเคลื่อนไหวแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การเหยียดเชื้อชาติ

          ประการที่ 4 มุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตย

            บางประเทศเช่นพรรคฝ่ายค้านแซมเบียสามารถฝ่าด่านเอาชนะเลือกตั้ง แม้ฝ่ายรัฐบาลใช้กลวิธีหลายอย่าง

          ประการที่ 5 ภาคเอกชนสนับสนุนประชาธิปไตย

            บริษัทเอกชนบางแห่งสนับสนุนประชาธิปไตยบางประเด็น เช่น พฤติกรรมของรัฐบาลจีนต่อพวกอุยกูร์ เป็นกรณีที่บริษัทเอกชนอียูมีส่วนสนับสนุนนโยบายรัฐบาล

          ประการที่ 6 ระบอบอำนาจนิยมไม่สามารถจัดการโรคระบาดได้ดีกว่าประชาธิปไตย

แม้ข้อมูลมีน้อยและไม่น่าเชื่อถือ

3 แนวทางต่อต้านระบอบอำนาจนิยม :

          1) ให้คำมั่นสัญญา (Deliver)

            รัฐบาลต้องหารืออย่างใกล้ชิดภาคประชาสังคม ร่วมทำสัญญาประชาคมใหม่ เข้าถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการกับสิ่งที่รัฐบาลทำได้จริง สัญญาประชาคมใหม่จะเป็นแนวทางพัฒนาระยะสั้นกับระยะยาว แก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมที่ทวีขึ้นมากในยุคโควิด-19 ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน พัฒนาประเทศโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศยั่งยืน พรรคการเมืองรับฟังความคิดเห็นของคนหนุ่มสาว

          2) ฟื้นฟูใหม่ (Rebuild)

          มีงานวิจัยชี้ว่าการเลือกตั้งที่โปร่งใสกับพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนเป็นหัวใจทำให้สังคมมีความยุติธรรม ได้รับสวัสดิการเต็มเม็ดเต็มหน่วยและลดความเหลื่อมล้ำ

            รัฐบาลที่ตรวจสอบได้จริงต้องมีระบอบรัฐสภาที่เข้มแข็ง ฝ่ายค้านทำงานมีประสิทธิภาพ ตุลาการเป็นอิสระและสื่อมวลชนทำงานด้วยความซื่อสัตย์

            รัฐบาล พรรคการเมือง ผู้ดูแลการเลือกตั้งและสื่อมวลชนต้องร่วมกันปฏิรูปสถาบันประชาธิปไตย ปรับปรุงความสัมพันธ์ต่อกันเพื่อร่วมเผชิญความท้าทายต่างๆ สร้างขีดความสามารถใหม่ๆ การเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ ปกป้องเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐาน ตรวจสอบถ่วงดุลกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประชาชนไว้วางใจนักการเมืองซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

          3) ป้องกัน (Prevent)

            รัฐบาล ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนต้องร่วมกันต่อต้านอำนาจนิยม ป้องกันประชาธิปไตยถดถอย ด้วยการให้การศึกษาคนทุกระดับ ตรวจสอบเสาหลักประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เข้าถึงข้อมูลต่างๆ และเรียนรู้แบบอย่างประชาธิปไตยที่ดีในประเทศอื่นๆ สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย วางแนวป้องกันประชาธิปไตย

            รายงานล่าสุดขององค์กร IDEA ตอกย้ำรายงานขององค์กรดัชนีประชาธิปไตยอื่นๆ ที่ต่างชี้ว่าประชาธิปไตยถดถอยอำนาจนิยมแผ่ขยาย สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศแม้กระทั่งประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็ง เป็นสถานการณ์ที่ควรติดตาม

28 พฤศจิกายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9147 วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564)

-----------------------

บทความที่เกี่่ยวข้อง : 
ไม่ว่าระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ดีหรือไม่ มันคือความจริง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศสามารถทำให้ดีขึ้นด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองเท่านั้น
นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยอมรับมากขึ้นแล้วว่าระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก (Western liberal democracy) ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมควร ลัทธิอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน

บรรณานุกรม : International Institute for Democracy and Electoral Assistance. (2021, November 22). The Global State of Democracy Report 2021 - Building Resilience in a Pandemic Era. Retrieved from https://www.idea.int/gsod/sites/default/files/2021-11/the-global-state-of-democracy-2021_0.pdf

พลังอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐ 2021

ในโลกแห่งสัจนิยม (Realism) ความเป็นอภิมหาอำนาจจะต้องเหนือกว่าประเทศอื่น พลังอำนาจทางทหารหรือกองทัพเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง จำต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ที่เหนือกว่า

            รายงานกระทรวงการต่างประเทศเมื่อกันยายน 2021 สหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งสิ้น 3,750 หัวรบ (ทั้งที่ประจำการกับในคลังเก็บ) ลดลงจาก 3,785 หัวรบเมื่อปี 2018 ลดลงถึง 88% เมื่อเทียบกับปี 1967 ที่มี 31,255 หัวรบ นับจากมีระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกเมื่อปี 1945 สหรัฐสะสมอาวุธนิวเคลียร์มาตลอด เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสมัยสงครามเย็น ลดลงหลังสิ้นสงครามเย็นและไม่เพิ่มขึ้นอีกเลย (ยกเว้นบางปีที่เพิ่มเล็กน้อย) จนเหลือ 3,750 หัวรบในขณะนี้ และอีกราว 2,000 หัวรบรอรื้อทำลาย

(เครดิตภาพ : Transparency in the U.S. Nuclear Weapons Stockpile)

            เปรียบเทียบกับข้อมูลแหล่งอื่น ๆ Center for Arms Control and Non-Proliferation ระบุเมื่อกรกฎาคม 2020 ว่าสหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ 5,500 หัวรบ ในจำนวนนี้ 3,800 หัวรบใช้การได้ 1,750 หัวรบรอรื้อทำลาย

            ด้านสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute: SIPRI) ระบุเมื่อมกราคม 2020 ว่าสหรัฐมีนิวเคลียร์พร้อมยิง 1,750 หัวรบ เก็บในคลัง 2,050 หัวรบ (รวมที่ใช้การได้คือ 3,800 หัวรบ) และรอรื้อทำลาย 2,000 หัวรบ

            หัวรบพร้อมยิง 1,750 หัวรบนี้ รวมชนิด non-strategic (tactical) 150 หัวรบประจำการที่ยุโรป

            จะเห็นว่า ตัวเลข 3,750 หัวรบที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานล่าสุดใกล้เคียงกับแหล่งอื่น แยกย่อยได้ว่า 1,750 หัวรบพร้อมยิง ที่เก็บในคลังกับที่รอรื้อทำลายอย่างละ 2,000 หัวรบ

อาวุธนิวเคลียร์สหรัฐแบ่งออกเป็น :

          1) เครื่องบินติดอาวุธนิวเคลียร์

            ประกอบด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 จำนวน 20 ลำ B-52H จำนวน 46 ลำที่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์

            B-2 บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ได้ลำละ 16 ลูก ส่วน B-52 ติดตั้งขีปนาวุธร่อน AGM-86B ติดหัวรบนิวเคลียร์ 20 ลูก SIPRI ประเมินว่ามี 300 หัวรบที่พร้อมใช้และประจำการ ณ ฐานบิน

          2) เรือดำน้ำ

            เป็นเรือดำน้ำชั้นโอไฮโอ (Ohio-class) 14 ลำ แต่ละลำติดตั้งขีปนาวุธ TRIDENT II D-5 (UGM-133A) จำนวน 20 ลูก (เดิมติดตั้งได้ 24 ลูก/ท่อยิงแต่ปรับลดเหลือ 20 ท่อยิงตาม New START)

            ขีปนาวุธ TRIDENT II D-5 แต่ละลูกสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์แบบ  W88 ขนาด 475 กิโลตัน สูงสุด 8 ลูก หรือติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์รุ่น W76-1 ขนาด 90 กิโลตัน บางลำใช้หัวรบแบบใหม่ W76-2 ที่มีอานุภาพทำลายต่ำ (low-yield warheads) ซึ่งติดตั้งได้ถึง 14 ลูก ไม่ว่าจะติดตั้งด้วยหัวรบแบบใดภายใต้สนธิสัญญา New START จะติดตั้งเฉลี่ยเพียง 4 ลูก

          3) ขีปนาวุธในไซโล

            เป็นรุ่น Minuteman III จำนวน 400 ลูก บรรจุหัวรบ W87 ขนาด 300 กิโลตัน หรือ W78 ขนาด 335 กิโลตันเฉพาะแบบหลังสามารถติดตั้งได้ 2-3 หัวรบ รวมแล้วขีปนาวุธข้ามทวีป Minuteman III จำนวน 400 ลูกนี้ติดหัวรบนิวเคลียร์รวม 800 หัวรบ โดยจะประจำการถึงปี 2030 จากนั้นจะแทนที่ด้วยอาวุธรุ่นใหม่

          4) อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี

            อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical nuclear weapon) ไม่อยู่ในกลุ่มอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ ผลการทำลายไม่มากเท่ากับอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทศาสตร์ ที่ใช้ปัจจุบันคือระเบิดนิวเคลียร์ B61-3 กับ B61-4 ซึ่ง SIPRI คาดว่ามีทั้งหมด 230 ลูก โดย 150 ลูกประจำการในพันธมิตรนาโตยุโรป 5 ประเทศ  (ได้แก่ เยอรมนี ตุรกี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี) 80 ลูกยังอยู่กับสหรัฐซึ่งอาจติดตั้งบนเครื่องบินรบที่ไปสนับสนุนพันธมิตรแถบเอเชีย และกำลังแทนที่ด้วยรุ่น B61-12 ที่แม่นยำกว่าเดิม

            ระเบิดนิวเคลียร์เหล่านี้ติดตั้งกับ F-15 และ F-16 รุ่นเฉพาะที่สามารถติดตั้งระเบิดนิวเคลียร์ โดย F-15 E ติดได้ถึง 5 ลูก ส่วน F-16 C/D ติดได้ 2 ลูก

            ที่ยุโรปมี F-16 MLU กับ PA-200 ทอร์นาโดที่ติดตั้ง B61 ทั้งหมดเป็นนิวเคลียร์ของสหรัฐ (สหรัฐเป็นเจ้าของ)

การจัดหาอาวุธใหม่ :

            ตามแผนจะบรรจุเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-21 Raider 100 ลำที่น่าจะเริ่มเข้าประจำการกลางทศวรรษ 2020 (เวลากับจำนวนจะเปลี่ยนไปมา) ติดตั้งขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์รุ่นใหม่ LRSO ที่คาดว่าน่าจะเริ่มประจำการต้นทศวรรษ 2030 LRSO ส่วนหนึ่งจะติดตั้งกับ B-52 H เพราะตามแผนจะประจำการ B-52 H ถึงทศวรรษ 2050 ข้อดีของ B-52 H คือสามารถโจมตีหลายเป้าหมายในหนึ่งภารกิจ ส่วน B-21 ทำได้เพียง 1 เป้าหมายต่อภารกิจ รวมความแล้วสหรัฐตั้งเป้ามีเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ 165 ลำ ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยรวมทั้งขีดความสามารถป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู เครื่องบินรบ F-35 ส่วนหนึ่งจะติดอาวุธนิวเคลียร์ B61 ด้วย

            ด้านขีปนาวุธข้ามทวีปภาคพื้นฐานดินจะเป็น Ground-Based Strategic Deterrent (GBSD) คาดว่าจะเข้าประจำการ 2029-2036 โดยจะสั่งซื้อทั้งหมด 642 ลูก ในจำนวนนี้ 400 ลูกเป็นอาวุธประจำการ 50 ลูกไว้ในคลัง ส่วนที่เหลือใช้ยิงทดสอบหรือสำรอง

            เรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นใหม่ชั้นโคลัมเบีย (Columbia) คาดว่าจะเริ่มประจำการปี 2031 เป็นเรือดำน้ำใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยสร้าง ในระยะแรกจะติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ Trident รุ่น D5LE และค่อยเปลี่ยนเป็นขีปนาวุธ SLBM รุ่นใหม่ในอนาคต

            มีข้อมูลว่าการยกเครื่องศูนย์ควบคุมและสั่งการนิวเคลียร์ทั้งระบบต้องใช้งบประมาณ 1.2-1.7 ล้านล้านดอลลาร์

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) ฉบับล่าสุด 2018 อธิบายชัดว่าสหรัฐต้องมีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากพอที่จะป้องปรามไม่ให้ใครคิดทำสงครามนิวเคลียร์ แม้จะใช้เพียงลูกสองลูกก็ตาม รัฐบาลสหรัฐมักอ้างภัยจากเกาหลีเหนือ จีนที่กำลังก้าวขึ้นมา ทั้งๆ ที่ตอนนี้จีนมีเพียง 350 หัวรบ อีกทั้งอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดของจีนไม่อยู่ในตำแหน่งพร้อมยิงสักลูกเดียวในขณะที่สหรัฐมี 1,750 หัวรบที่พร้อมปล่อย

            ประเด็นการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศเป็นเรื่องร้อนแรงต่อเนื่อง ในสมัยทรัมป์สหรัฐถอนตัวจากสนธิสัญญาขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้ (INF) Open Skies Treaty พยายามขอเจรจากับจีนเรื่องนิวเคลียร์

            มาถึงยุคไบเดนประกาศตั้งแต่ต้นว่าจะยืดข้อตกลงนิวเคลียร์ New START ออกไปอีก 5 ปี ช่วยลดความตึงเครียด ในอีกมุมมองหนึ่งอาจเป็นเพราะสหรัฐยังไม่พร้อมเจรจา เนื่องจากรัสเซียประกาศว่าหากจะคุยอาวุธนิวเคลียร์ ต้องพูดเรื่องระบบป้องกันทุกระบบ รวมทั้งระบบที่ยิงทำลายจากอวกาศ และเห็นว่าสหรัฐควรถอนนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีที่ประจำการประเทศต่างๆ

            ข้อที่ตึงเครียดมากขึ้นคือการประกาศพันธมิตรทางทหารอินโด-แปซิฟิก สหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย (AUKUS) เพราะอังกฤษไม่ใช่ประเทศในภูมิภาคนี้และมีเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ เห็นชัดว่าความตึงเครียดเรื่องการเผชิญหน้าด้วยนิวเคลียร์ได้ขยับมาที่อินโดฯ-แปซิฟิก หรืออาจตีความว่าอินโดฯ-แปซิฟิกคือเวทีใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง

            ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่าความเข้าใจสำคัญและพึงตระหนักอยู่เสมอคือ ทุกวันนี้อาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้ในแง่ข่มขู่คุกคาม ภายใต้การทูตนำการทหารหรือการทูตที่มีการทหารสนับสนุน บางคนอาจนึกถึง gunboat diplomacy เพียงแต่สาธารณชนทั่วไปไม่เห็นชัดเท่านั้น ดูเหมือนว่าตัวยุทธศาสตร์สหรัฐตั้งใจสื่อเช่นนั้น มุ่งหมายให้บรรดาผู้ปกครองประเทศต่างๆ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบ

            การใช้งบประมาณอีกสัก 2 ล้านล้านดอลลาร์น่าจะคุ้มค่าถ้ามองว่าช่วยรักษาความเป็นมหาอำนาจทางทหารอันดับหนึ่งของโลกไว้ เพราะในโลกแห่งสัจนิยม (Realism) ความเป็นอภิมหาอำนาจจะต้องเหนือกว่าด้านกำลังรบ

            ในอีกแง่มุม บทบาทอาวุธนิวเคลียร์ทยอยลดลง ในอดีตเป้าหมายสำคัญของนิวเคลียร์คือพื้นที่หรือจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร เช่น ศูนย์บัญชาการกองทัพที่ได้รับการป้องกันอย่างดี จำต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบันมีอาวุธอื่นๆ ที่มีอำนาจทำลายสูงและสามารถยิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำ เช่น อาวุธไฮเปอร์โซนิค รวมถึงสงครามไซเบอร์ที่สร้างความปั่นป่วนได้มาก ความต้องอาวุธนิวเคลียร์จึงลดลง หันไปเพิ่มอาวุธแบบใหม่แทน

21 พฤศจิกายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9140 วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564)

-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
สังคมเยอรมันถกแถลงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เรื่อยมา แต่จนทุกวันนี้อาวุธนิวเคลียร์สหรัฐยังประจำการที่นี่และอาจอยู่อีกนาน เพราะเป็นความสัมพันธ์อันซับซ้อน ผลประโยชน์มหาศาล
รัฐบาลสหรัฐกลับมาให้ความสนใจเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ คราวนี้มองมาที่จีนด้วยตามกรอบอินโด-แปซิฟิก อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พัวพันกับการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจในย่านนี้อีกครั้ง

บรรณานุกรม :

1. Arms Control Association.  (2020, April). Arms Control and Proliferation Profile: The United States. Retrieved from https://www.armscontrol.org/factsheets/unitedstatesprofile#nuclear

2. Biden announces Indo-Pacific alliance with UK, Australia. (2021, September 16). The Asahi Shimbun. Retrieved from https://www.asahi.com/ajw/articles/14441547

3. Biden seeks five-year extension of New START arms treaty with Russia. (2021, January 22). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-russia-nuclear/biden-seeks-five-year-extension-of-new-start-arms-treaty-with-russia-idUSKBN29Q2I4

4. Center for Arms Control and Non-Proliferation. (2020, July 2). Fact Sheet: The United States’ Nuclear Inventory. Retrieved from https://armscontrolcenter.org/fact-sheet-the-united-states-nuclear-arsenal/

5. Gray, Colin S. (2007). War Peace and International Relations: An introduction to strategic history. Oxon: Routledge.

6. Russia to discuss its new weapon systems only along with US missile shield, says diplomat. (2020, May 22). TASS. Retrieved from https://tass.com/defense/1159453

7. Stockholm International Peace Research Institute. (2020). World nuclear forces. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/YB20%2010%20WNF.pdf

8. The B-52 Will No Longer Carry Certain Nuclear Weapons. Here's Why. (2020, January 18). Military.com. Retrieved from https://www.military.com/daily-news/2020/01/18/b-52-will-no-longer-carry-certain-nuclear-weapons-heres-why.html

9. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF

10 . U.S. Department of State. (2021, October 5). Transparency in the U.S. Nuclear Weapons Stockpile. Retrieved from https://www.state.gov/transparency-in-the-u-s-nuclear-weapons-stockpile/

11. U.S. Navy Office of Information. (2021, May 25). Fleet Ballistic Missile Submarines - SSBN. Retrieved from https://www.navy.mil/Resources/Fact-Files/Display-FactFiles/Article/2169580/fleet-ballistic-missile-submarines-ssbn/

12. Without New Nuclear Weapon, B-52 Bomber Mission Ends, General Warns. (2017, September 21). Military.com. Retrieved from https://www.military.com/daily-news/2017/09/21/without-new-weapon-b52-bomber-mission-ends-general-warns.html

13. World sleepwalking into total nuclear war as callous elites fear no bloodshed – Russian scholar. (2019, September 16). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/468899-nuclear-war-strategic-weapons/

--------------------------

ปฏิบัติการหมายสังหารนายกฯ อิรัก อัล-คาดิมี

ปฏิบัติการหมายสังหารนายกฯ อัล-คาดิมีตีความได้หลากหลาย ตั้งแต่การช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองด้วยกัน ความปลอดภัยของ Green Zone และบทบาทต่างชาติที่เกี่ยวข้อง

            เมื่อวันอาทิตย์ 7 พฤศจิกายนผู้ก่อการร้ายใช้โดรนติดระเบิดโจมตีบ้านพักของ มุสตาฟา อัล-คาดิมี (Mustafa al-Kadhimi) นายกรัฐมนตรีอิรัก โดรน 2 ลำถูกยิงสกัดตกเหลือเพียงลำเดียวที่พุ่งเข้าเป้าหมาย คนคุ้มกันนายกฯ บาดเจ็บหลายคนแต่ไม่ร้ายแรง กระทรวงมหาดไทยอิรักเผยว่าผู้ก่อเหตุใช้โดรนบินขึ้นจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงแบกแดดที่ห่างออกไป 10-12 กิโลเมตร อยู่ชานกรุงแบกแดดนั่นเอง

            กองทัพอิรักประกาศว่าเป็นความพยายามลอบสังหารผู้นำประเทศ

            สื่อบางสำนักรายงานทันทีว่าเป็นฝีมือสายชีอะห์ที่อิหร่านสนับสนุน หลังพวกเขาแพ้เลือกตั้งรอบล่าสุด ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งอ้างว่าเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ บางคนเชื่อมโยงกับการสังหารนายพลกอซิม สุไลมานี (Qassim Soleimani) ผู้นำกองทัพอิหร่านที่ถูกสังหารด้วยโดรนสหรัฐในสมัยทรัมป์เมื่อมกราคม 2020 บางแหล่งอ้างว่ามาจากกองกำลังที่กระทำโดยพลการ

รู้ตัวคนก่อเหตุ :

            นายกฯ อัล-คาดิมีกล่าวว่าเจ้าหน้าที่รู้ตัวผู้ก่อเหตุ รู้จักพวกเขาดี คนพวกนี้ต่อต้านรัฐบาล

            ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรทางการอิรักพูดชัดรู้ตัวใครเป็นผู้ก่อเหตุ เพียงแต่ยังไม่เอ่ยนามต่อสาธารณะเท่านั้น

            ด้านมุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ผู้นำพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดและน่าจะเป็นผู้นำประเทศคนใหม่แถลงว่าเป็นก่อการร้าย ตั้งใจสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย สร้างความรุนแรง พวกไม่หวังดีต่อชาติ ไม่อยากเห็นประเทศสงบสุข ชี้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธในประเทศ หวังเปิดทางให้ต่างชาติแทรกแซง

            วันต่อมาคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (UNSC) ออกแถลงการณ์ประณามการลอบสังหารนายกฯ อิรัก เรียกร้องหาตัวผู้ก่อเหตุ ผู้สนับสนุนก่อการร้าย นำมาลงโทษตามกฎหมาย แถลงการณ์นี้ประกาศจุดยืน UNSC ตั้งแต่ต้นว่าผู้ก่อเหตุกับผู้สนับสนุนมีความผิดต้องรับโทษ ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีใครเปิดเผยตัวและทางการอิรักยังไม่ประกาศว่าเป็นใคร

วิเคราะห์องค์รวม :

          ประการแรก Green Zone ไม่ปลอดภัย

            ไม่ว่าจะมุ่งสังหารหรือแค่ข่มขู่เป็นการประกาศความเป็นศัตรูชัดเจน ผู้ลงมือย่อมคิดได้ว่าการทำเช่นนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นข่าวดังทั่วโลก

            เรื่องใหญ่กว่านั้นคือบ้านพักนายกฯ อยู่ในเขต Green Zone กลางกรุงแบกแดด

            ดังที่ได้เสนอแล้วว่าหลังรัฐบาลสหรัฐคืนอำนาจบริหารประเทศแก่อิรักเมื่อปี 2004 มีสิ่งหนึ่งที่คงอยู่จนถึงปัจจุบันคือเขต Green Zone เป็นเขตวางมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ ฐานทัพใหญ่ของสหรัฐ และยังเป็นที่ตั้งศูนย์บริหารประเทศอิรักด้วย เมื่ออิรักเป็นประชาธิปไตย มีรัฐบาลของตนปรากฏว่าทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ที่ตั้งกระทรวงต่างๆ ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว กองกำลังสหรัฐหลายพันนายมีส่วนควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่นี้

            เรื่องน่าคิดคือวันนี้โจมตีบ้านนายกฯ อิรัก พรุ่งนี้อาจเป็นสถานทูตหรือนายพลคนสำคัญของสหรัฐ ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน

          ประการที่ 2 ผู้นำโลกปลอดภัยไหม

            ข่าวโดรนโจมตีบ้านพักนายกฯ อิรักย่อมสะเทือนผู้นำอื่นๆ ทั่วโลก เพราะพวกเขามีความเสี่ยงจะถูกโจมตีในแบบเดียวกัน อาจไม่ต้องถึงกับเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเป็นแกนนำนักการเมือง นักเคลื่อนไหวคนสำคัญ ฯลฯ

            ในเหตุการณ์นี้ผู้ก่อเหตุใช้โดรน 3 ลำ สกัดได้ 2 ลำ ลองจินตนาการถ้าผู้ก่อเหตุใช้โดรน 10 ลำจะเป็นอย่างไร

            อันที่จริงแล้วเรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ของใหม่ หลายประเทศใช้โดรนในการสงคราม การต่อต้านผู้ก่อการร้าย ข่าวชิ้นหนึ่งที่ดังมากเมื่อปี 2020 คือการสังหารนายพลสุไลมานีโดยฝีมือรัฐบาลทรัมป์

          ประการที่ 3 เกี่ยวข้องกับต่างชาติไหม

            จากหลักฐานที่ปรากฏและคำพูดของนายกฯ อิรัก ชี้ว่ารู้ตัวผู้ลงมือ ผู้ก่อเหตุเป็นคนในประเทศ เป็นฝีมือกองกำลังกลุ่มหนึ่ง

            อีกมุมมองที่น่าสนใจคือจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อโยนความผิดหรือไม่ เป็นอีกแนวที่ควรคิดถึง เพราะอานุภาพแรงระเบิดที่เกิดขึ้นไม่มากเท่าไหร่ โอกาสทำให้นายกฯ เสียชีวิตมีน้อย (ต้องโดนตรงตัวหรือใกล้มากในขณะที่นายกฯ อยู่ในอาคาร)

            สื่อบางสำนักรายงานข่าวในทำนองชี้ว่าเกี่ยวข้องกับต่างชาติ หากเป็นจริงเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทันที เมื่อรัฐบาลประเทศหนึ่งลงมือหรือสั่งการสังหารผู้นำอีกประเทศ ในกรณีนี้ประเทศที่ถูกเอ่ยถึงคืออิหร่าน

            ถ้าจะพูดความสัมพันธ์ระหว่างอิรักกับอิหร่านอาจย้อนได้นับพันปีสมัยอาณาจักรโบราณ สมัยเกิดมุสลิมชีอะห์ ทั้งอิหร่านกับอิรักต่างเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมชีอะห์

            สื่อบางสำนักอ้างแหล่งข่าวว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนและใช้โดรนอิหร่าน เนื่องจากไม่พอใจผลการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่ชีอะห์สายอิหร่านได้คะแนนน้อย Hamdi Malik จาก Washington Institute ชี้ว่าเป็นคำเตือนถึงรัฐบาลที่จะจัดตั้งใหม่ว่าต้องมีพวกเขาอยู่ด้วย มีคนของพวกเขาในตำแหน่งต่างๆ ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่สงบ พวกนี้ต่อต้านมุกตาดา อัล-ซาดาร์ที่พรรคของเขาได้คะแนนมากที่สุดและกำลังเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล

            Hamdi Malik ขยายความอีกว่าอัล-ซาดาร์ในตอนนี้ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลอิหร่านๆ จึงต่อต้านเพราะเกรงสูญเสียอิทธิพลในอิรัก

            ไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ Esmail Qaani ผู้นำกองทัพ IRGC ของอิหร่านเดินทางเยือนอิรักอย่างเป็นทางการ กล่าวว่าทุกฝ่ายควรยอมรับผลการเลือกตั้งและอยู่ในความสงบ ปฏิบัติตามกฎหมาย ประชาชนมีสิทธิ์ประท้วงการเลือกตั้งแต่ต้องให้ความร่วมมือกับทางการด้วย

            นับจากรู้ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เริ่มมีข่าวว่าพวกชีอะห์ที่สูญเสียที่นั่งแก่พรรคของอัล-ซาดาร์แสดงความไม่พอใจ อ้างว่าการเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ สวนทางองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งตัวแทนหลายร้อยคนเข้าสังเกตการณ์และสรุปว่าการเลือกตั้งโดยรวมเป็นไปด้วยดี

สรุป :

            เป็นเวลาเนิ่นนานหลายสิบปีที่อิรักไม่สงบ ประเทศวุ่นวายไม่จบสิ้น การส่งคืนอธิปไตยแก่อิรักเมื่อมิถุนายน 2004 ตามนโยบายสร้างประชาธิปไตยของรัฐบาลสหรัฐทำให้ประชาชนถูกแยกเป็น 3 ฝ่ายเด่นชัดกว่าเดิม คือแยกเป็นพวกชีอะห์ ซุนนี และเคิร์ด อาจมองว่าเป็นการแบ่งสรรอำนาจหรืออาจตีความว่าตอกย้ำการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่เพียงเท่านั้นทั้ง 3 ฝ่ายยังแบ่งแยกย่อยอีก ไม่เป็นเอกภาพ ชีอะห์อิรักปัจจุบันมีหลายสายหลายกลุ่ม ในทางหนึ่งพวกเขาร่วมมือกันเมื่อเจอภัย แต่อีกด้านแข่งขันช่วงชิงภายใต้ระบอบประชาธิปไตยถึงกับก่อเหตุรุนแรงไม่หยุดหย่อน จนรัฐบาลทำงานไม่ได้และเป็นต้นเหตุจัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนตุลาคม พรรคการเมืองชีอะห์มีหลายพรรค ต่างต้องการคะแนนเสียงมากที่สุด เหตุลอบสังหารนายกฯ ครั้งนี้อาจตีความว่าพวกชีอะห์ที่เสียคะแนนให้กับอัล-ซาดาร์ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์เหมือนกันไม่พอใจผลการเลือกตั้ง เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองชีอะห์ด้วยกัน

            เหตุที่ยุบสภาจัดเลือกตั้งทั่วไปเพราะหวังให้ประเทศสงบ สามารถเดินหน้าต่อไป แก้ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า แต่นับจากประกาศผลการเลือกตั้งดูเหมือนว่า “ทางออก” หรือการเลือกตั้งอาจเป็นเหตุนำให้อิรักอยู่ในวังวนความไม่สงบต่อไป เป็นประเด็นน่าติดตาม

14 พฤศจิกายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9133 วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564)

-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี แต่หากสังคมไม่เป็นเอกภาพ ไม่ต้องการอยู่ร่วมเป็นคนชาติเดียวกันจะกลายเป็นกับดักประชาธิปไตย มีปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด
ผู้ชุมนุมประท้วงโทษว่าปัญหาว่างงาน น้ำไม่ไหลไฟไม่สว่างเพราะอิหร่านครอบงำอิรัก การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มด้วยการขจัดอิทธิพลอิหร่าน ไม่ว่าเรื่องนี้จริงเท็จเพียงไร พวกชีอะห์อิรักบางส่วนคิดเห็นเช่นนั้น
บรรณานุกรม :

1. Drone attack by militants on Iraqi PM ‘marks escalation’ in power struggle. (2021, November 7). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2021/nov/07/drone-attack-on-iraqi-pms-home-marks-escalation-in-power-struggle

2. Iran’s Quds Force commander: Iraqi election results should be respected. (2021, November 11). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/middleeast/iraq/11112021

3. Militias ‘tried to murder Iraqi PM with Iranian-made drones’. (2021, November 9). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/1964181/middle-east

4. Iraq’s prime minister says he knows who committed attack against him. (2021, November 8). TASS. Retrieved from https://tass.com/world/1358453

5. Iraqi Prime Minister survives exploding drone assassination attempt. (2021, November 7). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2021/11/06/middleeast/iraq-prime-minister-drone-attack-intl-hnk/index.html

6. UN Security Council condemns assassination attempt against Iraqi PM. (2021, November 9). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/middleeast/iraq/081120213

7. U.S. forces to stay in Iraq as long as needed: spokesman. (2018, August 19). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-mideast-crisis-iraq-usa/u-s-forces-to-stay-in-iraq-as-long-as-needed-spokesman-idUSKBN1L408A

--------------------------

เมื่อโรฮีนจากลายเป็นเรื่องของอาเซียน

ปี 2015 เมื่อเรือผู้อพยพโรฮีนจาแล่นเข้าฝั่ง หลายประเทศใช้วิธีให้อาหารกับน้ำแล้วผลักดันกลับไป กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มกล่าวหาว่าประเทศเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

             หลายคนกำลังสนใจจุดยืนของอาเซียนต่อเมียนมาเรื่องความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับฝ่ายนางออง ซาน ซู จี เอ่ยเรื่องที่อาเซียนแทรกแซงกิจการภายในเมียนมา เป็นความจริงที่อาเซียนแทรกแซงกิจการภายในบางจุดบางประเด็น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทำมาหลายปีแล้วในกรณีผู้อพยพลี้ภัยโรฮีนจา การเข้าใจแนวทางอาเซียนต่อโรฮีนจาจะช่วยเข้าใจท่าทีอาเซียนต่อความขัดแย้งระหว่างฝ่ายกองทัพเมียนมากับฝ่ายนางซูจี ดังนี้

            โดยพื้นฐานแล้วรัฐบาลเมียนมาไม่ยอมรับโรฮีนจาเป็นพลเมือง รัฐบาลทหารเมียนมาเห็นว่าโรฮีนจาคือคนเบงกาลี (Bengalis) ที่อพยพเข้ามาในช่วงที่อังกฤษปกครองพม่า เป็นเรื่องผิดกฎหมายจึงปฏิเสธความเป็นพลเมืองของโรฮีนจา

            การยึดว่าโรฮีนจาเป็นคนเบงกาลีหรือคนธากา (Dhaka) กำลังชี้ว่าพวกโรฮีนจาเป็นคนบังกลาเทศ หรือ “ประเทศของเบงกอล” (Country of Bengal) มีเมืองหลวงชื่อธากา (Dhaka)

ปี ค.ศ. 1982 กฎหมาย Constitutional Act ที่ออกโดยรัฐบาลทหารเมียนมาร์ระบุว่าชาวโรฮีนจาไม่ใช่พลเมืองพม่า (non-citizens of Burma) เว้นแต่พวกที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบรรพบุรุษของตนได้อาศัยอยู่ในพม่าก่อนปี 1823 หรือก่อนที่อังกฤษเข้ายึดครองอาระกัน เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่ขณะนี้

            นอกจากนี้ควรเข้าใจด้วยว่านางออง ซาน ซูจี นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันโด่งดัง ได้รับหลายรางวัลทั่วโลก ยังพยายามแสดงท่าทีเฉยเมยต่อการกดขี่ข่มเหงโรฮีนจา แต่ไหนแต่ไรท่าทีของพันธมิตรของเธอแสดงออกชัดเจน ดังเช่น กลุ่ม ‘8888 democracy movement’ ออกแถลงการณ์ว่า “โรฮีนจาไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์ ... ไม่ว่าจะทางกรรมพันธุ์ ทางวัฒนธรรมหรือทางภาษา โรฮีนจาไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติใดๆ ในเมียนมาร์”

            ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายกองทัพหรือฝ่ายนางซูจีล้วนไม่ยอมรับโรฮีนจาว่าเป็นพลเมืองเมียนมา

 เรือมนุษย์ 2015 :

ย้อนหลังปี 2015 เมื่อเรือผู้อพยพโรฮีนจาแล่นเข้าฝั่ง รัฐบาลหลายประเทศใช้วิธีให้อาหารกับน้ำจำนวนหนึ่งแล้วผลักดันกลับไป กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มกล่าวหาว่าประเทศเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ควรที่จะรับโรฮีนจาเหล่านี้เข้าประเทศเป็นผู้อพยพลี้ภัย

การรับผู้อพยพสัก 1,000-2,000 คน ไม่ใช่ปัญหา ที่คิดตรงกันคือ หากรับ 2,000 คนแล้ว อีกไม่นานจะมา 20,000 คน และกลายเป็น 200,000 คน จนสุดท้ายอาจเป็นโรฮีนจาทั้งหมดนับล้านคน และจะมีผู้อพยพอื่นๆ นอกเหนือโรฮีนจา

เรื่องไม่จบเท่านี้ เมื่อรับมาแล้วจะมีคนพูดต่อว่าดูแลพวกเขาดีหรือไม่ จะมีคนพูดว่าอาหารไม่พอ ขาดแพทย์ขาดยา ไม่มีโรงเรียน ครูไม่มีคุณภาพ กีดกั้นสิทธิเสรีภาพ อยู่อย่างไร้อนาคต

            เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ยกตัวอย่างกันยายน 2015 ผู้อพยพลี้ภัยในมาเลเซียชุมนุมประท้วงรัฐบาลมาเลย์ เหตุเนื่องจากพวกเขาไม่มีงานทำ ไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากพอ ร้องขอความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ อยากได้รับสวัสดิการจากประเทศมาเลเซีย ผู้ลี้ภัยต่างด้าวเหล่านี้ครึ่งหนึ่งเป็นพวกโรฮีนจา

            กฎหมายมาเลเซียถือว่าโรฮีนจาเป็นพวกคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย รอส่งออกจากประเทศ จึงไม่สามารถให้การศึกษาหรือให้งานทำ สิ่งที่โรฮีนจาต้องการมากที่สุดคือได้ทำงานตามกฎหมาย แต่ฝ่ายการเมืองมาเลย์กังวลว่าหากให้งานทำจะเป็นเหตุดึงให้โรฮีนจาเข้าประเทศเพิ่มขึ้นอีก ปัจจุบันมีเป็นแสนคนแล้ว

ประเทศที่รับผู้อพยพลี้ภัยตั้งแต่ต้น ต้องเผชิญการถูกตำหนิจากต่างชาติไม่สิ้นสุด

แรงกดดันจากนานาชาติ :

นายอันโตนิอู กุแตเรซ (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทางการเมียนมาระงับปฏิบัติการทางทหาร ยุติความรุนแรง ปฏิบัติตามหลักกฎหมาย เคารพสิทธิที่ทุกคนจะกลับสู่บ้านเกิดตัวเอง ขอให้โรฮีนจาได้ฐานะความเป็นพลเมืองหรือไม่ก็ได้รับฐานะทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้พวกเขาอยู่ในเมียนมาต่อไป

            กันยายน 2017 นิกกี ฮาลีย์ (Nikki Haley) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการกดขี่ข่มเหงขับไล่โรฮีนจาเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน (brutal) กวาดล้างชนกลุ่มน้อยอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง เห็นว่าเจ้าหน้าที่เมียนมาต้องรับผิดชอบ

            ต่อมากระทรวงต่างประเทศสหรัฐประกาศว่ากองกำลังรัฐบาลเมียนมา “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (ethnic cleansing) โรฮีนจา แถลงการณ์ระบุว่าชัดว่ากองกำลังพม่า กองกำลังความมั่นคง และคนท้องถิ่นชาวพม่าเป็นผู้กดขี่ข่มเหง ทำให้โรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่

            บางคนเห็นว่าควรลงโทษผู้นำกองทัพเมียนมาเหมือนที่เคยทำกับบางประเทศ
ท่าทีอาเซียน
:

            สมาชิกอาเซียนหลายประเทศแสดงท่าทีมุ่งให้รัฐบาลเมียนมาจัดการปัญหาให้เรียบร้อย บางกรณีใช้ถ้อยคำรุนแรง เช่น มิถุนายน 2015 ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Tun Dr. Mahathir Mohamad) อดีตนายกฯ มาเลเซียถึงกับกล่าวว่าควรขับเมียนมาออกจากอาเซียน “ประเทศแบบนี้ทำให้พวกเราเสียชื่อ ดังนั้น ถ้ายังต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ก็ออกจากอาเซียน” แม้ว่าจะเป็นเรื่องภายในประเทศแต่การฆ่าคนเป็นเรื่องรับไม่ได้

            แถลงการณ์อาเซียนเมื่อ 24 กันยายน 2017 มีใจความสำคัญว่า รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ (Rakhine State) ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในระยะยาวต้องแก้ไขรากปัญหา

            แถลงการณ์ประชุมสุดยอดอาเซียน 2021 ล่าสุดเอ่ยถึงประเด็นโรฮีนจาว่าอาเซียนยืนยันสนับสนุนช่วยเหลือเมียนมาด้านมนุษยธรรมต่อไป สนับสนุนการพัฒนารัฐยะไข่ ให้คนที่อพยพสามารถกลับตามความสมัครใจ ได้อยู่อย่างปลอดภัยมั่นคง มีศักดิ์ศรี ให้การคืนถิ่นเป็นไปตามข้อตกลงทวิภาคีระหว่างเมียนมากับบังคลาเทศ แก้รากปัญหาความขัดแย้งของรัฐยะไข่

            จะเห็นว่า จุดยืนล่าสุดของอาเซียนยังเป็นแนวทางเดียวกับสหประชาชาติ ดังเช่นที่นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเมื่อพฤศจิกายน 2019 ร้องขอให้รัฐบาลเมียนมาแก้รากปัญหาโรฮีนจา แก้ปัญหาผู้อพยพโรฮีนจาที่หนีไปอยู่บังคลาเทศให้กลับเมียนมาอย่างปลอดภัย ตามความสมัครใจและมีศักดิ์ศรี


วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            สถานการณ์ส่วนใหญ่เหมือนเดิม ชาวโรฮีนจาร่วมล้านคนอยู่ในศูนย์ผู้อพยพที่บังกลาเทศ คนเหล่านี้ได้รับการดูแลพอประมาณ มีข่าวโรฮีนจาบางส่วนไม่พอใจชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายลี้ภัย การเจรจาระหว่างเมียนมากับบังคลาเทศไม่คืบหน้า ดูเหมือนว่าโรฮีนจาร่วมล้านคนนี้จะต้องอยู่ในค่ายลี้ภัยอีกนาน ออกลูกออกหลานกว่าแสนคนแล้ว บางส่วนพยายามเดินทางไปหางานทำต่างแดน

            ณ วันนี้ประเด็นโรฮีนจาไม่เป็นภัยคุกคามอาเซียนเหมือนปี 2015 เพราะโรฮีนจาร่วมล้านคนไปกระจุกตัวในบังกลาเทศ บางส่วนยังเดินทางไปๆ มาๆ ทำงานในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่ไม่ใช่เรือมนุษย์ดังเช่นอดีต (แม้พวกเขายังคงเดินทางด้วยเรือแออัดเต็มลำ แล่นไปมาตามแนวชายฝั่ง) ถูกทดแทนด้วยประเด็นประชาธิปไตยที่นานาชาติให้ความสำคัญมากกว่า และดูเหมือนว่าเป็นภัยคุกคามอาเซียนมากกว่าเก่าท่ามกลางกระแสการช่วงชิงของชาติมหาอำนาจ

            ไม่ว่าจะเรื่องโรฮีนจาหรือการเมืองเมียนมาจึงไม่ใช่เรื่องของเมียนมาอีกต่อไป อาเซียนต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายจนกระทบไปหมดทั้งภูมิภาค

7 พฤศจิกายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9126 วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564)

------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
นางอองซาน ซูจีอาจไม่เห็นด้วยและไม่ได้ลงมือกดขี่ข่มเหงโรฮีนจา แต่เมื่อเป็นรัฐบาลย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศที่ตีตราแล้วว่าโรฮีนจาถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เนื่องจากไม่อาจมองว่าผู้อพยพโรฮีนจาเป็นปัญหาของเมียนมาเท่านั้น ถ้าพูดให้ครอบคลุมกว่านี้ ในโลกนี้มีอีกนับร้อยล้านคนที่รอความช่วยเหลือ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตอบว่าเป็นปัญหาของใคร
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

บรรณานุกรม :

1. ASEAN. (2021, October 26). CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 38TH AND 39TH ASEAN SUMMITS. Retrieved from https://asean.org/wp-content/uploads/2021/10/FINAL-Chairmans-Statement-of-the-38th-and-39th-ASEAN-Summits-26-Oct....pdf

2. Bahar, Abid. (2012). Racism To Rohingya In Burma. Retrieved from http://ssashah.webs.com/racism-to-Rohingya-in-Burma-by-Dr-Abid-Bahar-in-response-to-Aye-Chans-Enclave-With-Influx-Viruses.PDF

3. Dr M calls for Myanmar to be expelled from Asean. (2015, June 12). The Star. Retrieved from http://www.thestar.com.my/News/Nation/2015/06/12/Myanmar-should-leave-Asean-Dr-M/

4. Human Rights Watch. (2000). Living in Limbo: Burmese Rohingyas in Malaysia. Retrieved from http://www.hrw.org/legacy/reports/2000/malaysia/index.htm

5. Hunt, Luke. (2015, May 29). Crocodile Tears for the Rohingya. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2015/05/crocodile-tears-for-the-rohingya/

6. Kurlantzick, Joshua. (2012, December 8). Under Fire: The Savage Persecution of Myanmar's Muslim Rohingya. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/human-rights/under-fire-savage-persecution-myanmars-muslim-rohingya/p29703

7. Lawmakers urge US to craft targeted sanctions on Myanmar military. (2017, October 19). Channel News Asia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/world/lawmakers-urge-us-to-craft-targeted-sanctions-on-myanmar-military-9322894

8. Malaysia tells Myanmar to stop Rohingya atrocities, disagrees with Asean stand. (2017, September 25). Channel News Asia. Retrieved from http://www.todayonline.com/world/malaysia-tells-myanmar-stop-rohingya-atrocities-disagrees-asean-stand#cxrecs_s

9. Myanmar army chief says Rohingya Muslims not native, refugee numbers exaggerated. (2017, October 12). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1176421/world

10. No jobs, no rights: Refugees suffer in limbo in Malaysia. (2019, August 15). New Strait Times. Retrieved from https://www.nst.com.my/news/nation/2019/08/512886/no-jobs-no-rights-refugees-suffer-limbo-malaysia

11. UN chief urges Myanmar to resolve Rohingya crisis. (2019, November 2). AP. Retrieved from https://apnews.com/1b5a59b9944646abafef2cdce36cb6e5

12. UN Security Council calls for 'immediate steps' to end Myanmar violence. (2017, September 14). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/un-security-council-calls-for-immediate-steps-to-end-myanmar-9214136

13. U.S. declares attacks on Burmese Rohingya Muslims ‘ethnic cleansing’. (2017, November 22). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/us-declares-attacks-on-burmese-rohingya-muslims-ethnic-cleansing/2017/11/22/cfde1a32-cfd8-11e7-81bc-c55a220c8cbe_story.html?utm_term=.2833f6bcd963

14. U.S. Department of State. (2017, November 22). Efforts To Address Burma's Rakhine State Crisis. Retrieved from https://www.state.gov/secretary/remarks/2017/11/275848.htm

--------------------------

ความก้าวหน้าและจุดยืนอาเซียน 2021

เรื่องสำคัญที่สุดคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเผชิญโรคระบาดโควิด-19 ประเด็นทะเลจีนใต้ที่นับวันจะทวีความตึงเครียด ขอให้เมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุมผู้นำอาเซียน

            การประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อตุลาคม 2021 เป็นการประชุมครั้งที่ 38 กับ 39 แสดงความก้าวหน้าและจุดยืนอาเซียนสำคัญๆ หลายเรื่อง ดังนี้

            อาเซียนหรือประชาคมอาเซียนยึดมั่นกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) พร้อมกับความสามารถในการรับมือความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามา แถลงการณ์เอ่ยถึงความร่วมมือหลายอย่าง ความคืบหน้าของแต่ละงาน เช่น ข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI) การลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างสมาชิกและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ย้ำความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN centrality) ให้ทุกส่วนพัฒนา เดินหน้าตามแผนสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN Connectivity)

ประเด็นโควิด -19 :

            อาเซียนยังคงกังวลอย่างยิ่งต่อโรคระบาดโควิด-19 อยู่ระหว่างการฟื้นฟูตามแผน ASEAN Comprehensive Recovery Framework (ACRF) ประสานความร่วมมือทุกด้านทุกมิติ

            ตระหนักว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนคือหนทางสู่อนาคตที่ดีกว่า เร่งดำเนินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ ส่งเสริม Care Economy (เศรษฐกิจใส่ใจ – งานบริการที่ต้องใช้ทักษะความรู้กับความใส่ใจดูแล เช่น กลุ่มงานรักษาพยาบาล การดูแลสุขภาพ สอดรับโลกอนาคตที่คนสูงวัยเพิ่มขึ้นและเป็นงานที่หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้) มีแผนจัดเตรียมเวชภัณฑ์จำเป็น พัฒนาระบบสาธารณสุข แผนรองรับการเดินทางภายในหมู่ประเทศสมาชิกท่ามกลางสถานการณ์ป้องกันโรคระบาด

            ให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งเสริมการซื้อขายสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ไม่ปล่อยให้ติดขัดท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (APSC) :

            ย้ำว่าสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) เป็นหลักสำคัญที่สมาชิกอาเซียนยึดถือ อยากให้ประเทศนอกกลุ่มเข้าร่วมสนธิสัญญานี้ (สาระสำคัญของ TAC คือ เคารพความเป็นอิสระ อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดน อัตลักษณ์ของทุกชาติ สิทธิที่จะปลอดการแทรกแซงจากภายนอก การบั่นทอนทำลาย ไม่แทรกแซงกิจการของกันและกัน TAC เป็นเสาหลักความมั่นคงของอาเซียนที่มีมาตั้งแต่ต้น) เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone : SEANWFZ)

            ยึดมั่นปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Human Rights Declaration: AHRD) ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ความรุนแรงจากลัทธิสุดโต่ง (Violent Extremism)

            อาเซียนจะต้องแสดงบทบาทนำในเรื่องโครงข่ายความมั่นคงภูมิภาค ยึดหลักอาเซียนเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) ยึดมั่น UNCLOS กิจกรรมทางทะเลทุกอย่างต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศต่างๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) :

            อาเซียนกำลังทำตามยุทธศาสตร์ AEC Blueprint 2025 ที่ต้องเน้นย้ำคือขอให้ความสำคัญกับคุณภาพผลลัพธ์ ขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ใช้โรคระบาดขณะนี้ส่งเสริมระบบดิจิทัล ทำตามแผน ASEAN Agreement on Electronic Commerce ส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดก๊าซเรือนกระจก ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสปป.ลาว ไทย มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดี ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์การตลาดท่องเที่ยวอาเซียน 2021-25

            อาเซียนยอมรับว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่แน่นอนทั้งระดับภูมิภาคกับโลก ให้ความสำคัญกับการเปิดตลาด รักษา supply chain วางแผนยกระดับการค้าเสรีกับบางประเทศ ร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศนอกภูมิภาค

ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) :

            อาเซียนดำเนินตามแผน ASCC Blueprint 2025 ได้ครึ่งทางแล้ว ยังมีอีกมากที่ต้องทำ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคนงานทำแบบยืนหยุ่น (Agility of Workers – ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เหมาะกับสถานการณ์โรคระบาด มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น

            อาเซียนให้ความสำคัญกับเยาวชน ส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้สร้างประชาคมต่อไป

            มีแผนช่วยเหลือเมียนมาด้านสิทธิมนุษยชน ให้คนเดินทางกลับรัฐยะไข่ด้วยความสมัครใจ บนพื้นฐานข้อตกลงระหว่างเมียนมากับบังคลาเทศ

ความสัมพันธ์นอกภูมิภาคและประเด็นต่างๆ :

            อาเซียนมีกลไกความสัมพันธ์กับประเทศนอกภูมิภาคหลายตัว เจรจาทวิภาคีกับคู่เจรจาหลายองค์กรหลายประเทศ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน บนพื้นฐานเปิดกว้างโปร่งใส ยึดถือกฎระเบียบโดยมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง

            ย้ำความสำคัญของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) ที่อาเซียนเป็นผู้ริเริ่มหารือทุกมิติ ภายใต้มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific: AOIP) อาเซียนต้องเป็นศูนย์กลางบริหารจัดการโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อความมั่นคง เสถียรภาพและความมั่งคั่งแก่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สอดคล้องกับข้อตกลงต่างๆ ของอาเซียน เช่น TAC

            ในประเด็นทะเลจีนใต้ ชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศกังวลต่อการแปรสภาพพื้นที่ กิจกรรมบางอย่างที่น่าสงสัย สร้างความตึงเครียดและอาจทำลายเสถียรภาพภูมิภาค จำต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ขัดแย้งมากขึ้น ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ทำตามแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้อย่างสมบูรณ์ (DOC) ให้ทะเลจีนใต้เป็นเขตเสรีด้านการเดินเรือกับการบินทางอากาศ ยินดีกับความก้าวหน้าของ Single Draft COC Negotiating Text

            อาเซียนหวังว่าคาบสมุทรเกาหลีจะมีสันติภาพตลอดไป ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ หวังว่าทุกประเทศที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าเจรจา ปฏิบัติตาม Panmunjom Declaration สนับสนุนสิทธิอันชอบธรรมของชาวปาเลสไตน์ที่จะมีรัฐอิสระของตน (State of Palestine) ตามแนวทางทวิรัฐ ยึดพรมแดนปี 1967

            อาเซียนเป็นห่วงสถานการณ์ภายในเมียนมา ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ขอให้เมียนมาทำตามฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุมผู้นำอาเซียน (Five-Point Consensus of the ASEAN Leaders’ Meeting) ที่ตกลงไว้เมื่อ 24 เมษายน 2021 ยุติความรุนแรงทันที ยินดีกับผู้แทนพิเศษของอาเซียน (ASEAN Special Envoy to Myanmar) ที่เดินหน้าหารือกับทุกฝ่ายในเมียนมา เข้าถึงและรับรู้ความต้องการทั้งหมด

            ในกรณีเมียนมา อาเซียนเคารพหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน (principle of non-interference) และยึดมั่นหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล หลักประชาธิปไตยและรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยยึดถือเรื่องเหล่านี้อย่างสมดุลสอดคล้องกับหลักการอาเซียน ยืนยันยึดการตัดสินใจจากที่ประชุมฉุกเฉินของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (EAMM) เมื่อ 15 ตุลาคม 2021

            และตระหนักว่าเมียนมาต้องการเวลา พื้นที่การเมืองเพื่อจัดการปัญหาภายในที่ซับซ้อน หวังว่าประเทศจะกลับสู่ปกติตามเจตจำนงของคนเมียนมา
            โดยสรุปแล้วอาเซียนให้ความสำคัญการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเผชิญโรคระบาดโควิด-19  ยอมรับว่าการฟื้นตัวยังไม่แน่นอนทั้งระดับภูมิภาคกับโลก ประเด็นทะเลจีนใต้ที่นับวันจะทวีความตึงเครียด เรียกร้องให้อาเซียนเป็นแกนกลางจัดการโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค ขอให้เมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุมผู้นำอาเซียน เป็นอีกปีที่อาเซียนเผชิญความท้าทายทั้งระดับโลกกับภายในอาเซียนเอง

33331 ตุลาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9119 วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
อาเซียนส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามแนวทางสหประชาชาติ แต่อาเซียนไม่ใช่องค์กรประชาธิปไตย ที่ชาติสมาชิกต้องการคือให้ภูมิภาคสงบสุข อันจะนำมาซึ่งการพัฒนา ประชาชนอยู่ดีกินดีตามอัตภาพ
อาเซียนเสนอเอกสาร “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” หวังนำอนุทวีปอินเดียเข้ามาเชื่อมต่อกับเอเชียแปซิฟิกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น คงหลักอาเซียนเป็นแกนกลาง เน้นความร่วมมือแทนการทำลายล้าง
บรรณานุกรม :

ASEAN. (2021, October 26). CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 38TH AND 39TH ASEAN SUMMITS. Retrieved from https://asean.org/wp-content/uploads/2021/10/FINAL-Chairmans-Statement-of-the-38th-and-39th-ASEAN-Summits-26-Oct....pdf

มองสถานการณ์โควิด-19 ก่อนเปิดเมืองเปิดประเทศ 1 พ.ย.