แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัจนิยม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัจนิยม แสดงบทความทั้งหมด

ระเบียบโลกที่บิดเบี้ยว (1)

สัจนิยมมีข้อดีหลายอย่างแต่เปิดช่องให้รัฐบาลบางประเทศตีความว่าสามารถรุกรานประเทศอื่นๆ เป็นเรื่องปกติของโลก บางประเทศพยายามทำให้ดูดีอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเอง

            บางคนอาจสงสัยทำไมสหประชาชาติไม่ลงโทษรัสเซียที่บุกยูเครน ไม่ลงโทษอิสราเอลที่ค่อยๆ ยึดดินแดนปาเลสไตน์ ทั้งสองกรณีละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง ข้อตกลงระหว่างประเทศ คำถามนี้อธิบายได้หลายแบบ หนึ่งในนั้นเพราะระบบโลกที่มีอยู่ไม่สมบูรณ์ กลไกจึงพลอยบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามที่บางคนคิดหวัง (ทั้งนี้กลไกทำหน้าที่ตามเงื่อนไขที่สร้างขึ้นตั้งแต่ต้น) ในที่นี้จะมุ่งพูดถึงสหประชาชาติโดยเฉพาะคณะมนตรีความมั่นคงผู้มีบทบาทสำคัญสุด

            สหประชาชาติ (United Nations) ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1945 เริ่มต้นด้วยสมาชิก 51 ประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก 193 ประเทศ (2024) ประเทศล่าสุดที่เข้าร่วมคือ สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน (Republic of South Sudan) เมื่อปี 2011 ประเทศไทยเป็นสมาชิกเมื่อปี 1946 (พ.ศ.2489) ด้วยชื่อ Siam

            การประชุมของสหประชาชาติต่อประเด็นต่างๆ อาจมีข้อมติ แต่ข้อมติไม่มีผลบังคับใช้ รัฐใดจะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ยกเว้นข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงที่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากจะกำหนดบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม เช่น โดนนานาชาติคว่ำบาตร ไม่ทำการค้าด้วย หรือจำกัดไม่ขายสินค้าบางอย่าง

            ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงให้ความสำคัญกับบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคง

ความไม่เป็นกลางของสหประชาชาติ:

            คณะมนตรีความมั่นคงเป็นองค์กรหลักของสหประชาชาติที่สะท้อนความไม่เป็นกลางมากที่สุด Richard N. Haass สรุปว่า บทบาทของสหประชาชาติจะเป็นอย่างไรขึ้นกับมหาอำนาจว่าต้องการให้เป็นอย่างนั้น เพราะสหประชาชาติไม่มีอธิปไตยในตัวเอง มหาอำนาจเห็นพ้องต้องกันก่อน สหประชาชาติจึงลงมือทำตาม หากมหาอำนาจตกลงกันไม่ได้ สหประชาชาติได้แต่นั่งดูเฉยๆ นี่คือแนวคิดของคณะมนตรีความมั่นคง

            นักวิชาการบางคนอธิบายเหตุที่สหประชาชาติไม่อาจแสดงบทบาทเท่าเทียม เพราะองค์กรนี้กำเนิดบนรากฐานสำนักคิดแบบอุมดคตินิยม (Idealism) ร่วมกับสัจนิยม (Realism) ซึ่งในทางปฏิบัติหลายต่อหลายครั้งสัจนิยมจะโดดเด่นกว่า

            วิเคราะห์ได้ว่าสหประชาชาติคือองค์กรที่เกิดขึ้นจากการจัดระเบียบโลกใหม่ของชาติมหาอำนาจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป้าหมายเฉพาะหน้าคือการเข้าควบคุมความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งร้ายแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ 5 ชาติ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีนและรัสเซีย (เดิมสหภาพโซเวียต) ระบบการทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงเป็นหลักฐานที่บ่งชี้เรื่องนี้ได้ดีที่สุด

            ภายใต้ระบบระเบียบของสหประชาชาติ ประเด็นความมั่นคงใดๆ ที่ไม่ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ ประเด็นเหล่านั้นมักจะไม่ผ่านการพิจารณา ปราศจากข้อมติที่มีผลบังคับใช้ต่อปัญหานั้นๆ เป็นหลักฐานชี้ความไม่เท่าเทียมกันของประเทศชาติสมาชิก แม้ตามหลักอธิปไตยจะระบุว่าเท่าเทียมกัน

            หากศึกษาให้ลึกกว่านี้สามารถวิเคราะห์สหประชาชาติ สถานการณ์โลกจากสัจนิยมดังนี้

รากปัญหาการมองโลกแบบสัจนิยม:

            นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมารัฐบาลตะวันตกยึดสัจนิยม (Realism หรือ Realpolitik) ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชี้ว่าสภาพของโลกเป็นอนาธิปไตย (Anarchy) อยู่ในภาวะของการแข่งขัน ต่อสู้ ใช้กฎแห่งป่า (law of the jungle) ผู้เข้มแข็งที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด ปลาใหญ่กินปลาเล็กเสมอ ประเทศที่เข้มแข็งกว่ามักทำอะไรตามความต้องการในขณะที่ประเทศอ่อนแอกว่าไม่เป็นเช่นนั้น เป็นโลกที่ไม่เท่าเทียม

            ไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสมัยโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวเมื่อกรกฎาคม 2020 ว่า “ถ้าโลกเสรีไม่เปลี่ยนคอมมิวนิสต์จีน คอมมิวนิสต์จีนจะเปลี่ยนเรา” เป็นการยืมถ้อยคำของประธานาธิบดี Richard Nixon ตีความว่าสุดท้ายจะเหลือแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ฝ่ายโลกเสรีก็คือฝ่ายคอมมิวนิสต์จีน สะท้อนการมองโลกของรัฐบาลอเมริกันในปัจจุบัน

            การที่สัจนิยมตีความบริบทความมั่นคงโลกที่รัฐต่างๆ จ้องจะทำร้ายทำลายอีกฝ่าย หรือมีบางประเทศที่ต้องการเป็นใหญ่ ทำให้รัฐทั้งหลายต้องให้ความสำคัญกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด เพราะที่สุดแล้วไม่มีประเทศใด หรือองค์กรระหว่างประเทศใดที่จะประกันความอยู่รอดของรัฐ มุมมองเช่นนี้สร้างความหวาดระแวงต่อกันอย่างไม่จบสิ้น

            ตรงข้ามกับแนวคิดนี้คือแสวงหาความร่วมมือต่อกัน ผูกพันกันด้วยมิติต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ในทุกระดับตั้งแต่ระดับรัฐจนถึงระดับประชาชน หากดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อเนื่องโอกาสที่ทำสงครามต่อกันจะลดน้อยลงเรื่อยๆ

การบิดเบือนทฤษฎี:

            สัจนิยมมีข้อดีหลายอย่างแต่เปิดช่องให้รัฐบาลบางประเทศตีความว่าสามารถรุกรานประเทศอื่นๆ เป็นเรื่องปกติของโลก บางประเทศพยายามทำให้ดูดีอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเอง ขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตยที่มองมนุษย์เท่าเทียม ต้องมองผลประโยชน์ของผู้อื่นด้วย ไม่ใช่มองเฉพาะความต้องการของตนเท่านั้น สัจนิยมชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือเรื่องในป่าใหญ่ที่แท้จริงแล้วไม่มีความเท่าเทียม ที่พูดว่าเท่าเทียมเป็นแค่คำสวยหรูของผู้นำประเทศบางคนเท่านั้น

            ไม่ว่าทฤษฎีจะดีหรือไม่ ผู้ตีความนำไปใช้สร้างผลลัพธ์ออกมา แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาภายในของตนกลับพยายามตักตวงผลประโยชน์ผู้อื่นเพื่อทดแทนส่วนขาด คำถามคือแนวทางเช่นนี้จะยั่งยืนหรือไม่ นี่คืออารยธรรมที่กำลังทำลายตัวเองหรือไม่

ความกลัวจับใจกับผลลัพธ์:

Arash Heydarian Pashakhanlou อธิบายว่าสัจนิยมเป็นทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนความกลัวอย่างยิ่ง กังวลว่าจะถูกรังแกทำร้าย ถึงขั้นทำลายชีวิตและทรัพย์สิน ไม่อาจพึ่งประเทศอื่นหรือสถาบันการเมืองระหว่างประเทศ องค์การระดับโลก ด้วยเหตุนี้จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตนเอง

            คำว่า “ป้องกันตัวเอง” ไม่ได้ตีความว่าป้องกันไม่ให้ถูกผู้อื่นทำร้ายเท่านั้น ยังอาจหมายถึงต้องไปทำร้ายทำลายผู้อื่นก่อนที่ผู้อื่นจะเติบใหญ่เข้มแข็งจนมาทำร้ายเรา

            รัฐบาลหรือผู้ที่ยึดแนวคิดสัจนิยมแบบสุดโต่งจึงต้องหาทางกำจัดคู่แข่งทั้งหมด ทำให้ประเทศอื่นๆ ตกเป็นทาสหรือกึ่งทาส ด้วยเหตุผลว่านี่คือการป้องกันตัวเอง

            โลกแห่งสัจนิยมสุดโต่งเช่นนี้จึงเป็นโลกที่ต้องทำสงครามใหญ่น้อยอยู่เสมอ สุดท้ายจะเหลือมหาอำนาจหรือนายทาสเพียงหนึ่งเดียว หรือ 2-3 เจ้าที่ร่วมกันครอบครอง

            โลกปัจจุบันอาจแบ่งเป็นมหาอำนาจผู้เป็นเจ้า (มี 1 เดียว) อภิมหาอำนาจ (อาจมีเพียง 1 เดียวหรือมากกว่า เช่น มี 2 ประเทศ) มหาอำนาจระดับภูมิภาค ขึ้นกับวิธีการแบ่งมุมองที่ใช้ สะท้อนว่ามหาอำนาจมีหลายระดับ มีเขตอิทธิพลของตนเอง มีเพียงไม่กี่ประเทศที่เป็นมหาอำนาจ

            ความเป็นไปของโลกตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบันล้วนบ่งชี้ว่าโลกไม่สวยงามอย่างที่คิด โลกไม่สมบูรณ์แบบ ผู้คนมากมายโดนกดขี่ข่มเหง เมืองเล็กมักอยู่ใต้อำนาจเมืองใหญ่ อาณาจักรที่อ่อนแอจะสูญสิ้นไปในที่สุด ปัจจุบันสหประชาชาติเป็นองค์กรระดับโลกแต่หาได้เท่าเทียม คณะมนตรีความมั่นคงเป็นหลักฐานว่าประเทศใดคือผู้คุม เป็นเหตุผลว่าทำไมอิสราเอลไม่ถูกคว่ำบาตร นานาชาติประณามทุกปีแต่ไม่สามารถหยุดอิสราเอล ดินแดนของปาเลสไตน์นับวันจะลดน้อยลงทุกที กองทัพรัสเซียบุกยูเครนโดยที่คณะมนตรีความมั่นคงทำอะไรไม่ได้ เพราะมหาอำนาจทั้ง 5 ผู้เป็นสมาชิกถาวรของคณะนี้ต่างมีส่วนสำคัญในสงครามยูเครน

            ผู้เชี่ยวชาญถกปัญหานี้มานาน บางประเทศพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ที่อยู่คู่กับสหประชาชาติ (เป็นกลุ่มย่อยที่อยู่ในระบบใหญ่) พยายามบอกว่าจะสร้างระบบใหม่ที่เป็นธรรมมากขึ้น น่าติดตามว่าระบบใหม่ดีกว่าอย่างไร คำถามน่าคิดคือจะสร้างสันติสุขหรือเป็นเหตุให้ขัดแย้งมากขึ้น ทำสงครามอีกหลายครั้งในโลกศตวรรษที่ 21 นี้

            ไปๆ มาๆ โลกศตวรรษที่ 21 แม้เจริญก้าวหน้ากว่าโบราณกาลมากแต่ยังคงสภาพความเป็นป่าเช่นเดิม

16 มิถุนายน 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 10075 วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567)

---------------------------

บรรณานุกรม :

1. Brown, Chris. (2005). Understanding International Relations (3 Ed.). New York: Palgrave Macmillan.

2. Haass, Richard N. (2005). The Politics of Power: New Forces and New Challenges. Defining Power, 27 (2), Summer 2005, Retrieved from http://hir.harvard.edu/articles/1340/1/>

3. Kegley, Charles W., Blanton, Shannon L. (2011). World Politics: Trend and Transformation, (2010-2011 Ed.). MA: Wadsworth Publishing.

4. Mladenov, Nikolai. (2021). Chinas Grand Strategy and Power Transition in the 21st Century. (Switzerland: Palgrave Macmillan.

5. Pashakhanlou, Arash Heydarian. (2017). Realism and Fear in International Relations: Morgenthau, Waltz and Mearsheimer Reconsidered. UK: Palgrave Macmillan.

6. United Nations. (2015). Growth in United Nations membership, 1945-present. Retrieved from http://www.un.org/en/members/growth.shtml

-----------------

ถึงเวลาแล้วที่เยอรมันจะก้าวขึ้นมาเป็นปากเสียงสำคัญของโลก

หากเยอรมันหรืออียูตั้งใจอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อย่างสงบ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีจริงๆ มุ่งการค้าพหุภาคีตามกติกา ให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เช่นนี้สมควรเป็นประเทศหรือกลุ่มภาคีที่น่าสนับสนุน

            ปลายเดือนพฤษภาคม 2017 อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเอ่ยถึงนโยบายต่างประเทศว่า “ห้วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิงได้สิ้นสุดแล้ว” ประโยคดังกล่าวไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดแต่ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา
            ขณะพูดอยู่ในช่วงหาเสียงจึงอาจตีความว่าพูดหาเสียง แต่ไหนแต่ไรคนเยอรมัน (รวมทั้งหลายประเทศในยุโรป) ไม่ค่อยชอบรัฐบาลอเมริกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ยิ่งหนักข้อ แมร์เคิลหวังแสดงความเป็นผู้นำว่าสามารถเผชิญหน้ากับคนอย่างทรัมป์ สามารถดูแลผลประโยชน์ของคนชาวเยอรมันและยุโรป
            การพึ่งพาที่ว่าคือการพึ่งพาความมั่นคงทางทหารที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความเป็นพันธมิตรทางทหารแลกด้วยการที่สหรัฐมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจสังคม
อดีตประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) แห่งฝรั่งเศสเห็นว่านาโตคือเครื่องมือสร้างความเป็นเจ้าของสหรัฐ
การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเยอรมันคิดจะเป็นศัตรูกับสหรัฐ ทั้ง 2 ยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ยังมีผลประโยชน์ร่วมกันอีกมาก นาโตยังต้องคงอยู่ต่อไป แต่เป็นความสัมพันธ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิมและเห็นชัดกว่าเดิม
โจทย์เก่ากับการก้าวขึ้นมาของทรัมป์ :
            เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังในปี 1989 ตามมาด้วยการสิ้นสุดสหภาพโซเวียต นโยบายความมั่นคงทางทหารระหว่างสหรัฐกับสมาชิกนาโตฝั่งยุโรปเริ่มแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ผู้นำประเทศ รมต.ออกมาให้ความเห็นตรงไปตรงมา อีซี/อียูควรมีนโยบายความมั่นคงทางทหารของตนเอง
จากเหตุผลมากมายทั้งความเห็นต่างจากรัฐบาลสหรัฐ การคิดเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ บริบทโลกที่เปลี่ยนไป เกิดคำถามว่ายุโรปควรอิงความมั่นคงทางทหารจากสหรัฐมากเพียงไร ควรถอยห่างขนาดไหน ควรปรับเปลี่ยนกระบวนการตัดสินใจ การบังคับบัญชาอย่างไร รวมความแล้วฝั่งยุโรปต้องการความเป็นอิสระมากขึ้น ฝ่ายสหรัฐยอมให้ยุโรปมีอำนาจมากขึ้น แต่ยังเก็บสงวนบางส่วน
            ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการที่ฝั่งยุโรปต้องการเป็นตัวของตัวเอง และนาโตมีการปรับตัวเรื่อยมา
การก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากทุนนิยม การค้าเสรีเปิดกว้าง มาเป็นระบบใหม่ที่ทรัมป์เรียกว่า America First หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน”
ในขณะที่ความโดดเด่นของสหรัฐกำลงถดถอย ไม่ว่าด้านค่านิยมตะวันตกดั้งเดิม ความเป็นผู้นำโลก
ในกรอบนาโต สหรัฐไม่ใช่เครื่องประกันความมั่นคงทางทหารแก่ยุโรปดังเดิมอีกแล้ว

ความขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์ :
            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าแท้จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเยอรมันไม่ได้ใกล้ชิดอบอุ่นอีกแล้ว ข้อมูลที่ทำให้คิดว่าเป็นพันธมิตรกับภาพที่แสดงออกอาจยังทำให้คิดว่าเป็นเช่นนั้น ความจริงคือที่ยังร่วมมือกันก็ด้วยผลประโยชน์ล้วนๆ ปราศจากความไว้วางใจกัน ไม่เคารพกันและกันอย่างจริงใจ
            มีตัวอย่างมากมาย เช่น หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐแอบสืบข้อมูลรัฐบาลเยอรมันอย่างเป็นระบบ แม้กระทั่งดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ แมร์เคิลดังที่เป็นข่าว หากเป็นมิตรแท้ด้วยสุจริตใจจะทำเช่นนี้หรือ
            ถ้ามองจากมุมสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหาเยอรมันว่าทรยศอเมริกา หันไปหาความคุ้มครองจากรัสเซีย เป็นเหตุผลว่าทำไมเยอรมันจึงซื้อน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติจากประเทศนี้

            อีกเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธคือยุทธศาสตร์อเมริกาต้องการก่อนของประธานาธิบดีทรัมป์ คือการเข้าแทรกแซงประเทศต่างๆ ในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางทหาร การเมือง เศรษฐกิจ
            รัฐบาลทรัมป์ไม่ยึดกติกา ฉีกข้อตกลงทิ้ง (บางครั้งใช้คำพูดว่าขอทำข้อตกลงใหม่) ทำทุกสิ่งที่คิดว่าให้ประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด ในมุมหนึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ รัฐบาลสหรัฐย่อมต้องทำเพื่อประเทศตนเอง แต่วิธีที่ใช้กระทบประเทศอื่นๆ บางครั้งรุนแรง หากสหรัฐพยายามรักษาผลประโยชน์ ประเทศอื่นๆ คิดรักษาผลประโยชน์ตนเองเช่นกัน
            หากอเมริกาต้องการอยู่รอด ประเทศอื่นๆ ต้องการอยู่รอดเช่นกัน

            ปัญหาเกิดตรงที่เมื่อ 2 ฝ่ายขัดแย้งกัน จะแก้ปัญหาอย่างไร รัฐบาลสหรัฐจะใช้อำนาจอิทธิพลที่เหนือกว่าเพื่อได้กินส่วนแบ่งที่มากกว่าหรือไม่ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือจะใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการหรือไม่
            ทางออกที่ดีกว่าคือการประนีประนอม การสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
โลกจะเป็นสุขกว่านี้หากทุกคนเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่หากยังยึดหลักสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้วที่มองว่าโลกคือป่าดงดิบ มนุษย์เปรียบได้กับสัตว์ป่ามีสัญชาติญาณเอาตัวรอด ย่อมนำโลกสู่ความขัดแย้งวุ่นวายไม่รู้จบ ประเทศใหญ่จะอยู่รอด ประเทศเล็กจะถูกกลืนกิน เป็นเหยื่อที่รอวันถูกสังหาร
ในอีกมุมหนึ่ง การอ้างเหตุผลแบบสัจนิยมคือข้ออ้างเพื่อทำลายล้างประเทศอื่น แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวคิดสัจนิยมแบบสุดขั้วจึงไม่ใช่ทางออกที่ดี มนุษย์ไม่จำต้องเป็นดังเช่นสัตว์ป่าเสมอไป

เยอรมันกับภาวะผู้นำและข้อเสนอแนะ :
ภายใต้บริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เกิดคำถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เยอรมันและประเทศอื่นๆ ควรวางตัวอย่างไร ในช่วงหลายทศวรรษหลัง รัฐบาลเยอรมันแสดงภาวะผู้นำมากขึ้น ต้องการแสดงบทบาทผู้นำอย่างเปิดเผย เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง การอิงสหภาพยุโรป พลเมืองที่มีคุณภาพสนับสนุนความเข้มแข็งของชาติ
            สื่อเยอรมันบางสำนักถึงกับชี้แนะว่าเยอรมนีควรเป็นผู้นำโลกเสรี เนื่องจากประชาธิปไตยอเมริกาตายแล้วในยุคทรัมป์ คำชี้แนะนอกจากเป็นการเชิดชูประเทศตนเองยังเป็นการสนับสนุนนายกฯ แมร์เคิลด้วย
ทุกวันนี้ โลกไม่ได้ตกอยู่ใต้ความบาดหมางด้วยลิทธิอุดมการณ์การเมืองที่แตกต่างอีกแล้ว หากผู้ใดยังยกเรื่องนี้เป็นเหตุผล ชี้ได้เลยว่าเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างศัตรู สร้างความขัดแย้ง ใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องตักตวงผลประโยชน์
สงครามนิวเคลียร์ล้างโลกยังมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะสหรัฐกับรัสเซียยังคงหัวรบจำนวนมาก รัฐบาลทรัมป์สั่งให้ยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ใหม่หมด ส่วนรัสเซียในยุคปูตินกำลังฟื้นฟูกองกำลังนิวเคลียร์ด้วยอาวุธรุ่นใหม่ แต่โอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกมีน้อยมาก

ความท้าทายใหญ่ของโลกคือการจัดการเรื่องภายในของแต่ละประเทศมากกว่า รัฐบาลทุกประเทศให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยภายใน ให้คนมีงานทำ มีกินมีใช้ ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันไปตามอัตภาพ คำถามจึงอยู่ที่ จะใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์อย่างไร จะใช้เพื่อทำลายหรืออยู่ร่วมกันอย่างสันติ
หากเยอรมันหรืออียูตั้งใจอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อย่างสงบ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีจริงๆ มุ่งการค้าพหุภาคีตามกติกา ไม่ข่มขู่คุกคาม ไม่พยายามล้มล้างรัฐบาลประเทศอื่นๆ มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม ให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เช่นนี้สมควรเป็นประเทศหรือกลุ่มภาคีที่น่าสนับสนุน
ให้แสดงบทบาทถ่วงดุล ต่อต้านความสุดโต่ง เป็นอีกปากเสียงสำคัญที่จะพูดคุยท้วงติงรัฐบาลประเทศที่ก่อปัญหา
เยอรมันหรืออียูแม้ไม่อาจเป็นอภิมหาอำนาจโลก ไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะเป็นเช่นนั้น แต่จะเป็นภาคีสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกจะสนับสนุน เป็นผู้มีส่วนสร้างและรักษาระเบียบโลกใหม่ ร่วมกับมหาอำนาจอื่นๆ

จังหวะนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เยอรมันกับอียูจะแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยู่ใต้อิทธิพลของอีกฝากแอตแลนติก แสดงภาวะผู้นำในเวทีโลก ต่อต้านบรรดารัฐบาลสุดโต่ง ผู้ที่มักชอบข่มขู่คุกคามประเทศอื่นๆ
หากเป็นเช่นนี้ ระบบอำนาจโลกจะเป็นพหุภาคีที่มีเยอรมันกับอียูคอยช่วงถ่วงดุลจีน รัสเซีย สหรัฐ ฯลฯ เป็นตัวแทนระบอบประชาธิปไตยอีกแบบที่แตกต่างจากอเมริกาซึ่งกำลังถอยห่างจากเสรีประชาธิปไตย
            หากเยอรมันกับอียูไม่แสดงบทบาทปล่อยให้โอกาหลุดลอย โลกในอนาคตอาจก้าวสู่ความวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม อำนาจนิยมเบ่งบาน ความสุดโต่งขยายตัว เศรษฐกิจโลกถดถอย เมื่อนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
            นับวันโลกจะเล็กลง บรรดาประเทศต่างๆ ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
8 กรกฎาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7911 วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2561)
--------------------------------
บรรณานุกรม :
1. Folly, Martin H. (2008). North Atlantic Treaty Organization. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 544-546). USA: The Gale Group.
2. Howorth, Jolyon., Keeler, John T.S. (Eds.). (2003). Defending Europe: The EU, NATO, and the Quest for European Autonomy. New York: Palgrave Macmillan.
3. Opinion: Merkel Must End Devil's Pact with America. (2015, July 7). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/editorial-merkel-must-end-devil-s-pact-with-america-a-1042573.html
4. Time for Germany to Learn to Lead. (2018, January 5). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/waning-us-germany-must-learn-to-take-responsibility-a-1186075.html
5. What Was Merkel Thinking? (2017, May 30). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/merkel-and-trump-a-trans-atlantic-turning-point-a-1149757.html
-----------------------------

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ
            ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน
            แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง อาจเรียกประเทศดังกล่าวว่าเป็น ผู้รักษาสมดุล (keeper of the balance) ผลคือต่างฝ่ายต่างไม่ทำสงครามต่อกันเพราะรู้ว่าไม่อาจมีชัยในสงคราม
            ดังนั้น จึงไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร แต่ต้องถ่วงดุลเพื่อไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล้าก่อสงคราม

บริบทอาเซียน :
            สถานการณ์หรือบริบทที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่คือการดำรงอยู่ของ 2 มหาอำนาจ อันได้แก่ จีนกับสหรัฐ อาเซียนรู้จักทั้ง 2 ประเทศอย่างดี ถ้าเป็นประเทศจีนสามารถย้อนประวัติศาสตร์เป็นพันปี ส่วนในยุคนี้ไม่มีความจำเป็นต้องเอ่ยถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐให้ยืดยาว
            การช่วงชิงผลประโยชน์ของ 2 มหาอำนาจที่เกี่ยวพันกับอาเซียนมีรอบด้าน อาเซียนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคมกับจีนและสหรัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันนับวันจีนจะเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นประเทศที่รัฐบาลสหรัฐวิตกกังวลว่าจะมีอิทธิพลเหนือตน จึงดำเนินนโยบายหลายอย่างหวังสกัดกั้นการก้าวขึ้นมาของจีน ประเด็นทะเลจีนใต้ การเดินเรือเสรี ข้อพิพาทการอ้างกรรมสิทธิ์ในอาณาเขตบางส่วนระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนกับจีน กลายเป็นอีกประเด็นให้สหรัฐเข้ามาพัวพันและเพิ่มความขัดแย้งกับจีน

ยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจของอาเซียน :
            อาเซียนแม้มีชาติสมาชิก 10 ประเทศ แต่ไม่อาจสู้อำนาจของจีนหรือสหรัฐ ที่สำคัญคือหวังให้ภูมิภาคมีเสถียรภาพ สงบเรียบร้อย อันหมายถึงชาติสมาชิกทุกประเทศได้อยู่ในบรรยากาศภูมิภาคสงบเรียบร้อยด้วย เป็นโจทย์ที่อาเซียนต้องหาคำตอบ หนึ่งในคำตอบนั้นคืออาศัยทฤษฎีดุจแห่งอำนาจ มีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้

ประการแรก อาเซียนจะไม่ปะทะโดยตรงกับชาติมหาอำนาจ
            ไม่ใช่วิธีการที่ชาญฉลาดแน่นอนถ้าอาเซียนหรือชาติสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งจะปะทะกับมหาอำนาจโดยตรง ในการนี้ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนหรือชาติสมาชิกจะไม่รู้จักแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่จะต้องไม่เป็นเหตุบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ เพราะไม่อาจสู้และจะเสียหายหนัก ดังนั้นต้องไม่ล้ำเส้นสู่การทำสงคราม มุ่งแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี คืนความสงบแก่ภูมิภาค
            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฟิลิปปินส์กับเวียดนามเป็นกรณีตัวอย่าง ทั้ง 2 ประเทศพิพาทกับจีนเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ มีการเผชิญหน้าหลายครั้ง แต่ไม่ปล่อยให้บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ ที่สุดแล้วหลังการเจรจาทั้งทางตรงทางลับสถานการณ์คืนสู่ความสงบ และวนเวียนเช่นนี้เป็นระยะๆ

ประการที่ 2 เรียกร้องให้มหาอำนาจมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์
ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือทั้งจีนกับสหรัฐต้องการมีบทบาทในภูมิภาค เป็นเช่นนี้มานานและคงจะเป็นเช่นนี้อีกต่อไป ไม่ว่าอาเซียนจะเชื้อเชิญหรือไม่ชาติมหาอำนาจจะเข้ามาพัวพัน (engage) เป็นลักษณะพื้นฐานของมหาอำนาจอยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถกีดขวางจึงเปลี่ยนเป็นขอให้ทั้ง 2 ประเทศแสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์ และให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน การที่สามารถดึงมหาอำนาจมาถ่วงดุลกันเองเป็นเพราะทั้งจีนกับฝ่ายสหรัฐต่างต้องการผลประโยชน์ในภูมิภาค
ในอีกด้านหนึ่งต้องมองการดำรงอยู่ของมหาอำนาจในแง่บวก การดำรงอยู่ของทั้ง 2 มหาอำนาจมีข้อดีหลายอย่าง มีคุณประโยชน์ต่ออาเซียนทุกด้าน ถ้ามองในแง่บวกจะเห็นเป็นโอกาส อาเซียนไม่ควรโดดเดี่ยวตัวเอง

ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ถ้าพูดอย่างมองโลกตามความจริง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นคือเป็นการแข่งขันแบบใด
            รูปแบบหนึ่งคือการแข่งขันที่อยู่ในกรอบกติกาและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ จีนคือกรณีตัวอย่างที่แสวงหาความร่วมมือ สร้างมิตรภาพกับทุกประเทศในเอเชีย ดำเนินนโยบายสร้างแนวเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม ก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) AIIB เสริมสร้างอิทธิพลระดับโลกแก่จีน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอบสนองความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการเงินทุนของประเทศในภูมิภาค เป็นกรณีตัวอย่างว่าจีนสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ AIIB ไม่ต่างจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือธนาคารโลก หรือการที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank)
            นี่เป็นนโยบายที่ชอบธรรม สร้างสรรค์ สิงคโปร์จึงสนับสนุน AIIB

            และในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐสมัยพิเศษ (U.S.-ASEAN Leaders Summit) ที่เมือง Rancho รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายกฯ ลีกล่าวว่าสหรัฐเป็นหุ้นส่วนสำคัญของอาเซียน ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมมือหลายด้าน หวังว่าในอนาคตสหรัฐจะพัวพันกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ดังเช่นสมัยของประธานาธิบดีโอบามา และมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นๆ อย่างสร้างสรรค์เช่นกัน สหรัฐมีบทบาทสำคัญเรื่องต่อต้านก่อการร้าย เสรีภาพในการเดินเรือและการยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการพัวพันอย่างลงลึกเสมอต้นเสมอปลายจะเป็นเหตุให้สหรัฐมีอิทธิพลในเอเชียดียิ่งกว่าที่เป็นอยู่ กระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเล่นตามกฎและใช้สันติวิธี
            จะเห็นได้ว่าอาเซียนไม่ปฏิเสธอีกทั้งยังสนับสนุนให้ 2 มหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวพันกับอาเซียน แต่ทั้งหมดขอให้ดำเนินการในทางการสร้างสรรค์ มุ่งสร้างความสุขความเจริญ

            ในอีกมุมหนึ่ง คำพูดของนายกฯ ลี บ่งบอกเป็นนัยว่า อาเซียนจะสนับสนุนมากกว่านี้ถ้าสหรัฐแสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย มุ่งความสงบสุขเรียบร้อยของภูมิภาค หากสหรัฐแสดงบทบาทในทางตรงข้าม อาเซียนจะถอยห่างจากสหรัฐ ซึ่งหมายความจะจับมือกับจีนเพื่อต้านสหรัฐ
            เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจ

ถ้ามองในภาพกว้าง อาเซียนไม่ได้ละเลยตัวแสดงอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รัสเซีย หรือแม้แต่อินเดียที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะมีประชากรมากที่สุดในโลกในไม่ช้า มีพรมแดนติดอาเซียนทางตะวันตก

จุดอ่อนของทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ :
            ทฤษฎีหรือแนวคิดต่างๆ มีจุดแข็งจุดอ่อนในตัวมันเองเสมอ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจก็เช่นกัน เช่น
            ประการแรก ยากจะประเมินพลังอำนาจของอีกฝ่าย
            ในทางปฏิบัติเป็นการยากที่จะประเมินพลังอำนาจของอีกฝ่ายอย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างการประเมินพลังอำนาจทางทหาร ขีดความสามารถของกองทัพขึ้นกับหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงชนิดหรือจำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ ต้องประเมินพลังอำนาจในด้านอื่นๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของการเมืองภายใน ประชากร
            ประการที่ 2 ยากจะบรรลุหรือรักษาจุดแห่งความสมดุล
            การจะรักษาให้อยู่ในภาวะสมดุลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขึ้นกับปัจจัยมากมาย บริบทภายในและระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงมีปัญหาว่าหากประเทศมีขีดจำกัดหรือไม่สามารถรักษาสมดุลแล้ว ย่อมกลายเป็นเหตุไม่บรรลุเป้าหมายหลักการ หรือไม่หากประชาชนไม่สนใจรักษาสมดุลดังกล่าว
            ประการที่ 3 ต้องการครอบครอง
            รัฐที่ประกาศยึดหลักสมดุลอำนาจเพราะเชื่อว่าหากยึดทฤษฎีดังกล่าวทุกประเทศจะไม่ทำสงคราม แต่ไม่ใช่ทุกรัฐหรือผู้นำประเทศทุกคนที่ไม่ต้องการขยายอำนาจ การที่ฮิตเลอร์ก่อสงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้คำนึงเรื่องสมดุลอำนาจ เพราะไม่มีเป้าหมายรักษาสมดุล ปรารถนาสร้างสังคมอารยันตามความใฝ่ฝันของตน เช่นเดียวกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์โซเวียตก็ไม่คำนึงเรื่องสมดุลอำนาจแต่ต้องการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก ญี่ปุ่นโจมตีสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่สองก็ด้วยเหตุผลหวังครอบครองเอเชีย
            Peloponnesian War เป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์ว่าในบางครั้งมีความคิดไม่ต้องการให้รัฐหรือเมืองคู่แข่งมีอำนาจทัดเทียมกับตน ในปี 431 ก่อนคริสตศักราช สปาร์ตา (Sparta) กับเอเธนส์ (Athens) ทำสงครามกัน ธูซิดดิดีส (Thucydides) อธิบายว่าเดิม 2 รัฐอยู่ด้วยกันอย่างสงบ แต่เมื่อสปาร์ตาเห็นว่าเอเธนส์มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และเกรงว่าสักวันหนึ่งอาจรุกรานสปาร์ตา จึงตัดสินใจชิงโจมตีเอเธนส์ก่อน

ใช้ยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจอย่างระมัดระวัง :
            ปัญหาของทฤษฎีดุลแห่งอำนาจสำหรับอาเซียนคือมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่วันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุร้ายจริง จีนจะลังเลในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ความช่วยเหลือจะจริงจังมากเพียงใด หรือในทางกลับกันสหรัฐพร้อมจะถ่วงดุลจีนอย่างจริงจังเพื่ออาเซียนกระนั้นหรือ
            ปัญหาอีกข้อนักวิเคราะห์ Eric Chiou เอ่ยถึงกรณีฟิลิปปินส์ เห็นว่าใจว่าเนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีพลังอำนาจป้องกันประเทศต่ำ จึงกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับสหรัฐ ยอมให้กองทัพสหรัฐเข้ามาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศ แลกกับการได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามจีน แต่ตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ของดังกล่าวเสี่ยงที่จะนำประเทศให้เผชิญหน้ากับจีนมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เพราะพลังอำนาจของสหรัฐกำลังถดถอย และอาจถูกทอดทิ้งก็เป็นได้
21 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

บรรณานุกรม:
1. Acharya, Amitav. (2014). Thinking Theoretically about Asian IR. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland : Rowman & Littlefield.
2. Au Yong, Jeremy. (2016, February 16). PM Lee Hsien Loong calls on US to stay the course in Asia. The Straits Times. Retrieved from http://www.straitstimes.com/world/united-states/pm-lee-calls-on-us-to-stay-the-course-in-asia
3. Campbell, A. E., & Burns, Richard Dean. (2002). Balance of Power. In Encyclopedia of American Foreign Policy (2nd Ed., Vol 1). USA: Sage Publications.
4. Chiou, Eric. (2014, February 26). The shadow of conflict in East Asia. Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/editorials/archives/2014/02/26/2003584357
5. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
6. Lee Hsien Loong. (2015, May 29). Keynote Address: Lee Hsien Loong. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from https://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/opening-remarks-and-keynote-address-6729/keynote-address-a51f
7. Magstadt, Thomas M. (2009). Understanding Politics (8th Ed.). CA: Wadsworth/Cengage Learning.
8. Rafferty, Kirsten., & Mansbach, Richard. (2012). Introduction to Global Politics (2nd ed.). New York: Routledge.
9. Spykerman, Kimberly. (2016, February 16). PM Lee outlines 3 trends that will influence the strategic landscape in Asia. Channel News Asia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/singapore/pm-lee-outlines-3-trends/2519878.html
-----------------------------

สัจนิยมกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ 2017

ไม่แปลกที่รัฐบาลทรัมป์ยึดหลักสัจนิยม แต่ต้องศึกษาลงในรายละเอียดว่าอะไรกันแน่ที่รัฐบาลต้องการ สันติสุขหรือความรุนแรง เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกันหรือน่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่า
“ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy) ปรากฏครั้งแรกเมื่อ 1950 ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรง เป็นแผนแม่บทหรือนโยบายหลัก (master plan) ด้านความมั่นคงของประเทศ กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะนำไปจัดทำเป็นแผนในส่วนของตนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ฉบับนี้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศว่ารัฐบาลของตนยึดแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุดยึดแนวทางดังกล่าว
ชมคลิปสั้น 2 นาที :
สัจนิยมเป็นแนวคิดทางการเมืองที่เป็นความคิดนำ (dominated thinking) ของการเมืองระหว่างประเทศมานับพันๆ ปีแล้ว ประเทศที่ยึดแนวคิดนี้จะสร้างสมกำลังทหารเพื่อป้องกันประเทศ เพิ่มขยายอำนาจต่างๆ ที่จะส่งเสริมอำนาจรัฐ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม เกียรติภูมิของชาติ ฯลฯ เพื่อความอยู่รอดของตน อันหมายถึงการรุกรานประเทศอื่นด้วย บนความเชื่อที่ว่าวิธีรักษาความอยู่รอดได้ดีที่สุดคือการขยายอำนาจประเทศให้มากที่สุด ผลลัพธ์คือประเทศอื่นๆ อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับตนเอง
บทความนี้จะนำเนื้อหาจากคำนำและบทนำของยุทธศาสตร์มาวิเคราะห์วิพากษ์ ดังนี้

อเมริกาตกอยู่ในอันตราย :
            ในส่วนคำนำที่เขียนโดยประธานาธิบดีบรรยายว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ในโลกที่อันตรายร้ายแรงผิดปกติ (extraordinarily dangerous world) ล้อมรอบด้วยสารพัดภัยคุกคาม เผชิญเหล่ารัฐอันธพาล (rogue regimes) ที่กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ กลุ่มผู้ก่อการร้ายอิสลามสุดโต่ง (radical Islamist terror groups) ประเทศปรปักษ์ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศกับโลกอย่างร้ายกาจ การค้าระหว่างประเทศไม่เป็นธรรม พันธมิตรไม่ยอมแบ่งเบาภาระอย่างเป็นธรรม

            วิพากษ์ภายใต้แนวคิดสัจนิยม (Realism) ไม่มีประเทศใดปลอดภัย ที่น่าคิดคือสหรัฐซึ่งเป็นถึง “มหาอำนาจ” มองว่าตัวเองเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกคุกคามทำร้าย ไม่ใช่ผู้ไปทำร้ายทำลายผู้อื่น ไม่ยอมเอ่ยเรื่องที่ไปเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ประธานาธิบดีปูตินชี้ว่ายุทธศาสตร์ฉบับนี้แสดงท่าทีก้าวร้าว หวังรุนรานประเทศอื่นโดยใช้คำว่าเพื่อปกป้องประเทศ

            โลกในมุมมองของรัฐบาลทรัมป์คือโลกที่น่ากลัวเกินจริง ไม่ปลอดภัย ปลูกฝังให้พลเมืองของตนคิดเช่นนั้น แต่ทั้งหมดนี้กำลังดีขึ้นในรัฐบาลสมัยปัจจุบัน ประเทศมั่งคั่งมั่นคงและเข็มแข็งกว่าเดิม ด้วยฝีมือของรัฐบาล (การมีรัฐบาล) นั่นเอง
            พร้อมกับวางวิสัยทัศน์สร้างโลกที่ชาติทั้งหมดเข้มแข็ง มีอธิปไตย เป็นอิสระต่อกัน ต่างมีวัฒนธรรมและความฝันของตนเอง มุ่งหน้าสู่ความมั่งคั่ง เสรีภาพ และสันติภาพ

            ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับนี้ยึดแนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) เนื้อหาแบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก (pillar) กับยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค
            เสาแรก ป้องกันประชาชนอเมริกัน แผ่นดินแม่และวิถีชีวิตอเมริกัน เสาที่ 2 ส่งเสริมความมั่งคั่งของอเมริกัน เสาที่ 3 รักษาสันติภาพด้วยความเข้มแข็ง เสาที่ 4 ขยายอิทธิพลอเมริกา
            ส่วนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค แบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ อินโด-แปซิฟิก ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียใต้กับกลาง ซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) และแอฟริกา

            ในส่วนบทนำ (introduction) มีใจความสำคัญว่าประเทศจะต้องปลอดภัย มั่งคั่ง มีเสรีภาพบนความเข้มแข็ง มีความเชื่อมั่นและเป็นผู้นำโลก อเมริกาคือผู้สามารถรักษาสันติภาพ เสรีภาพ สร้างประโยชน์แก่ชาวอเมริกัน
            วิพากษ์: รัฐบาลสหรัฐมีสิทธิที่จะประกาศว่าตนจะเป็นผู้นำโลก ส่วนจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ประโยคดังกล่าวแฝงด้วยหลักการว่าสหรัฐจะเข้าพัวพัน (engage) ทุกเรื่องในโลกที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แม้เรื่องนั้นจะละเมิดอธิปไตยประเทศอื่น
            ที่น่าคิดกว่านั้นคือภาวะที่สหรัฐเป็นผู้นำโลก ประเทศอื่นๆ จะอยู่ในฐานะอะไร มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ดีเทียบเท่าพลเมืองอเมริกันหรือไม่ และถ้าปราศจากสหรัฐเป็นผู้นำโลก ประชาคมโลกจะอยู่อย่างเป็นสุขมากขึ้นหรือไม่
            ที่แน่นอนคือในขณะที่รัฐบาลสหรัฐต้องการเป็นผู้นำโลก หลายประเทศพูดถึงโลกพหุภาคีที่มีหลายขั้ว รัฐบาลทรัมป์กำลังสวนทางความต้องการของนานาชาติหรือไม่

            เสรีภาพและความเป็นอิสระทำให้สังคมรุ่งเรือง เป็นชาติที่เต็มด้วยชีวิตชีวาและมั่นใจ ยอมรับความเห็นต่าง ความหลากหลาย แต่ยังคงรวมเป็นหนึ่งด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเชื่อ หลักการต่างๆ ที่เป็นตัวเรา ประเทศปกป้องสิทธิและอนาคตของพลเมืองทุกคนเรื่อยมา เป็นพลังแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ (greatest forces for good in history)
            วิเคราะห์: เนื้อหาบทนำบรรยายคุณความดีของสังคมอเมริกามากมาย เกินกว่าจะนำเสนอทั้งหมด เมื่ออ่านแล้วชวนให้นึกว่าเป็นอีกหน้ากระดาษที่เขียนประวัติศาสตร์อเมริกา (ปัจจุบัน) อย่างเลิศเลอ ตามแบบฉบับของประวัติศาสตร์ในหลายประเทศ ถ้าไม่คิดอะไรมากจะเหมือนอ่านเทพนิยายเรื่องหนึ่ง เช่น ประโยค “เป็นพลังแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์” รัฐบาลสหรัฐสามารถพิสูจน์ประโยคนี้ได้หรือไม่ ถ้อยคำทำนองนี้ถ้าปรากฏในหนังสือนิทานก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่นี่คือยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ

            กองทัพอเมริกันยังแข็งแกร่งที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามความเหนือกว่าลดลงเพราะรัฐปรปักษ์ปรับปรุงและเสริมสร้างกองทัพ รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ด้วย ศัตรูสามารถโจมตีแผ่นดินแม่ง่ายกว่าเดิมด้วยอาวุธหลากหลาย ท้าทายเรากับพันธมิตรของเรา รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมให้มั่นใจว่ามีกองทัพที่เหนือกว่าอยู่เสมอ
            วิเคราะห์: เนื้อหาตอนนี้มีความสำคัญเพราะแม้รัฐบาลสหรัฐมักพูดถึงภัยคุกคามต่างชาติ ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากอาวุธต่างชาติ แต่ที่สุดแล้วยอมรับว่ากองทัพตนแข็งแกร่งที่สุดในโลก ถึงกระนั้นยังจะเสริมสร้างกองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป ชนิดไม่มีใครเทียบได้ และเชื่อว่าจะเป็นเหตุป้องกันการรุกราน
            ด้วยหลักคิดเช่นนี้ หนีไม่พ้นที่ต้องเพิ่มงบกลาโหม สร้างสะสมอาวุธรุ่นใหม่และมากขึ้นๆ

            การแข่งขันไม่จำต้องหมายถึงการเป็นศัตรูต่อกันหรือนำสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาสหรัฐประสบความสำเร็จในการป้องกันความขัดแย้ง ความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นส่งเสริมสันติภาพ ป้องกันสงคราม
            วิเคราะห์: ที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงเปิดทางการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความขัดแย้ง ความขัดแย้งไม่จำต้องลงเอยด้วยสงครามเสมอไป เพียงแต่ต้องเป็นภาวะที่สหรัฐได้ประโยชน์สูงสุดเท่านั้น เป็นไปตามหลักสัจนิยม

            สหรัฐเหนือกว่าทุกประเทศว่าไม่ว่าด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหารและเทคโนโลยี ถึงกระนั้นยังต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ยวดยิ่ง (vital national interests)
            โดยรวมแล้ว มีคำถามว่าประชาธิปไตยสหรัฐมีคุณค่าต่อโลกอย่างไร ในเมื่อนโยบายต่างประเทศเจือด้วยจักรวรรดินิยม ต้องการนำประเทศอื่นๆ ประชากรโลกมาอยู่ใต้อำนาจ เช่นนี้เรียกว่าให้เสรีภาพหรือ มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่

การยึดถือสัจนิยมและการนำไปใช้ :
พวกสัจนิยมไม่ใช่พวกมองโลกว่าสวยงาม ขณะเดียวกันไม่ใช่พวกชอบทำสงครามเสมอไป โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การก่อสงครามเต็มรูปแบบไม่ง่ายเหมือนอดีต เห็นว่าสภาพของโลกมีทั้งโอกาสกับภัยคุกคาม มีความร่วมมือคู่กับความขัดแย้งอยู่เสมอ การจะอยู่ในโลกจำต้องสามารถแสวงหาประโยชน์จากโอกาสและป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม อาจไม่ปรารถนาทำสงครามแต่สงครามมีโอกาสเกิดขึ้นทุกเมื่อ เป้าหมายสำคัญที่สุดคือเพื่อความอยู่รอด
            การยึดหลักสัจนิยมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แท้จริงแล้วหลักยึดของรัฐบาลทุกประเทศล้วนมีแนวคิดสัจนิยมผสมอยู่ไม่มากก็น้อย และจำต้องตระหนักว่าผู้ยึดถือหลักสัจนิยมไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตีความเหมือนกัน รุนแรงเท่ากัน และมีทางเลือกเดียว ทั้งนี้ขึ้นกับบริบทของแต่ละประเทศด้วย

            ประเทศเล็กกว่าย่อมไม่คิดเปิดฉากทำสงครามกับมหาอำนาจ จะหาวิธีอยู่รอดด้วยวิธีอื่น เช่น ประสานประโยชน์ ยอมเสียประโยชน์บางส่วน การสร้างพันธมิตรเพื่อคานอำนาจ
            ประเทศมหาอำนาจมีทางเลือกที่มากกว่า และมักคิดหาประโยชน์แก่ตนมากที่สุด แต่หากไม่แนบเนียนพอย่อมถูกต่อต้าน และในยุคปัจจุบันที่เป็นโลกาภิวัตน์ สังคมดิจิทัล การต่อต้านจากระดับปัจเจกอาจรุนแรงกว่าอดีต ไม่อาจคาดหวังประสิทธิภาพและผลลัพธ์จากการใช้สัจนิยมตามแบบสมัยอดีต

คาดการผลจากการใช้ยุทธศาสตร์ 2017 :
กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเห็นว่าสหรัฐเลือกเส้นทางที่จะเผชิญหน้าและขัดแย้ง เป็นแนวคิดที่ล้าสมัย ควรมุ่งแสวงหาความร่วมมือ การยึดหลักรักษาสันติภาพด้วยพลังอำนาจนั้นไม่สร้างสรรค์ ขัดขวางความร่วมมือ ต้องการครอบงำผู้อ่อนแอกว่า เป็นแนวทางจักรวรรดินิยม ต้องการสร้างโลกขั้วเดียว ผลคือโลกสันติภาพโลกไม่แน่นอน เกิดสงครามอยู่เนืองๆ
            รัฐบาลสหรัฐมองผลประโยชน์ระยะสั้น ตัวอย่างที่ดีคือถอนตัวจากข้อตกลงลดภาวะโลกร้อน พร้อมบั่นทอนทำลายประเทศอื่นซึ่งเท่ากับเป็นการบั่นทอนอารยธรรมโลก นโยบายก่อความขัดแย้งส่งเสริมความรุนแรง ไม่แปลกที่ประเทศสร้างสมอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล คนอเมริกันตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา ในหลายกรณีมองภัยคุกคามร้ายแรงเกินจริง สร้างความวิตกกังวลจนเกินเหตุ ส่งผลต่อชาวอเมริกัน เป็นสังคมแห่งความวิตกจริต
            สังคมอารยะแท้คือสังคมเช่นนี้หรือ สังคมเช่นนี้จะยั่งยืนหรือ
24 ธันวาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7716 วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2560)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจเป็นแนวคิดจากสำนักสัจนิยมที่ใช้กันแพร่หลาย ถ่วงดุลฝ่ายที่เป็นอริ ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ หวังเป็นเหตุไม่ให้คิดทำสงครามต่อกัน อาเซียนกำลังใช้ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจถ่วงดุลจีนกับฝ่ายสหรัฐ เพื่อชี้ชวนให้ทุกฝ่ายดำเนินนโยบายกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ แต่ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจมีจุดอ่อนเช่นกัน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง
ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

บรรณานุกรม :
1. "Confrontational" U.S. national security plan comes under international fire. (2017, December 20). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-12/20/c_136840389.htm
2. Haley, John. (2006). National Security Strategy Report. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.505-506). California: Sage Publications.
3. Magstadt, Thomas M. (2009). Understanding Politics (8th Ed.). CA: Wadsworth/Cengage Learning.
4. Putin: New US national security strategy is offensive & aggressive, Russia must take note. (2017, December 22). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/413961-putin-us-defense-strategy/
5. Viotti, Paul., & Kauppi, Mark. (2009). International Relations and World Politics (4th Ed.). USA: Pearson Education.
6. The White House. (2017, December 6). National Security Strategy 2017. Retrieved from http://nssarchive.us/wp-content/uploads/2017/12/2017.pdf
-----------------------------

หลักนิยมทรัมป์ (Trump’s Doctrine) ชาติกับประชาต้องมาก่อน

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึง การบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นหรือโลก ขัดแย้งศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน

การยึดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ใช่ของแปลกใหม่ อันที่จริงทุกรัฐบาลต้องดำเนินตามแนวทางนี้ (คงไม่มีรัฐบาลใดกล้าประกาศว่าจะบริหารประเทศเพื่อต่างชาติ) ทรัมป์แตกต่างตรงที่ประกาศชัดเจนและแสดงออกชัดเจน เช่น พูดในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่าสหรัฐแบกภาระงบประมาณสหประชาชาติมากกว่าทุกประเทศและมากเกินไป ดังนั้น สหประชาชาติควรทำงานตอบสนองเป้าหมายสหรัฐ และประเทศอื่นควรช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายให้มากกว่าเดิม
ทรัมป์เอ่ยถึง America First (อเมริกาต้องมาก่อน) ว่าหมายถึง ประเทศปลอดภัยกว่าเดิม คนนับล้านมีงานทำ และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism)
ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 72 ประจำปี 2017 กล่าวว่า “ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าจะให้อเมริกามาก่อนเสมอ เช่นเดียวกันพวกท่านที่เป็นผู้นำประเทศจะให้ประเทศของท่านมาก่อนเสมอและควรเป็นเช่นนั้น”
            เป็นคำมั่นคล้ายกับที่บารัก โอบามา และผู้นำคนอื่นๆ ให้ไว้ คือการยึดหลักผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ว่าจะใช้คำว่าลัทธิอเมริกานิยมหรือไม่

อธิบายขยายความ :
ลำพังการพูดแนวคิด หลักนิยม อาจไม่เข้าใจชัด การใช้กรณีตัวอย่างจะช่วยให้เข้าใจชัดเจนขึ้น
ยกตัวอย่าง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (global climate change) หรือที่นิยมเรียกว่าภาวะโลกร้อน ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสเรื่องลดภาวะโลกร้อน
อันที่จริงแล้ว การแก้ภาวะโลกร้อนตามข้อตกลงปารีสกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ แต่ประเทศเหล่านั้นเห็นว่าจำต้องปรับตัว ต้องลงทุน เสียสละ หากทุกประเทศร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้ละมือ ปัญหาจะทุเลา
แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ยึดว่าต้องเสียสละ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ให้เหตุผลเกรงว่าชาวอเมริกันจะตกงาน เกิดจลาจลวุ่นวาย ไม่สนว่าประเทศอื่นจะต้องน้ำท่วม อดอยาก เกิดจลาจลวุ่นวาย เพราะเหตุไม่ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อนหรือไม่
เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่พยายามอ้างว่าเป็นผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย และจะยิ่งเข้าใจชัดหากรู้ว่าในบรรดาทุกประเทศ ประเทศนี้สร้างภาวะโลกร้อนมากที่สุด ทั้งในแง่ปริมาณและในแง่สัดส่วน นั่นคือสหรัฐมีประชากรเพียงร้อยละ 4 ของโลก แต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุโลกร้อนถึงร้อยละ 25 ของปริมาณก๊าซทั้งหมดที่ทั่วโลกปล่อย นั่นหมายความว่าหากประเทศนี้เพียงประเทศเดียวจัดการแก้ไขจะช่วยได้มาก ในทางกลับกัน หากทั่วโลกพยายามแก้ไขแต่ประเทศนี้นิ่งเฉย ปัญหาคงทุเลาเพียงเล็กน้อย

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์โลก สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในสุดยอดกลุ่มพลังแห่งความดี (the greatest forces for good) สุดยอดนักป้องกันอธิปไตย ความมั่นคงและความมั่งคั่งแก่ทุกคน
หลายคนคงไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำข้างต้น

แก้ข้อตกลงนาฟตา (NAFTA) :
            รัฐบาลทรัมป์ขอยกเครื่องเจรจาความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement: NAFTA) ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่านาฟตา มีอายุ 23 ปีแล้ว บริบทเศรษฐกิจสหรัฐและการค้าโลกเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิม ประเทศขาดดุลมหาศาล โรงงานนับพันปิดตัว แรงงานอเมริกันตกงานเป็นล้าน
            สรุปสั้นๆ คือ สหรัฐเห็นว่าตน “เสียมากกว่าได้” จึงขอยกเลิกข้อตกลงเดิมและเจรจาใหม่
รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าการเจรจาใหม่จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจ พลเมืองอเมริกันและต่อประเทศคู่ค้า ชาวอเมริกันจะต้องได้ประโยชน์มากกว่าเดิม ขจัดอุปสรรคการส่งออก รวมทั้งการอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย การบิดเบือนตลาดจากรัฐวิสาหกิจและอุปสรรคจากทรัพย์สินทางปัญญา
การที่รัฐบาลสหรัฐทำเช่นนี้ได้เพราะเป็นมหาอำนาจ สามารถข่มขู่แกมบังคับประเทศเล็กกว่า ถ้าคิดในอีกมุม หากแคนาดากับเม็กซิโกเห็นว่าเสียเปรียบ คงจะยกเลิกข้อตกลงอย่างที่สหรัฐทำไม่ได้
นี่คืออีกตัวอย่างของหลักนิยมทรัมป์ (Trump’s Doctrine)

ที่ผ่านมา รัฐบาลบางชุดให้คุณค่ากับหลักสิทธิมนุษยชนมากเป็นพิเศษ รัฐบาลทรัมป์ช่วยเหลือด้านมนุษยชนเช่นกัน แต่จะช่วยน้อยกว่าหากกระทบผลประโยชน์แห่งชาติ สหรัฐยินดีรับผู้อพยพต่างชาติมากเท่าที่ระบบเศรษฐกิจต้องการ เช่นเดียวกับเรื่องการเผยแพร่ประชาธิปไตยต่างแดน ต้องพิจารณาก่อนว่าได้ผลประโยชน์หรือไม่ ไม่ได้คิดหวังให้ต่างชาติเป็นประชาธิปไตยจริง
ทุกนโยบายจึงต้องคิดว่าได้ประโยชน์มากกว่าเสีย ไม่สนใจว่าขัดประเทศอื่น ละเมิดศีลธรรมคุณธรรมหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งอยู่บนผลประโยชน์แบบยื่นหมูยื่นแม

กรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน :
ในช่วงรัฐบาลโอบามา สหรัฐ รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน หรือที่เรียกว่า P5+1 หรือ E3+3 ได้ร่วมเจรจากับอิหร่านเพื่อแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ จนบรรลุข้อตกลง โครงการนิวเคลียร์ปัจจุบันอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมของ IAEA (ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ) อันเป็นหน่วยงานสหประชาชาติดังเช่นทุกประเทศ ตลอดเวลาที่ผ่านมา IAEA รับรองว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อบังคับโดยไม่บกพร่อง มีข้อสรุปว่าอิหร่านใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติเท่านั้น ดังเช่นหลายประเทศทั่วโลกที่ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ
            เมื่อเข้าสู่ยุคทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐระบุว่าแม้อิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ละเมิด “เจตนารมณ์” (spirit) ของข้อตกลง จึงต้องคว่ำบาตรต่อไป และกำลังหามาตรการเพิ่มเติม
สหรัฐกลายเป็นประเทศเดียวในหมู่ P5+1 ที่ยืนกระต่ายขาเดียวกล่าวหาว่าอิหร่านละเมิด “เจตนารมณ์” ของข้อตกลง

ล่าสุด ในช่วงประชุมสามัญสมัชชาสหประชาชาติ Federica Mogherini หัวหน้านโยบายต่างประเทศอียู (EU foreign policy chief) กล่าวว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์โดยไม่บกพร่อง ประเทศคู่สัญญาทุกประเทศ รวมทั้งสหรัฐ มีข้อสรุปตรงกัน ไม่มีเหตุต้องเจรจาใหม่
เป็นอีกตัวอย่างของตรรกะอันน่าแปลกประหลาด ที่ยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงโดยไม่บกพร่อง แต่ละเมิด “เจตนารมณ์” และมีเพียงประเทศเดียวในกลุ่ม P5+1 ที่คิดแบบนี้
เป็นกรณีตัวอย่างอธิบายลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism)

คาดการณ์กรณีโรฮีนจา :
โรฮีนจากลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง ในช่วงเดือนที่ผ่านมา บุคคลสำคัญหลายคนออกมาพูดโจมตีรัฐบาลเมียนมา ล่าสุด เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่าโรฮีนจาในเมียนมาถูก “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ขอประณามการกระทำดังกล่าว ขอให้หยุดความรุนแรง ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมกับเตือนว่า “หากสหประชาชาติมีข้อมติประณามเมื่อใด จะมีผลตามมา สหประชาชาติอาจเข้าแทรกแซง”
ถ้ายึดหลักนิยมทรัมป์ สหรัฐจะคว่ำบาตรหรือไม่ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศมาก่อน ไม่สนใจว่าโรฮีนจาจะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่ ถ้ากระทบเศรษฐกิจ (บริษัทเอกชนที่เข้าไปลงทุน) อาจเลือกไม่คว่ำบาตรส่วนนั้น รัฐบาลทรัมป์อาจส่งความช่วยเหลือให้โรฮีนจาบ้าง แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ไม่ใช่อย่างผู้มีจิตสิทธิมนุษยชนจริง

การให้ประเทศมาก่อน ยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติ ถ้าคิดในกรอบแคบๆ ไม่ใช่ของแปลกหรือผิดปกติ เพราะแทบทุกประเทศทำเช่นนี้ มีความเห็นแก่ตัว ไม่มากก็น้อย
แต่เป็นการหลอกลวง เพ้อเจ้อ หากรัฐบาลเช่นนี้ยังบอกว่าตนเป็นสุดยอดพลังแห่งความดี ที่ถูกคือเป็นแนวการบริหารประเทศแบบหนึ่ง เป็นอุดมการณ์ชนิดหนึ่ง ไม่ต่างจากระบอบคอมมิวนิสต์ เผด็จการ ฯลฯ ที่ต่างมีอุดมการณ์ของตน

การตัดสินใจของชาวอเมริกัน :
โจเซฟ ไน (Joseph Nye) ชี้ว่านับจากอเมริกาก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจ ชาวอเมริกันตกอยู่ในความหวาดกลัว เต็มด้วยภัยคุกคามจากนอกประเทศ คิดอยู่เสมอว่าหากประเทศถดถอยจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
กระแสอเมริกาถดถอยเป็นที่พูดถึงกันมาก รัฐบาลทุกชุดพยายามเชิดชูความยิ่งใหญ่ของประเทศ ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ให้กลับคืนมา คำถามคือ ชาวอเมริกันคิดเห็นอย่างไรต่อวิธีการฟื้นฟู วิธีสร้างความยิ่งใหญ่ ถ้าพูดในกรอบปัจจุบัน ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับหลักนิยมทรัมป์หรือไม่
หากต้องถล่มประเทศอื่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ต้องทำลายล้างประเทศอื่น ชาวอเมริกันจะเห็นด้วยหรือไม่ หรืออย่างการถอนตัวจากการแก้ภาวะโลกร้อน ชาวอเมริกันเห็นด้วยหรือไม่
อนาคตความเป็นไปของโลกไม่มากก็น้อยขึ้นกับการตัดสินใจของชาวอเมริกัน นอกเหนือจากชนชั้นปกครองของประเทศนี้
พวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร ...
24 กันยายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7625 วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ.2560)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
งานศึกษาของ Pew Research Center ชี้ว่าประชาชนหลายประเทศทั่วโลกมองแง่ลบต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ที่น่าตกใจคือประเทศเหล่านี้คือยุโรปตะวันตก เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ผลลัพธ์คือบั่นทอนพลังอำนาจอ่อน (soft power) ทั้งนี้เพราะทรัมป์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีตั้งแต่ต้น เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยสหรัฐที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุชัดว่าประชาธิปไตยอเมริกายังไม่ได้มีเพื่อคนส่วนใหญ่ น่าชื่นชมที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพของชาติ ค่านิยมส่งเสริมให้คนมีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ในขณะที่นโยบายต่างประเทศ นโยบายการค้าระหว่างประเทศจะเป็นที่ถกเถียงต่อไป และถ้ายึดมั่นศาสนาจริงจะไม่ใช้สโลแกน ‘America first’

บรรณานุกรม:
1. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
2. Macron pulls no punches: Rohingya crisis in Myanmar constitutes ‘genocide’. (2017, September 21). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/09/21/world/politics-diplomacy-world/macron-pulls-no-punches-rohingya-crisis-myanmar-constitutes-genocide/#.WcMW57IjHZ4
3. No renegotiating Iran nuclear deal, all parties fully compliant – EU foreign policy chief. (2017, September 21). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/404022-iran-mogherini-deal-compliance/
4. Nye, Joseph S. Jr. (2015). Is the American Century Over? UK: Polity Press.
5. Office of the US Trade Representative. (2017, July 17). Summary of Objectives for the NAFTA Renegotiations. Retrieved from https://ustr.gov/sites/default/files/files/Press/Releases/NAFTAObjectives.pdf
6. Palmer, Doug., Behsudi, Adam., & Cassella, Megan. (2017, July 17). Trump's NAFTA goals draw from TPP, campaign pledges. Politico. Retrieved from http://www.politico.com/story/2017/07/17/trump-nafta-goals-draw-from-tpp-campaign-240652
7. The White House. (2017, September 19). Remarks by President Trump to the 72nd Session of the United Nations General Assembly. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/09/19/remarks-president-trump-72nd-session-united-nations-general-assembly
8. Trump announces U.S. will exit Paris climate deal, sparking criticism at home and abroad. (2017, June 1). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-to-announce-us-will-exit-paris-climate-deal/2017/06/01/fbcb0196-46da-11e7-bcde-624ad94170ab_story.html
9. Trump promises ‘safety’ to fearful Americans. (2016, July 22). Gulf News/AFP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/americas/usa/trump-promises-safety-to-fearful-americans-1.1866703
10. US certifies Iran nuclear deal, but vows new sanctions. (2017, July 18). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/07/certifies-iran-nuclear-deal-vows-sanctions-170718044924470.html
-----------------------------

มองนโยบายความมั่นคงญี่ปุ่นด้วยแนวคิดสัจนิยม

เป็นประจำทุกปีในเดือนกรกฎาคมกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นจะออกสมุดปกขาวว่าด้วยนโยบายความมั่นคงของประเทศ ฉบับล่าสุดใช้ชื่อว่า ‘Defense of Japan 2013’ และเมื่อพูดถึงประเด็นความมั่นคงทางทหาร ผู้วางนโยบายมักจะอิงทฤษฎีหรือแนวคิดของสำนักสัจนิยม (Realism) เช่นเดียวกับนโยบายความมั่นคงญี่ปุ่นที่มองว่าทุกประเทศจะต้องป้องกันตนเอง มองการเคลื่อนไหวของประเทศอื่นเป็นภัยคุกคาม แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าเหตุผลประกอบนโยบายบางอย่างมีความสับสน และอาจเป็นเหตุให้เกิดความไม่มั่นคงมากขึ้น
เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจริงหรือ
            สมุดปกขาวฯ ชี้ว่ารอบปีที่ผ่านมานายคิม จ็อง-อึนผู้นำเกาหลีเหนือตรวจเยี่ยมหน่วยทหารอย่างต่อเนื่องแสดงถึงการให้ความสำคัญแก่กองทัพ หวังใช้กองทัพเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ในปีที่ผ่านมาแสดงพฤติกรรมยั่วยุหลายครั้ง คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียด กระทบความมั่นคงของญี่ปุ่นโดยตรง เช่น การปล่อยขีปนาวุธพิสัยไกลโดยอ้างว่าใช้ส่งดาวเทียมขึ้นอวกาศ แต่วัตถุที่ส่งขึ้นไปนั้นไม่ได้ทำหน้าที่ของดาวเทียมแต่ประการใด ญี่ปุ่นเชื่อว่าเทคโนโลยีด้านขีปนาวุธของเกาหลีเหนือได้ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นแล้ว นอกจากนี้เกาหลีเหนือได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์อีก เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลก
            อย่างไรก็ตาม เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งในสมุดปกขาวฯ ยอมรับว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเมืองภายในเกาหลีเหนือ เพื่อเชิดชูความเป็นผู้นำของนายคิม จ็อง-อึนที่เพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากบิดา เกี่ยวกับการสับเปลี่ยนโยกย้ายผู้นำกองทัพและสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ
            หากพิจารณาในรายละเอียด การประเมินศักยภาพของฝ่ายตรงข้ามแบบสูงสุดนั้นมีปัญหา เช่นระบุว่าขีปนาวุธแตโปดอง-2 (Taepodong-2) มีพิสัยยิงไกล 6,000-10,000 กิโลเมตร ขีปนาวุธมูซูดาน (Musudan) มีพิสัย 2,500-4,000 กิโลเมตร ขีปนาวุธทั้งสองอาจมีพิสัยดังกล่าว แต่เนื่องจากทั้งสองชนิดยังไม่เคยทำการทดสอบอย่างจริงจัง จึงไม่ทราบขีดความสามารถที่แท้จริง และไม่แน่ใจว่าใช้การได้จริงหรือไม่ ญี่ปุ่นทราบข้อโต้แย้งเหล่านี้แต่ยังยึดมั่นว่าขีปนาวุธทั้งสองเป็นภัยคุกคาม

            เช่นเดียวกับการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง คือเมื่อปี 2006, 2009 และล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 แต่ทั้งหมดอยู่ในขั้นทดลองในห้องทดลอง นักวิเคราะห์สหรัฐยังไม่พบหลักฐานว่าได้พัฒนาถึงระดับสามารถผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริง อีกทั้งในระยะยาวเกาหลีเหนือจะมีขีดความสามารถถึงขั้นผลิตเป็นอาวุธได้หรือไม่ยังเป็นประเด็นถกเถียง เพราะต้องพัฒนาอีกมาก อีกทั้งจีนให้ความร่วมมือกับคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติต่อต้านโครงการนิวเคลียร์ดังกล่าว
            ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือต่อญี่ปุ่นจึงเป็นภัยคุกคามที่มุ่งมองไปในอนาคต มองว่าฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจการรบขั้นสูงและมีเป้าหมายใช้โจมตีตนเอง แน่นอนว่าประเทศควรตระเตรียมการป้องกันไว้ก่อน แต่การตระเตรียมป้องกันที่มากเกินพอก่อให้อีกฝ่ายต้องหวาดระแวงหรือไม่

เผชิญหน้ามหาอำนาจจีน
            สมุดปกขาว ‘Defense of Japan 2013’ บรรยายว่าจีนในฐานะชาติมหาอำนาจย่อมแสดงบทบาททั้งระดับภูมิภาคกับระดับโลก เชื่อว่าจีนจะใช้กำลังทหารเสริมบทบาทของตน ที่ผ่านมาได้ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยอย่างรวดเร็ว เพิ่มกิจกรรมทางทหารทั้งน่านน้ำ น่านฟ้าอากาศ จีนไม่เปิดเผยข้อมูลว่าประเทศตนสะสมอาวุธชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ เพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกกังวล

            มีหลักฐานชัดเจนว่าจีนกำลังพัฒนาศักยภาพทางทหารในทุกด้าน แต่ประเด็นนี้ถกเถียงได้ไม่จบสิ้น เพราะจีนอ้างว่าปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยตามเทคโนโลยี ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ปรับปรุงกองทัพของตนด้วยกันทั้งสิ้น และหากเทียบกับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐหรือรัสเซียแล้ว จีนยังต้องพัฒนาอีกมาก
            นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นมุ่งมองประเทศอื่นเป็นภัยคุกคาม หากมองในมุมกลับกัน กำลังรบของญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้นย่อมถูกประเทศอื่นมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อตนเองได้เช่นกัน ถ้าใช้ตัวเลขงบประมาณที่ใช้จ่ายด้านการทหารเป็นตัวตั้ง ในมุมของจีนอาจกำลังเผชิญภัยคุกคามจากญี่ปุ่นกับสหรัฐอย่างหนัก ข้อมูลสมุดปกขาวฯ ชี้ว่าในปีงบประมาณ 2011 รัฐบาลจีนใช้จ่ายด้านกลาโหมราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่นใช้ 0.43 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนสหรัฐใช้ถึง 6.78 แสนล้านดอลลาร์เป็นประเทศที่มีงบประมาณกลาโหมสูงที่สุดในโลก จึงไม่แปลกใจว่าอเมริกาคือประเทศที่มีแสนยานุภาพทางทหารสูงสุดในโลก กำลังรบของจีนไม่อาจสู้หรือเทียบเท่าอเมริกาได้เลย
            แม้ข้อมูลสมุดปกขาวฯ จะชี้ว่างบประมาณกลาโหมจีนเพิ่มขึ้น 3.51 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ในขณะที่สหรัฐเพิ่มเพียง 1.68 เท่า ตีความได้ว่าจีนกำลังเร่งปรับปรุงกองทัพของตนเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งเป็นการยืนยันว่ากองทัพจีนไม่อาจเปรียบกับกองทัพสหรัฐและต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าที่กองทัพจีนจะมีขีดความสามารถทัดเทียมกับอเมริกา
            ดังนั้น เมื่อรวมญี่ปุ่นกับสหรัฐเข้าด้วยกัน ยิ่งเป็นภัยคุกคามต่อจีนมากขึ้น เกิดคำถามว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น หรือญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามต่อจีน

            ข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ (หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู) คือประเด็นเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศในรอบปีที่ผ่านมา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะกับน่านน้ำใกล้เคียง รัฐบาลโอบามายืนยันว่าญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและพร้อมจะป้องกันญี่ปุ่นตามสนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐ
            สมุดปกขาวฯ รายงานว่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2012 เป็นต้นมา เรือรบจีนล่วงล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีการล่วงล้ำทุกเดือน หากพิจารณาเพียงตัวเลขการล่วงล้ำของเรือรบจีนย่อมตีความได้ว่าจีนทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น แต่หากพิจารณาบริบทรอบด้าน เช่น จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดครั้งนี้เกิดจากการอ้างสิทธิของญี่ปุ่นที่เรียกร้องสิทธิอย่างชัดเจนและถี่ขึ้น หากญี่ปุ่นไม่แสดงพฤติกรรมอ้างสิทธิ เรือรบจีนก็จะไม่เข้าน่านน้ำหมู่เกาะเซนกากุเพื่อแสดงการอ้างสิทธิเช่นกัน
            จนบัดนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าประเทศใดเป็นเจ้าของหมู่เกาะดังกล่าว ในระหว่างนี้ข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุจะเป็นประเด็นถกเถียงต่อไปว่าใครล่วงล้ำอธิปไตยของฝ่ายใดกันแน่

บทบาทที่กว้างกว่าอาณาเขตประเทศ
            สมุดปกขาวฯ ย้ำความสำคัญของสนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐ (Japan-U.S. Security Treaty) ว่าไม่เพียงเป็นหนึ่งในเสาหลักความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น ยังมีผลเป็นเครื่องค้ำจุนความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กองกำลังสหรัฐที่ประจำการในย่านนี้ (รวมทั้งที่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น) ไม่เพียงทำหน้าที่ป้องกันญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีเพื่อป้องปราม ตอบสนองความมั่นคงในภูมิภาค
            แม้ไม่พูดชัดเจนว่ากองทัพญี่ปุ่นมีบทบาทต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยตรง แต่ชี้เป็นนัยว่าด้วยสนธิสัญญาดังกล่าวญี่ปุ่นถูกนำเข้าไปพัวพันกับความมั่นคงของภูมิภาค เท่ากับว่าความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของญี่ปุ่น
            ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว สามารถวิเคราะห์ได้หลายแนวทาง
            ประการแรก ญี่ปุ่นสามารถขยายกำลังรบได้อีกมาก
            เนื่องจากต้องรับมือกับภัยคุกคามระดับภูมิภาค ไม่เพียงเฉพาะความมั่นคงในขอบเขตอธิปไตยของประเทศ ในวันข้างหน้าญี่ปุ่นอาจเพิ่มกำลังรบ เพิ่มความรับผิดชอบที่กินอาณาบริเวณกว้างกว่าขอบเขตประเทศญี่ปุ่น สมุดปกขาวฉบับปีล่าสุดสะท้อนความมุ่งหมายดังกล่าว
            ประการที่สอง เผชิญหน้าศัตรูของสหรัฐ
            เนื้อหาสมุดปกขาวฯ ตอนหนึ่งบรรยายฉากทัศน์ว่าศัตรูไม่ได้เตรียมต่อสู้กับกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเตรียมต่อสู้กับกองกำลังทั้งหมดของสหรัฐ ภายใต้ฉากทัศน์ดังกล่าวกองทัพญี่ปุ่นคือด่านแรกที่จะเข้ารับมือกองทัพข้าศึก ตามมาด้วยกำลังเสริมจากกองกำลังอเมริกันที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่น และสุดท้ายคือกำลังเสริมจากสหรัฐที่มาจากทั่วทุกทิศทาง การมีสนธิสัญญากับอเมริกา การที่กองกำลังอเมริกันจำนวนมากตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ในด้านหนึ่งอาจมองว่าสหรัฐค้ำประกันความมั่นคงของตน ในอีกมุมหนึ่งเท่ากับว่าญี่ปุ่นถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับขอบเขตความมั่นคงที่กว้างขึ้น ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐ หรือเท่ากับญี่ปุ่นถูกดึงไปอยู่ระหว่างการต่อสู้ของสองมหาอำนาจ
            การที่ญี่ปุ่นสร้างฉากทัศน์ดังกล่าวยังชี้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ความมั่นคงของญี่ปุ่นจึงตั้งอยู่บนภาวะแห่งความสุ่มเสี่ยง บทบาทที่ขยายขอบเขตออกไปเพื่อความมั่นคงคือที่มาของการเผชิญหน้าที่เพิ่มมากขึ้น

            เป็นธรรมดาประเทศต่างๆ อ้างการ ป้องกันตนเอง เพื่อขยายอำนาจทางทหาร แต่การขยายอำนาจทางทหารของประเทศใดๆ อาจเป็นเหตุให้ประเทศอื่นๆ ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อขยายอำนาจทางทหารของตนเช่นกัน และด้วยเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ ป้องกันตนเอง กลายเป็นว่าด้วยเหตุผล ป้องกันตนเอง ของแต่ละประเทศทำให้อีกประเทศหนึ่งต้องหวาดระแวงและเร่งขยายอำนาจทางทหารตอบสนองการ ป้องกันตนเอง (เพิ่มอำนาจการรบ) ของอีกประเทศหนึ่ง นโยบายกลาโหมของญี่ปุ่นจึงทำให้ประเทศอื่นๆ อ้างความไม่ปลอดภัยของตนทำนองเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้อ้าง เช่น จีนอาจมองว่าสหรัฐกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่นปิดล้อมจีน ด้านเกาหลีเหนือก็เช่นกันมองว่าญี่ปุ่นคือพวกเดียวกับสหรัฐที่แสดงท่าทีคุกคามตนเองตลอดเวลา

            ด้วยมุมมองตามทฤษฎีสำนักสัจนิยมคาดว่าจีนจะปรับปรุงขยายอำนาจกำลังทหารมากขึ้นตามกำลังเศรษฐกิจที่เติบโต (ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกแซงหน้าญี่ปุ่นแล้ว) ดังนั้น หากญี่ปุ่นยึดทิศทางนโยบายความมั่นคงปัจจุบัน จำต้องเพิ่มกำลังทหาร ขีดความสามารถด้านการรบเพิ่มขึ้นตามจีน เป็นภาระแก่ญี่ปุ่นอย่างไม่จบสิ้น และความมั่นคงจะยิ่งกลายเป็นความไม่มั่นคง เพราะต่างฝ่ายต่างสะสมอาวุธเพิ่มมากขึ้นทุกที ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจสร้างความเสียหายได้มหาศาล

            อย่างไรก็ตามทฤษฎีสัจนิยมพูดถึงการยับยั้งชั่งใจด้วยเช่นกัน หากเกิดสงครามใหญ่ย่อมสร้างความหายนะแก่สองประเทศหรือมากกว่านั้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ดังเช่นกรณีสหรัฐกับอดีตสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น ต่างระวังที่จะไม่ก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังมีมิติอื่นๆ นอกเหนือความมั่นคงด้านการทหาร เช่นด้านเศรษฐกิจที่เน้นการพึ่งพาระหว่างกัน ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านจึงอิงกับหลายทฤษฎีหลายแนวคิด เป็นลักษณะของความร่วมมือคู่กับความขัดแย้งอยู่เสมอ
14 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6096 วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2556 
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2013, http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=3499:2013-07-15-04-33-18&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100)
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้ร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ
2. ความร่วมมือสหรัฐกับจีนต้านภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
เวลากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้านความมั่นคงมักจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่าแต่กรณีเกาหลีเหนือเป็นข้อยกเว้น สองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลบารัก โอบามาเน้นแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางทูตไม่หวังยกระดับความขัดแย้ง
3. รอยร้าวญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ รอยด่างPivot to Asia
            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่
สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป
บรรณานุกรม:
Defense of Japan 2013, Japan Ministry of Defense, http://www.mod.go.jp/e/publ/w_paper/2013.html, accessed 9 July 2013.
---------------------------