คนอเมริกันส่วนใหญ่มองลบต่อระบอบประชาธิปไตย

ในขณะที่นักการเมืองทุกพรรคพูดสนับสนุนประชาธิปไตย ส่งเสริมให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแต่ผลลัพธ์ออกมาตรงข้าม

            ผลวิจัยเมื่อมิถุนายน 2023 ของ Associated Press-NORC Center for Public Affairs Research เผย คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่ชื่นชมการปกครองระบอบประชาธิปไตยของตนกำลังไปได้ดีจริงๆ คิดว่าพวกพรรคการเมือง ศาลฎีกา ประธานาธิบดี รัฐบาลไม่ยึดมั่นประชาธิปไตยส่วนใหญ่จอมปลอมมากกว่า ไม่ตั้งใจทำเพื่อประชาชนจริง ส่วนใหญ่คิดว่า กฎหมายกับนโยบายรัฐบาลไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายควบคุมปืน ประเด็นผู้อพยพเข้าเมืองจนถึงการทำแท้ง

            ในภาพรวมทั้งประเทศ 49% เห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังทำงานได้ดี ในจำนวนนี้มีเพียง 10% เท่านั้นที่คิดว่าดีเยี่ยมดีมาก อีก 40% บอกว่าพอใช้ คนอเมริกันอีกครึ่งตอบว่าระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่แย่ (อุดมการณ์ประชาธิปไตยดีแต่ผลทางปฏิบัติไม่ดีตามทฤษฎี) แยกเป็นพวกโมแครท 47% บอกว่าแย่ ส่วนรีพับลิกัน 56% ตอบว่าแย่ รวมความแล้วมุมมองคนอเมริกันต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยยังคงเดิมไม่ต่างจากผลสำรวจครั้งก่อนๆ

            คนอเมริกัน 53% ฟันธงว่า สส. สว. (โดยรวม) ห่วยแตกไม่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ข้อนี้มีเพียง 16% ที่คิดว่านักการเมืองยึดมั่นประชาธิปไตยจริง

            เมื่อเจาะจงที่รัฐบาลไบเดน 6 ใน 10 ของพวกเดโมแครทเห็นว่ารัฐบาลสอบผ่านยึดมั่นประชาธิปไตย แต่ 4 ใน 5 ของพวกรีพับลิกันให้รัฐบาลสอบตก และทั้ง 2 พวกส่วนใหญ่ให้ สส. สว. (โดยรวม) สอบตก 8 ใน 10 ของพวกเดโมแครทฟันธงว่าพรรครีพับลิกันไม่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตยจริง เช่นเดียวกับที่พวกรีพับลิกันฟันธงว่าพรรคเดโมแครทไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน

            การแตกแยกทางการเมืองการแบ่งขั้วของอเมริกานับวันจะร้ายแรง ไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาชาติตั้งแต่เรื่อยใหญ่ๆ อย่างเงินเฟ้อ เศรษฐกิจส่อแววถดถอย แทนที่นักการเมืองจะช่วยกันกลับซ้ำเติมสร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชน

            ด้านคนอเมริกันด้วยกันเองรู้สึกแปลกแยก คนหนึ่งกับอีกคนเข้ากันไม่ได้จากความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่าง ทั้งๆ ที่ยึดถือหลักประชาธิปไตยเหมือนกัน

            ส่วนใหญ่สงสัยว่าพวกนักการเมืองกับรัฐบาลเข้าใจหรือไม่ว่าประชาชนต้องการอะไร 71% คิดว่าเรื่องที่ประชาชนคาดหวังมีความสำคัญที่สุดเมื่อนักการเมืองจะออกกฎหมายหรือนโยบาย มีเพียง 48% ที่คิดว่าได้รับการตอบสนองจริง ในขณะที่เกือบ 70% เห็นว่ากฎหมายกับนโยบายต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลักสำคัญสุด แต่มีเพียงครึ่งเดียวที่คิดว่ากฎหมายกับนโยบายที่ออกยึดรัฐธรรมนูญจริง

            ยิ่งเจาะลึกลงแต่ละนโยบายยิ่งพบว่ากฎหมายหรือนโยบายที่ออกไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนจริงๆ เช่น ประเด็นผู้อพยพเข้าเมือง การใช้จ่ายของรัฐบาล การทำแท้ง นโยบายควบคุมปืน แม้กระทั่งนโยบายเศรษฐกิจ LGBTQ+ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

วิพากษ์องค์รวมและสรุป :

          ประการแรก ประธานาธิบดีกับภาพลักษณ์ประชาธิปไตย

            สมัยรัฐบาลทรัมป์นักวิเคราะห์หลายคนตีความว่ารัฐบาลสหรัฐถอยห่างจากประชาธิปไตย จากลัทธิการค้าเสรี การปกป้องสิ่งแวดล้อมโลก พยายามแก้ไขปัญหาประเทศตัวเองด้วยวิสัยทัศน์คับแคบ ไม่สนใจความเป็นของโลก เหล่านี้ทำลายภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำโลกเสรีที่รัฐบาลสหรัฐพยายามเชิดชู

            ประธานาธิบดีไบเดนตีตราว่าอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นพวกกึ่งเผด็จการ (semi-fascism) เป็นพวกสุดโต่ง (extremist) รวมถึง สส. สว. บางคนด้วย

            ในขณะเดียวกันนโยบายหลายข้อของรัฐบาลไบเดนถอยห่างจากหลักเสรีภาพ ใช้ลัทธิปกป้อง (protectionism) ขวางการค้าเสรี ยึดความมั่นคงแห่งชาติเหนือลัทธิเสรีนิยมที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลสหรัฐเชิดชูไม่ต่างจากสมัยทรัมป์

          ประการที่ 2 พรรครีพับลิกันไม่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตยจริง

            ผลวิจัยของ Associated Press-NORC Center for Public Affairs Research ระบุว่า 8 ใน 10 ของพวกเดโมแครทฟันธงว่าพรรครีพับลิกันไม่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตยจริง เรื่องนี้ไม่อาจอธิบายง่ายๆ ขึ้นกับทัศนคติ มุมมองและอีกหลายปัจจัย หนึ่งในเรื่องจริงที่ควรทราบคือคนอเมริกันส่วนหนึ่งเป็นพวกนิยม White Supremacy เรื่องที่คนผิวขาวบางกลุ่มเห็นว่าพวกตนเท่านั้นที่เป็นผู้ปกครองอันชอบธรรมของประเทศ มีอภิสิทธิ์เหนือชนกลุ่มน้อย ชนเชื้อสายอื่นๆ แม้เป็นพลเมืองอเมริกันเหมือนกัน เป็นความชอบธรรมที่คนผิวขาวใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ส่วนคนผิวสีต้องเป็นเบี้ยล่าง เป็นผู้รับใช้ คนขาวจะต้องได้รับการยกย่องจากชนเชื้อชาติอื่นๆ พวกที่นิยม White Supremacy ส่วนใหญ่เทคะแนนให้พรรครีพับลิกัน เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ ดำเนินต่อเนื่องมาเนิ่นนานแล้ว

            จึงเป็นคำถามว่าคนอเมริกัน (จำนวนหนึ่ง) มีความเป็นประชาธิปไตยมากเพียงไร คำว่าประชาธิปไตย “ในมุมมองของพวกเขา” เป็นอย่างไรกันแน่ ดูเหมือนว่าไม่เสมอภาค ไม่เท่าเทียม

            อาจตีความต่อว่าไม่แปลกที่คนเหล่านี้สนับสนุนทรัมป์อย่างแข็งขัน แม้ทรัมป์ถูกตีตราว่าไม่ยึดมั่นประชาธิปไตย การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐไม่ใช่เรื่องทัศนคติส่วนบุคคลแต่เป็นโครงสร้างสังคมที่ยึดถือในคนกลุ่มก้อนใหญ่

          ประการที่ 3 นักการเมืองผู้สร้างความแตกแยก

            ผลวิจัยของ Associated Press-NORC Center for Public Affairs Research ระบุว่าการแตกแยกทางการเมืองการแบ่งขั้วของอเมริกานับวันจะร้ายแรง ไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาชาติ แทนที่นักการเมืองจะช่วยกันกลับซ้ำเติมสร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชน

            แดรอน อเซโมกลู (Daron Acemoglu) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันแสดงความเห็นว่าปัญหาที่สะสมหมักหมมมานานทำให้คนอเมริกันจำนวนมากไม่เชื่อถือนักการเมือง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ได้รับเลือก รัฐบาลทรัมป์พยายามเอาใจคนอเมริกันกลุ่มนี้ด้วยการออกนโยบายต่อต้านคนผิวสี ต่อต้านคนต่างด้าวอพยพเข้าเมือง ใช้กลยุทธ์สร้างความแตกแยกเพื่อชักนำคนฝ่ายหนึ่งมาสนับสนุนตนอย่างแข็งขัน แต่หลังบริหารประเทศไม่นานคนอเมริกันพบว่าทรัมป์บั่นทอนประชาธิปไตยอย่างมากเพราะมีแนวคิดต่อต้านเสรีนิยม ไม่สนใจต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน มีแนวคิดปกครองประเทศแบบอำนาจนิยม พยายามนำคนในครอบครัวมาบริหารประเทศ

            เจมส์ แมตทิส (James Mattis) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวว่าทรัมป์คือประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่พยายามรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว พยายามสร้างความแตกแยก รวมความแล้วตลอด 4 ปีของประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำประเทศเป็นผู้ปลุกกระแสความรุนแรง เกลียดชังอีกฝ่าย โหมกระพือ White Supremacy อเมริกาแบ่งแยกกว่าเดิม

          ประการที่ 4 ไม่จำต้องเป็นประชาธิปไตยแบบอเมริกา

            ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่มีข้อดี บางคนคิดว่าประชาธิปไตยที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน ความจริงแล้วคำว่าประชาธิปไตยมีความหมายหลายอย่าง ในเชิงอุดมการณ์หมายถึงการปกครองที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ประโยชน์ต้องตกแก่ประชาชนและเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืน ส่วนจะเป็นรูปแบบใดนั้นแต่ละประเทศมีพัฒนาการของตนเอง รูปแบบประชาธิปไตยสหรัฐจึงแตกต่างจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฯลฯ

            การสรุปเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยแบบอเมริกาไม่ดี แต่หมายถึง “ความเหมาะสม” แต่ละประเทศมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทุกประเทศจะต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ดังที่นำเสนอแล้วว่ารูปแบบการปกครองประชาธิปไตยของสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฯลฯ ล้วนแตกต่างกัน

            ผลวิจัยของ Associated Press-NORC Center for Public Affairs Research ตอกย้ำความไม่พอใจต่อระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกาจากคนอเมริกันเอง ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐพยายามชูธงการปกครองของตนและชี้ว่าตนเป็นผู้นำโลกเสรี ส่งออกประชาธิปไตย

            ประเด็นหนึ่งที่น่าคิดคือ ในขณะที่นักการเมืองทุกพรรคพูดสนับสนุนประชาธิปไตย ส่งเสริมให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแต่ผลลัพธ์ออกมาตรงข้าม

23 กรกฎาคม 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9747 วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566)

------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประชาธิปไตยโลกถดถอยไม่หยุด อำนาจนิยมเข้มแข็ง

ประชาธิปไตยในแต่ละประเทศมีขึ้นมีลง โดยรวมแล้วเสรีภาพโลกถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ฝ่ายอำนาจนิยมเข้มแข็งขึ้น แต่ประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้นก็มี

บรรณานุกรม :

1. Americans are widely pessimistic about democracy in the United States, an AP-NORC poll finds. (2023, July 14). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/poll-democracy-partisanship-trump-biden-trust-221f2b4f6cf9805f766c9a8395b9539d

2. AP-NORC Center for Public Affairs Research. (2023, June 14). Most adults feel the interests of people like them are not well represented. Retrieved from https://apnorc.org/projects/most-adults-feel-the-interests-of-people-like-them-are-not-well-represented-2/



18 เดือนกับตลก 3 ช่าของเซเลนสกี

ควรสรุปว่าอนาคตยูเครนไม่อยู่ในมือของคนยูเครนอีกต่อไป ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลเซเลนสกีตัดสินใจทำสงครามแทนยอมรับข้อเสนอวางตัวเป็นกลางของรัสเซีย

รัสเซียรุกรานยูเครนถูกหรือผิด :

            ตามกฎหมายระหว่างประเทศ “การใช้กำลังจะถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อใช้เพื่อป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และ/หรือคณะมนตรีความมั่นคงรับรองการใช้กำลังดังกล่าว” เห็นชัดว่ารัสเซียละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ในอีกมุมอาจวิพากษ์ว่ารัฐบาลเซเลนสกี “อ่อนต่อโลก” ไม่เข้าใจ “หลักชิงลงมือก่อน”

            ย้อนหลังเมื่อมิถุนายน 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) เอ่ยถึงหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) ว่ายุทธศาสตร์ป้องปรามและปิดล้อมที่ใช้ในยุคสงครามเย็นไม่เหมาะสมอีกแล้วหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 “ถ้าเรารอให้ภัยคุกคามก่อตัวเต็มที่ เรารอนานเกินไป เราต้องสู้กับศัตรู ทำลายแผนและเผชิญหน้าภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดก่อนที่ภัยคุกคามจะปะทุออกมา”

            สหรัฐตั้งใจโจมตีข้าศึกที่แสดงท่าทีคุกคามก่อนที่พวกเขาลงมือจริง ไม่รอให้ถูกโจมตีก่อนจึงโต้กลับ ด้วยความคิดที่ว่าตนมีสิทธิ์และความชอบธรรมที่จะชิงโจมตีประเทศใดๆ เพื่อปกป้องตนเองล่วงหน้า ความชอบธรรมนี้อยู่เหนือกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าเป็นภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัวแล้ว (imminent threat) ไม่รอการรับรองจากสหประชาชาติ โดยเฉพาะหากผู้ก่อการร้ายคิดโจมตีด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction : WMD)

            รัฐบาลบุชใช้หลักนิยม ชิงลงมือก่อนเมื่อทำสงครามกับอิรัก อ้างว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนสะสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงจำนวนมากรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้ WMD กับประชาชนตนเอง (ใช้อาวุธเคมี) อาจมอบอาวุธนิวเคลียร์แก่ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐ เป็นภัยคุกคามจวนตัว ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าความจริงแล้วอิรักไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐอ้างข้อมูลเท็จเพื่อรุกรานอิรัก

            เหตุผลหนึ่งที่รัสเซียบุกยูเครนคือสร้างรัฐกันชน (buffer state) เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของรัสเซียที่มีมาช้านาน เฉพาะกรณียูเครนฝ่ายรัสเซียพูดหลายปีแล้วว่าเป็นเส้นต้องห้าม (red line) ห้ามยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ขอให้วางตัวเป็นกลาง การที่รัฐบาลปูตินส่งกองทัพเข้ายูเครนเป็นการทำตามเส้นต้องห้ามที่ประกาศนานหลายปีแล้ว ให้โลกรับรู้ว่ารัสเซียจะทำอย่างไรหากถูกข่มขู่คุกคามคิดทำลายประเทศตน

            รัสเซียบุกยูเครนละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อโต้แย้งคือการบุกเข้าไปเป็นการป้องกันตัวเอง เป็นแนวทางเดียวกับที่หลายประเทศใช้

กองทัพรัสเซียอ่อนแอยูเครนชนะได้ :

            ข้อนี้อาจเป็นอีกปัจจัยที่เซเลนสกีโดนปั่นหัวให้เชื่อตามนั้น จึงกล้าทำสงครามกับรัสเซีย

            ธันวาคม 2022 เจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนกล่าวต่อรัฐสภาว่ายูเครนมีขีดความสามารถยึดไครเมียคืน และน่าจะสำเร็จก่อนสิงหาคม 2023 François Hollande ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเชื่อว่ายูเครนจะชนะเช่นกัน กองทัพรัสเซียที่ล่าถอยบางครั้งเป็นหลักฐานให้คิดเช่นนั้น

            รายงาน Freedom in the World 2023 จาก Freedom House ความตอนหนึ่งระบุว่าผลจากการที่รัฐบาลปูตินเต็มด้วยการคอร์รัปชันกองทัพจึงอ่อนแอ แม้สองทศวรรษที่ผ่านมาใช้งบประมาณหลายแสนล้านดอลลาร์พัฒนากองทัพให้ทันสมัย กองทัพรัสเซียจึงขาดอาวุธ ขาดแม้กระทั่งอาหารเวชภัณฑ์ ยังใช้แผนที่กับอาวุธสมัยเป็นสหภาพโซเวียต ปูตินพูดว่ากองทัพรัสเซียทัดเทียมนาโตและเหนือกว่ายูเครนเป็นการโอ้อวดเกินจริง

            ศึกยูเครนผ่านมา 18 เดือนแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาประธานาธิบดีเซเลนสกีร้องขออาวุธกระสุนต่อเนื่อง ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาชาตินาโตประกาศว่าได้ทำตามสัญญาส่งมอบอาวุธที่รับปากยูเครนถึง 98% แล้ว รวมทั้งรถถังประจัญบาน Leopard ระบบขีปนาวุธ Patriot ปีที่แล้ว (2022) นาโตส่งมอบรถถังรัสเซียหลายร้อยคันแก่ยูเครน เช่น T-72 กับ M-55Ss (ปรับปรุงจาก T-55) ล่าสุดกำลังเตรียมเครื่องบินรบ F-16

            มีข่าวว่าชาติสมาชิกนาโตบางประเทศให้จนกระสุนเกือบหมดคลัง อาวุธบางชนิดเหลือน้อยเต็มที

            ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้รัสเซียค่อยๆ รุกกินดินแดนแต่ที่สุดฝ่ายใดแพ้ชนะต้องติดตามต่อไป

สมรภูมิปกป้องยุโรป :

            ถ้าจะบอกว่าอียูไม่คิดว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามจะดูแปลกเพราะประกาศว่ารัสเซียศัตรูอย่างเปิดเผย ร่วมมือภายใต้นาโตต่อต้านรัสเซีย แต่ในอีกด้านมีข้อมูลขัดแย้ง หลายปีแล้วที่นาโตตกลงว่าสมาชิกจะต้องตั้งงบประมาณกลาโหมอย่างน้อย 2% ของจีดีพี แต่สมัยรัฐบาลแมร์เคิล (ชุดที่แล้ว) ตั้งงบกลาโหมเพียง 1.2% ปี 2022 สมาชิกส่วนใหญ่ตั้งงบกลาโหมเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงเป้า 2% มีเพียง 7 ใน 30 ประเทศเท่านั้นที่เข้าเป้า

            มีข้อมูลมากมายชี้ว่ากองทัพเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศสไม่พร้อมรบ เครื่องบินรถถังที่ใช้งานได้จริงน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้มาก กระสุนที่มีอยู่ใช้ได้เพียงไม่กี่วัน เป็นหลักฐานสำคัญชี้ว่าแต่เดิมฝ่ายยุโรปไม่คิดว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามจึงไม่เตรียมกองทัพใหญ่โต

            ย้อนหลังรัฐบาลเยอรมันชุดก่อน พฤษภาคม 2017 อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีในขณะนั้นเอ่ยถึงนโยบายต่างประเทศว่า “ห้วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิงได้สิ้นสุดลงแล้ว” ประโยคดังกล่าวไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดแต่ทุกคนรู้ว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแสยุโรปตะวันตกที่ต้องการเป็นอิสระ ไม่ถึงขั้นแยกตัวออกจากนาโตแต่หวังเป็นมิตรกับรัสเซียซึ่งหมายถึงยุโรปที่มีสันติภาพ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ยุโรปอยู่กึ่งกลาง 2 มหาอำนาจที่ต่อสู้แข่งขันกัน รัฐบาลทรัมป์ในสมัยนั้นต่อต้านท่าทีอียูเป็นอิสระอย่างหนักถึงกับขู่ว่าจะสลายนาโต

            หลายสิบปีแล้วที่รัสเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่สู่ยุโรป มีระบบท่อส่งหลายท่อผ่านยุโรป เฉพาะ Nord Stream เป็นท่อจากรัสเซียเข้าเยอรมนีโดยตรง คำถามที่พูดกันเสมอคือหากรัสเซียปิดท่อก๊าซจะส่งผลต่อคนเยอรมันหลายสิบล้านคนอย่างไร ในอดีตอาจตอบว่าเยอรมนีนำเข้าจากหลายประเทศ เมื่อมาถึงสมัยแมร์เคิลนำเข้าจากรัสเซียมากกว่าครึ่งและทำท่าจะเพิ่มขึ้นอีก คำถามนี้จึงมีน้ำหนัก

            ข้อโต้แย้งคือเพราะเยอรมนี (กับยุโรป) เป็นลูกค้ารายใหญ่ รัสเซียจึงไม่ผลีผลามทำอะไรที่ทำให้ยุโรปรู้สึกไม่ปลอดภัย ด้วยการมีระบบเศรษฐกิจร่วมกัน เป็นคู่ค้ารายใหญ่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ จึงมุ่งอยู่ร่วมกันโดยสันติ

            โครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 อันเป็นโครงการใหม่สมัยรัฐบาลแมร์เคิลเป็นหลักฐานในตัวเองว่ารัฐบาลเยอรมนีชุดก่อนเห็นว่านโยบายพลังงานเหมาะสมดีแล้ว ไม่คิดว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามอย่างที่รัฐบาลสหรัฐกล่าวอ้าง

            ถ้ารัสเซียไม่คิดรุกรานยุโรป ยูเครนจะเป็นแค่เหยื่อที่ถูกหลอกใช้ให้ทำศึกกับมหาอำนาจรัสเซีย ต้นปี 2023 ซอรัน มีลาโนวิช (Zoran Milanovic) ประธานาธิบดีโครเอเชียกล่าวว่า “วอชิงตันกับนาโตกำลังทำสงครามตัวแทน (proxy war) โดยอาศัยยูเครน”

            ผลคือประเทศเต็มด้วยบาดแผลสงคราม ร่องรอยของกระสุนนานาชนิด ระเบิด ขีปนาวุธของสารพัดประเทศ เป็นสมรภูมิทดสอบสารพัดอาวุธเก่าใหม่ นับวันประเทศจะกลายเป็นเศษซาก ระบบเศรษฐกิจย่อยยับไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาบูรณะอีกกี่สิบปี บาดเจ็บล้มตายเป็นแสน เดือนกุมภาพันธ์ UN ร้องขอรับบริจาค 5,600 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อหาอาหาร สิ่งของบรรเทาทุกข์แก่คนยูเครน 15.3 ล้านคน และอีก 4 ล้านกว่าคนที่ลี้ภัยในต่างแดน ถึงกระนั้นรัฐบาลเซเลนสกียืนยันสู้ต่อไปเพื่อปกป้องเสรีประชาธิปไตยยุโรป

            วันนี้ยูเครนยังรบได้เพราะอาวุธกระสุน งบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐกับพวกโดยแท้ (การรบจะยุติทันทีถ้าไม่รับการสนับสนุน) ควรสรุปว่าอนาคตยูเครนไม่อยู่ในมือของคนยูเครนอีกต่อไป ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลเซเลนสกีตัดสินใจทำสงครามแทนยอมรับข้อเสนอวางตัวเป็นกลางของรัสเซีย

16 กรกฎาคม 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9740 วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566)

---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ภายใต้คำประกาศขอยืนหยัดสู้เคียงข้างยูเครน นาโตรวมตัวเข้มแข็ง มีคำถามว่ายูเครนจะชนะศึกได้อย่างไร กำลังสู้ศึกเพื่ออนาคตลูกหลานใคร
อีกหลายปีข้างหน้าเมื่อหวนมองสงครามยูเครนน่าจะได้คำตอบว่าเป็นเพียงฉากหนึ่งของการช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจ เหมือนนิยายเรื่องเก่าที่นำมาแสดงใหม่ สหรัฐกับรัสเซียยังคงอยู่ส่วนยูเครนกลายเป็นซาก

บรรณานุกรม :

1. Freedom House. (2023, March). Freedom in the World 2023: Marking 50 Years in the Struggle for Democracy. Retrieved from https://freedomhouse.org/sites/default/files/2023-03/FIW_2023_50Years_DigitalPDF.pdf

2. Global food insecurity and famine from reduced crop, marine fishery and livestock production due to climate disruption from nuclear war soot injection. (2022, August 15). Nature. Retrieved from https://www.nature.com/articles/s43016-022-00573-0

3. Most NATO states ignoring spending target – Stoltenberg. (2023, March 22). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/573412-stoltenberg-nato-spending-ukraine/

4. Nato summit: Allies refuse to give Ukraine timeframe on joining. (2023, July 12). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-europe-66167616

5. Putin: Western predictions about the Russian economy have not materialised. (2023, January 16). TASS. Retrieved from https://english.pravda.ru/news/world/155404-west_russia_predictions/

6. The U.K. Is Giving Ukraine Hundreds Of Armored Vehicles. Russia Has A Plan For Wrecking Them. (2023, January 16). Forbes. Retrieved from https://www.forbes.com/sites/davidaxe/2023/01/16/the-uk-is-giving-ukraine-hundreds-of-armored-vehicles-russia-has-a-plan-for-wrecking-them/?sh=14db77e52800

7. Ukraine has received 98% of promised combat vehicles: NATO chief. (2023, April 27). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2023/4/27/ukraine-has-received-98-of-promised-combat-vehicles-nato-chief

8. Ukraine updates: UN seeks $5.6 billion in humanitarian aid. (2023, February 16). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/ukraine-updates-un-seeks-56-billion-in-humanitarian-aid/a-64704155

9. What happens in Crimea will determine Taiwan’s fate. (2023, June 15). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2023/06/what-happens-in-crimea-will-determine-taiwans-fate/

10. Zelensky: Ukrainian loss could force US to choose between ‘collapse of NATO’ or war. (2023, June 15). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/policy/international/4052645-zelensky-warns-ukrainian-loss-could-force-us-to-join-war/

-----------------------

หลักยุทธศาสตร์ความมั่นคงเยอรมนีในบริบทโลก

หลายปีต่อจากนี้เยอรมนีจะตั้งงบกลาโหมให้ได้เฉลี่ย 2% ของ GDP จำต้องปรับขึ้นมากเพื่อพัฒนากองทัพรับมือสถานการณ์ มีความรับผิดชอบต่อยุโรปและโลก 

มิถุนายน 2023 รัฐบาลโอลาฟ โชลซ์ (Olaf Scholz) ออกยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับแรกในชื่อ National Security Strategy 2023 ไม่น่าจะถูกต้องถ้าบอกว่าเยอรมนีไม่เคยมียุทธศาสตร์ เพียงแต่ครั้งนี้ตั้งชุดทำงานใหม่ ฉบับที่นำเสนอต่อสาธารณะมีสาระสำคัญดังนี้

เยอรมนีในบริบทยุโรปและโลก :

เยอรมนีมองความมั่นคงในกรอบกว้างครอบคลุมทุกด้าน ปกป้องสงคราม เหตุรุนแรง อยู่อย่างเสรีในระเบียบเสรีประชาธิปไตยของพวกเรา ปกป้องทรัพยากรต่างๆ ที่จำต้องมีซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยความพยายามของทั้งสังคม รัฐบาลมุ่งมั่นให้อยู่ในสถานการณ์เช่นว่านี้ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับแรกนำเสนอภัยคุกคามภายนอกเป็นหลักโดยตระหนักว่าความมั่นคงภายนอกกับภายในแยกกันไม่ออก มั่นใจว่าจะสามารถรักษาความมั่นคงได้ ปกป้องทั้งตัวเองกับพันธมิตร สังคมกับเศรษฐกิจจะต้องยืดหยุ่นปรับตัวและเข้มแข็งเพื่อเสริมสร้างสันติภาพโลกที่ยุโรปเป็นหนึ่งเดียว สร้างระเบียบโลกเสรีที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติ อธิปไตยของแต่ละประเทศเท่าเทียม ต้านการคุกคาม การใช้กำลัง ปกป้องสิทธิของทุกหมู่เหล่าที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง ยึดสิทธิมนุษยชนสากล ให้มั่นใจว่าสามารถรักษาได้ตลอดไป

คุณค่ากับผลประโยชน์ของเรา :

สังคมของเราตั้งอยู่บนรากฐานคุณค่าที่เรายึดถือ จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องปกป้องและทำให้เข้มแข็ง เป็นวัตถุประสงค์แห่งรัฐ เกี่ยวข้องกับอนาคตทุกคน ความเป็นประชาธิปไตย หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิการใช้ชีวิต เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การทำงานสื่อ การรวมกลุ่ม การนับถือความเชื่อศาสนา สิทธิความเท่าเทียม การที่แต่ละคนจะพัฒนา

ผลประโยชน์ความมั่นคงสัมพันธ์กับที่ตั้งภูมิศาสตร์ การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปกับนาโต การมองไปต่างแดน ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสังคม และความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติของเรา ผลประโยชน์เหล่านี้สัมพันธ์กับคุณค่าที่เรายึดถือโดยตรง 

แยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ 

- ปกป้องประชาชน อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของเรา สหภาพยุโรปและพันธมิตร

- ปกป้องเสรีประชาธิปไตย

- เสริมสร้างขีดความสามารถของสหภาพยุโรป และให้รวมตัวเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับฝรั่งเศส

- กระชับพันธมิตรสองฝั่งแอตแลนติก อันตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจกับสหรัฐ

- รักษาการอยู่ดีกินดี สังคมสมานฉันท์ ด้วยการปกป้องเศรษฐกิจสังคม

- สนับสนุนระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และสิทธิมนุษยชนสากล 

- ค้ำจุนสันติภาพเสถียรภาพทั่วโลก เป็นผู้นำประชาธิปไตย หลักนิติธรรม การพัฒนามนุษย์ 

- สนับสนุนการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน จำกัดวิกฤตการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ดูแลจัดการผลกระทบ มีอาหารกับน้ำใช้อย่างพอเพียง ดูแลสุขภาพประชาชน

- รักษาระเบียบการเงินเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วยการมีเส้นทางการค้าเสรี การขนส่งพลังงานกับวัตถุดิบต่างๆ

บริบทความมั่นคง :

บริบทความมั่นคงโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเป็นพหุภาคีมากขึ้น เสถียรภาพลดลง การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง ปัจจุบันรัสเซียเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสุดของยุโรป-แอตแลนติก รุกรานยูเครนละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง ละเมิดระเบียบความมั่นคงยุโรป หวังทำลายอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสันติ การรุกรานยูเครนจึงเป็นการคุกคามความมั่นคงยุโรป คุกคามนาโตโดยตรง ตอกย้ำภัยคุกคามนิวเคลียร์ บั่นทอนสังคมประชาธิปไตยยุโรป บั่นทอนอียู นาโต กฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน 

เยอรมนีเฝ้าสังเกตความเป็นปรปักษ์และการแข่งขันช่วงชิงที่แรงขึ้นในไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนพยายามปรับเปลี่ยนระเบียบโลก มีอิทธิพลต่อภูมิภาค เพิ่มความตึงเครียด สิทธิมนุษชนถูกบั่นทอน จีนใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจเพื่อเป้าหมายทางการเมือง ในขณะเดียวกันจีนเป็นหุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้จำต้องร่วมมือกันสู้กับความท้าทายที่โลกเผชิญ 

เยอรมนียังเป็นเป้าก่อการร้าย พวกสุดโต่งที่กลับมาจากเขตวิกฤตอาจก่อเหตุ แม้ที่ผ่านมาสามารถปราบปรามได้มากแต่พวกนี้ยังอยู่และประสานกับเครือข่ายพวกเขาทั้งโลก ยังคงระดมเงิน หาผู้สนับสนุน พร้อมก่อเหตุอีก ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศช่วยให้สามารถลงมือเพียงลำพัง การป้องกันท้าทายกว่าเดิม นอกจากนี้เกิดความสุดโต่งรูปแบบใหม่ๆ พวกนี้มาพร้อมกับทฤษฎีสมคบคิด บ้างต่อต้านยิว เป็นภัยต่อความมั่นคง อาวุธซื้อหาง่ายมีผลต่อความมั่นคงยุโรปและทั่วโลก รัสเซียมีส่วนสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนั้น 

การแพร่กระจายนิวเคลียร์เป็นอีกประเด็นสำคัญ เกาหลีเหนือยังคงสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มเติม พัฒนาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธต่อเนื่อง อิหร่านอยากมีอาวุธนิวเคลียร์ ขัดขวางการฟื้นข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action of 2015

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นทุกที ข้อตกลงการค้าหลายอย่างยุติธรรมกว่าอดีต อย่างไรก็ตามบางประเทศทำให้เศรษฐกิจเสรีเสื่อมเพราะใช้อิทธิพลหวังผลตามวาระที่ต้องการ ช่วงชิงแข่งขันอย่างรุนแรงในสถาบันเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ สร้างสถาบันคู่ขนานพร้อมกฎเกณฑ์ตน หวังกัดเซาะกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่เปิดกว้างและยุติธรรม

โรคระบาดโควิด-19 กับรัสเซียรุกรานยูเครนนำให้ประเทศที่พึ่งพารัสเซียวิกฤตทันที ต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ การแข่งขันทางเทคโนโลยีทำให้ยากจะเข้าถึง ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาตัวเอง โครงสร้างพื้นฐานสำคัญตกเป็นเป้าและถูกแทรกแซง ทะเลทั้งผิวน้ำกับใต้น้ำมีความสำคัญทั้งแง่การชนส่งกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นในยุคดิจิทัล บ่อนทำลายรัฐบาล สังคม เป็นการโจมตีแบบใหม่ที่กระทำต่อทุกที่ ยากรู้ตัวผู้กระทำ เป็นภัยต่อบริษัทเอกชน หน่วยงานราชการ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หน่วยการข่าวต่างชาติลงทุนพัฒนาต่อเนื่องหวังสืบข้อมูลเยอรมนี ปฏิบัติการลับ พวกจารชนเล่นงานนักการเมืองกับหน่วยงานรัฐ โครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัยต่างๆ 

การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญ ต้นเหตุความแห้งแล้ง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพกับทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิอากาศรุนแรงขึ้นและเกิดถี่ทำลายสิ่งต่างๆ ส่งผลต่อเศรษฐกิจ วิถีชีวิต ขยายความไม่เท่าเทียม

การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ รวมความแล้วต้องจัดการให้ได้รับผลกระทบน้อยสุด มีความยั่งยืน มีความมั่นคงทางอาหารและลดการพึ่งพาให้เหลือน้อยสุด

ปัจจัยที่ทำให้คนขาดความเชื่อมั่นรัฐบาล ได้แก่ ความยากจนหิวโหย ผลกระทบจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ การทำลายสิ่งแวดล้อม ความไม่มั่นคง สังคมอยู่ยาก กลัวอนาคต คนไม่เห็นทางที่จะพัฒนาตนเอง หากรัฐบาลอ่อนแอจะยิ่งไม่สามารถให้บริการ ไม่สามารถแก้ปัญหาประชาชน ความไม่เท่าเทียมเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้ผู้คนอพยพย้ายถิ่น กระทบความมั่นคงประเทศทั้งประเทศต้นทางกับปลายทาง 

การป้องปรามด้วยนิวเคลียร์ยังเป็นเรื่องสำคัญ มีประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศทั้งนาโตกับยุโรป เยอรมนีจะสนับสนุน Nuclear sharing ต่อไป (ข้อตกลงความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ของนาโต สหรัฐประจำการนิวเคลียร์ในประเทศพันธมิตรนาโตฝั่งยุโรป รวมทั้งเยอรมนี) เพื่อรักษาสันติภาพ ไม่ถูกข่มขู่ด้วยนิวเคลียร์ เน้นการเจรจามากกว่ามุ่งใช้กำลัง มีจุดยืนว่าไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะในสงครามนี้ จึงไม่ควรปล่อยให้เกิดสงครามนิวเคลียร์

หลายปีต่อจากนี้เยอรมนีจะตั้งงบกลาโหมให้ได้เฉลี่ย 2% ของ GDP จำต้องปรับขึ้นมากเพื่อพัฒนากองทัพรับมือสถานการณ์

9 กรกฎาคม 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9733 วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566)

--------------------

บรรณานุกรม :

Federal Republic of Germany. (2023, June). National Security Strategy 2023. Retrieved from https://www.nationalesicherheitsstrategie.de/National-Security-Strategy-EN.pdf


โอกาสที่รัสเซียจะกดปุ่มนิวเคลียร์จากศึกยูเครน

แม้สถานการณ์สุ่มเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์ หากคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลรัฐบาลที่รับผิดชอบพลเมืองย่อมไม่ปล่อยให้เกิดหายนะ ไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม

Patricia Lewis จาก International Security Programme นำเสนอว่าเมื่อกองทัพรัสเซียบุกยูเครน ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประกาศพร้อม “ตอบโต้ (นาโต) ทันที” ด้วยอาวุธนิวเคลียร์หากเข้ามาแทรกแซง จะกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยอ่านเจอมาก่อน ไม่กี่วันต่อมาปูตินสั่งกองกำลังนิวเคลียร์เตรียมพร้อม บางคนชี้ว่ารัสเซียพร้อมกดปุ่มนิวเคลียร์ก่อน

6 เดือนต่อมารัสเซียเคลื่อนกองกำลังนิวเคลียร์อีก ยกระดับความพร้อมขึ้นอีกและเรียกทหารกองหนุน 300,000 นาย เตรียมผนวกดินแดนยูเครนเพิ่มเติม เรื่องนี้นักวิเคราะห์กังวลว่ารัสเซียกำลังปรับแผนใช้นิวเคลียร์ให้ง่ายขึ้นคือไม่ใช่เฉพาะกรณีประเทศเสี่ยงล้มหายตายจากเท่านั้น อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามตีความผิดต่างฝ่ายต่างพร้อมยิงนิวเคลียร์

สมัยสงครามเย็นใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดหายนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย (mutually assured destruction: MAD) ต่างระวังไม่ให้เกิดสงครามใหญ่ เพราะมีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถทำลายอีกฝ่ายให้ย่อยยับ ปัจจุบันความสามารถในการป้องปรามเป็นที่สงสัยว่าสามารถทนต่อการโจมตีด้วยไซเบอร์หรือไม่ สูญเสียการบังคับอาวุธหรือผิดพลาด

ท่ามกลางศึกยูเครนตึงเครียดและส่อว่าจะรุนแรงขยายวง กุมภาพันธ์ 2023 ประธานาธิบดีปูตินประกาศระงับ (suspension) ข้อตกลงจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ New START ด้วยเหตุผลว่ารัสเซียขอตรวจสอบให้มั่นใจว่าปลอดภัยไม่ถูกคุกคามเหมือนอย่างเช่นตอนนี้ ผลคือรัสเซียอาจเพิ่มอาวุธนิวเคลียร์ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สหรัฐเข้าตรวจสอบ ไม่จำต้องรายงานอาวุธที่ถือครอง อีกทั้งอาจมีผลต่อสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty : CTBT) สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty : NPT)

การระงับ (suspension) New START ชี้ว่ารัสเซียยกระดับความพร้อมนิวเคลียร์อีกขั้น  

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายตีความว่ารัสเซียจะใช้นิวเคลียร์กับยูเครนเท่านั้น ไม่ใช้กับชาติสมาชิกนาโตเพราะจะหมายถึงสงครามโลก การใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical nuclear weapon) กับยูเครนจึงมีความเป็นไปได้มากสุด แต่เป็นไปได้ว่าท้ายที่สุดรัสเซียอาจใช้นิวเคลียร์กับนาโต เพราะชาติสมาชิกนาโตเคยพูดทำนองว่าจะใช้กับรัสเซีย ปูตินจึงโต้กลับว่าประเทศตนมีนิวเคลียร์ที่ทันสมัยกว่าและพร้อมใช้ปกป้องมาตุภูมิ ปกป้องคนของตน นี่ไม่ใช่คำขู่ 

หากรัสเซียเคลื่อนไหวสหรัฐจะจับได้ทันที จะเตรียมตอบโต้ทันควันรวมถึงชิงโจมตีทำลายฐานนิวเคลียร์รัสเซียก่อน เป็นฉากทัศน์ที่สุ่มเสี่ยงไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคลื่อนทัพนิวเคลียร์ เป้าที่จะถูกโจมตีมีเป็นร้อย

ควรเข้าใจว่าหากยูเครนโดนนิวเคลียร์ รังสีกับฝุ่นนิวเคลียร์จะกระทบประเทศอื่นๆ แถบนั้นด้วย คำถามตามมาคือนาโตจะตอบสนองอย่างไร บางคนคิดว่านาโตจะส่งกองทัพโจมตีรัสเซีย บางคนคิดว่าจะโต้กลับด้วยนิวเคลียร์ที่มีราว 150 ลูกในเบลเยียม เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อิตาลีและตุรเคีย ไม่นับอังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐ กรณีเช่นนี้ย่อมหมายถึงสงครามนิวเคลียร์ซึ่งยากจะเกิด ทุกประเทศต่างระมัดระวังไม่ให้ไปถึงจุดนั้น

ยูเครนมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 15 เตามีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 50% ที่ใช้ทั้งประเทศ ทั้งหมดอยู่ใต้การดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) มีอันตรายน้อยกว่าหากเตาเสียหายปล่อยรังสีออกมา ที่ผ่านมาเมื่อรัสเซียยึดได้จะปิดเครื่องช่วยด้านความปลอดภัย

รัสเซียติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่เบลารุสแล้ว :

กลางเดือนมิถุนายน 2023 ขีปนาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีชุดแรกเดินทางถึงประเทศเบลารุส ตามแผนที่ประกาศเมื่อ 3 เดือนก่อน ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่ามีมากกว่านี้และจะส่งมอบทั้งหมดอย่างช้าไม่เกินสิ้นปี ด้าน Antony Blinken รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐชี้ว่าแผนนิวเคลียร์ของตนยังคงเดิม ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ ว่ารัสเซียเตรียมใช้อาวุธนิเคลียร์ เช่นเดียวกับที่รัสเซียชี้แจงว่ายังไม่คิดใช้ตอนนี้ การติดตั้งที่เบลารุสเป็นไปตามขั้นตอนปกป้องรัสเซีย

ระยะยิงขีปนาวุธ Iskander นอกจากครอบคลุมยูเครนเกือบทั้งหมดแล้ว พื้นที่โปแลนด์ นอร์เวย์ ฮังการี โรมาเนียยังตกเป็นเป้าหมาย หัวรบรัสเซียอาจแรงร้อยกิโลตันเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์ฮิโรชิมาขนาด 15-40 กิโลตัน

การติดตั้งขีปนาวุธนี้ในเบลารุสเพิ่มช่องทางโจมตีอีกหนึ่ง ความจริงแล้วรัสเซียสามารถใช้นิวเคลียร์ผ่านเครื่องบินทิ้งระเบิด เรือรบในย่านบอลติกกับทะเลดำ น่าจะเป็นเหตุที่นาโตระบุว่าการติดตั้งขีปนาวุธไม่เปลี่ยนสถานการณ์นิวเคลียร์

Sergei A. Karaganov จาก Russian Council on Foreign and Defense Policy มีความเห็นอีกด้านว่าที่สุดแล้วรัสเซียอาจชิงลงมือใช้นิวเคลียร์ก่อน ด้วยเหตุผลดังนี้

ประการแรก จะเล่นงานรัสเซียไม่เลิกแม้รัสเซียชนะศึกยูเครน

ไม่ว่าจะยึดครองยูเครนบางส่วนหรือทั้งหมดรัฐบาลชาติตะวันตกจะเล่นงานรัสเซียไม่เลิก กระแสข่าวหนาหูคือโปแลนด์จะรบรัสเซียเป็นรายต่อไป

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจะไม่หยุดรบ ควรเข้าใจด้วยว่าชาติตะวันตกไม่ได้ตั้งรับแต่เป็นฝ่ายรุกและจะรุกจนกว่ารัฐบาลปูตินแพ้ ยูเครนถูกใช้เพื่อจุดชนวนการรบเท่านั้น 

ไม่กี่วันก่อนประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวว่า ถ้ายูเครนแพ้รัสเซียแม้จะไม่เพียงยึดยูเครนเท่านั้น แต่จะทำสงครามต่อกับประเทศในกลุ่มบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย) ทำสงครามกับโปแลนด์ ทำสงครามกับสมาชิกนาโต ผลคือสหรัฐต้องเลือกระหว่างล้มนาโต (เพื่อเลี่ยงกฎบัตรนาโตที่ต้องปกป้องสมาชิก) หรือเข้าทำสงคราม 

ยูเครนไม่ได้รุกรานรัสเซียๆ ต่างหากที่รุกรานชาติอารยะ

รวมความแล้วแนวคิดนี้ชี้ว่าสงครามกับรัสเซียจะดำเนินต่อเนื่องอีกหลายปี ไม่จบง่ายๆ เพราะไม่มีฝ่ายใดยอมแพ้ ผลประโยชน์ที่ได้มาหรือสูญเสียมากเกินกว่าจะยอมแพ้

เมื่อสงครามยืดเยื้อยาวนานถึงจุดหนึ่งเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียที่ยอดสะสมเพิ่มมากขึ้นทุกทีทั้งชีวิตทรัพย์สิน รัสเซียจำต้องตัดสินใจใช้นิวเคลียร์ แม้ต้องถูกประณามก็ตาม

ใกล้ 8 ทศวรรษแล้วที่ชาติตะวันตกห่างจากสงครามโลก คนรุ่นใหม่ไม่เข้าถึงความโหดร้ายของสงคราม เป็นไปได้ว่าชาวตะวันตกปัจจุบันอาจเห็นด้วยกับสงครามใหญ่ สื่อโซเชียล การปลุกปั่นอาจสร้างความรักชาติอย่างบ้าคลั่งจนอยากให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ทำลายรัสเซีย แผนใช้นิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้ง ความกระหายที่จะรักษาความเป็นเจ้าอาจชักนำให้ชนชั้นปกครองเลือกใช้อาวุธนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ และพวกเขารู้ว่ารัสเซียอาจชิงลงมือก่อน

Sergei A. Karaganov อธิบายต่อว่าถ้าเขาเป็นจีน เขาอยากให้ศึกที่รบกับรัสเซียยืดเยื้อออกไปเช่นกัน เป็นโอกาสจีนจะเข้มแข็งเติบโตกว่านี้ กองกำลังนิวเคลียร์จีนตอนนี้ยังอ่อนแอมาก ถ้ารัสเซียใช้นิวเคลียร์กับยุโรป จีนอาจแอบดีใจที่ยุโรปถดถอยอ่อนแอลงหลายสิบปีซึ่งหมายถึงขั้วสหรัฐอ่อนแอลงด้วย

ประการที่ 2 อาจมีแผนใช้ dirty bomb 

เรื่อง dirty bomb เป็นอีกแนวคิดที่ชี้ว่าว่ารัสเซียอาจใช้ระเบิดดังกล่าวเพราะกำลังพ่ายศึก ข้อมูลบางชิ้นระบุว่าแผนของรัสเซียคือสร้างสถานการณ์ว่ายูเครนใช้ dirty bomb รัสเซียจึงโต้ด้วยนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (tactical nuclear) ด้านรัฐบาลรัสเซียพูดตรงข้ามว่ายูเครนต่างหากที่เตรียมจะใช้ dirty bomb ทั้ง 2 ฝ่ายต่างปฏิเสธเตรียมใช้ระเบิดดังกล่าว (dirty bomb คือระเบิดชนิดหนึ่งที่บรรจุสารกัมมันตรังสี ทำให้พื้นที่ๆ ที่รังสีแผ่ถึงอยู่อาศัยไม่ได้)

แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันสุ่มเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์มาก รัสเซียติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่เบลารุส ประธานาธิบดีปูตินประกาศระงับข้อตกลง New START หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ไม่ว่าฝ่ายใดยิงก่อนจะเป็นหายนะโลก กระทบประชากรโลกหลายพันล้านคนอีกหลายสิบปี หากคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลรัฐบาลที่รับผิดชอบพลเมืองย่อมไม่ปล่อยให้หายนะไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม อย่างน้อยพวกผู้มีอำนาจน่าจะอยากเสวยสุขต่อไปมากกว่าอยู่ในโลกหลังสงครามนิวเคลียร์ 

2 กรกฎาคม 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9726 วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566)

-----------------------

ภาพ : ขีปนาวุธ Iskander

เครดิตภาพ : https://missilethreat.csis.org/missile/ss-26-2/#jp-carousel-5592



บรรณานุกรม :

1. How likely is the use of nuclear weapons by Russia? (2023, June 22). Chatham House. Retrieved from https://www.chathamhouse.org/2022/03/how-likely-use-nuclear-weapons-russia

2. Kremlin not to revive New START discussions unless Washington takes heed of its concerns. (2023, February 28). TASS. Retrieved from https://tass.com/politics/1582423

3. Major European cities in range of Putin’s nuclear weapons once moved to Belarus - MAPPED. (2023, June 18). Express. Retrieved from https://www.express.co.uk/news/world/1781421/putin-nuclear-weapons-belarus-lukashenko

4. Nuclear stability for all put at risk by Putin's speech. (2023, February 22). Chatham House.org. Retrieved from https://www.chathamhouse.org/2023/02/nuclear-stability-all-put-risk-putins-speech

5. Putin confidant warns of preemptive nuclear strike. (2023, June 17). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2023/06/putin-confidant-warns-of-preemptive-nuclear-strike/

6. Russia has sent first tactical nuclear weapons to Belarus, Putin confirms. (2023, June 17). The National News. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/world/europe/2023/06/16/russia-has-sent-first-tactical-nuclear-weapons-to-belarus-putin-confirms/

7. Russia’s ‘dirty bomb’ claim lights the nuclear fuse. (2022, October 25). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2022/10/russias-dirty-bomb-claim-lights-the-nuclear-fuse/

8. Zelensky: Ukrainian loss could force US to choose between ‘collapse of NATO’ or war. (2023, June 15). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/policy/international/4052645-zelensky-warns-ukrainian-loss-could-force-us-to-join-war/

-----------------------