การถดถอยของเสรีประชาธิปไตย

นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยอมรับมากขึ้นแล้วว่าระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก (Western liberal democracy) ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมควร ลัทธิอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน
 
ทรัมป์ทำตัวเยี่ยงเผด็จการ :
บทความ Liberal Democracy Is Under Attack จากสื่อ Spiegel Online ของประเทศเยอรมันวิพากษ์โจมตีประธานาธิบดีทรัมป์ว่าแม้มาจากการเลือกตั้ง แต่เรียกร้องอำนาจเบ็ดเสร็จ (absolute power) นึกว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมายและทำอะไรก็ได้ในเวทีโลก
ล่าสุดรัฐบาลทรัมป์นำประเทศถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council) ให้เหตุผลว่าองค์กรนี้เต็มไปด้วยอคติทางการเมือง ประเทศที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนกลายเป็นแพะรับบาป จึงขาดความน่าเชื่อถือ
เป็นพฤติกรรมล่าสุดที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวออกจากความร่วมมือพหุภาคี หลังถอนตัวออกจากข้อตกลงแก้ไขปัญหาโลกร้อน Paris climate accord ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ฉีกข้อตกลง NAFTA ขึ้นภาษีสินค้าหลายตัวที่สวนทางหลักองค์การค้าโลก ด้วยเหตุผลบรรทัดสุดท้ายว่าขัดผลประโยชน์สหรัฐกับพันธมิตร
ประเทศเสรีประชาธิปไตยย่อมส่งเสริมสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลสหรัฐทำตัวแตกต่างสวนทางประเทศอื่นๆ ที่ประชาธิปไตยพัฒนามากแล้ว มีหลักฐานปรากฏทั้งของเก่าของใหม่มากมาย
ที่ต้องบันทึกไว้คือการถอนตัวครั้งนี้ทั้งพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทไม่คัดค้าน

            ถ้ามองภาพรวม ผู้นำรัฐบาลหลายประเทศไม่แตกต่างจากทรัมป์ (หรือทรัมป์ไม่แตกต่างจากพวกเขา) ต้องการควบคุมทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ ศาลและสื่อ ต้องการควบคุมอนาคต ดูเหมือนว่าความเป็นประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 21 กำลังถดถอยเข้าสู่ลัทธิอำนาจนิยม (authoritarianism)

ระบอบประชาธิปไตยกำลังเข้าสู่วิกฤตร้ายแรง :
รายงานของ Freedom House ปี 2017 ให้ข้อสรุปว่าระบอบประชาธิปไตยกำลังเข้าสู่วิกฤตร้ายแรง กระบวนการเลือกตั้ง เสรีภาพสื่อและกระบวนการยุติธรรมถูกคุกคาม
            รายงานดัชนีประชาธิปไตย 2016 (Democracy Index 2016) จาก Economist Intelligence Unit ศึกษาประชาธิปไตย 165 ประเทศกับอีก 2 ดินแดน คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.52 จากคะแนนเต็ม 10
ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้น ไม่ว่าจะที่สหรัฐ ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น มีลักษณะตรงกันคือประชาชนกว่าครึ่งไม่เชื่อถือรัฐบาล พรรคการเมือง โดยเฉพาะไม่เชื่อถือนักการเมือง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักเสรีประชาธิปไตยจะพร่ำสอนว่าระบอบนี้สร้างความรุ่งเรืองมั่งคั่งมั่นคง คำถามคือทำไมระบอบที่นำความรุ่งเรืองไม่คงอยู่แต่กลับถดถอย ทำไมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่สามารถต้านอำนาจนิยมที่เพิ่มขึ้นๆ (การถดถอยของประชาธิปไตยสู่อำนาจนิยมเป็นกระบวนการกินเวลาหลายสิบปี ผ่านหลายรัฐบาล หลายพรรคการเมือง)

พรรคการเมืองกับนักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ควรนำมาอธิบายการถดถอย หลายประเทศในยุโรปที่ทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับขวาต่างไม่อาจสร้างผลงานให้พลเมืองไว้ใจ เป็นที่โจษจันว่าทุจริตคอร์รัปชัน และเป็นที่มาของการทุจริตคอร์รัปชันด้วย (ไม่ต่อต้านจริงจัง)
บรรดาพรรคการเมือง นักการเมืองทุกคนต่างประกาศว่าจะต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน แต่ทุกอย่างเป็นดังที่เห็นหรือร่ำลือกันอยู่
ชาวบ้านสามัญชนเป็นเพียงไม้ประดับของพรรค ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งผ่านรัฐบาลหลายชุด ประชาชนสัมผัสความแปลกแยกระหว่างพรรคการเมืองกับตน แม้ว่านักการเมืองจะพยายามแสดงตัวทำเพื่อประชาชน แต่ลึกๆ แล้วชาวบ้านไม่คิดเช่นนั้น
เป็นเหตุให้ในระยะหลังพรรคการเมืองประเภทสุดโต่งสุดขั้วได้รับความนิยม นโยบายสำคัญๆ หลายข้อของพรรคสุดโต่งเหล่านี้ขัดแย้งกับลัทธิเสรีประชาธิปไตย ไม่ว่าที่ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ สเปน ฯลฯ

สมควรที่จะกล่าวว่าพรรคการเมืองกับนักการเมืองที่ไม่ทำหน้าที่ของตนคือสาเหตุสำคัญบั่นทอนประชาธิปไตย ไม่ใช่จากภัยสงคราม ภัยคอมมิวนิสต์ เป็นตลกร้ายที่สถาบันพรรคการเมืองอันเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือตัวทำลายประชาธิปไตยเสียเอง

อำนาจนิยมกลับเจริญรุ่งเรือง :
นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยกจีนเป็นตัวอย่างที่นับวันประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ สังคมมั่นคงมั่งคั่ง ชักจูงให้ประเทศอื่นๆ เลียนแบบ
            มีข้อมูลว่านับจากปี 2013 เมื่อสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ในขณะนั้นเศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว 5 ปีผ่านไปเศรษฐกิจโตขึ้นอีกร้อยละ 50 ค่าแรงเพิ่มขึ้น 10 เท่าใน 3 ปี ครัวเรือนมีเงินเก็บออมเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ คนยากจนที่สุดมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
จึงไม่แปลกที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนแก้รัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอยู่ในตำแหน่งตลอดชีวิต  ทุกวันนี้หลายคนเคารพประธานาธิบดีสีเยี่ยงจักรพรรดิ

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าหากผู้ปกครองมีคุณธรรมเรียกว่า ราชาธิปไตย” (Monarchy) อริสโตเติลให้นิยามว่าเป็นการปกครองภายใต้กษัตริย์จอมปราชญ์หรือราชาปราชญ์ (philosopher-king) แต่หากเป็นกษัตริย์หรือผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จกดขี่ข่มเหงราษฎรจะเรียกกว่า ทุชนาธิปไตยหรือ ทรราช” (Tyranny) ตัวอย่างเช่น ฮิตเลอร์ในสมัยนาซี
            อย่างไรก็ตาม การเติบใหญ่ของเศรษฐกิจจีนมาจากหลายปัจจัย เป็นประเด็นถกเถียงว่าอำนาจนิยมแบบจีนยั่งยืนเพียงไร นอกจากนี้ไม่ควรหยิบยกจีนเป็นตัวอย่างเพียงกรณีเดียว ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นอำนาจนิยมที่อยู่ได้ด้วยทรัพยากรน้ำมัน สังคมวัฒนธรรมเกื้อหนุน รัสเซียในยุคปูตินที่ครองอำนาจยาวนานฟื้นฟูประเทศจากมหาอำนาจที่เกือบล่มจมให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง พลเมืองมีกินมีใช้ดีกว่าก่อน
แต่อีกหลายสิบประเทศในอเมริกาใต้ แอฟริกา เอเชียเป็นอำนาจนิยมที่ล้มเหลว ดังนั้น อำนาจนิยมมีทั้งล้มเหลวกับประสบความสำเร็จ ไม่ต่างจากประชาธิปไตยมีทั้งประสบความสำเร็จกับล้มเหลว ตัวระบอบเองจึงไม่ใช่คำตอบเสมอไป อยู่ที่บริบทด้วยว่าประเทศนั้นๆ เหมาะสมกับระบอบใดมากที่สุด
            ผู้ปกครองที่เข้าใจจึงต้องตัดสินใจเลือกร่วมกับประชาชน
            รัฐบาลบางประเทศจำต้องมีความเป็นอำนาจนิยมมากขึ้น หรืออาจต้องเป็นแบบจีนที่ผ่อนคลายความเป็นอำนาจนิยม ขยายสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน
            หมดยุคแล้วที่เอ่ยว่าระบอบเสรีประชาธิปไตยดีที่สุด เหตุเพราะดีจริงตามทฤษฎีแต่หากปฏิบัติไม่ได้จะกลายเป็นอำนาจนิยมแอบแฝง ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในคนกลุ่มน้อย เลือกตั้งอีกกี่ครั้งกี่รอบก็เหมือนเดิม ได้นักการเมืองหน้าใหม่หรือเก่าก็ไม่แตกต่าง ดังที่กล่าวแล้วว่าหลายประเทศในยุโรปที่ผ่านการต่อสู้ปฏิวัติประชาธิปไตย ผ่านการปกครองด้วยระบอบนี้อย่างยาวนานบัดนี้หันไปเลือกพรรคสุดโต่ง

สัญญาณบ่งบอกประชาธิปไตยเทียมเท็จ :
            หลายประเทศยึดระบอบประชาธิปไตยแค่เปลือกหรือเทียมเท็จ มีลักษณะดังนี้
            1.ขาดกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วม องค์กรของภาคประชาชนอ่อนแอ
            การมีส่วนร่วมของประชาชนมาจากหลายสาเหตุ การขาดกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นหลักฐานว่าไม่เห็นความสำคัญต่อบทบาทประชาชน
            ประเทศอาจมีองค์กรภาคประชาชนจำนวนไม่น้อย แต่อ่อนแอขาดพลัง รัฐบาลไม่รับฟังความคิดเห็นและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง นอกจากนี้บางประเทศมีองค์กรภาคประชาชนทั้งระดับท้องถิ่นกับระดับประเทศที่ชนชั้นปกครองจัดตั้งหรือครอบงำแต่บอกว่าเป็นของประชาชน
            2.ปัญหาใหญ่น้อยเป็นหน้าที่ของรัฐ
            ประชาชนได้แค่สะท้อนปัญหา รัฐบาลบอกว่ารับฟังแต่กีดกันไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาหรือมีส่วนร่วมแต่น้อย (ผู้เข้าร่วมอาจเป็นกลุ่มประชาชน กลุ่มพลังที่ชนชั้นปกครองจัดตั้ง) ได้แต่เดินตามทางแนวทางที่รัฐบาลกำหนด
            3.สถาบันการเมืองต่างๆ เช่น พรรคการเมือง อยู่ใต้อำนาจของชนชั้นปกครอง
            พรรคการเมืองมีระบบฟังเสียงประชาชน มีเวทีให้สมาชิกเสนอความเห็น บางพรรคบางประเทศมีการถกเถียงอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน แต่ที่สุดแล้วนโยบายพรรค การตัดสินใจของพรรคอยู่ในกลุ่มวงในไม่กี่คน
            4.การต่อสู้ทางการเมือง คือ การต่อสู้ของชนชั้นปกครอง
            การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจการเมืองอาจเข้มข้น แต่อยู่ในแวดวงของนักการเมือง ผู้มีบารมีระดับท้องถิ่นกับประเทศ พ่อค้านักธุรกิจบริษัทใหญ่ ข้าราชการระดับสูง รวมความแล้วคืออยู่ในแวดวงชนชั้นปกครอง เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองเป็นหลัก
            สรุป ลักษณะของประชาธิปไตยจอมปลอมดูได้จาก 3 เรื่องสำคัญ ข้อแรกคือประชาชนไม่ค่อยมีส่วนร่วม ถูกกีดกัน ข้อ 2-3 อำนาจปกครองและผลประโยชน์อยู่ในมือของชนชั้นปกครองเป็นหลัก

            ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเผด็จการหรือไม่ควรเป็นประเด็นถกเถียงต่อไป ผู้นำอย่างทรัมป์อาจเป็นเพียงแค่คนหนึ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ควรชื่นชมสหรัฐว่าพลเมืองของเขาอีกมาก หลายภาคส่วนของเขายังมีความเป็นประชาธิปไตยสูง ที่สรุปได้แน่นอนคือความเป็นประชาธิปไตยถดถอยในหลายประเทศรวมทั้งบรรดาประเทศที่เคยได้รับการยกย่องว่ามีความเป็นประชาธิปไตยอย่างน่าชมเชย
            ประชาธิปไตยที่ถดถอยหรืออำนาจนิยม “ที่เป็นภัย” มีอย่างหนึ่งตรงกันคือ ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ทุกอย่างเป็นของเพื่อนพ้องน้องพี่ ยึดความเป็นพวกมากกว่าหลักการ ที่ใดระบบอุปถัมภ์เบ่งบานที่นั่นผลประโยชน์ตกอยู่ในมือคนส่วนน้อย
หลักการกระจายอำนาจไม่ทำงาน สถาบันปกครองสำคัญๆ ไม่เป็นที่พึ่งอีกต่อไป
24 มิถุนายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7897 วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2561)

----------------------

บรรณานุกรม :
1. China Moves to Let Xi Stay in Power by Abolishing Term Limit. (2018, February 25). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/02/25/world/asia/china-xi-jinping.html
2. China sets stage for Xi to stay in office indefinitely. (2018, February 25). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-china-politics/china-sets-stage-for-xi-to-stay-in-office-indefinitely-idUSKCN1G906W
3. Diamond, Larry., Gunther, Richard (Eds.). (2001). Political Parties and Democracy. Maryland: The Johns Hopkins University Press.
4. Grigsby, Ellen. (2012). Analyzing Politics: An Introduction to Political Science (5 Ed.). USA: Wadsworth.
5. Liberal Democracy Is Under Attack. (2018, June 13). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/trump-putin-and-co-liberal-democracy-is-under-attack-a-1212691.html
6. Runciman, David. (2018). How Democracy Ends. UK: Profile Books.
7. Russian Foreign Ministry comments on US exit from US Human Rights Council. (2018, June 20). TASS. Retrieved from http://tass.com/politics/1010291
8. The Economist Intelligence Unit. (2017, January). Democracy Index 2016 Revenge of the “deplorables”. Retrieved from http://felipesahagun.es/wp-content/uploads/2017/01/Democracy-Index-2016.pdf
9. Trump Administration Withdraws U.S. From U.N. Human Rights Council. (2018, June 19). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/06/19/us/politics/trump-israel-palestinians-human-rights.html
10. United Nations Human Rights Council. (2018). Welcome to the Human Rights Council. Retrieved from https://www.ohchr.org/EN/HRBodies/HRC/Pages/AboutCouncil.aspx
11. US pulls out of UN Human Rights Council. (2018, June 19). The Hill. Retrieved from http://thehill.com/policy/international/393086-us-pulls-out-of-un-human-rights-council
-----------------------------

ความกังวลต่อการริเริ่มแถบและเส้นทางของจีน

แผนพัฒนาใดๆ ของจีนสามารถตีความว่ากำลังบั่นทอนผลประโยชน์ของอีกฝ่าย แต่อาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า เพิ่มโอกาสเพิ่มทางเลือก สำคัญว่าสุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่
มีผู้วิพากษ์ว่าแนวคิดหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road) หรือการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เป็นยุทธศาสตร์ครองโลกของจีน รายงาน Harbored Ambitions: How China’s Port Investments Are Strategically Reshaping the Indo-Pacific มุ่งประเด็น เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road) หรือส่วน One Belt ที่เชื่อมต่อจากมหาสมุทรแปซิฟิกจรดแอตแลนติก เชื่อมทวีปเอเชีย ยุโรปและแอฟริกา
            รายงานนำเสนอว่าจีนพร่ำเอ่ยว่าเป็นนโยบายที่ต่างได้ประโยชน์ (win-win) แต่ในอีกมุมอิทธิพลของจีนขยายตัวในกลุ่มประเทศที่เส้นทางสายไหมผ่าน ท่าเรือประเทศต่างๆ ที่จีนช่วยสร้างช่วยพัฒนานำมาซึ่งกองทัพเรือจีนด้วย เกิดคำถามว่าอะไรที่จีนต้องการจริงๆ
            นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป้าหมายคือต่อต้านอิทธิพลสหรัฐคล้าย Marshall Plan หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐใช้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรปเพื่อดึงเป็นพันธมิตรต่อต้านอิทธิพลโซเวียต ปิดล้อมฝ่ายสังคมนิยม ห้ามยุโรปตะวันตกติดต่อค้าขายกับฝ่ายสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ภายใต้คำขวัญว่า “อเมริกาช่วยยุโรปบูรณะประเทศ” ที่ลึกกว่านั้นคือถ่ายถอดวัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิตแบบอเมริกัน หวังว่าชาวยุโรป จะรับเอาวิถีอเมริกันซึ่งสหรัฐเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

Robert R. Bianchi จาก University of Chicago คิดว่า “เส้นทางสายไหมใหม่เป็นหัวหอกนโยบายสร้างความเป็นมหาอำนาจของจีน” ยุทธศาสตร์นี้เอื้อให้จีนเจาะเข้าประเทศต่างๆ อย่างอิหร่าน ตุรกี อินโดนีเซียและอีกประเทศ รวมเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงติดต่อ อีกปัญหาที่จะตามคือสร้างความไม่เทียมกัน เพราะบางคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ประโยชน์
            จีนจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อสังคมวัฒนธรรมของประเทศเหล่านี้  ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การบงการของชนชั้นปกครองจีน ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลทรัมป์โจมตีจีนพยายามเป็นเจ้าในเอเชีย
ด้าน Hua Chunying รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศโต้ว่า “จีนยืนยันมานานแล้วไม่คิดเป็นเจ้า (hegemony) หรือขยายอำนาจ (expansion) ผมไม่แน่ใจว่าสหรัฐเป็นเช่นนี้ด้วย”

วิพากษ์ Harbored Ambitions :
            ประเด็นแรก มองว่าทุกอย่างที่เป็นจีนคือของรัฐบาลจีน
            รายงานนำเสนอราวกับว่าทุกอย่างที่เป็นจีนคือของรัฐบาลจีน ไม่ว่าท่าเรือนั้นตั้งอยู่ ณ ประเทศใด รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ร่วมทุนหรือไม่ บริษัทเอกชนหลายพันหลายหมื่นแห่งประกอบกิจการด้วย รวมทั้งบริษัทของอเมริกา ยุโรป ฯลฯ
            ตามแผนการริเริ่มแถบและเส้นทางจะสัมพันธ์กับ 68 ประเทศ ประชากร 4,400 ล้านคน ในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลางและยุโรป มีคำถามว่าประเทศเหล่านี้ บริษัทเอกชนของนานาประเทศ คืออาณานิคมของจีน ตกอยู่ใต้การบงการของจีนหรือ

            ประการที่ 2 มองข้ามผลประโยชน์ที่นานาชาติได้รับ
            ท่าเรือ เส้นทางเดินเรือ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นหลายประเทศใช้ประโยชน์ บริษัทเอกชนนับพันนับหมื่นได้ประโยชน์ ส่วนใหญ่คือบริษัทเอกชนนานาชาติ
            มีการยกเหตุผลว่าการพัฒนาตามแนวคิดหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะเป็นเหตุให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความจริง แต่ละเลยว่าเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลประเทศเหล่านั้น กู้เงินต่างชาติเพื่อลงทุน หากจะพูดให้ครบควรเอ่ยว่าแต่เดิมประเทศเหล่านี้เป็นหนี้ชาติตะวันตก ญี่ปุ่น ไอเอ็มเอฟ ฯลฯ จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าจะกังวลเรื่องหนี้สาธารณะควรเริ่มต้นด้วยการลดหนี้เดิมด้วย
            นักวิชาการบางคนชี้ว่าแนวคิดหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางมีเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติจีนเป็นหลัก สวนทางกับที่พยายามพูดว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน (win-win) ควรเข้าใจว่าทุกประเทศเป็นเช่นนี้ บางคนมองเรื่องความเท่าเทียม การพิจารณาว่าฝ่ายใดหาประโยชน์เกินเลยเป็นประเด็นที่ต้องถกต่อไป ที่สำคัญคือต่างฝ่ายต่างยินยอม คนที่ลงทุนมากกว่าควรได้รับผลประโยชน์เท่ากับคนที่ลงทุนน้อยหรือไม่

            ถ้าจะวิพากษ์ หลักอเมริกาเท่านั้นต้องมาก่อน (be only America first) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย ภาษีสินค้านำเข้า การรับผู้อพยพลี้ภัย นโยบายต่างประเทศจะต้องตั้งอยู่บนบนประโยชน์ของคนอเมริกัน รัฐบาลทรัมป์จึงฉีกข้อตกลงนาฟตา (NAFTA) ออกจากข้อตกลงแก้ไขภาวะโลกร้อน และอีกหลายข้อตกลงโดยใช้คำว่า “ขอปรับแก้ใหม่” เพื่อให้เป็นธรรม
            จะดีกว่าหรือไม่ หากได้จีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แทนอยู่ภายใต้กรอบทางเลือกเดิมๆ

            ภายใต้แนวคิดข้างต้น ถ้าการลงทุนจากจีนและต่างชาติเป็นภัย ควรจะตำหนิรัฐบาลตัวเองและประชาชนก่อนดีไหม เพราะไม่สามารถพัฒนาประเทศให้ร่ำรวยเจริญก้าวหน้า ต้องอาศัยเงินทุนต่างชาติ ปล่อยให้ต่างชาติ บริษัทต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ (การนำเสนอเช่นนี้กำลังปฏิเสธเรื่องเสรีนิยม การค้าเสรี)

          ประการที่ 3 มุ่งโจมตีการก้าวขึ้นมาของจีน
การริเริ่มแถบและเส้นทางมุ่งส่งเสริมการค้าการลงทุน เอื้อให้คนมีงานทำ อยู่ดีกินดี ไม่แตกต่างจากการสร้างท่าเรือ ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทั่วไป แต่รายงาน Harbored Ambitions พยายามเสนอให้เข้าใจว่าเป็นภัยต่อนานาชาติ คุกคามประเทศที่รับการลงทุน
            การก้าวขึ้นมาของจีนในเวทีโลกเพิ่มขยายอิทธิพลแน่นอน แต่เป็นประเด็นถกเถียงว่าแบบใดดีกว่าระหว่างให้ประเทศเดิมๆ คงอิทธิพลต่อไป หรือควรเพิ่มจีนเพื่อช่วยถ่วงดุล
ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ รายงานฉบับนี้เผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐยืนยันคงบทบาทในเอเชียแปซิฟิกต่อไป พูดถึงคุณความดีของตนที่แสดงบทบาทในภูมิภาคนี้ สอดคล้องกับเนื้อหาของ Harbored Ambitions ที่พยายามสรุปว่าบทบาทอิทธิพลของสหรัฐคือความดีงาม เป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าการลงทุน การเมือง การทหาร

ถ้าคิดว่าหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นแผนร้ายก็ควรจะตีความว่าจีนเลียนแบบประเทศอื่นๆ ที่ทำมาแล้วนับร้อยนับพันปี
            เพื่อให้มองรอบด้าน อาจเริ่มต้นด้วยการทบทวนประวัติศาสตร์ว่านับจากศตวรรษที่ 16 จนถึงทศวรรษ 1930 ชาติยุโรปได้ขยายอาณานิคมอย่างกว้างไกลจนครอบคลุมทั่วโลก อาณานิคมเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากร แรงงานราคาถูก เป็นตลาดสินค้า ทำให้ยุโรปพัฒนาและเติบโตตามลำดับ หากปราศจากยุคจักรวรรดินิยม ยุโรปไม่เจริญเท่าทุกวันนี้
            เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าสู่สงครามเย็น สหรัฐดำเนินนโยบายช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับความสูญเสียอันเนื่องจากสงครามตาม Marshall Plan ที่นำเสนอข้างต้น
            ส่วนในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา นอกจากประเด็นภัยคอมมิวนิสต์แล้ว สหรัฐให้ความช่วยเหลือด้วยหวังว่าจะนำทิศเศรษฐกิจของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการเมือง การศึกษา วัฒนธรรมด้วย ประเทศเหล่านี้จึงดำเนินนโยบาย “พัฒนาแบบตะวันตก”

ถ้ามองในแง่ร้าย จีนเพิ่งจะเริ่มต้นส่วนมหาอำนาจอื่นทำมานานแล้ว หรืออาจกล่าวว่าจีนกำลังฟื้นฟูความยิ่งใหญ่อีกครั้ง การที่จีนเสริมสร้างกำลังรบทางทะเลเพื่อป้องกันเส้นทางเดินเรือ ไม่ต่างจากสหรัฐที่ย้ำว่าต้องรักษาเส้นทางเดินเรือเสรี ต่างกันที่กำลังรบอเมริกาเหนือกว่าจีนมาก แต่รัฐบาลสหรัฐมักชอบตีโพยตีพาย สร้างศัตรูให้น่ากลัวเกินจริง

          ประการที่ 4 อุปสรรคของจีนหรือเพียงแค่แก้ปัญหาภายใน
            ไม่ว่าจีนหวังจะเป็นมหาอำนาจหรือไม่ เมื่อชาติใดมั่งคั่งมั่นคงมากๆ ย่อมมีสิทธิถูกมองว่าคุกคามอีกประเทศหนึ่ง บั่นทอนผลประโยชน์ของเขา
            อย่างไรก็ตาม มีความเห็นแตกต่างกันทั้งกลุ่มที่เห็นว่าจีนจะก้าวขึ้นมาเทียบเคียงสหรัฐไม่ช้าก็เร็ว กับอีกพวกที่เห็นว่าจีนยากจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ
            กลุ่มที่เห็นว่าจีนยากจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจจะสรุปว่าอุปสรรคมาจากปัญหาภายในของจีนเอง โดยเฉพาะปัญหาคนสูงวัยที่จะเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเข้าใจผิดคิดว่าเศรษฐกิจจีนแข็งแกร่ง และอุดมการณ์การเมืองเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสู่จุดสูงสุด
เป็นข้อสรุปว่าจีนไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งภายในมากพอ จนกลายเป็นพลังให้เป็นมหาอำนาจโลก

ถ้ามองข้ามการเมืองระหว่างประเทศ ข้อมูลจาก The World Factbook ระบุว่าปัจจุบัน (กรกฎาคม 2017) จีนมีประชากรเกือบ 1,380 ล้านคน ความท้าทายของรัฐบาลจีนคือทำอย่างไรให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ซึ่งหมายถึงต้องมีการงานที่ดี การหางานในจีนนับวันจะยิ่งเป็นปัญหา เด็กจบใหม่มีความรู้การศึกษามากขึ้นต้องการงานที่เหมาะกับตน น่าคิดว่าการออกไปทำงานต่างประเทศ แม้กระทั่งไปตั้งรกรากต่างประเทศ เป็นทางออกหนึ่ง
            แน่นอนว่าจีนที่เศรษฐกิจเติบใหญ่ การเมืองภายในมั่งคง แม้กระทั่งความขยันขันแข็ง มีหัวการค้า ล้วนเอื้อให้จีนยิ่งใหญ่ ชนชั้นปกครองประเทศอื่นๆ กังวลใจที่อำนาจตนกำลังถูกบั่นทอนและสั่นคลอน
            นี่เป็นความจริง อีกหนึ่งความเป็นไปของสถานการณ์โลกปัจจุบัน
          ท้ายที่สุด คำถามที่น่าคิดคือระหว่างมี “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” กับไม่มีสิ่งนี้ในโลก อย่างใดเป็นประโยชน์ต่อสามัญชนคนธรรมมากกว่ากัน
17 มิถุนายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7890 วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2561)
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
จิบูตี ฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีนกับยุทธศาสตร์OBOR
ประเทศจิบูตีกลายเป็นที่ตั้งฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีน แสดงให้เห็นว่าจีนตั้งเป้าที่จะส่งกองเรือรบมาไกลถึงแอฟริกา ดูแลเส้นทางเดินเรือและพลเมืองของตนในแถบนี้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (OBOR) ที่จีนจะร่วมมือกับเอเชีย แอฟริกาและยุโรป ในอนาคตจะเห็นทหารจีนปรากฏตัวตลอดเส้นทางสายไหม บทบาททางทหารของจีนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อคิดจากขี้โรคแห่งเอเชีย
ชาวจีนปัจจุบันยังคงเรียนประวัติศาสตร์ในสมัยที่ถูกต่างชาติยึดเป็นอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคม เกิดคำว่าขี้โรคแห่งเอเชีย ชาวจีนถูกกดขี่ข่มเหง เสียชีวิตนับแสนนับล้าน ประวัติศาสตร์ไม่อาจแก้ไขแต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ หากผู้ปกครองกับผู้ใต้การปกครองต่างบทบาทหน้าที่อย่างถูกต้อง พัฒนาปรับปรุงสังคมให้เข้มแข็งอยู่เสมอ ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นเอกภาพ

บรรณานุกรม :
1. ‘Belt and Road’ spreading China’s power: academics. (2018, May 27). Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2018/05/27/2003693809
2. Central Intelligence Agency. (2018). China. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/ch.html
3. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
4. Guns and Butter: How China's Military Buildup Relates to Trade War With US. (2018, June 2). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/201806021065032275-trade-dispute-impact-on-beijing-military-buildup/
5. Jacques, Martin. (2009). When China Rules the World: The End of the Western World and the Birth of a New Global Order. USA: Penguin Press.
6. New Silk Road spearhead of China’s campaign to become great power on world stage: Bianchi. (2018, June 12). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/424363/New-Silk-Road-spearhead-of-China-s-campaign-to-become-great-power
7. Nolan, Mary. (2012). The Transatlantic Century: Europe and America, 1890-2010. UK: Cambridge University Press.
8. Pomfret, John. (2009). China Is Not Poised to Become the Next Superpower. In China (Introducing Issues With Opposing Viewpoints) (pp.89-95). USA: Greenhaven Press.
9. Ports in a storm ‘stealthily’ expand China’s naval presence. (2018, June 2). Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/article/ports-in-a-storm-stealthily-expand-chinas-naval-presence/
10. Ritzer, George. (2010). Globalization: A Basic. UK: John Wiley & Sons Ltd.
11. Thorne, Devin., Spevack, Ben. (2018, June 2). Harbored Ambitions: How China’s Port Investments Are Strategically Reshaping the Indo-Pacific. Center for Advanced Defense Studies (C4ADS). Retrieved from https://static1.squarespace.com/static/566ef8b4d8af107232d5358a/t/5ad5e20ef950b777a94b55c3/1523966489456/Harbored+Ambitions.pdf
-----------------------------

เจรจาสุดยอดทรัมป์กับคิม ไม่ซับซ้อนแต่ซับซ้อน (2)

ไม่ว่าผลการประชุมจะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมว่าความเป็นไปของคาบสมุทรเกาหลีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น
 
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คาดว่าการประชุมสุดยอดกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จ็องอึน (Kim Jong-un) 12 มิถุนายนนี้จะมีผลลัพธ์และน่าตื่นเต้น แต่ไม่น่าจะจบในการเจรจาเพียงรอบเดียว ยืนยันว่าเกาหลีเหนือต้องยกเลิกนิวเคลียร์ทั้งหมด รัฐบาลสหรัฐยินดีที่จะลงนามยุติสงครามเกาหลี มีความสัมพันธ์ปกติ (normalization) หากดำเนินตามข้อตกลงทุกอย่างจนเสร็จสมบูรณ์

ชัยชนะของระบอบเกาหลีเหนือ :
            ถ้ามองย้อนหลังปี 2016 เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางโรดอง (Rodong) มูซูดาน (Musudan) ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ (SLBM) ผ่านการทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์มาแล้วหลายครั้ง รัฐบาลโอบามาไม่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง
            เทียบกับกรณีซัดดัม ฮุสเซนถูกกล่าวโทษว่ามีระเบิดนิวเคลียร์และอาจส่งมอบให้ผู้ก่อการร้ายไปโจมตีอเมริกา พันธมิตรในตะวันออกกลาง ในกรณีเกาหลีเหนือรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมเอ่ยเรื่องทำนองนี้
            ต้นปี 2017 ผู้นำคิมประกาศพร้อมทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปในขั้นสุดท้าย จะทดลองยิงหลายครั้งและเป็นจริงตามนั้น กลางเดือนพฤษภาคม 2017 เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่ ฮวาซอง-12” (Hwasong-12) ระบุว่าเป็นขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์พิสัยกลางถึงไกล ด้าน The U.S. Pacific Command (PACOM) เห็นว่าไม่ใช่ขีปนาวุธพิสัยไกล ยังไม่คุกคามแผ่นดินใหญ่
            4 กรกฎาคม 2017 เกาหลีเหนือประกาศว่าประสบความสำเร็จในการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) “ฮวาซอง-14” (Hwasong-14) สามารถยิงไกลถึง 10,000 กิโลเมตรสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ เกาหลีใต้ชี้ว่าอาจมีพิสัยไกล 7,000-8,000 กิโลเมตร แต่ยังไม่สรุปว่าเป็นขีปนาวุธพิสัยไกลที่ใช้การได้จริง ด้านรัฐบาลทรัมป์ถือว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปแล้ว Rex W. Tillerson รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ (ในขณะนั้น) แถลงว่า การทดสอบ ICBM ยกระดับภัยคุกคามต่อสหรัฐกับพันธมิตรและหุ้นส่วน ต่อภูมิภาคและต่อโลก
             2 สัปดาห์ต่อมาเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป ฮวาซอง-14อีกครั้ง สื่อสหรัฐ สื่อตะวันตกประโคมข่าวความร้ายแรง ทั้งยั้งนำเสนอในเชิงว่าเกาหลีเหนือจะใช้นิวเคลียร์กับสหรัฐ ทั้งๆ ที่เกาหลีเหนือประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน

รายงานของหน่วยงานต่างๆ ในสหรัฐขัดแย้งกันเอง บ้างบอกว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์แล้ว บ้างบอกว่าไม่มี ในที่สุด Mike Pompeo ผู้อำนวยการ CIA ชี้แจงเมื่อสิงหาคม 2017 ว่าจนถึงบัดนี้รัฐบาลสหรัฐยังไม่คิดว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ จึงไม่ใช่ภัยคุกคามจวนตัว (imminent) ที่กังวลคือเกาหลีเหนือค่อยๆ พัฒนาจนใกล้สำเร็จแล้ว
            ปี 2017 จึงเป็นปีที่สับสน สังคมอเมริกันอยู่ภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือกับรัฐบาลตนเอง จนไม่แน่ใจว่าอะไรคืออะไร ข้อสรุปสุดท้ายจากรัฐบาลคือเกาหลีเหนือยังไม่มีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ แต่ต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ปล่อยไว้ไม่ได้
            หากมองย้อนหลัง 1-2 ปีจะได้คำตอบว่าหากรัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อข่มขู่ เรียกร้องให้เปิดเจรจา ควรนับว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในขั้นแรกแล้ว
            ขั้นต่อจากนี้คือการประกันความอยู่รอดของชนชั้นปกครอง

เกาเหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจริงแท้เพียงไร :
            ปลายเดือนกรกฎาคม 2017 หลังเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ ฮวาซอง-14ไปแล้ว 2 ลูก รัฐบาลรัสเซียประกาศว่า เกาหลีเหนือต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสามารถสร้างเป็น อาวุธ ชี้ว่าตัวขีปนาวุธใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ล้าสมัยมาก ต้องเสาะหาเครื่องมือชิ้นส่วนจากหลายแหล่ง และต้องใช้เวลาเตรียมการหลายเดือนกว่าจะพร้อมยิง
ต้นเดือนกันยายน 2017 ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่ารัฐบาลรัสเซียไม่ยอมรับว่าเกาหลีเหนือเป็นชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์
          คำถามเรื่องเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ มีขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์หรือยัง เป็นประเด็นที่สำคัญมาก มีผลต่อความเข้าใจการดำเนินโยบาย การตัดสินใจของประเทศต่างๆ
            มองจากมุมสหรัฐ หากเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ยิงถึงสหรัฐหรือใกล้จะมีแล้ว การเจรจาเพื่อทำลายอาวุธเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องดี แต่หากเกาหลีเหนือปั้นเรื่องเพื่อขู่ การเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนือในท้ายที่สุดอาจไม่ลงเอยด้วยสันติภาพ ทำไมสหรัฐต้องเสียประโยชน์จากคำขู่หลอกๆ

สู่สันติภาพได้จริงหรือ :
Paul Wolfowitz อดีตรมต.กลาโหมสหรัฐเห็นว่าการประกาศจะยกเลิกนิวเคลียร์เป็นคำพูดเดิมๆ ที่เกาหลีเหนือเคยละเมิดหลายรอบแล้ว ครั้งนี้คงไม่แตกต่าง ทั้งยังเห็นว่าการประชุมสุดยอดจะไม่ได้อะไร และควรพิจารณาเรื่องอาวุธทั่วไป (conventional weapons) การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย แนวคิดคือต้องทำให้เกาหลีเหนืออ่อนแอจนถึงที่สุด จนระบอบล่มสลาย ไม่ยอมรับฐานะรัฐอธิปไตยเกาหลีเหนือ เป็นตัวอย่างแนวคิดที่เห็นว่าสันติภาพคือทำลายศัตรู
Dan Smith ผู้อำนวยการ Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) เห็นว่าการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนืออาจประสบความสำเร็จ แต่ไม่ควรเล็งผลเลิศจนเกินไป เพราะผลการเจรจาอาจได้เพียงกรอบข้อตกลงกว้างๆ แล้วให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาต่อไป และท้ายที่สุดอาจตกลงกันไม่ได้ เพราะรัฐบาลสหรัฐไม่ได้คิดเรื่องคาบสมุทรปลอดนิวเคลียร์เท่านั้น
            จากข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏ เกิดคำถามว่า ท้ายที่สุดสันติภาพจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ หรือว่าเป็นแค่ “ระงับความตึงเครียดชั่วคราว” ที่ผ่านมารัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว รัฐบาลสหรัฐกับอีกหลายประเทศ องค์กรวิชาการหลายแห่งยอมรับว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน แต่ไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัด
รายงาน North Korea’s Nuclear Futures: Technology and Strategy เมื่อปี 2015 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด 10-16 ลูก เป็นระเบิดพลูโตเนียม 6-8 ลูก ยูเรเนียม 4-8 ลูก (weapons-grade uranium) อย่างไรก็ตามไม่ยืนยันข้อมูลนี้
รายงานของ Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ปี 2017 ประเมินว่าเกาหลีเหนือมี 10-20 หัวรบนิวเคลียร์

            หากข้อตกลงกำหนดให้เกาหลีเหนือต้องละทิ้งนิวเคลียร์ทั้งหมด จะเกิดคำถามใหญ่ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ทำตามนั้นจริงหรือไม่ สรุปว่ามีนิวเคลียร์กี่ลูก ทำลายแล้วกี่ลูก จะตรวจสอบอย่างไร ใครจะเป็นผู้ยืนยันการทำลาย ยืนยันว่าปลอดนิวเคลียร์จริง
            รัฐบาลสหรัฐจะยอมรับผลการตรวจสอบหรือไม่ กรณีอิหร่านเป็นตัวอย่างว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ยอมรับผลการตรวจสอบของ IAEA ซึ่งเป็นหน่วยงานสหประชาชาติ

            ไกลกว่าประเด็นนิวเคลียร์ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่ารัฐบาลสหรัฐสามารถ “หาเรื่อง” ได้เสมอ ต่อให้เกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์ ไร้ขีปนาวุธจริง ยังสามารถหาเหตุอื่นๆ เช่น สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย (ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐเคยกล่าวหาเรื่องนี้แต่ยกเลิกในเวลาต่อมา ในระยะหลังมีแนวคิดหยิบยกข้อกล่าวหานี้ขึ้นมาอีก) การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีหลักฐานมากมาย ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลคิม จึงต้องล้มล้างระบอบเกาหลีเหนือ และอื่นๆ สุดแต่สรรหา
            ความซับซ้อนของการเจรจาจึงอยู่ที่เรื่องเหล่านี้ด้วย อย่างไรเรียกว่าประกันความมั่นคงของรัฐบาลเกาหลีเหนือ
วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
เมื่อพิจารณาข้อมูลรอบด้าน เป็นไปได้ว่าผลการประชุมที่สิงคโปร์อาจได้เพียงข้อสรุปประกาศยุติสงครามเกาหลี ริเริ่มการเจรจาสันติภาพ โดยที่เกาหลีเหนือประกาศจุดยืนทำลายและยุติโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธข้ามทวีป แลกกับที่สหรัฐยอมรับการมีอยู่ของระบอบเกาหลีเหนือ คลายการคว่ำบาตร ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยชน โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะดำเนินอย่างเป็นขั้นเป็นตอนที่อาจกินเวลาเป็นปี ข้อตกลงจะคงอยู่หรือไม่จึงขึ้นกับความสำเร็จของกระบวนการที่ดำเนินเป็นขั้นๆ
            ในขณะที่สื่อทั่วโลกนำเสนอข่าวการเจรจาสันติภาพอย่างครึกโครม ไม่ว่าผลการผลประชุมจะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมว่าความเป็นไปของคาบสมุทรเกาหลีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น
            เกมคาบสมุทรเกาหลีเป็นเกมกระดานเล็กที่อยู่ในกระดานที่ใหญ่กว่า
10 มิถุนายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7883 วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2561)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
หากเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ สหรัฐพร้อมเลิกคุกคามเกาหลีเหนือ เป็นเงื่อนไขตรงไปตรงมา แต่ความเป็นไปของโลกไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เห็น

บรรณานุกรม :
1. Ability to strike more of U.S. feared as North Korean ICBM test splashes down off Hokkaido. (2017, July 29). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/07/29/national/north-korean-missile-lands-japans-exclusive-economic-zone-45-minute-flight/#.WXyeUBV97IU
2. Deal between Trump, Kim possible over denuclearization: SIPRI director. (2018, May 4). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2018/05/04/0401000000AEN20180504000200315.html
3. (News Focus) N. Korea seen closer to ICBM, boosted by new missile engine. (2017, May 15). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/05/15/0401000000AEN20170515007100315.html
4. Kim Jong-un Says North Korea Will Test a Long-Range Missile. (2017, January 1). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2017/01/01/world/asia/north-korea-intercontinental-ballistic-missile-test-kim-jong-un.html?_r=0
5. North Korea missile launch marks a direct challenge to Trump administration? (2017, July 4). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/national/north-korea-claims-successful-intercontinental-ballistic-missile-test-defying-international-condemnation/2017/07/04/4f804488-609c-11e7-8adc-fea80e32bf47_story.html
6. North Korea's New Intermediate-Range Ballistic Missile, the Hwasong-12: First Takeaways. (2017, May 15). The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2017/05/north-koreas-new-intermediate-range-ballistic-missile-the-hwasong-12-first-takeaways/
7. Nuclear war with N. Korea not ‘imminent’ – CIA chief. (2017, August 14). RT Retrieved from https://www.rt.com/news/399505-pompeo-zakharova-north-korea/
8. N. Korea claims successful launch of ICBM. (2017, July 4). The Korea Times. Retrieved from http://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2017/07/103_232404.html
9. N. Korea ‘years and years away’ from viable nuclear device – Russian Deputy FM. (2017, July 30). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/398024-north-korea-years-nuclear-device/
10. Pence Talks Tough on North Korea, but U.S. Stops Short of Drawing Red Line. (2017, April 17). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/04/17/world/asia/trump-north-korea-nuclear-us-talks.html?_r=0
11. Putin: Russia Does Not Recognize North Korea's Nuclear Status. (2017, September 6). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/world/201709061057127671-russia-korea-nuclear-status-putin/
12. Seoul confirms NK ICBM test. (2017, July 4). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20170705000213
13. Stockholm International Peace Research Institute. (2017). TRENDS IN WORLD NUCLEAR
FORCES, 2017. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2017-06/fs_1707_wnf.pdf
14. Trump: 'Don't have to prepare very much' for North Korea summit. (2018, June 7). The Hill. Retrieved from http://thehill.com/homenews/administration/391193-trump-dont-have-to-prepare-very-much-for-north-korea-summit
15. Trump: ‘We certainly would like to see normalization’ with North Korea. (2018, June 7). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/story/2018/06/07/trump-normalize-relations-north-korea-631545
16. U.S., China agree on draft North Korea sanctions resolution at U.N.: envoys. (2016, February 24). Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-northkorea-nuclear-un-idUSKCN0VX2T5
17. Wit, Joel S., & Sun, Young Ahn. (2015, April 8). North Korea’s Nuclear Futures: Technology and Strategy. US-Korea Institute at SAIS. Retrieved from http://38north.org/wp-content/uploads/2015/02/NKNF-NK-Nuclear-Futures-Wit-0215.pdf
18. Wolfowitz voices skepticism over N.K.'s seriousness about denuclearization. (2018, April 25). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2018/04/25/0401000000AEN20180425005800315.html
-----------------------------

เจรจาสุดยอดทรัมป์กับคิม ไม่ซับซ้อนแต่ซับซ้อน (1)

หากเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ สหรัฐพร้อมเลิกคุกคามเกาหลีเหนือ เป็นเงื่อนไขตรงไปตรงมา แต่ความเป็นไปของโลกไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เห็น
นับจากข่าวรัฐบาลเกาหลีใต้กับสหรัฐหารือสันติภาพระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 18 เมษายน จากนั้นมีรายงานข่าวต่อเนื่องเรื่อยมา ผู้นำ 6 ประเทศอันได้แก่ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่นและรัสเซียเดินทางไปมา มีการประชุมหารือต่อเนื่อง
            หลายคนคิดว่าจะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และหวังให้เป็นเช่นนั้น ตัวแปรสำคัญตามภาพที่ปรากฏคือผู้นำเกาหลีเหนือกับรัฐบาลสหรัฐ หากเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ รัฐบาลสหรัฐพร้อมจะเลิกคุกคามเกาหลีเหนือ เป็นเงื่อนไขตรงไปตรงมา ไม่น่าจะใช้เวลานาน แต่กว่าจะตกลงกำหนดวันประชุมได้มีอุปสรรค เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจกลับไปกลับมา

ความร่วมมือ 2 เกาหลี ปรารถนาสันติภาพ :
ผลการประชุมสุดยอด 2 ผู้นำเกาหลีเมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมาเป็นภาพแสดงให้เห็นว่า 2 เกาหลีจริงจังกับสันติภาพ ยกเลิกการแบ่งแยกและเผชิญหน้าแบบยุคสงครามเย็น เริ่มยุคสมานฉันท์ ประกาศว่าจะให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง ยุติสงครามเกาหลีเหนือที่เริ่มต้นตั้งแต่ 1950
อันที่จริงแล้วรัฐบาลเกาหลีเหนือแสดงท่าทีพร้อมถอดถอนอาวุธนิวเคลียร์มานาน ถ้าสหรัฐจะอยู่อย่างสันติด้วย
            ถ้ามองเหตุการณ์ระยะสั้นที่เกาหลีเหนือทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์ ทดลองยิงขีปนาวุธรุ่นใหม่ๆ วิวาทะระหว่างผู้นำคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) กับรัฐบาลสหรัฐอาจทำให้คิดว่าเกาหลีเหนือก้าวร้าว ต้องการความรุนแรง ความจริงแล้วฝ่ายเกาหลีเหนือพยายามยื่นเสนอสันติภาพ
            ยกตัวอย่าง ในสมัยผู้นำคิม จอง อิล (Kim Jong-il ) บิดาผู้นำคนปัจจุบันเคยเข้ากระบวนการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลบิล คลินตัน (Bill Clinton) ในเดือนสุดท้ายก่อนสิ้นวาระประธานาธิบดีคลินตันดูเหมือนทุกอย่างไปด้วยดี กำลังจะบรรลุข้อตกลง แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเป็นจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (George W. Bush) สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ บุชประกาศเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเทียบเท่าอิหร่านกับอิรัก กระบวนการเจรจาสันติภาพเป็นอันยุติโดยปริยาย นับวันมีหลักฐานชี้ว่ารัฐบาลบุชต้องการล้มล้างระบอบเกาหลีเหนือหลังล้มระบอบซัดดัม ฝ่ายเกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการเดินหน้าพัฒนาอาวุธ
            ในกรณีนี้จะเห็นว่าสันติภาพจะเกิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ขึ้นกับยุทธศาสตร์ที่วางไว้ รัฐบาลสหรัฐจะประกาศให้เป็นมิตรหรือศัตรูก็ได้ ส่วนเหตุผลสามารถ “สร้างขึ้น” ตามหลัง

            บุชมาจากพรรครีพับลิกัน ทรัมป์ก็เช่นกัน รีพับลิกันต้องการเป็นศัตรูกับเกาหลีเหนือ ทรัมป์แสดงออกชัดเจน
            ในบรรดาประเทศที่เกี่ยวข้อง เกาหลีใต้น่าจะเป็นประเทศที่ต้องการสันติภาพที่สุด
            รัฐบาลเกาหลีใต้ทุกชุดมีนโยบายสร้างสันติภาพ รวม 2 เกาหลีเข้าด้วยกัน เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของคนเกาหลี รัฐบาล Kim Dae-Jung เป็นตัวอย่างที่ดีประกาศนโยบาย Sunshine Policy แผนขั้นแรกคือเกาหลีเหนือต้องยุติการยั่วยุทางทหารทุกอย่าง ด้านเกาหลีใต้จะเลิกคิดรวบเกาหลีเหนือมาเป็นของเกาหลีใต้ ประกันความมั่นคงของเกาหลีเหนือ ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ
ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน (Moon Jae-in) กล่าวถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่ารัฐบาลสหรัฐตกลงกับเกาหลีใต้แล้วว่าหากคิดจะโจมตีเกาหลีเหนือต้องได้รับความเห็นชอบจากเกาหลีใต้ก่อน ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้วิธีการใดต้องหารือกับเกาหลีใต้และได้รับความเห็นชอบก่อนลงมือ ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดสงคราม จะแก้ปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือด้วยการคว่ำบาตร กดดันและเจรจาหารือ
            หากความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เกาหลีใต้จะกลายเป็นสมรภูมิรบทันที และจะเป็นประเทศที่สูญเสียมาก (อาจเป็นรองแค่เกาหลีเหนือเท่านั้น) เกิดคำถามว่าสงครามที่เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของใคร ทำไมเกาหลีใต้ต้องเสียหายมหาศาล ทำไมต้องพาประเทศสู่ความตกต่ำและทุกข์ยาก
ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน จึงย้ำว่ารัฐบาลไม่ต้องการสงคราม และจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม พร้อมกับอธิบายว่าเหตุที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงก้าวร้าวเพราะหวังกดดันเกาหลีเหนือ รัฐบาลเห็นชอบด้วย ขอเพียงแต่ต้องไม่บานปลายเป็นสงคราม

จุดแข็งและจุดอ่อนในตัว :
            การที่สหรัฐยื่นเงื่อนไขว่าเกาหลีเหนือจะต้องยกเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธพิสัยไกลโดยสิ้นเชิง มีจุดแข็งที่ “อาจ” ป้องกันไม่ให้เกาหลีเหนือใช้วิธีร่วมข้อตกลงระยะหนึ่งแล้วล้มเลิกข้อตกลง ข้อเสียคือ เมื่อเป็นการยุติโดยสมบูรณ์ถาวร เกาหลีเหนือใช้จุดนี้เรียกร้อง “สันติภาพถาวร” จากฝ่ายสหรัฐด้วย เช่น ยุติสงครามเกาหลีที่ยังไม่ประกาศยุติสงคราม สหรัฐต้องเลิกคิดโจมตีเกาหลีเหนือ ไม่ใช่แค่ผ่อนคลายการคว่ำบาตร ให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ
            ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกกว่านี้ แท้จริงแล้วเกาหลีเหนือไม่ได้เป็นภัยคุกคามรุนแรงดังที่รัฐบาลสหรัฐเอ่ยถึง แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายสหรัฐมักใช้เสมอเพื่อเหตุผลอื่นๆ เช่น เหตุผลที่สหรัฐต้องมีอำนาจทางทหารสูงสุด ต้องเพิ่มงบกลาโหม ยุทธศาสตร์ครองความเป็นเจ้า ฯลฯ
            และดังที่เคยนำเสนอแล้ว หากเกาหลีเหนือใช้นิวเคลียร์จริง (สมมุติว่าเป็นเช่นนั้น) เท่ากับฆ่าตัวตาย สหรัฐจะต้องล้มล้างระบอบเกาหลีเหนืออย่างสิ้นซากรวมทั้งตัวผู้นำคิมและผู้นำสำคัญๆ เป็นเหตุผลว่าเกาหลีเหนือใช้ประเด็นนิวเคลียร์เพื่อขู่เท่านั้นแต่จะไม่ใช่จริง (และอาจไม่มีโอกาสใช้ด้วยซ้ำ)
            เมื่อผนวกกับที่รัฐบาลสหรัฐมักพูดว่าต้องการสันติภาพ ต้องการให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ เมื่อเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ จีน รัสเซีย ร่วมกันประสานเสียงเจรจาปลอดนิวเคลียร์ รัฐบาลทรัมป์ได้แต่เดินหน้าเจรจาสุดยอดไปก่อน

ความทันสมัย แรงกดดันต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ :
ถ้าวิเคราะห์ปัจจัยภายใน รัฐบาลเกาหลีเหนือจะพูดอย่างไรก็ได้ เช่น สหรัฐต้องการทำลายล้างประเทศตน การปฏิวัติยังต้องดำเนินต่อไป แต่ทำไมตลอดเวลาเกือบ 7 ทศวรรษนับจากปฏิวัติยังต้องอยู่อย่างยากลำบาก ทำไมคนประเทศอื่นสุขสบายกว่า
รัฐบาลเกาหลีเหนือพยายามควบคุมสื่อและการรับรู้ของประชาชน แต่ไม่อาจห้ามการลักลอบขายซีดีเถื่อนจากจีน คนเกาหลีเหนือฟังเพลง K-pop นิยมดูซีรีย์ล่าสุดของจีนกับเกาหลีใต้ เห็นความก้าวหน้าของ 2 ประเทศนี้ที่นับวันจะทันสมัย จีนเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีถ้ายังมองว่าประเทศนี้เป็นสังคมนิยม
แม้รัฐบาลควบคุมอย่างเข้มงวด แต่ไม่อาจห้ามความอยากอยู่ดีกินดี คนที่อิ่มท้องจะแสวงหาความสุขอื่นๆ เช่น แต่งกายดี มีสิ่งที่แสดงออกว่ามีฐานะดีกว่า แม้ต้องระวังการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม

            ตลาดมืดเป็นตัวอย่างธุรกิจผิดกฎหมายที่ได้กำไรงาม เป็นโอกาสของบรรดาผู้ถืออำนาจได้ประโยชน์ เป็นธุรกิจผูกขาด ทุกคนรู้ว่ามีตลาดมืดและรู้ว่าผิดกฎหมายแต่ยังคงค้าขายกันต่อไป การที่ข้าราชการ กลุ่มผู้มีเส้นสาย ไม่ยึดแนวทางเรียบง่ายประหยัดตามค่านิยมการปกครอง เป็นหลักฐานความล้มเหลวของอุดมการณ์ ตัวอุดมการณ์เป็นเพียงเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของระบอบเท่านั้นเอง
สิ่งที่คนเกาหลีเหนือเห็นคือความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐและสังคมโลก กลายเป็นคำถามกลับมาสู่ตัวเองว่าแล้วทำไมเกาหลีเหนือไม่อาจเจริญก้าวหน้า ทำไมต้องทนลำบากมาหลายสิบปีและอาจต้องทนอยู่อย่างนี้ต่อไป แม้ประชาชนยังไม่ลุกฮือ ทุกคนต่างรู้ดีว่าการเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ความนิยมต่อรัฐบาลมีแต่ลดน้อยถอยลง ไม่แต่ไม่กล้าเปิดปากพูดตรงๆ
            มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ไหม ขอให้อยู่ดีกินดีได้สักครึ่งของจีนกับเกาหลีใต้ก็ยังดี
เกาหลีเหนือผู้อยู่กึ่งกลางสมรภูมิจีนกับสหรัฐ :
ถ้าเป็นไปได้ ชนชั้นปกครองเกาหลีเหนืออาจจะต้องการให้ประเทศตนเหมือนจีน คือ ชนชั้นปกครองควบคุมเบ็ดเสร็จ เปิดเสรีเศรษฐกิจเป็นขั้นๆ เป็นมิตรกับเกาหลีใต้และประเทศอื่นๆ พูดสั้นๆ คือ ชนชั้นปกครองยังอยู่ในอำนาจต่อไป ควบคู่กับประเทศเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดี
แต่เกาหลีเหนืออยู่ในประวัติศาสตร์กับภูมิรัฐศาสตร์อันเป็นสมรภูมิของมหาอำนาจ เป็นแนวกันชนของจีน รัฐบาลจีนเกรงว่าทหารอเมริกันจะมาประชิดชายแดนจึงพยายามรักษาเกาหลีเหนือให้เป็นแนวกันชนต่อไป
เหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกาหลีเหนือเป็นอย่างที่เห็นอยู่ปัจจุบัน นอกเหนือจากความต้องการของชนชั้นปกครอง

ถ้าเทียบกับเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามเก่งกว่ามากเรื่องการทูต สามารถเป็นมิตรทั้งกับจีน สหรัฐ เพื่อนบ้านอาเซียนและนานาประเทศ (ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้อาเซียนที่ดึงเวียดนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนด้วย)
เวียดนามปัจจุบันจึงอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศพัฒนาเหนือกว่าเกาหลีเหนือ
การเป็นปรปักษ์กับสหรัฐและหลายประเทศนำสู่การคว่ำบาตร เหลือไม่กี่ประเทศที่ติดต่อค้าขายด้วย จีนกลายเป็นคู่ขายสำคัญโดยอัตโนมัติ แม้จะบอกว่าประเทศยัง อยู่ได้แต่จะ อยู่ดีหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่อง
ถ้าเทียบกับเวียดนามที่ไม่อยู่ในภาวะทำสงครามกับใคร ความสงบสันติเปิดโอกาสสู่การพัฒนา ความก้าวหน้า
ผู้นำประเทศ ผู้บริหารบ้านเมืองจึงสำคัญ หากมีโอกาสเลือกควรใช้สิทธิเลือกให้ดี ส่งเสริมคนดีคนเก่งมีคุณธรรม
3 มิถุนายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7876 วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2561)

------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
เป็นเวลากว่า 100 ปีที่คนเกาหลีตกอยู่ในความทุกข์ยาก ผ่านสงครามหลายครั้งที่คร่าชีวิตหลายล้านคน ถูกรายล้อมด้วยมหาอำนาจ เป็นข้อคิดว่าสันติภาพไม่ได้หาได้โดยง่ายอย่างที่คิด
การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนืออาจนำสู่สันติภาพหรืออาจเป็นชนวนการเผชิญหน้ารอบใหม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เป็นอีกครั้งที่เกาหลีเหนือใช้ประโยชน์จากโครงการนิวเคลียร์
รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่อยมาว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน

บรรณานุกรม :
1. Beal, Tim. (2005). North Korea: The Struggle Against American Power. London: Pluto Press.
2. Jeppesen, Travis. (2018). See You Again in Pyongyang: A Journey into Kim Jong Un's North Korea. New York: Hachette Books.
3. Korean leaders set 'denuclearisation' goal, Trump says will maintain pressure. (2018, April 26). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/04/27/national/politics-diplomacy/full-text-panmunjom-declaration/#.WuO1Ry5ubZ4
4. N. Korea offers to give up nukes if U.S. vows not to attack. (2018, April 30). The Asahi Shimbum. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201804300016.html
5. N. Koreans secretly watching S. Korean drama 'Descendants of the Sun': report. (2016, Jul 4). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2016/07/04/0401000000AEN20160704007800315.html
6. Peace treaty with N. Korea possible following denuclearization: official. (2018, April 18). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2018/04/18/0301000000AEN20180418005000315.html
7. Poushter, Jacob., Manevich, Dorothy. (2017, August 1). Globally, People Point to ISIS and Climate Change as Leading Security Threats. Pew Research Center. Retrieved from http://www.pewglobal.org/2017/08/01/globally-people-point-to-isis-and-climate-change-as-leading-security-threats/?utm_source=AdaptiveMailer&utm_medium=email&utm_campaign=8-1-17%20Global%20Threats&org=982&lvl=100&ite=1568&lea=323345&ctr=0&par=1&trk=
8. South Korea Says Trump Will Seek Its Consent for Any Strike on North. (2017, August 16). The New York Times. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/opinion-trump-playing-with-fire-in-north-korea-crisis-a-1162505.html
9. Trump: Kim Jong Un “very open” and “very honorable”. (2018, April 24). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-north-korea-wants-meeting-as-soon-as-possible/2018/04/24/cbff7c1a-47d5-11e8-8082-105a446d19b8_story.html?noredirect=on&utm_term=.8e55da6b2886
10. U.S. warns that time is running out for peaceful solution with North Korea. (2017, September 17). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/us-warns-that-time-is-running-out-for-peaceful-solution-with-north-korea/2017/09/17/101dcdea-9bd6-11e7-8ea1-ed975285475e_story.html?utm_term=.430e9e6fa220
-----------------------------