เส้นต้องห้าม (red line) ต่อเกาหลีเหนือ

ช่วงกรกฎาคมถึงก่อนกลางสิงหาคม 2017 เป็นเวลาแห่งความตึงเครียดระหว่างฝ่ายสหรัฐกับเกาหลีเหนืออีกรอบ เริ่มจากเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป “ฮวาซอง-14” (Hwasong-14) ถึง 2 ลูกใน 1 เดือน คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติออกข้อมติ 2371 คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ตามมาด้วยเกาหลีเหนือประกาศเตรียมแผนยิงขีปนาวุธ “ฮวาซอง-12” (Hwasong-12) จำนวน 4 ลูกให้ตกรอบเกาะกวม อ้างว่าเป็นการจำลองยับยั้งกองทัพศัตรูจากฐานทัพเกาะกวม ปฏิบัติการจำลองนี้ตัวขีปนาวุธจะบินข้ามน่านฟ้าญี่ปุ่น ข้ามผ่านพื้นที่ Shimane, Hiroshima และ Koichi
            ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เตือนเกาหลีเหนือว่าอาจถูกตอบโต้รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เหตุการณ์ตึงเครียดรอบนี้สะท้อนเส้นต้องห้าม (red line) ของประเทศต่างๆ ดังนี้
เส้นต้องห้ามของจีน :
            ท่ามกลางความตึงเครียด ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยับยั้งชั่งใจ พยายามแก้ปัญหาด้วยการหารือเจรจาต่อไป ย้ำว่า “จีนกับสหรัฐต่างมีผลประโยชน์ร่วมจากคาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดนิวเคลียร์ สงบสุขและมั่นคง”
ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จีนประกาศวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่หากสหรัฐหรือเกาหลีใต้พยายามโค่นระบอบเกาหลีเหนือ จีนจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น จะไม่นิ่งเฉย
            ท่าทีจีนชัดเจนคือ ฝ่ายสหรัฐจะทำอะไรก็ได้ ขอเพียงไม่โค่นล้มระบอบเกาหลีเหนือ เป็นการวางเส้นต้องห้ามต่อสหรัฐ และเตือนเกาหลีเหนือว่าจีนจะไม่ยุ่งหากสหรัฐโจมตีเกาหลีเหนือเฉพาะจุด เช่น ทำลายขีปนาวุธ คลังอาวุธ ศูนย์นิวเคลียร์
เป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นว่า เป้าหมายสูงสุดของจีนคือให้คาบสมุทรเกาหลีอยู่ในความสงบเรียบร้อย

ความสับสนของสหรัฐ :
8 สิงหาคม The Washington Post นำเสนอรายงานลับของหน่วยข่าวกรองกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (Defense Intelligence Agency) ฉบับปลายเดือนกรกฎาคมระบุว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ถึง 60 ลูก สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์เข้ากับขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงไกลถึงแผ่นดินแม่สหรัฐ
            ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือประกาศว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบจุดติดระเบิดนิวเคลียร์มาแล้วหลายครั้ง เมื่อรวมกับการทดสอบขีปนาวุธ “ฮวาซอง-14” ทำให้วาทะแผ่นดินแม่สหรัฐไม่ปลอดภัยฟังดูจริงจังขึ้นมาก รายงานลับของหน่วยข่าวกรองกระทรวงกลาโหมเป็นข้อสรุปที่ชัดเจน

ประเด็นสำคัญคือต้องแยกระหว่างความจริงกับความคิดเห็น ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยคิดว่ามี สร้างความหวาดผวาแก่สังคม ที่สำคัญคือส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลทรัมป์
ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐใช้เรื่องประเทศปรปักษ์มีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อช่วยกำหนดนโยบายกลาโหมกับต่างประเทศ คราวนี้เกิดคำถามว่ารัฐบาลสามารถปกป้องพลเมืองจากระเบิดนิวเคลียร์ได้มากแค่ไหน คะแนนประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์กำลังถูกฉุดให้ต่ำลงไปอีก

สัปดาห์ต่อมา (13 ส.ค.) Mike Pompeo ผู้อำนวยการ CIA ชี้แจงว่าบางคนพูดว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์แล้ว ความจริงคือจนบัดนี้ยังไม่มีหน่วยข่าวกรองใดระบุเช่นนั้น ดังนั้น เกาหลีเหนือยังไม่ใช่ภัยคุกคามจวนตัว (imminent) ที่รัฐบาลเป็นห่วงคือเกาหลีเหนือค่อยๆ พัฒนาและใกล้จะสำเร็จ
ในเวลาใกล้เคียง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศทิลเลอร์สันพยายามคลายท่าทีของประธานาธิบดี เห็นว่าท่านแค่ต้องการย้ำว่าสหรัฐจะปกป้องตัวเองและพันธมิตรของตน ขอให้ชาวอเมริกันนอนหลับฝันดีเหมือนปกติ 
            ดูเหมือนผู้อำนวยการ Pompeo ต้องการลดกระแสกังวล แต่ทิ้งคำถามว่า The Washington Post นำเสนอข่าวเท็จ หรือว่าฝ่ายข่าวกรองกระทรวงกลาโหมสร้างรายงานเท็จ

            ย้อนหลังไม่ถึง 4 เดือน ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “ไม่มีใครปลอดภัย มีใครปลอดภัยหรือ นายคนนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์” (หมายถึงผู้นำเกาหลีเหนือ)

            ในความเข้าใจของสังคมอเมริกัน เกาหลีเหนือสามารถโจมตีสหรัฐด้วยขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์หรือไม่ เป็นประเด็นที่แม้กระทั่งรัฐบาลยังสับสนตัวเอง ถ้าจะอธิบายอีกแบบคือ รัฐบาลพูดกลับไปกลับมาตามใจชอบ สร้างรายงานและลบรายงานตามใจชอบ รัฐบาลสหรัฐกำลังหลอกลวงพลเมืองตนเองหรือไม่ หลายคนต้องหวาดผวา นอนไม่หลับฝันไม่ดี

17 สิงหาคม ประธานาธิบดี มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) กล่าวอย่างชัดเจนว่าเส้นต้องห้ามคือ เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ คำพูดนี้ย่อมตีความว่าเกาหลีเหนือยังไม่มีอาวุธดังกล่าว
            ควรเชื่อใครมากกว่า ระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับเกาหลีใต้

            เส้นต้องห้าม (red line) ที่เกิดขึ้นและมีอยู่จริง :
            การคิดโจมตีเกาะกวม หรือพูดให้ถูกคือยิงให้ตกรอบเกาะกวมกลายเป็นเส้นต้องห้าม (red line) ที่เกิดขึ้นจริง ถ้ามองในเชิงหลักการคือโจมตีดินแดนอเมริกา โดยรัฐธรรมนูญแล้วเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลที่จะต้องปกป้อง การโจมตีเท่ากับประกาศสงคราม (แม้ว่าขีปนาวุธจะไม่ตกใส่ตัวเกาะก็ตาม) การที่ประธานาธิบดีเตือนด้วยถ้อยคำรุนแรงว่าเกาหลีเหนืออาจต้องเผชิญการตอบโต้รุนแรงอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน นับว่าสมเหตุสมผล
อีกคำที่ทรัมป์พูดท้ายๆ คือ มาตรการทางทหารพร้อมแล้ว อาวุธล็อคเป้าและพร้อมยิง หวังว่าเกาหลีเหนือจะทำอะไรฉลาดๆ

เส้นต้องห้ามของเกาหลีใต้ :
ประธานาธิบดี มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐตกลงกับเกาหลีใต้แล้ว่าหากจะโจมตีเกาหลีเหนือต้องได้รับความเห็นชอบจากเกาหลีใต้ก่อน ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้วิธีการใด ต้องหารือกับเกาหลีใต้และได้รับความเห็นชอบก่อนลงมือ และทิ้งท้ายว่า “ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีสงคราม” จะแก้ปัญหานิวเคลียร์ด้วยการคว่ำบาตร กดดันและเจรจาหารือ

            ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากคือ หากความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เกาหลีใต้จะกลายเป็นสมรภูมิทันที และจะเป็นประเทศที่สูญเสียมาก (อาจเป็นรองแค่เกาหลีเหนือ) เกิดคำถามว่าสงครามที่เกิดขึ้นมีเพื่อผลประโยชน์ของใคร ทำไมเกาหลีใต้ต้องสูญเสียมากมาย
            สงครามย่อยมีผู้บาดเจ็บล้มตาย คนเกาหลีเข่นฆ่ากันเอง หลายคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องแบบนี้

            งานสำรวจของ Pew Research Center เมื่อต้นสิงหาคมที่ผ่านมา ให้ข้อสรุปว่าคนเกาหลีใต้เห็นว่าจีนกับสหรัฐเป็นภัยคุกคามพอๆ กัน ด้วยคะแนน 83 ต่อ 70 ตัวเลขร้อยละ 70 ที่เห็นว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงนั้น ย่อมต้องสรุปว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง สะท้อนความคิดความรู้สึกของคนเกาหลีใต้ต่อรัฐบาลสหรัฐได้เป็นอย่างดี

            ความจริงคือ ทุกวันนี้คนเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการเรื่องปากท้องมาก หลายคนต้องปากกัดตีนถีบ สงครามไม่ว่าเล็กหรือใหญ่กระทบเศรษฐกิจ ตัวเขาอาจไม่ตายแต่ต้องตกงาน ครอบคัวอยู่อย่างยากไร้ นี่คือโลกเกาหลีใต้ในวันนี้
ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีมุนจึงย้ำว่ารัฐบาลไม่ต้องการสงคราม และจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม อธิบายว่าเหตุที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงก้าวร้าวเพราะหวังกดดันเกาหลีเหนือ รัฐบาลเห็นชอบด้วย ขอเพียงแต่ต้องไม่บานปลายเป็นสงคราม และเกาหลีเหนือต้องไม่มีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์

เส้นต้องห้ามของเกาหลีเหนือ :
ความขัดแย้งรอบนี้ลงเอยแบบง่ายๆ ผู้นำคิม จ็อง-อึน (Kim Jong-un) เลื่อนการตัดสินใจยิงขีปนาวุธ พูดทิ้งท้ายเพียงว่าอาจนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอีก หากสหรัฐยังคงยั่วยุ
ถ้อยคำของผู้นำเกาหลีเหนือไม่สมเหตุสมผล ที่ผ่านมาให้เหตุผลว่าที่ต้องตอบโต้เพราะฝ่ายสหรัฐยั่วยุก่อน การยั่วยุรอบนี้รุนแรงถึงขีดสุดเมื่อมีข้อมติคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ เตรียมโจมตีตอบโต้เกาหลีเหนือหากยิงเกาะกวม ณ จุดที่ฝ่ายสหรัฐยั่วยุรุนแรงอย่างที่สุด รัฐบาลเกาหลีเหนือกลับระงับการตอบโต้เอาดื้อๆ
เป็นกรณีตัวอย่างว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือพร้อมทำทุกอย่าง แม้ขัดแย้งเหตุผลข้อเท็จจริงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ตรงข้ามกับที่ประกาศเรื่อยมาว่าพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์กับสหรัฐ
ตอกย้ำข้อสรุปว่าความอยู่รอดของระบอบคือเป้าหมายสูงสุด หรือพูดอีกอย่างคือทำได้ทุกอย่างเพื่อผู้ปกครองจะอยู่รอดต่อไป

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            จากวันที่ผู้นำคิมประกาศเลื่อนตัดสินใจยิงขีปนาวุธจนถึงวันนี้ สถานการณ์คลี่คลายอย่างชัดเจน ไม่มีการยั่วยุจากเกาหลีเหนือ น่าจะสรุปได้แล้วว่าความตึงเครียดรอบนี้ยุติเพียงเท่านี้ เป็นการตีกรอบไปในตัวว่าเมื่อความขัดแย้ง การยั่วยุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะหยุดที่จุดใด (หากเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธใส่เกาะกวมเรื่องคงไปอีกยาว ความขัดแย้งบาดลึกลงอีกมาก)
            จากนี้ไปคือติดตามการทดสอบขีปนาวุธกับทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์ โดยเฉพาะขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ นี่คือเส้นต้องห้ามที่เกาหลีเหนือขยับเข้าไปใกล้ขึ้นทุกที คำถามชวนคิดคือ ถ้าการมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์คือเส้นต้องห้าม และหมายถึงการอยู่รอดของระบอบ เช่นนั้นแล้วจะมีวันที่เกาหลีเหนือจะมีอาวุธดังกล่าวหรือไม่
20 สิงหาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7590 วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2560)
----------------------
บทความที่กี่ยวข้อง : 
บทความนี้วิเคราะห์โดยสร้างฉากทัศน์ (scenario) วิเคราะห์เหตุการณ์จำลองหลากหลายแบบ ว่าหากเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าและยิงขีปนาวุธใส่เกาะกวม จะเกิดสถานการณ์ใดบ้าง เป็นผลดีผลเสียอย่างไร 
ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ยิงถึงแผ่นดินอเมริกาหรือเปล่า รัฐบาลสหรัฐชุดแล้วชุดเล่าพยายามย้ำแล้วย้ำอีกให้พลเมืองอเมริกันเห็นว่าภัยคุกคามด้วยนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือเป็นเรื่องจริง จึงต้องพยายามทุกอย่างเพื่อสกัดกั้น ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วผู้นำเกาหลีเหนือกับบริวารไม่ต้องการสงคราม ที่ต้องการจริงๆ คือความอยู่รอดของพวกเขา แต่ที่รัฐบาลสหรัฐต้องโหมภัยเกาหลีเหนือเพราะมีผลประโยชน์อื่นๆ ที่สำคัญกว่ามาก

บรรณานุกรม:
1. (3rd LD) Moon: U.S. won't take military option against N. Korea without Seoul's consent. (2017, August 17). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/08/17/0401000000AEN20170817006153315.html
2. (3rd LD) Trump says he would be 'honored' to meet with N. Korean leader under right circumstances. (2017, May 1). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/05/02/0401000000AEN20170502000353315.html
3. (4th LD) N. Korea threatens missile strike near Guam, warns of all-out war. (2017, August 9). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/08/09/0401000000AEN20170809001054315.html
4. Glaser, Bonnie., Snyder, Scott., Park, John S.. (2008, Jan). Keeping an Eye on an Unruly Neighbor: Chinese Views of Economic Reform and Stability in North Korea. United States Institute of Peace. Retrieved from http://www.usip.org/files/resources/Jan2008.pdf
5. North Korea now making missile-ready nuclear weapons, U.S. analysts say. (2017, August 8). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/north-korea-now-making-missile-ready-nuclear-weapons-us-analysts-say/2017/08/08/e14b882a-7b6b-11e7-9d08-b79f191668ed_story.html
6. North Korea says it will hold off on firing missiles toward Guam. (2017, August 15). The Guam Daily Post/Reuters. Retrieved from https://www.postguam.com/news/local/north-korea-says-it-will-hold-off-on-firing-missiles/article_64b0950c-817a-11e7-b22f-f35907c9f310.html
7. North Korea threatens missile strike on Guam; Trump vows 'fire and fury'. (2017, August 8). USA Today. Retrieved from https://www.usatoday.com/story/news/world/2017/08/08/report-north-korea-has-nuke-fits-inside-missile/549188001/
8. North Korea's leader holds fire on Guam missile launch. (2017, August 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/08/north-korea-leader-briefed-guam-missile-test-plans-170814234449710.html
9. Nuclear war with N. Korea not ‘imminent’ – CIA chief. (2017, August 14). RT Retrieved from https://www.rt.com/news/399505-pompeo-zakharova-north-korea/
10. Poushter, Jacob., Manevich, Dorothy. (2017, August 1). Globally, People Point to ISIS and Climate Change as Leading Security Threats. Pew Research Center. Retrieved from http://www.pewglobal.org/2017/08/01/globally-people-point-to-isis-and-climate-change-as-leading-security-threats/?utm_source=AdaptiveMailer&utm_medium=email&utm_campaign=8-1-17%20Global%20Threats&org=982&lvl=100&ite=1568&lea=323345&ctr=0&par=1&trk=
11. Reckless game over the Korean Peninsula runs risk of real war. (2017, August 10). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1060791.shtml
12. South Korea Says Trump Will Seek Its Consent for Any Strike on North. (2017, August 16). The New York Times. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/opinion-trump-playing-with-fire-in-north-korea-crisis-a-1162505.html
13. Statement of DPRK Government. (2017, August 8). The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2017-08-08-0001
14. The White House. (2017, August 11). Remarks by President Trump Before Workforce/Apprenticeship Discussion. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/08/11/remarks-president-trump-workforceapprenticeship-discussion
15. Trump threatens ‘fire and fury’ in response to North Korean threats. (2017, August 8). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-tweets-news-report-citing-anonymous-sources-on-n-korea-movements/2017/08/08/47a9b9c0-7c48-11e7-83c7-5bd5460f0d7e_story.html
16. Trump’s threat to North Korea contrasts with calm reassurances of other administration officials. (2017, August 9). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trumps-threat-to-north-korea-contrasts-with-calm-reassurances-of-other-administration-officials/2017/08/09/e38427ec-7d18-11e7-83c7-5bd5460f0d7e_story.html?utm_term=.85e3a52a8219
17. Trump: Military solutions fully in place against N. Korea. (2017, August 11). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/08/11/0401000000AEN20170811009200315.html
18. Xi urges restraint from Trump in phone call on N. Korea crisis. (2017, August 12). The Korea Times. Retrieved from http://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2017/08/103_234630.html
-----------------------------

อนาคตของการเจรจา “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (COC)

หลังจากใช้ “ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DOC) ถึง 14 ปี ชาติสมาชิกประชาคมอาเซียนกับจีนกำลังประชุมเพื่อให้เกิด “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Code of Conduct on South China Sea: COC) ตามกรอบการเจรจา เพื่อให้ได้ข้อตกลงระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหมดกับจีนในเรื่องเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ที่มีผลผูกมัด มีผลทางกฎหมาย ตามความต้องการของอาเซียนแต่ดั้งเดิม
COC จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ :
การเจรจาเพื่อให้ได้ COC ดำเนินมานานแล้วหรือตั้งแต่ได้ DOC เมื่อ 14 ปีก่อน แต่การเจรจาล่าช้าบ้าง เห็นไม่ตรงกันบ้าง ที่สุดแล้วจึงเกิดแนวคิดสร้างกรอบจนได้กรอบการเจรจา COC (framework for the Code of Conduct) ที่ตกลงกับจีนเมื่อ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญที่สนใจกันคือ กรอบเจรจาไม่ได้ระบุว่า COC จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ คือไม่ได้ระบุว่าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สมาชิกอาเซียนบางประเทศหวังให้กรอบเจรจากำหนดเช่นนั้นแต่ไม่สมดังหวัง เกิดคำถามว่า COC ที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะต้องมีผลทางกฎหมาย จะได้ตามนั้นหรือไม่ และถ้าไม่เป็นเช่นนั้น COC จะแตกต่างจาก DOC อย่างไร

เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา 10 รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้ร่วมกันหารือประจำปี (AMM) ที่ฟิลิปปินส์ แม้เป็นเพียงระดับรัฐมนตรีแต่เป็นการหารือที่สำคัญ แถลงการณ์หลังประชุมชี้ว่าประเด็นทะเลจีนใต้ยังเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น เนื้อบางตอนหนึ่งความว่าสมาชิกบางประเทศแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนและมีกิจกรรมในพื้นที่ บั่นทอนความไว้วางใจกับความเชื่อมั่น เพิ่มความตึงเครียดซึ่งอาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค (the concerns expressed by some Ministers on the land reclamations and activities in the area, which have eroded trust and confidence, increased tensions and may undermine peace, security and stability in the region.)
เนื้อหาอื่นๆ ยังคงเช่นเดิม อาเซียนยืนยันหลักการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ ตลอดจนเสรีภาพทางเดินเรือและการเดินอากาศผ่านทะเลจีนใต้ ขอให้ทุกฝ่ายสร้างความไว้วางใจ ความมั่นใจต่อกัน มีความยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากกว่าเดิม หาทางแก้ไขพิพาทด้วยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้ง UNCLOS
ขอให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเทศที่เอ่ยถึง DOC ให้ความสำคัญกับการไม่ใช้กำลังทหารและยับยั้งชั่งใจ

ความขัดแย้งเรื่องเนื้อหาแถลงการณ์เกิดขึ้นอีกครั้ง และเช่นเคยคือการระบุเจาะจงว่าอาเซียนกังวลการอ้างสิทธิ์ของจีน การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง เป็นเหตุให้การประชุมในอดีตมีปัญหาเรื่องเนื้อหาแถลงการณ์

            ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดง ฟิลิปปินส์ที่สมัยอากีโนที่ 3 แสดงท่าทีขึงขัง ต้องการให้เนื้อหามีความหมายเชิงว่าจีนละเมิดอธิปไตย คราวนี้เปลี่ยนเป็นเวียดนามที่แสดงบทบาทนี้ ส่วนฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพปีนี้แสดงบทบาทเจ้าภาพที่ดี คือ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเพื่อให้เรื่องยุติ
            แต่เนื้อหาละครฉากนี้ยังเหมือนเดิมทุกประการ

ต้องบีบให้ประกาศว่าจีนละเมิดอธิปไตยหรือ :
            ถ้ามองข้ามความเป็น “ละคร” คิดถึงสาระจริงๆ มีคำถามว่าประชาคมอาเซียนต้องการให้ประกาศว่าจีนละเมิดอธิปไตยอย่างเป็นทางการหรือ
            เพราะถ้าต้องการเช่นนั้น ทำไมการประชุมอาเซียนก่อนหน้านี้ไม่ประกาศเช่นนั้น ทำไมอาเซียนจึงเงียบเมื่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (international arbitral tribunal) พิพากษาเมื่อกรกฎาคม 2016 ว่าการที่ทางการจีนอ้างความเป็นเจ้าในโดยใช้เส้นประ 9 เส้น (nine-dash line) นั้นเป็นโมฆะ และพิพากษาว่าสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของจีนในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของฟิลิปปินส์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เท่ากับศาลยืนยัน EEZ ของฟิลิปปินส์)
สรุปคือศาลโลกพิพากษาแล้วว่าจีนละเมิดสิทธิ์อธิปไตยของฟิลิปปินส์

            เหตุผลที่ฟังดูดีและถูกต้องคือ อาเซียนยึดหลักฉันทามติ และเป็นที่รู้กันว่าชาติสมาชิกบางประเทศใกล้ชิดจีนเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้อาเซียนไร้ฉันทามติ แถลงการณ์จึงไม่ระบุว่าจีนละเมิดอธิปไตย อาเซียนไม่แสดงท่าทีใดๆ ต่อคำพิพากษาของศาลโลก

            เรื่องน่าคิดคือ ถ้าแค่แถลงการณ์ประชุม AMM ยังมีปัญหาเรื่องเนื้อหา เช่นนี้จะตกลงเนื้อหา COC ที่สำคัญกว่ามากมายได้อย่างไร
            ความขัดแย้งเรื่องเนื้อหาไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นช่วงประชุมไม่กี่วัน แต่สะท้อนท่าทีของแต่ละฝ่ายที่ดำรงอยู่เรื่อยมา

ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การที่อาเซียนหลีกเลี่ยงก็เพราะหากประกาศออกไปเท่ากับประกาศว่าจีนเป็นศัตรู ละเมิดข้อตกลงหลายฉบับ รวมทั้ง “สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) ที่จีนได้ลงนามประกาศว่าจะอยู่ร่วมกับอาเซียนฉันมิตร
ถ้าหากประกาศว่าจีนเป็นศัตรู อาเซียนคงอยู่นิ่งเฉยอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้

ปัญหาตามมาไม่ใช่เรื่องการเผชิญหน้ากับจีนเท่านั้น แต่จะเป็นโอกาสของฝ่ายสหรัฐที่จะเข้าพัวพัน อ้างความชอบธรรมช่วยอาเซียนต้านจีน
ฉากทัศน์เช่นว่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่อาเซียนต้องการ
“ละคร” ฉากสมาชิกอาเซียนโต้เถียงเรื่องเนื้อหาแถลงการณ์จึงยังต้องแสดงกันต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องฉันทามติหรือเหตุผลอื่นใด

อาจต้องคิดว่าจะให้เรื่องนี้จบอย่างไร :
            การพิจารณา COC กำลังเข้าจุดสำคัญ เหมือนน้ำในหม้อที่ใกล้ถึงจุดเดือด หลังต้มอยู่นาน 14 ปี จากท่าทีที่หลายฝ่ายแสดงออกชวนให้คิดเช่นนั้น ณ ขณะนี้จึงเป็นไปได้ 2 ทาง ทางแรกคือเดินหน้าต้มน้ำให้เดือดถึงที่สุด ทางที่ 2 คือ หาทางลดอุณหภูมิ เช่น ด้วยการยืดเวลาเจรจาออกไปอีก (อย่าลืมว่าจาก DOC จนถึงกรอบ COC ใช้เวลาถึง 14 ปี) ซึ่งจะเป็นทางใดคงจะเห็นชัดเจนขึ้นผ่านการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

            ที่ควรเข้าใจคือการมีกรอบเจรจา COC ไม่ได้ประกันว่าการเจรจาจะมีข้อยุติ เพราะในส่วนของอาเซียนต้องยึดหลักฉันทามติ ดังนั้นโดยที่จีนยังไม่ต้องเอ่ยปากว่ารับหรือไม่รับ การเจรจาอาจไม่ได้ข้อยุติ เพราะอาเซียนไร้ฉันทามติตามเคย

จีนตั้งเงื่อนไขการเจรจา COC ว่าจะต้องปราศจากการแทรกแซงจากมหาอำนาจ ซึ่งหมายถึงสหรัฐ ข่าวที่ปรากฏยังไม่ชัดว่าควรตีความอย่างไร อีกทั้งอาจมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่สำคัญกว่าแต่ไม่ปรากฏต่อสาธารณชน เหล่านี้บ่งชี้ว่าไม่ง่ายที่จีนจะยอมรับ COC
            แม้มีอุปสรรคหลายข้อ ถ้าคิดในมุมบวก COC อาจคลอดออกมาได้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่จีนยอมรับได้ และดีกว่า DOC ที่มีอยู่ นั่นคือทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (win-win) เพียงแต่ไม่มีใครสมหวังเต็มร้อย

ข้อพิพาททะเลจีนใต้ยังเป็นประเด็นต่อไป :
            ในมุมมองภาพกว้าง เป็นไปได้ว่าอาเซียนยังต้องการให้ข้อพิพาททะเลจีนใต้ยังเป็นประเด็นต่อไป เหตุเพราะจำเป็นต่อการตอบสนองความต้องการภายในของรัฐบาลบางประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามกับฟิลิปปินส์
            ในด้านปัจจัยภายนอก เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจีนแสดงความเป็นเจ้าของในพื้นที่ทับซ้อน และเพิ่มมากขึ้นเป็นระยะๆ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐเข้ามาพัวพันเพราะเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ มีทรัพยากรมากมาย เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน
            เรื่องที่ต้องตระหนักเสมอคืออย่างไรเสียมหาอำนาจต้องเข้ามาพัวพัน ทะเลจีนใต้เป็นเวทีหนึ่งที่หลายประเทศแสดงพลัง เป็นเรื่องที่เกินกว่าอาเซียนจะหยุดได้

ในอีกแง่หนึ่ง อาเซียนเชื่อว่าข้อพิพาทเป็นประเด็นที่ควบคุมได้ ให้อยู่ในกรอบหรือทิศทางที่อาเซียนกับชาติสมาชิกรับได้ เพื่อรักษาการถ่วงดุลให้อยู่ในกรอบ ให้ถ่วงดุลสหรัฐกับจีน ไม่มีมหาอำนาจใดทำเกินเลย เพราะอาเซียนพยายามควบคุมประเด็น เช่น ย้ำเรื่องไม่ข่มขู่หรือใช้กำลัง ยืนยันสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC)

อาเซียนพูดถึง COC เรื่อยมาราวกับว่ามีตัวตน ที่ถูกต้องคือเป็นความใฝ่ฝันที่ฝันมานานอย่างน้อย 14 ปีแล้ว มาบัดนี้ดูเหมือนความฝันขยับเข้าใกล้ความจริงอีกขั้น แต่การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ COC ไม่ใช่เรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้เท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในของบางประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างบางประเทศ การแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาจเป็นมหากาพย์ที่ต้องติดตามอีกนาน ประชากรอาเซียนเกือบ 630 ล้านคนจะได้รับผลกระทบทั้งทางบวกทางลบ
13 สิงหาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7583 วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2560)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
DOC เป็นข้อตกลงระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหมดกับจีนในเรื่องเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน จีนกับประชาคมอาเซียนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นทุกที ปัญหาทะเลจีนใต้เป็นข้อพิพาทหนึ่งที่ไม่อาจละเลย แต่ไม่ควรนำข้อพิพาทนี้หักล้างความสัมพันธ์กับจีน
บรรณานุกรม:
1. ASEAN. (2017, August 5). JOINT COMMUNIQUÉ OF THE 50TH ASEAN FOREIGN MINISTERS’ MEETING Manila, Philippines 5 August 2017. Retrieved from http://asean.org/storage/2017/08/Joint-Communique-of-the-50th-AMM_FINAL.pdf
2. ASEAN foreign ministers endorse framework of South China Sea code of conduct. (2017, August 6). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/asean-foreign-ministers-endorse-framework-of-south-china-sea-9096292
3. China sets conditions for start of talks on sea feud code. (2017, August 6). inquirer.net. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/159395/china-sets-conditions-for-start-of-talks-on-sea-feud-code-south-china-sea-maritime
4. China’s ‘nine-dash line, historic rights’ invalid–tribunal. (2016, July 12). INQUIRER.net. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/140985/chinas-nine-dash-line-historic-rights-are-invalid-tribunal
-----------------------------

ภัยคุกคามในสายตาของประชาชนแต่ละประเทศ

ต้นสิงหาคม 2017 Pew Research Center เสนอผลสำรวจภัยคุกคามต่างๆ ตามความคิดเห็นของประชาชน พบว่าผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (global climate change) คือ 2 ประเด็นที่คนทั่วโลกเห็นว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด
            งานสำรวจอาศัยความเห็นประชาชน 41,953 คน จาก 38 ประเทศ กระจายทุกทวีป ตั้งภัยคุกคาม 8 ตัวให้ผู้ตอบให้คะแนนเป็นคุกคามรุนแรง ภัยคุกคามทั้ง 8 ได้แก่ ผู้ก่อการร้าย IS การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจโลก ผู้อพยพลี้ภัยต่างชาติเข้าประเทศ และอีก 3 ข้อคือ อำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ รัสเซียและจีน
ผลสรุปของกลุ่มอาเซียน :
            ในกลุ่มอาเซียนทำการสำรวจ 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ทั้งอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์เห็นว่า IS คือภัยคุกคามร้ายแรงสุด ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 74 กับ 70 คิดเช่นนั้น
            ภัยคุกคามรองลงมาของอินโดนีเซีย ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลก (58) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (56) และอำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ (55)
            ภัยคุกคามรองลงมาของฟิลิปปินส์ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (65) การโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ (64) และอำนาจกับอิทธิพลจากจีน (47)

ผลสำรวจสอดคล้องกับข้อมูลที่บ่งบอกว่า IS ถอนตัวจากอิรักกับซีเรีย กำลังขยับเข้ามาเคลื่อนไหวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงาน “Country Reports on Terrorism 2016” ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐชี้ว่า ปี 2016 ที่ผ่านมาคนในภูมิภาคนี้ที่เดินทางไปสมทบกองกำลังที่อิรักกับซีเรียลดลง อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับผู้ก่อการร้ายที่เดินทางกลับประเทศและพยายามก่อเหตุกับประเทศตนเอง

            ส่วนเวียดนามเห็นว่าภัยคุกคามร้ายแรงสุดคือ อำนาจกับอิทธิพลจากจีน ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 80 คิดเช่นนั้น รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (61) ภาวะเศรษฐกิจโลก (44) การโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ (41) ผู้ก่อการร้าย IS (30) ผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 21 เท่านั้นที่เห็นว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (เทียบกับจีนที่สูงถึงร้อยละ 80)
            ความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจต่อกันระหว่างเวียดนามกับจีนมาจาก 2 สาเหตุหลัก สาเหตุแรกคือความขัดแย้งสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ ที่จีนมักแสดงอิทธิพลเหนือเวียดนาม ทำสงครามเรื่อยมา ทุกวันนี้แม้จะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์คล้ายกัน แต่ไม่เป็นเหตุทำให้ 2 ประเทศเป็นพันธมิตร สอดแทรกด้วยประเด็นขัดแย้งในพื้นที่พิพาท เรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) หมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) และพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของเวียดนาม รัฐบาลจีนพยายามปรับสัมพันธ์กับเวียดนาม มีความร่วมมือหลายอย่าง แต่ลึกๆ แล้วงานศึกษาชิ้นนี้ให้ข้อสรุปว่าชาวเวียดนามยังมองจีนอย่างไม่เป็นมิตร
            ในทางตรงข้าม เวียดนามที่ทำสงครามกับสหรัฐอย่างดุเดือดในสงครามเวียดนาม บัดนี้ 2 ประเทศฟื้นฟูความสัมพันธ์ รัฐบาลสหรัฐปัจจุบันไม่คิดว่าจะต้องล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์เวียดนาม (อย่างน้อยในระยะนี้) เป็นกรณีตัวอย่างที่รัฐบาลสหรัฐยอมรับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ รัฐบาลที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ในหมวดมหาอำนาจ :
งานศึกษาของ Pew Research Center ตั้งคำถาม 8 ข้อว่าอะไรคือภัยคุกคามร้ายแรง 3 ใน 8 ข้อถามว่าอำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ รัสเซีย จีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงหรือไม่
ผลการสำรวจมีข้อสรุปที่น่าสนใจว่า คนญี่ปุ่นเห็นว่าจีนกับสหรัฐเป็นภัยคุกคามพอๆ กัน ด้วยคะแนน 64 ต่อ 62 (ส่วนรัสเซียได้ 43)
รัฐบาลญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นมิตรกับสหรัฐ โดยเฉพาะพรรค LDP ซึ่งเป็นพรรคหลักและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเกือบทุกชุด (รวมทั้งชุดนายกฯ อาเบะปัจจุบัน) รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ แต่ในสายตาของประชาชนญี่ปุ่นกลับคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาล นั่นคือมองรัฐบาลสหรัฐด้วยสายตาไม่เป็นมิตรพอๆ กับจีน
เกาหลีใต้มีลักษณะคล้ายญี่ปุ่น นั่นคือ คนเกาหลีใต้เห็นว่าจีนกับสหรัฐเป็นภัยคุกคามพอๆ กัน ด้วยคะแนน 83 ต่อ 70 (ส่วนรัสเซียได้ 46)
ในกรณีเกาหลีใต้ คะแนนระหว่างจีนกับสหรัฐมีความห่างอยู่บ้าง แต่ตัวเลขร้อยละ 70 เห็นว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงนั้น ย่อมต้องสรุปว่าคนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเช่นกัน เพียงแต่เป็นรองจีนเท่านั้น

ถ้าวิเคราะห์ในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เกาหลีใต้เป็นพันธมิตรความมั่นคงกับสหรัฐตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี ทุกวันนี้ยังต้องพึ่งพาสหรัฐด้านความมั่นคง แต่ในสายตาของประชาชน คนเกาหลีใต้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐคือภัยคุกคามร้ายแรง
ทั้ง 2 กรณีคือญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จึงมีข้อสังเกตว่าแม้มีศัตรูเดียวกันคือจีน แต่สหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรเป็นภัยคุกคามไม่น้อยกว่าจีน

ฝั่งยุโรป ตุรกีเป็นอีกประเทศที่มีลักษณะทำนองนี้ คนตุรกีร้อยละ 72 เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (ตัวเลขสูงขึ้น 28 จุดเมื่อเทียบกับการสำรวจปี 2013) ร้อยละ 54 กับ 33 เห็นว่ารัสเซียกับจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับตุรกีจะไม่ราบรื่นเสียทีเดียว บางช่วงดีบางช่วงร้าย (ขึ้นกับรัฐบาล) ตุรกีเป็นสมาชิกนาโตตั้งแต่ค.ศ. 1952 หรือตั้งแต่เริ่มสงครามเย็น ในสมัยนั้นรัฐบาลมุ่งปิดล้อมอิทธิพลของโซเวียตตามยุทธศาสตร์ปิดล้อม ในปี 1959 ถึงกับยอมให้สหรัฐติดตั้งขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ Jupiter ในตุรกี แต่เมื่อสิ้นสงครามเย็น ตุรกีเห็นว่าไม่จำต้องอิงสหรัฐมากเท่าเดิมอีกต่อไป เป็นโอกาสที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับรัสเซีย รวมทั้งประเทศที่แตกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต

รัฐบาลตุรกีปัจจุบัน ภายใต้ประธานาธิบดีเรเจพ ทายยิพ แอร์โดกาน (Recep Tayyip Erdogan) แต่แรกมีสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐพอสมควร ร่วมต่อต้านรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรีย แต่หลังเหตุกบฏเมื่อกรกฎาคม 2016 รัฐบาลแอร์โดกานโจมตีรัฐบาลสหรัฐเรื่อยมา โดยเฉพาะประเด็นให้ที่พักพิงแก่หัวหน้าฝ่ายกบฏ
ทุกวันนี้ตุรกียังเป็นสมาชิกนาโตซึ่งหมายความว่าเป็นพันธมิตรด้านการทหาร แต่ในทางปฏิบัติ ตุรกีหันไปใกล้ชิดรัสเซียมากขึ้น เดือนที่แล้วตุรกีกับรัสเซียบรรลุข้อตกลงซื้อระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รุ่นล่าสุดของรัสเซีย ตุรกีเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากจีนที่เป็นลูกค้ารายแรก แสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่น
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่ตัวอยู่กับนาโตแต่ใจอยู่ที่รัสเซีย ตัวเลขคนตุรกีร้อยละ 72 เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเป็นหลักฐานที่ดี
ในอีกด้านหนึ่งคนตุรกีร้อยละ 54 เห็นว่ารัสเซียภัยคุกคามร้ายแรงเป็นเรื่องน่าสนใจเช่นกัน เพราะมากกว่าครึ่งเห็นว่ารัสเซียเป็นศัตรู

มุมมองชาวอเมริกันกับรัสเซีย :
ชาวอเมริกันร้อยละ 74 เห็นว่าผู้ก่อการร้าย IS เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด รองลงมาร้อยละ 71 เห็นว่าการโจมตีด้วยไซเบอร์จากต่างประเทศเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ลำดับ 3 คือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (ร้อยละ 56) ส่วนอำนาจกับอิทธิพลจากรัสเซียและจีนได้คะแนน 47 กับ 41 ตามลำดับ

            รัสเซียมีลักษณะพิเศษคือชาวรัสเซียไม่ค่อยเห็นว่ามีภัยคุกคาม ภัยคุกคามอันดับหนึ่งคือ ผู้ก่อการร้าย IS ด้วยคะแนนร้อยละ 58 รองมาคือภาวะเศรษฐกิจโลก ผู้อพยพลี้ภัย และอำนาจกับอิทธิพลจากสหรัฐ ด้วยคะแนน 38, 37 และ 37 ตามลำดับ ตั้งแต่ภัยคุกคามลำดับ 2 เรื่อยมานั้นได้คะแนนต่ำกว่า 40

วิเคราะห์องค์รวม :
อำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ รัสเซียและจีน เป็น 3 ข้อที่ได้คะแนนต่ำสุดเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ให้ความสำคัญกับอิทธิพลมหาอำนาจ
ตุรกี (72) เกาหลีใต้ (70) ญี่ปุ่น (62) และเม็กซิโก (61) คือ 4 ประเทศที่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
โปแลนด์ (65) จอร์แดน (49) สหรัฐ (47) สเปน (47) คือ 4 ประเทศที่เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียเป็นภัยคุกคามร้ายแรง สังเกตว่ามีเฉพาะโปแลนด์เพียงประเทศเดียวที่ให้คะแนนมากว่า 50
เกาหลีใต้ (83) เวียดนาม (80) ญี่ปุ่น (64) สเปน (51) คือ 4 ประเทศที่เห็นว่าจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
บ่งชี้ว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่ามีประเด็นที่สำคัญกว่าบทบาทอิทธิพลโดยตรงของชาติมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ รัสเซียหรือจีน

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหรือที่นิยมเรียกว่าภาวะโลกร้อนนั้น เป็นภัยคุกคามลำดับ 2 ด้วยคะแนน 61 ใกล้เคียงกับลำดับที่ 1 มาก เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจ วิถีดำเนินชีวิต แต่ไม่ได้ตอบว่ามีสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากเพียงไร ภูมิภาคที่ให้คะแนนข้อนี้ต่ำสุดคือตะวันออกกลาง ด้วยคะแนนระหว่าง 38-58 ในขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ให้คะแนนระดับ 60-80

ในเชิงภาพรวมทั้งโลก งานศึกษาของ Pew Research Center ครั้งนี้ชี้ว่าผู้ก่อการร้ายคือภัยคุกคามร้ายแรงลำดับ 1 ของโลก ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 62 คิดเช่นนั้น เวียดนามให้คะแนนข้อนี้ต่ำสุด ได้คะแนนเท่ากับ 30 ถ้าเปรียบเทียบระดับภูมิภาค ลาตินอเมริกากับอเมริกาใต้ให้คะแนนต่ำสุด สังเกตว่าประเทศเหล่านี้มีมุสลิมน้อยมาก เป็นงานศึกษาอีกชิ้นที่ชี้ว่าการก่อเหตุของ IS จะรุนแรงในประเทศที่มีมุสลิมจำนวนมาก (หรือมีในระดับหนึ่ง)
คำถามคือ จริงหรือที่ IS เป็นภัยคุกคามรุนแรงจนเป็นภัยลำดับหนึ่งของโลก (ถ้าไม่นับประเทศที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลักอย่างอิรักกับซีเรีย) ภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องกลายเป็นเรื่องรอง
ไม่ว่าข้อสรุปจะเป็นอย่างไร งานศึกษานี้สะท้อนมุมมองของพลเมืองโลก ไม่จำต้องมีความเห็นตรงกับฝ่ายรัฐบาลที่ข้อมูลข่าวสารจำนวนมากมาจากปากของฝ่ายรัฐ
สิงหาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7576 วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2560)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
งานศึกษาล่าสุดของ Pew Research Center ให้ข้อสรุปว่า ในสายตาของประชาชนอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ IS หรือกลุ่มที่ใกล้ชิดกับ IS เป็นภัยคุกคามประเทศที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ สอดคล้องกับข้อมูลหลายแหล่ง ... 
บรรณานุกรม:
1. Poushter, Jacob., Manevich, Dorothy. (2017, August 1). Globally, People Point to ISIS and Climate Change as Leading Security Threats. Pew Research Center. Retrieved from http://www.pewglobal.org/2017/08/01/globally-people-point-to-isis-and-climate-change-as-leading-security-threats/?utm_source=AdaptiveMailer&utm_medium=email&utm_campaign=8-1-17%20Global%20Threats&org=982&lvl=100&ite=1568&lea=323345&ctr=0&par=1&trk=
2. U.S. State Department. (2017, July 19). Country Reports on Terrorism 2016. Retrieved from https://www.state.gov/j/ct/rls/crt/2016/
3. Turkey, US blast Assad regime as Aleppo toll rises. (2013, February 25). AFP. Retrieved from
http://uk.news.yahoo.com/turkey-says-not-remain-silent-syria-crimes-140954493.html
4. Turkey agrees to pay Russia $2.5B for S-400 missile systems, official says. (2017, July 14). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/defense/2017/07/13/turkey-agrees-to-pay-russia-25b-for-s-400-missile-systems-official-says
5. Williams, Paul A. (2011). Turkey: A Neglected Partner. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.237-254). New York: Palgrave Macmillan.
-----------------------------