2 ประเด็นสำคัญที่ไบเดนเผชิญในสมรภูมิยูเครน

การศึกในยูเครนไม่ใช่เรื่องที่อยากเลิกก็เลิกได้ทันที เพราะสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญยิ่งกว่าความเป็นไปของยูเครนที่มหาอำนาจไม่อาจสูญเสีย

        สงครามยูเครนก้าวสู่เดือนที่ 5 นาโตยืนยันสนับสนุนยูเครนสู้กับรัสเซียต่อไป กองทัพรัสเซียมุ่งยึดพื้นที่ด้านตะวันออกตามยุทธศาสตร์สร้างเขตกันชนที่ประกาศตั้งแต่ต้น ผลคือแม้ยูเครนไม่สามารถทำลายกองทัพรัสเซียแต่สงครามยืดเยื้อตราบเท่าที่ 2 ฝ่ายยังไม่สงบศึก

        ในมุมของสหรัฐผู้เป็นแกนนำนาโต คำถามคือสงครามนี้จะจบอย่างไร มี 2 ประเด็นใหญ่ที่ต้องคิดหนัก

       ประการแรก ความเป็นเจ้าของสหรัฐ

        แม้นาโตประกาศตั้งแต่ก่อนสงครามว่าการรบครั้งนี้ทหารนาโตจะไม่ปะทะกับทหารรัสเซีย เป็นการรบระหว่างยูเครนกับรัสเซียเท่านั้น แต่เมื่อสงครามผ่านไปนาโตเริ่มส่งอาวุธช่วยยูเครน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การรบยืดเยื้อ ในเวลาต่อมารัสเซียชี้ว่าเป็นสงครามเศรษฐกิจด้วย

        สมรภูมิยูเครนมีส่วนคล้ายสงครามอัฟกานิสถาน พวกมูจาฮิดีน (Mujahidin) ต่อต้านการรุกรานของกองทัพโซเวียตเมื่อปี 1979 เหตุการณ์ครั้งนั้นรัฐบาลสหรัฐส่งอาวุธช่วยมูจาฮิดีน มีผู้อธิบายว่าเป็นสงครามตัวแทน (proxy war) ระหว่างสหรัฐกับโซเวียตรัสเซีย นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐต้องการให้สมรภูมิยูเครนเป็นเหมือนอัฟกานิสถานครั้งนั้น

        แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน กองทัพรัสเซียค่อยๆ รบ หลีกเลี่ยงการปะทะการสูญเสียโดยไม่จำเป็น ดูเหมือนว่าเตรียมทำศึกระยะยาว

        อาจวิเคราะห์ว่ารัฐบาลสหรัฐกับพวกยังมั่นใจว่าจะเป็นฝ่ายชนะ กองทัพรัสเซียอ่อนแอลงทุกที ยิ่งยืดเยื้อรัสเซียยิ่งมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำ พร้อมกับด้านเศรษฐกิจที่รัสเซียโดนกดดันอย่างหนัก ขอเพียงสมาชิกนาโตร่วมมือร่วมใจก็จะไม่แพ้ หรืออาจมองว่าหากยุติการรบตอนนี้การลงทุนที่ผ่านมาจะสูญเปล่า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสงามๆ เล่นงานรัสเซียอีก ซ้ำร้ายกว่านั้นหากจบไม่สวยถูกตีความว่านาโตเป็นฝ่ายแพ้ เช่นนี้ย่อมยอมรับไม่ได้ สหรัฐไม่อาจสูญเสียความเป็นเจ้า การแพ้ในสมรภูมิเดียวบั่นทอนสถานภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ

        ไม่ว่าจะใช้มุมมองใด เป้าหมายท้าทายของสหรัฐคือต้องการยุติสงครามโดยที่โลกรับรู้ว่ารัสเซียสูญเสียหนัก แม้ยูเครนต้องเสียดินแดนบางส่วนก็ตาม

        รวมความแล้วศึกครั้งนี้เดิมพันสูง รัฐบาลไบเดนไม่อาจปล่อยให้ถูกตีความว่าสหรัฐเป็นฝ่ายแพ้ นาโตหรือฝ่ายประชาธิปไตยพ่ายให้กับอำนาจนิยมรัสเซีย

        เช่นเดียวกับประธานาธิบดีปูตินที่ไม่อยากเป็นฝ่ายแพ้เช่นกัน นักวิเคราะห์บางคนคิดว่าคนอย่างปูตินจะไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้เด็ดขาด Graham Allison จาก Harvard University ชี้ว่าถ้าจำเป็นปูตินจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ทำลายทุกสิ่งให้สิ้นซากดีกว่ายอมแพ้

        ถ้ามองในกรอบรัสเซียเป็นผู้ถูกกระทำ รัสเซียถูกนาโตเล่นงานเรื่อยมาครั้งนี้เป็นโอกาสเอาคืน ถ้าหากชนะย่อมเปิดทางแก่โอกาสดีๆ ตามมาอีกมาก

        การศึกจึงต้องยืดเยื้อต่อ ลอยด์ ออสติน (Lloyd Austin) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐประกาศให้พันธมิตรเตรียมตัวทำศึกหลายปี ไม่กี่วันต่อมาเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโตพูดซ้ำขอให้เตรียมรับมือสงครามยูเครนแบบยาวๆ สมรภูมิยูเครนเข้าสู่การรบยืดเยื้อค่อยๆ บั่นทอนข้าศึก (a war of attrition)

        พร้อมกับการรบคือเจรจาทั้งทางตรงทางลับจนกว่าฝ่ายหนึ่งจะชนะหรือได้ข้อตกลงที่ยอมรับได้ นาโตอยู่ระหว่างหารือเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์หลังสงครามยูเครน ในขณะที่รัสเซียดำเนินตามแผนของตนเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วการสงบศึกจะต้องเกิดขึ้นก่อน เป็นกระบวนการแรกสู่การจำกัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจการเมือง เปิดโอกาสให้โลกกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

       ประการที่ 2 ความสูญเสียทางสังคมเศรษฐกิจการเมือง

        ยุทธศาสตร์ของฝั่งสหรัฐกับพวกที่ใช้ตั้งแต่ต้นคือกระชับการปิดล้อมรัสเซีย ออกมาตรการคว่ำบาตรหลายระลอก โดยเฉพาะพลังงานฟอสซิลซึ่งเป็นรายได้หลักของรัสเซีย หวังให้อียูเลิกซื้อ

        ด้านรัฐบาลปูตินซึ่งเคยเผชิญการคว่ำบาตรใหญ่เมื่อปี 2014 สมัยยึดไครเมียโต้กลับทันควัน พร้อมเลิกสัญญาซื้อขายพลังงานที่ทำไว้กับชาติสมาชิกอียูและต้องซื้อด้วยเงินรูเบิล ผลจากการคว่ำบาตรทำให้ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเพิ่มขึ้นเท่าตัว (ยึดราคาน้ำมันดิบ WTI นับจากก่อนเกิดโควิด-19 จนถึงที่ระดับราคา 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนก๊าซธรรมชาติกับถ่านหินเพิ่มมากกว่าเท่าตัว)

        ด้วยราคาที่ถีบตัวสูงขนาดนี้ไม่แปลกที่ Centre for Research on Energy and Clean Air (CREA) ชี้ว่า 100 วันสงครามยูเครน รัสเซียได้กำไรจากการส่งออกพลังงานฟอสซิล 98,000 ล้านดอลลาร์ (3.4 ล้านล้านบาท) เฉลี่ยแล้วส่งออกในราคาสูงกว่าปีก่อน 60%

        Steve H Hanke จาก Johns Hopkins Institute อธิบายว่าการคว่ำบาตรส่งผลกระทบต่อผู้ออกมาตรการด้วย ฝ่ายการเมืองจะพยายามปกปิดไม่ให้สังคมรับรู้ว่าเสียหายหนักแค่ไหน สิ่งที่ปรากฏในสื่อไม่ใช่ทั้งหมด ความเสียหายจริงมากกว่านั้นมาก ในกรณีสงครามยูเครนอียูแบกรับความเสียหายมากกว่าสหรัฐหลายเท่าและสร้างความเสียหายแก่คนทั้งโลก พวกที่ได้รับผลรุนแรงสุดคือประเทศที่ยากจน พวกคนจนทั้งหลาย

        นโยบายห้ามซื้อใช้พลังงานฟอสซิลรัสเซียทำให้ตลาดพลังงานโลกกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แบ่งขั้วทางการเมือง การซื้อขายน้ำมันไม่เสรีอีกต่อไป (ไม่เสรีเท่าอดีต) ที่เป็นปัญหาคือทุกคนในโลกจะต้องซื้อใช้พลังงานในที่ราคาสูงขึ้นมาก

        แต่ละปีทุกประเทศมีเงินเฟ้ออยู่แล้วจะมากหรือน้อยเท่านั้น (ในช่วงโควิด-19 รัฐบาลทรัมป์กับไบเดนต่างอัดฉีดเงินช่วยเหลือเข้าระบบมหาศาล) การคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียทำให้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีอยู่แต่เดิมรุนแรงขึ้นอีก ข้อมูลหลายประเทศชี้ชัดตรงกันว่าน้ำมันกับอาหารคือตัวสร้างเงินเฟ้อ

        การแก้ภาวะเงินเฟ้อเงินล้นระบบเป็นเพียงจุดเริ่มของปัญหาที่จะตามมาอีกหลายขั้นตอน หลายคนเอ่ยถึงเศรษฐกิจถดถอย บางคนพูดถึง stagflation

        ประเด็นอยู่ที่ว่า ความตั้งใจที่จะบั่นทอนเศรษฐกิจรัสเซียส่งผลรุนแรงต่อสหรัฐกับนานาชาติด้วย เป็นอีกครั้งที่นโยบายต่างประเทศสหรัฐสร้างความสูญเสียแก่นานาชาติอย่างร้ายแรง ไม่เว้นแม้กระทั่งคนอเมริกัน 330 ล้านคน

        เศรษฐกิจโลกโตช้าลง บางประเทศถดถอยไม่เป็นผลดีต่อทั้งฝ่ายสหรัฐกับรัสเซีย ทั้งคู่อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องดูแลเศรษฐกิจสังคมอย่างใกล้ชิด เมื่อเศรษฐกิจสังคมเสียหายมากประชาชนแสดงความไม่พอใจมากขึ้นตามลำดับ ถ้าพูดอย่างเป็นกลาง ต้องรอดูต่อไปว่าฝ่ายใดจะยอมแพ้ทางเศรษฐกิจการเมืองก่อน

        สงครามยูเครนเป็นสมรภูมิจำกัดขอบเขต แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมแพร่ทั่วโลก สร้างความเสียหายมหาศาลมากกว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของยูเครนกับรัสเซียหลายเท่า

ทางออก ... จะออกทางไหน :

        ดังที่นำเสนอในบทความก่อนแล้วว่าเงินเฟ้อมาจากหลายปัจจัย แต่รอบนี้ที่กลายเป็นปัญหารุนแรงระดับโลกมาจากราคาพลังงานเป็นหลัก ทำให้สินค้าขึ้นราคา แพงทั้งแผ่นดิน ดังนั้นลำพังการทำให้การซื้อขายพลังงานฟอสซิลกลับสู่ที่เดิมหรือชะลอการเปลี่ยนแปลงออกไป เพียงเท่านี้ปัจจัยทางจิตวิทยาจะดีขึ้นทันที กลับมามองอนาคตในแง่บวก ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าการแก้ปัญหาจริงที่ต้องใช้เวลาอีกนาน

        แต่เนื่องจากทั้งรัฐบาลสหรัฐกับรัสเซียต่างมีผลประโยชน์ที่ต้องรักษา ไม่อาจสูญเสียเกียรติภูมิของมหาอำนาจ ถูกชี้ว่าเป็นฝ่ายแพ้ แนวทางยุติศึกจะต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เหล่านี้เป็นอุปสรรคว่า “จะจบอย่างไร” หรือ “จะจบได้อย่างไร” อย่างไรก็ตามปัจจัยเศรษฐกิจการเมืองภายในประเทศ แรงกดดันจากนานาชาติน่าจะเป็นแรงผลักดันให้ได้ข้อสรุปในที่สุด และควรสังเกตว่ารัฐบาลเซเลนสกีแทบไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหล่านี้เลย ทั้งๆ ที่ประเทศตัวเองเป็นพื้นที่สมรภูมิ

26 มิถุนายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9356 วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565)
---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ยูเครนเป็นพื้นที่กันชนระหว่าง 2 มหาอำนาจ ตอนนี้กำลังถูกใช้โหมกระแสสงครามเย็นใหม่ในยุโรป เป็นวิธีกระชับอำนาจที่รัฐบาลสหรัฐแทบทุกชุดทำเช่นนี้เรื่อยมา
เมื่อต้นเหตุเงินเฟ้อมาจากการคว่ำบาตรน้ำมันก๊าซธรรมชาติรัสเซีย วิธีแก้คือระงับหรือชะลอคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียออกไปก่อน ปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐกับเงินเฟ้อโลกจะลดลง เศรษฐกิจฟื้นตัวทันที
บรรณานุกรม :

1. "Dealing with Horrible Leaders Is Part of the History of International Relations" (2022, May 20). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/world/interview-dealing-with-horrible-leaders-is-part-of-the-history-of-international-relations-a-31a0aabb-35eb-4107-a65f-39ae5f79c9e7

2. How the West miscalculated its ability to punish Russia. (2022, June 6). Asia Times. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/world/2022/06/02/russia-controls-a-fifth-of-ukraine-on-eve-of-100th-day-of-war-zelenskyy-says/

3. Pentagon updates US goals in Ukraine. (2022, June 14). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/557168-pentagon-goals-ukraine-russia/

4. Russia earns $98 bln from fuel exports in 100 days of Ukraine war: Report. (2022, June 13). Arab News. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/world/2022/06/13/Russia-earns-98-bln-from-fuel-exports-in-100-days-of-Ukraine-war-Report

5. Tarzi, Amin. (2004). Mujahidin. In Encyclopedia of Islam & the Muslim World (pp.490-491). USA: Macmillan Reference.

6. The West Tries to Figure Out What Peace Might Look Like. (2022, May 30). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/world/what-s-next-for-ukraine-the-west-tries-to-figure-out-what-peace-might-look-like-a-9116433c-ff62-4438-b7fd-12a1241525c9

7. West must brace for 'long haul' in Ukraine: NATO chief. (2022, June 3). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/world/ukraine-invasion-nato-chief-says-west-must-brace-long-haul-2724401

-----------------------

เงินเฟ้ออเมริกาเงินเฟ้อโลกแก้ได้ด้วยมือไบเดน

เมื่อต้นเหตุเงินเฟ้อมาจากการคว่ำบาตรน้ำมันก๊าซธรรมชาติรัสเซีย วิธีแก้คือระงับหรือชะลอคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียออกไปก่อน ปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐกับเงินเฟ้อโลกจะลดลง เศรษฐกิจฟื้นตัวทันที 

        สัปดาห์ก่อนหลังประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI 8.6% เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปี ประธานาธิบดีโจ ไบเดนชี้ไตรมาสนี้บรรษัทน้ำมัน Exxon Mobil ทำกำไรมหาศาล ทำไมไม่ผลิตน้ำมันให้มากกว่านี้ ด้านบริษัทชี้แจงว่ามีการสื่อสารกับรัฐบาลเป็นประจำอยู่แล้ว บริษัทกำลังเร่งขยายกำลังการผลิต

ภาพรวมสถานการณ์โลก :

        พฤษภาคม IMF เผยเศรษฐกิจโลกเข้าสู่การทดสอบครั้งใหญ่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โรคระบาดโควิด-19 ค่าอาหารกับพลังงานที่สูงลิ่วกำลังเป็นภาระหนักของคนทั้งโลก การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้เงินเฟ้อจะลดการลงทุน พวกรายย่อยจะหาที่กู้ยากและต้นทุนสูง ทุกคนที่มีหนี้จะประสบปัญหาชำระหนี้ซึ่งหากไม่แก้ไขสุดท้ายสถาบันการเงินอยู่ไม่ได้เช่นกัน แนวทางคือต้องลดกำแพงกันและกันซึ่งจะช่วยให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดต่ำลง ห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไปแก้ได้ด้วยการหาช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ต่อเนื่อง

        ในอีกด้านหนึ่งเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโตขอให้เตรียมรับมือสงครามยูเครนแบบยาวๆ ชี้ว่ากำลังเข้าสู่หมวดรบยืดเยื้อค่อยๆ บั่นทอนข้าศึก (a war of attrition) ทั้งยูเครนกับรัสเซียต่างสูญเสียหนัก ย้ำนาโตสนับสนุนให้ยูเครนทำสงครามต่อไป

        ข่าวเงินเฟ้อครั้งใหญ่จุดชนวนเศรษฐกิจโลกที่ปั่นป่วนอยู่แล้วให้หนักกว่าเดิม ตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่ตลาดหมี ราคาบิทคอยน์ คริปโทฯ ร่วงระนาว อัตราดอกเบี้ยต้องขึ้นอีกหลายรอบ สินค้าขึ้นราคาถ้วนหน้า แต่เหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มของปัญหาที่จะตามนั่นคือเศรษฐกิจถดถอย กำไรบริษัทลดลง ปลดพนักงาน ฯลฯ

ปัญหาเงินเฟ้อโลกและผลกระทบ :

        สหรัฐไม่ใช่ประเทศเดียวที่เงินเฟ้อรุนแรง เงินเฟ้อเยอรมันเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 7.9% สูงสุดในรอบเกือบ 50 ปี หมวดที่ดันเงินเฟ้อเหมือนสหรัฐและหลายประเทศคือมาจากพลังงานเชื้อเพลิง รองมาคืออาหาร ซ้ำรอยวิกฤตน้ำมันโลกปี 1973-1974

        ด้านผลกระทบเช่นเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5.2% เพื่อสู้เงินเฟ้อ เป็นการขึ้นค่าแรงรวดเดียวสูงสุดในรอบ 14 ปี

        ที่อินเดีย ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขายส่งสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ตัวเลขเดือนพฤษภาคมสูงถึง 15.88% (สูงกว่าเดือนก่อนที่ 15.08%) อากาศร้อนเป็นอีกเหตุผลซ้ำเติมให้ราคาพืชผัก ธัญพืชราคาสูงขึ้นมาก คาดว่าหมวดสินค้าจำเป็นจะแพงต่อไปตามราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวในระดับสูง

        Josh Lipsky จาก Atlantic Council’s GeoEconomics Center อธิบายว่าการขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ ของสหรัฐจะดึงเม็ดเงินจากทั่วโลกให้ถือครองดอลลาร์และฝากเงินไว้กับอเมริกา ส่งผลเสียต่อตลาดเงินตลาดทุนประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่

        รวมความแล้วการคว่ำบาตรน้ำมันทำให้เศรษฐกิจนานาชาติทรุดหนักและฟื้นช้ากว่าเดิม Mohamed Faiz Nagutha จาก Bank of America Securities เตือนให้จับตามองฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนาม ส่วนเลบานอนกับศรีลังกาคือประเทศที่เศรษฐกิจพังไปแล้ว กระทบต่อหลายพันล้านคนทั่วโลก คนเหล่านี้ไม่มีส่วนรู้เห็นกับนโยบายสหรัฐแต่ต้องอดอยากยากจนเพราะการคว่ำบาตร

เรื่องของคนจนสุดๆ ที่ไม่ค่อยเอ่ยถึง :

        คำว่า “อดอยาก” (hunger) ในที่นี้ใช้นิยามของ UN's Hunger Report หมายถึงคนที่พยายามหาอาหารทั้งวันแต่ไม่ได้กินเพราะไม่มีเงิน ไม่เข้าถึงอาหาร คนเหล่านี้บางวันมีกินบางวันไม่มีกิน มักไม่อิ่มท้องหรือไม่ได้กินอาหารที่มีคุณภาพ (อาจกินอิ่มแต่เป็นอาหารทำลายสุขภาพ) มีปัญหาสุขภาพอันเนื่องจากขาดสารอาหาร

        ความจริงที่น่าเศร้าคือโลกไม่ได้ขาดอาหาร โลกผลิตอาหารมากพอสำหรับทุกคน แต่ที่ทุกวันนี้ 811 ล้านคนอดอยากเพราะยากจนหรืออยู่ในสถานการณ์ที่อาหารหายาก (เช่น ภัยสงคราม) ไม่เข้าถึงแหล่งอาหาร ดังนั้นในขณะที่หลายคนกินมื้อละหลายร้อยหลายพันหรือแพงกว่านั้นแต่อีกหลายล้านคนไม่มีกิน ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงยิ่งทำให้หลายร้อยล้านคนทุกข์ยากกว่าเดิมเพราะพึ่งพาอาหารที่ได้รับบริจาค บัดนี้เงินบริจาคเท่าเดิมแต่อาหารแพงขึ้น จากที่ไม่ค่อยมีกินอยู่แล้วต้องอดอยากหนักกว่าเดิมอีก

คว่ำบาตรรัสเซียเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่ :

        ถ้าการทำประโยชน์แก่คนทั้งโลกเป็นเรื่องอุดมคติมากเกินไป รัฐบาลสหรัฐ ประธานาธิบดีอเมริกาต้องทำเพื่อประโยชน์คนอเมริกัน แต่ที่ค้างคาใจนานหลายทศวรรษแล้วคือชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่วางใจรัฐสภา ไม่คิดว่ารัฐบาลกำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงๆ

        พวกที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันแพงคือประเทศผู้ส่งออกน้ำมันกับบรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานซึ่งทั้งโลกมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ข้อมูลชี้ชัดว่า 2 กลุ่มนี้เพิ่มกำไรเป็นกอบเป็นกำ เช่น บรรษัทน้ำมัน Saudi Aramco ทำกำไรแซง Apple Inc มีกำไรสุทธิมากถึง 39,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 82% เมื่อเทียบกับปีก่อน ประธานาธิบดีไบเดนเอ่ยถึงบรรษัทน้ำมันที่กำลังทำไรมหาศาล โลกใช้น้ำมันเท่าเดิมแต่แพงกว่าเดิมราวเท่าตัว (จากแถว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนเกิดโควิด-19 เป็น 120 ดอลลาร์)

        ตั้งแต่แรกเกิดสงครามยูเครน วิธีหลักที่รัฐบาลสหรัฐกับพวกใช้คือคว่ำบาตรพลังงานฟอสซิลรัสเซีย เริ่มจากก๊าซธรรมชาติ ต่อด้วยน้ำมันและถ่านหิน แต่หลังสงครามผ่านไป 100 วัน Centre for Research on Energy and Clean Air (CREA) พบว่ารัสเซียได้กำไรจากการส่งออกพลังงานฟอสซิล 98,000 ล้านดอลลาร์ (3.4 ล้านล้านบาท) ทั้งๆ ที่ยอดส่งออกลดลง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะราคาน้ำมันดิบโลกสูงขึ้นมาก เฉลี่ยแล้วส่งออกในราคาสูงกว่าปีก่อน 60% และได้ตลาดเพิ่มจากอินเดีย จีน ฯลฯ และส่งผลร้ายแรงต่อทั่วโลก ราคาน้ำมันสูงขึ้นมากและคาดว่าจะเป็นเช่นนี้อีกนานหลายปี ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนน้ำมันจากผู้ขายสู่ผู้ซื้อเพิ่มขึ้น ทั้งจากค่าขนส่ง เบี้ยประกันภัย ต้นทุนการกลั่น การเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมความแล้วนโยบายคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียทำให้คนทั้งโลกต้องซื้อใช้น้ำมันแพงกว่าเดิม พลังงานฟอสซิลไม่ขาดแคลนแต่แพงกว่าเดิมมาก เป็นต้นเหตุสำคัญของเงินเฟ้อ สินค้าขึ้นราคา แพงทั้งแผ่นดิน

ข้อเสนอแนะ :  

        ความเข้าใจที่ต้องยึดให้มั่นคือเงินเฟ้อหนักรอบนี้มาจากการที่รัฐบาลสหรัฐกับพวกคว่ำบาตรเงินรูเบิล พลังงานฟอสซิลรัสเซีย หลายประเทศโดยเฉพาะชาติพันธมิตรสหรัฐต้องรีบเร่งหาแหล่งเชื้อเพลิงทดแทน ทำให้ระบบการซื้อขายน้ำมันโลกปั่นป่วน

        พูดให้ชัดๆ เงินเฟ้อหนักรอบนี้เกิดจากรัฐบาลไบเดน

        ในโลกแห่งสัจนิยม (Realism) การต่อสู้ช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจเป็นเรื่องปกติ แต่ชาติมหาอำนาจควบคุมได้ เหมือนควบคุมไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก รัฐบาลสหรัฐกับพวกสามารถปิดล้อมรัสเซียด้วยวิธีอื่นๆ สามารถปิดล้อมบั่นทอนรัสเซียในอนาคต ไม่จำต้องใช้วิธีที่ทำลายแม้กระทั่งประชาชนอเมริกัน

เมื่อต้นเหตุเงินเฟ้อมาจากการคว่ำบาตรน้ำมันก๊าซธรรมชาติรัสเซีย วิธีแก้คือระงับหรือชะลอคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียออกไป ปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐกับเงินเฟ้อโลกจะลดลง เศรษฐกิจฟื้นตัวทันที

        เบน เบอร์นันเก้ (Ben Bernanke) อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐเห็นว่าเศรษฐกิจอาจไม่ถดถอยหรือถดถอยเบาๆ ในทางกลับกันสถานการณ์จะย่ำแย่กว่านี้ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหา

        เดือนที่แล้ว (พฤษภาคม) ไบเดนย้ำตอนนี้ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อเป็นอันดับแรก ถ้าประธานาธิบดีกล้าตัดสินใจเพื่อคนอเมริกันและคนทั่วโลก สั่งระงับหรือชะลอการคว่ำบาตรน้ำมันก๊าซธรรมชาติรัสเซีย เพียงเท่านี้บรรดาชาติสมาชิกนาโต อียูจะร่วมมือด้วยแน่นอน ประวัติศาสตร์โลกจะจารึกการใช้อำนาจประธานาธิบดีเพื่อการอยู่ดีมีสุข ลดคนอดตายได้นับพันนับหมื่น เป็นอีกครั้งที่มหาอำนาจสหรัฐกระทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ เป็นเรื่องแปลกใช่ไหมหากรัฐบาลสหรัฐยืนยันคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป จะอธิบายเรื่องนี้กับคนอเมริกันอย่างไร

        รัฐบาลไบเดนควรรีบตัดสินใจเพราะยิ่งล่าช้ายิ่งทำให้เศรษฐกิจสังคมเสียหายปัญหาบานปลายแก้ยากกว่าเดิม ถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับว่าต้นเหตุเงินเฟ้อมาจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มาตรการการเงินการคลังช่วยได้แต่เป็นการแก้ปลายเหตุ

19 มิถุนายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9349 วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565)
--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
Nord Stream 2 คืออีกครั้งที่เยอรมันพยายามเป็นอิสระและรัฐบาลสหรัฐขัดขวาง ยูเครนเป็นตัวละครล่าสุดที่ถูกดึงเข้ามาใช้ สถานการณ์ยิ่งยืดเยื้อเท่ากับโลกต้องซื้อใช้พลังงานแพงนานขึ้น
รัฐบาลสหรัฐเหมือนเซลส์แมนกำลังใช้พลังอำนาจทุกอย่างที่ตนมีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อก๊าซธรรมชาติจากตนด้วยสารพัดเหตุผลทั้งด้านความมั่นคงกับเรื่องเงินๆ ทองๆ
ข้อวิพากษ์ทั้งหมดนำสู่คำถามว่ายุทธศาสตร์นาโตขยายตัวมีไว้เพื่อสันติภาพ เคารพอธิปไตยของกันและกันหรือเป็นเครื่องมือที่บางประเทศใช้ขยายอำนาจอิทธิพล
บรรณานุกรม :

1. Action Against Hunger. (2022). WORLD HUNGER: KEY FACTS AND STATISTICS 2022. Retrieved from https://www.actionagainsthunger.org/world-hunger-facts-statistics

2. Bernanke Says Fed Can Sidestep Big Recession in Inflation Fight. (2022, June 12). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-06-12/bernanke-says-fed-can-sidestep-big-recession-in-inflation-fight

3. FAST THINKING: The Fed pulls the emergency brake. Will it work? (2022, June 15). Atlantic Council. Retrieved from https://www.atlanticcouncil.org/blogs/new-atlanticist/fast-thinking-the-fed-pulls-the-emergency-brake-will-it-work/

4. German inflation nears 50-year peak. (2022, June 15). RT. Retrieved from German inflation nears 50-year peak

5. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.

6. Global economy faces 'biggest test' since Second World War, IMF says. (2022, May 23). The National News. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/business/economy/2022/05/23/imf-says-global-economy-faces-biggest-test-since-second-world-war/

7. Lowest paid workers to receive a 5.2 per cent wage increase, Fair Work Commission decides. (2022, June 15). The Age. Retrieved from https://www.theage.com.au/politics/federal/lowest-paid-workers-to-receive-a-5-2-per-cent-wage-increase-fair-work-commission-decides-20220614-p5atoc.html

8. Russia earns $98 bln from fuel exports in 100 days of Ukraine war: Report. (2022, June 13). Arab News. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/world/2022/06/13/Russia-earns-98-bln-from-fuel-exports-in-100-days-of-Ukraine-war-Report

9. ‘Start investing’: Biden jabs Exxon Mobil for high fuel costs in inflation speech. (2022, June 10). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2022/06/10/watch-live-joe-biden-speaks-about-inflation-after-may-cip-report.html

10. Social unrest could emerge in Southeast Asia if food inflation surges. (2022, May 9). CNCB. Retrieved from https://www.cnbc.com/2022/05/09/big-risk-of-unrest-in-asean-if-food-inflation-surges-says-economist.html

11. West must brace for 'long haul' in Ukraine: NATO chief. (2022, June 3). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/world/ukraine-invasion-nato-chief-says-west-must-brace-long-haul-2724401

12. Wholesale price inflation surged to new high of 15.9% in May. (2022, June 14). The Hindu. Retrieved from https://www.thehindu.com/news/national/wpi-inflation-rises-to-record-high-of-1588-in-may/article65526116.ece?homepage=true

-----------------------

วิพากษ์กรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF)

รัฐบาลไบเดนพูดถึงประโยชน์ของ IPEF แต่มีข้อสงสัยว่าชาติสมาชิกคู่เจรจาจะได้ประโยชน์ทางการค้าเศรษฐกิจแค่ไหน มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่

        ปลายเดือนพฤษภาคมประธานาธิบดีโจ ไบเดนประกาศจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF) กล่าวว่า "อนาคตทางเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 จะถูกเขียนโดยภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก" และ "เรากำลังเขียนกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่" ในเบื้องต้นประเทศที่เข้าร่วมได้แก่ สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ อินเดีย และ 7 ชาติอาเซียนคือ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม รวมทั้งหมด 13 ประเทศ มีผู้วิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย บทความนี้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจ ดังนี้

       ประการแรก สามารถแก้ขาดดุลการค้าได้หรือไม่

        สหรัฐยอมรับว่าการค้าเสรีดั้งเดิม การให้แต่ละประเทศผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นเหตุผลสำคัญทำให้สหรัฐขาดดุลต่อเนื่องมหาศาล คำถามคือการสร้างเครือข่ายการค้าการลงทุน IPEF จะแก้ปัญหานี้ได้หรือตราบใดที่ระบบการผลิตของตนยังสู้หลายประเทศไม่ได้ แทนที่จะปรับปรุงเพิ่มคุณภาพประสิทธิภาพกลับพยายามสร้างระบบที่เอื้อตนเองแต่เพิ่มต้นทุน ลดคุณภาพชีวิตของโลกโดยรวม

        ตั้งแต่สมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์มาถึงโจ ไบเดนในขณะนี้ (คนหนึ่งจากพรรครีพับลิกันกับอีกคนจากพรรคเดโมแครท) ต่างต่อต้านการค้าเสรีดั้งเดิมกับโลกาภิวัตน์ที่รุนแรง (hyperglobalization) ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐในอดีตล้วนมีส่วนผลักดันการค้าเสรีกับโลกาภิวัตน์ รวมทั้งสถาบันวิชาการของชาติตะวันตกที่พยายามให้ความรู้ว่าการค้าเสรีเป็นประโยชน์ถูกต้องตามหลักวิชาการ อ้างหลักเศรษฐศาสตร์การแบ่งงานกันทำ มุ่งประสิทธิภาพสูงสุดอันจะก่อประโยชน์สูงสุดตามมา ยอมที่จะให้บางภาคส่วนของแต่ละประเทศต้องปรับตัวและยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

        แต่บัดนี้รัฐบาลกับคลังสมองสหรัฐเปลี่ยนทิศจากหลักการเหล่านี้ มุ่งสู่ระเบียบโลกใหม่ในแบบที่สหรัฐได้ประโยชน์มากที่สุด การล้ม NAFTA (ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก) เป็นตัวอย่างที่ทำในสมัยทรัมป์ นำสู่ข้อตกลงสหรัฐเม็กซิโกแคนาดาใหม่ (United States–Mexico–Canada Agreement หรือ USMCA) ที่สหรัฐได้ประโยชน์มากจนพอใจ

        น่าเห็นใจที่โรงงานหลายหมื่นแห่งต้องปิดตัว แรงงานอเมริกันนับแสนนับล้านตกงาน (หรือเปลี่ยนงาน) คนพวกนี้แหละที่ต่อต้านการค้าเสรี ต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าอเมริกาเสียเปรียบบางประเทศ เป็นแรงกดดันรัฐบาล

        ตอนนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลไบเดนกำลังทำเช่นนี้กับอินโด-แปซิฟิก หาก IPEF ทำงานได้จริงและต่อเนื่องในระยะยาวจะกลายเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐ

       ประการที่ 2 เรื่องของทวิภาคีกับความยั่งยืน

        ลักษณะเด่นของ IPEF คือการวางกรอบเศรษฐกิจที่เน้นความยืดหยุ่น อะไรเจรจาสำเร็จก่อนสามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอเจรจาครบทุกด้าน ไม่ต้องรอชาติสมาชิกอื่น ดังนั้น แท้จริงแล้ว IPEF เหมือนกระบวนการเจรจาทวิภาคีระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับชาติสมาชิกแต่ละประเทศ ตามกรอบแนวทางที่รัฐบาลวางไว้

        แน่นอนว่าในภาพรวมจะมีการเชื่อมโยงภายในกลุ่มแต่จะเกิดตามหลัง

        มาจึงจุดนี้มีคำถามหนึ่งที่พูดกันมากคือข้อตกลงต้องผ่านการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐหรือไม่

        ในเบื้องต้นยังไม่มีคำตอบชัดเจน หากต้องผ่านสภาครองเกรสจะต้องเพิ่มเวลาของกระบวนการรัฐสภา ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือหากรัฐสภาไม่อนุมัติการเจรจาสูญเปล่าซึ่งมีความเป็นไปได้เพราะ IPEF เป็นแนวคิดของรัฐบาลไบเดนและพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านอาจไม่เห็นชอบ หรือมีเงื่อนไขข้อเรียกร้องเพิ่มเติม การผ่านครองเครสจึงเป็นเรื่องยากเสียเวลา แม้ฝ่ายสนับสนุนให้รัฐสภารับรองชี้ว่าข้อตกลงแบบนี้คงทนมากกว่าเป็นประโยชน์มากกว่า ประวัติศาสตร์ชี้ว่าเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อย นั่นคือเป็นนโยบายรัฐบาลแต่รัฐสภาไม่เห็นชอบ ข้อตกลงระหว่างประเทศที่รัฐบาลเห็นชอบแต่ถูกล้มในขั้นวุฒิสภา

        ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไบเดนอาจเน้นข้อตกลงที่ประธานาธิบดีตัดสินใจได้เลย ข้อเสียคือข้อตกลงอาจไม่ยืนยาวเมื่อถึงรัฐบาลชุดต่อไป อาจถูกล้มหรือต้องเจรจาปรับเปลี่ยนข้อตกลงอีกครั้งจนกว่ารัฐบาลสหรัฐชุดใหม่จะพอใจ เท่ากับว่าข้อตกลงอาจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนเป็นที่พอใจของรัฐบาลสหรัฐแต่ละชุด หรือไม่ IPEF อาจยุติที่รัฐบาลไบเดนนี้

       ประการที่ 3 ชาติที่เข้าร่วมจะได้ประโยชน์หรือไม่

        ก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 เศรษฐกิจหลายประเทศอยู่ในสภาพไม่สู้ดีอยู่แล้ว โควิด-19 ทำให้ต้องล็อกดาวน์เศรษฐกิจชะลอตัวในหลายประเทศ จนล่าสุดคือสงครามยูเครน เงินเฟ้อน้ำมันแพง ทั้งหมดเป็นปัจจัยลบ รัฐบาลทุกประเทศดิ้นรนหาทางออก หากข้อเสนอของไบเดนเป็นประโยชน์ประเทศต่างๆ ย่อมต้องทำข้อตกลง เกิดผลรูปธรรมอย่างรวดเร็ว

        มีคำถามว่าถ้ารัฐบาลไบเดนบอกว่า IPEF สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่สหรัฐ ทำไมไม่รวมจีนเข้ามาซึ่งน่าจะสร้างประโยชน์ได้มหาศาล (การขาดดุลจีนเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลสหรัฐพูดมาตลอด) เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ทั้งๆ ที่แอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐจะสัมพันธ์กับจีนอย่างสร้างสรรค์ในทุกเรื่องที่ทำได้ ไม่มีเหตุใดที่ 2 ชาติมหาอำนาจจะอยู่ร่วมกันโดยสันติไม่ได้ น่าสงสัยว่า IPEF ไม่สร้างสรรค์หรืออย่างไร

        รัฐบาลทุกประเทศย่อมทำเพื่อประโยชน์ประเทศของตน แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาด้วยว่าแผนหรือสิ่งที่ทำมีคุณประโยชน์ต่อประเทศอื่นที่เข้าร่วมด้วยหรือไม่

        แย่กว่านั้นคือเป็นแผนบ่อนทำลายประเทศอื่นหรือไม่ เจตนาที่มุ่งหวังคืออะไร เหล่านี้เป็นคำถามที่ประเทศอื่นๆ จะตั้งคำถามอยู่เสมอ การเป็นหุ้นส่วน การเป็นพันธมิตรหมายถึงอย่างไรกันแน่ เป็นแนวทางที่หวังสร้างประโยชน์ให้กันและกันมากที่สุด หรือเป็นกลไกเพื่อควบคุมประเทศอื่นให้สหรัฐคงความเป็นเจ้าต่อไป จะเป็นอีกหลักฐานที่บ่งชี้ความต้องการที่แท้จริงของรัฐบาลอเมริกัน

        Seun Sam จาก Royal Academy of Cambodia ชี้ประเด็นว่ารัฐบาลสหรัฐประกาศว่าสนับสนุน หลักอาเซียนเป็นศูนย์กลาง แต่ IPEF สนับสนุนชาติอาเซียนบางประเทศ ทิ้งบางประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาวและเมียนมา จึงตั้งคำถามว่าต้องการบ่อนทำลายเอกภาพอาเซียนหรือไม่ ที่ผ่านมาการจัดตั้ง AUKUS กับ Quad ที่สัมพันธ์กับภูมิภาคโดยตรงแต่กลับไม่มีชาติอาเซียนในนั้นเลย 

        วิเคราะห์ : ถ้ายึดว่า IPEF มีมาตรฐานสูงและเห็นว่าบางประเทศไม่อาจปฏิบัติตาม แนวคิดของ Seun Sam อาจไม่ถูกต้อง แต่การกีดกันไม่ให้จีนเข้าร่วมตอกย้ำการแบ่งขั้วชัดเจน

        ท้ายที่สุดแล้วถูกวิพากษ์ว่าการเจรจาทำให้ชาติสมาชิกอื่นได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ โดยเฉพาะชาติอาเซียนทั้ง 7 ประเทศที่เข้าร่วม (ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม)

       ประการที่ 4 อีกหลักฐานการถดถอยของสหรัฐหรือไม่

        หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐทุกชุดไม่ว่ามาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างดำเนินนโยบายปิดล้อมจีน กีดกันเศรษฐกิจจีน เกิดแผนมากมาย เช่น TPP ในสมัยรัฐบาลโอบามา ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในสมัยทรัมป์ แต่แผนใหญ่ๆ ที่ว่าล้วนล้มเหลว รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถหยุดการก้าวขึ้นมาของจีน ทำได้เฉพาะประเด็น เช่น กีดกันบริษัทโทรคมนาคม เทคโนโลยีสื่อสาร 5G กีดกันนักศึกษาจีนไม่ให้ศึกษาต่อสหรัฐในบางสาขาวิชา ล่าสุดสหรัฐยังคงขาดดุลการค้าจีนเพิ่มขึ้นทำลายสถิติต่อเนื่องแม้รัฐบาลทรัมป์จะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน 20-30% แล้วก็ตาม และคาดว่าจะขาดดุลเช่นนี้อีกหลายปี

        จึงน่าติดตามว่า IPEF ซึ่งเป็นนโยบายหลักของไบเดนเพื่อต้านเศรษฐกิจจีนจะได้ผลหรือไม่ หรือจะเป็นเหมือนรัฐบาลชุดก่อนๆ ที่ล้มเหลวหรือไม่ค่อยได้ผล

        และต้องไม่ลืมว่า IPEF คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของรัฐบาลสหรัฐ ดังนั้นต้องเข้าใจว่าทั้งหมดคือการจัดระบบระเบียบทุกด้านทุกมิติ (ไม่ว่าจะการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมของภูมิภาค ฯลฯ) โดยรัฐบาลสหรัฐนั่นเอง

        ถ้าไม่คิดเรื่องการเมืองระหว่างประเทศและมองเฉพาะกรอบเศรษฐกิจโลกที่ยามนี้อ่อนไหว มีทีท่าอาจย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ ควรถามรัฐบาลไลเดนว่า IPEF จะช่วยชาติสมาชิกคู่เจรจาอย่างไร ช่วยให้เศรษฐกิจโต ประชาชนของเขาอยู่ดีมีสุขมากขึ้นหรือไม่

12 มิถุนายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9342 วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565)
-------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ฝ่ายสหรัฐคิดเสมอว่าทำอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศสูงสุด รวมทั้งการต่อต้านจีน IPEF เป็นความพยายามรอบใหม่ ประกาศชัดขอสร้างกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกที่ตนเป็นผู้นำ

บรรณานุกรม :

1. Biden to peddle new economic framework in Asia as ‘geopolitical tool’ to counter China. (2022, May 19). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202205/1266105.shtml?id=11

2. Biden’s ‘don’t shoot the piano player’ approach to trade. (2022, June 4). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2022/06/bidens-dont-shoot-the-piano-player-approach-to-trade/

3. Goodman, Matthew P., Reinsch, William. (2022, Jan). Filling In the Indo-Pacific Economic Framework. Retrieved from https://www.jstor.org/stable/pdf/resrep39408.pdf

4. IPEF will be a hard sell in the Indo-Pacific. (2022, May 25). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2022/05/ipef-will-be-a-hard-sell-in-the-indo-pacific/

5. Japan shores up U.S. vision for IPEF economic bloc in Asia. (2022, May 24). The Asahi Shimbun. Retrieved from https://www.asahi.com/ajw/articles/14628711

6. U.S. Department of State. (2022, May 26). The Administration’s Approach to the People’s Republic of China. Retrieved from https://www.state.gov/the-administrations-approach-to-the-peoples-republic-of-china/

7. U.S.-led IPEF threatens ASEAN centrality, unity: Cambodian academic. (2022, May 30). Xinhua. Retrieved from https://english.news.cn/20220530/85de1cefe2a547adbe5aa50a9d78fe37/c.html

8. Why ASEAN is giving Biden’s IPEF a chance. (2022, May 30). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2022/05/why-asean-is-giving-bidens-ipef-a-chance/

-----------------------

เบื้องหน้าเบื้องหลังการสร้าง IPEF ของไบเดน

ฝ่ายสหรัฐคิดเสมอว่าทำอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศสูงสุด รวมทั้งการต่อต้านจีน IPEF เป็นความพยายามรอบใหม่ ประกาศชัดขอสร้างกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกที่ตนเป็นผู้นำ 

        23 พฤษภาคมประธานาธิบดีโจ ไบเดนประกาศจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF) เพื่อต้านอิทธิพลเศรษฐกิจจีนในภูมิภาคนี้ กล่าวว่า "อนาคตทางเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 จะถูกเขียนโดยภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก" และ "เรากำลังเขียนกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่" ในเบื้องต้นประเทศที่เข้าร่วมได้แก่ สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ อินเดีย และ 7 ชาติอาเซียนคือ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม รวมทั้งหมด 13 ประเทศ

แนวคิดเบื้องหลัง :

        บทความนี้นำเสนอแนวคิดเหตุผลการสร้างระเบียบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก พร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้

       ประการแรก พึ่งพาสินค้านำเข้ามากเกินไป โดยเฉพาะจีน

        สถาบันคลังสมอง Rethink Trade อธิบายว่าโลกาภิวัตน์ทำให้สหรัฐนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศมหาศาลโดยเฉพาะจากจีน กระทบความยืดหยุ่นและการพึ่งพาตัวเอง โรคระบาดโควิด-19 ชี้ให้เห็นชัดว่าสหรัฐขาดแคลนสินค้าจำเป็นหลายตัว (หน้ากากอนามัย ถุงมือ ยา) ไม่สามารถพึ่งพาตัวเอง สินค้าจีนทำลายอุตสาหกรรม โรงงานกว่า 70,000 โรงต้องปิดตัว นับแสนคนนับล้านตกงาน ส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ

        แอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้ว่าจีนใช้นโยบายทุ่มตลาด ตัวอย่างที่เห็นชัดคือตลาดเหล็กกล้าที่ผลิตจำนวนมากและขายถูกโดยไม่หวังกำไรเพราะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลจีน ต้นทุนต่ำเพราะไม่คำนึงสิ่งแวดล้อม ไม่ปกป้องสิทธิคนงาน โรงงานอเมริกันจึงสู้ไม่ได้ สินค้าอื่นเช่น แผงโซล่าเซลล์ แบตเตอร์รี่รถไฟฟ้า สหรัฐไม่อาจปล่อยให้ตนต้องพึ่งพิงสินค้าจากจีนอย่างสิ้นเชิง

        วิเคราะห์ : การค้าเสรีเป็นเรื่องดีแต่ต้องคำนึงประเด็นอื่นๆ ประเทศจำต้องสามารถผลิตสินค้าจำเป็นที่สุดอย่างพอเพียงเสมอ เช่น ยา อาหารพื้นฐาน จะคิดแต่เรื่องต้นทุนกำไรอย่างเดียวไม่ได้

       ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์ที่รุนแรง การค้าเสรีที่ไม่เป็นประโยชน์

        คลังสมอง Rethink Trade ชี้ว่า 3 ทศวรรษในโลกาภิวัตน์ที่รุนแรง (hyperglobalization) การค้าเสรี WTO วิธีการค้าการลงทุนแบบเก่าไม่ได้ประโยชน์ สหรัฐสูญเสียหลายอย่าง ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเสียไป เสียผลประโยชน์ที่ได้จากนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมา ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองเพราะปัญหาจากห่วงโซ่อุปทาน (supply chains) จำต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานเพราะสินค้าบริการขนส่งตลอดเวลา ถ้าสหรัฐไม่สร้างก็จะมีประเทศใดประเทศหนึ่งสร้าง เรื่องนี้มีผลต่อความเข้มแข็งไม่เฉพาะสหรัฐเท่านั้นมีผลต่อพันธมิตรและหุ้นส่วน จึงรอช้าไม่ได้

        วิเคราะห์ : สังเกตว่ารัฐบาลไบเดนยอมรับตรงไปตรงมาว่าสหรัฐสู้ไม่ได้ในการค้าเสรีโลกาภิวัตน์ที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลกับนักวิชาการอเมริกันสนับสนุน

       ประการที่ 3 TPP กับ CPTPP ล้วนบกพร่อง

        TPP หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) กับ Comprehensive Progress TPP (CPTPP) เป็นอีกสาเหตุที่พูดกันมาก ชี้ว่าร่างข้อตกลงดังกล่าวบกพร่อง เช่น กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) กติกาการลงทุนการซื้อขายล้วนเอื้อประโยชน์จีน ดังนั้นแม้จีนไม่เป็นสมาชิกแต่ได้ประโยชน์เต็มๆ

        วิเคราะห์ : ไม่ว่าเพื่อต้านจีนหรือเอื้อเศรษฐกิจอเมริกา สมัยรัฐบาลโอบามากระตือรือร้นเจรจาอยู่หลายปีจนใกล้สำเร็จ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลๆ ทรัมป์ล้มการเจรจาดื้อๆ ประเทศคู่เจรจาเสียความรู้สึกมาก ในช่วงสุญญากาศนี้เองย่อมเป็นโอกาสให้ประเทศแถบนี้ทำการค้ากับจีนเต็มที่

        ในสมัยทรัมป์ยึดหลัก “free and fair” ที่ห้ามประเทศใดเกินดุลสหรัฐหาไม่แล้วจะถูกคว่ำบาตร (แต่ไม่ห้ามหากสหรัฐจะเกินดุลประเทศคู่ค้า) เป็นการค้าที่ตั้งบนกฎใหม่ระเบียบใหม่ที่อเมริกาสร้างเอง และบังคับใช้ด้วยตนเอง น่าติดตามว่ารัฐบาลไบเดนจะยึดแนวทางนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะตอนนี้กำลังสร้างกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก IPEF ที่ประกาศว่าตนคือผู้นำกลุ่มเพียงผู้เดียว

       ประการที่ 4 กรอบเป้าหมายใหม่

        รัฐบาลไบเดนประกาศชัดว่าข้อเสนอกับกติกาของ TPP เดิมต้องแทนที่ด้วยกติกาใหม่ที่ส่งเสริมการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นตอบสนองความต้องการอย่างรวดเร็ว (resilient supply chain) ส่งเสริมให้เศรษฐกิจในประเทศมั่นคง และส่งเสริมเป้าหมายอื่นๆ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาวะโลกร้อน ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อเป้าหมายดังกล่าวจะต้องฟื้นฟูระบบการผลิตภายในประเทศและนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ ที่ไม่ใช่เพียงนำเข้าจากเวียดนามหรือประเทศหนึ่งประเทศใดเพื่อแทนนำเข้าจากจีน

        ทั้งยังต้องให้สัมพันธ์กับการส่งเสริมแรงงาน ความเท่าเทียมและ ส่งเสริมการอยู่ดีมีสุขของชุมชน ส่งเสริมสิทธิแรงงานให้มีรายได้สูงขึ้น ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสัมพันธ์กับนโยบายอื่นๆ ทุกด้าน

       ประการที่ 5 ต่อต้านผลประโยชน์แอบแฝง ความไม่ยั่งยืน และ RCEP

        ข้อนี้มุ่งคำนึงผลประโยชน์แอบแฝงทุกอย่างที่บั่นทอนขีดความสามารถในการผลิต ลดค่าแรงและทำลายสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาข้อตกลง TPP มีผลประโยชน์พิเศษแอบแฝง แนวทางใหม่ต่อต้านเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อต้านการผูกขาด

        รวมทั้งต่อต้านความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) รัฐบาลสหรัฐมองว่า RCEP อยู่ใต้อิทธิพลจีน แม้จะอ้างว่าทุกประเทศร่วมกันเขียนข้อตกลงแต่ความจริงแล้วจีนได้ประโยชน์มากสุด

        วิเคราะห์ : หากถ้าคิดตามกรอบนี้อาจตีความว่าญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐอยู่ใต้อิทธิพลจีนด้วยหรือไม่ (ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ร่วม RCEP) ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ในแง่ความมั่นคงทางทหารญี่ปุ่นยังมองจีนเป็นภัยคุกคามอันดับต้นเช่นเดิม

        ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ต่างมีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญ RCEP จะกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดกว่าเดิม มีผู้ประเมินว่าเมื่อถึงปี 2030 RCEP จะช่วยเพิ่มยอดการค้าโลกอีก 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยเฉพาะจะเพิ่มการค้าการลงทุนระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

       ประการที่ 6 ตอบสนองการเมือง

        ที่ผ่านมามีคำถามว่านโยบายการค้าระหว่างประเทศเอื้อประโยชน์แก่คนอเมริกันมากแค่ไหน ดังนั้น IPEF จึงตั้งอยู่บนแนวคิดว่าต้องเพิ่มการจ้างงานในอเมริกา ตรงข้ามกับการค้าเสรีปัจจุบันที่คนงานอเมริกันตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ

        เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐกล่าวว่า "กรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก คือความพยายามของประธานาธิบดีไบเดนในการผลักดันให้ครอบครัวและแรงงานอเมริกันเป็นศูนย์กลางของนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจของสหรัฐ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรและประเทศคู่ค้าของสหรัฐ"

        วิเคราะห์ : ประเด็นคนอเมริกันต้องได้ประโยชน์จากนโยบายต่างประเทศเป็นเรื่องที่สังคมอเมริกันให้ความสนใจว่านโยบายต่างประเทศมุ่งประโยชน์แก่บรรษัทเอกชน นายทุน หรือเพื่อประชาชนกันแน่ ที่ผ่านมาองค์กรลูกจ้างมักถูกกีดกันไม่ค่อยมีส่วนในกระบวนการเจรจา เกิดคำถามเสมอว่าข้อตกลงเอื้อประโยชน์แก่แรงงานแค่ไหน

        การที่รัฐบาลไบเดนชูว่า IPEF มุ่งเป้าการจ้างงาน เพิ่มคุณภาพชีวิต สาเหตุหนึ่งเพื่อตอบสนองการเมืองในประเทศ พร้อมกับใช้เป็นหลักฐานว่าจำต้องถอยห่างจากการค้าเสรีแบบเดิม เพราะสุดท้ายกลายเป็นว่าสหรัฐเสียเปรียบ คนอเมริกันตกงานหลายล้านคน อุตสาหกรรมอ่อนแอลง

        ไม่ว่าวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้จะเป็นเช่นไร (ให้เป็นภูมิภาคที่เสรี เปิดกว้าง เชื่อมต่อ ยืดหยุ่นและมั่นคง) IPEF อาจเป็นเพียงกลวิธีหรือช่องทางนำสู่การเจรจาระหว่างสมาชิก (คู่เจรจา) กับรัฐบาลสหรัฐ และไม่ใช่การเจรจาการค้าการลงทุนเท่านั้น จะสัมพันธ์กับนโยบายความมั่นคง ประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐกังวล โดยเฉพาะการต้านจีน ในที่สุดจะกลายเป็นระบบเศรษฐกิจการเมืองของภูมิภาคที่มีสหรัฐเป็นแกนนำนั่นเอง

5 มิถุนายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9335 วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565)
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐมนตรีบลิงเคนเยือนอาเซียนตอกย้ำส่งเสริมเสรีประชาธิปไตยต่างแดนแบบลงลึกถึงองค์กร หน่วยงาน สื่อ จนถึงระดับปัจเจก เร่งพัวพันอาเซียนทุกด้านทุกมิติ
สหรัฐฯ หวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้และไทย เป้าหมายหลักคือต่อต้านจีน อเมริกาครองความเป็นเจ้าในอินโด-แปซิฟิก

บรรณานุกรม :

1. ไบเดนเปิดตัว 'กรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก' - ไทยเข้าร่วมด้วย. (2022, May 23). VOA Thai. Retrieved from https://www.voathai.com/a/biden-launches-indo-pacific-economic-framework-/6585473.html

2. EXPLAINER: What’s in Biden’s proposed new Asia trade pact? (2022, May 23). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/biden-asia-tokyo-government-and-politics-8577338ff19c5c17b78a4b747327aa34

3. (U.S Department of State. (2022, May 26). The Administration’s Approach to the People’s Republic of China. Retrieved from https://www.state.gov/the-administrations-approach-to-the-peoples-republic-of-china/

4. Wallach, Lori. (2022, Apr 14). U.S. trade policy and impact of China's distortions on U.S. jobs, growth, and innovation. Retrieved from https://www.uscc.gov/sites/default/files/2022-04/Lori_Wallach_Testimony.pdf

5. With IPEF Launch Imminent, Here’s What You Need to Know About the Indo-Pacific Economic Framework. (2022, May 20). Nikkei Asia. Retrieved from https://www.citizen.org/news/with-ipef-launch-imminent-heres-what-you-need-to-know-about-the-indo-pacific-economic-framework/

-----------------------