มายาคติ จันทร์เสี้ยวชีอะห์

ไม่มีนิยามสากลว่าจันทร์เสี้ยวชีอะห์ครอบคลุมพื้นที่ใด คำตอบที่ถูกต้องไม่มี เพราะแท้จริงแล้วไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนชัดเจน เป้าหมายที่สร้างขึ้นเพื่อจะทำลาย

            ความขัดแย้งของภูมิภาคตะวันออกกลางในขณะนี้ นอกจากมองภาพเฉพาะจุด ควรมองภาพทั้งภูมิภาค เมื่อไม่นานนี้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) กล่าวว่า “อิหร่านหวังที่จะสร้างอาณาจักรที่เป็นผืนแผ่นเดียวกัน เชื่อมโยงเตหะรานถึงทาร์ทู (Tartus-เมืองชายฝั่งด้านตะวันตกของซีเรีย) จากทะเลสาบแคสเปียนถึงทะเลเมดิเตอเรเนียน (คือจากริมฝั่งตะออกของอิหร่านจรดชายฝั่งตะวันตกของซีเรีย) ถ้อยคำนี้หมายถึงจันทร์เสี้ยวชีอะห์
ดินแดนที่เรียกว่า จันทร์เสี้ยวชีอะห์” :
            ดินแดนที่เรียกว่า “จันทร์เสี้ยวชีอะห์” (Shiite Crescent/ Shia Crescent) มีผู้ตีความหลากหลาย ไม่มีข้อสรุปชัดเจน นักวิชาการบางคนยึดหลักว่าคือดินแดนถิ่นอาศัยของพวกชีอะห์และเป็นอาณาเขตเชื่อมต่อหลายประเทศ
            กษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่สอง (King Abdullah II) แห่งจอร์แดนตรัสว่าคือพื้นที่ตั้งแต่กรุงเตหะรานทอดยาวถึงกรุงเบรุต นั่นคือดินแดนตั้งแต่อิหร่าน ไล่มาทางทิศตะวันตก เข้าอิรัก ซีเรียและสิ้นสุดที่เลบานอน
            บางคนตีความว่าคือตั้งแต่เลบานอน ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ปากีสถานและอินเดีย
            บ้างว่าคือจากเลบานอน อิรัก อิหร่าน รวมถึงบาห์เรน และภาคตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย พื้นที่ๆ มีประชากรชีอะห์หนาแน่น
ชมคลิปสั้น 3 นาที
            รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ จอร์แดน และซาอุดิอาระเบีย ต่างกังวลต่ออิทธิพลของอิหร่านและแนวคิดจันทร์เสี้ยวชีอะห์ เห็นว่าเป็นการแผ่ขยายอำนาจดังสมัยอาณาจักรเปอร์เซีย
            ความขัดแย้งระหว่างชาติอาหรับกับเปอร์เซียมีมานานแล้ว บางคนผูกโยงให้สืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน นักวิชาการบางท่านชี้ว่าสงครามอิรัก-อิหร่าน (1980-88) คือสงครามระหว่างพวกอาหรับกับเปอร์เซีย เพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาค และในอีกมุมหนึ่งคือความขัดแย้งระหว่างซุนนีกับชีอะห์
            ลำพังการขยายอิทธิพลของประเทศใดประเทศหนึ่งในภูมิภาคนั้นร้ายแรงอยู่แล้ว ในกรณีอิหร่านพาดพิงนิกายศาสนาด้วย สะเทือนจิตใจของผู้ศรัทธาอย่างยิ่ง
Adel al-Jubeir รมต.กระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ เอ่ยถึงต้นตอความขัดแย้งว่าอิหร่านสนับสนุนผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการปฏิวัติโคไมนีเมื่อปี 1979 การปฏิวัติสร้างความแบ่งแยกทางนิกายในภูมิภาคอย่างรุนแรง ส่งออกการปฏิวัติ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

มายาคติจันทร์เสี้ยวชีอะห์ :
            ถ้าพิจารณาให้ดีแนวคิดจันทร์เสี้ยวชีอะห์เป็นเรื่องแปลกประหลาด มีข้อขัดแย้ง ไม่สมเหตุผล ดังตัวอย่างต่อไปนี้
            ตัวอย่างที่ 1 กรณีอิรัก
ข้อมูล 2015 อิรักมีประชากรทั้งสิ้นราว 37 ล้านคน เป็นมุสลิมร้อยละ 99 โดยเป็นนิกายชีอะห์ร้อยละ 60-65 ซุนนีร้อยละ 32-37 ที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ
            ถ้าดูจำนวนประชากรพอจะบอกได้ว่าประเทศนี้เป็นชีอะห์ แต่เรื่องไม่จบแค่นี้ ดังที่ทราบว่านายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) นายกรัฐมนตรีคนแรก (หลังสิ้นยุคซัดดัม ฮุสเซน) เป็นชีอะห์ และเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า นายอัลมาลิกีเป็นคนของรัฐบาลสหรัฐที่เดินกลับอิรักมารับตำแหน่งผู้นำประเทศ ดังนั้น ถ้าจะอ้างว่ารัฐบาลอัลมาลิกีเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรอิหร่าน เป็นส่วนหนึ่งของจันทร์เสี้ยวชีอะห์จึงไม่ถูกต้อง
ไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider Abadi) ผู้นำคนปัจจุบันมาจากพรรคเดียวกับมาลิกี เป็นชีอะห์เช่นกัน แม้ร่วมมือกับอิหร่านมากขึ้น แต่ไม่อาจถือเป็นพวกเดียวกับอิหร่าน
นอกจากนี้ในหมู่ชีอะห์แบ่งแยกแก่งแย่งแข่งขันกันเอง และไม่ขึ้นตรงกับอิหร่านเสมอไป ยกตัวอย่างกลุ่มของมุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) มีความร่วมมือกับอิหร่านแต่ไม่ขึ้นตรงต่ออิหร่าน แถมยังขัดแย้งกับอิหร่านบางเรื่อง ซ้ำร้ายกว่านั้นบางกลุ่มยึดถือความเป็นชาตินิยมมากกว่าความเป็นชีอะห์

            ตัวอย่างที่ 2 กรณีซีเรีย
ประชากรซีเรียร้อยละ 87 นับถือศาสนาอิสลาม ในจำนวนนี้ร้อยละ 74 เป็นซุนนี ที่เหลือร้อยละ 13 เป็นอาละวี (Alawi) Ismaili และชีอะห์ ที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ
            ถ้าดูจากสัดส่วนประชากร เกือบ 3 ใน 4 ซุนนี พวกชีอะห์รวมทั้งอาละวีมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น เกิดคำถามว่าควรถือซีเรียเป็นส่วนหนึ่งของจันทร์เสี้ยวหรือไม่
            บางคนอ้างว่าเพราะตระกูลอัสซาดผู้ปกครองประเทศเป็นอาละวี ข้อโต้แย้งคือแม้เป็นอาละวีเป็นชีอะห์ แต่ไม่คิดสร้างรัฐอิสลาม แนวทางการปกครองเป็นแนวทางฝ่ายโลกของพรรคบาธ ส่วนความร่วมมือกับอิหร่านเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐอธิปไตย ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางศาสนานิกาย
            ตัวอย่างที่ 3 กรณีบาห์เรน
ประชากรร้อยละ 70 เป็นชีอะห์ ที่เป็นซุนนีมีน้อยอยู่ในหมู่ผู้ปกครองประเทศ ตามประวัติศาสตร์บาห์เรนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอิหร่าน ถ้าดูจากจำนวนประชากรกับประวัติศาสตร์ชวนให้คิดถึงจันทร์เสี้ยวชีอะห์ได้
แต่การที่พลเมืองเป็นชีอะห์ไม่ได้แปลว่าเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลอิหร่าน การประท้วงใหญ่ของชีอะห์บาร์เรนเมื่อปี 1994 กับ 1999 รวมทั้งอาหรับสปริงส์ มาจากเหตุผลเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลชาวบ้านอย่างทั่วถึง เรียกร้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ไม่ต้องการสู้กับซุนนีหรือต้องการสร้างรัฐชีอะห์แต่อย่างไร
ฝ่ายรัฐบาลมักอ้างว่าอิหร่านหนุนหลังฝ่ายต่อต้าน ความเป็นชีอะห์อาจมีส่วนบ้าง แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เป็นการกล่าวหาจากรัฐบาลมากกว่า

วาทกรรมจันทร์เสี้ยวชีอะห์ :
            การจะสรุปว่าประเทศนี้ประเทศนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจันทร์เสี้ยวชีอะห์จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด ไม่มีเกณฑ์ชัดเจน ซ้ำยังขัดแย้งกันเอง
            ที่แน่นอนคือมีความพยายามเชื่อมโยงให้ประเทศเหล่านี้ผูกกับจันทร์เสี้ยวชีอะห์ ผูกโยงกับอิหร่าน
พวกต่อต้านชีอะห์พยายามพูดว่าชีอะห์มีเอกภาพเพื่อชี้ว่าเป็นอันตรายร้ายแรง ในขณะที่นักวิชาการบางท่านอธิบายว่าแท้จริงแล้วชีอะห์ในที่ต่างๆ ทั่วโลกไม่มีเอกภาพ เป็นวาทกรรมจันทร์เสี้ยวชีอะห์เท่านั้น

            ไม่ว่าจะนิยามจันทร์เสี้ยวชีอะห์อย่างไร ข้อพึงตระหนักคือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อต่อต้านชีอะห์กับอิหร่าน เป็นยุทธศาสตร์สร้างศัตรู (กำหนดให้เป็นศัตรู)
คำตอบที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางเชื้อชาติหรือศาสนานิกาย เป็นความต้องการแผ่ขยายอำนาจของชนชั้นปกครองซาอุฯ กับพันธมิตร ซึ่งเท่ากับปกป้องอำนาจของพวกเขา ป้องกันการคุกคามจากอิหร่านในยุคปฏิวัติอิสลาม ในการนี้รัฐบาลสหรัฐเห็นชอบด้วยเพราะเกรงสูญเสียอิทธิพลในภูมิภาค

จันทร์เสี้ยวชีอะห์ที่แตกหัก :
            ถ้ามองภาพรวมจันทร์เสี้ยวชีอะห์ในตอนนี้ คือ จันทร์เสี้ยวที่หักกลางและแตกหลายจุด อิหร่านกำลังเร่งฟื้นฟูหลังถูกนานาชาติคว่ำบาตรหลายปี อิรักยังอยู่ในความขัดแย้งภายในที่ไม่รู้จบสิ้น ประเทศไม่เป็นเอกภาพ ซีเรียเป็นดังที่เห็นอยู่ ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) เข้มแข็งขึ้นแต่เป็นกองกำลังที่ไม่ใช่กองทัพเต็มรูป เช่นเดียวกับฮามาสที่เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ
            เฉพาะซีเรียกับอิรักไม่รู้ว่าจะคืนสู่ความสงบเมื่อไร หลายเมืองเป็นซากปรักหักพัง ถูกทอดทิ้ง คงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะฟื้นตัว ไม่มีใครตอบได้ว่าจะเป็นดังเดิมได้อีกหรือไม่  
รวมความแล้วคือสภาพที่แตกหักอ่อนแอ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเป็นจันทร์เสี้ยวที่สมบูรณ์ และความจริงเป็นไม่ได้ด้วยซ้ำ
อีกข้อที่แน่นอนคือ จันทร์เสี้ยวชีอะห์คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะทำลาย

            ข้อควรคิดคือการทำลายล้างไม่ส่งผลเฉพาะต่อพวกชีอะห์เท่านั้น สงครามกลางเมืองอิรักกระทบต่อพวกซุนนีและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ จำนวนผู้เสียชีวิตในซีเรียกว่า 500,000 คนคาดว่าส่วนใหญ่เป็นซุนนี เป็นเรื่องน่าคิดใช่ไหมที่การทำลายจันทร์เสี้ยวชีอะห์ส่งผลต่อใครบ้าง

            เรื่องราวของจันทร์เสี้ยวชีอะห์คือการอยู่ร่วมกันไม่ได้ ต้องทำลายล้างอีกฝ่าย ฝ่ายที่ยึดถือเห็นว่าสมควรทำเช่นนั้น ชวนให้นึกถึงตัวอย่างอื่นๆ ในอดีต เช่น ฮิตเลอร์มีเป้าหมายขยายเชื้อชาติอารยัน “Aryan” สร้างอาณาจักรอารยันในยุโรป ในการนี้ต้องปราบชนเชื้อสายอื่นๆ ให้หมด โดยเฉพาะพวกยิว สลาฟ (Slavs)
            การล่าอาณานิคม การบังคับคนให้เป็นทาส แม้เป็นเรื่องเก่าย้อนยุคหลายพันปีแต่ยังคงสดใหม่เป็นที่ยอมรับของคนสมัยปัจจุบันไม่มากก็น้อย (รูปแบบอาจแตกต่างจากเดิม) ในกรณีจันทร์เสี้ยวชีอะห์ควรบันทึกว่าเป็นการกระทำอย่างเป็นกระบวนการ เป็นความร่วมมือของผู้ปกครองหลายประเทศ รวมทั้งบุคคลผู้มีบทบาทด้านสังคมวัฒนธรรม
25 กุมภาพันธ์ 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7778 วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561)
-------------------------
บรรณานุกรม :
1. Allawi, Ali A. (2007). The Occupation of Iraq: Winning the War, Losing the Peace. USA: Yale University Press.
2. Central Intelligence Agency. (2015). Syria. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/sy.html
3. Central Intelligence Agency. (2015, July). Iraq. The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/iz.html
4. Cleveland, William L. & Bunton, Martin. (2013). A History of the Modern Middle East (5th Ed.). USA: Westview Press.
5. Dabashi, Hamid. (2011). Shi'ism: A Religion of Protest. USA: The Belknap Press of Harvard University Press.
6. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.
7. Hinnebusch, Raymond. (2001). Syria: Revolution From Above. New York: Routledge.
8. Hoffman, John., & Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.
9. Iran must pay for regional meddling, Saudi minister says. (2018, February 18). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/mena/iran-must-pay-for-regional-meddling-saudi-minister-says-1.705759
10. Knopf, Alfred A. (2012). On Saudi Arabia: Its People, Past, Religion, Fault Lines – and Future. New York: Karen Elliott House.
11. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
12. Morris, Loveday. (2016, May 6). He once fought U.S. troops. Now Moqtada al-Sadr is battling Iraq’s political system. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/middle_east/he-once-fought-us-troops-now-moqtada-al-sadr-is-battling-iraqs-political-system/2016/05/06/77f3a2f6-109e-11e6-a9b5-bf703a5a7191_story.html
13. Netanyahu to Iran: ‘Do Not Test Israel’s Resolve’. (2018, February 18). Haaretz. Retrieved from https://www.haaretz.com/middle-east-news/full-text-netanyahu-s-speech-on-iran-in-munich-1.5826934
14. Potter, Lawrence G. (Ed.). (2014). Sectarian Politics in the Persian Gulf. New York: Oxford University Press.
15. Saudi foreign minister says regional problems began with Khomeini revolution. (2018, February 18). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2018/02/18/Saudi-foreign-minister-says-regional-problems-began-with-Khomeini-revolution.html
16. Siddiqui, Haroon. (2014, September 7). Siddiqui: Shia-Sunni schism explained from Lebanon to Bahrain. The Star. Retrieved from http://www.thestar.com/opinion/2011/02/27/siddiqui_shiasunni_schism_explained_from_lebanon_to_bahrain.html
17. Ulrichsen, Kristian Coates. (2015). Insecure Gulf: The End of Certainty and the Transition to the Post-oil Era. New York: Oxford University Press.
-----------------------------

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน
เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย
            ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่
            ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี
อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาที่ต่างเคยเป็นรัฐบาล แต่ผลงานไม่เข้าตาทั้งคู่
            ทั้ง 3 กรณี ประชาชนไม่พอใจนักการเมือง พรรคการเมืองหลัก ที่ยังต้องมีเลือกตั้งเพราะประเทศไม่มีรัฐประหารยึดอำนาจ จึงเป็นโอกาสของผู้สมัครที่ปลอดภาพนักการเมืองน้ำเน่า เป็นตัวเลือกที่แย่น้อยที่สุด หรือลองของใหม่เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกของเก่าไปทำไม

            คำถามว่าทำไมควรเลือกตั้งจะนำสู่คำตอบว่าควรเลือกอย่างไร เลือกพรรค เลือกใคร หรืออย่างไร
          ข้อพึงตระหนักคือเลือกแล้วจะได้รัฐบาลที่ดี ใช่หรือไม่

            ประเทศที่ไม่มีรัฐประหารหรือไม่นิยมวิธีนี้ ยังวนเวียนอยู่กับการเลือกตั้ง บางประเทศรัฐบาลมีอายุเฉลี่ยเพียงปีสองปีเท่านั้น การมีเลือกตั้งถี่ๆ สะท้อนว่าการเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ประชาชน ส่วนจะสรุปว่าเพราะประเทศนั้นยึดมั่นประชาธิปไตยหรือไม่นั้นต้องดูรายละเอียดว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ มากน้อยเพียงไร
ชมคลิป 7 นาที
            การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม
            หากการเลือกตั้งไม่เป็นเหตุให้สังคมมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน ความเหลื่อมล้ำขยายตัว กำลังชี้ว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมให้บางคนบางกลุ่มเข้ามากอบโกยประเทศอีกรอบ
            ถ้าอยากรู้ว่าจะเป็นเพียงพิธีกรรมเช่นว่าหรือไม่ ดูได้ง่ายๆ ว่าการเลือกตั้งมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ใช้กลโกงต่างๆ มากน้อยเพียงไร
ที่น่ากลัวคือการเลือกตั้งที่พวกนายทุนชนะ แต่กรรมการเลือกตั้งยืนยันว่าพวกเขาเข้ามาตามกระบวนการ ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างไร นี่คือการโกงเลือกตั้งที่พัฒนาจนฝีมือแก่กล้า และเป็นวัฒนธรรมการเมืองที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ
            หมายความว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับพิธีกรรม ยอมรับรัฐบาลของพรรคนายทุนกับพวก ที่มาของรัฐบาลจึงไม่ใช่โดยประชาธิปไตยจริงๆ
            เสียงจากแกนนำของพวกเหล่านี้คือ มีเลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตยแล้ว

ไม่เลือกตั้งดีกว่า : ผิดหวังกับการเลือกตั้ง นักการเมือง
            นักการเมืองอาวุโสผู้คร่ำหวอดคนหนึ่งตัดพ้อว่า เดี๋ยวนี้คนไม่เห็นหัวนักการเมือง มองแง่ลบตลอดเวลา คำพูดนี้สะท้อนว่าประชาชนเห็นว่านักการเมืองส่วนใหญ่ทำเพื่อตัวเอง
ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะที่สหรัฐ ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น มีลักษณะตรงกันคือ ประชาชนกว่าครึ่งไม่เชื่อถือรัฐบาล พรรคการเมือง โดยเฉพาะไม่เชื่อถือนักการเมือง
คนเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคลดน้อยลงมาก โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสำคัญต่อพรรคการเมืองแบบเดิมๆ นักวิชาการบางคนให้เหตุผลว่าเพราะพรรคการเมืองปัจจุบันได้พัฒนากลายเป็นพรรคของพวกนักการเมืองอาชีพ ไม่ใช่องค์กรของพวกชาวบ้านหรือมีผู้จิตอาสาอีกต่อไป
น่าตื่นตะลึงถ้ารู้ว่าปัจจุบันพลเมืองอังกฤษร้อยละ 2 เท่านั้นที่เป็นสมาชิกพรรค

Pew Research Center รายงานว่านับจากปี 1958 ถึง 2013 นับวันพลเมืองจะไม่เชื่อถือรัฐบาล คนอเมริกันที่บอกว่า “มักจะเชื่อรัฐบาลหรือเชื่อเกือบทุกครั้ง” ลดลงจากร้อยละ 73 ในปี 1960 เหลือร้อยละ 19 ในปี 2013
            ผลสำรวจของ Gallup เมื่อกันยายน 2015 พบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่วางใจนักการเมือง ร้อยละ 79 เห็นว่าประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงผู้แทนของตน ร้อยละ 69 เห็นว่านักการเมืองทำงานเพื่อผลประโยชน์พิเศษ (แทนการทำหน้าที่ผู้แทนฯ) และร้อยละ 52 เห็นว่านักการเมืองคอร์รัปชัน และทั้ง 3 อย่างมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น
            ในภาพรวมให้คองเกรสสอบผ่านเพียงร้อยละ 14 เท่านั้น

            เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะนักธุรกิจใหญ่ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นรู้ว่าพรรคการเมืองคือสถาบันสู่อำนาจการบริหารประเทศ หากได้ถืออำนาจบริหารประเทศย่อมสามารถออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตน บรรดาข้าราชการจะเกรงใจ สามารถส่งคนของตนดำรงตำแหน่งต่างๆ เพื่อควบคุมเบ็ดเสร็จ ให้มั่นใจว่ารัฐบาลและกลไกของรัฐจะทำงานเอื้อประโยชน์แก่พวกตน
            บริษัทขนาดใหญ่ ผู้มีบารมีท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริหารระดับชาติ จึงกล้าที่จะ “ลงทุน” การเมืองกลายเป็นการแข่งขันของ “กลุ่มทุน” “ผู้มีอิทธิพล” นานวันเข้าพรรคการเมืองกลายเป็นพรรคคนของเหล่านี้ ชาวบ้านสามัญชนเป็นเพียงไม้ประดับของพรรค ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งผ่านรัฐบาลหลายชุด ชาวบ้านสัมผัสความแปลกแยกระหว่างนักการเมือง พรรคการเมืองกับตน มีคำถามว่าพรรคการเมืองเดิมๆ ที่มีอยู่นั้นยังเป็นองค์กรของสามัญชนคนธรรมดาหรือไม่

            บางคนพาลไม่ไปเลือกตั้ง ตัวอย่างสหรัฐ
            เป็นเวลานานแล้วที่จำนวนผู้ไปใช้สิทธิของสหรัฐต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรปตะวันตก จำนวนผู้ไปใช้สิทธิของสหรัฐอยู่ที่ราวร้อยละ 50 ประเทศที่ไปใช้สิทธิ์สูงจะอยู่ระหว่าง 80 ถึงเกือบ 90 ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 60-80
ยิ่งถ้าเป็นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ (2 ปีหลังเลือกประธานาธิบดี) มีผู้ไปใช้สิทธิเพียงร้อยละ 33 เท่านั้น น่าคิดว่าส.ส. ส.ว.ที่ชนะการเลือกตั้งเช่นว่านี้มีความชอบธรรมมากเพียงไร การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมของประเทศใช่หรือไม่
            ที่หลายคนไม่ไปเลือกเพราะคิดว่านักการเมืองจะไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ จึงไม่สนใจการเมือง เบื่อหน่ายการเมือง ทำไมต้องยอมให้ตัวเองเป็นตรายางไปมอบความชอบธรรมแก่นักการเมืองที่ไม่สมควรได้รับเลือก

เลือกตั้งหรือไม่เลือกก็ไม่ต่างกัน :
ถ้าได้ผู้ปกครองที่ไม่ถือประโยชน์ประชาชน เลือกตั้งหรือไม่เลือกก็ไม่ต่างกัน ในแง่ที่ยังได้ผู้ปกครองผู้สนับสนุนการ “กอบโกย” “โกงกิน”
แม้ได้อำนาจด้วยการรัฐประหาร ประเทศได้ผู้ปกครองหน้าใหม่ แต่ชนชั้นปกครองกับนายทุนทั้งระดับประเทศกับท้องถิ่นยังอยู่ และทำงานร่วมชายคากับผู้ปกครองตามแนวทางเดิมๆ ที่คุ้นเคย
(ผู้อยู่ในกลุ่มชนชั้นปกครองกับนายทุน ไม่ใช่ทุกคนที่สร้างความทุกข์แก่ประชาชน ที่เอ่ยถึงหมายถึงเฉพาะพวกบั่นทอนประเทศชาติ)
การไม่เลือกตั้งได้ชั้นปกครองกับนายทุนเดิมๆ เปลี่ยนแต่เปลี่ยนตัวออกหน้าว่าเป็นผู้นำบริหารประเทศ

ต้องได้ผู้ปกครองที่ยึดประโยชน์สุขของประชาชน :
            สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่นักวิชาการตะวันตกเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยแท้ อำนาจการเมืองจำกัดอยู่ในพรรครัฐบาลเพียงพรรคเดียว มีการสืบทอดตำแหน่งผู้นำอย่างเด่นชัด พลเมืองถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ พรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นเพียงไม้ประดับหรือตัวตลกในสภา แต่ในอีกด้านหนึ่งไม่อาจปฏิเสธว่าประเทศเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจเติบโตดีกว่าทุกประเทศในภูมิภาค พลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนมีคุณภาพ
            เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวต่อประชาชนว่า “งานของผมคือรับใช้ประชาชน” (My job is to serve the people.)

            ประเทศต้องการผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน เห็นว่าเป็นงานทรงเกียรติจึงยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อความสุขส่วนรวม ขณะอยู่ในตำแหน่งต้องทุ่มเททำงานรับใช้บ้านเมือง ไม่ใช่เสวยสุขบนตำแหน่ง นักการเมืองที่ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ชาวบ้านยากจน คนที่มัวเสวยสุขและร่ำรวยขึ้นย่อมต้องสงสัยว่าทำไมจึงรวยขึ้น ได้เสียสละที่เพื่อชาวบ้านมากพอหรือไม่ เพียงแค่เสวยสุขในตำแหน่งก็ไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะประเทศชาติต้องก้าวไปข้างหน้า การชักช้าคือเสียโอกาส ผู้มีตำแหน่งต้องขยันขันแข็งอยู่เสมอ

            มีหลักฐานมากมายว่าหากได้ผู้ปกครองที่ทุ่มเทเสียสละ ไม่เกิน 1 ชั่วอายุ คนในสังคมจะกินดีอยู่ดี แน่นอนว่าการสร้างสังคมต้องอาศัยมากกว่าผู้นำ แต่ผู้นำคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

            หลายประเทศวนเวียนอยู่กับการเลือกตั้ง รัฐบาลอายุสั้นต้องเลือกตั้งเร็วกว่าที่ควร บางประเทศมีรัฐประหารยึดอำนาจเป็นระยะๆ ทั้งหมดนี้มาจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือไม่ตอบโจทย์ประชาชน คนในประเทศไม่พอใจ ที่ควรระวังคือสังคมตกอยู่ในมายาคติว่าต้องเลือกตั้งใหม่ ในขณะที่บางคนคิดว่าไม่เลือกตั้งดีกว่า พึงตระหนักว่า “เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข” แกนนำการเมือง นักเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ ผู้ออกมาเรียกร้อง (ให้เลือกตั้งหรือไม่ให้เลือกตั้ง) กำลังไปสู่เป้าหมายนี้จริงหรือไม่ หรือว่าการเคลื่อนไหวเป็นพิธีกรรมให้มายาคติดำรงอยู่ต่อไป
18 กุมภาพันธ์ 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7771 วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561)
------------------------
บรรณานุกรม :
1. China Focus: "My job is to serve the people," Xi says in Lunar New Year inspection. (2018, February 13). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-02/13/c_136973607.htm
2. Denitch, Bogdan. (1992). After the Flood: World Politics and Democracy in the Wake of Communism. USA: Wesleyan.
3. Diamond, Larry., Gunther, Richard (Eds.). (2001). Political Parties and Democracy. Maryland: The Johns Hopkins University Press.
4. Dugan, Andrew. (2015, September 28). Majority of Americans See Congress as Out of Touch, Corrupt. Gallup. Retrieved from http://www.gallup.com/poll/185918/majority-americans-congress-touch-corrupt.aspx?utm_source=alert&utm_medium=email&utm_content=morelink&utm_campaign=syndication
5. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
6. Lapham, Lewis H. (2016). Age of Folly: America Abandons Its Democracy. London: Verso.
7. LeDuc, Lawrence., Niemi, Richard G., Norris, Pippa. (2014). Comparing Democracies: Elections and Voting in a Changing World (4th Ed.). London : SAGE Publications Ltd.
8. Maisel, L. Sandy. (2007). American Political Parties and Elections: A Very Short Introduction. New York: Oxford University Press.
9. Polsby, Nelson W., Wildavsky,  Aaron., Schier, Steven E., & Hopkins, David A. (2016). Presidential Elections: strategies and structures of American politics (14th Ed.). Maryland: Rowman & Littlefeld.
-----------------------------

โลกเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐจะชิงลงมือก่อน?

โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ

            ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) เป็นแผนที่แยกออกเฉพาะจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ และยุทธศาสตร์อื่นๆ เนื้อหายุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ฉบับปี 2018 ปรับเปลี่ยนจากอดีตเพราะเผชิญภัยคุกคามนิวเคลียร์หลากหลายกว่าเดิมและด้วยอาวุธทันสมัยกว่าเดิม ภัยจาก 4 ประเทศที่เอ่ยถึงคือ รัสเซีย จีน เกาหลีเหนือและอิหร่าน
            เป็นเวลานานแล้วจนถึงในยุคโลกาภิวัตน์ การยอมรับความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐสัมพันธ์กับพลังอำนาจทางทหารโดยตรง สหรัฐเป็นประเทศที่มีงบประมาณทหารสูงสุด มีกองทัพที่ทรงอานุภาพมากที่สุด การจัดเตรียมกองทัพขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังเตรียมทัพเพื่อทำสงครามใหญ่ เหตุผลที่สำคัญกว่าและใช้ได้มากกว่าคือภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจ เป็นความตั้งใจ เป็นยุทธศาสตร์แม่บทที่จะรักษาสภาพเช่นนี้ ให้ทุกประเทศรู้ว่าสหรัฐสามารถโจมตีประเทศของท่านได้เสมอไม่ว่าจะตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใดของโลก และรัฐบาลสหรัฐถือว่าภาวะเช่นนี้คือภาวะที่ประเทศตนมีความมั่นคงปลอดภัยมากสุด
ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ล่าสุดเอ่ยถึงจุดประสงค์ข้อนี้อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยตรง เพราะสหรัฐมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อตน วันใดที่ภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจหดหาย จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทันที เช่น กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบ
ชมคลิปสั้น 3 นาที
หลักยุทธศาสตร์และข้อวิพากษ์ :
ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดการป้องปรามที่ยืดหยุ่น เฉพาะเจาะจง (a flexible, tailored nuclear deterrent strategy) กับแต่ละประเทศ แต่ละสถานการณ์ ให้มั่นใจว่าจะไม่มีประเทศใดกล้าคิดทำสงครามด้วย ไม่ว่าจะใช้นิวเคลียร์หรือไม่

            ประเด็นน่าคิดคือรัฐบาลสหรัฐ สื่อตะวันตกหลายสำนักมักพูดในทำนองว่าเกาหลีเหนือจะโจมตีสหรัฐ รัฐบาลสหรัฐจึงมีความชอบธรรมที่จะปิดล้อมคว่ำบาตร แม้กระทั่งล้มระบอบเกาหลีเหนือ
            แต่แท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐรู้ดีกว่าเกาหลีเหนือไม่คิดทำเช่นนั้น หากเพียงแค่คิดจริง ยังไม่เริ่มสงครามก็อาจถูกโจมตีย่อยยับก่อนแล้ว แม้ใครคิดใช้นิวเคลียร์ไม่กี่ลูกก็จะถูกโต้กลับอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่มีใครอยากเห็นเลย ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ 2018 อธิบายเรื่องนี้อย่างชัดเจน
            การพูดว่าเกาหลีเหนือจะทำสงครามกับสหรัฐจึงเป็นโฆษณาชวนเชื่อ (ยังไม่นับรวมเหตุผลของฝ่ายรัฐบาลเกาหลีเหนือ) ดังนั้น ใครคิดว่าเกาหลีเหนือจะลงมือโจมตีสหรัฐด้วยนิวเคลียร์คือผู้ที่เชื่อคำโฆษณาจากรัฐบาลสหรัฐ
            เป็นอีกหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของสหรัฐ ขัดแย้งกันเอง ยุทธศาสตร์ด้านหนึ่งบอกว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง พร้อมโจมตีสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ แต่อีกฉบับบอกว่าเกาหลีเหนือจะไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด
          เหตุที่ยุทธศาสตร์ขัดแย้งกันเองเพราะมีเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อแฝงอยู่ด้วย ให้คนอเมริกัน ชาวโลกเข้าใจผิด การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐทำเรื่อยมา ผ่านหลายช่องทางแม้กระทั่งผ่านยุทธศาสตร์สำคัญๆ ของประเทศ

รัสเซียกับจีนท้าทายด้านนิวเคลียร์กับสหรัฐหรือ :
            ในยุคสงครามเย็นพอจะพูดได้ว่าโซเวียตรัสเซียแข่งกับสหรัฐ พัฒนาและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในยุคปัจจุบันเป็นที่น่าสงสัยว่ารัสเซีย (แม้กระทั่งจีน) กำลังพัฒนาและสะสมอาวุธนิวเคลียร์แข่งกับสหรัฐอีก คำถามข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของความเข้าใจเรื่องนิวเคลียร์
            ถ้ายอมรับว่าสหรัฐมีขีดความสามารถเหนือกว่า คำถามคือใครเป็นฝ่ายตามหลังใคร ใครกำลังพัฒนาและสะสมนิวเคลียร์เพื่อป้องปรามใคร
            คำตอบที่ได้อาจเป็นต่างป้อมปรามอีกฝ่าย เพียงแต่ฝ่ายหลัง (ผู้มีขีดความสามารถด้อยกว่า) มีเพื่อการป้องปรามมากกว่า
            ที่ต้องระลึกเสมอคือ รัสเซียในปัจจุบันไม่มีความคิดรุกรานด้วยนิวเคลียร์ นิวเคลียร์รัสเซียมีเพื่อสร้างความเป็นมหาอำนาจ รัสเซียในปัจจุบันคือประเทศที่กำลังฟื้นฟูตัวเอง รวมทั้งกำลังรบ เป็นฝ่ายตามหลังสหรัฐ ดังนั้นถ้ามองว่าสหรัฐมีขีดความสามารถเหนือกว่า การฟื้นฟูกองทัพ ฟื้นฟูนิวเคลียร์ของรัสเซียคือการป้อมปรามไม่ใช่รุกราน
            กรณีความขัดแย้งในยูเครน ซีเรีย ถ้ารัสเซียไม่เข้มแข็งพอ รัฐบาลสหรัฐอาจไม่ลังเลใจที่จะแทรกแซงจัดการรัสเซียก็เป็นได้

สะสมนิวเคลียร์รอบใหม่เพราะปัจจัยภายในประเทศ :
            นักวิชาการอเมริกันบางคน  รวมทั้งยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ฉบับล่าสุดของทรัมป์ ให้เหตุผลพัฒนาและสะสมอาวุธนิวเคลียร์รอบใหม่ด้วยเหตุผลปัจจัยต่างประเทศ
            เรื่องน่าคิดคือ เมื่อปีสองปีก่อน สมัยรัฐบาลโอบามายังพูดถึงการลดอาวุธนิวเคลียร์ ตรึงงบประมาณกลาโหม ไฉนทันทีเมื่อได้ประธานาธิบดีคนใหม่ นโยบายเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพิ่มงบประมาณกลาโหมมหาศาล พร้อมกับสร้างอาวุธนิวเคลียร์แบบยกเครื่องทั้งหมดในจำนวนใกล้เคียงปัจจุบัน (ทั้งหัวรบ ขีปนาวุธ เครื่องบิน เรือดำน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง)
            ถ้าเป็นเพราะบริบทเปลี่ยนไป บริบทโลกเปลี่ยนมากขนาดนั้นหรือ กองทัพรัสเซียเปลี่ยนมากถึงเพียงนั้นหรือ
            ถ้าจะตอบแบบระวังหน้าระวังหลัง รัสเซียมีอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่งและมีนโยบายสร้างเพิ่มอีก จีนยังคงเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ 2 ปรปักษ์นิวเคลียร์สำคัญมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น แต่ไม่สมเหตุสมผลพอที่รัฐบาลทรัมป์ต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมมากเพียงนั้น และไม่จำต้องยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ทั้งหมดเต็มรูปแบบและให้มีปริมาณใกล้เคียงปัจจุบัน

            ย้อนกลับไปที่รัฐบาลโอบามาให้ลดอาวุธนิวเคลียร์ ตรึงงบประมาณกลาโหม เพียงเมื่อได้รัฐบาลใหม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ทำสิ่งที่ตรงข้าม ชวนให้คิดว่าที่ทรัมป์ทำเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะปัจจัยภายนอก แต่เพราะปัจจัยภายในประเทศมากกว่า
            เป็นประเด็นที่ชาวอเมริกันควรใคร่ครวญ ตรวจสอบว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ เป็นอีกครั้งที่เกิดคำถามว่าระบอบประชาธิปไตยอเมริกาสามารถตรวจสอบรัฐบาลตัวเองได้มากแค่ไหน

โลกควรต่อต้านหากสหรัฐจะเป็นฝ่ายใช้ก่อน :
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าความที่นานาชาติมั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ลังเลใจที่จะตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์หากถูกโจมตีด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMD) ส่วนรัสเซียที่มีจำนวนหัวรบพอๆ กับสหรัฐรู้ดีว่าหากทำสงครามนิวเคลียร์จะหายนะด้วยกันทั้งคู่ จึงไม่มีประเทศใดที่คิดจะใช้ WMD กับสหรัฐก่อน
          ถ้าเช่นนั้น อีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือ สหรัฐจะเป็นฝ่ายใช้ก่อน

            รัฐบาลสหรัฐมียุทธศาสตร์ ชิงลงมือก่อน” (preemption) เคยใช้มาแล้วหลายครั้ง จึงต้องระวังที่จะชิงโจมตีก่อนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ มีหลักฐานชัดเจนว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามีความคิดอย่างจริงจังที่จะใช้นิวเคลียร์หลายครั้ง และตั้งแต่โลกมีอาวุธนิวเคลียร์ ประเทศนี้เท่านั้นที่เคยใช้จริงกับประเทศอื่น ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว จึงไม่อาจปฏิเสธว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่ใช้อีก
            เพื่อสันติภาพโลก โลกจะต้องต่อต้านรัฐบาลสหรัฐหากคิดจะเป็นฝ่ายใช้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ลูกเล็กหรือลูกใหญ่ จะใช้เพียงลูกเดียวหรือหลายลูก

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ ฉบับปี 2018 ไม่ได้ฟันธงว่าสหรัฐจะเป็นฝ่ายใช้นิวเคลียร์ก่อน แต่เมื่อพิจารณาความหมายระหว่างบรรทัดกับประวัติศาสตร์ โอกาสใช้มีน้อยมากแต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ใช้ และพร้อมที่จะเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้ก่อน
            ข้อสรุปบรรทัดสุดท้ายคือ ในระยะสั้นโอกาสใช้น้อยมาก แต่ในอนาคตที่ยาวไกลขึ้น โอกาสใช้จะยิ่งมากขึ้น
            ความเข้าใจที่สำคัญกว่าและพึงตระหนักอยู่เสมอคือ ทุกวันนี้ใช้อยู่แล้วในแง่ข่มขู่คุกคาม ภายใต้การทูตนำการทหาร หรือการทูตที่มีการทหารสนับสนุน บางคนอาจนึกถึง gunboat diplomacy เพียงแต่สาธารณชนทั่วไปไม่เห็นชัดเท่านั้น
            ดูเหมือนว่าตัวยุทธศาสตร์ตั้งใจสื่อเช่นนั้นด้วย มุ่งหมายให้บรรดาผู้ปกครองประเทศต่างๆ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบ

            รัฐบาลสหรัฐใช้คำว่าต้องมีนิวเคลียร์เพื่อป้องปราม คำถามคือใครเป็นฝ่ายป้องปรามใครกันแน่ หากวันนี้มีประเทศหนึ่งที่อยากมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ปกป้องอธิปไตยบ้าง คิดว่าผลจะเป็นอย่างไร
            ในอีกด้านหนึ่ง การมีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากมาย ชวนให้คิดว่าทำไมต้องมีมากจนเกินจำเป็นขนาดนั้น สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลโดยใช่เหตุ พลเมืองอเมริกันต้องเสียภาษีเกินควรหรือไม่ ควรนำงบประมาณไปใช้ในทางอื่นๆ หรือไม่ หรืออย่างน้อยช่วยลดการก่อหนี้ ลดการขาดดุลที่เป็นปัญหาในขณะนี้
11 กุมภาพันธ์ 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7764 วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง  : 
ไม่แปลกที่รัฐบาลทรัมป์ยึดหลักสัจนิยม แต่ต้องศึกษาลงในรายละเอียดว่าอะไรกันแน่ที่รัฐบาลต้องการ สันติสุขหรือความรุนแรง เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกันหรือน่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่า

บรรณานุกรม :
1. Gray, Colin S. (2007). War Peace and International Relations: An introduction to strategic history. Oxon: Routledge.
2. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
3. Stockholm International Peace Research Institute. (2017). TRENDS IN WORLD NUCLEAR
FORCES, 2017. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2017-06/fs_1707_wnf.pdf
4. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF
5. Wirtz, James J., Larsen, Jeffrey A. (2005). Nuclear Transformation: The New Nuclear U.S. Doctrine. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
-----------------------------

แบ่งแยกแล้วปกครอง กรณีเคิร์ดซีเรีย

หลักแบ่งแยกแล้วปกครองไม่ใช่ของใหม่ เคิร์ดซีเรียถูกแยกจากรัฐบาลอัสซาดให้มาเป็นพวกสหรัฐเป็นอีกกรณีศึกษา ประเทศที่ถูกปลุกปั่นว่าคนซีเรียหลากหลายกลุ่มอยู่ร่วมโลกด้วยกันไม่ได้อีกต่อไป

หลักแบ่งแยกแล้วปกครอง (divide and rule หรือ divide and conquer) คือการทำให้ศัตรูอ่อนแอด้วยการบั่นทอนความสามัคคี ให้ต่อสู้กันเอง เพื่อเจ้าของยุทธศาสตร์จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าไปปกครองยึดครอง
            เป็นกลยุทธ์ที่ใช้เรื่อยมา ในสมัยอาณานิคมพวกตะวันตกมักใช้แนวทางนี้เพื่อปกครองอาณานิคมที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรมากกว่าทหารที่ส่งไปหลายร้อยหลายพันเท่าตัว
อัสซาดคือตัวแทนของชีอะห์หรือ :
            การปกครองของระบอบอัสซาดคืออำนาจนิยมเข้มข้น ใช้แต่คนใกล้ชิด นานวันเข้าคนใกล้ชิดใช้อำนาจโดยไร้การตรวจสอบ ร่วมกันทุจริตคอร์รัปชัน คนที่ใกล้ชิดกับพรรคบาธ (Baath Party) คนของรัฐบาลเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลายเป็นคนที่ถูกรัฐทอดทิ้ง จนถึงจุดหนึ่งมีเหตุจุดประกาย ประชาชนเหล่านี้จึงพร้อมใจกันลุกฮือต่อต้านรัฐบาล เกิดอาหรับสปริงซีเรียเมื่อมีนาคม 2011
            จากการชุมนุมประท้วงธรรมดากลายเป็นการใช้ความรุนแรง พร้อมกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างนิกาย เช่น หน่วยลับชีอะห์เข้าสังหารพวกซุนนี เห็นชัดว่าเป็นความพยายามปั่นให้เป็นความขัดแย้งระหว่างซุนนีกับชีอะห์ ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ให้สัมภาษณ์ว่ามีผู้จ่ายเงินให้คนประท้วงและเรียกร้องการปฏิวัติ ถ้าแนวทางนี้ไม่สำเร็จจะอ้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อศาสนา
ทั้งนี้เพราะตระกูลอัสซาดเป็นชีอะห์สำนักคิดอาละวี/อัลละวีย์  (Alawite) ที่แตกแขนงออกจากมุสลิมชีอะห์  แต่การที่ตระกูลอัซาดเป็นชีอะห์อาละวีไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีเป้าหมายปฏิวัติอิสลาม ให้กลายเป็นรัฐชีอะห์หรืออาละวีแต่อย่างไร อุดมการณ์ทางการเมืองคือแนวทางของพรรคบาธ ต้องการสร้างโลกอาหรับตามแนวทางฝ่ายโลก ไม่คิดสร้างรัฐอิสลามแต่อย่างไร
ชมคลิปสั้น 3 นาที :

เดิมเคิร์ดอยู่ฝ่ายอัสซาด :
            ชนชาวเคิร์ด (Kurds) ในซีเรียเป็นชนกลุ่มน้อยใหญ่ที่สุดที่มิใช่เชื้อสายอาหรับ ส่วนใหญ่นับถืออิสลามนิกายซุนนี เป็นพลเมืองซีเรียโดยแท้ อาศัยทางตอนเหนือติดกับพรมแดนตุรกี ในช่วงแห่งความวุ่นวายพวกเคิร์ดที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงต้องปกป้องตัวเอง ความเป็นเขตปกครองตนเองจึงเพิ่มขึ้น
            ในช่วงนี้รัฐบาลอัสซาดยังประกาศว่าเคิร์ดเป็นพวกเดียวกับตน
            กันยายน 2014 ISIS เปิดฉากโจมตีเคิร์ดหนักหน่วง เดือนต่อมารัฐบาลสหรัฐหย่อนอาวุธ เครื่องกระสุนแก่พวกเคิร์ด พร้อมกับส่งเครื่องบินรบถล่มกองกำลัง ISIS ในแถบนี้อย่างหนัก เป็นช่วงแรกที่รัฐบาลสหรัฐช่วยให้เคิร์ดซีเรีย
            ไม่เพียงเท่านั้นกองกำลังเคิร์ดอิรักเดินทางจากประเทศอิรักเข้าโคบานีเพื่อช่วยต้าน  ISIS

เคิร์ดอิรักเป็นพันธมิตรสหรัฐตั้งแต่สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย รัฐบาลบุช (George H. W. Bush) ให้ความคุ้มครองแก่ชนกลุ่มนี้เพื่อแยกพวกเขาจากรัฐบาลซัดดัม เคิร์ดอิรักกับรัฐบาลสหรัฐจึงสัมพันธ์ใกล้ชิด
เคิร์ดอิรักกับเคิร์ดซีเรียเป็นชนเชื้อสายเดียวกัน แต่ไม่ถือเป็นกลุ่มเดียวกันเพราะต่างมีผู้นำของตนเอง มีแนวทางของตนเอง การที่เคิร์ดอิรักเข้าช่วยเคิร์ดซีเรียน่าจะเป็นเพราะการผลักดันจากรัฐบาลสหรัฐ

            ในที่สุดผู้ก่อการร้ายถอนตัว เมืองโคบานีปลอดภัย จากนั้นมีข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐส่งเสบียงอาวุธแก่เคิร์ดต่อเนื่อง กองกำลังเคิร์ดเติบใหญ่ เข้มแข็งขึ้นทุกวัน
            กันยายน 2015 สถานการณ์รบในซีเรียถึงจุดเปลี่ยนเมื่อประธานาธิบดีปูตินประกาศโจมตีกลุ่มผู้ก่อการร้าย ตั้งฐานทัพในซีเรีย ประกาศสนับสนุนรัฐบาลอัสซาดอย่างเต็มที่
            ไม่กี่เดือนต่อมา ISIS อ่อนแรงอย่างชัดเจน กองทัพรัฐบาลอัสซาดเริ่มยึดคืนพื้นที่

เคิร์ดซีเรียอยู่ฝ่ายสหรัฐเต็มตัว :
            มีนาคม 2017 สหรัฐส่งนาวิกโยธินหลายร้อยนายพร้อมอาวุธหนักเตรียมโจมตีเมือง Raqqa ในซีเรีย เป็นครั้งแรกที่สหรัฐส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินเต็มตัว จะเห็นว่าเมื่อ IS กำลังพ่ายแพ้ กองทัพอัสซาดเริ่มยึดคืนพื้นที่ สหรัฐรีบส่งหน่วยรบภาคพื้นดินเข้าร่วมรบ ที่สำคัญคือเคิร์ดซีเรียเป็นกองกำลังหลักที่ร่วมรบกับสหรัฐในขณะนี้
            ณ จุดนี้ควรกล่าวได้ว่าเคิร์ดซีเรียอยู่ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐแล้ว

แผนแยกเคิร์ดออกจากรัฐบาลอัสซาด :
รัฐบาลสหรัฐอาศัยความปลอดภัยของเคิร์ดซีเรีย ความต้องการเอกราช เป็นเครื่องมือใช้กองกำลังเคิร์ด People’s Protection Units (YPG) ปราบปรามผู้ก่อการร้าย ISIS และกลุ่มอื่นๆ แล้วยึดครองพื้นที่ดังกล่าวให้อยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐ วิธีนี้เป็นประโยชน์เพราะไม่ต้องพะวงว่าทหารอเมริกันจะเสียชีวิต ผู้ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแทนคือกองทัพเคิร์ด ไม่ต้องกังวลว่าจะชาวอเมริกันจะประท้วง ช่วยประหยัดงบประมาณเพราะการจ้างทหารอเมริกันแพงกว่ามากทั้งค่าแรงกับระบบอาวุธประจำกาย อาวุธที่ส่งให้ทหารเคิร์ดไม่จำต้องเป็นอาวุธดีที่สุด และไม่ใช่เช่นนั้น

            สำหรับเคิร์ดแล้ว หากไม่ร่วมมืออาจกลายเป็นภัย กลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกกำจัด ไม่ว่าจะโดยผู้ก่อการร้ายหรือต่างชาติ เคิร์ดรู้ดีว่าถูกใช้งานแต่ไม่อาจเลี่ยงได้ จำต้องอยู่ใต้ปีกรัฐบาลอเมริกาไปก่อน ยอมที่จะให้สูญเสียคนบางส่วนเพื่อรักษาคนที่เหลือ
            และนี่คือตรรกะที่ฝ่ายยุทธศาสตร์สหรัฐทราบและอาจเป็นผู้สร้างให้เป็นเช่นนั้น

            รัฐบาลสหรัฐรู้ว่าเคิร์ดซีเรียแม้เป็นมุสลิมซุนนี เป็นพลเมืองซีเรีย แต่ต้องการเป็นเอกราช ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจระบอบอัสซาดหรือพวกอาหรับ เคยประสบความสำเร็จในการใช้แนวทางนี้แยกเคิร์ดอิรักออกจากรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก ต่อมากลายเป็นฐานที่มั่นให้สหรัฐตระเตรียมกองกำลังก่อนส่งลงมาบุกโค่นล้มระบอบซัดดัม
            นับจากที่เคิร์ดอิรักอยู่ใต้อุ้งปีกสหรัฐ บรรษัทน้ำมันอเมริกาคือผู้ทำธุรกิจกรายใหญ่กับบ่อน้ำมันของเคิร์ด ได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย

            เมื่อ ISIS รุกรานซีเรีย รัฐบาลโอบามากับทรัมป์ใช้แนวทางนี้กับเคิร์ดซีเรียซ้ำ เบื้องต้นคือเพื่อความปลอดภัยของเคิร์ด ความหวังว่าจะได้เอกราชหรือปกครองตนเองมากขึ้นกว่าเดิม
            อันที่จริงแล้ว รัฐบาลอัสซาดให้เคิร์ดปกครองตนเองระดับหนึ่งอยู่แล้ว และไม่มีปัญหาต่อกัน แต่การเข้ามาของ ISIS ทำให้เคิร์ดซีเรียต้องหันมาเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลสหรัฐ ฝากความมั่นคงของตนไว้กับมหาอำนาจ

            ถ้ายึดผลประโยชน์เคิร์ดซีเรียเป็นที่ตั้ง การทำเช่นนี้อาจจะเหมาะสม และจำต้องตัดสินใจเช่นนั้นในยามคับขันที่กองทัพ ISIS อยู่ตรงหน้า
            ถ้ามองว่านี่คือแผนจากฝ่ายยุทธศาสตร์สหรัฐ ต้องพูดว่าเป็นแผนที่แหลมคม สามารถแยกเคิร์ดออกจากรัฐบาลอัสซาด ให้มาอยู่กับตน และเป็นปรปักษ์กับพวกอาหรับต่อไปด้วย
            ถ้ามองโดยยึดซาอุฯ กับพวก แม้สามารถบั่นทอนรัฐบาลอัสซาด จันทร์เสี้ยวชีอะห์หักกลาง แต่เอื้ออำนวยเคิร์ดแข็งแกร่ง กินพื้นที่มากขึ้นและมีโอกาสพัฒนาให้เข้มแข็ง ภายใต้การคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐดังเช่นอิสราเอล รัฐบาลซาอุฯ กับพวกเหมือนปราบศัตรูได้คนหนึ่ง แต่กลับเป็นเหตุส่งเสริมศัตรูอีกคน
            ทั้งหมดนี้ รัฐบาลสหรัฐได้ประโยชน์ทุกด้าน สามารถคงทหารราบตรงใจกลางตะวันออกกลาง พื้นที่ซีเรียส่วนหนึ่งกลายเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐ (ไม่ใช่ของผู้ก่อการร้าย หรือฝ่ายต่อต้านสายกลางซีเรีย) เป็นความสำเร็จอีกครั้งของสหรัฐโดยแท้

เพราะยอมให้แบ่งแยกเองหรือไม่ :
            กลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครองไม่ใช่ของใหม่ ใครๆ ก็อ่านแผนออก แต่ที่สำเร็จเพราะยอมให้แบ่งแยก ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น พวกผู้นำเคิร์ดได้ประโยชน์จึงผลักดันให้ประชาชนสนับสนุน ยอมเสียประโยชน์อยู่ใต้อำนาจมหาอำนาจเพื่อแลกกับความปลอดภัย

            ในภาพกว้าง ต้องระลึกว่าพวกซุนนีซีเรียบางคนบางกลุ่มสนับสนุน ISIS มากกว่ารัฐบาลอัสซาด ซีเรียที่อ่อนแอก็เพราะการแบ่งแยกทั้งจากเชื้อสายกับนิกายศาสนา ไม่ว่าข้อสรุปนี้จะมีน้ำหนักเพียงใด ภาพที่ปรากฏคือความพยายามปลุกปั่นให้เป็นเช่นนั้น

            คนที่ยึดมั่นพหุสังคมเชื่อว่าการที่สังคมประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ หลายศาสนานิกาย เป็นจุดแข็งของสังคม แม้มีความขัดแย้งบ้างแต่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง มีพวกหัวรุนแรงบ้างแต่เป็นคนส่วนน้อย
            แต่ความเป็นพหุสังคมของซีเรียกลายเป็นเหตุต่างชาติเข้าแทรก ปลุกปั่นให้แตกแยก จนถึงขั้นถืออาวุธสงครามเข้าห้ำหั่นกัน ด้วยความคิดว่าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

            ไม่เพียงใช้หลักสร้างความแตกแยก มหาอำนาจใช้แนวคิด “ถ้าไม่เป็นมิตรก็คือศัตรู” ทำให้ฝ่ายที่อ่อนแอต้องยอมอยู่ใต้อิทธิพล กลายเป็นทหารรับใช้ที่ออกรบแนวหน้า
            6 ปีแห่งความขัดแย้ง ชาวซีเรียเสียชีวิตกว่า 500,000 คนแล้ว ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตหลายหมื่น ส่วนทหารสหรัฐเสียชีวิตไม่กี่นาย ข้อมูลชิ้นเล็กๆ นี้บ่งชี้ความสำเร็จอีกครั้งของหลักแบ่งแยกแล้วปกครองหรือไม่
            บางคนอาจโทษรัฐบาลสหรัฐ แต่นี่คือแนวทางของเขา และควรทบทวนว่าทำไมจึงหลงกล ดังคำพูดที่ว่าตบมือข้างเดียวจะดังได้อย่างไร

            โลกที่เราดำรงอยู่เป็นโลกแห่งการตีความ บางคนตีความว่าสีขาวคือสีแห่งความบริสุทธิ์ สีดำคือความชั่วร้าย บ่อยครั้งที่ต่างคนตีความเป็นคนละอย่าง แยกแยะความถูกความผิด ความเป็นมิตรเป็นศัตรูแตกต่างกัน ศัตรูของผู้หนึ่งแต่เป็นมิตรของอีกคนหนึ่ง
            มนุษย์มักตีความให้คุณค่าแก่สิ่งต่างๆ เรื่องต่างๆ ไม่เท่ากัน คำถามคือ สิ่งที่ให้คุณค่าเป็นประโยชน์สูงสุด ยั่งยืนที่สุดหรือไม่
            การแบ่งแยกแล้วปกครองพยายามให้ตีความให้คุณค่าในรูปแบบที่สร้างการแบ่งแยก เกลียดชัง จนอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้
4 กุมภาพันธ์ 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7757 วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลทรัมป์ประกาศคงกองกำลังภาคพื้นดินในซีเรียด้วยเหตุผลสารพัด เป้าหมายเบื้องลึกคือยึดครองซีเรีย ควบคุมตะวันออกกลาง จริงหรือที่รัฐบาลซาอุฯ กับพวกมั่นคงกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้รัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วยกับการให้อาวุธประสิทธิภาพสูงแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ไม่สนับสนุนการจัดตั้งเขตห้ามบิน ชาวอเมริกันต่อต้านการใช้กำลังทางอากาศโจมตีกองทัพอัสซาด แต่บัดนี้ นโยบายต่อซีเรียเหล่านี้กลับกลายเป็นตรงข้าม รัฐบาลโอบามาอาศัยการต่อต้านการก่อการร้าย แนบนโยบายซีเรียที่ชาวอเมริกันเคยต่อต้าน เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของแผนต่อต้าน IS 
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทอดยาวออกไปเรื่อยๆ เอื้อให้แต่ละเขตปกครองเข้มแข็ง ได้แก่รัฐบาลอัสซาด รัฐอิสลาม เขตปกครองเคิร์ดซีเรียและเขตปกครองฝ่ายต่อต้านสายกลางที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้า IS ประสบผลในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของตน ย่อมเชื่อได้ว่าจะมีพวก IS เพิ่มขึ้นอีกมากกมาย สถานการณ์ซีเรียอาจลดความรุนแรงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เรื่องยังไม่ยุติ อาจเป็นการรอเวลาเพื่อเปิดฉากรุกรบครั้งใหญ่

บรรณานุกรม :
1. อรุณ เด่นยิ่งโยชน์. (2559). ภูมิศาสตร์การเมืองโลกมุสลิมกับการตื่นตัวของอิสลาม. กรุงเทพ: ศูนย์สารสนเทศอิสลาม มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาอิสลามและการพัฒนา.
2. Hinnebusch, Raymond. (2001). Syria: Revolution From Above. New York: Routledge.
3. Interview Given by President al-Assad to Lebanese Al-Manar TV. (2013, May 31). SANA. Retrieved from http://sana.sy/eng/21/2013/05/31/485037.htm
4. Lister, Charles R. (2015). The Syrian Jihad: Al-Qaeda, the Islamic State and the Evolution of an Insurgency. New York: Oxford University Press.
5. McKay, John P., Hill, Bennett D., Buckler, John., Ebrey, Patricia Buckley., & Beck, Roger B. (2009). A History of World Societies (8th Ed.). USA: Bedford/St. Martin’s.
6. Putin: Russia supports and will support the Syrian government.  (2015, September 15). Pravda. Retrieved from http://english.pravda.ru/russia/politics/15-09-2015/131969-putin_russia_syria-0/
7. Stokes, Jamie (Editor). (2009). Kurds. In Encyclopedia of The Peoples of Africa and the Middle East. New York: Infobase Publishing.
8. Tillerson Says U.S. Troops to Stay in Syria Beyond Battle With ISIS. (2018, January 17). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/01/17/world/middleeast/tillerson-troops-syria-islamic-state.html
9. Turkey gives Peshmerga forces passage to Kobane. (2014, October 20). RUDAW. Retrieved from http://rudaw.net/english/kurdistan/20102014
10. US deploys heavily armed Marines to Syria. (2017, March 9). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/03/marines-syria-170309014847784.html
11. US drops arms, ammunition to Kurds in Kobani. (2014, October 20). Gulf News/AFP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/region/syria/us-drops-arms-ammunition-to-kurds-in-kobani-1.1401162
12. US plans on deploying additional 1000 troops in Syria. (2017, March 16). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/syrian-crisis/2017/03/16/us-plans-on-deploying-additional-1000-troops-in-syria
-----------------------------