“คนรวย” รวยขึ้น “คนจน” จนลง ปัญหาและทางออก

โลกต้องชื่นชมเศรษฐีผู้สร้างความร่ำรวยเพื่อมุ่งช่วยเหลือสังคมให้เป็นอารยะ ไม่ส่งเสริมยกย่องเศรษฐีที่ไม่ดูแลสังคมอย่างจริงจัง ยึดหลัก “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” อยากเห็นผู้อื่นมีความสุขเหมือนตนเอง
            โลกทุกวันนี้แม้จะเจริญก้าวหน้าแต่การพัฒนาไม่ได้เกิดเท่ากัน หลายส่วนยังขาดการพัฒนาอีกมาก ความแตกต่างเกิดในหลายระดับ เช่น ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนา ระหว่างเมืองกับชนบท แม้กระทั่งระหว่างเมืองด้วยกันเอง
            ความรวยความจนเป็นประเด็นระดับโลก มีผลต่อความเป็นไปของโลกทั้งทางบวกและลบ สร้างปัญหาต่อประเทศอื่นๆ เช่น แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ผู้อพยพเข้าเมืองจากภัยธรรมชาติ ต้นเหตุอาชญากรรมหลายประเภท
            ความยากจนยังหมายถึงกำลังซื้อที่ลดต่ำ หากเศรษฐกิจสหรัฐโตน้อยกว่าคาดจะส่งผลกระทบทั่วโลก
การแก้ไขจึงเป็นระดับโลก เช่น พูดถึงระบบเศรษฐกิจโลก แนวคิดแก้ไขความยากจนโลก แต่ไม่ใช่ทุกประเทศจะเห็นตรงกันและขึ้นกับนโยบายของแต่ละรัฐบาล รัฐบาลบางชุดเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือประเทศยากจน ในขณะที่บางชุดปรับลดงบประมาณ
ชมคลิปสั้น 3 นาที
คนเพียงร้อย 1 ที่ครองรายได้ร้อยละ 82 ของโลก :
Oxfam International รายงานว่าปีที่แล้วช่องว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้น ปัจจุบันทั้งโลกมีมหาเศรษฐีพันล้าน 2,043 คน ปีที่แล้วเพียงปีเดียวทั้งหมดรวยขึ้น 762,000 ล้านดอลลาร์ (เฉลี่ยคนละ 373 ล้านดอลลาร์)
            ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่าปีที่แล้วมหาเศรษฐี 500 คนแรก มีรายได้รวมกันถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าปีก่อนหน้านั้น (2016) ถึง 4 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากราคาหุ้นที่ขยับสูงขึ้น
Winnie Byanyima จาก Oxfam International ชี้ว่า “เป็นความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจ” คนเย็บเสื้อ คนงานประกอบโทรศัพท์ ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีด และเป็นเรื่องน่าละอายของรัฐบาลทั้งหลายที่คนเพียงร้อยละ 1 ถือครองความมั่งคั่งที่ส่วนใหญ่ ในขณะที่คนนับพันล้านคนต้องปากกัดตีนถีบ

            นับจากปี 2010 เป็นต้นมา รายได้ของพวกมหาเศรษฐีพันล้านเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 13 ต่อปี ในขณะที่รายได้ของคนทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ต่อปี บ่งชี้ว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้นเรื่อยมา มหาเศรษฐีธุรกิจเสื้อผ้าทำงานเพียง 4 วันจะมีรายได้เท่ากับช่างเย็บเสื้อผ้าบังคลาเทศทำงานทั้งชีวิต รายได้ของ CEO อเมริกันเพียงวันเดียวเท่ากับค่าแรงทั้งปีของคนอเมริกันทั่วไป
            แรงงานสตรีอยู่ในกลุ่มมีรายได้ต่ำสุด เป็นเช่นนี้ทั่วโลก เรื่องค่าแรงเป็นประเด็นหนึ่งเท่านั้น แรงงานหญิงหลายคนต้องทำงานไกลบ้าน จากลูกกับสามี เพียงเพื่อได้ค่าแรงต่ำๆ บางคนไม่เห็นหน้าลูกคราวละหลายเดือน แรงงานบางประเภทในสหรัฐต้องใส่ผ้าอ้อมเพราะไม่อนุญาตให้เข้าห้องน้ำขณะทำงาน
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะบริษัทมุ่งให้ประโยชน์แก่เจ้าของกิจการกับผู้ถือหุ้น พยายามตักตวงประโยชน์จากแรงงาน ละเมิดสิทธิแรงงาน บริษัทเอกชนรายใหญ่มีอิทธิพลกำกับนโยบายรัฐ แนวทางที่นายทุนใช้คือให้แรงงานส่วนใหญ่พออยู่ได้ มุ่งบริโภคสินค้าราคาถูก เป็นโอกาสนายทุนตักตวงผลประโยชน์จากการนี้

ทางออก :
            Oxfam เสนอแนวทางหลายข้อ เริ่มจากต้องจำกัดผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นกับผู้บริหารระดับสูง แรงงานทุกคนจะต้องมีรายได้มากพอสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดี ยกตัวอย่าง อัตราค่าแรงขั้นต่ำของไนจีเรียควรสูงกว่านี้ 3 เท่า แก้ปัญหาค่าแรงเหลื่อมล้ำระหว่างหญิงกับชาย ปกป้องสิทธิสตรี ผู้มีรายได้สูงต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าและไม่เปิดช่องให้เลี่ยงเสียภาษี เพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขและการศึกษา หากเศรษฐีพันล้านจ่ายภาษีเพิ่มร้อยละ 1.5 จะมีงบประมาณให้เด็กทุกคนทั่วโลกได้เรียนหนังสือ
Byanyima ชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือไม่ใช่คนไม่รู้ปัญหา นักการเมือง นักธุรกิจล้วนรู้ปัญหา แต่น้อยคนนักที่หาคนผู้ลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ตรงกันข้ามผู้มีอำนาจไม่ว่าจะการเมืองหรือเศรษฐกิจพยายามลดภาษี ละเมิดสิทธิแรงงาน

ระบบเศรษฐกิจเป็นประโยชน์แก่ใคร :
            ลำพังจะโทษปัจจัยภายนอก ปัจจัยระดับประเทศเท่านั้นไม่ถูกต้อง สังคมไม่ควรส่งเสริมคนขี้เกียจ ไม่เก็บออม อยู่ไปวันๆ ควรตอบแทนคนขยัน ตั้งใจทำงาน รู้จักเก็บออม นี่คือมาตรฐานเบื้องต้นที่ควรยึดถือ
            แต่ทำไมคนขยันคนเก็บออมบางประเทศจึงไม่มั่งคั่งเท่ากับคนอีกประเทศหนึ่ง ...

            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ เป็นผลจากความคิด การบังคับใช้ ตั้งแต่ระดับโลก ระดับประเทศ จนถึงระดับล่างสุดของสังคม
            ชาติตะวันตกโดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้วางระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันและผลักดันให้นานาชาติใช้ ประเทศพัฒนาแล้วมักกดประเทศกำลังพัฒนาให้อยู่ในฐานะเสียเปรียบ สภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในยุคอาณานิคมหมู่ประเทศเจ้าอาณานิคมจะให้อาณานิคมผลิตและขายพวกวัตถุดิบ อย่างเช่นฝ้าย ข้าว ยางพารา อ้อย น้ำมัน แร่ชนิดต่างๆ ในราคาถูก ส่วนพวกเขาจะนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปส่งขาย เช่น เสื้อผ้า เครื่องจักรกล รถยนต์ ในราคาที่สูงกว่ามาก
ผลคือประเทศเจ้าอาณานิคมเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า ได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศมากกว่า สภาพเช่นนี้ยังพอเห็นได้ในปัจจุบันเพียงเปลี่ยนเป็นประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา
            หากจะแก้ปัญหาความยากจนจึงต้องรู้และเข้าใจเรื่องทำนองนี้ นำสู่การแก้ไขตรงจุด

            ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้วิพากษ์การใช้ลัทธิปกป้องการค้า (protectionism) โดยรัฐบาลทรัมป์ ความจริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐใช้ลัทธิปกป้องการค้ามาหลายครั้ง พูดให้ถูกต้องกว่านี้คือใช้เรื่อยมา ต่างตรงระดับความเข้มข้นเท่านั้น
            เหตุการณ์หนึ่งที่ควรเอ่ยถึงคือ เดิมนั้นเศรษฐกิจสหรัฐตามหลังอังกฤษ Alexander Hamilton นำเสนอ “Report on Manufactures” แนวทางคือใช้ลัทธิปกป้องการค้า ด้วยการตั้งกำแพงภาษีเพื่อกีดกันสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เปิดทางให้ผู้ประกอบการในประเทศได้ลงทุนค้าขายโดยปราศจากคู่แข่ง จนมีกำไรกลายเป็นบริษัทที่เข้มแข็งสู้ต่างชาติได้

สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพียงแต่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดตรงไปตรงมามากกว่าอดีตประธานาธิบดีบางท่าน และพึงเข้าใจว่า “การค้าเสรี” หมายถึงการค้าในหมวดหมู่สินค้าบริการที่ประเทศเขาได้ประโยชน์ จึงให้ทุกประเทศเปิดเต็มที่ เพื่อตักตวงผลประโยชน์ได้มากที่สุด อนึ่ง ประเทศที่เปิดเสรีด้วยก็ได้ประโยชน์เช่นกัน จุดสำคัญคือต้องเป็นข้อตกลงที่ประเทศมหาอำนาจหรือมีอำนาจเหนือกว่าเป็นฝ่ายได้มากกว่า การปรับแก้ไขข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่น NAFTA เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี (ปรับแก้เพื่อคงความเป็นผู้ได้ผลประโยชน์มากกว่า)

ผู้มีบารมีครองโลก :
            ถ้ามองในกรอบเศรษฐกิจอย่างเดียวอาจตีความว่านายทุนคือผู้ครองโลก หากมองให้กว้างขึ้นนายทุนหรือนักธุรกิจพันล้านไม่ได้ทำงานคนเดียว เป็นผลอันซับซ้อนจากระบบอำนาจโลกในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร นักวิชาการบางส่วน ฯลฯ
            คนเหล่านี้ไม่ใช่คนพวกเดียวหรือเป็นกลุ่มเดียวกัน ทั้งหมดเห็นผลประโยชน์ในส่วนที่ตนได้ อาจกล่าวรวมๆ ได้ว่าคือความร่วมมือของผู้มีบารมีที่ยึดผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

            แม้กระทั่งนักวิชาการบางส่วนบางสถาบันที่พร่ำสอนประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ตำราที่สอนให้เข้าใจการค้าเสรีอย่างบิดเบือน
            ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจคือตัวย่างข้อเสียที่เอ่ยถึงตั้งแต่เริ่มทุนนิยม ที่ผ่านมาถูกปกปิด ลดทอน ให้มองเป็นปัญหาเล็ก แต่ปัจจุบันการสื่อสารดีขึ้น คนมีความรู้การศึกษาสูงขึ้น เข้าถึงข้อมูลมากขึ้น จึงมีผู้นำเสนอความเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่องชัดเจน
            และบัดนี้สังคมโลกไม่อาจปฏิเสธช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถ่างกว้างออกมาขึ้นทุกที ทั้งๆ ที่คนจนหลายคนขยันทำงาน พยายามเก็บออม มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเขยิบฐานะเศรษฐกิจ ในขณะที่คนจำนวนมากขาดโอกาส เข้าไม่ถึงแหล่งทุน ทรัพยากร
ความสุดโต่ง 2 ด้าน ยากจนกับรวยเกิน :
            ความยากจนไม่ใช่เรื่องดี ทำไมต้องยากจนถึงขนาดสูญเสียโอกาส เช่น เป็นเด็กยากจนจึงไร้การศึกษา ไม่สามารถหาการงานที่ดีพอเลี้ยงครอบครัว ยากจนถึงขั้นต้องทำงานผิดกฎหมาย อยู่ในสังคมที่โหดร้ายทารุณ
            ในขณะที่ การให้ทุกคนมีเท่ากันทั้งๆ ที่ขยันตั้งใจต่างกันก็ไม่สมเหตุผล
            คนขยันทำงาน มีความคิดอ่านและเก็บออมควรร่ำรวย แต่ความร่ำรวยที่มากเกินพอ ไม่สร้างประโยชน์ต่อสังคม มีแต่ทำให้สังคมมุ่งแสวงหาความสุขจากวัตถุ กดขี่เบียดเบียนผู้อื่น ก่อปัญหามากมายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
            แนวทางที่เหมาะสมคือต้องมุ่ง “ต่อต้านความยากจนและร่ำรวยเกินพอ” เริ่มด้วยการปรับทัศนคติ โลกต้องชื่นชมเศรษฐีผู้สร้างความร่ำรวยเพื่อมุ่งช่วยเหลือสังคมให้เป็นอารยะ ไม่ส่งเสริมยกย่องเศรษฐีที่ไม่ดูแลสังคมอย่างจริงจัง
            พร้อมกับต่อต้านความเกียจคร้าน อยู่ไปวันๆ ไม่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

             ในระบบประชาธิปไตยหรือระบอบปกครองใดๆ ผู้นำประเทศ นักการเมือง พรรคการเมืองที่ยึดอุดมการณ์ต่อต้านความยากจนและร่ำรวยเกินเช่นนี้ควรได้รับการสนับสนุน
            แทนที่จะหาเสียงด้วยการช่วยให้หายจนเพียงอย่างเดียว ต้องสนับสนุนคนรวยหรืออยากรวยเพื่อช่วยสังคมด้วย ยึดหลัก “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” อยากเห็นผู้อื่นมีความสุขเหมือนตนเอง
28 มกราคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7750 วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ.2561)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
นโยบายเดินเรือเสรี นโยบายจักรวรรดินิยมสหรัฐ
คำว่าเดินเรือเสรี ฟังดูผิวเผินเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่คำว่าเดินเรือเสรีของรัฐบาลหมายถึงเฉพาะสหรัฐเท่านั้นที่มีความเสรีเป็นพิเศษเหนือประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เรือจะต้อง “เสรีภายใต้กรอบระเบียบที่วางไว้” ซึ่งเสรีน้อยกว่าของสหรัฐ อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐจะใช้ทุกวิธีเพื่อกดดันบังคับให้นานาประเทศต้องอยู่ภายใต้เสรีตามระเบียบดังกล่าว เป็นตัวอย่างความเป็นจักรวรรดินิยม
วิสัยทัศน์โอบามาระบบโลกใหม่ที่ควบคุมทุกรัฐบาลทั่วโลก
ประธานาธิบดีโอบามาเห็นว่าในอนาคตจะมีประเทศที่เกิดเหตุจลาจล สังหารหมู่ประชาชน แต่ปัจจุบันขาดสถาบันทางการเมืองระหว่างประเทศที่เข้าจัดการอย่างมีประสิทธิ จึงเสนอความเห็นผ่านที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเพื่อสร้างองค์กรหรือระบบที่สามารถเข้าควบคุมจัดการ อันจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั้งหมดให้ดำเนินในมาตรฐานเดียวทั่วโลก

บรรณานุกรม :
1. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
2. Oxfam International. (2018, January). Reward work, not wealth. Retrieved from https://www.oxfam.org/sites/www.oxfam.org/files/file_attachments/bp-reward-work-not-wealth-220118-en.pdf
3. Oxfam International. (2018, January 19). Richest 1 percent bagged 82 percent of wealth created last year - poorest half of humanity got nothing. Retrieved from https://www.oxfam.org/en/pressroom/pressreleases/2018-01-19/richest-1-percent-bagged-82-percent-wealth-created-last-year
4. World Inequality Grows Amid Glut of New Billionaires, Oxfam Says. (2018, Jan 22). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-01-22/world-inequality-grows-amid-glut-of-new-billionaires-oxfam-says
5. World's Wealthiest Became $1 Trillion Richer in 2017. (2017, December 27). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-12-27/world-s-wealthiest-gain-1-trillion-in-17-on-market-exuberance
-----------------------------

ความล้ำลึกเมื่อรัฐบาลทรัมป์ประกาศคงกองกำลังในซีเรีย

รัฐบาลทรัมป์ประกาศคงกองกำลังภาคพื้นดินในซีเรียด้วยเหตุผลสารพัด เป้าหมายเบื้องลึกคือยึดครองซีเรีย ควบคุมตะวันออกกลาง จริงหรือที่รัฐบาลซาอุฯ กับพวกมั่นคงกว่าเดิม

            17 มกราคม เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน (Rex Tillerson) รมต.กระทรวงต่างประเทศประกาศว่าทหารอเมริกันจะยังคงประจำการในซีเรียต่อไป ด้วยเป้าหมาย 5 ประการ ได้แก่ เพื่อประกันว่า ISIS กับอัลกออิดะห์จะไม่หวนกลับมา สนับสนุนกระบวนการเมืองตามแนวทางสหประชาชาติ ให้ซีเรียเป็นประเทศหนึ่งเดียวในที่สุด ลบล้างอิทธิพลอิหร่าน มั่นใจว่าจะไม่มีอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง และนำผู้อพยพหนีภัยสงครามกลางเมืองกลับประเทศ
            แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านอิหร่าน ที่เป็นภัยต่อสหรัฐมากกว่า ISIS ต้านอิทธิพลอิหร่านที่กำลังเติบใหญ่ทั้งในซีเรีย อิรัก อัฟกานิสถานและปากีสถาน
            ปัจจุบันมีทหารอเมริกันราว 2,000 นาย ส่วนใหญ่เป็นทหารช่างกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ฝึกและสนับสนุนการรบแก่กองกำลังฝ่ายต่อต้าน กำลังหลักเป็นชาวเคิร์ดซีเรีย
            ถ้อยคำของรมต.ทิลเลอร์สันเป็นยุทธศาสตร์ล่าสุดต่อซีเรีย แสดงให้เห็นชัดว่าแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดอธิปไตยอย่างรุนแรง พร้อมคำลวง ข้อคิดต่างๆ ดังนี้
ชมคลิปสั้น 2 นาที
เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพื่อระวังผู้ก่อการร้าย :
            หนึ่งในเหตุผลที่รมต.ทิลเลอร์สันเอ่ยถึงคือ เกรงว่าหากถอนตัวจะเปิดช่องให้ ISIS กับอัลกออิดะห์ เหตุผลนี้มีข้อสงสัยหลายประการ
            ถ้ายึดตามข้อมูลรัสเซียกับอิหร่าน รัฐบาลรัสเซียกับอิหร่านประกาศว่าไม่เหลือ ISIS ในพื้นที่ซีเรียแล้ว การคาดการณ์ว่า ISIS หรืออัลกออิดะห์จะกลับมาอีกนั้นเป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะมากจนเป็นภัย และถ้ามีจริงสามารถจัดการด้วยกองกำลังทางอากาศ หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ส่งมาจากพื้นที่อื่น ไม่มีความจำเป็นถึงขั้นต้องสร้างฐานทัพ คงกองกำลังอเมริกันในซีเรีย
            เหตุผลที่น่าจะถูกต้องคือ รัฐบาลสหรัฐต้องการยึดซีเรียอย่างถาวร หรืออย่างน้อยอีกหลายปี จนกว่าสามารถโค่นล้มระบอบอัสซาด เพราะเป้าหมายหลักที่รัฐบาลโอบามาวางไว้คือล้มระบอบอัสซาด การอ้างเหตุผลระวังผู้ก่อการร้ายหวนคืนน่าจะเป็นข้ออ้างให้ชาวอเมริกันรับได้
            และเหตุผลอื่นๆ ที่จะนำเสนอต่อไป

เผยธาตุแท้รัฐบาลสหรัฐ :
            ถ้าย้อนหลังตั้งแต่นโยบายแรกๆ ของโอบามาจนบัดนี้ เป้าหมายหลักคือล้มล้างระบอบอัสซาด เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นหุ่นเชิดของรัฐบาลสหรัฐหรือเป็นมิตร แต่เมื่อกองทัพรัสเซียเข้าแทรก ทำลายล้างผู้ก่อการร้ายโดยเฉพาะ IS/ISIL/ISIS จนถูกปราบในที่สุด แผนคิดล้มล้างอัสซาดด้วยกำลังจึงยุติ เมื่อยอมรับเช่นนั้นจึงปรับแผนส่งทหารลงพื้นที่ซีเรีย ร่วมมือกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านบางกลุ่ม เช่น เคิร์ดซีเรีย พวกซุนนีทางภาคตะวันออก อ้างว่าเพื่อช่วยปราบปรามผู้ก่อการร้าย
            ในที่สุดเมื่อ ISIS ไม่เป็นภัยอีกต่อไป รัฐบาลทรัมป์จึงต้องให้เหตุผลใหม่เพื่อคงกองกองกำลังภาคพื้นดินต่อไป พร้อมกับสร้างฐานทัพ ป้อมปราการ เหตุผลที่ให้ 5 ประการส่อว่าจะอยู่ยาวนานเท่าที่ต้องการ

            แม้ให้เหตุผลว่าเพื่อระวังผู้ก่อการร้ายจะหวนกลับมาอีก แต่ความจริงคือรัฐบาลสหรัฐหวังเป็นผู้มีอำนาจควบคุมพื้นที่เหล่านี้ ยกตัวอย่าง ก่อนเริ่มยุทธการยึดคืนเมือง Raqqa มีข้อมูลว่ารัฐบาลสหรัฐได้จัดตั้ง Raqqa Civilian Council (RCC) เป็นผู้นำท้องถิ่นดูแลเมืองหลังยึดคืน น่าตีความว่าเป็นแผนให้เมืองนี้อยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐไม่มากก็น้อย
            ข้อสรุปคือ เมื่อควบคุมซีเรียไม่ได้ทั้งประเทศ จึงปรับแผนเป็นควบคุมซีเรียบางส่วนเพื่อแผนขั้นตอนไป

บัดนี้การแบ่งแยกซีเรียอย่างถาวรเห็นชัดมากขึ้น ซีเรียอาจแยกออกเป็นเขตปกครองมากกว่า 2 เขต แต่จะมีเป็น 2 ขั้วหลัก คือขั้วรัฐบาลอัสซาดดั้งเดิมกับขั้วใหม่ที่มีสหรัฐกับพวกเป็นแกนนำ นอกจากนี้มีขั้วที่อิงตุรกีที่มีจุดยืนของตนเอง
ซีเรียขั้วสหรัฐจะดำเนินนโยบายรวมประเทศซึ่งหมายถึงล้มระบอบอัสซาด แน่นอนว่ารัฐบาลสหรัฐจะให้พื้นที่อิทธิพลของตนเป็นระบอบประชาธิปไตย และประเทศซีเรียที่เป็นหนึ่งเดียวในอนาคตต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย ตามแนวทางที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่อยมา
ดาบ 2 คมของรัฐบาลซาอุฯ :
            ถ้ามองภาพกว้าง การจัดการซีเรียคือการทำลายจันทร์เสี้ยวชีอะห์ (Shiite Crescent) ให้หักกลาง ไม่เป็นเสี้ยวจันทร์ที่สมบูรณ์ ซึ่งบัดนี้ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพราะยากที่รัฐบาลอัสซาดจะสามารถยึดคืนพื้นที่ๆ สูญเสียกลับมา

            ดังที่เคยนำเสนอครั้งก่อนว่าลำพังการฟื้นฟูประเทศที่หลายส่วนกลายเป็นซากปรักหักพังก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องกินเวลาอีกกี่สิบปีจึงกลับสู่ปกติ เรื่องการทำสงครามชิงพื้นที่คืนยิ่งต้องคิดหนัก เพราะในที่สุดอาจหมายถึงต้องปะทะกับกองทัพสหรัฐที่รัสเซียกับอิหร่านคงเห็นว่ายังไม่ควร
            ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลอัสซาดต้องทำคือยอมรับการเปลี่ยนแปลง พยายามสร้างข้อตกลงให้อยู่กับซีเรียขั้วอื่นๆ และประเทศรอบข้างอย่างสันติ

            รัฐบาลซาอุฯ กับพวกยึดมั่นยุทธศาสตร์ทำลายจันทร์เสี้ยวชีอะห์มาหลายปีแล้ว ความเป็นไปของซีเรียในขณะนี้ในมุมหนึ่งถือว่าพวกตนมีชัย มีความมั่นคงมากขึ้น
            ในอีกมุมคือ การคงอยู่ของกองทัพอเมริกันในซีเรียจะเป็นดาบ 2 คมหรือไม่ เพราะรัฐบาลสหรัฐมีหน่วยรบภาคพื้นดินในพื้นที่ตะวันออกกลางมากขึ้น พื้นที่ตะวันออกกลางอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐมากกว่าเดิม
            เป้าหมายที่วางไว้ 5 ข้อ ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้โดยไว นั่นหมายความว่าหน่วยรบภาคพื้นดินจะอยู่ในเขตติดพรมแดนหลายประเทศในแถบนี้ รวมทั้งซาอุฯ ด้วย

            รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนเคิร์ดซีเรียเหมือนเคิร์ดอิรักที่แยกตัวออกเป็นเอกเทศ ไม่เข้าพวกกับอาหรับ แม้ว่าชาวเคิร์ดเกือบทั้งหมดจะนับถืออิสลาม (ซุนนี) ไม่ว่าเคิร์ดซีเรียกับเคิร์ดอิรักจะรวมเป็นประเทศหรือไม่ เคิร์ดซีเรียกับเคิร์ดอิรักจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและเป็นพันธมิตรอีกข้างของสหรัฐที่ไม่ใช่พวกอาหรับ
            คงไม่เกินไปถ้าจะกล่าวว่า นับจากนี้เป็นต้นไปกองกำลังเคิร์ดซีเรียคือทหารรับจ้างของสหรัฐที่ประจำการในภูมิภาค

            แม้จันทร์เสี้ยวชีอะห์หักกลาง แต่เคิร์ดในตะวันออกกลางแข็งแกร่งขึ้น กินพื้นที่มากขึ้น และอยู่ใต้การคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐดังเช่นอิสราเอล
          จะเห็นว่าแม้รัฐบาลซาอุฯ จะถือว่ารัฐบาลทรัมป์จะเป็นมิตรแท้มุสลิม (รัฐบาลซาอุฯ กับพวก) ตะวันออกกลางยังอยู่ใต้การชี้นำของสหรัฐและมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ปล่อยให้อยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาลซาอุฯ
            นี่เป็นดาบ 2 คมต่อซาอุฯ กับพวกใช่หรือไม่

ยืมมือหรือหลอกใช้ ISIS หรือไม่ :
ตุลาคม 2014 รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวถึงผู้สนับสนุน IS/ISIL/ISIS ว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ “มุ่งมั่นโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ ... พวกเขาให้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์และอาวุธหนักหลายพันตันแก่ใครก็ตามที่สู้กับอัสซาด” และเอ่ยกลุ่มก่อการร้าย Al-Nusra อัลกออิดะห์ และ IS
            ข้อกล่าวหาทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถูกเอ่ยถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ผ่านมาประเทศผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งยังมีส่วนในการปราบปราม ISIS ด้วย
            แต่ถ้าวิเคราะห์ภายใต้ข้อมูลนี้ มีคำถามว่า ISIS ถูกหลอกใช้หรือไม่ และถ้าคิดให้ไกลกว่านั้นประเทศผู้สนับสนุนทั้งหลายโดยเฉพาะหมู่ประเทศมุสลิมเหล่านั้นถูกรัฐบาลสหรัฐหลอกใช้หรือไม่
            เป็นคำถามที่ฝากให้ใคร่ครวญ

ข้อคิดเรื่องซีเรีย :
            ดังที่เคยเสนอในบทความก่อนว่า เมื่อต่างชาติส่งทหารเข้าแทรก ความเป็นไปของซีเรียก็ไม่อยู่ในมือของคนซีเรียอีกต่อไป รัฐบาลอัสซาดยังอยู่ได้เพราะรัฐบาลปูตินค้ำจุน ซีเรียแยกออกเป็นส่วนๆ เหมือนเค้กที่หลายชาติแบ่งกันกิน
            ยังไม่เอ่ยถึงชาวซีเรียที่ต้องเสียชีวิตกว่า 5 แสนคน ประชาชนนับล้านต้องอพยพออกประเทศไปสู่ประเทศอื่นๆ ไกลถึงยุโรปตะวันตกโดยไม่รู้อนาคต
บัดนี้ทางเลือกมีจำกัด รัฐบาลอัสซาดต้องยอมทุกอย่างเพื่อสันติสุขจะกลับคืนมา แม้จะเป็นพื้นที่เล็กๆ ส่วนหนึ่งก็ตาม

            ทั้งหมดนี้เริ่มจากความไม่พอใจรัฐบาล การปกครองที่คนบางกลุ่มได้ประโยชน์ สังคมไร้ความเท่าเทียมอย่างรุนแรง ความรู้ไม่เท่าทันของประชาชนบางกลุ่ม ถูกยุแหย่ให้ใช้ความรุนแรง ผนวกกับความอ่อนแอของรัฐบาลอัสซาด
            ความรู้ความเข้าใจสถานการณ์โลก ความเป็นไปของโลกจึงสำคัญยิ่งต่อความอยู่รอด การสร้างชาติให้เป็นอารยะ
            เป้าหมายที่รมต.ทิลเลอร์สันพูดถึงสนับสนุนการกระบวนการเมืองตามแนวทางสหประชาชาติ หมายถึงให้ซีเรียเป็นประชาธิปไตย เป็นถ้อยคำที่ฟังดูดี แต่ลำพังข้อนี้เพียงข้อเดียวจะทำให้ซีเรียวุ่นวายอ่อนแออีกนานเท่านาน อิรัก ลิเบียและอัฟกานิสถานที่อยู่ข้างๆ หรือไม่ไกลนักเป็นตัวอย่างที่ดี
            ทางที่ดีที่สุดคืออย่าให้ต่างชาติส่งทหารเข้าแทรกตั้งแต่ต้น
21 มกราคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7743 วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ.2561)
------------------------------
บทความที่กี่ยวข้อง : 
ความขัดแย้งซีเรียได้ดำเนินต่อเนื่องกว่า 5 ปีครึ่งแล้ว สถานการณ์ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสงบ ตามด้วยต่างชาติเข้าแทรก การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย กองกำลังมุสลิมต่างชาติกว่าร้อยประเทศ การเผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้ว 2 มหาอำนาจชัดเจนมากขึ้น บัดนี้ความเป็นไปของสมรภูมิกับอนาคตซีเรียจึงขึ้นกับการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของ 2 ฝ่าย 2 มหาอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่จะยืดเยื้อยาวนาน เป็นเรื่องที่ควรตระหนัก
รัฐบาลตุรกีส่งกองทัพเข้าซีเรีย อ้างเหตุผลเพื่อปราบปราม IS ป้องปรามภัยคุกคามจากเคิร์ดซีเรีย ความจริงที่ต้องเข้าใจคือปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากขั้วสหรัฐ ได้ความเห็นชอบจากรัฐบาลรัสเซีย ผลลัพธ์ที่ได้จึงจำกัด เป็นหลักฐานอีกชิ้นชี้ว่าอนาคตของซีเรียไม่เป็นของคนซีเรียอีกต่อไป ประเทศนี้กลายเป็นสมรภูมิ ดินแดนที่หลายประเทศเข้ากอบโกยผลประโยชน์ โดยอ้างปราบปรามผู้ก่อการร้าย สนับสนุนฝ่ายต่อต้านหรือไม่ก็สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย นี่คือพัฒนาการล่าสุดจากความวุ่นวายภายในของประเทศนี้

บรรณานุกรม :
1. Biden: Turks, Saudis, UAE funded and armed Al Nusra and Al Qaeda. (2014, October 4). Mideast Shuffle. Retrieved from http://mideastshuffle.com/2014/10/04/biden-turks-saudis-uae-funded-and-armed-al-nusra-and-al-qaeda/
2. Syria's SDF rebels: ISIL's nemesis or American proxy? (2017, October 26). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/10/syria-sdf-rebels-isil-nemesis-american-proxy-171025143136500.html
3. Tillerson calls Iran a ‘strategic threat’ in Syria, vowing to diminish its presence. (2018, January 18). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/the-americas/tillerson-calls-iran-a-strategic-threat-in-syria-vowing-to-diminish-its-presence-1.696340
4. Tillerson Says U.S. Troops to Stay in Syria Beyond Battle With ISIS. (2018, January 17). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/01/17/world/middleeast/tillerson-troops-syria-islamic-state.html
-----------------------------

ย้อนมองเหตุประท้วงรัฐบาลโรฮานีเมื่อสิ้นปี 2017

การชุมนุมประท้วงในอิหร่านไม่เพียงสะท้อนว่าเรื่องปากท้องสำคัญ ที่ลึกกว่านั้นคือพวกเขาเห็นว่ารัฐบาลน่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ทำไมรัฐจึงไม่ทำ

            ช่วงสิ้นปีจนถึงต้นปี 2018 เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐแก้ปัญหา ส่วนน้อยที่มุ่งร้ายต่อความมั่นคงของรัฐ มีการแทรกแซงจากรัฐบาลต่างชาติ บทความนี้เน้นพูดถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาภายใน
            การประท้วงเริ่มที่เมืองมัชฮัด (Mashhad-เมืองใหญ่อันดับ 2 อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ติดอัฟกานิสถาน) จากนั้นกระจายไปหลายสิบเมือง ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มการจ้างงานและลดอัตราเงินเฟ้อ มีการชุมนุมต่อเนื่องหลายวัน ท่ามกลางการชุมนุมมีบางคนที่ใช้อาวุธ หวังก่อความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินราชการ รวมทั้งสถานที่ทางศาสนา
เมื่อการชุมนุมผ่านไปได้ 9 วัน ฝ่ายผู้ชุมนุมชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 50 รายด้วยฝีมือเจ้าหน้าที่ และอีก 3,000 คนถูกจับกุม ในขณะที่ทางการรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 22 ราย 1,500 คนถูกจับกุม แกนนำฝ่ายต่อต้านแนะนำให้เลี่ยงการปะทะกับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่จัดชุมนุมเช่นกัน
รับชมคลิปสั้น 2 นาที :
ฟังเสียงประชาชน ยอมรับปัญหา :
ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) กล่าวถึงการประท้วงว่าบั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลในขณะเดียวกัน “ช่วยให้เห็นปัญหาด้วย” ยอมรับว่า “บางคนไม่ได้ประท้วงเพราะต่างชาติชี้นำ หลายคนประท้วงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ” ต้องการเสรีภาพมากขึ้น พร้อมกับอธิบายว่าเศรษฐกิจอิหร่านเติบโตดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าไร้ปัญหาแล้ว การแก้ปัญหาต้องอาศัยทุกภาคส่วน ตั้งแต่รัฐสภา รัฐบาล ระบบศาล กองทัพ และอื่นๆ
            กระแสข่าวขึ้นราคาน้ำมันเป็นอีกประเด็นที่หลายคนไม่เห็นด้วย เพราะราคาสินค้าอื่นๆ จะพลอยขึ้นราคาตามไปด้วย ในขณะที่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นขึ้นราคาน้ำมัน
            ส่วนเรื่องคนว่างงานนั้น รัฐบาลยอมรับว่ายังเป็นปัญหาอยู่
ด้านอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านเตือนว่าผู้ชุมนุมกำลังเล่นกับไฟเมื่อการประท้วงที่เริ่มจากปัญหาเศรษฐกิจขยับมาเป็นการเมือง จึงขอเตือนให้ระวังจะตกเป็นเหยื่อศัตรู

ประชาชนเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหา :
            ก่อนอื่นต้องชัดเจนก่อนว่าประเด็นประท้วงหลักคือเรื่องปากท้อง สินค้าขึ้นราคาและกำลังจะขึ้นอีก เนื่องจากรัฐบาลมีแผนปรับเพิ่มราคาน้ำมันหลายสิบเปอร์เซ็นต์ คนจำนวนมากยังตกงาน ผนวกกับสังคมที่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้กลุ่มคนขาดแคลนยากไร้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ไม่หวังล้มระบอบ
            ประชาชนอีกส่วนหนึ่งออกมาแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลในหลายเมือง ต่อต้านพวกที่ไม่พอใจรัฐบาล ต่อต้านรัฐบาลสหรัฐ อิสราเอลกับอังกฤษที่แทรกแซงกิจการภายใน ผู้ชุมนุมบางส่วนเห็นว่าสหรัฐกับอิสราเอลเป็นต้นเหตุความวุ่นวาย
นับจากการปฏิวัติอิสลาม 1979 อิหร่านถูกหลายประเทศคว่ำบาตร การทำสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-88) แม้สามารถขับไล่ผู้รุกรานออกจากดินแดน ผลของสงครามยาวนานสูญเสียโอกาสพัฒนาประเทศ ต้องทุ่มงบประมาณเพื่อทำสงคราม
ต่อมาเมื่อสหรัฐทำสงครามอ่าวเปอร์เซีย ตามด้วยการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน กองทัพอเมริกันกับพันธมิตรพร้อมอาวุธครบมือจ่อพรมแดนอิหร่าน มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (2005-2013) พร้อมกับนโยบายแข็งกร้าวต่อตะวันตก เดินหน้าโครงการพัฒนานิวเคลียร์เต็มที่ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติคว่ำบาตร
ผลจากยืนหยัดดำเนินโครงการพัฒนานิวเคลียร์ กระทบเศรษฐกิจรุนแรง อิหร่านในยุคของอาห์มาดิเนจาดประสบปัญหาคนว่างงาน อัตราเงินเฟ้อสูง แม้ผลกระทบจะลดลงบ้างเนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่อิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร กรำศึกกับอิรัก บั่นทอนเศรษฐกิจสังคมมาตลอด

คำมั่นสัญญาของโรฮานี :
            ในช่วงหาเสียงโรฮานีพูดถึงปัญหาคนว่างงาน “ทุกวันนี้ประเทศมีคนว่างงาน 3,300,000 คน” สัญญาว่าจะแก้ปัญหานี้ ในอีกวาระหนึ่งกล่าวว่า คนรุ่นใหม่ไม่อาจยอมรับเรื่องการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อสูง และความรู้สึกผิดหวังต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน” ในขณะที่บางคนยังพูดถึงความหยิ่งผยอง ไม่พยายามผูกมิตรกับนานาชาติ ท่ามกลางความยากจนของประเทศ
ถ้ายึดตัวเลขทางการ ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันดีกว่ารัฐบาลชุดก่อน เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับร้อยละ 35 เมื่อปี 2013
อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานรวมอยู่ที่ราวร้อยละ 24 เฉพาะคนหนุ่มสาวสูงถึงร้อยละ 30 จึงไม่แปลกที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว

            ปัญหาเรื่องปากท้อง คนว่างงาน คอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องใหม่ โรฮานีเอ่ยถึงปัญหาเหล่านี้ในช่วงหาเสียงและสัญญาว่าจะแก้ไข บัดนี้หลังบริหารประเทศกว่า 4 ปี มีเสียงทวงถามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้

ในขณะที่มูลเหตุคือเรื่องปากท้อง บางคนเอ่ยถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้น Mohsen Makhmalbaf ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของอิหร่าน ชี้ว่าคนหนุ่มสาวไม่พอใจระบอบคาเมเนอีที่มีอิทธิพลเหนือทั้งฝ่ายปฏิรูปกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม
            นักวิชาการบางคนชี้ว่าเหตุเพราะรัฐบาลใช้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์กับการทำสงคราม
            ความคิดนี้ถูกนำเสนอไม่ให้ยุ่งเกี่ยวสงครามในซีเรีย ไม่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส ไม่ว่าจะโดยมีความเข้าใจหรือไม่ ความคิดเหล่านี้ขัดแย้งนโยบายรัฐบาล เข้าทางฝ่ายซาอุฯ สหรัฐ
            ข้อเสนอไม่เข้ายุ่งเกี่ยวเหล่านี้ส่อให้เห็นเรื่องที่เป็นมากกว่าปัญหาพื้นฐาน โยงผู้ถืออำนาจบริหารประเทศ
            ในมุมของประชาชนต้นเหตุคือเรื่องปากท้อง แต่หากแก้ปัญหาไม่ตกจะเริ่มพาดพิงความชอบธรรมของรัฐบาล ปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานกลายเป็นโอกาสให้บางคนบางกลุ่มปลุกปั่นล้มล้างรัฐบาล

            แม้การชุมนุมไม่ลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองตามที่ฝ่ายตรงข้ามหวังไว้ การประโคมข่าวจากสื่อต่างชาติบั่นทอนความน่าเชื่อถือไม่เพียงรัฐบาลโรฮานีเท่านั้น ไปไกลถึงตัวผู้นำจิตวิญญาณ และระบอบการปกครองอิหร่าน
            การบั่นทอนเหล่านี้เป็นอีกเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม และคาดหวังว่าเมื่อเกิดการชุมนุมได้ครั้งหนึ่งจะกระตุ้นให้เกิดครั้งต่อๆ ไปอีก เพราะฝ่ายชุมนุมเรียนรู้ ส่งเสริมค่านิยมชุมนุมต่อต้าน

ประเทศเข้มแข็งจำต้องมีเศรษฐกิจสังคมแข็งแรง :
เมื่อสังคมอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง จำนวนคนมีมากกว่าตำแหน่งงาน หนุ่มสาวหลายคนคิดว่าตนเป็นคนไร้อนาคต ผนวกกับสังคมที่การทุจริตคอร์รัปชันดาษดื่น ผู้เข้าถึงอำนาจกอบโกยประโยชน์อย่างฉ้อฉล ในขณะที่ประชาชนตาดำๆ อดอยากยากไร้ ได้แต่มองบางคนบางกลุ่มเสวยสุข นี่คือสังคมไร้ความเท่าเทียม สังคมแห่งการกดขี่ที่ยังดำเนินอยู่ในยุคนี้
ใครๆ ก็รู้ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลรู้อยู่แล้ว แต่ทำไมไม่จัดการให้จริงจังกว่านี้ รัฐบาลล้มเหลวในหน้าที่ใช่ไหม กลายเป็นพลังต่อต้านรัฐบาล หรืออย่างน้อยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากไหนก็ตาม

            ถ้ามองจากมุมอิหร่าน เป็นเรื่องน่าเห็นใจที่อิหร่านประสบแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ทำสงครามน้อยใหญ่ ล่าสุดคือมีส่วนในสงครามซีเรียกับอิรัก แม้การรักษาอธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด (vital interest) ต้องยอมสูญเสียยอมแลกทุกอย่างเพื่อความมั่นคง ในอีกมุมหนึ่งได้สะท้อนให้เห็นผลกระทบอย่างชัดเจน
            ภาพที่กว้างขึ้น ประเทศมั่นคงเข้มแข็งจำต้องมีเศรษฐกิจสังคมแข็งแรงเป็นรากฐาน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาสภาพเศรษฐกิจถูกบั่นทอนต่อเนื่อง การปรับยุทธศาสตร์สู่การสัมพันธ์รอบทิศของรัฐบาลโรฮานีมาถูกทาง หลายประเทศติดต่อค้าขาย เงินทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวน่าจะไปได้ดี อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาปากท้องเฉพาะหน้ายังต้องให้ความสำคัญ ต้องดูแลผู้ยากไร้อย่างเจาะจง รัฐบาลอิหร่านซึ่งยึดถืออิสลามเป็นหลักบริหารประเทศ กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าระบอบปกครองนี้ใช้การได้ดีเพียงใด สามารถแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเรียกร้อง รวมทั้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชันได้หรือไม่

            เป็นเรื่องแปลกถ้าจะกล่าวหาว่าคนหนุ่มสาวนับพันนับหมื่นผู้ประท้วงรัฐบาลเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับต่างชาติ และแม้การชุมนุมจะยุติแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
อันที่จริงถ้ามองในแง่บวก พวกเขาน่าจะเป็นคนกล้าหาญ กล้าแสดงออก มีความคิด มีพลัง หากแปรเปลี่ยนพลังของคนเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมจะดีเพียงไร เป็นไปได้ไหมที่รัฐจะจัดทำโครงการเพื่อคนเหล่านี้โดยเฉพาะ รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา เป็นโอกาสที่รัฐจะสัมพันธ์กับพวกเขา เรียนรู้จักกันและกัน ร่วมกันคิดแก้ไข เกิดการจ้างงานร่วมมือกับรัฐคิดโครงการสร้างสรรค์ เปลี่ยนการต่อต้านให้เป็นลูกจ้างรัฐเพื่อภารกิจบางอย่าง
            ในขณะเดียวกันแทนที่จะประท้วงล้มล้างรัฐบาล โยนความผิดให้กับรัฐ ผู้ชุมนุมน่าจะแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งแสวงหาร่วมมือกับรัฐบาล ร่วมมือกับประชาชนอื่นๆ และยอมที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเองด้วย
            ถ้ารัฐบาลให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชน ประชาชนก็น่าจะให้คำมั่นสัญญาต่อรัฐบาลด้วย
14 มกราคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7736 วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ.2561)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
การคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เศรษฐกิจสังคมอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโรฮานีชนะการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับนโยบายสานสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ เร่งเจรจาแก้ปัญหาการคว่ำบาตร การเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ กำหนดอนาคตอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง

บรรณานุกรม :
1. 3,700 people were arrested during Iran protests, lawmaker says. (2018, January 9). CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2018/01/09/middleeast/iran-protests-3700-arrested-intl/index.html
2. 50 killed says Iran opposition, as mass protests enter ninth day. (2018, January 6). Al Arabiya. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13961015000593
3. Ayatollah Khamenei: Enemies have got united against Iran in recent days. (2018, January 1). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/419912/Rouhani-Protests-are-an-opportunity
4. Iran has foiled plot to use protests to overthrow system, leader says. (2018, January 9). Reuters. Retrieved from https://uk.reuters.com/article/uk-iran-protests-khamenei/iran-has-foiled-plot-to-use-protests-to-overthrow-system-leader-says-idUKKBN1EY0YG
5. Iranians Rally for 3rd Consecutive Day to Condemn Rioters, Show Unity. (2018, January 5). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13961015000593
6. Iran’s complex of crises catches up with the regime. (2018, January 3). Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/article/irans-complex-crises-catches-regime/
7. Jentleson, Bruce W. (2010). American Foreign Policy: The Dynamics of Choice in the 21st Century, (4th Ed.). N.Y.: W. W. Norton & Company.
8. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
9. Rohani says fallacy that casting ballots has no effect is ‘word of Satan’. (2013, June 9). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/108120-rohani-vows-to-bring-moderation-to-the-country-
10. Rohani vows to bring moderation to the country. (2013, May 28). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/108120-rohani-vows-to-bring-moderation-to-the-country-\
-----------------------------