เมื่ออินเดียไม่ยอมรับเงื่อนไขการค้าทรัมป์

แค่สัมพันธ์กับจีนดีขึ้น ชายแดนลดความตึงเครียด รัฐบาลปูตินหวังร่วมมือมากขึ้น เพิ่มอำนาจต่อรองอียู แค่นี้น่าจะคุ้มค่าแล้ว เหนือกว่าภาษี 50% ของทรัมป์

            ในช่วงสงครามเย็น อินเดียวางตัวไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-aligned) สัมพันธ์ทั้งค่ายเสรีนิยมกับสังคมนิยม ความขัดแย้งด้านพรมแดนกับจีนและจีนที่ก้าวขึ้นมา ผลักให้อินเดียเข้าหาสหรัฐมากขึ้น พยายามพัฒนาประเทศทุกด้าน รวมทั้งมีอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งน่าจะใช้ต้านจีนโดยตรง ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าอินเดียไม่คิดอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แค่ต้องการอยู่อย่างสงบ ดูแลประชากร 1,500 ล้านคน

            ความร่วมมือกับสหรัฐดีขึ้นตามลำดับ เข้าร่วมกลุ่ม Quad (กลุ่ม 4 ฝ่าย - Quadrilateral Security Dialogue) เป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงของ 4 ประเทศ ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นและอินเดีย ที่รัฐบาลไบเดนให้ความสำคัญ ลึกๆ แล้วสหรัฐหวังให้อินเดียเป็นพันธมิตรทางทหาร (สังเกตว่าสหรัฐ ออสเตรเลียและญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางทหารอยู่แล้ว อินเดียเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่เป็นพันธมิตร)

            ในมุมของอินเดีย ความร่วมมือทางทหารกับ Quad และอื่นๆ ไม่ใช่การปูทางสู่การทำสงครามกับจีน อินเดียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่มีพรมแดนทางบกติดจีน และเคยปะทะทางทหารมาแล้วหลายครั้ง

            เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า ในที่สุดยุทธศาสตร์สหรัฐจะต้องทำสงครามตัวแทนกับจีน ดังเช่นสงครามยูเครนที่นาโตกำลังรบกับรัสเซีย อินเดียไม่อยากเป็นสนามรบดังเช่นยูเครนที่ยิ่งรบยิ่งพัง โดยไม่รู้ว่าสงครามจะยุติเมื่อไหร่ สถานการณ์ล่าสุดยังชี้ว่าคงทำสงครามอีกนาน ต่อจากยูเครนคงเป็นโปแลนด์หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง

            อินเดียไม่คิดเสียสละเพื่อเสรีประชาธิปไตยโลก (ตามที่พวกตะวันตกอ้างว่ายูเครนรบเพื่อประชาธิปไตยยุโรป) ถ้าสหรัฐอยากรักษาประชาธิปไตยก็ให้รบเอาเอง

ข่มขู่ด้วยภาษีทรัมป์:

            ทรัมป์ 2.0 ใช้นโยบายภาษีศุลกากรเพื่อประโยชน์หลายด้าน หวังใช้เรื่องนี้กดดันอินเดีย ประเด็นที่เป็นข่าวคือให้อินเดียเลิกซื้อใช้น้ำมันรัสเซีย

            สิงหาคม 2025 ทรัมป์ 2.0 ขู่ขึ้นภาษีสินค้าอินเดียอีก 25% กลายเป็นรวม 50% หากอินเดียยังซื้อน้ำมันรัสเซีย ชี้ว่าช่วยรัสเซียมีเงินทำสงครามเข่นฆ่าคนยูเครน

            เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรประเทศที่นำเข้าพลังงานที่เป็นศัตรู อย่างเช่นอิหร่าน เวเนซุเอลาและรัสเซีย กรณีที่กระทำต่ออินเดียคือคว่ำบาตรด้วยการขึ้นภาษีศุลกากร ไม่สนใจว่าอินเดียต้องการเป็นกลาง ในความคิดของรัฐบาลสหรัฐถ้าไม่เป็นมิตรก็คือศัตรู

            ในสายตาของทรัมป์คือ “America First” อเมริกาต้องได้สิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมายนานาชาติ ผิดศีลธรรมหรือไม่ เป็นอภิมหาอำนาจที่คนอเมริกันภาคภูมิใจ

            ใครไม่ยินยอมทำตามที่สหรัฐต้องการก็ต้องถูกลงโทษ

            จึงเป็นโจทย์ว่าอินเดียจะอยู่อย่างไรท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

โอกาสสัมพันธ์กับจีน-รัสเซีย:

            ภาษี 50% ของทรัมป์ 2.0 กลายเป็นโอกาสให้อินเดียกับจีนปรับสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศตกลงกันว่าจะลดความตึงเครียดแนวชายแดน (มีพรมแดนติดกันถึง 3,488 กิโลเมตร) ต่างฝ่ายจะระงับความขัดแย้งชั่วคราว เปิดช่องให้การค้าทวิภาคีมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่อินเดียต้องการมากอย่างเช่นแร่หายาก ส่งเสริมการเดินทาง เพิ่มเที่ยวบิน

            วิเคราะห์: รัฐบาลอินเดียทำเช่นนี้ น่าจะด้วยหลายเหตุผล

            1) ชี้ว่าอินเดียเป็นรัฐอธิปไตย ไม่ตกอยู่ใต้การชี้นำของประเทศใด จะติดต่อค้าขายกับใครก็ได้

            2) อินเดียไม่จำต้องค้ากับสหรัฐเท่านั้น จีนที่มีพรมแดนติดกันเป็นโอกาสการค้าสำคัญอยู่แล้ว อีกทั้งรัฐบาลจีนอยากค้าขาย ภาษีทรัมป์มีแต่ส่งเสริมการค้าอินเดีย-จีน สวนทางนโยบายปิดล้อมของสหรัฐ

            3) อินเดียไม่ใช่ฝ่ายจีนและไม่ต้องการเป็นฝ่ายสหรัฐเช่นกัน ขอให้ทุกประฝ่ายเคารพนโยบายตน

            ด้านรัสเซียชี้ว่าการพยายามขวางการค้าน้ำมันระหว่างรัสเซียกับอินเดียไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาสามารถแก้อุปสรรค 2 ประเทศมีสัมพันธ์ดีต่อกัน อินเดียเป็นผู้ซื้ออาวุธรัสเซีย เช่น ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดี สามารถสกัดภัยทางอากาศจากปากีสถาน รัสเซียพร้อมอัพเกรด S-400 ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และมีโครงการร่วมมืออื่นๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์

            นเรนทร โมที (Narendra Modi) นายกฯ อินเดีย ถึงกับกล่าวว่ารัสเซียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ในยามที่อินเดียเจอปัญหา

            วิเคราะห์: ยามที่สหรัฐกดดันอินเดียคือจังหวะดีที่รัสเซียยื่นมือขยายความสัมพันธ์ เป็นไปได้ว่าจะขายอาวุธใหม่ๆ ให้อินเดียได้มากขึ้นตามนโยบายของรัสเซีย

สหรัฐเล่นงาน BRICS:

            รัฐบาลสหรัฐพยายามให้แบ่งข้างเป็น 2 ขั้ว (คล้ายสมัยสงครามเย็น) แต่หลายประเทศไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

            ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าทรัมป์ 2.0 พยายามเล่นงานแกนนำ BRICS (บราซิล  รัสเซีย อินเดีย จีนและแอฟริกาใต้) ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยพูดเปรยๆ ว่าจะใช้มาตรการภาษีเล่นงานกลุ่มนี้หากเลิกใช้ดอลลาร์ ที่ทำแล้วคือขึ้นภาษีบราซิล 50% เพราะรัฐบาลบราซิลไม่ยอมปล่อยตัวอดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโรที่ก่อกบฏ เป็นการแทรกแซงกิจการภายในบราซิลอย่างชัดเจน

            สหรัฐคว่ำบาตรรัสเซียอย่างรุนแรง ทำสงครามการค้ากับจีน

อำนาจควบคุมพลังงานเชื้อเพลิง:

            ประเด็นหนึ่งที่น่าคิดคือ การที่อินเดียกำลังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางด้านพลังงานเชื้อเพลิง ทำให้รัฐบาลอินเดียมีอำนาจควบคุมระบบพลังงานของหลายประเทศ ไม่ต่างจากรัฐบาลสหรัฐที่พยายามควบคุมระบบพลังงานโลก เส้นเลือดเศรษฐกิจนานาชาติ เพิ่มอำนาจต่อรองต่อหลายประเทศ รวมทั้งพวกอียูที่ปากบอกว่าไม่ซื้อพลังงานรัสเซีย แต่ซื้อใช้ของรัสเซียผ่านอินเดีย อำนาจต่อรองที่ได้จากการขายน้ำมันน่าจะเป็นประโยชน์สำคัญที่อินเดียได้ นอกเหนือจากกำไรที่ได้จากการซื้อไปขายมา

จะทิ้งสหรัฐไปอยู่ฝ่ายจีน-รัสเซียหรือไม่:

            คำตอบคือไม่ เพราะจุดยืนคือสัมพันธ์กับทุกฝ่าย อินเดียยังคงอยู่ในกลุ่ม Quad ซ้อมรบกับสมาชิกกลุ่มสม่ำเสมอ เพียงแต่ช่วงนี้ห่างสหรัฐมากขึ้น 

            ความจริงคือแม้หน้าสื่อมีข้อพิพาทแต่หากมองรอบด้าน สหรัฐกับอินเดียยังคงร่วมมือหลายด้าน และเพิ่มขึ้นหลายโครงการ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวอย่างที่อินเดียกำลังพัฒนา สหรัฐคือตลาดสำคัญและเอกชนสหรัฐต้องการร่วมมือกับอินเดีย คาดว่าในอนาคตจะร่วมทุนอีกหลายโครงการ ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

            ภาษีทรัมป์ 50% ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เป็นไปได้ว่าอาจใช้อีกสัก 1-2 ปี แล้วปรับลด หรือรอการตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป อาจตีความว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐช่างอ่อนไหวไม่แน่นอน เทียบกับจีนที่ท่าทีตรงไปตรงมา หรือตีความว่ารัฐบาลสหรัฐแต่ละชุดพยายามทำให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุดจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาษีทรัมป์ 50% เป็นแค่ฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งเท่านั้น สหรัฐกับอินเดียยังคงร่วมมือกันต่อไป

            รัฐบาลสหรัฐทำได้เสมอถ้าต้องการหาเรื่องประเทศใดประเทศหนึ่ง ทรัมป์ 2.0 หวังข่มขู่กดดันอินเดียด้วยประเด็นเป็นพ่อค้าคนกลาง ขายเชื้อเพลิงรัสเซียให้ประเทศอื่น อาจตอบเรื่องนี้จากนโยบายหลักว่าอินเดียมีอธิปไตย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จะร่วมมือสหรัฐ จีนและรัสเซียพร้อมๆ กัน การใช้ภาษีแม้สร้างกระแสตกใจได้พักหนึ่ง เสียหายส่วนหนึ่ง รัฐบาลอินเดียคำนวณแล้วว่าผลประโยชน์ที่ได้มากกว่าเสีย เฉพาะอินเดียกับสหรัฐยังมีความร่วมมืออีกมากและน่าจะมากขึ้นอนาคต

            สิ่งรัฐบาลอินเดียทำคือ ประเมินสถานการณ์รอบด้าน คำนวนผลดีผลเสีย ความคุ้มค่า แค่สัมพันธ์กับจีนดีขึ้น ชายแดนลดความตึงเครียด รัฐบาลปูตินหวังร่วมมือมากขึ้น เพิ่มอำนาจต่อรองอียู แค่นี้น่าจะคุ้มค่าแล้ว

            น่าชื่นชมรัฐบาลโมทีที่พยายามรักษาผลประโยชน์อินเดีย มีความคิดอ่านลุ่มลึก สามารถฝ่าการสถานการณ์ช่วงชิงของมหาอำนาจ สร้างประโยชน์จากความขัดแย้งโลก การตัดสินใจของผู้นำอินเดียมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย 1,500 ล้านคน เป็นตัวอย่างแก่นานาชาติ

19 ตุลาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10564 วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568)

-------------


บรรณานุกรม :

1. Compelling case for more – not less – US-India chips cooperation. (2025, October 9). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2025/10/the-compelling-case-for-more-us-india-semiconductor-cooperation/

2. India’s Modi meets China’s top diplomat as Asian powers rebuild ties. (2025, August 20).

The Asahi Shimbun. Retrieved from https://www.asahi.com/ajw/articles/15975144

3. Modi’s American embrace backfires badly on India. (2025, August 11). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2025/08/modis-american-embrace-backfires-badly-on-india/

4. Russia says oil trade with India won’t be hit despite Trump tariffs. (2025, August 21). Hindustan Times. Retrieved from https://www.hindustantimes.com/india-news/russia-states-oil-trade-with-india-won-t-be-hit-101755716448842.html

5. Smiles and Clasped Hands as Xi, Putin and Modi Try to Signal Unity. (2025, September 1). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/09/01/world/asia/china-xi-putin-modi.html

6. Trump orders India tariff hike to 50% for buying Russian oil. (2025, August 6). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/articles/c1dxr1g4y7yo

-----------------

ฟื้นคืนมหาอำนาจสหรัฐจากภาษีญี่ปุ่น15%

ในที่สุดอาจได้ข้อสรุปว่า ประชาธิปไตยญี่ปุ่นอ่อนแอ รัฐบาลไม่เอาไหน ส่วนประชาธิปไตยสหรัฐเข้มแข็ง คนอเมริกันอยู่ดีกินดี มีความสุขมากขึ้น

            กรกฎาคม 2025 ผลการเจรจาทรัมป์ 2.0 กับญี่ปุ่น สหรัฐจะขึ้นภาษี 15% จากคำขู่ว่าจะขึ้น 25% แลกกับญี่ปุ่นต้องลงทุนในสหรัฐ 550,000 ล้านดอลลาร์ โดยที่สหรัฐจะได้ 90% ของกำไรที่ได้จากการลงทุนนี้ นอกจากนี้จะเปิดตลาดให้รถยนต์ รถบรรทุก ข้าวและสินค้าเกษตรของสหรัฐ

            ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันรักษาผลประโยชน์ชาติเต็มที่แล้ว ข้อตกลงช่วยสร้างงานแก่ทั้งสองประเทศ ร่วมผลิตสินค้าคุณภาพสูง

ได้มาด้วยการความเต็มใจหรือข่มขู่:

            รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงรอบนี้มาจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ สหรัฐเป็นประเทศที่น่าดึงดูดการลงทุนมากที่สุดในโลก สองประเทศจะมั่งคั่งมั่นคงร่วมกัน เป็นพันธมิตรเสาหลักของสันติภาพอินโด-แปซิกฟิก และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก การสร้างนวัตกรรม

            เงิน 550,000 ล้านดอลลาร์ก้อนนี้ส่วนหนึ่งจะลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เร่งการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐสู่ตลาดโลก เสริมสร้างซับพลายเชน เพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ ช่วยธุรกิจอเมริกันอีกนานนับทศวรรษ

            ที่เหลือจะนำไปใช้ฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตพลังงาน LNG ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า การผลิตและวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ ขยายขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบจนถึงการผลิต

            บริษัทยาญี่ปุ่นจะเข้ามาตั้งโรงงานในสหรัฐ แก้ปัญหาต้องนำยาเข้าจากต่างประเทศ (ปัจจุบันยาพื้นฐานหรือตัวยาสำคัญ (Active Ingredients) หลายตัวนำเข้ามาจากจีน)

            จะเห็นว่า รัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการกำแพงภาษีเพื่อดึงการลงทุนจากต่างชาติ แทนที่ภาครัฐกับเอกชนญี่ปุ่นจะใช้ 550,000 ล้านดอลลาร์ลงทุนในประเทศ ตอนนี้ต้องไปลงทุนในสหรัฐแทน ช่วยให้เศรษฐกิจอเมริกันเติบโต

            ข้อตกลงระบุว่าสหรัฐจะได้ 90% ของกำไรที่ได้จากการลงทุนนี้ ถ้าทำได้จริงจะเป็นข้อตกลงที่ได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะได้ตั้งแต่เลือกการลงทุน ได้เม็ดเงินมหาศาล ได้เทคโนโลยีโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินค้นคว้าวิจัยเอง และได้สินค้าที่ตอบสนองความต้องการอเมริกัน

            บางข้อมูลชี้ว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียงกรอบกว้างๆ ส่วนรายละเอียดเป็นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐจะกำหนดต่อไป ทั้งหมดนี้สหรัฐได้มาด้วยคำขู่ว่าจะขึ้นภาษีญี่ปุ่น 25% (อาจมีคำขู่อื่นๆ แต่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) ทรัมป์ถึงกับชี้ว่าอุตสาหกรรมสหรัฐจะฟื้นตัวครั้งใหญ่ในรอบร้อยปีจากข้อตกลงนี้

จ่ายราคาเพื่อสหรัฐ:

            แม้สหรัฐได้ประโยชน์มหาศาล ภายใต้ข้อตกลงสหรัฐยังเก็บภาษีสินค้าญี่ปุ่น 15% เป็นอัตรามาตรฐาน บางรายการอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ เช่น เหล็ก 50%

          สหรัฐจะได้กำไรเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์ ส่งออกมากขึ้น อุตสาหกรรมเติบโตเข้มแข็ง ช่วยลดการขาดดุลต่อญี่ปุ่น

            เป็นความจริงที่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกีดกันสินค้าต่างชาติหลายรายการ โดยเฉพาะยานยนต์กับสินค้าเกษตร ข้อตกลงกรกฎาคม 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐมากขึ้น รับปากว่าจะนำเข้าข้าวสหรัฐมากขึ้น 75% ซื้อสินค้าเกษตรรวม 8,000 ล้านดอลลาร์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปุ๋ย เอทานอลจากพืชผลเกษตร น้ำมันอากาศยาน เครื่องบินโดยสาร Boeing 100 ลำ

            ยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของญี่ปุ่น นายทุนและลูกจ้างญี่ปุ่นมีอำนาจต่อรองสูง เช่นเดียวกับที่ข้าวญี่ปุ่นแม้ต้นทุนสูงมากแต่ยังกีดกันไม่ยอมให้ข้าวต่างชาติตีตลาด เพราะนักการเมืองเกรงว่าจะสูญเสียฐานคะแนนจากเกษตรกร

            ทรัมป์ 2.0 สามารถเอาชนะแรงกีดขวางเหล่านี้ ที่สำคัญคือเกษตรกรอเมริกันจำนวนมากเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการรักษาฐานเสียงเหล่านี้

            ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศล่วงหน้านานแล้วว่า ต้องการให้นานาชาติซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และอาวุธ ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ทำตามข้อเรียกร้องสหรัฐ

            สรุปคือ นักการเมืองญี่ปุ่นต้องเสียฐานคะแนนของตน เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐได้คะแนนคนอเมริกัน ในที่สุดอาจได้ข้อสรุปว่า ประชาธิปไตยญี่ปุ่นอ่อนแอ รัฐบาลไม่เอาไหน ส่วนประชาธิปไตยสหรัฐเข้มแข็ง คนอเมริกันอยู่ดีกินดี มีความสุขมากขึ้น

            ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าข้อตกลงนี้ไม่ใช่แค่การค้าทวิภาคี แต่เป็นสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์แบบใหม่ เป็นหลักฐาน 2 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน น่าติดตามว่าความสัมพันธ์เช่นนี้จะพัฒนาไปสู่ทางใด

ไม่ชัดเจนว่าจะลดขาดดุลเท่าไร:

            เรื่องที่ควรตระหนักคือไม่มีข้อมูลใดๆ บ่งชี้ว่าข้อตกลงนี้จะช่วยสหรัฐลดขาดดุลเท่าไหร่ ทำไมจึงพอใจด้วยข้อตกลงนี้ ต้องคำนึงว่าอาจมีข้อตกลงลับบางอย่างที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

            น่าเห็นใจที่สหรัฐขาดดุลการค้าระหว่างประเทศยาวนาน นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกพากันเตือนว่าหากไม่แก้ไขประเทศจะหายนะ

            พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เห็นว่านโยบายทรัมป์ 2.0 ไม่สามารถแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้า จะสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนควรเน้นนโยบายส่งเสริมการออมภายในประเทศ (ลดใช้จ่าย ไม่เป็นหนี้บริโภค)

เท่านี้หรือต้องการมากกว่านี้:

            มีคำถามน่าคิดว่าข้อตกลงรอบกรกฎาคม 2025 รัฐบาลสหรัฐได้เงิน 550,000 ล้านดอลลาร์เพื่อลงทุนเศรษฐกิจ หากปีหน้าหรือ 2-3 ปีข้างหน้า รัฐบาลสหรัฐต้องการมากกว่านี้ เมื่อนั้นสหรัฐจะเรียกร้องขอญี่ปุ่นมากขึ้นหรือไม่

            คำตอบคือ เมื่อถึงตอนนั้นรัฐบาลสหรัฐน่าจะฉีกข้อตกลงเดิม พร้อมกับเรียกร้องให้ทำข้อตกลงฉบับใหม่ ต้องการเงินลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มอีก หาไม่แล้วจะใช้มาตรการภาษีอีก คราวนี้อาจขู่ขึ้นภาษีเป็น 50% (จากปี 2025 ที่ขู่ขึ้น 25%)

            ด้วยการที่สหรัฐไม่ลังเลที่จะทำลายข้อตกลง (ประเทศที่ไม่รักษาสัญญากับใคร) ข้อตกลงใดๆ จึงไม่ยั่งยืน ไม่มีอะไรเป็นเครื่องค้ำประกันว่ารัฐบาลสหรัฐจะรักษาสัญญา การที่ทรัมป์ 2.0 ไม่ยึดถือกติกาการค้าเสรีคือหลักฐาน หรือในอีกมุมคือฝ่ายญี่ปุ่นอาจไม่รักษาสัญญา เช่น การลงทุน 550,000 ล้านดอลลาร์ล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์

            รัฐบาลทรัมป์พร้อมเปลี่ยนสัญญา ปรับเปลี่ยนข้อตกลงตามใจชอบ หลายเดือนที่ผ่านมาทรัมป์ 2.0 ประกาศขึ้นภาษีรายการนี้รายการโน้นเป็นระยะ เช่น ขึ้นภาษีทองแดง ยา

            ในอนาคตหากรัฐบาลสหรัฐต้องการรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ อาจเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน ดังข้อตกลงฉบับนี้ญี่ปุ่นตกลงร่วมลงทุนผลิต LNG จากอลาสก้า ดังนั้น แม้สหรัฐไม่มีงบประมาณก็สามารถมีระบบรถไฟความเร็วสูงตามต้องการ

            นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์กำลังช่วยแก้ปัญหาขาดงบลงทุน

            ประเด็นที่น่าติดตามมากคือ ตามข้อตกลงระบุว่าสหรัฐจะได้ 90% ของกำไรที่ได้จากการลงทุน อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐเข้าควบคุมตั้งแต่เลือกอุตสาหกรรมหรือโครงการลงทุน โดยเอกชนต่างชาติต้องขนเงินมาเอง (ในฝั่งญี่ปุ่น รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการให้เงินกู้) ได้เทคโนโลยีโดยไม่ต้องจ่ายเงินค้นคว้าวิจัยเอง ได้สินค้าที่ตอบสนองความต้องการอเมริกัน เพียงแค่รัฐบาลสหรัฐ “ข่มขู่” กดดัน ใช้แนวความสัมพันธ์เศรษฐกิจแบบใหม่ ญี่ปุ่นคืออีกตัวอย่างที่ให้ภาพชัดเจนว่าแนวความสัมพันธ์แบบใหม่เป็นอย่างไร ทรัมป์ 2.0 กำลังใช้แนวทางนี้กับนานาชาติ ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อลดการขาดดุล

            ลองจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไร หากอีกหลายสิบประเทศสำคัญ ต้องร่วมความสัมพันธ์เช่นนี้กับสหรัฐ

            รัฐบาลประชาธิปไตยอย่างสหรัฐเข้าควบคุมกำกับการลงทุนของต่างชาติโดยตรง ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรีอีกต่อไป

12 ตุลาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10557 วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568)

-----------------

บรรณานุกรม :

1. The White house. (2025, July 23). Fact Sheet: President Donald J. Trump Secures Unprecedented U.S.–Japan Strategic Trade and Investment Agreement. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/fact-sheets/2025/07/fact-sheet-president-donald-j-trump-secures-unprecedented-u-s-japan-strategic-trade-and-investment-agreement/

2. ‘Unprecedented’ Investment Fund Seals Deal for Japan and Expands Trump’s Influence. (2025, July 23). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/07/23/business/economy/japan-fund-trump-tariffs-trade.html

3. U.S. and Japan Reach Trade Deal. (2025, July 22). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/economy/trade/u-s-japan-strike-trade-deal-trump-says-ab089e11

-----------------

ภาษีทรัมป์เป็นการคว่ำบาตรหรือไม่

ต้องชมเชยฝ่ายยุทธศาสตร์สหรัฐที่คิดค้นใช้ภาษีเป็นเครื่องมือบีบบังคับ ให้หลายประเทศยอมรับเงื่อนไข ทำตามสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการ

            รอบเจรจากรกฎาคม 2025 หลายประเทศพยายามขอทรัมป์ 2.0 ลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ยอมทำตามเงื่อนไข เช่น นำเข้าพลังงาน สินค้าเกษตร ซื้ออาวุธ รวมทั้งอาจมีข้อตกลงลับ ดังนั้น ภาษีศุลกากรจึงทำหน้าที่ควบคุมให้อีกฝ่ายทำตามที่ตนต้องการ ตรงกับนิยามของการคว่ำบาตร (การบีบบังคับโดยไม่ใช่กำลังทางทหาร เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามยินยอม ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของฝ่ายคว่ำบาตร) เพียงแต่มาตรการภาษีมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการค้า

            ต้องชมเชยฝ่ายยุทธศาสตร์สหรัฐที่คิดค้นใช้ภาษีนี้เป็นเครื่องมือบีบบังคับ ให้หลายประเทศยอมรับเงื่อนไข ทำตามสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการ

การเบี่ยงเบนประเด็น:

            ทรัมป์ 2.0 เบี่ยงเบนประเด็นด้วยการชูปัญหาขาดดุลการค้า ถูกเอารัดเอาเปรียบ อ้างว่าขาดดุลคือการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่ยอมกล่าวถึงเรื่องที่คนอเมริกันใช้เงินเกินตัว สินค้าขึ้นราคาต่อเนื่องจนหลายคนรายได้ไม่พอรายจ่าย คนอเมริกันเป็นหนี้สินมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขยายตัว รายงาน “Global State of Democracy 2025: Democracy on the Move” ที่นำเสนอโดย “สถาบันระหว่างประเทศเพื่อความช่วยเหลือด้านประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง” (IDEA) เมื่อกันยายน 2025 ชี้ว่าสหรัฐเหลื่อมล้ำมากขึ้นชัดเจน ทั้งๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว

            ถ้าไม่พูดเรื่องขาดดุลการค้า จะอ้างภัยความมั่นคง ทั้งพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทต่างใช้ข้ออ้างนี้เพื่อขึ้นภาษี กีดกันการค้า 

            บางเรื่องพอสมเหตุสมผล เช่น ขึ้นภาษีอลูมิเนียม ทองแดง เหล็ก กีดกันเทคโนโลยีระดับสูง แต่บางเรื่องเป็นข้ออ้างมากกว่า เช่น การปล่อยให้ยาเฟนทานิล (fentanyl) เข้าสหรัฐแบบผิดกฎหมาย

            กุมภาพันธ์ 2025 จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) นายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า โดยยกเรื่องยาเฟนทานิลว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐต้องการใช้อำนาจเศรษฐกิจ เพื่อต่อรองให้แคนาดายอมเป็นรัฐหนึ่งตามที่ทรัมป์ต้องการ

          วิเคราะห์: ถ้าอ้างภัยความมั่นคง สามารถตีความทุกอย่างเป็นภัยความมั่นคง (ถ้าตีความตามกรอบกว้าง) แม้กระทั่งกระดาษทิชชูกับสำลีจากต่างประเทศก็เป็นภัยความมั่นคงได้ (เช่น ทำลายอุตสาหกรรมทิชชู บ่อนทำลายความมั่นคงด้านการรักษาพยาบาลเพราะต้องพึ่งสำลีต่างชาติ)

            มุมมองอีกด้าน รัฐบาลสหรัฐที่ตีความภัยความมั่นคงตามใจชอบ ใช้ภาษีศุลกากรต่อรองเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ พฤติกรรมเช่นนี้ต่างหากที่เป็นภัยความมั่นคงโลก ทำลายเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักทั่วโลกฟันธงว่า ผู้คนนับล้านต้องทุกข์ยากสาหัสจากนโยบายดังกล่าว

            รัฐบาลสหรัฐชี้ว่าภาษีศุลกากรไม่ใช่การคว่ำบาตร เพราะนานาชาติยังสามารถส่งสินค้าเข้าสหรัฐ ประเด็นนี้ควรคิดต่อว่าแม้สินค้าเข้าได้แต่ขายไม่ออกหรือขายได้น้อย แพงจนไม่น่าซื้อ เช่นนี้จึงเหมือนการคว่ำบาตร (ไม่ซื้อใช้)

            ทางการสหรัฐเป็นผู้ประกาศว่าต้องการขึ้นภาษีอลูมิเนียม ทองแดง เหล็ก เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งยังตั้งใจเล่นงานจีน ช่วงหนึ่งเคยขู่ว่าจะขึ้นภาษีถึง 145% ผลคือคนอเมริกันหันไปซื้อสินค้าทดแทนของประเทศอื่น ทางการจีนประกาศไม่ตอบโต้ด้วยภาษี เพราะอัตราภาษีสูงมากจนไม่มีผลต่อผู้บริโภคแล้ว (ไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งสูงกว่านี้ เพราะสูงจนคนไม่ซื้อแล้ว) จีนเป็นกรณีพิเศษที่สหรัฐหวังสกัดการก้าวขึ้นมาของจีน พยายามปิดล้อมทุกด้าน ตรงตามยุทธศาสตร์ปิดล้อม

            การที่ทางการสหรัฐพยายามชี้ว่าไม่ใช่การคว่ำบาตรก็เพื่อบิดเบือนเจตนา และเป็นนโยบายที่ใช้ง่ายกว่าการคว่ำบาตร (เป็นเรื่องแปลกหากรัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรเศรษฐกิจพันธมิตร อย่างอียู ญี่ปุ่น เกาหลีใต้)

            Sophia Busch จาก Geoeconomic Centre ใน Atlantic Council ชี้ว่าข้อดีของมาตรการภาษีคือยืดหยุ่น ปรับขึ้นลงง่าย

          วิเคราะห์: เพราะเป้าหมายของสหรัฐคือนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาต่อรอง หวังได้ประโยชน์ด้านอื่นๆ นอกเหนือแก้ปัญหาขาดดุล อีกทั้งหากภาษีส่งผลเสีย เช่น เงินเฟ้อสูงเกิน คนตกงานมาก สหรัฐสามารถปรับลดทันที

นำสู่ความขัดแย้ง:

            ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) สามารถตีความว่าคือการกีดกันการค้า เพราะรัฐบาลสหรัฐตั้งกำแพงภาษีและจัดเก็บไม่เท่ากัน ประเทศที่โดนอัตราสูงเท่ากับโดนกีดกันมาก

            การขึ้นภาษีตอบโต้ไปมากลายเป็นสงครามการค้า แต่เกิดกับบางประเทศเท่านั้น ส่วนใหญ่จะยอมรับอัตราภาษีใหม่

            ยกตัวอย่าง กรกฎาคม 2025 อียูตกลงเสียภาษี 15% แก่การส่งสินค้าเข้าสหรัฐ และจะไม่โต้ตอบเก็บภาษีสินค้าสหรัฐเลย ข้อตกลงนี้ไม่นับบางรายการ เช่น เหล็กกับอลูมิเนียมที่โดน 50% มีรายบางการที่ลดลง เช่น รถอียูจากเดิม 27.5% ตามข้อตกลงใหม่จะเหลือ 15% นอกจากนี้ อียูจะนำเข้าพลังงานฟอสซิล (น้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ) 250,000 ล้านดอลลาร์ทดแทนการนำเข้าจากรัสเซีย

            วิเคราะห์: ถ้าพิจารณาเฉพาะภาษี ข้อตกลงรอบเดือนกรกฎาคม 2025 ค่อนข้างเรียบง่าย สามารถตีความว่ารัฐบาลสหรัฐโกยเงินภาษีศุลกากร 15% เข้าคลังโดยที่อียูไม่ตอบโต้ พร้อมกับกีดกันอียูซื้อใช้พลังงานรัสเซียอย่างน้อย 250,000 ล้านดอลลาร์

            Jennifer Burns จาก Stanford University เตือนว่าภาษีสหรัฐกำลังทำลายโลกาภิวัตน์ (de-globalization) และอาจนำสู่สงครามดังที่เกิดในศตวรรษที่ 20 ... ตลาดเสรี ภาษีต่ำช่วยนำนานาประเทศเข้าหากัน ควรที่จะทำลายระบบดังกล่าวหรือไม่

          วิเคราะห์: กรกฎาคม 2025 IMF เตือนว่าการแก้ปัญหาด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้ามีแต่จะสร้างความตึงเครียด หลายประเทศจะใช้มาตรการนี้มากขึ้น ผลคือยิ่งบั่นทอนเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประทศแย่ลง โดยที่ปัญหาขาดดุลไม่ดีขึ้น

            ข้อสรุปของ IMF ชัดเจน รัฐบาลสหรัฐกำลังนำโลกให้ขัดแย้งกันมากขึ้น สอดคล้องกับความพยายามจัดระเบียบโลกใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นใหม่ สหรัฐจะเน้นค้าขายกับพวกเดียวกัน กีดกันรัสเซียกับจีนออกไป

เครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ:

            กรกฎาคม 2025 รัฐบาลทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากบราซิล 50% หากศาลบราซิลตัดสินลงโทษอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร (Jair Bolsonaro) ใช้มาตรการภาษีกดดันการเมืองบราซิล แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

            ทรัมป์ประกาศให้คดีอดีตประธานาธิบดีบราซิลเป็น "ภาวะฉุกเฉินต่อความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ" ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งเป็นกฎหมายความมั่นคง ขึ้นภาษีเพิ่มเติม 40% จากอัตราภาษีขั้นต่ำ 10% ภาษีรวมสำหรับสินค้าบราซิลส่วนใหญ่สูงถึง 50%

            อดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโรดำเนินนโยบายใกล้ชิดสหรัฐ โดนข้อหาพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา (Lula da Silva - รัฐบาลปัจจุบัน 2024) ทรัมป์ขอให้รัฐบาลปล่อยตัวโบลโซนาโร แต่ผู้นำบราซิลคนปัจจุบันโต้กลับว่า “ชาวบราซิลมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาธิปไตยของตัวเอง”

            ล่าสุด สิงหาคม 2025 ทรัมป์ 2.0 เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลในอัตรา 50%

            วิเคราะห์: บราซิลเป็นอีกตัวอย่าง ชี้ชัดว่าทรัมป์ 2.0 ใช้มาตรการภาษีเพื่อเป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่เรื่องการค้า เป็นกรณีที่ทำอย่างเปิดเผย (ในการประกาศขึ้นภาษีรอบเมษายน บราซิลโดนแค่ 10% แต่รอบนี้ทรัมป์ยกเรื่องโบลโซนาโร จึงบวกเพิ่มกลายเป็น 50%)

            ทรัมป์ 2.0 ไม่พูดว่ามาตรการภาษีเป็นการคว่ำบาตร แต่ใช้มาตรการนี้บีบให้อีกฝ่ายยอมรับข้อเรียกร้องซึ่งอาจเป็นด้านเศรษฐกิจกับด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ ถ้าใช้มาตรการภาษีแบบขีดสุดถึงจุดหนึ่งปริมาณการค้าจะหดหายไป จึงสรุปว่า ภาษีศุลกากรจากนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐสามารถถือว่าเป็นมาตรการคว่ำบาตรอย่างอ่อนจนถึงอย่างแรง ขึ้นกับอัตราภาษีกับเงื่อนไขอื่นๆ ทั้งที่เปิดเผยกับปิดลับ (บางครั้งตกลงกับคู่เจรจาไม่ได้จากเงื่อนไขที่ไม่ใช่ภาษี)

5 ตุลาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10550 วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568)

 -----------------

บรรณานุกรม :

1. Are Donald Trump's tariffs the new sanctions? (2025, July 22). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/are-donald-trumps-tariffs-the-new-sanctions/a-73280374

2. IMF warns tariffs aren't the answer to global imbalances. (2025, July 22). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/business/imf-warns-tariffs-arent-answer-global-imbalances-2025-07-22/

3. International Institute for Democracy and Electoral Assistance. (2025, September). Global State of Democracy 2025: Democracy on the Move. Retrieved from https://www.idea.int/sites/default/files/2025-09/global-state-of-democracy-2025-democracy-on-the-move_0.pdf

4. Trump and EU Reach Tariff Deal, Avoiding Trade War. (2025, July 27). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/economy/trade/trump-says-he-has-a-tariff-deal-with-european-union-avoiding-trade-war-3ca72c5d

5. Trump Threatens 50% Brazil Tariff, Citing Bolsonaro Trial. (2025, July 9). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/world/americas/trump-threatens-50-brazil-tariff-citing-bolsonaro-trial-93a95e7b?mod=world_lead_pos3

6. Trump’s Broad Canada-Mexico-China Tariffs, Explained. (2025, March 4). WSJ. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202503/1329450.shtml

-----------------