ทรัมป์ยอมรับยูเครนเอาชนะรัสเซียไม่ได้

เห็นชัดว่าทรัมป์อยากยุติสงคราม โดยยกเหตุผลว่ายูเครนไม่อาจชนะรัสเซียเพราะกองทัพรัสเซียใหญ่กว่า

            สงครามยูเครนใกล้ครบ 3 ปีแล้ว เศรษฐกิจรัสเซียเสียหายหนัก กองทัพอ่อนแรงลงมาก ส่วนยูเครนที่เป็นสนามรบหลักพังพินาศ ตั้งแต่เริ่มสงครามมีการเจรจาสงบศึกต่อเนื่อง ธันวาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำอีกครั้งว่าควรยุติได้แล้ว

            ท่ามกลางการเจรจาที่เซเลนสกีไม่อยากเสียดินแดน ยุโรปกังวลใจ ประธานาธิบดีทรัมป์พูดตรงไปตรงมาว่ายูเครนเอาชนะรัสเซียไม่ได้ เพราะกองทัพรัสเซียใหญ่กว่า เป็นเหตุผลล่าสุดที่เห็นว่าไม่ควรรบต่อไป ยูเครนควรยอมเสียดินแดนบางส่วนแลกสันติภาพ

            ไม่กี่วันต่อมาทรัมป์กล่าวว่า ขอให้เซเลนสกีคิดตามหลักความจริง (ที่ไม่สามารถชนะรัสเซีย) และได้เวลาที่ประเทศต้องเลือกตั้งใหม่ ผลโพลชี้ว่าคนยูเครนต้องการสงบศึกถึง 82%

            ประธานาธิบดีเซเลนสกีแถลงต่อคนทั้งประเทศว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาเงื่อนไขหยุดยิงของสหรัฐ เป็นการตัดสินใจที่ยาก ติดเงื่อนไขหลายข้อที่เขาปฏิเสธเรื่อยมา โดยเฉพาะเรื่องยอมเสียดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย ยูเครนไม่ได้เป็นสมาชิกนาโตตามต้องการ ซึ่งการขอเข้าเป็นสมาชิกนาโตเป็นต้นเหตุสงคราม

ยูเครนไม่อาจชนะรัสเซีย:

            สงครามยูเครนคือสงครามตัวแทนนาโต-รัสเซีย กองทัพยูเครนรบได้เพราะอาวุธ เสบียงสนับสนุน การข่าวจากนาโต โดยเฉพาะจากสหรัฐ ตลอดเวลาที่ผ่านรัฐบาลยูเครนร้องขออาวุธเพิ่มเสมอ

            ยกตัวอย่าง สิงหาคม 2024 ไม่กี่วันหลังประสบความสำเร็จในเขตคุส (Kursk) ประธานาธิบดีเซเลนสกีร้องขออาวุธจากสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสและนาโตอีกรอบ “คนของเราทำได้ดีในทุกแนวรบ และยังต้องการเสบียงอาวุธอย่างเร่งด่วนจากหุ้นส่วนของเรา ข้าพเจ้าขอพูดเจาะจงต่อสหรัฐ อังกฤษและฝรั่งเศส”

            วิเคราะห์: ถ้อยคำของประธานาธิบดีเซเลนสกีให้คำอธิบายชัดว่าเสบียงอาวุธจากนาโตเป็นกุญแจสู่ชัยชนะ ไม่อาจโทษยูเครนถ้ารบแพ้ หากสหรัฐกับพวกส่งล่าช้าหรือน้อยเกินไป

            บัดนี้ รัฐบาลสหรัฐส่งสัญญาณไม่อยากรบแล้ว

ยุโรปคิดชิงโจมตีรัสเซียทำสงครามยืดเยื้อ:

            ในมุมมองยุโรป สงครามยูเครนคือสงครามหน้าบ้านตน ไม่อาจปล่อยให้แพ้ เพราะคิดว่ารัสเซียจะไม่หยุดที่ยูเครน จะรุกรานจนครองยุโรปทั้งหมด ด้วยฐานความคิดนี้ยุโรปต้องร่วมมือร่วมใจทำสงครามต่อไป

            ท่ามกลางความสับสัน รัฐบาลสหรัฐแสดงตัวถอยห่าง นักวิเคราะห์บางคนตีความว่าสหรัฐกำลังทิ้งให้ยุโรปป้องกันตัวเอง และยุโรปต้องหาทางออกด้วยตัวเอง เป็นที่มาของความคิด “ชิงโจมตีก่อน”

            พฤศจิกายน 2025 พลเรือเอก Giuseppe Cavo Dragone ตัวแทนนาโต เสนอชิงโจมตีก่อน (pre-emptive strike) อ้างว่าชอบธรรมที่จะทำเช่นนี้เพื่อป้องกันตนเอง (defensive action) เรื่องนี้สร้างแรงกระเพื่อมในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ ต้องย้ำว่าเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น

            วิเคราะห์: ในสงครามสมัยใหม่ ฝ่ายชิงลงมือก่อนมักได้เปรียบ ดังนั้นหากยุโรปต้องทำสงคราม จึงควรเป็นฝ่ายบุกก่อน แต่ทั้งนี้ต้องไตร่ตรองให้ดีว่ารัสเซียจะโต้กลับอย่างไร จะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

            คำถามนี้ควรถามประชาชนคนยุโปว่าพวกเขาคิดเห็นอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ มีทางออกที่ดีกว่านี้หรือไม่

            นายพล Dragone ยังชี้ว่ายุโรปต้องมีมาตรการป้องปราม (deterrence) และต้องทำสงครามไฮบริดต่อรัสเซียให้แรงกว่าที่เป็นอยู่ หลายวิธีที่ทำอยู่แล้วเช่นปิดล้อมการทูต ส่งอาวุธช่วยกองทัพยูเครน คว่ำบาตรเศรษฐกิจ ไม่ซื้อใช้เชื้อเพลิงรัสเซีย และอาจยึดทรัพย์สินรัสเซีย เรื่องใช้ทรัพย์สินรัสเซียเป็นที่ถกกันนานแล้ว และมีความคืบหน้าตามลำดับ ติดขัดที่บางประเทศยังไม่เห็นด้วย

          วิเคราะห์: ย้อนหลัง 3 ปีก่อนเกิดสงคราม ชาติยุโรปสัมพันธ์ดีกับรัสเซีย แต่เมื่อตัดสินใจทำสงคราม สถานการณ์ยุโรปเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากทวีปที่สงบสุขกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ แม้ไม่ใช่ตำบลกระสุนตก แต่เศรษฐกิจสังคมเสียหาย งบประมาณมหาศาลที่เคยใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ เพื่อสวัสดิการสังคม ต้องมาจมในสงครามใหญ่ ล่าสุดยังมีความคิดว่าแม้สงครามยูเครนยุติยังต้องทำสงครามไฮบริดต่อไป ซึ่งหมายถึงยุโรปต้องจ่ายราคาต่อไปด้วย

            ถ้ารัฐบาลยุโรปทั้งหลายต้องการแก้ปัญหา ควรแก้ด้วยการนำสถานการณ์กลับสู่จุดเดิม ไม่ถือรัสเซียเป็นศัตรู หวังว่าคนยุโรปจะเข้าใจ รู้ว่านักการเมืองของพวกเขากำลังทำอะไรกันแน่

รัฐบาลสหรัฐถอย:

            สมัยรัฐบาลไบเดนจะพูดเสมอว่าสงครามยูเครนคือการต่อสู้ระหว่างโลกเสรีกับเผด็จการ

            State of the Union 2022 ประธานาธิบดีไบเดนแถลงว่า หน้าที่ของคนอเมริกันคือปลดปล่อยให้คนมีเสรีภาพจากทรราชย์ (tyranny) รัสเซียกำลังสะเทือนโลกเสรี สหรัฐจะยืนเคียงข้างยูเครน ตลอดประวัติศาสตร์ชี้ว่าเผด็จการ (dictator) จะต้องชดใช้สิ่งที่ตนกระทำ สหรัฐกับพันธมิตรจะร่วมกันต้านรัสเซีย ร่วมกันสนับสนุนยูเครน

            บัดนี้เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายเดิมถูกละทิ้ง ผู้พยายามอ้างตัวเป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยทิ้งพันธมิตร ถอนตัวจากสนามรบ ไม่คิดปลดปล่อยให้คนมีเสรีภาพ ยอมให้ประชาธิปไตยยุโรปสั่นคลอน คงไม่เกินไปถ้าจะพูดว่า “เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายประชาธิปไตยแพ้อีกแล้ว”

          วิเคราะห์: สหรัฐอาจให้เหตุผลว่าเมื่อรัฐบาลเปลี่ยน นโยบายย่อมเปลี่ยนได้ นี่คือหลักประชาธิปไตย แต่ด้วยลักษณะนี้ทำให้หลายประเทศที่เป็นพันธมิตร ที่สหรัฐเคยให้คำมั่นสัญญา หวาดหวั่นไม่มั่นใจ สงสัยเสมอว่ารัฐบาลสหรัฐจะรักษาสัญญาหรือไม่

            ยกตัวอย่าง พฤศจิกายน 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า จีนจะไม่โจมตีไต้หวันในสมัยตนเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์พูดเรื่องนี้หลังบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนรอบพฤศจิกายน และหลีกเลี่ยงตอบว่าสหรัฐจะปกป้องไต้หวันหรือไม่หากเกิดสงคราม ทรัมป์พูดว่า “เขาจะไม่เปิดเผยความลับ”

            ล่าสุดทรัมป์พูดเป็นนัยว่าไม่ควรยึดมั่นสนธิสัญญาปกป้องยุโรป ทั้งๆ ที่เป็นสมาชิกนาโต

โอกาสยุติสงคราม:

            ที่ผ่านมายูเครนรบได้ด้วยเงินสนับสนุน อาวุธเครื่องกระสุนจากนาโต ดังนั้น หากสหรัฐแกนนำนาโตต้องการยุติสงคราม รัฐบาลยูเครนย่อมไม่อาจขัดขืน ตรรกะง่ายๆ คือ ถ้าสหรัฐไม่ส่งอาวุธให้ยูเครน กองทัพยูเครนจะหยุดรบเอง สงครามยุติ

            การยุติสงครามในตอนนี้เป็นจังหวะดีของยูเครน เพราะเห็นชัดว่ารัสเซียค่อยๆ กินดินแดนยูเครนมากขึ้น หากรบต่อไปอาจรักษากรุงเคียฟไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้ารู้จะรบแพ้ควรยุติสงครามตั้งแต่ตอนนี้ เพราะยังมีอำนาจต่อรอง ดีกว่าแพ้ราบคาบจึงต่อรอง

            แต่ไหนแต่ไรเงื่อนไขที่รัสเซียต้องการคือ ได้ดินแดนบางส่วนของยูเครน ห้ามยูเครนไม่ได้เป็นสมาชิกนาโต จัดตั้งเขตปลอดทหาร และห้ามยูเครนมีอาวุธนิวเคลียร์

            ยกตัวอย่าง การเจรจารอบสิงหาคม 2023 รัสเซียยืนยันไม่คืนดินแดนที่ยึดได้ บัดนี้บางส่วนกลายเป็นสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ (Donetsk People's Republic) กับสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสค์ (Luhansk People's Republic) ส่วนที่ยึดเพิ่มเติมอาจผนวกเข้ากับ 2 ประเทศเกิดใหม่นี้หรือตั้งประเทศเพิ่มอีก แม้ไม่เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียแต่รัฐบาลรัสเซียจะเข้าไปดูแล

            ที่ผ่านมาเซเลนสกียืนยันขอคืนดินแดนทั้งหมด รวมไครเมีย (Crimea) ที่ถูกยึดเมื่อ 2014

            เดิมชาติสมาชิกนาโตมักจะชี้ว่าหากยูเครนแพ้สงคราม กองทัพรัสเซียจะบุกประเทศอื่นต่อไป จนครองยุโรปทั้งหมด ตามแนวทางจักรวรรดินิยมรัสเซีย โปแลนด์เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกเอ่ยถึงมากที่สุด หากกองทัพรัสเซียบุกโปแลนด์จริง เท่ากับทำสงครามกับนาโต กลายเป็นสงครามใหญ่ สงครามที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

            รัสเซียจะบุกโปแลนด์หรือไม่เป็นเรื่องที่วิพากษ์ได้ คำถามคือปูตินตั้งใจเช่นนั้นหรือไม่ หรือเป็นแค่วาทกรรมของนาโต เพื่อให้ประชาชนสนับสนุนสงคราม

            สันติภาพจะก่อประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะต่อยูเครน รัสเซีย และต่อตลาดทุนตลาดเงินโลก ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติจะอ่อนตัว เช่นเดียวกับราคาทองคำที่น่าจะอ่อนตัวตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

            เมื่อพิจารณาบริบทรอบข้าง น่าเชื่อว่ารัฐบาลทรัมป์คิดว่ายุติสงครามได้ประโยชน์มากกว่า ข้อนี้คือบทสรุปว่าสงครามยูเครนยุติ

14 ธันวาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10620 วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568)

----------------


บรรณานุกรม :

1. Full text: Biden State of the Union 2022 transcript. (2022, March 2). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2022/03/01/biden-state-of-the-union-2022-transcript-full-text-00013009

2. Nato considers being ‘more aggressive’ against Russia’s hybrid warfare. (2025, November 30). FT. Retrieved from https://www.ft.com/content/dbd93caa-3c62-48bb-9eba-08c25f31ab02

3. The next war we already saw: Taiwan. (2025, November 4). Taipei Times. Retrieved from https://www.taipeitimes.com/News/front/archives/2025/11/04/2003846601

4. Trump Calls Europe ‘Decaying’ and Suggests ‘Size Will Win’ in Ukraine War. (2025, December 9). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/12/09/us/politics/trump-europe-decaying-weak-ukraine.html

5. Ukraine Faces ‘Difficult Choice’ Over U.S. Plan to End War, Zelensky Says. (2025, November 21). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/11/21/world/europe/ukraine-russia-trump-peace-plan.html

6. Zelenskyy calls out US, UK, France over slow weapons deliveries. (2024, August 19). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/volodymyr-zelenskyy-us-uk-france-ukraine-russia-weapons/

7. Zelensky interview transcript: ‘Ukraine must win’. (2023, May 13). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/2023/05/13/zelensky-washington-post-interview-transcript/

8. Zelensky must be ‘realistic’ – Trump. (2025, December 11). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/629293-trimp-zelensky-be-realistic/

-----------------

เวเนซุเอลาจากพันธมิตรกลายเป็นศัตรูสหรัฐ

ความต้องการถอนอิทธิพลสหรัฐ เปลี่ยนเวเนซุเอลาจากพันธมิตรกลายเป็นศัตรู ซ้ำร้ายกว่านั้นคือสังคมอยู่ในสภาพอ่อนแอ ประชาชนอ่อนเพลี้ย ช่วยตัวเองไม่ได้

            ความตึงเครียดระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐเป็นที่จับตาของนานาชาติ 19 ธันวาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเป็นไปได้ที่จะทำสงครามสงครามกับเวเนซุเอลา

            ก่อนหน้านั้นทรัมป์สั่ง CIA เริ่มปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจเพื่อปฏิบัติการทางทหารขั้นต่อไป เข้าไปบ่อนทำลาย ปฏิบัติการสงครามจิตวิทยา หรือล้มรัฐบาล เป้าหมายสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่เรื่องปราบปรามยาเสพติด น่าจะเกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำมัน

            การที่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ถูกสหรัฐตีตราว่าเกี่ยวข้องกับพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ การที่สหรัฐเตรียมกองทัพ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นเข้าออก ชี้ว่าทรัมป์ต้องการเล่นงานจริงจัง ไม่หยุดง่ายๆ

            ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเป็นการฉลาดหากผู้นำเวเนซุเอลาลงจากตำแหน่ง ทั้งนี้ผู้นำเวเนฯ ต้องตัดสินใจเอง อย่าให้สถานการณ์รุนแรงกว่านี้

(ชมคลิป YouTube: ทรัมป์ต้องการล้มรัฐบาลเวเนฯ)

            พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเวเนซุเอลานับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากพันธมิตรหลักในช่วงสงครามเย็น สู่การเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐ ปัจจัยสำคัญคือผลประโยชน์ด้านทรัพยากร ความล้มเหลวของเสรีประชาธิปไตยกับทุนนิยม ที่นำสู่กระแสประชานิยมสายปฏิวัติ นโยบายต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐ

พันธมิตรสหรัฐในสงครามเย็น:

            ย้อนหลังการเป็นพันธมิตร มาจาก 2 เรื่องคือ น้ำมันกับคอมมิวนิสต์

            1) น้ำมัน ในช่วงสงครามเย็น เวเนซุเอลาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกไม่แพ้ตะวันออกกลาง เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดแก่สหรัฐ บรรเทาปัญหาในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันหลายครั้ง (ช่วงที่ตะวันออกกลางไม่ขายน้ำมันให้สหรัฐ) บรรษัทน้ำมันสหรัฐลงทุนจำนวนมาก

            ส่วนเวเนซุเอลาใช้รายได้จากน้ำมันพัฒนาประเทศ เป็นแหล่งรายได้หลัก

            2) ร่วมต้านคอมมิวนิสต์ รัฐบาลสหรัฐพยายามสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ไม่ให้ขยายตัวในภูมิภาคลาตินอเมริกา ที่สหรัฐมองว่าเป็นสนามหลังบ้านของตน จึงพยายามเป็นมิตรกับรัฐบาลเวเนซุเอลาที่เป็นประชาธิปไตย (หลังปี 1958) ยกย่องว่าเป็น "โมเดลประชาธิปไตย" คานอำนาจกับระบอบคอมมิวนิสต์

การเปลี่ยนแปลงภายใน:

            ระบอบประชาธิปไตยที่เริ่มเมื่อ 1958 ประสบความสำเร็จในการ "สร้างรากฐานและเสถียรภาพ" แก่สังคมระยะหนึ่ง แต่ในที่สุดพบว่าล้มเหลวในการ "กระจายความมั่งคั่งและปรับตัวทางเศรษฐกิจ" ความล้มเหลวสะสมเปิดประตูให้ ฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) ก้าวสู่อำนาจในปี 1998 ด้วยนโยบายประชานิยมที่สัญญาว่าจะรื้อระบบเก่าทิ้งทั้งหมด ด้วยลัทธิโบลิเวียเรียน (Bolivarianism) ความไม่เท่าเทียม ความยากจน ที่มาจากการกดทับของชนชั้นนำทางการเมืองที่ร่วมมือกับมหาอำนาจ เป็นจุดเริ่มของการปฏิวัติ ลัทธิโบลิเวียเรียนคือการปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของ 2 อำนาจดังกล่าว

            สังเกตว่า เสรีประชาธิปไตยกับทุนนิยมไม่สร้างชาติเวเนซุเอลาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากชนชั้นนำของเวเนฯ ด้วย

ความล้มเหลวของรัฐบาลชาเวซ:

            ชาเวซอาจเริ่มต้นด้วยความตั้งใจดี แต่ความตั้งใจดีอย่างเดียวไม่พอ เมื่อเป็นรัฐบาลบริหารผิดพลาด ไม่ช่วยให้ประเทศดีขึ้นจริง ยกตัวอย่าง

            1) นโยบายยึดกิจการมาเป็นของรัฐ

            รัฐบาลชาเวซยึดที่ดินเกษตรกรรมกับโรงงานเอกชนจำนวนมากเข้าเป็นของรัฐตามแนวทางสังคมนิยม เมื่อรัฐเข้าบริหารแทนมืออาชีพเกิดปัญหาคอรัปชันมากมายและการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ที่ดินเกษตรกรรมที่เคยผลิตอาหารกลับกลายเป็นที่รกร้าง ผลผลิตลดลงอย่างมหาศาล (เช่น ข้าวและน้ำตาลลดลงกว่า 50% ในเวลาไม่กี่ปี)

            2) นำเข้าทุกอย่าง ตั้งแต่แรกที่การส่งออกน้ำมันเฟื่องฟู รายได้หลักมาจากน้ำมันอย่างเดียว เงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศเยอะมาก ค่าเงินแข็งค่าอย่างรวดเร็ว สินค้าเกษตรกับสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในประเทศจึงมีราคาสูงจนสู้ตลาดโลกไม่ได้ สินค้านำเข้าถูกกว่ามาก

            รัฐบาลจึงเน้น “นำเข้าสินค้าทุกชนิด” แทนการผลิตในประเทศ ภาคการเกษตรกับอุตสาหกรรมจึงไม่โต

            3) รัฐสวัสดิการ รัฐบาลชาเวซดำเนินโครงการมิซิโอเนส (Bolivarian Missions) ใช้งบประมาณมหาศาลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในช่วงนั้น สร้างโครงการสวัสดิการขนาดใหญ่ เช่น โครงการด้านสาธารณสุข โดยนำแพทย์หลายพันคนจากคิวบามาประจำการในคลินิกตามชุมชนแออัด โครงการรณรงค์การรู้หนังสือ โครงการร้านค้าอุดหนุนราคาอาหารและของใช้ที่จำเป็น

            การให้สวัสดิการจำนวนมากสร้างคะแนนนิยม แต่รัฐสวัสดิการกับการพึ่งพาส่งออกน้ำมันกลายเป็น “กับดัก” ให้ประเทศไม่พัฒนา สังคมอ่อนแอ ประชาชนอ่อนเพลี้ย รอรับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเดียว

การต่อต้านสหรัฐและมุมกลับ:

            ในยุคที่น้ำมันกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์คือหัวใจความสัมพันธ์กับสหรัฐ ชาเวซมองว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม ถูกเอารัดเอาเปรียบ จึงตั้งปณิธานจะพาประเทศออกจากร่มเงาของมหาอำนาจ ยึดนโยบายต่อต้านสหรัฐเต็มกำลัง เรียกประธานาธิบดีบุชว่า 'ปีศาจ' ทั้งนี้ชาเวซไม่ได้สู้เพียงลำพัง ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรฝ่ายซ้ายที่เหนียวแน่นทั่วละตินอเมริกา ผนึกกำลังกับคิวบาและโบลิเวีย รวมถึงการดึงมหาอำนาจอย่างรัสเซียและอิหร่านเข้ามาเป็นแนวร่วมเพื่อคานอำนาจสหรัฐ

            ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด การต่อต้านสหรัฐยังเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

            ในมุมกลับกัน รัฐบาลสหรัฐต่อต้านชาเวซเต็มกำลังเช่นกัน เวเนฯ กลายเป็นอีกประเทศที่พลิกนโยบายจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากพันธมิตรกลายเป็นปรปักษ์

เหตุทรัมป์ต้องจัดการมาดูโร:

            ในสมัยทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐประกาศเหตุผลที่ต้องจัดการมาดูโร ดังนี้

            1) เป็นรัฐยาเสพติด สหรัฐกล่าวหารัฐบาลของนิโกลัส มาดูโร ว่าเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็น "รัฐยาเสพติด" (Narco-state) ขึ้นบัญชีมาดูโรกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วยข้อหาร่วมกับกลุ่ม Cartel of the Suns ลักลอบขนโคเคนเข้าสู่สหรัฐ

            2) รัฐบาลขาดความชอบธรรม สหรัฐกับพันธมิตรตะวันตกไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งปี 2024 ชี้ว่ามาดูโรสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส ปราบปรามคู่แข่งทางการเมืองอย่างรุนแรง

            3) ยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน เวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก จึงตกเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ทรัมป์อ้างว่าเวเนซุเอลา "ขโมย" สินทรัพย์และน้ำมันที่ควรจะเป็นของสหรัฐ (ในแง่สัมปทานเดิมของบริษัทอเมริกัน) และต้องการทวงคืน

            4) ปัญหาวิกฤตผู้อพยพ อ้างว่ารัฐบาลมาดูโรเป็นต้นเหตุวิกฤตผู้อพยพที่ทะลักเข้าสู่สหรัฐ

            ไม่ว่าเหตุผลที่กล่าวมาถูกต้องชอบธรรมเพียงใด รัฐบาลสหรัฐเดินหน้าจัดการรัฐบาลมาดูโร นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า เป้าหมายคือล้มมาดูโร จัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ให้บรรษัทน้ำมันอเมริกันเข้าครอบครองทรัพยากรน้ำมันเวเนฯ อีกครั้ง

            เวเนซุเอลาเป็นอีกตัวอย่างที่แม้อุดมด้วยทรัพยากรน้ำมัน (รายได้จากน้ำมันเลี้ยงคนทั้งประเทศ) แต่ชนชั้นนำไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศ ซ้ำกลายเป็นกับดักทำให้ประเทศไม่พัฒนา รวยกระจุกจนกระจาย นโยบายประชานิยมที่เริ่มตั้งแต่สมัยฮูโก ชาเวซ ได้แค่คะแนนนิยมแต่เป็นยาพิษระยะยาว การปฏิวัติแค่ต่อลมหายใจเท่านั้น ระบบบริหารยังเต็มด้วยคอร์รัปชัน สังคมอ่อนแอ ประชาชนอ่อนเพลี้ย ช่วยตัวเองไม่ได้

            การเผชิญหน้ากับสหรัฐคงไม่จบง่ายๆ เพราะเริ่มมาหลายทศวรรษแล้ว ทรัมป์คืออีกฉากหนึ่งเท่านั้น และกำลังซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อทั้งรัสเซียกับจีนสอดมือเข้าช่วย กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงว่า ยืนยันสนับสนุนและเป็นหนึ่งเดียวกับผู้นำเวเนฯ

28 ธันวาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10634 วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568)

-----------------



บรรณานุกรม :

1. Trump Said to Authorize C.I.A. Plans for Covert Action in Venezuela. (2025, December 1). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/11/18/us/politics/trump-covert-action-venezuela.html

2.Trump warns Maduro not to ‘play tough’ as Russia, China back Venezuela. (2025, December 23). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2025/12/23/trump-warns-maduro-not-to-play-tough-as-china-russia-back-venezuela

-----------------

แนวทางสร้างชาติซาอุฯด้วย AI

ซาอุฯ เป็นชาติที่สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้นแบบแก่ชาวอาหรับและโลกมุสลิมทั้งปวง

            พฤศจิกายน 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งให้พวกบริษัทเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยต่างๆ นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา ร่วมกันนำข้อมูลรัฐบาลทั้งหลายเข้าสู่ระบบ AI หนึ่งในโครงการชื่อว่า Genesis Mission” เป็นนโยบายที่ชี้ว่าสหรัฐกำลังเข้าสู่โลกที่ให้ AI ได้ข้อมูลทั้งหมด เพื่อใช้ความสามารถของ AI ตั้งแต่สร้างความรู้ใหม่ แนะนำนโยบายเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาสังคม จนถึงยุทธศาสตร์การครองความเป็นเจ้า การเอาชนะจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา

ซาอุฯกับ Genesis Mission:

            ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมในฐานะ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และแหล่งทุนสำคัญ" (Strategic Partner & Investor) สนับสนุนเงินทุนถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเปลี่ยนประเทศให้เป็น "AI Data Hub" หรือศูนย์กลางข้อมูลโลก เงินทุนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สหรัฐมองว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเทคโนโลยีโลก ที่สหรัฐต้องการเป็นผู้นำผ่านโครงการ Genesis Mission

            ดังนั้นในขณะที่ Genesis Mission คือ "สมอง" (การพัฒนาอัลกอริทึมและวิทยาศาสตร์) ซาอุฯ รับบทเป็น "ท่อน้ำเลี้ยงกับฐานพลังงาน" (เงินทุนมหาศาล สถานที่ตั้ง Data Center และแหล่งพลังงานไฟฟ้า) ที่ช่วยขับเคลื่อนให้ระบบนิเวศ AI ของสหรัฐ   

          ประการแรก จาก "Petro-Politics" สู่ "Techno-Politics"

            แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลซาอุฯ พึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่มีมหาศาล ความสัมพันธ์กับสหรัฐตั้งอยู่บน "Oil for Security" (ความมั่นคงแลกน้ำมัน)

            ในระยะหลังซาอุฯ เมื่อเทคโนโลยีคือพลังขับเคลื่อน เป็นอนาคตโลก จึงปรับวิสัยทัศน์พัฒนาประเทศโดยลดความสำคัญของพลังงานฟอสซิล ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด การสร้างเมืองด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เช่น เมืองอัจฉริยะ (Smart Cities)

            บัดนี้ก้าวอีกขั้น Genesis Mission คือการสร้างชาติด้วย AI ในแง่ความสัมพันธ์กับสหรัฐคือกำลังเปลี่ยนเป็น "Compute for Security" (ความมั่นคงแลกพลังประมวลผล)

          ประการที่ 2 ประกันความมั่นคงจากรัฐบาลสหรัฐ

            นโยบายสำคัญที่สุดยังเป็นเรื่องประกันความมั่นคงจากรัฐบาลสหรัฐ คราวนี้มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการเป็นเจ้าของ Infrastructure ด้าน AI ที่สหรัฐต้องพึ่งพาอีกยาวนาน ทำให้สหรัฐทิ้งซาอุฯ ไม่ได้ และเป็นการสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าแค่การปิด-เปิดวาล์วน้ำมัน

            ซาอุฯ ได้สิ่งสำคัญที่ตนต้องการ ด้วยการมอบสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว

สิ่งที่สหรัฐได้รับ:

            สิ่งที่สหรัฐได้รับไม่ใช่แค่น้ำมันอันเป็นขุมพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบ Data Center เท่านั้น ยังต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาล และซาอุฯ คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะ

            1) เป็นพันธมิตรเก่าแก่ ความร่วมมือใหม่นี้คือการต่อยอดความร่วมมือเดิม ก้าวสู่อนาคต AI ด้วยกัน

            2) ผู้นำมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดี ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก ความสัมพันธ์ 2 ครอบครัว คือครอบครัวทรัมป์กับราชวงศ์ซาอุฯ ดีมาก แม้ข้อขัดแย้งบางเรื่อง เช่น ปาเลสไตน์ สถานการณ์กาซา โดยรวมความสัมพันธ์ดีมาก ความร่วมมือโครงการนี้จะส่งเสริมความสัมพันธ์ให้แนบสนิทยิ่งขึ้น

            3) ซาอุฯ มีเงินทุนสำรองมหาศาล ตอบโจทย์ที่รัฐบาลสหรัฐต้องการเงินลงทุนจำนวนมาก และจบในที่เดียว ไม่ต้องหวังเงินทุนจากประเทศอื่น

            4) ซาอุฯ ยินดีร่วมมือแม้ขัดแย้งจีน ปฏิเสธไม่ได้ว่า Genesis Mission แข่งกับการพัฒนา AI ของจีน และทั้งคู่ต้องการเป็นฝ่ายชนะ ต้องการเป็นที่ 1 ทางด้านนี้ ดังนั้น ซาอุฯ ที่ร่วมมือกับสหรัฐเท่ากับขัดแย้งจีนโดยปริยาย กำลังร่วมมือกับสหรัฐเพื่อต้านจีนโดยเฉพาะ

แนวทางสร้างชาติซาอุฯ ด้วย AI:

            การ "สร้างชาติ" ด้วย AI ภายใต้ Genesis Mission สามารถใช้แนวทางดังนี้:

          1. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligent Economy)

            เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมแบบเก่า มาสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมมูลค่าสูงด้วย AI ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลธรณีวิทยาเพื่อค้นหาแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) และแหล่งน้ำใต้ดินที่มีค่ามหาศาลในทะเลทราย ช่วยบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์กับพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นผู้นำพลังงานโลกยุคใหม่ (ซาอุฯ มีนโยบายนี้อยู่แล้ว AI ช่วยให้ดีกว่าเดิม)

            นอกจากนี้ สามารถทำการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ใช้ AI และ IoT วิเคราะห์ดินฟ้าอากาศ ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และคาดการณ์ราคาตลาดล่วงหน้า เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer สร้างประวัติศาสตร์เกษตรกรรมซาอุฯ ยุคใหม่

            สังคมหุ่นยนต์ ใช้ AI และหุ่นยนต์อัตโนมัติเป็นแรงงานผู้ผลิต งานบริการต่างๆ อาทิ หุ่นยนต์แม่บ้าน แท็กซี่ไร้คนขับ ลดปัญหาแรงงานในทุกสาขาอาชีพ ลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติ

            เศรษฐกิจสร้างสรรค์และบริการ ใช้ Generative AI (AI สร้างเนื้อหา) ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งการออกแบบ แฟชั่น ภาพยนตร์ และการท่องเที่ยวที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล (Personalized Tourism)

(YouTube: แผนสร้างเศรษฐกิจอัจฉริยะด้วย AI ของซาอุฯ)

          2. รัฐบาลดิจิทัลและธรรมาภิบาลข้อมูล

            เปลี่ยนระบบราชการที่อุ้ยอ้ายให้เป็น "รัฐบาลอัจฉริยะ" ที่โปร่งใสและฉับไว ให้บริการภาครัฐไร้รอยต่อ ประชาชนติดต่อราชการผ่าน AI Assistant ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดเอกสาร ลดขั้นตอนการอนุมัติด้วยระบบอัตโนมัติที่ตรวจสอบได้

            การกำหนดนโยบายด้วยข้อมูล (Data-Driven Policy) ใช้ Big Data และ AI จำลองสถานการณ์ (Simulation) ก่อนออกนโยบายสาธารณะ เช่น การจัดการน้ำ การวางผังเมือง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและตรงจุดที่สุด

            การปราบปรามคอร์รัปชัน ใช้ AI ตรวจสอบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อสร้างความโปร่งใสสูงสุด

          3. การยกระดับคน (Human Empowerment)

            ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว และต้องการลดการจ้างงานต่างชาติ AI เน้น "เสริมศักยภาพ" คนให้เก่งขึ้น เปลี่ยนคนรุ่นใหม่จาก "ผู้บริโภคเทคโนโลยี" เป็น "ผู้ควบคุม AI"

            การศึกษาเฉพาะบุคคล ใช้ AI เป็น "ครูผู้ช่วย" ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความถนัดและความเร็วของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างแรงงานทักษะสูงที่ตอบโจทย์โลกอนาคต Genesis Mission สร้างความได้เปรียบแก่ซาอุฯ ดึงบริษัท Tech Giant (Google, Microsoft, OpenAI) มาตั้งสำนักงานใหญ่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนท้องถิ่น

          4. โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

            สร้างระบบคลาวด์กลางของชาติที่มีความปลอดภัยสูง เพื่อเป็นแหล่งประมวลผลข้อมูลมหาศาล

            สร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ใช้ AI บริหารจัดการการจราจร พลังงาน และความปลอดภัยในเมืองแบบเรียลไทม์

            ใช้ AI เป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

          5. Hyper-Cognitive Cities

            ซาอุฯ กำลังสร้าง Smart City ตอนนี้สามารถใช้ AI เป็น "ระบบปฏิบัติการหลัก" (Central Operating System) ของเมืองเหล่านี้ตั้งแต่ฐานราก ตั้งแต่สาธารณูปโภคพื้นฐาน ให้ทุกตึก ทุกถนน สื่อสารกันเองเพื่อจัดการพลังงาน ขยะ และการจราจรแบบ Zero-waste

            สรุป: หากภารกิจนี้สำเร็จ ซาอุฯ จะไม่ใช่เพียงแค่ผู้ตามทางเทคโนโลยี แต่จะเป็นชาติที่สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นสังคมไฮเทค ยกระดับคุณภาพชีวิตคนรุ่นใหม่สู่อนาคตใหม่ เป็นต้นแบบแก่ชาวอาหรับและโลกมุสลิมทั้งปวง

            Genesis Mission คือโอกาสสร้างชาติด้วย AI ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลกวันนี้ นำสู่ประเทศซาอุฯ ที่ไม่แพ้ชาติใด สร้างชาติให้มั่นคั่งมั่นคง เป็นผู้นำในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อไป

21 ธันวาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10627 วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568)

-------------------




ชาตินิยมในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ตราบใดที่ทั้งรัฐบาลไทยกับกัมพูชาพึ่งหวังประโยชน์ทางการเมืองมากเป็นพิเศษจากกระแสชาตินิยม ความขัดแย้งน่าจะดำเนินต่อไป

            ต้นเดือนธันวาคม Council on Foreign Relations เผยแพร่บทความ Conflict in Cambodia and Thailand Resumes—With No End in Sight เขียนโดย Joshua Kurlantzick (นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้) กับ Annabel Richter จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations - CFR) ซึ่งเป็น Think Tank ด้านนโยบายต่างประเทศที่มีอิทธิพลสูงมากในสหรัฐ บทความ “ชาตินิยมในความขัดแย้งไทยกัมพูชา” นำเสนอข้อเขียนดังกล่าวพร้อมการวิเคราะห์เพิ่มเติม ดังนี้

(YouTube: ทำไมสันติภาพไม่เกิด)

ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์:

            ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย ประธานาธิบดีทรัมป์กับนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม "ปฏิญญาร่วม" ระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือที่เรียกว่า "ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์" (Kuala Lumpur Peace Accords)

            การปรากฏตัวของทรัมป์มีนัยสำคัญทางการเมือง ต้องการ "ภาพ" ผู้สร้างสันติภาพ (Peacemaker) เพื่อเคลมเป็นผลงานของตนเอง ควบคู่กับการเจรจาการค้าทวิภาคีอื่นๆ

            วิเคราะห์: ทรัมป์ 2.0 มาพร้อมกับนโยบายชี้ว่าท่านคือผู้สร้างสันติภาพ ผลงานโดดเด่นคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (สงครามอิสราเอล-ฮามาส กับการขยายสมาชิก Abraham Accords) และกำลังเจรจาสงครามยูเครนที่อาจจะสำเร็จ

            เรื่องไต้หวันเป็นอีกประเด็นที่ควรให้เครดิตท่าน หากในสมัยของท่านไม่เกิดสงครามจีน-ไต้หวัน ดังที่ทรัมป์ประกาศเมื่อไม่นานนี้ (ถ้าสหรัฐไม่เข้าร่วมสงครามก็ยากจะเกิดสงครามดังกล่าว แม้ช่วงนี้รัฐบาลญี่ปุ่นชุดใหม่กำลังวิวาทะกับจีนอย่างรุนแรง)

            ในอีกมุมชี้ว่าทรัมป์ 2.0 มีภาพย้อนแย้งว่าท่านคือผู้สร้างสันติหรือผู้ก่อสงคราม ในเวลาไม่ถึงปี รัฐบาลทรัมป์ข่มขู่ใช้กำลังทหารกับหลายประเทศ เช่น เวเนซุเอลา (ล่าสุดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกที) ขู่ทิ้งระเบิดเม็กซิโกจัดการแก๊งค้ายาเสพติด ขู่โจมตีโคลอมเบียแบบเดียวกับเวเนซุเอลา

            ส่วนที่ลงมือแล้วคือร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีทิ้งระเบิดอิหร่าน ทำลายโครงการนิวเคลียร์หลายแห่งเมื่อมิถุนายน 2025 ทั้งๆ ที่ไม่ชัดเจนว่าอิหร่านกำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และไม่ควรลืมว่าสงครามยูเครนเป็นสงครามตัวแทนระหว่างรัสเซียกับนาโตที่สหรัฐเป็นแกนนำ เป็นผู้สนับสนุนอาวุธสงครามรายใหญ่

            ในแง่สงครามการค้า ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าสหรัฐทำสงครามการค้ากับหลายสิบประเทศทั่วโลก ถ้าตีกรอบให้แคบคือสงครามการค้ากับจีน แต่หากมองให้ลึกรัฐบาลทรัมป์ไม่ต่างจากรัฐบาลชุดก่อนที่เร่งปิดล้อมจีนตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ควรจับตาการเสริมสร้างกองทัพไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เฉพาะเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นกำลังเสริมสร้างกองกำลังนิวเคลียร์ ฉีกนโยบายปลอดนิวเคลียร์ที่ยึดมานาน ไม่สนใจว่ากำลังโลกจะสู่ความเสี่ยงหายนะหรือไม่ อาวุธของประเทศที่เอ่ยถึงทั้งหมดส่วนใหญ่คืออาวุธ MADE IN USA

            ความขัดแย้งไทย-กัมพูชายังไม่จบ ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งชายแดนทวิภาคีอีกต่อไป มหาอำนาจมีส่วนร่วมแล้ว

ปฏิญญาพังใน 2 สัปดาห์:

            หลังจากภาพแห่งความชื่นมื่นผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ เกิดเหตุระเบิดที่ชายแดนไทยติดกัมพูชา ทหารไทยบาดเจ็บสาหัส 4 นายโดยนายหนึ่งขาขาด รัฐบาลไทยประกาศระงับปฏิญญาทันที ซึ่งหมายถึงระงับการหยุดยิงด้วย สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียด

            วิเคราะห์: เป็นประเด็นน่าคิดว่าทำไมกัมพูชายังลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดฝั่งไทย จนเกิดเหตุดังกล่าว มีคำถามย่อยหลายประเด็น เช่น ผู้นำกัมพูชาสั่งการให้วางทุ่นระเบิด หรือทหารในพื้นที่ตัดสินใจทำด้วยตัวเอง ถ้าคำตอบคือผู้นำประเทศสั่งการ จะต้องตอบอีกว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น ทำไมจึงยังยั่วยุ ผู้นำกัมพูชาไม่ต้องการสันติภาพใช่หรือไม่ ใครได้อะไรจากปฏิญญาที่พังใน 2 สัปดาห์

            กระแสรักแผ่นดินไทยมีส่วนสำคัญ เป็นพลังสังคมต่อต้านการเสียแผ่นดิน ต้องปกป้องอธิปไตย ที่ผ่านมากัมพูชารุกล้ำเข้ามาหลายจุดและยังไม่สามารถขับออกไป พลังสังคมนี้จึงกดดันให้รัฐบาลต้องปกป้องอธิปไตย ไม่ปล่อยให้ไทยเสียเปรียบ

            ด้านกัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ๆ ยึดครองเป็นของตนอยู่แล้ว ไม่ได้รุกล้ำแดนแต่อย่างไร คนกัมพูชารักชาติรักแผ่นดินเช่นกัน และควรได้พื้นที่จากไทยเพิ่มเติมด้วย

            ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์เกิดขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้งหลังสู้รบ 5 วันเมื่อกรกฎาคม ประชาชนไทย ทหารทั้ง 2 ฝ่ายบาดเจ็บเสียชีวิต และสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง Kurlantzick กับ Richter ชี้ว่าการปะทะครั้งนั้นทำให้กระแส "ชาตินิยม" พุ่งสูง ส่งผลดีต่อกองทัพไทยในการอ้างความชอบธรรมและเสริมสร้างบารมี

            นับจากทหารไทยเสียขาที่ 7 จากการเหยียดทุ่นระเบิดที่ลักลอบวางเข้ามาในฝั่งไทย สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดตามลำดับ อาจตีความว่าคือการโต้ตอบไปมา ต่างฝ่ายต่างใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ เช่น ทั้ง 2 ฝ่ายเสริมกำลังตามแนวชายแดนอีกครั้ง ไทยที่เตรียมปล่อยเชลยศึกกลับลำยับยั้งไว้ก่อน สั่งปิดชายแดนเข้มงวดต่อไป กัมพูชาได้รับอาวุธใหม่จากบางประเทศ เตรียมพร้อมทำศึกอีกรอบ

ทำไมสันติภาพไม่เกิด:

            คำถามสำคัญที่สุดคือทำไมสันติภาพไม่เกิด ข้อนี้มาจากทั้งฝั่งไทยกับกัมพูชา

          1) ฝั่งไทย

            จากการวิเคราะห์แรงจูงใจเบื้องลึกพบว่า รัฐบาลไทยต้องการสงครามเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งปีหน้า เพราะคนไทยจำนวนมากให้ความสำคัญเรื่องชายแดน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บางพรรคเสียคะแนน และพรรครัฐบาลจะได้คะแนนเพิ่มด้วยการคล้อยตามกระแสชาตินิยม

            แนวคิดนี้ชี้ว่า ความขัดแย้งกับกัมพูชาหรือกระแสรักชาติคือหนทางสกัดพรรคฝ่ายค้าน ที่กำลังได้รับความนิยมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงพยายามแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกัมพูชา

          2) ฝั่งกัมพูชา

            รัฐบาลกัมพูชาใช้กลยุทธ์ชาตินิยมมานานแล้ว ทุกครั้งที่เลือกตั้งมักจะใช้ปัญหาชายแดนเป็นตัวปลุกกระแส เพื่อให้ประชาชนสนับสนุน อาจขยายความว่าเพื่อกลบปัญหาเศรษฐกิจสังคมของตัวเอง

            วิเคราะห์: กัมพูชารู้ว่ารบไทยซึ่งหน้าไม่ได้ จึงเน้นการทูต การเมืองระหว่างประเทศ พยายามดึงมหาอำนาจมาอยู่ฝ่ายตน หวังว่าผลประโยชน์ “ที่เสนอให้” กับ “ที่มหาอำนาจได้รับ” จะเป็นแรงผลักดันให้มหาอำนาจสนับสนุน แต่ข้อนี้ต้องไม่ลืมว่ามหาอำนาจมีผลประโยชน์ร่วมกับไทยมากมาย อีกทั้งสหรัฐเป็นพันธมิตรเก่าแก่ตามสนธิสัญญาความมั่นคง

            ความพยายามดึงมหาอำนาจเข้ามา ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ ต่างต้องคำนวนผลดีผลเสีย ผลประโยชน์ที่กว้างกว่าไทยกับกัมพูชา เพราะเกี่ยวพันทั้งอินโด-แปซิกฟิก และอาจเกี่ยวข้องกับการค้าที่มูลค่ามหาศาลและจับต้องได้ เมื่อพิจารณากรอบใหญ่ ผลประโยชน์ที่ได้หรือเสียจากไทย-กัมพูชากลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย

            แน่นอนว่ามหาอำนาจต้องแสดงออก (acting) บางอย่าง อย่างไรเสียความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องเล็กในสายตามหาอำนาจ ผู้ที่ติดตามสถานการณ์โลกจะพบว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชาแทบไม่เป็นข่าว หรือเป็นข่าวเล็กที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ

            หันกลับมามองตัวเอง ตราบใดที่ทั้งรัฐบาลไทยกับกัมพูชาพึ่งหวังประโยชน์ทางการเมืองมากเป็นพิเศษจากกระแสชาตินิยม ความขัดแย้งน่าจะดำเนินต่อไป

  

(ชมคลิป YouTube: อยากได้แผ่นดินคืนต้องพึ่งกำลังของตัวเอง)

          ทั้งคนไทยกับกัมพูชาควรตั้งคำถามว่า นอกจากรักษาอธิปไตยแล้วคนในชาติจะได้หรือเสียอะไร จากการสนับสนุนรัฐบาล พรรคการเมือง

            ทั้งนี้ต้องไม่ทิ้งความรักชาติ ทุกวันนี้นานาอารยะประเทศส่งเสริมชาตินิยมต่อเนื่อง ประธานาธิบดีทรัมป์ยึดหลัก "America First" ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนใหม่ยึดหลัก "Japan First" เหล่านี้คือผู้นำประเทศ พรรคการเมืองที่ส่งเสริมชาตินิยม ผลประโยชน์ประเทศของตนต้องมาก่อน แม้ได้มาด้วยการข่มขู่ บีบบังคับ หรือกระทั่งใช้อำนาจทางทหาร

            วลี “Peace through strength” หรือสันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพ ยังเป็นหลักนิยมที่ใช้อยู่ เพราะมีกองทัพเข้มแข็ง พร้อมทำให้ข้าศึกย่อยยับ ศัตรูจึงไม่กล้าทำสงคราม โลกไม่สวยอย่างที่คิด

            จึงต้องเข้าใจทั้งการเมืองในประเทศกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศพร้อมๆ กัน

7 ธันวาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10613 วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568)

-----------------

บรรณานุกรม:

Council on Foreign Relations. (2025, December 1). Conflict in Cambodia and Thailand Resumes—With No End in Sight. Retrieved from https://www.cfr.org/article/conflict-cambodia-and-thailand-resumes-no-end-sight