ความเข้าใจผิดเรื่องการก้าวขึ้นมาของจีน

จีนยุคสังคมนิยมต่างจากอาณาจักรจีนโบราณและไม่อาจเหมือนได้เพราะบริบทโลกต่างกันมาก อีกทั้งจีนสังคมนิยมปัจจุบันต่างจากสมัยเหมา รัฐบาลจีนจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่เป็นเรื่องคาดเดายาก

            แม้รัฐบาลจีนจะเอ่ยการฟื้นฟูชาติ ระลึกประวัติศาสตร์ที่เคยยิ่งใหญ่และช่วงเวลาอันขมขื่นถูกต่างชาติรุกราน ประกาศว่าต้องการฟื้นฟูเป็นชาติมหาอำนาจ (Great Power) แต่เป็นความเข้าใจผิดถ้าคิดว่าจีนในอนาคตจะคล้ายจีนในสมัยราชวงศ์ เหตุเพราะทั้งปัจจัยภายนอกกับภายนอกประเทศที่แตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับหลายร้อยหรือหลายพันปีก่อน

            บทความนี้จะนำเสนอแนวคิดพอสังเขปดังนี้

เหตุปัจจัยภายใน :

          ประการแรก ผู้ปกครองจีนคำนึงภาพรวมมากกว่าอดีต

            การปกครองปัจจุบันซับซ้อนกว่าอดีตกาลมาก คณะผู้ปกครองปัจจุบันไม่ใช่ฮ่องเต้โอรสแห่งสวรรค์อีกแล้ว ทุกวันนี้ประชาชนจีนมีประชาธิปไตยแสดงความคิดเห็นได้ระดับหนึ่ง ในอนาคตผู้ปกครองจีนจะเปิดให้พลเมืองมีส่วนร่วมมากขึ้นภายใต้กรอบที่กำหนด ฮ่องกงเป็นตัวอย่างเปิดโอกาสให้ใช้ 1 ประเทศ 2 ระบบซึ่งหมายถึงการเปิดกว้างยอมรับสภาพตามจริงแต่ทั้งนี้ต้องไม่ล้ำเส้น เช่น ขอแยกประเทศ ขอบริหารจัดการตัวเอง

            การบริหารจัดการจีนเปรียบเหมือนปิรามิด ฐานล่างคือประชาชน ขยับสูงขึ้นมาทีละขั้นคือผู้ปกครองจากล่างขึ้นบน ชั้นล่างสุดมีเสรีภาพทางความคิดมากสุด ผู้ที่สามารถขยับขึ้นข้างบนนอกจากมีความรู้ความสามารถจะต้องยึดมั่นระบอบการปกครองจีน (ยิ่งอยู่ชั้นบนกรอบความคิดยิ่งเข้มงวด) คณะผู้ปกครองชั้นบนสุดคือกลุ่มที่ยึดมั่นสังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีน (socialism with Chinese characteristics)

          ประการที่ 2 พลเมืองจีนเป็นพวกวัตถุนิยม

            ในยุคประธานเหมาชายและหญิงใส่ชุดสีเทาหรือน้ำเงินเข้ม การแต่งหน้าตาทาสวมเครื่องประดับล้วนเป็นเรื่องต้องห้าม เหตุเพราะเป้าหมายคอมมิวนิสต์คือสังคมไร้ชนชั้น แต่จีนยุคนี้ผู้ชายฝันอยากหาเงินมากๆ ขับรถคันโก้ มีภรรยาสวยๆ ผู้หญิงหลายคนหาเงินเพื่อให้ตัวเองสวยขึ้นเผื่อจะได้สามีรวยๆ ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย เป็นสังคมวัตถุนิยม เศรษฐีพันล้านเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

            กุมภาพันธ์ 2014 ประธานาธิบดีสีย้ำยึดมั่นแก่นหลักสังคมนิยม ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายใช้ทุกโอกาสส่งเสริมค่านิยมสังคมนิยม หลายปีที่ผ่านมามีข้อวิพากษ์ค่านิยมเสื่อมถอย คำถามคืออย่างไรที่เรียกว่า สังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีนคืออย่างที่เป็นอยู่ใช่หรือไม่ เป็นสังคมนิยมที่หันเข้าหาทุนนิยมเสรีใช่หรือไม่

          ประการที่ 3 ความเหลื่อมล้ำ

            มีข้อมูลว่าตั้งแต่เศรษฐกิจจีนพัฒนาเติบโตก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ชาวชนบทหลายร้อยล้านคนยังยากจนแบบชนบท พวกที่อยู่ในเมืองมีรายได้สูงกว่า พวกที่อยู่ในเมืองยังแบ่งเป็นพวกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกับกรรมกรรายได้ต่ำ สมัยประธานาธิบดีหู จินเทา (Hu Jintao) พยายามลดช่องว่างรายได้ ช่วยเหลือชาวนาผู้ยากไร้ ทุ่มเทให้กับพื้นที่ชั้นในของประเทศ

            ในสมัยของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีโครงการพัฒนามณฑลห่างไกลมากมาย ก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทุ่มงบประมาณพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญแบบเมือง BRI คืออีกยุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาพื้นที่ทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้ำ

            สังคมนิยมต่อต้านชนชั้นกับความเหลื่อมล้ำแต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำคือหนึ่งในปัญหาใหญ่ น่าติดตามว่ารัฐบาลจีนจะจัดการได้ดีเพียงไร

          ประการที่ 4 สิ่งที่คนจีนต้องการ

            สิ่งที่คนจีนต้องการไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ คือชีวิตที่มีความสุขปลอดภัย มีกินมีใช้ มีโอกาสเจริญก้าวหน้า ต้องยอมรับว่าคนจีนยุคนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น สุขสบายจากวัตถุกว่าอดีต ทั้งหมดเป็นผลจากระบอบการปกครองปัจจุบันที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยตะวันตก

            เป็นความเข้าใจผิดถ้าคิดว่าสังคมนิยมจีนปัจจุบันคือคนจีนไร้เสรีภาพ ถูกชนชั้นปกครองกดขี่ข่มเหง (แม้มีเป็นบางกรณี) อดยากปากแห้ง ล้าหลังด้อยพัฒนา

เหตุปัจจัยภายนอก :

            ในขณะที่ปัจจัยภายในบ่งชี้จีนต้องการก้าวขึ้นมาโดยสันติ ความคาดหวังพื้นฐานของคนจีนไม่ต่างจากคนชาติอื่น ปัจจัยภายนอกให้มุมมองที่หลากหลายกว่าดังนี้

          ประการแรก บริบทโลกปัจจุบันไม่ใช่แบบโบราณกาล

            เป็นความคิดที่ผิดถ้าคิดว่าจีนกำลังหวนสู่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นอดีตกาล เหตุเพราะบริบทโลกปัจจุบันต่างจากหลายร้อยหลายพันปีก่อน กลุ่มผู้ปกครองจีนไม่สามารถครอบงำโลกหรือแม้กระทั่งคนจีนตามแบบฉบับเดิมอีกแล้ว ประเทศใหญ่น้อยพยายามดิ้นรนเป็นตัวของตัวเอง ระบบโลกเป็นพหุภาคี ในยุคนี้การทำสงครามใหญ่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศใด

            น่าแปลกใจที่นักวิชาการหลายคนยังคิดว่าจีนมองโลกแบบอดีตกาลที่ยึดว่าตนเป็นศูนย์กลางของประเทศทั้งปวง (พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคิดแบบนั้นหรือ) ความจริงคือจีนรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตน ยอมรับรูปแบบการปกครองที่หลากหลาย ยอมรับอธิปไตยของทุกประเทศ

            อย่างไรก็ตามจอห์น เมียสไฮเมอร์ (John Mearsheimer) ใช้แนวคิด Offensive Realism ฟันธงว่าในที่สุดจีนจะใช้ความรุนแรงเพื่อให้ตนเป็นเจ้าภูมิภาคเอเชียเหมือนสหรัฐในปลายศตวรรษที่ 18 เพื่อครองความเป็นเจ้าในแถบทวีปอเมริกา การที่จีนย้ำอยู่เสมอว่าต้องการก้าวขึ้นมาอย่างสันติจะเป็นหลักฐานในตัวเอง นานาชาติจะตัดสินว่าจีนเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

            จีนที่มีสติปัญญาคือจีนที่วางตัวเป็นมิตรกับนานาชาติ ไม่ข่มขู่คุกคามด้วยกำลังทหารหรือเข้าล้มล้างรัฐบาลประเทศอื่นๆ ประเทศที่เจริญคือทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุขตามอัตภาพ มีความสงบสุขไม่ต้องหวาดผวาเป็นที่รังเกียจ

          ประการที่ 2 ก้าวขึ้นอย่างสันติ ครอบงำโดยสันติ

            ต้องยอมรับว่าประเทศที่มีพลังเศรษฐกิจสูงย่อมมีอิทธิพลเหนือประเทศอื่นๆ เมื่อจีนก้าวขึ้นมาอิทธิพลของตนจะเพิ่มมากขึ้นด้วย

            มองในแง่บวกคือการค้าการลงทุนส่งเสริมการพัฒนา ให้โอกาสคนอยู่ดีกินดี (แต่จะเป็นเช่นนั้นแค่ไหนขึ้นกับอีกหลายปัจจัย) มองในแง่ลบคือทุนจีนแผ่กว้างเหมือนที่ทุนตะวันตกแผ่กว้าง รวมความแล้วคือทุนต่างชาตินั่นเอง (ไม่ว่าจะทุนจีนหรือประเทศใด)

            ข้อดีอีกข้อคือไม่เกิดสงครามใหญ่หรือสงครามล้างโลกเพราะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้คนทั้งโลกทุกข์ยาก (แค่โควิด-19 ก็สร้างปัญหาใหญ่แล้ว) แต่อาจเกิดสงครามกลางเมือง สงครามตัวแทน (proxy war) เหล่ามหาอำนาจจะควบคุมไม่ให้บานปลาย

          คำถามที่น่าสนใจคือหากเกิดสงครามดังกล่าวใครเป็นผู้ริเริ่ม ใครเป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิด เรื่องนี้พิสูจน์ได้ว่าจีนก้าวขึ้นมาอย่างสันติหรือไม่ และใครที่ไม่ต้องการสันติภาพ ที่แน่ๆ คือจีนไม่ได้ทำสงครามกับชาติใดเลยนับจากสิ้นสงครามเย็นเป็นต้นมา ส่วนในระยะยาวอีก 30 ปี 50 ปีจีนจะใช้กำลังทหารรุกรานหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

            จีนจะสันติหรือไม่ดูได้จากขีดความสามารถกองทัพจีนว่าทัดเทียมกองทัพสหรัฐมากน้อยเพียงไร

          ประการที่ 3 สหรัฐกับการก้าวขึ้นมาของจีน

            ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำที่ดุดันแบบทรัมป์หรือนิ่มนวลแบบโอบามา นับจากสิ้นสงครามเย็นเป็นต้นมารัฐบาลสหรัฐใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน จะต่างกันเพียงวิธีการ เช่น โอบามาเล่นงานประเด็นสิทธิมนุษยชน ส่วนทรัมป์ชูประเด็นการค้าและการครอบงำทางเทคโนโลยี

            ความคิดต่อต้านจีนจากสหรัฐวัดได้จากกระแสสงครามเย็นรอบใหม่ ความคิดเห็นของคนอเมริกัน การระดมทหาร 3 เหล่าทัพเข้ามาประจำการในอินโด-แปซิฟิก นโยบายต่อต้านจีนต่างๆ สนับสนุนให้พลเมืองจีนต่อต้านรัฐบาล เช่น ฮ่องกง ซินเจียงอุยกูร์

            รัฐบาลจีนพยายามก้าวขึ้นมาโดยสันติแต่จะทำได้แค่ไหนต้องถามมหาอำนาจอื่นๆ ด้วย

          ประการที่ 4 อนาคตคือความไม่แน่นอน

            เป็นเรื่องดีและจำเป็นที่จะคาดการณ์อนาคตโลก เพราะคือการวางแผนเตรียมตัวและต้องยอมรับว่าอนาคตคือความไม่แน่นอน โควิด-19 คือตัวอย่างสิ่งไม่คาดฝัน แม้รัฐบาลจีนจะจัดการได้ดีแต่โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นด้วยแรงผลักดันของโรคระบาด และไม่ว่าโควิด-19 จะจบช้าหรือเร็วองค์การสหประชาชาติเผยยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าคือการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก

            การที่ผู้นำประเทศประกาศวิสัยทัศน์ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่อีกครั้งเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยมและน่าชื่นชม การตั้งเป้าเป็นมหาอำนาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า อย่างน้อยดีกว่าที่ประเทศอ่อนแอถูกข่มเหง แต่จะบรรลุความฝันได้หรือไม่ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ มากมาย เป็นเรื่องท้าทายที่รัฐบาลสมควรรวมพลังคนในชาติ ส่งเสริมให้ทุกคนมีความฝันที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตด้วยกัน

            ให้คนมีวิสัยทัศน์ของตัวเองและให้ทุกวิสัยทัศน์เหล่านี้คือพลังของวิสัยทัศน์ชาติ

21 มีนาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8895 วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564)

----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ความฝันหรือความใฝ่ฝันมักสู่เป้าหมายที่สวยงามดีงาม เป็นเรื่องดีที่ควรมี แต่ในขณะเดียวกันจำต้องมองโลกตามสภาพที่เป็นจริง เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกที่เป็นอยู่เพราะคือความฝันที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้
จีนในศตวรรษที่ 21 กับความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”
สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันครบรอบ 70 ปีแตกต่างจากเมื่อก่อตั้งประเทศในทุกมิติ และกำลังเปลี่ยนแปลงต่อไปทุกด้านพร้อมกับอีกหลายประเทศตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”

บรรณานุกรม :

1. China's stability, development benefit world: Xi. (2014, November 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/12/c_133782594.htm

2. Jones, Handel. (2010). CHINAMERICA: The Uneasy Partnership that Will Change the World. USA: McGraw-Hill.

3. Mladenov, Nikolai. (2021). Chinas Grand Strategy and Power Transition in the 21st Century. Switzerland: Palgrave Macmillan.

4. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.

5. Xi stresses core socialist values. (2014, February 15). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-02/25/c_126190257.htm

--------------------------

สันตะปาปากับผู้นำชีอะห์สานสันติภาพโลกแห่งศตวรรษที่ 21

เป็นอีกครั้งที่ผู้นำศาสนาย้ำสันติภาพโลก การอยู่ร่วมกันแม้ต่างศาสนานิกาย ให้ศาสนิกชนดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาที่ถูกต้อง แสวงหาสันติภาพ ไม่ใช่ความเกลียดชัง

             การพบปะหารือระหว่างพระสันตะปาปาฟรานซิส (Francis) กับแกรนด์ อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี (Grand Ayatollah Ali Al-Sistani) ผู้นำทางจิตวิญญาณชีอะห์ในอิรัก ทั้งคู่เห็นตรงกันย้ำศาสนาต่อต้านสงคราม ต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และความขัดแย้งอันเนื่องจากต่างศาสนานิกาย การพบปะหารือระหว่างสันตะปาปากับผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์ในอิรักชื่นมื่น

            ต้นมีนาคมที่ผ่านมาพระสันตะปาปาฟรานซิสเยือนอิรักอย่างเป็นทางการ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น สันตะปาปาประกาศจุดยืนศาสนาหลายข้อ ย้ำให้ศาสนิกชนทุกนิกายศาสนาละความเกลียดชังต่อกัน มุ่งแสวงหาสันติภาพ ความสามัคคีแม้ต่างศาสนาความเชื่อ ย้ำว่าคำสอนแท้คือให้นับถือพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านของตน ให้ทุกคนเห็นว่าพระเจ้าทรงเมตตา ไม่ใช่เกลียดชังคนอื่น ความเป็นศัตรู ลัทธิสุดโต่ง (extremism) ความรุนแรงไม่ใช่แนวทางศาสนาแต่อย่างไร

            ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างสันติไม่ใช่ความเกลียดชัง พวกนับถือคริสต์ต้องรักคนอื่น

            และกล่าวถึงอิรักอย่างเจาะจงว่าสันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นหากชาวอิรักมองคนต่างความเชื่อว่าเป็นคนนอก (other)

            6 มีนาคม 2021 เป็นวันประวัตศาสตร์แห่งสันติภาพอีกวันเมื่อพระสันตะปาปาฟรานซิสเยือนแกรนด์ อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานีที่บ้านของท่านที่เมืองนาจาฟ (Najaf) อันเป็นศูนย์กลางศาสนาของชีอะห์อิรัก ทั้งคู่ร่วมประกาศการอยู่ร่วมกันโดยสันติ

            เป็นปกติที่พระสันตะปาปาจะเสด็จเยือนประเทศต่างๆ หนึ่งในภารกิจสำคัญคือพบปะผู้นำศาสนานิกายอื่นๆ สานสัมพันธ์ ประกาศสันติภาพ การอยู่ร่วมกันโดยสันติ จะเห็นว่าในขณะที่ผู้นำประเทศบางคนสร้างพันธมิตรเพื่อทำสงครามแต่ฝ่ายศาสนาสานสัมพันธ์เพื่อสันติภาพโลก

            สันตะปาปาฟรานซิสให้สัมภาษณ์โดยยกคำพูดของอยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานีว่า “มนุษย์ล้วนเป็นพี่น้องกันทั้งจากศาสนาหรือไม่ก็การทรงสร้าง (ของพระเจ้า)” และชี้ว่าการพบปะครั้งนี้เป็นการส่งสารสากลสู่โลก (universal message) เป็นสารร่วมระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลาม

            แถลงการณ์ของแกรนด์ อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี ความตอนหนึ่งระบุว่าท่านได้กล่าวต่อสันตะปาปาว่าพวกนับถือคริสต์ในอิรักสมควรอยู่อย่างสันติปลอดภัยและได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญทุกประการ พร้อมปกป้องพวกนับถือคริสต์จากผู้ก่อการร้าย (ในบริบทหมายถึงไอซิส)

            อยาตุลเลาะห์ซิสตานีชี้ว่าผู้นำจิตวิญญาณคือผู้ยับยั้งโศกนาฏกรรม หลีกเลี่ยงสงคราม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากผู้ปกครองประเทศ เคารพสิทธิของประชาชนทุกหมู่เหล่าที่จะใช้ชีวิตอย่างเสรีและมีศักดิ์ศรี (dignity)

            สารสันติภาพของสันตะปาปากับผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะ 2 ศาสนานิกายเท่านั้น เป็นการประกาศว่าทุกศาสนานิกายรักสันติ ปรารถนาอยู่ร่วมกันแม้ต่างความเชื่อ

ศาสนากับทฤษฎีสัจนิยม :

            ผู้นำจิตวิญญาณทั้ง 2 ท่านเอ่ยความแตกต่างระหว่างศาสนากับผู้ปกครองประเทศบางคน ศาสนาสอนให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ ส่วนผู้ปกครองคิดถึงสันติเช่นกันแต่เป็นสันติในกรอบประชาชนตนเอง ผู้ปกครองหลายประเทศย้ำเน้นความมั่นคงปลอดภัยของประเทศตามแนวสัจนิยม (Realism)

            ทฤษฏีสัจนิยม (Realism) ยึดหลักว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นผู้ที่เหตุผลความคิดไม่สมบูรณ์ นำสู่การใช้กำลังเมื่อผลประโยชน์ขัดกัน เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน เพื่อความอยู่รอดควรทำทุกอย่างแม้กระทั่งชิงลงมือบั่นทอนทำลายประเทศอื่นก่อน

            การที่สัจนิยมตีความบริบทโลกที่รัฐต่างๆ จ้องทำร้ายทำลายอีกฝ่าย เป็นแหตุรัฐทั้งหลายให้ความสำคัญกับนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐมากที่สุด เพราะที่สุดแล้วไม่มีประเทศใดองค์กรระหว่างประเทศใดที่จะประกันความอยู่รอด มุมมองเช่นนี้สร้างความหวาดระแวงต่อกันไม่จบสิ้น

            สัจนิยมเห็นว่าไม่ควรยึดหลักศาสนาความเชื่อเต็มที่ ควรหาจุดสมดุลของผลประโยชน์และยุติความขัดแย้ง พยายามสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลในโลกพหุสังคม ไม่ยึดอุดมคติที่เลื่อนลอย ยอมรับสิ่งที่ชั่วร้ายน้อยกว่าแทนความดีสัมบูรณ์ (absolute good) แนวคิดอยู่รอดร่วมกันเป็นความคิดของคนอ่อนต่อโลก ยึดหลักว่ามนุษย์ทั่วไปใจบาปหยาบช้าคิดแต่ประโยชน์ตัวเองพร้อมเอาเปรียบผู้อื่น คิดหาสารพัดกลโกง เห็นด้วยกับใช้ความรุนแรง ถ้าหลอกไม่สำเร็จก็ต้องเข้าปล้นชิง

            โลกทัศน์ในแบบศาสนากับสัจนิยมจึงต่างกัน ต้องยอมรับว่าผู้ปกครองประเทศส่วนใหญ่ยึดแนวสัจนิยม เป็นที่มาของความขัดแย้ง สงคราม ฯลฯ ดังปรากฏในปัจจุบัน

            ตรงข้ามกับแนวคิดนี้คือการแสวงหาความร่วมมือผูกพันในมิติต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ในทุกระดับตั้งแต่ระดับรัฐจนถึงประชาชน หากดำเนินนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโอกาสที่ทำสงครามจะลดน้อยลงเรื่อยๆ

ศาสนากับศาสนา :

            การสานสันติภาพร่วม 2 ผู้นำจิตวิญญาณส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างศาสนาด้วย ทั้งคู่ย้ำชัดให้อยู่ร่วมกันโดยสันติแม้ต่างความเชื่อ

            ความขัดแย้งระหว่างศาสนาเป็นอีกประเด็นที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลและคงอยู่จนถึงปัจจุบัน สงครามครูเสด (ค.ศ.1097-1291) เป็นหนึ่งเรื่องราวที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำ

            ทุกวันนี้มีนักการศาสนา นักการเมือง นักวิชาการบางคนบางกลุ่มพยายามปลุกกระแสสงครามครูเสดใหม่ (neo-crusade) ซึ่งมักตีความว่าคือความขัดแย้งระหว่างพวกตะวันตกที่นับถือคริสต์กับมุสลิม

            เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) นักวิชาการเลื่องชื่อสหรัฐแต่งหนังสือ การปะทะกันระหว่างอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” (The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order) ชี้ว่าความขัดแย้งหลังยุคสงครามเย็นคือความความขัดแย้งทางศาสนาวัฒนธรรม และจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุนี้

            ชี้ว่าอนาคตจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอิสลาม ทั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาจาก การนำเอาหลักการอิสลามมาปฏิบัติใช้อย่างถูกต้อง” (Islamic fundamentalism) หรือ พวกยึดมั่นในหลักอิสลามเท่านั้น แต่คือการมีปัญหากับอิสลาม (หมายถึงอิสลามในความหมายครอบคลุม) เหตุเพราะต่างเห็นว่าตนเป็นอารยธรรมที่สูงส่งกว่า

            หลักคิดของฮันติงตันสรุปรวบยอดได้ว่าโลกกำลังแบ่งแยกด้วยศาสนา ในอนาคตศาสนาจะเป็นตัวแทนประเทศ เป็นตัวแทนกลุ่มประเทศ (ที่ใช้คำว่า “อารยธรรม”) ความสัมพันธ์และความขัดแย้งทั้งสิ้นตั้งอยู่บนเหตุผลเรื่องศาสนาเป็นหลัก ถ้าเข้ากันได้จะร่วมมือกัน ถ้าเข้ากันไม่ได้จะขัดแย้งกัน ถึงขั้นทำสงครามระหว่างอายธรรม

            ข้อวิพากษ์คือทุกวันนี้ผู้นับถือคริสต์ในสหรัฐกับยุโรปนับวันจะลดน้อยลง คนที่ยึดมั่นศาสนาความเชื่อลดน้อยลง อีกทั้งมุสลิมในยุโรปเพิ่มมากขึ้นทุกที ดังนั้นจะบอกว่าประเทศสหรัฐกับชาติยุโรปเป็นตัวแทนศาสนาคริสต์ไม่น่าจะถูกต้องและไม่ถูกต้องอยู่แล้ว (สหรัฐไม่มีศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพการนับถือศาสนา พลเมืองอเมริกันนับถืออิสลามหลายล้านคน)

            การพูดถึงสงครามศาสนาเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองประเทศ นักการเมือง นักวิชาการ นักการศาสนาบางคนบางกลุ่มบิดเบือน พยายามย้อนประวัติศาสตร์สงครามครูเสดอย่างที่ต้องการ หวังปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา คนเหล่านี้หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อเป้าหมายของตน เพราะรู้ดีว่าศรัทธาเป็นพลังอันแรงกล้าสามารถผลักดันคนให้ทำสิ่งต่างๆ

            ทั้งสันตะปาปากับผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์ประกาศชัดว่าทุกศาสนานิกายสามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ ละความเกลียดชังต่อกัน ไม่สนับสนุนความขัดแย้งทางศาสนา ไม่มีครูเสดอีกแล้ว การปะทะทางวัฒนธรรมเป็นแนวทางบิดเบือนศาสนา

            การพบปะพูดคุยระหว่าง 2 ผู้นำศาสนาที่ประเทศอิรักรอบนี้ เป็นอีกครั้งที่ผู้นำศาสนาย้ำสันติภาพโลก การอยู่ร่วมกันแม้ต่างศาสนา และเป็นอีกครั้งที่ผู้นำศาสนาย้ำให้ศาสนิกชนดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาที่ถูกต้อง แสวงหาสันติภาพไม่ใช่ความเกลียดชัง

            ผู้เข้าถึงสติปัญญาจะพบว่าสันติภาพแท้เริ่มต้นในใจเรา

14 มีนาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8888 วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564)

--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
ทรัมป์กับ The Clash of Civilizations ของฮันติงตัน
บทความนี้วิเคราะห์การหาเสียงของทรัมป์ในประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” ที่เชื่อมโยงกับแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน เชื่อมโยงกับแนวคิดการปะทะกันระหว่างอารยธรรมของฮันติงตันที่นับวันจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น (หรือถูกชักนำให้เข้าใจ) ในความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลาม ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่ว่าคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แม่บท

จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (2)
ความเชื่อศาสนาคริสต์ไม่ใช่ตัวแทนของอารยธรรมตะวันตก เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ระบบการค้าอิงหลักคุณธรรมไม่ใช่ความโลภ ความมั่งคั่งมีเพื่อช่วยเหลือส่วนรวม ปัจเจกมีเสรีภาพแต่เป็นเสรีภาพภายใต้หลักศาสนา ส่วนอิสลามเน้นรักสันติ ไม่สุดโต่ง มุสลิมทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นผู้รักสันติ ไม่ใช่พวกสุดโต่งหัวรุนแรง ต่อต้าน IS อัลกออิดะห์ แต่ฮันติงตันยังพยายามชักนำให้เกิดสงครามศาสนา
จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (3)
บางครั้งการวิเคราะห์โดยตั้งอยู่บนศาสนาสร้างความสับสนไม่น้อย ยกตัวอย่าง ชายพุทธคนหนึ่งข่มขืนแล้วฆ่าหญิงชาวพุทธ อย่างนี้เป็นประเด็นศาสนาหรือไม่ อเมริกาคือประเทศที่มีสถิติข่มขืนสูงมาก จะอธิบายว่าพวกคริสต์มักข่มขืนพวกคริสต์ด้วยกันเองหรือไม่ ควรอธิบายอย่างนี้หรือไม่ว่าถ้าชายบ้ากามคนนี้ข่มขืนหญิงศาสนาเดียวกันก็เพราะ “ความบ้ากาม” แต่ถ้าข่มขืนหญิงต่างศาสนาจะกลายเป็น “การปะทะระหว่างอารยธรรม”

บรรณานุกรม:

1. AS IT HAPPENED: Pope Francis meets Grand Ayatollah Ali Al-Sistani. (2021, March 6). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/1820746/middle-east

2. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.

3. Morgenthau, Hans J., Kenneth, Thompson. (1993). Politics among Nations: The Struggle for Power and Peace (6th ed.). New York: McGraw-Hill, Inc.

4. Pope Francis meets Iraq's Grand Ayatollah Al-Sistani. (2021, March 6). Vatican News. Retrieved from https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2021-03/pope-francis-meets-grand-ayatollah-al-sistani.html

5. The Pope-Sistani riddle. (2021, March 9). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2021/03/the-pope-sistani-riddle/

6. Tyerman, Christopher. (2009). The Crusades: A Brief Insight. New York: Sterling Publishing.

--------------------------

วิพากษ์ความฝันของจีน (Chinese Dream)

ความฝันหรือความใฝ่ฝันมักสู่เป้าหมายที่สวยงามดีงาม เป็นเรื่องดีที่ควรมี แต่ในขณะเดียวกันจำต้องมองโลกตามสภาพที่เป็นจริง เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกที่เป็นอยู่เพราะคือความฝันที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้

            ปี 2014 รัฐบาลจีนประกาศ “ความฝันของจีน” (Chinese Dream) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  (Xi Jinping) กล่าวว่าคือการฟื้นฟูชาติจีน ประเทศที่ชาวจีนอยู่ดีกินดีมีความสุข

            ความฝันของคนจีนคือความฝันของชายหญิงคนธรรมดาที่ต้องการความสุข อยู่ดีกินดี ปลอดภัย ได้รับความยุติธรรม รัฐบาลจีนสนับสนุนให้แต่ละคนมีความใฝ่ฝันของตัวเองและรวมความฝันของทุกคนเข้าไว้ หวังสร้างโลกที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน ไม่คิดเป็นเจ้าผู้ครองโลก (hegemony)

            บทความนี้วิพากษ์ 8 ปีหลังประกาศความฝันของจีนในหลายแง่มุม ดังนี้

ในมุมมองการพัฒนานานาชาติ :

            ความฝันของจีนคือความฝันของจีนสมัยใหม่ในยุคสี จิ้นผิง จีนที่กำลังก้าวขึ้นมาพร้อมกับความต้องการของประชากร 1,400 ล้าน ในยุคที่ไม่ใช้แนวสังคมนิยมดั้งเดิมแต่เปิดเสรีมากขึ้น ติดต่อค้าขายกับทั่วโลก หนุ่มสาวจีนไปศึกษาต่อต่างแดนหลายล้านคน รัฐบาลอธิบายว่าคือสังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีนหรือสังคมนิยมจีนปัจจุบัน (แบบที่ต่างจากยุคเหมา เจ๋อตง)

            ในขณะเดียวกันแม้จะมุ่งสู่ความทันสมัย ค่อยๆ เปิดระบบเศรษฐกิจออก ประชาชนมุ่งแสวงหาความสุขสบายทางวัตถุ (ข้อนี้ไม่ต่างจากพวกตะวันตก) แต่ยังคงรักษาความเป็นจีนซึ่งตีความว่าคณะผู้ปกครองจะทำในสิ่งที่คิดว่าดีไม่อยู่ใต้อิทธิพลชาติใด ไม่ลอกเลียนลัทธิโดยไม่ลืมหูลืมตาแม้กระทั่งสังคมนิยม

            ความต้องการพัฒนาของจีนส่งผลทั่วโลก สํานักงานสถิติยุโรป (Eurostat) รายงานจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของอียู รอบ 10 เดือนของปี 2020 มูลค่าขายค้ารวม 582,800 ล้านดอลลาร์ อันที่จริงสหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อาเซียนต่างมีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่เหมือนกัน จีนมีความร่วมมือทางการค้ากับนานาชาติ BRI ที่เชื่อมต่อเอเชียกับยุโรปแอฟิกา

            ปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนที่เติบใหญ่ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าโลก ลองตรวจสอบว่าสินค้าบริการที่ตนใช้เป็นของจีนมากน้อยเพียงไร

พวกที่มองความฝันจีนเป็นมหันตภัย :

            การก้าวขึ้นมาของจีนสะเทือนความเป็นอภิมหาอำนาจของสหรัฐ ระบบโลกเป็นพหุภาคีมากขึ้น พร้อมกับที่รัฐบาลสหรัฐกับจีนเป็นคู่ขัดแย้ง สหรัฐไม่อาจปล่อยให้จีนก้าวขึ้นมาเพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลที่สหรัฐเก็บเกี่ยวได้จากระบบโลกที่ตนมีอำนาจอิทธิพลสูงสุด

            แม้จีนประกาศว่าใช้หลักต่างได้ประโยชน์ (win-win) แต่ในโลกแห่งความจริงหลายอย่างไม่สามารถเป็นเช่นนั้น เช่น ถ้าโครงการเลือกลงทุนกับจีน นักลงทุนสหรัฐย่อมเสียลูกค้ารายนี้ไป

            แม้ความฝันของจีน ของอเมริกา ยุโรปต่างมุ่งเป้าเพื่อความผาสุกของประชาชน ความฝันของประเทศเหล่านี้มีจุดกันขัดแย้งกัน ราวกับคำว่า “เพื่อความผาสุกของประชาชน” เป็นรากฐานความขัดแย้ง ไม่ว่าจีนตั้งใจจะก้าวขึ้นมาอย่างสันติหรือไม่ เกิดคำถามว่าความฝันของจีนที่จะก้าวขึ้นมาอย่างสันติเป็นไปได้แค่ไหน สามารถคาดการณ์สถานการณ์โลกในอนาคต

            แม้จีนยืนกรานเรื่อยมาว่าเป็นชาติรักสันติ ขอก้าวขึ้นมาอย่างสันติ แต่นักทฤษฎีสัจนิยมตะวันตกจะมองว่าจีนคือมหันตภัยที่กำลังครอบงำโลก หวนสู่จีนที่เคยเป็นเจ้าเป็นมหาอาณาจักรดังเช่นอดีต ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมารัฐบาลสหรัฐดำเนินยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน (แม้หลายครั้งจะไม่ยอมรับ) แต่นับจากวันนั้นจนวันนี้ (3 ทศวรรษ) เห็นได้ชัดว่าการปิดล้อมไม่ได้ผล จีนเติบใหญ่ อิทธิพลการทูตจีนแผ่กว้าง กองทัพสำแดงแสนยานุภาพไม่ใช่กองทัพที่เน้นจำนวนทหารอีกต่อไป เป็นอีกภาพของความฝันจีนที่สำแดงเป็นรูปธรรม

            ประธานาธิบดีทรัมป์ (ในขณะดำรงตำแหน่ง) และไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รมต.ต่างประเทศมักเอ่ยรัฐบาลจีนด้วยคำว่า “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” (Chinese Communist Party) เพื่อโจมตีชนชั้นปกครองจีน ปอมเปโอกล่าวว่าตั้งแต่ปี 1949 จีนถูกปกครองโดย ระบอบอำนาจนิยมที่โหดร้ายอุดมการณ์ทางการเมืองของจีนเป็นปรปักษ์ต่อประเทศเสรี จีนกำลังเปลี่ยนแปลงระบบโลกทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมการเมือง “ถ้าโลกเสรีไม่เปลี่ยนคอมมิวนิสต์จีน คอมมิวนิสต์จีนจะเปลี่ยนเรา

            ตีความได้ว่าสุดท้ายจะเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่ใช่โลกเสรีก็คือคอมมิวนิสต์จีน 2 มหาอำนาจจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติตามความฝันของจีนไม่ได้

            การจงเกลียดจงชังลงสู่ระดับประชาชน

            ไม่เฉพาะรัฐบาลที่มองจีนเป็นปรปักษ์เท่านั้น ทัศนคติมองจีนแง่ลบไหลสู่คนอเมริกันอย่างรวดเร็วในสมัยทรัมป์ ผลโพล Pew Research Center รายงานต้นเดือนมีนาคม (2021) พบว่าคนอเมริกัน 89% มองจีนเป็นคู่แข่งขันหรือเป็นศัตรู (competitor or enemy) 48% เห็นว่าการจำกัดอำนาจอิทธิพลจีนเป็นวาระสำคัญที่สุด (ผลสำรวจปี 2018 ตัวเลขนี้อยู่ที่ 32%)

            มองจีนแง่ลบตั้งแต่เรื่องสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ผู้ปกครองจีน พรรคคอมมิวนิสต์ จีนที่กำลังบดบังรัศมีสหรัฐ ฯลฯ เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจคนอเมริกัน 64% บอกว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีเรื่องเศรษฐกิจเลวร้ายมาก (“somewhat or very bad”)

            การที่ชนชาติหนึ่งถืออีกชนชาติเป็นศัตรูไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่หากเรียกตัวเองเป็นชาติประชาธิปไตยแล้วพลเมืองตนเองไปกลั่นแกล้งรังแก (bully) คนชนชาติศัตรูที่อยู่ในประเทศตัวเอง เช่นนี้จะไปชี้จีนละเมิดสิทธิมนุษยชนจะฟังดูแปลก เพราะคนอเมริกันละเมิดสิทธิมนุษยชนคนเชื้อสายจีนที่อยู่ในประเทศตน ซ้ำร้ายรวมคนชาติเอเชียอื่นๆ อาจเพราะแยกไม่ออกว่าเป็นจีนหรือไม่ จนทางการฟิลิปปินส์ร้องเรียนกระทรวงต่างประเทศสหรัฐหลังยอดคนเอเชียถูกคนอเมริกันทำร้ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลสหรัฐจะพยายามสกัดกั้นจีน แต่ไม่ได้หมายความว่าจำต้องเกิดเหตุรุนแรงชนิดสงครามล้างโลก เพราะต้องระวังไม่ให้กระทบผลประโยชน์ของตน ไม่มีเหตุผลที่ต้องพินาศด้วยกัน

            นี่คือการวิเคราะห์โลกตามข้อเท็จจริงเป็นเหตุเป็นผล

            ณ วันนี้หรืออีกไม่กี่ปีข้างหน้าประชาชนส่วนใหญ่ทั้งจีน อเมริกัน ยุโรปจะมีลักษณะหนึ่งตรงกันคือเป็นคนที่ใกล้ชิดกับโลกดิจิทัล ล้วนอยู่ในสังคมดิจิทัล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเศรษฐกิจหรืออื่นใด พวกเขาที่เชื้อชาติต่างกันจะใกล้ชิดกันในโลกออนไลน์ยิ่งกว่าเดิม รู้จักกัน เรียนรู้จากกันและเปรียบเทียบ

วิพากษ์ในกรอบกว้าง :

            ความฝันของจีนคือส่วนหนึ่งของโลก บริบทแวดล้อมมีผลต่อจีนแน่นอน

            การเอ่ยเรื่องความฝันเหมือนกับการมองโลกสวยงามซึ่งเป็นเรื่องดีแต่ควรพิจารณาโลกตามที่เป็นจริงด้วย เฉพาะยุคโควิด-19 ในขณะนี้ชี้ให้เห็นอีกภาพ ข้อมูลล่าสุดจาก Feeding America ชี้ว่าคนอเมริกัน 46.5 ล้านคนต้องขอรับส่วนแบ่งอาหารฟรี (จากประชากร 331 ล้านคน) หนี้สาธารณะที่พุ่งทะยานสูงสุดในประวัติศาสตร์และยังจะสูงกว่านี้อีก รายงานหลายชิ้นระบุว่าธนาคารพาณิชย์ บริษัทองค์กรหลายแห่งของจีนซ่อนหนี้เสียไว้มากมาย ปีที่แล้วกับปีนี้รัฐบาลจีนใช้งบประมาณขาดดุล เศรษฐกิจที่โตปีที่แล้วกับปีนี้ส่วนหนึ่งมาจากการอัดฉีด ทุ่มงบประมาณพัฒนาประเทศ

            ประเด็นที่ต้องติดตามคือคนที่ตกงานจากพิษโควิด-19 สามารถกลับไปทำงานตามปกติเต็มจำนวนหรือไม่หรือจะกลายเป็นปัญหาคนว่างงานเรื้อรัง หนี้สาธารณะหนี้ครัวเรือนจะเป็นอีกปัญหาที่รอวันปะทุหรือต้องเยียวยาอีกนานเพียงไร กำลังซื้อของประชาชนจะสูงหรือต่ำ ตัวเลขเหล่านี้จะบ่งบอกสภาพความเป็นไปของอนาคต เป็น “ของจริง” ที่ไม่ใช่ความฝัน

            แม้ข้อมูลจาก Oxfam ชี้ว่ายุคโควิด-19 จะกระทบหลายสิบล้านคนถึง 10 ปี องค์การสหประชาชาติเผยยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าคือการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก (พูดให้ชัดๆ ถ้าคิดว่าโรคระบาดโควิด-19 เป็นปัญหาใหญ่ ภาวะโลกร้อนจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า รุนแรงกว่า ยืดเยื้อกว่า แก้ยากกว่า)

            การนำเสนอเช่นนี้ไม่ต้องให้ตระหนกแต่ให้ตระหนัก ใช้ชีวิตด้วยมีความฝันกับความจริงไปพร้อมกัน

            ดังนั้น เมื่อพิจารณาความจริงดูเหมือนว่าความฝันมีอุปสรรคไม่น้อย ความจริงไม่ได้สวยงามอย่างความฝัน แต่หากนานาชาติปรับมุมมองเห็นว่าโควิด-19 ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาร่วมกัน เช่นนี้โอกาสที่จะสร้างโลกที่น่าอยู่ร่วมกันย่อมสูงกว่า ความฝันของจีนจะงดงามขึ้นแน่นอน เพราะความฝันของจีนคือส่วนหนึ่งของความจริงบนโลกใบนี้ และในทางกลับกันความจริงบนโลกใบนี้สัมพันธ์กับความฝันของจีน

7 มีนาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8881 วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564)

-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เมื่อเทียบจีน 50 ปีก่อนกับปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจสังคมจีนมีความเป็นทุนนิยมที่เปิดกว้างมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับที่รัฐบาลสหรัฐมองจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงมากขึ้นทุกที
รัฐบาลทรัมป์ประสบผลไม่น้อยในการสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน ความเกลียดชังนี้ขยายผลสู่ระดับประชาชน เป็นประเทศที่ใช้นโยบายเกลียดชังคนอื่นเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หวังผลทางการเมือง
บรรณานุกรม :

1. China remains EU's top trading partner: Eurostat. (2020, December 16). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2020-12/17/c_139595231.htm

2. China's stability, development benefit world: Xi. (2014, November 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/12/c_133782594.htm

3. Cole, Bernard D. (2016). China's Quest for Great Power: Ships, Oil, and Foreign Policy. USA: Naval Institute Press.

4. Feeding America. (2021, March). Hunger in America. Retrieved from https://www.gsfb.org/america/

5. Jin Yuanpu. (2014, February). The Chinese Dream: the Chinese Spirit and the Chinese Way. Retrieved from http://english.cntv.cn/special/newleadership/chinesedream05.html

6. Mladenov, Nikolai. (2021). Chinas Grand Strategy and Power Transition in the 21st Century. Switzerland: Palgrave Macmillan.

7. Pew survey shows hardening American attitudes toward China. (2021, March 4). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/beijing-hong-kong-coronavirus-pandemic-china-freedom-of-speech-d26f2cc7c589efdb0a7d3e262272c35d

8. PH calls attention of U.S. State Dept., senators on rising hate crimes vs Asians. (2021, March 1). inquirerdotnet. Retrieved from https://globalnation.inquirer.net/194091/ph-calls-attention-of-u-s-state-dept-senators-on-rising-hate-crimes-vs-asians

9. 'We stand with Australia': Mike Pompeo hits out at China threats. (2020, May 20). The Age. Retrieved from https://www.theage.com.au/world/north-america/we-stand-with-australia-mike-pompeo-hits-out-at-china-threats-20200521-p54uzz.html

10. Xing Li. (2015, August). Interpreting and Understanding “The Chinese Dream” in a Holistic Nexus. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/281578445_Interpreting_and_Understanding_The_Chinese_Dream_in_a_Holistic_Nexus

--------------------------

สถานการณ์โลกและการทูตจีน 2021

เมื่อเทียบจีน 50 ปีก่อนกับปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจสังคมจีนมีความเป็นทุนนิยมที่เปิดกว้างมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับที่รัฐบาลสหรัฐมองจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงมากขึ้นทุกที

            บทความนี้สรุปสาระที่นายหวัง อี้ (Wang Yi) มนตรีเเห่งรัฐเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวถึงสถานการณ์โลกและทิศทางการทูตจีนในประเด็นสำคัญๆ ช่วงปี 2020 จนถึงต้นปี 2021 มีสาระสำคัญดังนี้

          ประการแรก โควิด-19

            หวัง อี้ ให้ความสำคัญกับโรคระบาดโควิด-19 เป็นอันดับแรก โควิด-19 เร่งเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ท้าทายมนุษยชาติ จำต้องอาศัยความร่วมมือทั้งโลก ส่งเสริมการพัฒนาวัคซีนร่วมกัน ความสามัคคีและความร่วมมือเป็นอาวุธทรงพลังที่สุดในการปราบโรคระบาดนี้

            จีนควบคุมการแพร่ระบาดเร็ว เสียหายน้อยฟื้นตัวเร็ว แนะนำการควบคุมโรคระบาดแก่นานาชาติตามหลักวิทยาศาสตร์

          ประการที่ 2 หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            จีนยึดหลักร่วมมือรอบด้าน สร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน เน้นพูดคุยหารือ ไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกประเทศ เป็นหลักพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับที่ฮ่องกงเป็นเขตอธิปไตยเรื่องภายในของจีน จีนมุ่งมั่นเป็นมิตรกับทุกประเทศและจะไม่อ่อนข้อให้ใครหากประเทศนั้นไม่เป็นมิตร

            ตลอดปี 2020 การทูตจีนมุ่งตอบโจทย์ความต้องการภายในประเทศและบริบทโลก สร้างประโยชน์ทั้งแก่จีนและโลก รักษาเสถียรภาพโลก

            ส่งเสริมพหุภาคีนิยม ประสานตลาดในและต่างประเทศ เปิดเศรษฐกิจขยายความร่วมมือ ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ได้ข้อสรุปข้อตกลงการลงทุนจีน-อียู เดินหน้าตามข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (BRI)

            มีส่วนร่วมในการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก (Global Governance) ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกัน แนวทางของจีนที่ยึดมั่นการพัฒนาโดยสันติ อยู่ร่วมกับนานาชาติ ให้ความสำคัญกับมวลมนุษยชาติ สร้างสันติภาพถาวร มั่นคงมั่งคั่งร่วมกัน ผลักดันแผนริเริ่มความปลอดภัยของข้อมูลระดับโลก (Global Initiative on Data Security)

            และส่งเสริมความร่วมมือแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

            ตรงข้ามกับความร่วมมือคือลัทธิเอกภาคีนิยม (unilateralism) ลัทธิปกป้องการค้า (protectionism) การเมืองเรื่องของอำนาจ (power politics) ขัดขวางความร่วมมือระหว่างประเทศ

            จีนยังคงสร้างสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติต่อไป ยกระดับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งขึ้น ร่วมมือกันมากขึ้น หวังสร้างประชาคมโลกร่วมกัน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ พหุภาคีนิยมที่ให้ความยุติธรรมมากกว่าเดิม ความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ตระหนักว่าการแบ่งแยกนำสู่การเป็นศัตรูนำสู่ความโกลาหลวุ่นวายและลงเอยด้วยความอดอยากยากจน

            จีนไม่ต้องการเป็นคู่ขัดแย้งกับชาติใด ยินดีอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแตกต่าง

          ประการที่ 3 ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

            ความสัมพันธ์ทวิภาคีเสื่อมลง รัฐบาลทรัมป์มองจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงอันดับแรก ยึดแนวคิดแบบสงครามเย็น เริ่มสงครามเย็นอีกรอบ พยายามกดดันบีบบังคับจีน

            ถ้ามองย้อนอดีตสมัยประธานาธิบดีนิกสันได้ปรับสัมพันธ์กับจีนแล้ว รัฐบาลสหรัฐสมัยนั้นยอมรับความแตกต่างของจีน แสวงหาความร่วมมือในเรื่องที่ทำได้ ปรากฏเป็นความร่วมมือทางการทูต เศรษฐกิจ บริษัทอเมริกันกว่า 70,000 บริษัทลงทุนในจีนรวม 700,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ 97% ได้กำไร ประชาชน 2 ฝั่งเดินทางไปมาหาสู่ถึง 5 ล้านคนต่อปี

            ความแตกต่างไม่เป็นเหตุให้ร่วมมือไม่ได้หรืออยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่รากปัญหาความสัมพันธ์ทวิภาคีมาจากนักการเมืองอเมริกันที่อคติมองจีนเป็นปรปักษ์ หวังผลักให้ 2 ประเทศขัดแย้งกัน แบ่งแยกโลกเป็นฝักฝ่าย จีนต่อต้านแนวทางสงครามเย็นยุคใหม่ (new Cold War) โลกได้เรียนรู้ผลเสียหายจากสงครามเย็นมาแล้ว ไม่ควรปล่อยให้เกิดซ้ำ ในศตวรรษที่ 21 นี้แนวทางแบ่งข้างแบบสงครามเย็นใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว

            ทุกวันนี้สหรัฐยังเป็นประเทศที่เข้มแข็งที่สุด ใช้ทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แม้ต้องขัดแย้งกับนานาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ ทำลายระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีอยู่

            หลักนโยบายจีนต่อสหรัฐยังคงเดิม หวังสร้างสัมพันธ์บนพื้นฐานประสานงานกันร่วมมือและมีเสถียรภาพ จีนไม่เคยเข้ายุ่งเกี่ยวกิจการภายในสหรัฐ หวังอยู่กันโดยสันติ อย่างไรก็ตามสหรัฐต้องเคารพระบบสังคมและแนวทางพัฒนาที่ประชาชนจีนเป็นผู้เลือก

            ใครบางคนในสหรัฐอาจวิตกการพัฒนาของจีน ทางออกที่ดีคือสหรัฐต้องพัฒนาตนเอง ไม่ใช่ปิดกั้นผู้อื่น ไม่ว่าจะสหรัฐหรือจีนต่างต้องมุ่งพัฒนาตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น ความขัดแย้งใดๆ แก้ได้ด้วยการหารือและร่วมมือกัน วางระบบโลกที่ 2 มหาอำนาจอยู่ร่วมกัน

          ประการที่ 4 ความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย

            ความร่วมมือต้านโรคระบาดโควิด-19 เป็นอีกสถานการณ์กระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี รัสเซียเป็นชาติแรกที่ส่งมอบความช่วยเหลือยากับเวชภัณฑ์แก่จีน ร่วมกันค้นคว้าวิจัยวัคซีน ยารักษาโรค

            จีนกับรัสเซียเปิดตลาดการค้าการลงทุนแก่กัน รักษาห่วงโซ่อุปทาน โครงการร่วมมือหลายโครงการคืบหน้าด้วยดี รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล ฯลฯ

            จีนกับรัสเซียยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ปกป้องผลประโยชน์ของกันและกันในโลกการเมืองเรื่องของอำนาจ ทั้งคู่จะร่วมมือกันต่อไป เป็นตัวอย่างการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การสัมพันธ์ของ 2 ประเทศผู้เป็นมหาอำนาจ ร่วมกันฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพโลก

          ประการที่ 5 ความสัมพันธ์จีน-อียู

            ประเด็นใหญ่ที่จีน-อียูหารือร่วมกันตลอดคือการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ขยายความร่วมมือ ยึดถือพหุภาคีนิยม ทั้งคู่ต่างเห็นว่าความร่วมมือดีกว่าการแข่งขันและแยกแตก ดังนั้น จีนกับอียูจึงเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไม่ใช่ปรปักษ์ภายใต้ระบบโลก พันธกิจที่มีร่วมกันคือร่วมแก้ปัญหาระดับโลก ส่งเสริมโลกพหุภาคี เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (greater democracy in international relations) ส่งเสริมเสถียรภาพโลก

            ปี 2020 จีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอียู

            จีนกับอียูเป็นอีกตัวอย่างของการเจรจาหารือเพื่อประโยชน์เท่าเทียมและด้วยฐานะเท่าเทียม

          ประการที่ 6 ความสัมพันธ์จีน-อาเซียน

            อาเซียนเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด ติดต่อกันทางบกทางทะเล จีนเป็นมหาอำนาจชาติแรกที่ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) แสดงเจตจำนงที่จะอยู่ร่วมกับอาเซียนฉันมิตร เคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการของกันและกัน

            ความสัมพันธ์ทางการค้าเพิ่มขึ้นตามลำดับ เกิดเขตการค้าเสรีกับอาเซียนและกลายเป็น RCEP

            ปี 2021 ครบรอบความสัมพันธ์ 3 ทศวรรษจีน-อาเซียน จีนหวังร่วมมือกับอาเซียนต่อต้านโรคระบาดโควิด-19 ความร่วมมือด้านวัคซีน ระบบสาธารณสุข สร้างเขตเวชภัณฑ์ฉุกเฉินระดับภูมิภาค ฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกันด้วยการสร้างระบบขนส่งช่องทางด่วนพิเศษซึ่งเท่ากับเร่งกระชับความสัมพันธ์ตาม RCEP เปิดโอกาสให้แก่กันโดยเฉพาะเรื่องอี-คอมเมิร์ซ เมืองอัจฉริยะ ดำเนินตาม Strategic Partnership Vision 2030 ที่ได้ตกลงกันไว้

            เมื่อเทียบจีน 50 ปีก่อน (ช่วงที่รัฐบาลนิกสันมาผูกสัมพันธ์จีน) กับปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าระบบเศรษฐกิจสังคมจีนมีความเป็นทุนนิยมที่เปิดกว้างมากขึ้นทุกที หลายประเทศแม้กระทั่งสหรัฐ อียู อาเซียน ต่างเป็นคู่ค้ารายใหญ่กับจีน พลังอำนาจแห่งชาติของจีนเพิ่มขึ้นจนกระทั่งสหรัฐยังหวั่นเกรง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนพัฒนามากขึ้นทุกทีและน่าจะไปไกลกว่านี้

28 กุมภาพันธ์ 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8874 วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564)

------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลทรัมป์ประสบผลไม่น้อยในการสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน ความเกลียดชังนี้ขยายผลสู่ระดับประชาชน เป็นประเทศที่ใช้นโยบายเกลียดชังคนอื่นเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หวังผลทางการเมือง
ที่จะทำคือปิดล้อมจีนต่อไป ต่างกันเพียงแสดงตัวชัดหรือไม่ชัด ใช้ถ้อยคำรุนแรงแค่ไหน ใช้วิธีการอะไร ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่อย่างน้อยมีประเด็นสำหรับใช้หาเสียง ต่อเวลาได้อีก 4 ปีแล้วค่อยว่ากันใหม่
กองทัพจีนพัฒนาโดยยึดแนวการรบแบบชาติตะวันตก หากเศรษฐกิจพัฒนาเติบโตต่อไป ผลประโยชน์ที่ขยายตัวทั่วโลกย่อมเป็นเหตุให้กองทัพจีนต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ประเทศที่กระจายทั่วโลก
บรรณานุกรม :

1. Full text of Chinese FM Wang Yi's exclusive interview with Xinhua News Agency on current China-U.S. relations. (2020, August 6). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2020-08/06/c_139267908.htm

2. Full text of interview given by Chinese FM Wang Yi on international situation, China's diplomacy in 2020. (2021, January 2). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2021-01/02/c_139636373.htm

--------------------------