สงครามต่อต้านก่อการร้ายของสหรัฐในอัฟกานิสถาน

รัฐบาลบุชกับพวกส่งกองทัพบุกอัฟกานิสถานทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย รัฐบาลชุดถัดมาเจรจากับตาลีบันที่สหรัฐตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ในที่สุดรัฐบาลไบเดนประกาศถอนทหารที่เหลือเพียงไม่กี่พันกลับบ้าน

             กลางเดือนเมษายนประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ประกาศถอนทหารอเมริกันทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายใน 11 กันยายนนี้ ยุติสงคราม 20 ปี เหตุเพราะได้ลงโทษผู้ก่อวินาศกรรม 11 กันยาแล้ว ปัจจุบันเหลือทหารอเมริกันราว 2,500 นายจากที่เคยมีสูงสุด 1 แสนนาย

            แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับการถอนทหารแต่แนวคิดนี้มีมาหลายปีแล้ว รัฐบาลสหรัฐเจรจากับตาลีบันเรื่อยมาเพื่อยุติสงคราม คำถามสำคัญคืออนาคตของอัฟกานิสถานจะเป็นอย่างไร ตาลีบันจะยึดกรุงคาบูลหรือไม่ ประเทศนี้จะเป็นฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายไหม อย่าลืมว่าสหรัฐมีนโยบายทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายทั่วโลก

ความสำคัญของกรณีศึกษาอัฟกานิสถาน :

            ในมุมมองทางวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สงครามต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถานเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพราะ

          ประการแรก ไม่ใช่เรื่องเก่า ไม่ใช่เรื่องยุคสงครามเย็น เริ่มเมื่อ 20 ปีก่อนในศตวรรษที่ 21 ยุคโลกาภิวัตน์และเรื่อยมาจนวันนี้ เป็นประเด็นร่วมสมัย เป็นตัวอย่างสดใหม่

          ประการที่ 2 เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เข้าใจกระบวนการตั้งแต่แรก ดำเนินเรื่อยมาเป็นเวลา 20 ปีและสิ้นสุด (อ้างอิงจุดถอนทหารทั้งหมด) เห็นวิธีการนำเสนอของรัฐบาลสหรัฐในแต่ละช่วงตั้งแต่เหตุผลส่งกองทัพเข้าไปจนถึงประกาศถอนทหารทั้งหมด

          ประการที่ 3 ประโยชน์จากความรู้ที่ได้ ที่สำคัญคือเข้าใจนโยบาย การดำเนินนโยบาย การที่สังคมอเมริกันเห็นด้วยกับการส่งทหารเข้าไปทำสงคราม จนถึงการถอนตัวที่ทุกรัฐบาลประกาศว่าคือชัยชนะซึ่งสามารถวิเคราะห์วิพากษ์ได้หลายแง่มุมเช่นกัน

9/11 เหตุส่งทหารเข้าอัฟกานิสถาน :

            เมื่อเกิดเหตุ 11 กันยายน 2001 ผู้ก่อการร้ายบังคับเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช สรุปว่าพวกอัลกออิดะห์เป็นผู้โจมตีสหรัฐและขณะนั้นอาศัยอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน รัฐบาลบุชขอให้ตาลีบันมอบตัวอุซามะห์ บินลาดิน หรือ โอซามา บินลาเดน (Osama Bin Laden) แต่บินลาเดนในยามนั้นเป็นวีรบุรุษของเหล่ามุสลิมที่ต่อต้านสหรัฐ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ตาลีบันประกาศยืนยันสนับสนุนอัลกออิดะห์

            ประธานาธิบดีบุชจึงสั่งกองทัพบุกอัฟกานิสถานโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันพร้อมกับกวาดล้างอัลกออิดะห์ ปฏิบัติการเริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2001 หลายประเทศร่วมมือด้วยรวมทั้งรัสเซีย

            ธันวาคม 2001 Mullah Omar ผู้นำตาลีบันกับทหารที่เหลือยอมแพ้ เป็นอันยุติยุคตาลีบันปกครองอัฟกานิสถาน และในเดือนนี้เองรัฐบาลชั่วคราวถูกจัดตั้งขึ้น นายฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) ได้เป็นผู้นำรัฐบาล แต่พวกตาลีบันกับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นหลายกลุ่มปฏิเสธอำนาจรัฐบาลกลาง ดังนั้นแม้ระบอบตาลีบันในกรุงคาบูลจะสิ้นสุด แต่การปะทะกับรัฐบาลใหม่ กองกำลังนาโตและสหรัฐดำเนินต่อไป

ความสำเร็จของรัฐบาลไบเดนหรือของใคร :

            ย้อนหลังเมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามารับช่วงต่อจากประธานาธิบดีบุช โอบามาประกาศนโยบายถอนทหารกลับประเทศ

            พฤษภาคม 2014 ประธานาธิบดีโอบามาประกาศนโยบายความมั่นคงสหรัฐต่ออัฟกานิสถานว่าภายในสิ้นปี 2014 สหรัฐจะยุติภารกิจรบ (combat mission) พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย ทหารที่เหลือจะทำหน้าที่ช่วยฝึกกองกำลังรักษาความมั่นคงของอัฟกานิสถาน และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016

            แต่กระบวนการเป็นไปอย่างล่าช้า ต้องเจรจากับตาลีบัน รัฐบาลอัฟกันที่สหรัฐสนับสนุน การเจรจายืดเยื้อหลายปี อย่างไรก็ตามสามารถลดจำนวนทหารลง

            รัฐบาลทรัมป์มาแนวทางเดียวกันคือต้องการพาทหารกลับบ้าน ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2020 รัฐบาลทรัมป์กับตาลีบันบรรลุข้อตกลงระงับการปะทะกัน สาระสำคัญคือระงับความรุนแรงระหว่างสหรัฐกับตาลีบันไว้ก่อน พร้อมกับเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพถาวร สหรัฐจะถอนกำลังออกจากประเทศทั้งหมดภายใน 14 เดือน (ในขั้นแรกจะลดลงเหลือ 8,600 นายจากจำนวนราว 13,000 นาย) ตาลีบันต้องไม่ปล่อยให้อัลกออิดะห์หรือกลุ่มอื่นๆ ใช้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการ ส่วนอนาคตของประเทศเป็นเรื่องที่คนอัฟกันต้องตัดสินใจกันเอง

            ข้อตกลงนี้จึงเป็นข้อตกลงเบื้องต้นสู่สันติภาพในที่สุด

อนาคตของอัฟกานิสถาน :

            เมื่อรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุชนำทัพทำสงครามประกาศว่าจะปราบพวกตาลาบัน อัลกออิดะห์ให้ราบคาบ สถาปนาอัฟกานิสถานที่มี เสถียรภาพและสันติมาถึงยุครัฐบาลทรัมป์กับไบเดนเหลือเพียงต้องการพาทหารอเมริกันกลับบ้าน คนอัฟกันต้องดูแลอนาคตของตัวเอง

            บางคนวิเคราะห์ว่ารัฐบาลทรัมป์กับไบเดนต้องการแค่ได้พาทหารกลับบ้าน ได้ประหยัดงบประมาณส่วนนี้ ส่วนอนาคตประเทศ ผลต่อภูมิภาค ผลในภาพกว้างไม่ถูกเอ่ยถึง ซึ่งคงไม่ผิดถ้ายึดหลักอเมริกาต้องมาก่อน (America First) เพราะหลักการนี้ขอเพียงอเมริกาได้ประโยชน์ อยู่รอดปลอดภัย ไม่สนใจว่าประเทศอื่นจะเป็นอย่างไร ขอเพียงไม่ขัดผลประโยชน์สหรัฐเป็นอันใช้ได้

            ฮามิด การ์ไซ อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถานพูดอีกมุมว่า “ชาวอัฟกันต้องตายในสงครามที่ไม่ใช่ของเรา” การทำสงครามในอัฟกานิสถานมี “เพื่อความมั่นคงของสหรัฐและเพื่อผลประโยชน์ของชาติตะวันตก”

            อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ อดีตประธานาธิบดีการ์ไซกล่าวถึงความล้มเหลวของรัฐบาลสหรัฐว่าหลังทุ่มเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทำศึก 2 ทศวรรษ ทุกวันนี้พื้นที่กว่าครึ่งของประเทศยังอยู่ใต้การปกครองของพวกตาลีบัน ถ้ายึดตามขนาดพื้นที่ ตาลีบันในวันนี้เป็นผู้ปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่

            สหรัฐสามารถล้มรัฐบาลตาลีบัน จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด แต่ครองอำนาจเพียงพื้นที่เล็กๆ บางคนพูดติดตลกว่าได้แค่ดูแลกรุงคาบูลเท่านั้น ทุกวันนี้รัฐบาลอัฟกานิสถานอยู่ได้เพราะกองทัพสหรัฐคุ้มครอง จึงเป็นคำถามว่าหากสหรัฐถอนกำลัง รัฐบาลกรุงคาบูลจะอยู่ได้หรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าตาลีบันเป็นผู้ปกครองประเทศก่อนหน้าทหารอเมริกันกับพวกเข้ามา

            ถ้ามองจากมุมตาลีบันอาจอธิบายว่าพวกเขาสู้กับทหารอเมริกันและพวกอย่างทรหดถึง 20 ปี แม้ต้องล่าถอยในช่วงแรก บาดเจ็บล้มตายไม่น้อย แต่สามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่คืนได้ก่อนทหารอเมริกันกับพวกถอนทัพกลับบ้าน

ประเด็นชัยชนะของสหรัฐ  :

            ถ้าจะบอกว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของไบเดนคงไม่ใช่ เพราะเมื่อสิ้นรัฐบาลบุชเข้าสู่โอบามา สหรัฐลดทอนกำลังเรื่อยมา พูดได้เพียงว่าท้ายที่สุดสงครามต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถานมาจบลงที่สมัยไบเดนเมื่อประกาศถอนทหารที่เหลืออยู่เพียง 2,500-3,500 นายกลับมาตุภูมิ

            ถ้าวิเคราะห์ตามแนวทางนโยบายต่างประเทศสหรัฐ การถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานถือเป็นความสำเร็จ ตีความว่าไม่มีเหตุต้องคงทหารในประเทศนี้ ตรงกับความต้องการของคนอเมริกันจำนวนมาก รัฐบาลสหรัฐกับตาลีบันตกลงกันได้แล้ว ตาลีบันในวันนี้เลิกทำสงครามครูเสดกับสหรัฐดังที่เคยประกาศไว้

            แต่อัฟกานิสถานกว้างใหญ่ ภูมิประเทศหลายส่วนซับซ้อนนอกการควบคุมของรัฐบาล นอกอำนาจของตาลีบัน เป็นไปได้หรือไม่ที่อาจมีฐานผู้ก่อการร้ายลับและวันหนึ่งจะไปก่อเหตุในอเมริกา ยุโรป

            สงครามต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถานจะเป็นชัยชนะถาวรหรือระยะสั้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

25 เมษายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8930 วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564)

 --------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เป็นไปได้ว่าอาจสงบสุขขึ้นบ้างในระยะหนึ่ง แต่สันติภาพถาวรเป็นของหายาก ไม่มีตั้งแต่เมื่อกองทัพสหรัฐกับพวกบุกอัฟกานิสถานเมื่อปี 2001 เพราะที่รัฐบาลสหรัฐต้องการมีมากกว่าการถอนหรือลดจำนวนทหาร
ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
บรรณานุกรม :

1. Afghanistan’s Karzai tells AP that US cash fed corruption. (2019, December 11). AP. Retrieved from https://apnews.com/1419420df4e2e7186222c38db3be707d

2. Interview: Karzai says 12-year Afghanistan war has left him angry at U.S. government. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/interview-karzai-says-12-year-afghanistan-war-has-left-him-angry-at-us-government/2014/03/02/b831671c-a21a-11e3-b865-38b254d92063_story.html

3. Joe Biden Ends the Afghanistan Nightmare. (2021, Apr 13). The National Interest. Retrieved from https://nationalinterest.org/feature/joe-biden-ends-afghanistan-nightmare-182658

4. Kalic, Sean N. (2013). Terrorism in the twenty-first century: A new era of warfare. In An International History of Terrorism. (pp.263-279). Oxon: Routledge.

5. Statement by the President on Afghanistan. (2014, May 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan

6. The U.S. Once Wanted Peace in Afghanistan. (2020, February 29). The Atlantic. Retrieved from https://tass.com/world/1124783

7. Wahab, Shaista., Youngerman, Barry. (2007). A Brief History Of Afghanistan. New York: Infobase Publishing.

--------------------------

อาเซียนไม่ใช่องค์กรประชาธิปไตย

อาเซียนส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามแนวทางสหประชาชาติ แต่อาเซียนไม่ใช่องค์กรประชาธิปไตย ที่ชาติสมาชิกต้องการคือให้ภูมิภาคสงบสุข อันจะนำมาซึ่งการพัฒนา ประชาชนอยู่ดีกินดีตามอัตภาพ

            อาเซียนหรือประชาคมอาเซียนไม่ใช่องค์กรประชาธิปไตย ไม่ได้มีเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย อันที่จริงแล้วชาติสมาชิกหลายประเทศไม่ได้ปกครองด้วยประชาธิปไตย เช่น บรูไนเป็นระบอบกษัตริย์ตามแนวทางอิสลาม เวียดนามกับสปป.ลาวเป็นสังคมนิยม ส่วนที่รัฐธรรมนูญของบางประเทศระบุว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยก็ต้องพิจารณาว่าเป็นสักกี่ส่วน

วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของอาเซียน :

            การจะเข้าใจอาเซียนควรเริ่มต้นด้วยการเข้าใจวัตถุประสงค์ดั้งเดิมขององค์กรระหว่างประเทศนี้

            แม้ประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน 5 ชาติประกาศความร่วมมืออย่างครอบคลุม รวมเศรษฐกิจสังคม แต่เหตุผลหลักในช่วงก่อตั้งคือไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ต้องการต่อต้านภัยจากสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสงครามเย็นยุติ การรับเวียดนามเป็นสมาชิกเมื่อปี 1995 เป็นก้าวสำคัญของอาเซียน (ตามมาด้วย สปป.ลาว เมียนมาร์และกัมพูชา) หวังอยู่ร่วมกันแม้ระบอบการปกครองแตกต่าง ชาติสมาชิกรู้ดีว่าการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่ถูกมหาอำนาจแทรกแซง กลายเป็นสนามรบทำสงครามตัวแทน (proxy war) คือแนวทางที่ดีกว่า ไม่อยากให้เกิดสงครามอินโดจีน สงครามเวียดนามซ้ำอีก

            เป้าหมายของอาเซียนจึงไม่ใช่เพื่อให้ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ให้สมาชิกทุกประเทศอยู่ด้วยกันได้แม้ระบอบปกครองต่างกัน อาจอธิบายว่า “เอกราช” ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นใครคือหัวใจอาเซียน ชาติสมาชิกทุกประเทศยึดมั่นร่วมกัน

ขยายการค้าการลงทุน ประชาคมอาเซียน :

            เมื่อชาติมั่นคงไม่เป็นสนามรบเวทีประลองกำลังของมหาอำนาจ เรื่องต่อมาที่ต้องใส่ใจคือให้ประชาชนมีกินมีใช้ บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า จึงเกิดเขตการค้าเสรีอาเซียนด้วยกติกาที่สมาชิกทั้งหมดยอมรับ และล่าสุดเกิด RCEP เขตเศรษฐกิจที่ใหญ่โตเพราะรวมจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ครอบคลุมประชากรเกือบครึ่งโลก รวม 29 % ของปริมาณการค้าโลก

            และเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้นำกองทัพเมียนมาจึงเปิดประเทศ ให้เลือกตั้งแบบประชาธิปไตย แก้กฎหมายเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ

            ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นความร่วมมือที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมมากที่สุด ตัวเลขการค้าการลงทุนภายในอาเซียนเพิ่มขึ้นเรื่อยมา

            นโยบายสังคมเป็นอีกด้านที่สำคัญ ให้พลเมือง 10 ชาติรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น ต้องไม่ลืมว่าต่างมีพื้นฐานเศรษฐกิจสังคมแตกต่าง มีประวัติศาสตร์ทำสงครามระหว่างกัน อดีตที่เคยบาดหมางกันซึ่งเป็นเรื่องปกติ ความร่วมมือทางสังคมยังจำเป็นสำหรับความร่วมมือสารพัดเรื่อง เช่น การต่อต้านยาเสพติด การค้ามนุษย์ ฯลฯ

            ถ้าจะเรียกให้ถูกทุกวันนี้ควรเรียก “ประชาคมอาเซียน” ประชาคมอาเซียนคือการเพิ่มขยายความร่วมมือให้กว้างขึ้นลึกซึ้งขึ้นนั่นเอง วัตถุประสงค์ดั้งเดิมคงอยู่โดยเฉพาะเรื่องอธิปไตย การไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกประเทศ

            นับจากประกาศก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 8 สิงหาคม ค.ศ.1967 จนบัดนี้สมาชิกอยู่อย่างสงบสุข ไม่ทำสงครามกัน นี่คือความสำเร็จที่สำคัญยิ่งของอาเซียน อันนำมาซึ่งการพัฒนา ประชาชนแต่ละประเทศอยู่กินดีตามอัตภาพ

กรณีประชาธิปไตยเมียนมา :

            หัวข้อบทความนี้คือ “อาเซียนไม่ใช่องค์กรประชาธิปไตย” อาเซียนยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของสมาชิก จึงเป็นคำถามสำคัญว่าอาเซียนกำลังทำอะไรกับ “ประชาธิปไตยเมียนมา” กำลังละเมิดหรือขัดแย้งหลักการตนเองหรือไม่

            แนวทางของอาเซียนในขณะนี้เทียบเคียงได้กับกรณีโรฮีนจา เป็นสถานการณ์ที่กดดันเนื่องจากหลายประเทศให้ความสำคัญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การที่โรฮีนจาอพยพไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ประณามประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาว่าไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อพยพโรฮีนจาอย่างเหมาะสม กลายเป็นว่าเรื่องของเมียนมาเป็นเหตุให้เพื่อนบ้านอาเซียนถูกกล่าวโทษด้วย

            กันยายน 2017 อาเซียนมีแถลงการณ์ว่ารู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในระยะยาวต้องแก้รากปัญหา

            ประเด็นประชาธิปไตยเมียนมาในระยะนี้ ความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุด หากรัฐสมาชิกมีปัญหาภายใน การเมืองไร้เสถียรภาพ เกิดสงครามกลางเมือง มหาอำนาจแทรกแซง สภาวะเช่นนี้อาเซียนพลอยไม่มั่นคงด้วย เพื่อความมั่นคงของตัวเอง สมาชิกแต่ละประเทศจึงดำเนินนโยบายส่งเสริมให้ชาติสมาชิกอื่นๆ มีความมั่นคง (อย่างน้อยในระดับที่ไม่เป็นอันตราย)

แถลงการณ์อาเซียนต่อสถานการณ์เมียนมา :

            ต้นมีนาคมที่ผ่านมาเหล่ารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศได้หารือ แถลงการณ์ระบุว่าเสถียรภาพทางการเมืองของชาติสมาชิกเป็นเรื่องจำเป็นต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และการอยู่ดีกินดีของประชาคมอาเซียน

            อาเซียนให้ความสำคัญต่อความเป็นเอกภาพ ความเกี่ยวพันในภูมิภาค การเผชิญความท้าทายร่วมกัน ความเข้มแข็งของอาเซียนตั้งอยู่บนการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกร้องให้ยึดมั่นกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) รวมถึงการตั้งบนหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล หลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ เคารพเสรีภาพพื้นฐาน ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

            อาเซียนกังวลต่อสถานการณ์ในเมียนมา ขอให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจไม่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงกว่านี้ ขอให้ทุกฝ่ายยืดหยุ่น แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ด้วยการปรึกษาหารือ หาหนทางสมานฉันท์ที่ก่อประโยชน์ต่อทุกคน อาเซียนพร้อมให้การสนับสนุน

            จะเห็นว่าแถลงการณ์นี้ย้ำเตือนหลักการที่มองว่าเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศใดประเทศหนึ่งมีผลต่ออาเซียนทั้งหมด พูดให้ชัดคือเรื่องของเมียนมาไม่ใช่ของเมียนมาเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติสมาชิกอื่นๆ ด้วย

            ในอีกด้านหนึ่งแถลงการณ์ย้ำความสำคัญต่อความคิดเห็นของประชาชน ตั้งบนหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน แต่ทั้งนี้หมายถึงการตั้งบนหลักกฎหมายของแต่ละประเทศด้วย

            ท้ายที่สุดคือขอให้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี (ตรงการกับการใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกัน แบ่งแยกประเทศ ขอปกครองตัวเอง) หาทางที่ทุกฝ่ายอยู่ได้ ยินดีอยู่ร่วมกัน

            นี่คือจุดยืนของอาเซียน

จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นเรื่องของเมียนมา :

            สำหรับอาเซียนแล้ว เมียนมาจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของเมียนมา (อาเซียนยอมรับการปกครองที่หลากหลายอยู่แล้ว) ที่อาเซียนต้องการคือขอให้ความเป็นไปของเมียนมาไม่กระทบต่อชาติสมาชิกอื่น เช่น ไม่เป็นเหตุให้ภูมิภาคปั่นป่วน ไม่กลายเป็นสงครามกลางเมืองเกิดผู้อพยพหลายล้านคน (อย่างกรณีซีเรีย) ที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องแบกรับภาระ (อย่าให้เป็นเหมือนหลายประเทศในตะวันออกกลางที่ยังวุ่นวายไม่เลิก) ทุกชาติอยากอยู่อย่างสงบทำมาหากิน ลำพังโรคระบาดโควิด-19 ในขณะนี้สร้างปัญหามากพอแล้ว ไม่ต้องการเพิ่มปัญหาจากเรื่องภายในของเมียนมาอีก

            ซึ่งหมายความว่าทั้งฝ่ายกองทัพกับซู จี และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ต้องเห็นด้วยกับความต้องการของอาเซียน ทำอย่างไรทุกฝ่ายจะตกลงกันได้ อาเซียนไม่สนใจว่าเมียนมาจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นเต็มใบหรือครึ่งใบ จะเป็นระบอบกษัตริย์หรือคอมมิวนิสต์ ขอเพียงเมียนมากลับสู่ความสงบ ไม่กระทบเพื่อนบ้านเป็นอันใช้ได้ ชาติสมาชิกพร้อมส่งเสริมให้ความช่วยเหลือ

            ตั้งแต่แรกก่อตั้งอาเซียนจนกลายเป็นประชาคมอาเซียน เป้าหมายขององค์กรนี้ไม่ใช่ส่งเสริมประชาธิปไตย แต่เป็นองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค ส่งเสริมสันติภาพ ความสงบสุข การพัฒนา การอยู่ดีกินดีของประชาชน และยึดมั่นสิทธิมนุษยชนในระดับหนึ่งตามฉันทามติของชาติสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ

18 เมษายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8923 วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564)

---------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เนื่องจากไม่อาจมองว่าผู้อพยพโรฮีนจาเป็นปัญหาของเมียนมาเท่านั้น ถ้าพูดให้ครอบคลุมกว่านี้ ในโลกนี้มีอีกนับร้อยล้านคนที่รอความช่วยเหลือ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตอบว่าเป็นปัญหาของใคร

บรรณานุกรม :

1. ASEAN foreign ministers' statement on COVID-19 recovery, Myanmar issues. (2021, April 3). Vietnam News. Retrieved from https://vietnamnews.vn/politics-laws/891943/asean-foreign-ministers-statement-on-covid-19-recovery-myanmar-issues.html

2. Malaysia tells Myanmar to stop Rohingya atrocities, disagrees with Asean stand. (2017, September 25). Channel News Asia. Retrieved from http://www.todayonline.com/world/malaysia-tells-myanmar-stop-rohingya-atrocities-disagrees-asean-stand#cxrecs_s

--------------------------

คู่สัญญา JCPOA กลับมาเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านโยบายของไบเดนเหมือนโอบามาหรือทรัมป์ อะไรคือสิ่งที่ซ่อนอยู่เมื่อชาติตะวันตกขอให้อิหร่านเลิกโครงการนิวเคลียร์

            ไม่กี่วันก่อนสหรัฐกับอิหร่านและคู่สัญญาข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) ทั้งหมดรวมจีน รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนีและอังกฤษเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง นัยว่าเพื่อนำสหรัฐกลับเข้าสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์ เป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาลไบเดน ผลการเจรจาเบื้องต้นจัดตั้งคณะทำงาน 2 ชุดๆ หนึ่งดูแลเรื่องนิวเคลียร์ อีกชุดดูแลการเลิกคว่ำบาตร ทั้ง 2 ชุดเริ่มงานทันที

ประวัติศาสตร์ :

            อิหร่านมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของตนมานานแล้ว นักวิชาการตะวันตกหลายคนเตือนว่าอิหร่านจะเป็นบ่อเกิดสงครามล้างโลก ในระยะหลังอิหร่านยืนยันเรื่อยมาว่าเพื่อใช้ในทางสันติเหมือนหลายสิบประเทศทั่วโลกที่มีนิวเคลียร์เพื่อสันติ เช่น โรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ใช้นิวเคลียร์ทางการแพทย์และประโยชน์ทางพลเรือนอื่นๆ อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี กล่าวว่า พวกเราได้ฟัตวา (fatwa) ประกาศว่าศาสนาอิสลามห้ามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์วิจัยพัฒนาเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น

            แต่บางประเทศไม่เชื่อคำพูดเหล่านี้ รัฐบาลเนทันยาฮูพูดเสมอว่าอิหร่านต้องการมี “อาวุธนิวเคลียร์” เพื่อทำลายล้างอิสราเอล (ในขณะที่เป็นที่ยอมกันทั่วไปว่าอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์หลายสิบลูก)

            หลายประเทศพยายามเจรจายุติปัญหา กรกฎาคม 2015 รัฐบาลโอบามากับอีก 5 ชาติบรรลุข้อตกนิวเคลียร์ Joint Comprehensive Program of Action (JCPOA) สหรัฐจะเลิกคว่ำบาตรแลกกับที่อิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งหมายถึงให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) หน่วยงานสหประชาชาติเข้าตรวจสอบว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมีเพื่อสันติจริง

            มาถึงบรรทัดนี้เท่ากับได้ข้อสรุปว่า ณ ปี 2015 ที่ได้ข้อตกลง JCPOA อิหร่าน “ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์”

ทรัมป์ผู้ฉีกสัญญา :

            ข้อตกลงนิวเคลียร์ดังกล่าวเป็นข้อตกลงร่วมหลายประเทศ ที่เรียกว่า P5+1 หรือ E3+3 (ประกอบด้วยฝ่ายสหภาพยุโรป 3 ประเทศอันได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมนี กับสหรัฐ รัสเซียและจีน) กับอีกฝ่ายคืออิหร่าน

            เหตุการณ์พลิกผันเมื่อสหรัฐได้รัฐบาลใหม่ ตุลาคม 2018 ทรัมป์ประกาศว่าอิหร่านไม่ได้ทำตามข้อตกลงครบถ้วนจึงขอถอนตัว ที่น่าประหลาดใจคือสหรัฐเป็นประเทศเดียวในหมู่ประเทศคู่สัญญาที่ชี้ว่าอิหร่านไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ที่ผ่านมาประเทศคู่สัญญาอื่นๆ ทั้งหมดล้วนยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตาม JCPOA เกิดคำถามว่าใครเป็นฝ่ายผิด รัฐบาลสหรัฐผิดหรือรัฐบาลคู่สัญญาอื่นๆ เป็นฝ่ายผิด รวมทั้ง IAEA ก็ผิดด้วย

            บัดนี้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลทรัมป์พูดโกหกคำโตต่อโลก รัฐบาลเสรีประชาธิปไตยทรัมป์ไม่สนใจว่าประชาคมโลกจะคิดอย่างไร และบัดนี้ไม่มีใครประหลาดใจกับพฤติกรรมทรัมป์ที่พูดจริงบ้างเท็จบ้างไปเรื่อยๆ ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าทำไมทรัมป์ทำเช่นนี้ บอกได้แต่ว่ารัฐบาลอิสราเอล พวกซาอุฯ ยินดีปรีดาอย่างยิ่ง ตามด้วยมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกหลายชุดที่ทรัมป์ใช้คำว่านโยบายกดดันสุดขีด (maximum pressure)

            ทุกวันนี้ทุกประเทศยังยึดสัญญาดังกล่าว เฉพาะสหรัฐเท่านั้นที่ฉีกสัญญาเพียงฝ่ายเดียว

เรื่องที่น่าเจ็บใจ :

            เมื่อตอนที่ได้ข้อตกลงนิวเคลียร์ รัฐบาลโอบามาคลายการคว่ำบาตร บริษัทเอกชนจากหลายประเทศพากันเดินทางไปอิหร่านเพื่อลงทุนโดยเฉพาะบริษัทจากยุโรป รัฐบาลอิหร่านเปิดกว้างต้อนรับหวังให้เข้ามาลงทุนฟื้นฟูประเทศ แต่ในเวลาเพียงปีเดียวสหรัฐได้รัฐบาลใหม่เปลี่ยนนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือ รัฐบาลทรัมป์ประกาศ “ห้ามบริษัทเอกชนทุกประเทศ” ทำธุรกรรมกับอิหร่าน หาไม่จะโดนคว่ำบาตร นี่คือคำประกาศจากสหรัฐผู้พยายามชี้ว่าตนเป็นผู้นำทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย ที่ออกกฎด้วยตัวเองห้ามใครก็ตามไปลงทุนในอิหร่าน หลายบริษัทที่กำลังลงทุนในช่วงนั้นจึงถอนตัวแทบไม่ทัน เสียหายมากมาย ไม่สามารถเรียกชดเชยจากใคร

            นี่คือเรื่องน่าเจ็บใจข้อแรก

            ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนทำสัญญาลงทุนในอิหร่าน 400,000 ล้านดอลลาร์ แลกกับที่จีนจะซื้อน้ำมันอิหร่านเป็นเวลา 25 ปี จีนจะลงทุนในหลายอุตสาหกรรม เช่น การธนาคาร ธุรกิจสื่อสาร ท่าเรือ รถไฟ สาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศ เห็นชัดว่าข้อตกลงดังกล่าวอิหร่านได้ประโยชน์เต็มๆ ได้ทั้งการลงทุนของจีนและได้ขายน้ำมัน

            ย้อนกลับไปที่บริษัทเอกชนหลายประเทศไปลงทุนแต่สุดท้ายถอนตัวแทบไม่ทัน บัดนี้จีนคือไม่กี่ชาติที่ยังกล้าลงทุนในอิหร่าน ข้อตกลง 400,000 ล้านดอลลาร์ชี้ว่านักลงทุนจีนกำลังกินเค้กก้อนใหญ่โดยปราศจากคู่แข่งจากชาติตะวันตก ไม่ใช่เพราะอิหร่านปิดกั้นทุนนิยมเสรีแต่เพราะนโยบายผู้นำทุนนิยมเสรีโลก

            นี่คือเรื่องน่าเจ็บใจที่เจ็บกว่าข้อแรก

            อันที่จริงแล้วประชาธิปไตยอเมริกันมีความงดงามในตัวเอง แต่บางครั้งสร้างความเสียหายไม่น้อย ถ้าถามรัฐบาลจะบอกว่าเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ แต่ควรคิดให้ลึกกว่านั้นว่าเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติจริงแท้แค่ไหน ยิ่งถ้าถามประเทศอื่นๆ จะยิ่งหนักหนากว่านั้นอีก

            กลับมาที่จีน ถ้ามองให้ไกลกว่าผลประโยชน์เศรษฐกิจ เหตุที่รัฐบาลจีนทำสัญญากับอิหร่านเพื่อยืนยันว่าจีนทำตามสัญญาไม่เปลี่ยนกลางคัน ประกาศความน่าเชื่อถือได้ของจีน และประกาศศักดาว่าจีนไม่กลัวอเมริกา

ทางออกนิวเคลียร์อิหร่าน :

            ถ้าจะวิเคราะห์แบบห้วนๆ ทางออกง่ายนิดเดียวคือรัฐบาลไบเดนกลับมารักษาสัญญาดังเดิม

            ถ้ายังจำได้ในสมัยรัฐบาลโอบามา ไบเดนคือรองประธานาธิบดีของโอบามาตลอด 2 สมัย (ปี 2009-2017) โดยส่วนตัวประธานาธิบดีไบเดนเข้าใจข้อตกลงดังกล่าวอย่างดี

            ท่าทีของรัฐบาลไบเดนขณะนี้จึงดูแปลก ราวกับว่ารัฐบาลจากพรรคเดโมแครทชุดนี้ไม่ทำตามแนวทางเดโมแครทเดิม (โอบามา) แต่คล้ายรัฐบาลรีพับลิกัน (ทรัมป์)

            ไบเดนพูดจาอ่อนสุภาพเหมือนโอบามาแต่จะยึดแนวทางโอบามาหรือทรัมป์ อีกไม่นานจะได้คำตอบชัด เป็นข้อเตือนใจว่าแค่ดูวาจากริยาไม่พอ ต้องเข้าใจเนื้อในด้วย ไปๆ มาๆ ไบเดนอาจเป็นพวก “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ก็เป็นได้

            และควรย้ำว่าเป้าหมายข้อตกลงคือให้มั่นใจว่าอิหร่านปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ การที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวเป็นเหตุให้อิหร่านเริ่มละเมิดข้อตกลงบ้างเพื่อตอบโต้ เท่ากับว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้ทำให้โลกสุ่มเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์ ตอนนี้ไบเดนกำลังจะเป็นเหมือนทรัมป์หรือไม่

เจรจาเพื่ออะไร :

            ฝ่ายอิหร่านย้ำเสมอว่าต้องเลิกคว่ำบาตรอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น ไม่ยอมรับการคลายคว่ำบาตรทีละขั้น แนวทางของอิหร่านถูกต้อง ต้องยึดว่า JCPOA เป็นข้อตกลงที่มีอยู่แล้ว แต่รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกสัญญาเพียงฝ่ายเดียว หากรัฐบาลไบเดนยังยึดว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงควรชี้แจงพร้อมหลักฐาน ให้คู่สัญญาทุกประเทศยอมรับหลักฐาน แต่หากรัฐบาลไบเดนไม่แสดงหลักฐานเท่ากับยอมรับว่ารัฐบาลทรัมป์ทำผิดเอง ตามสไตล์ของทรัมป์ที่พูดจริงบ้างเท็จบ้างไปเรื่อยๆ

            ผลการเจรจารอบนี้ได้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ไม่มีใครตอบได้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วทุกอย่างจบง่ายมากเพียงแค่รัฐบาลสหรัฐยึดข้อตกลงเดิม อิหร่านทำตามข้อตกลงให้ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ IAEA ตรวจสอบยืนยันอีกครั้งว่าอิหร่านไม่ได้ละเมิดข้อตกลง ในเวลา 2-3 เดือนทุกอย่างน่าจะจบ แต่อาจวิเคราะห์ว่าการเจรจากับอิหร่านในขณะนี้คือส่วนหนึ่งของแผนซื้อเวลา ซึ่งหมายความว่าไบเดนยังคงคว่ำบาตรอิหร่านเหมือนที่ทรัมป์ทำ ไม่ช้าก็เร็วโลกจะได้คำตอบว่ารัฐบาลไบเดนที่มาจากพรรคเดโมแครทจะเหมือนกับทรัมป์ที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือไม่

            โลกสามารถเรียนรู้เข้าใจรัฐบาลสหรัฐผ่านข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านว่าทุกรัฐบาลทำเหมือนกันเพราะคือนโยบายแม่บทตั้งแต่ปี 1979 แล้ว

11 เมษายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8916 วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564)

--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

การห้ามนานาประเทศซื้อน้ำมันอิหร่านไม่ใช่เรื่องการคว่ำบาตรอิหร่านเท่านั้น ยังมีผลโดยตรงต่อระเบียบการซื้อขายน้ำมันโลก หลายประเทศต้องมุ่งนำเข้าน้ำมันจากผู้ส่งออกที่เป็นมิตรกับสหรัฐเท่านั้น
ทรัมป์เตือนว่า “ใครทำธุรกิจกับอิหร่าน สหรัฐจะไม่ทำธุรกิจกับผู้นั้น” เป็นการเจาะจงเล่นงานบริษัทเอกชน เป็นแนวทางของจักรวรรดินิยมปัจจุบัน
บรรณานุกรม :

1. China holds the high cards in Iran nuclear negotiation. (2021, April 3). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2021/04/china-holds-the-high-cards-in-iran-nuclear-negotiation/

2. China, with $400 billion Iran deal, could deepen influence in Mideast. (2021, March 27). Seattle Times. Retrieved from https://www.seattletimes.com/nation-world/china-with-400-billion-iran-deal-could-deepen-influence-in-mideast/

3. Iran rejects offer of direct US nuclear talks, senior diplomats say. (2021, February 28). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/world/iran-rejects-offer-of-direct-us-nuclear-talks-senior-diplomats-say

4. World powers seek to bring US back into Iran nuclear deal. (2021, April 6). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/world-powers-seek-bring-back-us-iran-nuclear-deal-3228f009dd4748c59eac7af34c14b3cb

--------------------------