แนวคิดยืมมือรัสเซียช่วยปิดล้อมจีน

ในทางยุทธศาสตร์มีแนวคิดว่าแทนที่สหรัฐจะปิดล้อมจีนกับรัสเซียพร้อมกัน ทำไมจึงไม่จับมือรัสเซียร่วมปิดล้อมจีน แต่แนวคิดนี้มีจุดอ่อนและอุปสรรคหลายประการ
แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับรัสเซียไม่สิ้นสุดไปด้วย ยิ่งในยุคที่วลาดีมีร์ ปูตินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี บริหารประเทศต่อเนื่องยาวนาน เรื่องที่รัฐบาลสหรัฐพยายามปิดล้อม บั่นทอนผลประโยชน์รัสเซีย มีความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัด
มีผู้สงสัยว่าทำไมโดนัลด์ ทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัสเซียตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งทั้งๆ ที่นักการเมืองส่วนใหญ่ หลายรัฐบาลที่ผ่านมามองรัสเซียเป็นปรปักษ์ จนกระทั่งฮิลลารี คลินตันคู่แข่งของทรัมป์กล่าวว่ารัสเซียยังคงบ่อนทำลายสหรัฐ ทำสงครามไซเบอร์ กำลังแทรกแซงการเลือกตั้งอเมริกา หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งจะเป็นหุ่นเชิดของรัสเซีย
มีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายยุทธศาสตร์แม่บทอาจมองเป็นทางเลือกหลังไม่อาจล้มรัฐบาลปูตินด้วยการกดดันค่าเงินรูเบิลจนอ่อนตัวถึงร้อยละ 50 เศรษฐกิจปั่นป่วนอย่างหนักจากการคว่ำบาตรเมื่อช่วงปี 2013-15
ในเมื่อเล่นงานไม่ได้หันมาจับมือกันจะดีไหม ช่วยกันปิดล้อมจีน นักวิชาการบางคนเอ่ยถึงเรื่องนี้ กลยุทธ์นี้คือวิธีเดิมที่รัฐบาลนิกสันจับมือกับรัฐบาลจีนในทศวรรษ 1970 ช่วยกันปิดล้อมสหภาพโซเวียตและประสบผลสำเร็จด้วยดี
ในยุคนั้นกลายเป็นว่า 2 คอมมิวนิสต์ขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรง โลกสังคมนิยมแบ่งออกเป็น 2 ค่าย ผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตยสหรัฐจับมือกับคอมมิวนิสต์จีนอย่างเปิดเผย ควรบันทึกไว้ว่า รัฐบาลอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยเข้าได้กับรัฐบาลสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จีน
บัดนี้ รัฐบาลทรัมป์หวังใช้วิธีนี้ซ้ำ เปลี่ยนจากจับมือกับจีนมาเป็นจับมือกับรัสเซียแทน
ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐไม่ยอมรับว่ารัสเซียเป็นประชาธิปไตยแม้มีการเลือกตั้ง ชี้ว่าเป็นอำนาจนิยมระบอบหนึ่ง ดังนั้น ถ้าร่วมมือกับรัสเซียคราวนี้จะเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลเสรีประชาธิปไตยจับมือกับรัฐบาลประชาธิปไตยปลอมๆ (ตามการตีความของสหรัฐ)
เมื่อวิเคราะห์แล้วแนวคิดจับมือกับรัสเซียเพื่อต้านจีนมีจุดอ่อนอย่างน้อย 2 ประการ
ประการแรก จีนคู่ค้าสำคัญทั่วโลก
แม้หลายประเทศไม่กล้าพูดสนับสนุนจีนอย่างเปิดเผย แสดงตัวเป็นมิตรกับสหรัฐมากกว่า แต่หากดูตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ หลายสิบประเทศทั่วโลกมีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญ ไม่เว้นกลุ่มอียู ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่ล้วนเป็นพันธมิตรสหรัฐ
ถ้าพูดให้สุด สหรัฐคือตัวอย่างที่ทำการค้ากับจีนเต็มตัว ตัวเลขการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยมา และเป็นฝ่ายขาดดุลหนักแม้ใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน น่าคิดใช่หรือไม่ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้
การพูดจาในที่สาธารณะอาจเป็นอย่างหนึ่ง แต่ความสัมพันธ์การค้าเป็นอีกเรื่อง ประโยชน์ที่ได้จากการค้าการลงทุนระหว่างกันเป็นผลประโยชน์มหาศาล ไม่ใช่เรื่องระดับรัฐเท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับผลกำไรของนักลงทุนอเมริกัน บริษัทใหญ่น้อยนับพันนับหมื่นแห่ง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกานับร้อยล้านคน
อาจอธิบายว่าเป็นผลจากการค้าเสรี โลกาภิวัตน์
ดูเหมือนว่าทรัมป์จะไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ ยังคงพูดต่อต้านการค้ากับจีน
ในยามนี้ รัฐบาลทรัมป์ไม่อาจปิดล้อมจีนเหมือนกับที่ทำกับโซเวียตรัสเซียในสมัยสงครามเย็นอีกแล้ว หากหวังผลจริงๆ ต้องใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป ต้องปรับเปลี่ยนค่านิยมบริโภคคนอเมริกัน บริษัทเอกชนและอีกหลายอย่าง เรื่องหนึ่งที่ต้องทบทวนคือยุทธศาสตร์ปิดล้อมได้ผลแค่ไหน จีนยังคงก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ ใช่หรือไม่
นี่ยังไม่รวมการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เพียง 6 ปีหลังรัฐบาลจีนเริ่ม BRI บัดนี้ 125 ประเทศกับ 29 องค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมโครงการ ลงนามสัญญาความร่วมมือ 173 ชิ้น ทำให้โลกเชื่อมโยงใกล้ชิด เดินทางสะดวกง่ายกว่าเดิม การค้าการลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
มีการพูดถึงข้อเสียจาก BRI หลายกรณีน่าจะเป็นจริง ในระดับยุทธศาสตร์บ้างคิดว่า “เป็นหัวหอกนโยบายสร้างความเป็นมหาอำนาจของจีน” จีนจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อสังคมวัฒนธรรมประเทศเหล่านี้ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การบงการของชนชั้นปกครองจีน เป็นตัวอย่างมุมมองด้านลบ
ไม่อาจปฏิเสธว่ามีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่โดยรวมแล้วนานาชาติยังคงมุ่งหน้าร่วมมือกับจีน
ประการที่ 2 รัสเซียได้อะไร เสียอะไร
นักวิชาการตะวันตกหลายคนมักพูดว่าที่รัสเซียร่วมมือกับจีนเป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ ไม่คิดผูกมิตรกันจริงๆ คำพูดเช่นนี้มีส่วนถูกต้องไม่มากก็น้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีนจะมีเพียงสั้นๆ ตราบใดที่ผลประโยชน์ร่วมยังคงอยู่ การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ย่อมดำเนินต่อไป ปรับเปลี่ยนตามบริบทแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักเป็นเช่นนี้
หากนับตั้งแต่สิ้นสงครามเย็นจนปัจจุบัน นับเวลารวมราว 3 ทศวรรษแล้ว สัมพันธ์ทวิภาคีรัสเซียกับจีนดีขึ้นตามลำดับ ร่วมมือกันหลายด้าน โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางทหาร เศรษฐกิจบางหมวด การค้นคว้าวิจัย
ถ้าคิดลงในรายละเอียด หากรัสเซียปิดล้อมจีนจะหมายถึงการปิดล้อมด้านพลังงานที่จีนนำเข้าน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลจากรัสเซีย 2 ประเทศร่วมลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันจากไซบีเรียเข้าหลายมณฑลของจีน ถ้ารัสเซียปิดล้อมจีนด้านพลังงานและหากพวกซาอุฯ ตัวช่วยอีกแรง จะสร้างปัญหาแก่เศรษฐกิจจีนเป็นแน่แท้
ความร่วมมือกับรัสเซียช่วยให้จีนได้ประกันว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลจากรัสเซีย ในยามที่จีนได้รับการเปรียบเปรยว่าคือโรงงานอุตสาหกรรมยักษ์ของโลกผู้หิวกระหายพลังงานอย่างไม่จบสิ้น ส่วนรัสเซียหวังว่าการขายน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นรายได้หลักอันดับหนึ่งของประเทศจะได้รับประกันเช่นกัน
ด้านต่อมาคืออาวุธที่จีนยังคงต้องพึ่งพานำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ จากรัสเซีย แม้จีนจะพยายามพัฒนาของตัวเองแล้วก็ตาม จีนเป็นลูกค้ารายสำคัญด้านอาวุธของรัสเซีย มักเป็นผู้ได้รับอาวุธรุ่นใหม่ล่าสุดก่อนประเทศอื่นใด
ด้านสุดท้ายคือการเมืองระหว่างประเทศ หากรัสเซียแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อจีน อาจส่งผลให้ประเทศเล็กๆ หลายประเทศเปลี่ยนทิศทางถอยห่างจีนมากขึ้น ในทางกลับกันการจับมือระหว่างจีนกับรัสเซียเสริมอำนาจการเมืองระหว่างประเทศ คัดคานอำนาจฝ่ายปรปักษ์
หากรัสเซียปิดล้อมจีนอย่างจริงจัง ความสำเร็จ 3 ด้านดังกล่าวเพียงพอที่จะบั่นทอนจีนอย่างมาก
แต่คำถามคือ น้ำมันกับก๊าซธรรมชาติส่วนนี้รัสเซียจะไปขายใครแทน สหรัฐจะรับซื้อแทนหรือ จะยอมปล่อยให้ชาติสมาชิกนาโตซื้อใช้อาวุธรัสเซียหรือ รวมความแล้วจะได้อะไรตอบแทนในการช่วยปิดล้อมจีน คุ้มค่าหรือไม่ ส่วนเรื่องที่ถูกสหรัฐกดดัน คว่ำบาตร คอยบั่นทอนทำลายทุกวิถีทางเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ต่อไปดังเช่นที่ดำเนินเรื่อยมา
มองอีกมุม รัสเซียกับจีนต่างหากที่ต้องจับมือต้านสหรัฐ :
หากรัสเซียร่วมมือกับสหรัฐต้านจีนและเป็นผลสำเร็จ ผลที่เกิดขึ้นคือส่งเสริมรักษาความเป็นเจ้าของสหรัฐ แม้ระบบโลกจะเป็นแบบหลายขั้ว แต่ขั้วอื่นๆ จะอ่อนแอเมื่อเทียบกับสหรัฐ ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกแก่สหรัฐ รัสเซียได้ปันผลบางส่วน
คำถามคือจะมีหลักประกันอะไรว่ารัฐบาลสหรัฐชุดต่อไปจะยังสัมพันธ์ดีกับรัสเซีย รัฐบาลชุดใหม่อาจยกเลิกมิตรภาพแล้วหันมา “จัดการ” รัสเซียเหมือนที่เล่นงานจีนหรือไม่
สหรัฐคงไม่ปล่อยให้ประเทศใด “ก้าวขึ้นมา” เป็นใหญ่เทียบเคียงตัวเอง เหมือนโซเวียตในอดีต จีนในยุคปัจจุบัน เรื่องราวยุทธศาสตร์แม่บท (Grand Strategy) ของสหรัฐยังคงวนเวียนอยู่ดังนี้
จึงเป็นคำถามว่ารัฐบาลปูตินจะยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ เพราะวันใดที่รัสเซียก้าวขึ้นมาเหมือนจีนในปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐคงหันกลับมาเล่นงานตนแน่ และที่เป็นอยู่ก็เห็นชัดอยู่แล้ว
ไปๆ มาๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์แม่บทคือการยึดผลประโยชน์ตนฝ่ายเดียวมากเกินไป ไม่ว่าจะได้รัฐบาลจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท
ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ควรเอ่ยถึง เช่น จะเป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันหรือไม่ นาโตจะยังคงขยายตัว (NATO expansion) อีกไหม ความขัดแย้งเห็นต่างอีกหลายเรื่องจะเป็นอย่างไร มีคำถามอีกมากที่ต้องหารือก่อนตัดสินใจ
แน่นอนว่ารัสเซียอยากปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่รัฐบาลสหรัฐยังมองรัสเซียเป็นปรปักษ์ ในอีกด้านที่รัสเซียเป็นมิตรกับจีนเพราะผลประโยชน์ แต่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ต่างได้ปรึกษาหารือและเห็นร่วมกัน ด้วยท่าทีเท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกัน อยู่รอดด้วยกันทั้งคู่ เหล่านี้คือเหตุผลว่าทำไมรัสเซียอยากร่วมมือกับจีนมากกว่า
ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่ารัสเซียจะมีสัมพันธ์ฉันมิตรด้วยถ้าประเทศนั้น “เคารพรัสเซียและผลประโยชน์ของรัสเซีย”
ประธานาธิบดีปูตินเอ่ยถึงความผิดพลาดที่กระทำต่อยุโรปตะวันออกในอดีตว่า “หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราพยายามบังคับให้หลายประเทศในยุโรปตะวันออกใช้รูปแบบการพัฒนาของเรา (เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง) เราต้องยอมรับเรื่องนี้ มันไม่ใช่เรื่องดี ทุกวันนี้เรายังรับรู้ผลกระทบแง่ลบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น” “ทุกวันนี้พวกอเมริกันยังคงพยายามบังคับให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกใช้รูปแบบของพวกเขา พวกเขาจะล้มเหลวเช่นกัน”
28 เมษายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8204 วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2562)
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าต้องแก้ปัญหาขาดดุลด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนและกำลังไปด้วยดี แต่นักวิชาการ องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งให้มุมมองตรงข้าม ท่ามกลางผู้คนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในวังวนภาพลวงตา
หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงว่าการเป็นมิตรกับรัสเซียย่อมดีกว่า เพราะทั้งคู่เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ คำถามคืออยากเป็นมิตรเพื่อใคร
บรรณานุกรม :
1. At third debate, Trump won’t commit to accepting election results if he loses. (2016, October 19). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-wont-commit-to-accepting-election-results-if-he-loses/2016/10/19/9c9672e6-9609-11e6-bc79-af1cd3d2984b_story.html
2. Belt and Road projects: Past, present, future. (2019, April 22). China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/a/201904/22/WS5cbcf141a3104842260b7627.html
3. Kissinger’s Cold War strategy unsuitable today. (2018, July 29). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1112929.shtml
4. Kissinger's 'Secret Ploy': Why Russia Won't Become US' 'Hammer' Against China. (2018, July 30). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/201807301066802184-us-russia-china/
5. New Silk Road spearhead of China’s campaign to become great power on world stage: Bianchi. (2018, June 12). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/424363/New-Silk-Road-spearhead-of-China-s-campaign-to-become-great-power
6. Putin demands respect for Russia, pledges never to become US vassal. (2015, April 16). RT. Retrieved from http://rt.com/politics/250229-putin-russia-respect-international/
7. Ruble follows oil’s route, touches 4-mth low. (2015, July 24). RT. Retrieved from http://www.rt.com/business/310674-ruble-follows-oils-route/
8. The Orientalism of Western Russophobia. (2019, March 5). Dissident Voice. Retrieved from https://dissidentvoice.org/2019/03/the-orientalism-of-western-russophobia/
-----------------------------

unsplash-logoNikolay Vorobyev

รายงานการก่อการร้ายรายประเทศ 2017

ผู้ก่อการร้ายยังคงมีอยู่ในกว่าร้อยประเทศทั่วโลก มีทั้งกลุ่มเล็กกับกลุ่มใหญ่ชื่อดังอย่างอัลกออิดะห์ ISIS บางครั้งก่อเหตุตามลำพังจนถึงขั้นมีรัฐบาลต่างชาติให้การสนับสนุน เป็นอีกประเด็นที่อยู่คู่สถานการณ์โลก
            เป็นประจำทุกปีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาจะนำเสนอ “รายงานการก่อการร้ายรายประเทศ” ฉบับล่าสุดคือปี 2017 (Country Reports on Terrorism 2017) นำเสนอต่อสาธารณะเมื่อกันยายน 2018 มีความยาว 340 หน้า นำเสนอการก่อการร้ายทั่วโลกจากมุมมองของรัฐบาลสหรัฐอย่างเป็นระบบ มีสาระน่าสนใจพร้อมการวิพากษ์ ดังนี้
2017 เป็นปีที่สหรัฐกับประเทศหุ้นส่วนประสบความสำเร็จในหลายปราบปรามองค์กรก่อการร้ายทั่วโลก สามารถปลดปล่อยอิรักกับซีเรียจาก ISIS กดดันอัลกออิดะห์ (al-Qa’ida) ไม่ให้ฟื้นตัว ลดปฏิบัติการของฮิซบอลเลาะห์ (Hizballah) ในเลบานอนและที่อื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ISIS กับอัลกออิดะห์พยายามฟื้นตัว ปรับตัวเองในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลบซ่อนมิดชิด ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือติดต่อสมาชิกทั่วโลก กระจายการประสานงานและปฏิบัติการ ใช้เครื่องบินไร้พลขับ อาวุธเคมี สั่งการจากจุดที่ห่างไกลจากพื้นที่ปฏิบัติการมาก เช่น การก่อการร้ายในสหราชอาณาจักร สเปน อียิปต์ ฟิลิปปินส์ สหรัฐ ฯลฯ
อัลกออิดะห์ยังคงขยายสมาชิกและปฏิบัติการเงียบๆ เครือข่ายแกนนำอยู่ในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน ประเทศกลุ่มอาหรับ บางพื้นที่ในอินเดีย
กลุ่มก่อการร้ายทั่วโลกยังคงพยามยามระดมสมาชิกจากความขัดแย้งทางนิกายศาสนา ประเทศที่กลายเป็นรัฐล้มเหลว (failing states) เป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้ง
            รัฐบาลสหรัฐกับมิตรประเทศร่วมกันแบ่งปันข้อมูล ขัดขวางปฏิบัติการ และเพิ่มขีดความสามารถต่อต้านก่อการร้ายแก่หลายประเทศทั่วโลก ให้คำแนะนำเรื่องข้อกฎหมาย พยายามขัดขวางเส้นทางการเงิน คว่ำบาตรประเทศที่สนับสนุนก่อการร้าย ประสานงานรักษาความปลอดภัยตามสถานที่สำคัญๆ
            หลายประเทศในแอฟริกาเพิ่มความพยายามต่อต้านก่อการร้าย พร้อมกับเผชิญปัญหาที่หนักหน่วงกว่าเดิม al-Shabaab คือกลุ่มสำคัญในแอฟริกาตะวันออกกับโซมาเลีย ติดต่อสัมพันธ์กับอัลกออิดะห์
Boko Haram เป็นอีกกลุ่มที่ปฏิบัติการหลายพื้นที่ รัฐบาลไนจีเรีย แคเมอรูน ชาด ไนเจอร์ ร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ รัฐบาลสหรัฐให้ความช่วยเหลือหลายอย่าง
            รัฐบาลในแถบเอเชียตะวันออกกับแปซิฟิกกระชับการใช้กฎหมาย ร่วมกันดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดนและการเดินทางโดยเครื่องบิน กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังคงพยายามระดมสมาชิกในหมู่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มใกล้ชิด ISIS ก่อเหตุทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ต้องใช้เวลาถึง 5 เดือนกว่าเหตุการณ์ก่อการร้ายปี 2017 จะสงบ รัฐบาลในหมู่อาเซียนกังวลว่าผู้ก่อการร้ายที่กลับจากอิรักกับซีเรียจะกลับมาก่อเหตุที่ประเทศตัวเอง
            คน 3 จำพวกที่รัฐบาลจีนเห็นว่าเป็นภัยคือพวกผู้ก่อการร้าย พวกแบ่งแยกดินแดนและพวกนิยมลัทธิสุดโต่ง (extremism) นอกจากเพิ่มมาตรการควบคุมในประเทศแล้วยังพยายามขอความร่วมมือจากต่างประเทศ พื้นที่สำคัญคือเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uighur Autonomous Region) ที่คนอุยกูร์กับชาติพันธุ์มุสลิมอื่นๆ เคลื่อนไหวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล โดยเฉพาะพวกสุดโต่งที่เรียกว่า East Turkistan Islamic Movement (ETIM) ทางการจีนตรวจสอบติดตามความเคลื่อนไหวสมาชิกกลุ่มอย่างใกล้ชิด จำกัดการเดินทาง การปฏิบัติศาสนกิจ มีข้อมูลว่าบางคนเข้าพวกกับ ISIS และผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ ในตะวันออกกลาง
            มาเลเซียเป็นอีกประเทศอันเป็นแหล่งที่มาของผู้ก่อการร้าย เป็นจุดพักรอการเดินทางสู่จุดหมายของพวก ISIS ทางการมาเลเซียสามารถจับกุมผู้ก่อการร้ายได้หลายราย ป้องกันผู้ที่คาดว่ากำลังจะก่อเหตุร้าย ผู้ก่อการร้ายกลุ่มเล็กๆ จะระดมเงินสนับสนุนด้วยตนเองจากญาติพี่น้อง เพื่อนและทางอินเทอร์เน็ต พวกที่พยายามระดมทุนถูกจับกุมและขึ้นศาลแล้วหลายราย รัฐบาลพยายามควบคุมสกุลเงินดิจิทัลด้วยความกังวลว่าผู้ก่อการร้ายจะระดมทุนจากช่องทางดังกล่าว
            มาเลเซียเข้าร่วมเป็นสมาชิกต่อต้านก่อการร้ายทั้งระดับนานาชาติและระดับอาเซียน ร่วมมือใกล้ชิดกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
            การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้ายที่ใกล้ชิด ISIS ทำให้รัฐบาลฟิลิปปินส์เพิ่มมาตรการต่อต้านหลายอย่าง บางส่วนเป็นความร่วมมือกับกลุ่มเดิมๆ อย่าง Abu Sayyaf Group และ Maute Group
            ถ้าไม่เอ่ยเรื่องความไม่สงบใน 4 จังหวัดภาคใต้ ประเทศไทยเป็นจุดแวะพักและเตรียมความพร้อมที่ผู้ก่อการร้ายนิยม เป็นแหล่งสินค้าผิดกฎหมาย ระบบการควบคุมของธนาคารยังอ่อนแอ หน่วยงานความมั่นคงพูดถึงภัยจาก ISIS ร่วมมือกับต่างประเทศเป็นครั้งคราว การควบคุมแนวชายแดนยังมีช่องโหว่อีกมาก ทางการไทยสามารถจับกุมการเคลื่อนไหวการเงินผิดปกติ แต่มีองค์กรไม่จดทะเบียนหลายแห่งที่สามารถเคลื่อนย้ายเงินที่สุ่มเสี่ยงสนับสนุนผู้ก่อการร้าย
            หลายประเทศในยุโรปกังวลเรื่องผู้ก่อการร้ายจากอิรักและซีเรียกลับประเทศเช่นกัน เหตุร้ายหลายครั้งเกิดขึ้นเพราะได้รับแนวคิดจาก ISIS แต่บางประเทศเป็นเรื่องของการต่อสู้ทางเชื้อชาติเช่น กลุ่ม Kurdistan Workers’ Party ในตุรกี
            กลุ่มประเทศยุโรปสร้างเครือข่ายต่อต้านก่อการร้ายในระดับภูมิภาคของตนเอง และทำงานกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม
            เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ฝรั่งเศสจัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการก่อการร้าย ด้วยการโจมตีเป็นจุดๆ ใช้อาวุธหรือความรุนแรงเท่าที่ทำได้ การก่อเหตุโดยคนๆ เดียวเป็นแบบที่ตรวจจับยากที่สุด เฉพาะปี 2017 สามารถป้องกันการก่อเหตุได้ถึง 20 ครั้งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ISIS
รัฐบาลรัสเซียระบุว่ามีคนของตน 3,400 คนเข้าร่วมกับผู้ก่อการร้ายต่อสู้ในซีเรียกับอิรัก ความร่วมมือกับสหรัฐจำกัดด้วยเหตุผลหลายข้อ รวมทั้งการกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐสนับสนุน ISIS ทางการรัสเซียออกกฎหมายมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตต่อผู้ชักชวนคนเข้าร่วมกับผู้ก่อการร้าย ให้การฝึกฝน จัดตั้งองค์กรหรือเข้าร่วมกับกลุ่ม
สหราชอาณาจักรเป็นอีกประเทศที่เมื่อปี 2017 เกิดเหตุร้ายสำคัญถึง 5 ครั้ง หน่วยงานความมั่นคงเฝ้าระวังในระดับสูง สามารถป้องกันการก่อเหตุได้หลายครั้ง
แหล่งซ่องสุมที่สำคัญยังอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางกับแอฟริกา แม้ถูกปราบปรามและ ISIS สูญเสียพื้นที่ยึดครองในอิรักกับซีเรียแล้ว ผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ ยังคงกระจายตัวอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ ในขณะที่กลุ่มประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียให้ความร่วมมือและพยายามต่อต้านก่อการร้ายเต็มกำลัง รัฐบาลของกลุ่มประเทศเหล่านี้เรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิมสายกลาง (moderate Islam) ไม่สนับสนุนลัทธิสุดโต่ง การใช้ความรุนแรงล

อิหร่านสร้างความขัดแย้งและบ่อนทำลายผลประโยชน์สหรัฐในอัฟกานิสถาน บาห์เรน อิรัก เลบานอนและเยเมน ที่เป็นประเด็นสำคัญในตอนนี้คือการปรากฏตัวของอิหร่านกับฮิซบอลเลาะห์ในซีเรีย ระดมกองกำลังชีอะห์จากทั่วโลก (ส่วนใหญ่ระดมคนจากภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้) และใช้คนเหล่านี้ปกป้องรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรีย
อิหร่านและผู้ก่อการร้ายในกลุ่มพยายามวางเครือข่ายกระจายทั่วโลก รัฐบาลสหรัฐสามารถจับกุมสมาชิกฮิซบอลเลาะห์ผู้ต้องสงสัยว่าจะก่อเหตุร้ายในประเทศ
ตั้งแต่ปี 1984 รัฐบาลสหรัฐตีตราว่าอิหร่านคือรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย (State Sponsors of Terrorism) จากการสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มก่อการร้ายในฉนวนกาซา หลายกลุ่มในซีเรียกับอิรัก และอีกมากในภูมิภาคตะวันออกกลาง
พฤศจิกายน 2017 รัฐบาลทรัมป์ตีตราว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย เพราะสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย มีพฤติกรรมลอบสังหารบุคคลที่อยู่ในต่างแดน เอื้อให้ประเทศพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล ในอดีตเมื่อปี 1988 รัฐบาลสหรัฐเคยตีตราเกาหลีเหนือเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายครั้งหนึ่งแล้ว จากเหตุเกี่ยวข้องกับการวินาศกรรมเครื่องบินโดยสารเมื่อปี 1987 ได้รับการถอดชื่อเมื่อปี 2008 หลังเกาหลีเหนือเข้าข่ายปฏิบัติตามกฎ
ซูดานถูกตีตราเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1993 สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายนานาชาติหลายกลุ่ม เช่น Abu Nidal Organization, Palestine Islamic Jihad, Hamas, และ Lebanese Hizballah อย่างไรก็ตามรัฐบาลซูดานให้ความร่วมมือกับสหรัฐต่อต้านก่อการร้าย
ประเทศที่ 4 คือซีเรีย ถูกตีตราตั้งแต่ปี 1979 ด้วยเหตุผลสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่ม ให้อาวุธแก่ฮิซบอลเลาะห์ อนุญาตให้อิหร่านติดอาวุธกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้รัฐบาลอัสซาดสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์
วิพากษ์องค์รวม :
            บทความนี้นำเสนอรายงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เขียนเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเองโดยเฉพาะ เนื้อหาบางส่วนบางประเทศอาจไม่ยอมรับ และอาจกล่าวโทษว่ารัฐบาลสหรัฐคือรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายเช่นกัน
            ความเป็นไปในซีเรียกับอิรักอาจอธิบายว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายสูญเสียพื้นที่ยึดครอง ล้มตายนับพันนับหมื่น ที่เหลือหลบซ่อนตัวหลีกเลี่ยงถูกจับกุม ในอีกมุมหนึ่งการเกิดขึ้นและดับสูญเป็นสภาวะที่ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางคนวันนี้เป็นผู้ก่อการร้าย วันรุ่งขึ้นกลับตัวกลับใจเป็นคนปกติ และในปีต่อไปอาจกลับไปเป็นผู้ก่อการร้ายอีก ย้ายจากกลุ่มนี้ไปกลุ่มนั้น บทเรียนสำคัญคือ ประเทศที่ประชาชนไม่อาจอยู่เป็นเย็นเป็นสุข จนเกิดความวุ่นวายรุนแรง รัฐบาลไม่อาจควบคุมสถานการณ์ มักเป็นบ่อเกิดและเป็นพื้นที่ก่อการของเหล่าผู้ก่อการร้าย อิรัก ซีเรีย ลิเบีย ซูดานและอีกหลายประเทศเป็นตัวอย่างที่เห็นชัด และคาดการณ์ได้ว่าผู้ก่อการร้ายจะยังไม่หมดจากประเทศเหล่านี้ (เปรียบเทียบกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสแม้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเป็นระยะแต่ไม่บานปลาย) กลายเป็นเหตุให้ต่างชาติแทรกแซงเพื่อปราบผู้ก่อการร้าย เกิดความรุนแรงไม่รู้จบ การปล้นฆ่าข่มขืนโดยผู้ก่อการร้ายกลายเป็นเรื่องสามัญของประเทศเหล่านี้
21 เมษายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8197 วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2562)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
1. ถอดรหัสสัมพันธ์แนบแน่นรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ(1)
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน
2. ภัยคุกคามในสายตาของประชาชนแต่ละประเทศ
Pew Research Center เสนอผลสำรวจภัยคุกคามต่างๆ ตามความคิดเห็นของประชาชน พบว่าผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (global climate change) คือ 2 ประเด็นที่คนทั่วโลกเห็นว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดในขณะนี้
3. มาเลเซียประกาศเผชิญหน้าผู้ก่อการร้ายดาอิช (IS)
รัฐบาลนาจิบประกาศชัดว่าประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้าย IS หลังเผชิญการคุกคามต่อเนื่อง ประกาศหลักวะสะฏียะฮ์ ยึดความสมดุล ความพอดี ไม่สุดโต่งเป็นอุดมการณ์ต่อต้านอุดมการณ์ของผู้ก่อการร้าย อย่างไรก็ตามประเด็นหลักอิสลามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำคัญที่เมื่อ IS ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ ฝ่ายต่อต้าน IS สามารถใช้และน่าจะมีพลังมากกว่า 
เป็นเรื่องแปลกที่รัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ (รวมชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับ) ต่างมีนโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS แต่ต่างฝ่ายต่างทำ ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัสเซียไม่ได้มุ่งทำลาย IS แต่มุ่งเป้าที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดมากกว่า ในขณะที่รัสเซียปฏิเสธ อีกทั้งมีประเด็นที่นักวิชาการหลายคนชี้ว่านโยบายปราบ IS ของฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ได้ผล ถ้ามองในกรอบแคบความแตกต่างนี้มาจากการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลอัสซาด ถ้ามองในกรอบกว้างคือการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ
บรรณานุกรม :
U.S. State Department. (2018, September).  Country Reports on Terrorism 2017. Retrieved from https://www.state.gov/documents/organization/283100.pdf
ที่มาของภาพ : https://aclj.org/united-nations/demanding-action-at-un-to-defend-persecuted-church-from-isis-genocide

8 ปีหลังเริ่มสงครามกลางเมืองซีเรีย

ความไม่พอใจรัฐบาลเป็นเรื่องปกติของการเมืองการปกครอง แต่เมื่อบานปลายจนไร้การควบคุม ต่างชาติเข้าแทรก การชุมนุมประท้วงจึงกลายเป็นสงครามกลางเมือง ประเทศซีเรียไม่ใช่ของชาวซีเรียอีกต่อไป
            นับจากเริ่มสงครามกลางเมืองซีเรียหรือที่นิยมเรียกว่าอาหรับสปริงซีเรียเมื่อมีนาคม 2011 บัดนี้ครบ 8 ปีเต็มก้าวสู่ปีที่ 9 สถานการณ์สู้รบเบาบางลงแต่ยังไม่สงบ และไม่อาจตอบว่าจะจบอย่างไร
อาหรับสปริงซีเรียอาจอธิบายเริ่มจากสมัยประธานาธิบดี ฮาเฟซ อัลอัสซาด (Hafez al-Assad) บิดาของประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ผู้นำคนปัจจุบัน ปกครองประเทศแบบอำนาจนิยมที่ชนชั้นปกครอง นักธุรกิจใกล้ชิด ได้รับประโยชน์จากการปกครอง เป็นพวกที่สามารถกอบโกยความมั่งคั่ง เกิดชนชั้นกลาง นายทุนจากอำนาจนิยม ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ถูกกีดกันออกจากความมั่งคั่งของประเทศ เป็นผู้มีรายน้อย ถ้าไม่มีสายสัมพันธ์ก็ยากจะได้งานทำ
รัฐบาลใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องตอบแทนแก่ผู้ยินยอมอยู่ใต้อำนาจ สร้างรัฐที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพารัฐบาล
สมัยประธานาธิบดีฮาเฟซพยายามแบ่งสันปันส่วนให้ทุกกลุ่มได้ประโยชน์ตามสมควร เหลือบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังขัดขืนรัฐบาล ระบบนี้ทำท่าไปได้ดี ข้อเสียคือนานวันเข้าฝ่ายต่อต้านเกิดเป็นกลุ่มเป็นก้อน
ช่วงปี 2006-2010 เป็นปีที่แห้งแล้งมาก เกษตรกรได้รับผลกระทบถ้วนหน้า การเพิ่มพื้นที่เกษตรอย่างไร้ควบคุมเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง ปัญหาเหล่านี้ซ้ำเติมด้วยการที่รัฐบาลยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน ปุ๋ย การจัดการภาครัฐที่หย่อนยาน มีข้อมูลว่าประชาชนกว่าล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่นหนีภัยแล้ง
ภัยแล้งต่อเนื่องหลายปี ความทุกข์ยากที่สะสมทำให้ประชาชนขมขื่น เปิดโอกาสให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเคลื่อนไหว ในที่สุดการประท้วงเล็กๆ บานปลายเป็นการประท้วงใหญ่ และเริ่มใช้อาวุธห้ำหั่นกัน
การแทรกแซงจากต่างชาติ :
สิงหาคม 2011 ประธานาธิบดีบารัก โอบามาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอัสซาดก้าวลงจากอำนาจ ถ่ายโอนอำนาจแก่ประชาชนโดยสันติ เปลี่ยนจากอำนาจนิยมเป็นประชาธิปไตย ต้นปีต่อมาสันนิบาตอาหรับ (Arab League) เรียกร้องเช่นเดียวกัน
นับจากต้นปี 2012 ต่างชาติเริ่มส่งอาวุธสงครามแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนกลุ่มที่เรียกว่าฝ่ายต่อต้านสายกลาง มีข่าวว่าช่วยฝึกกองกำลังติดอาวุธ ส่วนซาอุดิอาระเบียสนับสนุนทุกกลุ่ม รวมทั้งพวกสุดโต่ง อย่าง al-Nusra Front กับ Islamic State of Iraq and al-Sham (ISIS) ที่รับรู้กันทั่วไปว่าคือผู้ก่อการร้าย แต่รัฐบาลซาอุฯ ปฏิเสธ
การแสดงออกซึ่งความไม่พอใจของประชาชนต่อผู้ปกครองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ นำมาซึ่งการชุมนุม อาจถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหาร เป็นเรื่องของพัฒนาการทางการเมืองของแต่ละประเทศ กรณีของซีเรียแตกต่างเนื่องจากต่างชาติเข้าแทรกแซงหนัก จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐกับสันนิบาตอาหรับที่ต้องการล้มระบอบอัสซาดทำให้สงครามกลางเมืองขยายตัว
เรื่องราวซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS ปรากฏตัว (และกลุ่มอื่นอีกหลายกลุ่ม ประกอบด้วยมุสลิมกว่าร้อยสัญชาติ) ในช่วงแรกเป็นฝ่ายได้ชัยจนสถาปนารัฐอิสลาม (Islamic State) ความโหดเหี้ยมของ ISIS สร้างความตกตะลึงแก่คนทั้งโลก เพิ่งถูกปราบปรามจนอ่อนแรงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลังทำลายประเทศจนยับเยิน ผู้ก่อการร้ายที่เป็นชาวซีเรียถูกปลดอาวุธ สามารถอาศัยในประเทศต่อไป กลายเป็นปัญหาทิ้งค้าง

ซีเรียที่ไม่ใช่ของชาวซีเรียอีกต่อไป :
เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นอาหรับสปริงอีกประเทศ ต่างชาติแสดงตัวเข้าแทรกแซง ทั้งแบบเปิดเผยกับปิดลับ ให้ทั้งเงิน อาวุธ แม้กระทั่งส่งกำลังพลเข้าร่วมสมรภูมิ มีทั้งฝ่ายที่ช่วยรัฐบาลอัสซาดกับพวกที่หวังโค่นรัฐบาล ที่ต้องตระหนักคือประเทศเหล่านี้ที่ทุ่มงบประมาณนับพันนับหมื่นล้านดอลลาร์ ของเหล่านี้ไม่ฟรี ต่างหวังได้ผลประโยชน์จากสงครามกลางเมืองซีเรียด้วยกันทั้งสิ้น
ถ้าเปรียบซีเรียเป็นเค้กก้อนหนึ่ง หลายประเทศทั้งอยู่ใกล้และอยู่ไกลต่างมองว่าเป็นโอกาส หวังได้ส่วนแบ่งไม่ชิ้นใหญ่ก็ชิ้นเล็ก
ความขัดแย้งของคนซีเรียด้วยกันคือโอกาสของต่างชาติ
ตั้งแต่แรกเริ่มชาติตะวันตกที่นำโดยรัฐบาลสหรัฐกับอาหรับสนับสนุนการตั้งรัฐบาลใหม่ มีการวางตัวบุคคลในรัฐบาลใหม่ แม้มีเชื้อสายซีเรียแต่หลายคนเป็นผู้อยู่อาศัยต่างแดนมานานเป็นสิบปี ไม่แน่ใจว่าเป็นการวางตัวเพื่อตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดหรือไม่ หากอัสซาดถูกโค่นจะได้รัฐบาลใหม่ที่มุ่งบริหารประเทศเพื่อคนซีเรียหรือไม่
อีกรูปแบบหนึ่งคือความพยายามแบ่งแยกดินแดน ตัวอย่างที่เด่นชัดในตอนนี้คือรัฐบาลตุรกีกับบางประเทศกำลังสร้างเขตปลอดภัย (safe zone) ทางตอนเหนือของซีเรีย พร้อมกับเหตุผลหลายข้อ มีคำถามว่าทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลอัสซาดเข้าดูแล รัฐบาลตุรกียังเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอธิปไตยของซีเรียหรือไม่
จนถึงวันนี้การแบ่งแยกดินแดนซีเรียยังไม่จบ เป็นประเด็นที่น่าจับตามองว่าซีเรียในอนาคตจะกลายเป็น “ซีเรียเหนือ” กับ “ซีเรียใต้” หรือไม่ หรือจะแบ่งออกมากกว่านั้นเป็น 3-4 ส่วน นี่คืออีกสถานการณ์ที่รัฐบาลซีเรีย คนซีเรียควบคุมไม่ได้ อนาคตของประเทศซีเรียจึงไม่อยู่ในมือของคนซีเรียอีกต่อไป
ผลจากวันเริ่มจนบัดนี้ :
นับจากเริ่มสงครามกลางเมืองมีผู้เสียชีวิตกว่า 511,000 รายแล้ว (ข้อมูลมีนาคม 2018) คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน เสียชีวิตจากหลายสาเหตุทั้งจากทหารอัสซาด ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ การโจมตีจากฝ่ายสหรัฐ รัสเซีย ตุรกี กองกำลังที่อิหร่านสนับสนุน และอื่นๆ
ที่ควรตระหนักการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากการปะทะระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านเท่านั้น (ไม่ใช่การสู้กันของคนซีเรียด้วยกันเท่านั้น) การปล้นสะดม ทำร้ายร่างกาย ข่มขืน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากหลายกลุ่ม คนนับหมื่นหายตัวลึกลับไม่ทราบชะตากรรม
รัฐบาลอัสซาด รัฐบาลสหรัฐ ฯลฯ ยอมรับว่ามีส่วนทำให้พลเรือนบาดเจ็บล้มตาย แต่ยังคงทำสงครามต่อไป
นับจากเริ่มสงครามกลางเมืองชาวซีเรีย 5.6 ล้านคนอพยพลี้ภัยออกนอกประเทศ (ข้อมูลเมษายน 2018) และอีก 6.6 ล้านที่ถูกบีบบังคับให้อพยพจากที่หนึ่งไปยังอีกที่โดยยังคงอยู่ในประเทศ (IDPs) ชีวิตในค่ายผู้อพยพย่อมไม่เหมือนอยู่บ้านตัวเอง มีแต่ความขัดสน ไร้อนาคต ไม่อาจตอบว่าชีวิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร พวกที่อยู่นอกค่ายฯ จะยิ่งย่ำแย่กว่านั้น หลายคนดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอดต่อไป
สงครามกลางเมือง 8 ปีการรบพุ่งจากหลายกลุ่มหลายระลอก ทำให้หลายเมืองกลายเป็นซากปรักหักพัง แม้รัฐบาลอัสซาดได้พื้นที่กลับมาส่วนหนึ่งแต่ต้องบูรณะใหม่หมด ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปี ใช้งบประมาณอีกเท่าใด ประเทศสูญเสียโอกาสมากเพียงไร
สงครามที่ไม่มีวันรู้จบ :
ตามประวัติศาสตร์การทำลายข้าศึก มีทั้งการยึดดินแดนและการเผาเมือง กรณีซีเรียมีทั้ง 2 ลักษณะคือทำลายประเทศให้ยับเยินพร้อมกับยึดครองพื้นที่บางส่วน การที่รัฐบาลสหรัฐ ชาติตะวันตกบางประเทศและสันนิบาตอาหรับตั้งเป้าต้องล้มระบอบอัสซาด อาจทำให้ซีเรียต้องอยู่ในสงครามที่ไม่มีวันรู้จบ (หรือต้องกินเวลาอีกหลายปี)
จนถึงวันนี้ประเทศซีเรียเป็นศูนย์รวมของกองกำลังหลายชาติ เช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย อิหร่าน และกองกำลังติดอาวุธอีกหลายสัญชาติ ต่างมีเป้าหมายของตนเอง บ้างรบกัน บ้างเป็นพวกเดียวกัน
สถานการณ์ล่าสุดคือการเผชิญหน้าระหว่างการโจมตีทางอากาศจากอิสราเอลต่อกองกำลังที่รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนในซีเรีย ฝ่ายอิหร่านให้เหตุผลว่าเข้ามาช่วยรัฐบาลซีเรียปราบปรามผู้ก่อการร้าย ในขณะที่อิสราเอลเห็นว่าการเข้ามาของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อตน เป็นแนวรบใหม่ล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ (การรบของกลุ่มเก่าอื่นๆ ยังคงอยู่แต่เบาบางลง)
ความคืบหน้าล่าสุดอีกเรื่องเพิ่งเกิดเมื่อต้นเมษาที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ประกาศให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guards Corps) เป็นองค์กรก่อการร้าย ที่ผ่านมาสหรัฐถือว่าอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย น่าจะติดตามว่าจะมีผลต่อกองกำลังที่อิหร่านสนับสนุนในซีเรียหรือไม่
สรุป ทบทวนย้อนหลังตั้งแต่เริ่ม :
กลุ่มการเมืองบางกลุ่มสร้างวาทกรรมความเกลียดชังแก่ประชาชนให้ทำลายฝ่ายตรงข้าม ให้เหตุผลว่าต้องสู้จึงจะชนะ แต่เรื่องราวของบ้านเมืองซับซ้อน ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยิ่งซับซ้อน กรณีซีเรียเป็นอุทาหรณ์ว่าเมื่อบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ไร้ขื่อแป เมื่อนั้นไม่มีใครควบคุมได้
พวกที่ต่อต้านรัฐบาลอัสซาดคงไม่คิดว่าสถานการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้ คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งอาจตายไปแล้ว อีกส่วนอาจกลายเป็นผู้อพยพในต่างแดน ฯลฯ รัฐบาลอัสซาดยังอยู่แต่ประเทศเปลี่ยนไปไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
8 ปีหลังเริ่มสงครามกลางเมือง อนาคตของประเทศซีเรียยังไม่รู้ว่าจะสงบเมื่อใด จะลงเอยแบบไหน เช่นเดียวกับอนาคตของคนซีเรียนับสิบล้านคน ต้นเหตุจากความไม่พอใจรัฐบาลที่บานปลาย
14 เมษายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8190 วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ.2562)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
กองทัพตุรกีในดินแดนซีเรีย
รัฐบาลตุรกีส่งกองทัพเข้าซีเรีย อ้างเหตุผลเพื่อปราบปราม IS ป้องปรามภัยคุกคามจากเคิร์ดซีเรีย ความจริงที่ต้องเข้าใจคือปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากขั้วสหรัฐ ได้ความเห็นชอบจากรัฐบาลรัสเซีย ผลลัพธ์ที่ได้จึงจำกัด เป็นหลักฐานอีกชิ้นชี้ว่าอนาคตของซีเรียไม่เป็นของคนซีเรียอีกต่อไป ประเทศนี้กลายเป็นสมรภูมิ ดินแดนที่หลายประเทศเข้ากอบโกยผลประโยชน์ โดยอ้างปราบปรามผู้ก่อการร้าย สนับสนุนฝ่ายต่อต้านหรือไม่ก็สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย นี่คือพัฒนาการล่าสุดจากความวุ่นวายภายในของประเทศนี้
สงครามกลางเมืองซีเรีย เกมสงครามของมหาอำนาจ
ความขัดแย้งซีเรียได้ดำเนินต่อเนื่องกว่า 5 ปีครึ่งแล้ว สถานการณ์ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสงบ ตามด้วยต่างชาติเข้าแทรก การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย กองกำลังมุสลิมต่างชาติกว่าร้อยประเทศ การเผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้ว 2 มหาอำนาจชัดเจนมากขึ้น บัดนี้ความเป็นไปของสมรภูมิกับอนาคตซีเรียจึงขึ้นกับการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของ 2 ฝ่าย 2 มหาอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่จะยืดเยื้อยาวนาน เป็นเรื่องที่ควรตระหนัก
บรรณานุกรม :
1. Contradicting Trump, Bolton says no withdrawal from Syria until ISIS contained, Kurds’ safety guaranteed. (2019, January 6). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/bolton-promises-no-troop-withdrawal-from-syria-until-isis-contained-kurds-safety-guaranteed/2019/01/06/ee219bba-11c5-11e9-b6ad-9cfd62dbb0a8_story.html?utm_term=.73f39285219c
2. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
3. Haddad, Bassam., Wind, Ella. (2014). The Persian Gulf Monarchies and the Arab Spring. In Beyond the Arab Spring: The Evolving Ruling Bargain in the Middle East. (pp.379-436). New York: Oxford University Press.
4. Hinnebusch, Raymond. (2001). Syria: Revolution From Above. New York: Routledge.
5. Lister, Charles R. (2015). The Syrian Jihad: Al-Qaeda, the Islamic State and the Evolution of an Insurgency. New York: Oxford University Press.
6. Human Rights Watch. (2019). World Report 2019: Syria events of 2018. Retrieved from https://www.hrw.org/world-report/2019/country-chapters/syria
7. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
8. Safe zone under Turkey's control more sustainable for security, peace. (2019, January 20). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/war-on-terror/2019/01/21/safe-zone-under-turkeys-control-more-sustainable-for-security-peace
9. Tripp, Charles. (2013). The Power and the People: Paths of Resistance in the Middle East. New York: Cambridge University Press.
10. UNHCR. (2019). Syria Emergency. Retrieved from https://www.unhcr.org/en-lk/syria-emergency.html
11. US declares Iran’s guard force a ‘terrorist organization’. (2019, April 8). AP.  Retrieved from https://www.apnews.com/f1c86b8dc63d4277a0033b11a3bbec0c
12. U.S. Department of State. (2011, November 9). U.S Policy on Syria. Retrieved from http://www.state.gov/p/nea/rls/rm/176948.htm
-----------------------------

70 ปีนาโตกับเอกภาพที่สั่นไหว

นาโตเป็นตัวอย่างองค์การระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงยาวนานถึง 70 ปี แต่นาโตปัจจุบันไม่เป็นเอกภาพดังเดิม เป็นอีกตัวอย่างแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันซับซ้อน การบั่นทอนต่อสู้กันภายใน

ปีนี้เป็นปีที่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) หรือที่นิยมเรียกว่าองค์การนาโตฉลองครบรอบ 70 ปี ก่อตั้งในยุคเริ่มสงครามเย็นซึ่งหมายถึงการรวมตัวของชาติประชาธิปไตยตะวันตกต่อต้านค่ายคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น ในสมัยนั้นชาติสมาชิกตื่นตัวมาก เป็นยุคที่กลัวความแตกต่างทางอุดมการณ์การเมือง สงครามนิวเคลียร์
นาโตตื่นตัวอีกครั้งจากเหตุก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่สหรัฐ มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 ราย รัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชประกาศทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลก ในช่วงแรกบรรดาชาติสมาชิกให้ความร่วมมือคึกคัก เข้าทำสงครามอัฟกานิสถาน โค่นล้มรัฐบาลตาลีบัน ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์
2 ปีต่อมาเมื่อรัฐบาลบุชส่งกองทัพบุกอิรักกลับโดนวิพากษ์อย่างหนักว่ารัฐบาลอิรักเกี่ยวข้องกับก่อการร้ายหรือไม่ หรือเพียงเพราะรัฐบาลสหรัฐหวังผลประโยชน์ในตะวันออกกลาง ชาติสมาชิกนาโตส่วนใหญ่จึงไม่เข้าร่วมทำสงครามโค่นล้มรัฐบาลอิรักในปี 2003 พร้อมกับตั้งคำถามว่าจริงหรือไม่ที่รัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนเป็นภัยคุกคามโลกตามคำกล่าวหาหรือเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่หยิบยกขึ้นมา
ในที่สุดโลกได้คำตอบว่ารัฐบาลซัดดัมไม่ได้เป็นภัยตามข้อกล่าวหา Paul Wolfowitz รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐในขณะนั้นยอมรับว่าจำต้องอ้างเรื่องที่อิรักมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction) เพราะเป็นข้ออ้างที่สามารถโน้มน้าวนานาชาติร่วมมือจัดการอิรัก
รัฐบาลบุชกลายเป็นอีกตัวอย่างของรัฐบาลสหรัฐที่โกหกคนทั้งโลก ทำสงครามเข่นฆ่าคนนับแสน เพื่อผลประโยชน์ของตน เป็นช่วงที่ภาพพจน์อเมริกาตกต่ำอย่างมาก
America First กับ Europe First :
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ตั้งอยู่บนหลักคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่น ขัดแย้งศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) สุดขั้ว
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลทุกประเทศเป็นเช่นนี้ที่ต้องบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตน ด้วยเหตุนี้แม้เป็นสมาชิกนาโตเหมือนกัน รัฐบาลสหรัฐดำเนินนโยบายหลายอย่างที่ขัดแย้งชาติสมาชิกอื่นๆ กลายเป็นนโยบายที่ดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว บางเรื่องบั่นทอนผลประโยชน์สมาชิกฝั่งยุโรปโดยตรง เช่น การคว่ำบาตรรัสเซีย ขอให้หยุดซื้อก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ล้มข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) กระทบนักลงชาวยุโรปที่ไปลงทุนในอิหร่าน ขอให้ร่วมมือปิดล้อมจีน เป็นตัวอย่างที่ฝั่งยุโรปคิดเห็นแตกต่างจากสหรัฐอย่างชัดเจน
ประเด็นงบประมาณกลาโหมเป็นอีกเรื่องที่ขัดแย้ง ประธานาธิบดีทรัมป์เคยพูดว่าสหรัฐเสียงบประมาณสนับสนุนมากเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ หากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่าย จะพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย
อันที่จริงแล้วฝั่งยุโรปทยอยขึ้นงบกลาโหมหลังรัสเซียผนวกไครเมียเมื่อปี 2014 (สมัยรัฐบาลโอบามา) กำหนดเป้าว่าภายในปี 2024 จะตั้งงบกลาโหมให้ถึงอย่างน้อยร้อยละ 2 ของ GDP ในยุคทรัมป์หลายประเทศทยอยเพิ่มงบกลาโหมอีกแต่ยังไม่ถึงเป้าที่กำหนด
เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเยอรมันแถลงว่าจะคงงบประมาณกลาโหมในสัดส่วนร้อยละ 1.25 ของจีดีพีต่อไปอีก 5 ปี (จนถึง 2024) อาจตีความว่าไม่โอนอ่อนต่อรัฐบาลสหรัฐ เป็นแม่แบบแก่ประเทศสมาชิกอื่นๆ
ก่อนหน้านี้นายกฯ แมร์เคิลโต้ว่าเยอรมันเป็นรัฐอธิปไตย ตัดสินใจโดยอิสระ การที่ฝั่งยุโรปเพิ่มงบประมาณไม่ใช่เพราะทำตามคำพูดของทรัมป์แต่ประการใด
ความเห็นต่างเรื่องภัยจากรัสเซีย :
Jens Stoltenberg เลขาธิการนาโตกล่าวว่าภัยคุกคามจากรัสเซียกำลังเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเรื่องระงับสนธิสัญญานิวเคลียร์พิสัยกลาง เช่นเดียวกับที่ฝ่ายความมั่นคงสหรัฐมองรัสเซียเป็นศัตรูตัวสำคัญ ย้ำให้สมาชิกชาติอื่นๆ ถอยห่างจากรัสเซีย แต่ตุรกีเป็นอีกตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วย เมฟเลิต ชาวูโชลู  (Mevlut Cavusoglu) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่าตุรกีไม่ต้องเลือกข้าง ว่าจะอยู่ฝ่ายรัสเซียหรือฝ่ายใด ไม่ว่าประเทศใดก็ไม่อาจถามว่าเราควรคบใคร ตุรกีหวังมีความสัมพันธ์ที่สมดุลกับทุกฝ่าย
อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าฝั่งยุโรปจะไม่กังวลรัสเซียเลย กรณีการผนวกไครเมียเป็นตัวอย่าง แต่หากมองให้รอบด้าน เกิดคำถามว่าสหรัฐที่เป็นพันธมิตรนาโตด้วยกันคือตัวภัยคุกคามด้วยหรือไม่ จะดีกว่าไหมหากอยู่กับรัสเซียอย่างเป็นมิตร ลดความหวาดระแวงต่อกัน และให้รัสเซียช่วยถ่วงดุลสหรัฐ เช่นนี้น่าจะดีกว่าปล่อยให้รัฐบาลสหรัฐกินรวบแต่ฝ่ายเดียว

ความสัมพันธ์ที่มากกว่าความมั่นคงทางทหาร :
แม้บทความนี้มุ่งนำเสนอมิติความมั่นคงทางทหาร แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครอบคลุมทุกมิติและสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศเป็นอีกประเด็นที่ควรเอ่ยถึง ปี 2018 รัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีเหล็กกับอลูมิเนียมจากยุโรป พร้อมขู่ว่าอาจขึ้นภาษีรถยนต์จากอียู ด้านอียูเตือนว่าหากขึ้นภาษีรถยนต์ อียูจะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐเช่นกัน
ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐทำสงครามการค้ากับยุโรป ฝั่งยุโรปเพิ่มการค้าการลงทุนกับจีน ลงนามสัญญามูลค่ามหาศาล หลายประเทศสนับสนุนการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI)
ยกตัวอย่างปลายเดือนมีนาคม รัฐบาลอิตาลีลงนาม MOU กับจีนสนับสนุน BRI เชื่อมโยงท่าเรือ สร้างโรงงานผลิตไฟฟ้า หวังว่าจะส่งสินค้าไปขายตลาดจีนได้มากขึ้น ลดการขาดดุลกับจีน ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวจีนจะช่วยปรับปรุงท่าเรืออิตาลีให้ทันสมัย รัฐบาลอิตาลีย้ำว่าตนยังเป็นสมาชิกนาโตกับอียูไม่เปลี่ยนแปลง แต่จำต้องดูแลเศรษฐกิจของตน “เหมือนที่สหรัฐอเมริกาพูดว่าอเมริกาต้องมาก่อน” (America first) ตอนนี้ขอพูดว่า “อิตาลีต้องมาก่อน” (Italy first) ในด้านการค้าเช่นกัน
รัฐบาลสหรัฐพยายามกีดกันไม่ให้นานาชาติเข้าร่วม BRI อ้างเหตุผลหลายเรื่อง เช่น โครงการไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร ติดหนี้สินจีนอย่างหนัก แม้บางโครงการส่งผลเสียจริง แต่ล่าสุดกว่า 150 ประเทศสนับสนุน BRI
เป็นเรื่องแปลกที่สหรัฐลงทุนและค้าขายกับจีนเป็นล่ำเป็นสันจนขาดดุลมหาศาล แต่กีดกันไม่ให้ประเทศอื่นๆ มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน

รวมความแล้ว หากเทียบสมัยเริ่มองค์การนาโตกับปัจจุบัน ชาติสมาชิกฝั่งยุโรปแสดงความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เมื่อมี America Frist ยุโรปจึงของมี Europe First เช่นกัน องค์การนาโตจะยังคงอยู่ต่อไปเพราะต่างมีผลประโยชน์ร่วมมหาศาล แต่ต้องแยกแยะว่าเรื่องใดเป็นผลประโยชน์ของใครด้วย ความเป็นเอกภาพของนาโตขึ้นกับความเห็นชอบร่วมกัน ไม่ขึ้นกับสหรัฐเป็นหลักเช่นเคย
ความเป็นไปขององค์การนาโตให้ข้อคิดว่าความเป็นพันธมิตรไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะคิดเห็นตรงกันเสมอ ทุกประเทศพยายามรักษาผลประโยชน์ของตน เมื่อบริบทเปลี่ยนไปสหภาพโซเวียตกลายเป็นรัสเซีย ชาติยุโรปหวังเป็นมิตรกับรัสเซียมากกว่ามองว่าเป็นศัตรู ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐตีตราว่ารัสเซียคือภัยคุกคามตัวร้ายที่ต้องจัดการ กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกฝั่งยุโรปกับสหรัฐ และอีกหลายประเด็นที่เห็นต่าง เพราะผลประโยชน์ที่ได้ต่างกัน
หลักอเมริกาต้องมาก่อนของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นอีกหลักฐานที่ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ได้มองความเป็นพันธมิตรที่ “เท่าเทียม” พยายามแสวงหาประโยชน์ให้มากที่สุดโดยอ้างว่าทุกประเทศล้วนเป็นเช่นนี้ พร้อมกับเรียกร้องให้ชาติสมาชิกยุโรปเพิ่มงบกลาโหมใช้จ่ายกับนาโตเพื่อความ “เท่าเทียมและยุติธรรม”
กลายเป็นที่มาของความสั่นไหวของนาโตในขณะนี้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ข้างสหรัฐกับอีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม องค์การนาโตที่ครบ 70 ปีจึงต่างจากยุคแรกๆ แม้ตัวนาโตจะยังอยู่ก็ตาม
7 เมษายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8183 วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ.2562)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
การปล่อยให้นาโตแตกไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำประเทศจะตัดสินใจได้โดยลำพัง แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากนาโต
'นาโตล้าสมัย' หรือ 'ไม่ตามใจสหรัฐ'?
คำว่านาโตล้าสมัยเป็นคำพูดที่บิดเบือน เพราะนาโตปรับปรุงเรื่อยมา แต่ที่พูดว่าล้าสมัยเป็นเพราะไม่ตรงตามความต้องการของรัฐบาลสหรัฐ เป็นโจทย์ที่ฝั่งยุโรปต้องหาคำตอบว่าควรพึ่งพาสหรัฐหรือควรเป็นอิสระมากขึ้น แต่เนื่องจากสมาชิกปัจจุบันแตกต่างหลากหลาย ไม่อาจให้คำตอบง่ายๆ และไม่ตรงความต้องการสหรัฐเต็มร้อย ที่สุดแล้วนาโตน่าจะคงอยู่ต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า
บรรณานุกรม :
1. Boros-McGee, Anna. (2008). North Atlantic Treaty Organization, Origins and Formation of. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.1514-1516). USA: ABC-CLIO.
2. Cleveland, William L. & Bunton, Martin. (2013). A History of the Modern Middle East (Fifth Edition). USA: Westview Press. P.1485.3
3. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
4. Hall, Mitchell K. (2018). Opposition to War: an encyclopedia of U.S. peace and antiwar movements. USA: ABC-CLIO, LLC.
5. IMF warns tariffs could come at ‘significant economic cost’. (2018, September 20). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/views/business/economy/2018/09/20/IMF-warns-tariffs-could-come-at-significant-economic-cost-.html
6. Italy, China sign memorandum deepening economic ties. (2019, March 23). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/dae5c72c5cf94e6cb3dce96f9ba9c62f
7. Mike Pence: ‘Turkey must choose’ between NATO and Russia. (2019, April 3). Washington Examiner. Retrieved from https://www.washingtonexaminer.com/policy/defense-national-security/mike-pence-turkey-must-choose-between-nato-and-russia
8. NATO chief cites Russia threat in address to US Congress. (2019, April 4). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/world/2019/04/04/NATO-chief-cites-Russia-threat-in-address-to-US-Congress.html
9. Patience Wears Thin with Germany's NATO Spending. (2019, April 2). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/patience-wears-thin-among-germany-s-nato-allies-a-1260366.html
10. The EU Is Preparing Enormous New Tariffs on U.S. Goods if Trump Follows Through on His Cars Threat. (2018, July 2). Fortune. Retrieved from http://fortune.com/2018/07/02/eu-300-billion-tariffs-trump-auto-threat/
11. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
12. Trump, Merkel clash at NATO summit. (2018, July 11). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/205/trump-merkel-clash-nato-summit-doc-17h0oi3
13. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html
14. Trump urges even more defense spending by NATO allies. (2019, April 3). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/fbe650ad26bf41c6945d598b3c3d4db5
-----------------------------

unsplash-logoCalvin Hanson

ที่ราบสูงโกลัน สหรัฐเห็นชอบทำสงครามชิงดินแดน

การทำสงครามแย่งชิงดินแดนเกิดขึ้นในทุกยุคสมัยของประวัติศาสตร์ คำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐเห็นชอบกับการทำสงครามแย่งชิงดินแดนในศตวรรษที่ 21 นี้

ปลายเดือนมีนาคมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามยอมรับที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) เป็นของอิสราเอล กล่าวว่าหลัง 52 ปี (เริ่ม 1967) ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐอเมริการับรองอธิปไตยของอิสราเอลต่อที่ราบสูงโกลัน ซึ่งมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์และความมั่นคงต่อประเทศอิสราเอลและความมั่นคงภูมิภาค
ที่ราบสูงโกลัน :
            ที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights หรือ al Jawlan) ตั้งอยู่ตอนใต้ของเลบานอนกับซีเรียและอยู่ทางภาคเหนือของอิสราเอล มีความสูงเฉลี่ย 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กินพื้นที่ 700 ตร.ไมล์ (1,800 ตร.กม.) มีความยาวจากเหนือจรดใต้ราว 40 ไมล์ (65 กม.) และกว้างระหว่าง 7-15 ไมล์ (12-25 กม.) เป็นที่ตั้งของหลายเมืองเก่าแก่ย้อนถึงต้นคริสตศักราช
            พื้นที่ดังกล่าวผ่านประวัติศาสตร์หลายอายธรรม นับจากปีค.ศ. 1516 กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) ปี 1920 ฝรั่งเศสเข้าดูแลพื้นที่และถือเป็นส่วนหนึ่งของซีเรีย
            ในช่วงปี 1948-1967 เป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับซีเรีย จนอิสราเอลเข้ายึดในปี 1967 ใน สงคราม 6 วัน” (Six-Day War) ฝ่ายอาหรับปราชัยยับเยิน อิสราเอลยึดที่ราบสูงโกลัน ไซนายและฉนวนกาซาของอียิปต์ เขตเวสต์แบงก์ (West Bank) กับเยรูซาเล็มตะวันออกของจอร์แดน
            นับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลอิสราเอลแสดงความเป็นเจ้าของมากขึ้น ส่งคนของตนเข้าไปอยู่อาศัย ปี 1981 ประกาศใช้กฎหมายของตนต่อที่ราบสูงโกลัน ผนวกพื้นที่ดังกล่าวเป็นของอิสราเอล
มุมมองหลายมุม :
นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าการรับรองอธิปไตยดังกล่าวเพิ่มความนิยมต่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ที่กำลังจะเลือกตั้งอีกครั้งในเดือนหน้า ช่วยสร้างผลงานชิ้นงามแก่เนทันยาฮู
            นายกฯ เนทันยาฮูให้เหตุผลว่าการเข้าแทรกแซงของอิหร่านในซีเรีย ยิ่งเป็นเหตุให้อิสราเอลต้องครอบครองที่ราบสูงดังกล่าว หากอิหร่านครอบครองพื้นที่นี้จะเป็นภัยต่อภูมิภาคอย่างยิ่ง
ด้านทูตซีเรียประจำสหประชาชาติวิพากษ์รัฐบาลทรัมป์ละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงและกฎหมายระหว่างประเทศ ทำตัวเยี่ยงประเทศที่ไม่เคารพกฎหมาย
ประเทศอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วย เช่น นายเรเจพ แอร์โดกาน (Recep Erdogan) ประธานาธิบดีตุรกีกล่าวว่าไม่อาจยอมให้การยึดครองที่ราบสูงโกลันกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับประเทศอาหรับอื่นๆ
5 ชาติยุโรป เบลเยียม สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนีและโปแลนด์ ยืนยันจุดยืนว่าที่ราบสูงโกลันเป็นดินแดนที่อิสราเอลยึดจากซีเรีย ดังที่สหประชาชาติเคยมีมีมติไว้ ไม่ใช่ของอิสราเอลแต่อย่างไร
ผลดีต่อสันติภาพตะวันออกกลางจริงหรือ :
            รัฐบาลสหรัฐทุกชุดรวมทั้งทรัมป์ล้วนประกาศว่าต้องการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง การประกาศที่ราบสูงโกลันเป็นของอิสราเอล ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมทั้งนักวิชาการ
Robert Satloff จาก The Washington Institute for Near-East Policy เห็นว่าเป็นการสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา
Ilan Goldenberg จาก Center for a New American Security กล่าวว่าแต่เดิมไม่มีใครสนใจว่าใครจะครอบครองที่ราบสูงโกลัน ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สร้างปัญหาให้กับตัวเอง การรับรองจากรัฐบาลทรัมป์ไม่เป็นประโยชน์อันใดต่ออิสราเอลเลย
            อันที่จริงแล้วรัฐบาลอิสราเอลผนวกที่ราบสูงโกลันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตั้งแต่ปี 1981 นานาชาติรวมทั้งโลกอาหรับได้แต่ประณาม ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เช่นกัน และเหมือนกับที่อิสราเอลประกาศเยรูซาเล็มเป็นนครหลวงของตนเมื่อกรกฎาคม 2017 เหมือนกับที่อิสราเอลรุกคืบตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์มากขึ้นทุกที
            นานาชาติได้แต่ประณาม อิสราเอลยังคงรุกคืบยึดดินแดนมากขึ้นๆ เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธ
            แต่การกระทำของรัฐบาลทรัมป์เพิ่มความจงเกลียดจงชังในโลกอาหรับและอีกหลายประเทศ รวมทั้งกลุ่มประเทศอียู
            หลายประเทศในอียูซึ่งเป็นประชาธิปไตยเหมือนกันรู้สึกแปลกแยกต่อรัฐบาลสหรัฐ ไม่แปลกใจที่คนยุโรปตะวันตกจำนวนมากเกลียดชังรัฐบาลอเมริกัน
นักวิชาการบางคนเห็นว่าที่รัฐบาลอาหรับแสดงท่าทีต่อต้านเป็นการเล่นละครมากกว่า แต่ต้องไม่ลืมว่าคนมุสลิมจำนวนไม่น้อยไม่เป็นอย่างรัฐบาลของพวกเขา
ยอมรับการทำสงครามเพื่อยึดดินแดนอีกครั้ง :
            เรื่องที่พึงเข้าใจคือ ไม่ใช่ทุกประเทศที่สามารถทำอย่างรัฐบาลสหรัฐ มีเพียงประเทศอภิมหาอำนาจหรือมหาอำนาจเท่านั้นที่กระทำได้ เพราะไม่ต้องกลัวว่าประเทศใดจะกล้าทำสงครามกับตน ดังเช่นที่ซีเรียในขณะนี้ไม่กล้า ได้เพียงแต่บ่นว่าเท่านั้น
            ตราบใดที่สหรัฐยังเป็นมหาอำนาจก็จะทำเรื่องทำนองนี้อีก ดังเช่นที่ได้ทำมาหลายครั้งแล้ว
            เช่นเดียวกับที่สหประชาชาติไม่สามารถทำอะไร ได้แต่ประชุม สุดท้ายที่ราบสูงโกลันยังอยู่ใต้การปกครองของอิสราเอลต่อไป กล่าวได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของอิสราเอลตั้งแต่ปี 1967 แล้ว เพียงแต่ถือว่าซีเรียเป็นเจ้าของตามฐานะทางกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น
            ประเด็นสำคัญคือ การที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศยอมรับที่ราบสูงโกลันเป็นของอิสราเอล ตีความได้ว่ารัฐบาลสหรัฐยอมรับหลักการที่ประเทศหนึ่งทำสงครามกับอีกประเทศเพื่อแย่งชิงดินแดน โดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศหนึ่ง โดยไม่สนใจว่าผู้ถูกรุนรานเสียหายอย่างไร และจะกลายเป็นบรรทัดฐานหรือไม่
            Ofer Zalzberg จาก Crisis Group คาดการณ์ว่าในอนาคตอิสราเอลอาจผนวกเขตเวสต์แบงก์เป็นดินแดนของตนและรัฐบาลสหรัฐจะเห็นชอบด้วย
รัฐบาลอิหร่านเห็นว่าเป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ว่านโยบายของรัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามทุกประเทศในโลก ดังที่พยายามบ่อนทำลายตะวันออกกลางและกลายเป็นวิกฤตในขณะนี้
            ถ้ายึดกรอบแนวคิดว่าการผนวกที่ราบสูงโกลันเป็นส่วนหนึ่งของการยึดครองจากชัยชนะในสงครามเมื่อปี 1967 สิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลทำแล้วคือประกาศเยรูซาเล็มเป็นนครหลวงของอิสราเอลแต่เพียงประเทศเดียว ตอนนี้คือที่ราบสูงโกลัน ในอนาคตคือเขตเวสต์แบงก์ และเป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะประกาศยอมรับว่าเขตเวสต์แบงก์จะเป็นของอิสราเอลด้วย ดังที่ได้ทำกับเยรูซาเล็มตะวันออกกับที่ราบสูงโกลันแล้ว
            ต้องไม่ลืมว่าเขตเวสต์แบงก์มีพื้นที่ใหญ่กว่าที่ราบสูงโกลันหลายเท่าและเป็นที่ต้องการของอิสราเอลตามยุทธศาสตร์ขยายดินแดน
            การทำสงครามแย่งชิงดินแดนมีอยู่ในทุกยุคสมัย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีความพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก คำประกาศของรัฐบาลทรัมป์เป็นการตอกย้ำว่าเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นอีกแล้วในศตวรรษที่ 21 นี้ รัฐบาลสหรัฐเห็นชอบกับการทำสงครามแย่งชิงดินแดน
            และอาจต้องสรุปว่าประเทศเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐสนับสนุนการทำสงครามแย่งชิงดินแดน
            เป็นคำถามว่าประเทศใดจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
            อนึ่ง คำประกาศยอมรับที่ราบสูงโกลันเป็นของอิสราเอลยังไม่ถือว่าประเทศสหรัฐอเมริกายอมรับที่ราบสูงโกลันเป็นของอิสราเอล ยังต้องผ่านการรับรองจากรัฐสภาเสียก่อน เป็นประเด็นที่น่าติดตาม
31 มีนาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8176 วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2562)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลทรัมป์ประกาศคงกองกำลังภาคพื้นดินในซีเรียด้วยเหตุผลสารพัด เป้าหมายเบื้องลึกคือยึดครองซีเรีย ควบคุมตะวันออกกลาง จริงหรือที่รัฐบาลซาอุฯ กับพวกมั่นคงกว่าเดิม
แม้นานาชาติจะวิพากษ์วิจารณ์ อาจเป็นต้นเหตุความรุนแรง โหมไฟลัทธิสุดโต่ง แต่รัฐบาลทรัมป์ยังคงประกาศยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล ตามแนวทางที่วางไว้นานแล้ว
บรรณานุกรม :
1. Al-Jaafari: Syria condemns Trump’s proclamation about occupied Syrian Golan, considers it unilateral behavior. (2019, March 28). SANA. Retrieved from https://www.sana.sy/en/?p=162023
2. Bibi’s Biggest Asset Heading Into the Israeli Elections Is Donald Trump. (2019, March 21). Slate. Retrieved from https://slate.com/news-and-politics/2019/03/netanyahu-trump-election-golan-gantz.html
3. Bruinessen, Martin. (2004). 1967 Arab–Israel War. In The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa. (2nd Ed., p.237). USA: Thomson Gale.
4. Bruinessen, Martin. (2004). GOLAN HEIGHTS. In The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa. (2nd Ed., pp.925-926). USA: Thomson Gale.
5. By recognizing Golan, US seen ‘solving’ a problem that doesn’t exist. (2019, March 22). The Time of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/by-recognizing-golan-us-seen-solving-a-problem-that-doesnt-exist/
6. Europe at UN says Golan Heights is not Israeli territory. (2019, March 27). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/world/europe-at-un-says-golan-heights-is-not-israeli-territory-11382940
7. Reaching for political heights? Trump's statement on Golan sparks int'l uproar. (2019, March 22). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/454526-international-reaction-trump-golan-heights/
8. Rogan, Eugene. (2012). The Arabs: A History (2nd Ed.). London: Penguin Group.
9. Trump recognizes Israel's sovereignty over disputed Golan Heights. (2019, March 26). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2019-03/26/c_137923096.htm
10. Trump says it's time for US to recognize 'Israel's Sovereignty over the Golan Heights'. (2019, March 21). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/03/21/politics/trump-golan-heights-tweet/index.html
11. Trump shakes up the Middle East once again. (2019, March 25). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/opinion/2019/03/25/editorials/trump-shakes-middle-east-2/#.XJmrICIzbZ4
-----------------------------

unsplash-logoJonathan Andreo