สหายที่อยู่ไกลหรือมิตรที่อยู่ใกล้ ทาง 2 แพร่งของออสเตรเลีย

ความสงบสันติเท่านั้นจึงจะนำมาซึ่งการพัฒนา ชีวิตที่สงบสุข ผู้คนอยู่ดีกินดี คนทั่วโลกอยากเข้ามาท่องเที่ยว แต่จะได้มาเพราะเลือกสหายที่อยู่ไกลหรือมิตรที่อยู่ใกล้ เป็นคำถามที่ต้องตอบให้ชัด
สมุดปกขาวกับปฏิญญาซิดนีย์ :
นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแมลคัม เทิร์นบุลล์ ( Malcolm Turnbull) กล่าวในสมุดปกขาวนโยบายต่างประเทศ 2017 (2017 Foreign Policy White Paper) ว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และเป็นพหุสังคมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก กำลังเผชิญภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนับจากสิ้นสงครามเย็นเป็นต้นมา
ทำอย่างไรประเทศจึงจะได้ผลประโยชน์มากสุด ผลประโยชน์ดังกล่าวคือประเทศที่ปลอดภัย มั่นคงและมีเสรี
            นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียอยู่ฝ่ายสหรัฐและได้ประโยชน์จากระเบียบโลกใหม่ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ
            คำถามสำคัญคือ ในบริบทที่กำลังเปลี่ยนไปออสเตรเลียควรวางตัวอย่างไร การเป็นสมาชิกอาเซียนหรือไม่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของออสเตรเลีย เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่
ชมคลิป 4 นาที
ปฏิญญาซิดนีย์ (The Sydney Declaration) อันเป็นผลจาก การประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ” (ASEAN-Australia Special Summit) ปี 2018 ซึ่งมีความยาวเพียง 10 หน้า และควรจะสั้นกว่านี้เพราะใช้ตัวอักษรใหญ่กว่าปกติ มีสาระสำคัญว่า เป้าหมายเบื้องต้นคือยกระดับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่ายให้สูงขึ้นจากเดิมที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ที่จัดทำเมื่อปี 2014 ย้ำเตือนว่าความเป็นไปของภูมิภาคมีผลสำคัญยิ่งยวด (vital stake) ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ปรารถนากระชับความร่วมมือเพื่อความมั่นคงและความมั่งคั่ง
ยืนยันและยึดมั่นว่าอาเซียนเป็นศูนย์กลางของโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค ดำเนินการตามกลไกอาเซียน จะร่วมกันรักษาสันติภาพและความมั่นคง แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ไม่คุกคามอีกฝ่ายด้วยกำลัง เคารพอธิปไตยของอีกฝ่าย ยึดมั่นสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC)
ทั้ง 2 ฝ่ายประณามการก่อการร้ายทุกรูปแบบ จะร่วมมือต่อต้านก่อการร้ายให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เป็นกังวลต่อความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธข้ามทวีปของเกาหลีเหนือ ขอให้เกาหลีเหนือปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
ยืนยันที่จะยึดแนวทางใช้ทะเลกับมหาสมุทรในทางสันติ มีเสรีภาพในการเดินเรือ การบินเหนือพื้นน้ำ เสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนกว่าเดิม ดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ยึดมั่น ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DOC) และกำลังหาข้อสรุปเบื้องต้นของ แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Code of Conduct on South China Sea: CoC)
ใช้กลไกด้านความมั่นคงผ่าน ARF กับ ADMM Plus
จะยึดมั่นการค้าเสรี ส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยจะเพิ่มความพยายามอีกเท่าตัวเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ลดภาษีศุลกากร ส่งเสริมการค้ายุคดิจิทัล พร้อมวางระบบป้องกัน สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเอง ให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้ง 2 ฝ่ายจะส่งเสริมการเชื่อมต่อของประชาชน 2 ฝ่าย โดยเฉพาะผู้นำประเทศของทั้งคู่ การเชื่อมต่อระหว่างเยาวชนผ่านกิจกรรมหลากหลาย รวมทั้งการศึกษา ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามแนวทางของอาเซียนกับออสเตรเลีย
ถ้ามองจากมุมอาเซียน เนื้อหาส่วนใหญ่คือแบบฉบับอาเซียน มีเพียงเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เอ่ยถึงแนวทางของออสเตรเลียด้วย

แม้ครั้งนี้ไม่ประกาศตอบรับ :
การประชุมสุดยอดครั้งนี้ ข้อสรุปที่เป็นจริงเป็นจังคือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายสากลระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ปรากฏในปฏิญญาส่วนใหญ่เป็นแนวคิดหรือความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว และค่อนไปทางเดียวกับอาเซียน
            ที่ไม่ปรากฏคือ ผลการหารือเรื่องเชิญออสเตรเลียเป็นสมาชิกอาเซียน การไม่ปรากฏข้อสรุปใดๆ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้หารือ และไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อสรุป อาจมีข้อสรุปแต่ไม่ใส่ในปฏิญญา ที่แน่นอนคือชาติสมาชิกอาเซียนได้เอ่ยปากเชื้อเชิญอย่างเป็นทางการแล้ว
            ถ้ามองจากมุมออสเตรเลีย เป็นไปได้หรือไม่ว่าออสเตรเลียได้รับแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐมากว่าจะต้องสนับสนุนสหรัฐทุกอย่าง เพิ่มงบกลาโหม แสดงตัวอยู่ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐทุกเรื่อง รัฐบาลออสเตรเลียแม้อยู่ฝ่ายสหรัฐแต่ไม่ต้องการรับแรงกดดันมากเกินไป จึงวางตัวว่าอาจมีโอกาสเข้าไปอยู่ฝ่ายอาเซียน หรืออาจวางตัวห่างจากสหรัฐมากขึ้น

สหรัฐคือพันธมิตรหลัก :
            สมุดปกขาว 2017ระบุว่า ความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐคือศูนย์กลางแนวทางปฏิสัมพันธ์กับภูมิภาคอินโด-แปซิกฟิก สนับสนุนการเข้าพัวพันและความเข้มแข็งของสหรัฐในทุกด้าน หากปราศจากสหรัฐภูมิภาคจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
            หนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญมากคือ Five–Eyes intelligence partners เป็นกลุ่มพันธมิตรเพื่อการสอดแนม 5 ชาติ ประกอบด้วย อังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและสหรัฐ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามเย็น หน่วยสอดแนมออสเตรเลียอยู่ในฐานะเป็น ลูกข่ายที่มีสหรัฐเป็น แม่ข่ายสามารถดักจับสัญญาณทั่วโลก ทั้งสัญญาณโทรศัพท์ แฟกซ์ อีเมล สัญญาณดาวเทียม สัญญาณไมโครเวฟ สัญญาณโทรศัพท์มือถือ (cellular) และสัญญาณที่ผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก ผ่านสถานีดักฟังที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งระบบดาวเทียมจารกรรม
            ความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ เศรษฐกิจโลกแบบเปิด สถาบันและกฎเกณฑ์นานาชาติ เอื้อความมั่นคงและความมั่งคงของออสเตรเลีย ลำพังออสเตรเลียแม้ร่วมมือกับประเทศอื่นก็ไม่อาจทำเช่นนั้น
            เชื่อว่าการเข้าพัวพันโลกของสหรัฐเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐและต่อโลกโดยรวม ส่งเสริมความมั่นคงและมั่งคั่ง ถ้าปราศจากสหรัฐกฎระเบียบที่อิงหลักเสรีจะลดลง ด้วยเหตุนี้ออสเตรเลียจึงส่งเสริมความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ รวมถึงระบบพันธมิตรของสหรัฐ จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงร้อยละ 2 ของจีดีพี ร่วมปฏิบัติการทางทหารในทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก

            ความตอนหนึ่งกล่าวว่า ความเป็นผู้นำสหรัฐส่งเสริมความมั่นคงแก่โลก ไม่ว่าประโยคนี้จะตีความอย่างไร ข้อนี้นับวันจะไม่เป็นจริงในเอเชียแปซิฟิก อันเป็นผลโดยตรงจากการก้าวขึ้นมาของจีน รัฐบาลออสเตรเลียยอมรับเรื่องนี้
            คำถามคือ ออสเตรเลียจะผูกความมั่นคงไว้กับสหรัฐได้อีกนานเพียงไร คำถามที่สำคัญกว่าคือการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐเอื้อให้ออสเตรเลียมั่นคงมั่งคั่งขึ้นจริงหรือ หรือจะชักนำสู่ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจมากเกินจำเป็น

            จีนในยุคนี้ไม่ได้เผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ แต่เผยแพร่ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการกินดีอยู่ดี ดังเช่นยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (Silk Road Strategy) หรือ “One Belt, One Road” (OBOR) อิทธิพลของจีนคือด้านเศรษฐกิจ พร้อมกับคนจีนหลายร้อยล้านคนที่จะกระจายไปตามยุทธศาสตร์ OBOR จึงเป็นที่ต้องการของนานาชาติ ไกลไปถึงยุโรปตะวันตก
            จีนไม่คิดทำสงครามใหญ่ ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้เป็นเพียงเวทีเพื่อแสดงพลัง แสดงท่าทีบางอย่างเท่านั้น ไม่ควรยึดติดกับทะเลจีนใต้จนละทิ้งภาพใหญ่
            เกิดคำถามว่า รัฐบาลสหรัฐสามารถปิดล้อมจีนด้วยกำลังทหาร ด้วยการคว่ำบาตรเศรษฐกิจได้หรือ

ร่วมอาเซียนถ่วงดุลมหาอำนาจดีหรือไม่ :
สมุดปกขาวนโยบายต่างประเทศ 2017 เห็นว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สหรัฐยังคงความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง และจะมีมหาอำนาจอื่นๆ ก้าวขึ้นมาท้าทาย
            ที่ผ่านมาออสเตรเลียยึดหลักว่าจะขออยู่ฝ่ายมหาอำนาจอันดับหนึ่ง แต่จะยังส่งผลดีหรือไม่ หากต้องรับผลจากแรงเสียดทานระหว่างมหาอำนาจ การวางตัวเป็นกลางหรือถ่วงดุลมหาอำนาจจะดีกว่าไหม
            ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยึดให้มั่นคือ ออสเตรเลียไม่เป็นภัยต่ออาเซียน เช่นเดียวกับที่อาเซียนไม่เป็นภัยต่อออสเตรเลีย แต่มหาอำนาจ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจก่อความตึงเครียด และนำประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเข้าสู่ความตึงเครียดนี้
            หากเป็นสมาชิกอาเซียน ออสเตรเลียยังคงระบอบปกครองเดิม ใช้ระบบเศรษฐกิจเดิม สามารถยึดถือค่านิยมเดิม (เพราะสมาชิกอาเซียนอื่นไม่สนใจอยู่แล้ว) สามารถคงความร่วมมือเดิมหลายอย่าง เว้นแต่การเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศกับสหรัฐอย่างเข้มข้น
            คำถามจึงอยู่ที่ออสเตรเลียจะยอมเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ ยอมที่จะเข้าร่วมความตึงเครียดนี้หรือไม่
            ถ้าจะถามออสเตรเลีย ประเทศนี้จะเลือกสหายที่อยู่ไกลหรือมิตรที่อยู่ใกล้ ควรวางตำแหน่งระยะห่างอย่างไร ดังที่ตระหนักว่าความสงบสันติเท่านั้นจึงจะนำมาซึ่งการพัฒนา ชีวิตที่สงบสุข อยู่ดีกินดี เป็นประเทศที่ผู้คนทั่วโลกอยากเข้ามาท่องเที่ยว
            ออสเตรเลียอาจยังไม่ต้องสรุปวันนี้ แต่คำถามจะคงวนเวียนต่อไป จนกว่าได้ข้อสรุป
25 มีนาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7806 วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2561)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
อาเซียนก้าวหน้าอีกขั้นด้วยการเชิญออสเตรเลียเป็นสมาชิก เป็นการคิดนอกกรอบอีกครั้ง และน่าจะด้วยเหตุผลเดิม นั่นคือ ผลจากบริบทความมั่นคงระหว่างประเทศ
บรรณานุกรม :
1. Asean-Australia Special Summit matters to us all. (2018, March 15). Borneo Bulletin. Retrieved from https://borneobulletin.com.bn/asean-australia-special-summit-matters-to-us-all/
2. ASEAN’s Time to Invest in Timor-Leste. (2012, December 17). Retrieved from http://cogitasia.com/asean%E2%80%99s-time-to-invest-in-timor-leste/
3. Indonesia wants Australia as full ASEAN member. (2018, March 16). Channel NewsAsia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/indonesia-wants-australia-as-full-asean-member-10048682
4. Indonesia wants Australia as full ASEAN member. (2018, March 15). The Jakarta Post. Retrieved from http://www.thejakartapost.com/seasia/2018/03/16/indonesia-wants-australia-as-full-asean-member.html
5. Papua New Guinea as an ASEAN Member? (2012, December 7). Retrieved from http://aseanec.blogspot.com/2012/12/papua-new-guinea-as-asean-member.html
-----------------------------

พักยกวิกฤตยูเครน ไครเมีย ชาติมหาอำนาจขอ “แช่แข็ง” ไว้ก่อน

เมื่อปลายเดือนมีนาคม นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ร่วมเจรจาอย่างเป็นทางการและจริงจังที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤติยูเครน รัสเซียผนวกไครเมีย 2 ฝ่ายแถลงข่าวหลังการเจรจาที่ไม่บรรลุข้อตกลงใดๆ สหรัฐยืนกรานว่ารัสเซียผนวกไครเมียนั้นผิดกฎหมายและไม่ชอบธรรม
            ในการเจรจามีนัยว่ารัสเซียจะคืนไครเมียกลับไปอยู่กับประเทศยูเครน ภายใต้รูปแบบสหพันธรัฐ (federal state) อันหมายถึงประเทศยูเครนจะมีเขตปกครองตนเองเพิ่มอีกหลายเขต ที่สามารถเลือกแนวทางเศรษฐกิจการเงิน สังคม ภาษา ศาสนาของตนเอง โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านรัฐบาลแต่ละชุดล้วนไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหารประเทศ เนื่องจากคนในประเทศมีความแตกต่างหลากหลายมาก การปกครองแบบรัฐเดี่ยวจึงไม่ได้ผลดี อ้างว่าประเทศในรูปแบบสหพันธรัฐ “ไม่ใช่การพยายามแบ่งแยกยูเครน” แต่ตอบสนองผลประโยชน์ของคนในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลในอนาคตดำเนินนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย ดำเนินนโยบายเป็นกลาง ด้านสหรัฐไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยูเครนเป็นกลาง เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้คนยูเครนตัดสินใจเอง
วิพากษ์แนวทางสหรัฐ :
            รัฐมนตรีแคร์รีอ้างหลักอธิปไตยว่าทุกประเทศมีอธิปไตย ตัดสินอนาคตด้วยตนเอง ปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ ยูเครนในอนาคตจะดำเนินนโยบายอย่างไรย่อมขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลยูเครน ขึ้นกับความเห็นชอบของประชาชน ตามระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
            ประเด็นที่รัฐมนตรีแคร์รีไม่พูดถึงคือ สถานการณ์การเมืองภายในยูเครนในขณะนี้เป็นระบบขั้วการเมือง 2 ขั้วที่แบ่งแยกอย่างรุนแรง
            ขั้วยูเครนตะวันออก ฝ่ายของ (อดีต) ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) มีนโยบายอิงรัสเซีย ส่วนขั้วยูเครนตะวันตกที่นำโดยฝ่ายของอดีตนายกฯ ยูเลีย ทิโมเชนโก (Yulia Timoshenko) มีนโยบายอิงสหรัฐ
            ความขัดแย้งภายในประเทศยูเครนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจดังที่เป็นอยู่ก็เนื่องจากความขัดแย้งของขั้วการเมืองยูเครน หากรัฐบาลที่มาจากขั้วใดขั้วหนึ่งในอนาคต ดำเนินตามแนวทางยึดขั้วและอิงฝ่ายตะวันตกหรือรัสเซียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเหนียวแน่น จะทำให้ประชาชนที่อยู่ขั้วตรงข้ามและประเทศเพื่อนบ้านไม่พอใจ เป็นที่มาของความขัดแย้งทั้งภายในภายนอกประเทศอย่างไม่สิ้นสุด
            แนวทางของรัฐมนตรีแคร์รีจึงมีจุดอ่อนและขัดแย้งในตัวเอง หรือไม่ได้พูดทั้งหมด

วิพากษ์แนวทางรัสเซีย :
            ข้อเสนอของรัฐมนตรีลาฟรอฟ เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นผลปลายทาง คือ ให้ยูเครนดำเนินนโยบายเป็นกลาง เพื่อจะไม่เกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับนาโต
            ข้อถกเถียงประการแรก คือ คำว่า “เป็นกลาง” ในรายละเอียดหมายถึงอะไร เช่น เขตปกครองตนเองไครเมียต้องกลับไปเป็นของประเทศยูเครนหรือไม่ สถานะการเช่าพื้นที่สำหรับฐานทัพเรือรัสเซียที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) จะเป็นอย่างไร รัสเซียจะสามารถต่อสัญญาเช่าพื้นที่ได้เรื่อยๆ ใช่หรือไม่
            ข้อถกเถียงประการที่สอง คือ ในทางปฏิบัติยูเครนจะสามารถเป็นกลางได้หรือไม่ นับตั้งแต่ที่ยูเครนได้รับเอกราชเมื่อ 23 ปีก่อน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักฉ้อฉลและคอร์รัปชัน เศรษฐกิจที่อ่อนแอผลักดันให้ยูเครนหวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติเรื่อยมา ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลดำเนินนโยบายอิงรัสเซียก็ด้วยหวังความช่วยเหลือจากรัสเซีย ล่าสุดรัฐบาลรักษาการพยายามเข้าหากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน

            นอกจากนี้ คำถามที่สำคัญกว่า คือ หากยูเครนต้องการเป็นกลาง ชาติมหาอำนาจจะยินยอมหรือไม่
            ก่อนหน้านี้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเสนอทางออกโดยให้ยูเครนเป็นกลาง นายเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เป็นหนึ่งในผู้เสนอแนวทางนี้ เห็นว่าทางออกของปัญหาคือการปล่อยให้ประเทศยูเครนมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศโดยเสรี มีรัฐบาลที่แสดงเจตนารมณ์ที่แท้ของประชาชน ผู้นำการเมืองยูเครนต้องดำเนินนโยบายสร้างความปรองดอง มีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก แต่ไม่เข้าร่วมนาโต และระวังที่จะไม่สร้างความเป็นปรปักษ์กับรัสเซีย
            แต่รัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ อ้างว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินเอง
            ในหลักความสัมพันธ์ประเทศ เป็นที่ทราบกันว่าทุกประเทศต่างแสวงหาผลประโยชน์จากอีกประเทศ ยิ่งเป็นชาติมหาอำนาจยิ่งต้องการผลประโยชน์จำนวนมากจากประเทศอื่นๆ ภายใต้หลักการดังกล่าว หากชาติมหาอำนาจยอมให้ยูเครนเป็นกลาง จึงควรมาจากเหตุผลที่ว่า การที่ยูเครนเป็นกลางคือสถานะที่ชาติมหาอำนาจได้ประโยชน์มากที่สุด
            คำตอบว่ายูเครนจะได้เป็นกลางหรือไม่ หากมองจากปัจจัยภายนอก จึงต้องกลับไปสู่คำถามที่ว่ารัสเซียจะยอมลดทอนอำนาจอิทธิพลที่ได้จากกองเรือทะเลดำหรือไม่ นาโตจะปรับยอมเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขยายสู่ตะวันออกหรือไม่

มองโลกแง่บวก :
            ถ้าจะมองในแง่บวก การที่รัฐมนตรีแคร์รีแสดงจุดยืนดังกล่าว อาจเป็นเพียงท่าทีแข็งกร้าวในช่วงภาวะครุกรุ่นในระยะนี้เท่านั้น อาจเป็นเพียงการพูดตามหลักการกว้างๆ ที่ยึดมั่นในหลักอธิปไตย หากการเข้าโครงการปฏิรูปของกองทุนการเงินระหว่างประเทศช่วยให้ยูเครนสามารถยืนหยัดบนลำแข้งของตนเอง ระบบการเมืองมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล การคอร์รัปชันลดน้อยถอยลง วันหนึ่งในอนาคต ยูเครนอาจตัดสินใจด้วยตนเองให้ดำเนินนโยบายกับทุกประเทศอย่างสมดุล ไม่ต้องการอิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            การเจรจาที่แถลงว่าไม่มีบรรลุข้อตกลงใดๆ แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่ามีผลลัพธ์ที่ดีหลายอย่าง เช่น รัฐมนตรีลาฟรอฟกล่าวว่าสหรัฐตกลงที่อยากจะเห็นรัฐบาลยูเครนดูแลสิทธิของชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย และปลดอาวุธกองกำลังนอกเครื่องแบบที่ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์ ที่แล้วมารัสเซียมักอ้างว่าพวกเผด็จการฟาสซิสต์ครองเมือง และคุกคามทำร้ายคนยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย ดังนั้น หากรัฐบาลยูเครนสามารถทำตามแนวทางดังกล่าว รัสเซียก็ไม่อาจใช้ข้ออ้างเรื่องปกป้องคนยูเครนเชื้อสายรัสเซีย เพื่อส่งกองกำลังเข้ายูเครนอีก
            ในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวทางนี้อาจเป็นกลยุทธ์ถอยของนาโตก็เป็นได้ คือ สนับสนุนให้รัฐบาลยูเครนในอนาคตดำเนินนโยบายที่ไม่ยั่วยุรัสเซีย ป้องกันไม่ให้รัสเซียใช้กำลังเข้าแทรกแซงยูเครนดังเช่นกรณีไครเมีย เพราะรัฐบาลโอบามากับพันธมิตรยุโรปในขณะนี้ยังไม่พร้อมที่จะตอบโต้อย่างแข็งกร้าว
            ชาติตะวันตกจึงสนับสนุนแนวทางไม่ยั่วยุรัสเซียในขณะนี้ แต่เปิดช่องไว้สำหรับอนาคต เผื่อว่านาโตในอนาคตจะเข้มแข็งขึ้น หรือรัสเซียอ่อนแอ

ข้อวิพากษ์ยุติการคว่ำบาตร :
            เรื่องหนึ่งที่น่าจะชัดเจนคือ นับจากนี้ทั้งชาติตะวันตกกับรัสเซียจะไม่ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรเศรษฐกิจให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อีก เพราะต่างรู้ว่าสร้างความเสียหายแก่ทั้งคู่ ยิ่งคว่ำบาตรยิ่งตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างยิ่งเสียหาย ทำไมชาติตะวันตกจะต้อง “จ่ายแพง” ขนาดนั้น ในเมื่อเป้าหมายเดิมที่วางไว้คือให้รัสเซียที่เป็นฝ่ายต้อง “จ่ายราคา”
            ดังนั้นในยกที่ 1 นี้ถือว่ารัสเซียกับชาติตะวันตกบรรลุข้อตกลง “แช่แข็ง” การเผชิญหน้าชั่วคราว ถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายเสมอตัว นานาประเทศทั่วโลกพลอยได้อานิสงส์
            ส่วนผู้ที่สูญเสียมากที่สุด คือ ประเทศยูเครนที่ต้องสูญเสียไครเมียแก่รัสเซีย การเมืองภายในประเทศยังอยู่ในภาวะตึงเครียด เป็นประเทศที่ต้อง “จ่ายหนัก” มากที่สุด ทั้งยังต้องลุ้นต่อไปอีกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองภายใต้โครงการของกองทุนระหว่างประเทศจะได้ผลดีหรือผลร้าย

คาดการณ์ สถานการณ์ยูเครนต่อจากนี้ :
            สถานการณ์ยูเครนในขณะนี้อยู่ในภาวะถูก “แช่แข็ง” หมายถึง ยุติการเผชิญหน้าชั่วคราว ชาติตะวันตกไม่ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย กองทหารรัสเซียไม่บุกเข้าไปในที่อื่นๆ เพิ่มเติม แม้จะมีข่าวว่ารัสเซียยังคงกำลังรบจำนวนมากตามแนวพรมแดนยูเครน รากความขัดแย้งยังคงอยู่และพร้อมที่จะปะทุขึ้นอีกครั้งในอนาคต
            ในระหว่างนี้เป็นเวลาที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถบริหารประเทศ ถ้าฝ่ายที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล (ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้) คือขั้วยูเครนตะวันตกที่อิงชาติตะวันตก ก็จะเดินหน้าดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองภายใต้โครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระวังที่จะไม่ให้พวกหัวรุนแรงคุกคามทำร้ายพลเมืองที่พูดภาษารัสเซีย และจะต้องไม่ดำเนินนโยบายยั่วยุรัสเซียอย่างรุนแรง เช่น การเข้าเป็นสมาชิกอียู นาโต

            หากไม่มีการยั่วยุจากฝ่ายใด ในระยะยาว 1-2 ปีจะต้องติดตามผลการปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางของ IMF ว่าจะได้ผลดีมากน้อยเพียงใด ประชาชนยอมรับหรือไม่ เมื่อเศรษฐกิจยูเครนเข้าสู่ระบบกลไกตลาดเต็มตัว รัสเซียขายก๊าซแก่ยูเครนในราคาตลาด ทำให้ราคาขายปลีกภายในประเทศปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ราคาสินค้าและบริการอื่นๆ พลอยขยับขึ้นตามไปด้วย ภาวะเศรษฐกิจและการคอร์รัปชันอาจจะเป็นชนวนความขัดแย้งภายในยูเครนรอบหน้า และเมื่อถึงเวลานั้นต้องติดตามว่าต่างชาติจะแทรกแซงอีกหรือไม่
            ส่วนในระยะสั้น ต้องติดตามผลการเลือกตั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม เพื่อวิเคราะห์ว่ายูเครนจะได้พักสงบยาวนานหรือไม่ และตรวจสอบยืนยันท่าทีของประเทศที่เกี่ยวข้อง
6 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6361 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ.2557)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง: 
1. การเดินเกมและผลประโยชน์ของขั้วยูเครนตะวันตก
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้
4. ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาลคือภัยร้ายของยูเครน
ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว
5. ท่าที การดำเนินนโยบายของ G7 ต่อวิกฤตยูเครนและผลลัพธ์ที่ได้
ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจวิพากษ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน ท้ายที่สุดแล้ว กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เตือนใจองค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

บรรณานุกรม:
1. Gazprom raises gas price for Ukraine. (2014, April 1). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2014/04/gazprom-raises-gas-price-ukraine-2014417162367581.html
2. Kissinger, Henry A. (2014, March 6). How the Ukraine crisis ends. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/henry-kissinger-to-settle-the-ukraine-crisis-start-at-the-end/2014/03/05/46dad868-a496-11e3-8466-d34c451760b9_story.html
3. Lavrov, Kerry discussed Ukraine constitutional reform, fair elections. (2014, March 30). RT. Retrieved from http://rt.com/news/ukraine-lavrov-kerry-talks-241/
4. Putin could invade Ukraine within a week, warns Nato chief. (2014, April 2). The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/europe/putin-could-invade-ukraine-within-a-week-warns-nato-chief-9232269.html
5. Russia 'starts' Ukraine border pullout. (2014, March 31). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2014/03/russia-gradually-withdrawing-from-ukraine-20143319599463940.html
6. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
7. US, Russia talks fail to end Ukraine deadlock. (2014, March 30). Businessweek/AP. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-30/kerry-set-to-see-russian-fm-on-ukraine
-------------------------------

ขอเชิญออสเตรเลียเป็นสมาชิกอาเซียน

อาเซียนก้าวหน้าอีกขั้นด้วยการเชิญออสเตรเลียเป็นสมาชิก เป็นการคิดนอกกรอบอีกครั้ง และน่าจะด้วยเหตุผลเดิม นั่นคือ ผลจากบริบทความมั่นคงระหว่างประเทศ

เทียบเชิญจากอาเซียน :
ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โจโก วีโดโด (Joko Widodo) เชื้อเชิญออสเตรเลียเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มตัว เปิดโอกาสให้ออสเตรเลียมีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น ทั้งด้านการป้องกันประเทศ การค้าการลงทุน และประเด็นความมั่นคงอื่นๆ คิดว่าจะเพิ่มความมั่นคงแก่ทุกประเทศในภูมิภาค ทุกอย่างจะดีขึ้น นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลีเซียนลุง (Lee Hsien Loong) กล่าวทำนองนี้เช่นกัน
            ด้านในออสเตรเลียมีการพูดถึงแนวคิดเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเหมือนกัน
            ผู้นำอาเซียนมีวาระประชุมกับผู้นำออสเตรเลียในวันสุดสัปดาห์นี้ที่เรียกว่า “การประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ” (ASEAN-Australia Special Summit) เรื่องการเชิญออสเตรเลียเป็นสมาชิกอาเซียนคงเป็นหนึ่งในวาระสำคัญแน่นอน
            หลักคิดคือความมั่นคงภูมิภาคเปิดทางสู่ความมั่งคั่ง ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทุกประเทศได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย
อาเซียนเป็นฝ่ายเอ่ยปากเชิญ :
ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือติมอร์ตะวันออกเดิมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ได้รับเอกราชเมื่อค.ศ.2002 รัฐบาลติมอร์-เลสเตประกาศต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเร็วที่สุด แต่จนบัดนี้ยังเป็นเพียงความพยายาม มีการเอ่ยถึงในแถลงการณ์หลังประชุมสุดยอดอาเซียนบ้าง แต่ยังไม่อาจตอบได้ว่าสามารถเป็นสมาชิกได้เมื่อใด แม้ว่าประเทศนี้อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็มตัวก็ตาม
ชมคลิปสั้น 3 นาที 
ก่อนหน้านั้นปาปัวนิวกินีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่อยากเข้าอาเซียน ประเทศนี้เป็นเกาะตั้งอยู่ทางทิศเหนือของออสเตรเลีย มีพรมแดนติดกับอินโดนีเซีย แต่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มโอเชียเนีย (Oceania) กลุ่มของหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก มีประชากรราว 6 ล้านคน รัฐบาลปาปัวนิวกินีพยายามอยู่หลายปี เข้าใจว่าไม่จำต้องพยายามอีกต่อไปแล้ว
            ในกรณีออสเตรเลีย สมาชิกอาเซียนเป็นฝ่ายเชื้อเชิญเอง เข้าใจว่าในหมู่สมาชิกอาเซียนมีฉันทามติเรื่องนี้แล้ว (ดังจะเห็นว่าทั้งผู้นำอินโดฯ กับสิงคโปร์เอ่ยปากเรื่องนี้พร้อมกัน) ขั้นตอนล่าสุดอยู่ที่การส่งเทียบเชิญถึงผู้นำออสเตรเลีย นำเข้าสู่วาระหารือร่วมอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดข้อสรุป แนวทางปฏิบัติซึ่งมีหลายขั้นตอน
            ในส่วนของออสเตรเลียถ้าจริงใจกับการเข้าร่วมอาเซียน จะหมายถึงการถอยห่างออกจากฝ่ายสหรัฐ วางตัวบนจุดยืนแบบอาเซียนมากขึ้น
จะเข้ากันได้หรือเมื่อออสเตรเลียมีความเป็นตะวันตกสูง :
            บางคนอาจตั้งคำถามว่าออสเตรเลียเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมอังกฤษ คนเชื้อสายอังกฤษเข้าไปตั้งรกราก ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ประชากรส่วนใหญ่มีหน้าตาแบบตะวันตก มีความร่วมมือด้านความมั่นคงใกล้ชิดสหรัฐอย่างยาวนาน เป็นหุ้นส่วนความมั่นคงกับสหรัฐ รวมความแล้วมีความเป็นตะวันตกสูง
            เหล่านี้เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ
            แต่ถ้ามองจากอาเซียน อาเซียนก่อตั้งบนพื้นฐานความแตกต่างอยู่แล้ว ดังที่เคยเสนอในบทความก่อนว่าชาติสมาชิก 10 ประเทศแตกต่างกัน ตั้งแต่ด้านการเมืองการปกครอง มีทั้งประชาธิปไตย อำนาจนิยมหลากหลายแบบ ราชาธิปไตย สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ มีทั้งประเทศที่นับถือพุทธ คริสต์ อิสลาม มีภาษาที่แตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์ประเทศ สิงคโปร์มีระบบเศรษฐกิจแบบประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่เมียนมาเพิ่งเปิดประเทศต้อนรับระบบทุนนิยมเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ใบหน้าผิวพรรณของประชากร 10 ชาติสมาชิกก็หลากหลาย
            ดังนั้น หากเพิ่มออสเตรเลียที่ยึดระบอบประชาธิปไตย ทุนนิยมเสรี คนส่วนใหญ่ประกาศตัวว่านับถือคริสต์ ใช้ภาษาอังกฤษ หลายคนมีใบหน้าแบบตะวันตก ก็เป็นเพียงเพิ่มความหลากหลายให้มากขึ้นเท่านั้น
            แต่ไม่แปลกสำหรับอาเซียนที่แตกต่างหลากหลายอยู่แล้ว
            ถ้ายังยึดประวัติศาสตร์ ภาษา รูปร่างหน้าตา นโยบายหลายเรื่อง ควรคิดว่าใกล้ชิดตะวันตก แต่หากยึดผลประโยชน์ที่จับต้องได้ การเป็นสมาชิกอาเซียนน่าจะเพิ่มประโยชน์ที่จับต้องได้มากกว่า และหากเชื่อว่าจีนกับอาเซียนจะเติบโตขึ้นอีกในศตวรรษนี้ การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนน่าจะได้รับผลดีกว่าใช่หรือไม่ อีกทั้งอาเซียนต้องการออสเตรเลียมากกว่าสหรัฐ ยอมทุ่มเทเพื่อออสเตรเลียมากกว่า เป็นอีกประเด็นที่น่าคิดเช่นกัน
            นี่น่าจะเป็นข้อเสนอที่อาเซียนเตรียมหยิบยื่นแก่ออสเตรเลีย แท้จริงแล้วทุกวันนี้เศรษฐกิจออสเตรเลียเชื่อมโยงกับอาเซียน การค้าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น และยังมีศักยภาพอีกมาก หากเข้าร่วมเป็นสมาชิกย่อมเข้าร่วมเขตการค้าอาเซียน เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เปิดทางสู่ความร่วมมือด้านการค้าอื่นๆ เช่น Regional Comprehensive Economic Partnership ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและอาเซียนเป็นผู้ริเริ่ม ส่งเสริมการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน การท่องเที่ยว การศึกษา
            เรื่องที่รัฐบาลออสเตรเลียต้องไตร่ตรองคือยอมผูกความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศเข้ากับอาเซียนหรือไม่ ยอมลดละภาพความเป็นตะวันตกลงบ้างหรือไม่ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วหลายส่วนเป็นภาพเชิงการทูต เป็นภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นมา ส่วนที่เป็นตะวันตกแท้ของออสเตรเลียไม่น่าจะเปลี่ยนไปมาก
            และจะต้องกลายเป็นสมาชิก 1 ประเทศในบรรดาสมาชิกทั้งหมด

            ถ้าจะพูดให้ชัด สังเกตว่าประเด็นความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศคือเรื่องหลักที่อาเซียนคิดถึง (แน่นอนหวังเพิ่มความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมด้วย) เป็นเหตุผลเดียวกับที่นำประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างเวียดนาม สปป,ลาว กัมพูชา และรัฐบาลทหารเมียนมา (พม่า) เข้าเป็นสมาชิก
            เป็นไปได้ว่าอาเซียนหวังว่าการดึงออสเตรเลียเข้าร่วมจะลดความตึงเครียดในภูมิภาค ลดทอนอิทธิพลสหรัฐ ฝ่ายออสเตรเลียคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกันมิใช่หรือ การลดแรงตึงเครียดน่าจะเป็นผลดีมากกว่า
            การเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนต่อให้เป็นสมาชิกที่ผูกพันเต็มตัวต้องใช้เวลาเตรียมการ ปรับระบบให้เข้ากัน ซึ่งต้องกินเวลาหลายปี อาจนานถึงสิบปีด้วยซ้ำ
            ในทางปฏิบัติ การปรับระบบเข้าหากันจะเป็นกระบวนการที่ดำเนินการเป็นขั้นๆ ค่อยๆ เข้าหากัน ในห้วงเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสให้รัฐบาลออสเตรเลีย (ซึ่งจะมีหลายชุด) ได้ทบทวนการตัดสินใจ

มหาอำนาจอื่นจะยอมหรือไม่ โดยเฉพาะจีนกับสหรัฐ :
            คำถามนี้ต้องตอบโดย 2 ฝ่ายคืออาเซียนกับออสเตรเลีย
            ดังที่นำเสนอแล้วว่าผู้นำอินโดนีเซียกับสิงคโปร์เป็นผู้เอ่ยปากเรื่องนี้ ชี้ว่าในหมู่สมาชิกอาเซียนได้ตกลงแล้ว ได้วิเคราะห์ประเมินผลดีผลเสียแล้ว แม้กระทั่งอาจแจ้งบางประเทศให้รับรู้ก่อนแล้ว (หรือฝ่ายเขาสอบถาม) ดังนั้น อาเซียนตัดสินใจดีแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นเดินหน้าตามแผนรับออสเตรเลีย
            เหลืออีกฝ่ายที่ต้องตัดสินใจคือออสเตรเลีย
เรื่องนี้คงต้องขอมติจากรัฐสภา และหากถ้ารัฐบาลออสเตรเลียคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากอาจทำประชามติ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ทั้งความเป็นไปในออสเตรเลียและปฏิกิริยาจากหลายประเทศที่มักแสดงบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้

คือการเติบโตอีกขั้นของอาเซียน :
            ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ต้องชื่นชมความคิดและความกล้าหาญของผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน หรืออาจพูดอีกมุมว่าอาเซียนได้รับแรงกดดันจากบริบทความมั่นคงระหว่างประเทศมากจนถึงกับต้องหาทางออก หมากออสเตรเลียคือสิ่งที่อาเซียนกำลังเดิน
            หากประสบความสำเร็จ โฉมหน้าอาเซียนจะเปลี่ยนครั้งใหญ่ จะไม่ใช่องค์กรของประเทศเล็กๆ กลุ่มหนึ่งในเอเชียอีกต่อไป เพราะความเป็นตะวันตกของออสเตรเลียจะทำให้ภาพเปลี่ยนไปจากเดิม ขนาดพื้นที่ประชาคมอาเซียนใหม่จะกว้างใหญ่กว่าเดิมมาก
            เป็นอีกครั้งที่อาเซียนคิดนอกกรอบ (การคิดนอกกรอบครั้งแรกคือการดึงประเทศสังคมนิยมมาเป็นสมาชิก) เพราะหากมองจากภูมิศาสตร์ออสเตรเลียไม่อยู่ในภูมิภาคนี้ อีกทั้งออสเตรเลียมีความเป็นตะวันตกสูง อยู่ฝ่ายสหรัฐมาตลอด
            หากออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียน น่าคิดเหมือนกันว่าจำต้องมีทวีปออสเตรเลียต่อไปอีกหรือไม่ มีเหตุผลมากพอที่จะต้องมีทวีปนี้อีกหรือไม่
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนที่เริ่มต้นด้วย 5 ประเทศ อาเซียนคือองค์ประกอบของความหลากหลาย ทั้งระบอบปกครอง ศาสนาวัฒนธรรม ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ ถึงกระนั้นอาเซียนค่อยๆ พัฒนาตามลำดับ จนกลายเป็นประชาคมอาเซียนในปัจจุบัน แน่นอนว่าการเคลื่อนตัวของอาเซียนเป็นไปอย่างช้าบ้างเร็วบ้าง แม้มีแผนต่างๆ มากมาย หลายส่วนยังรอการปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่รวมความแล้วนี่คืออาเซียน นี่คือประชาคมอาเซียน
            สัญลักษณ์อาเซียนมีรวงข้าวสีเหลือง 10 รวง หากออสเตรเลียเข้าเป็นสมาชิกสัญลักษณ์ใหม่อาจมีจิงโจ้เพิ่มขึ้นหนึ่งตัว และไม่เพียงเท่านั้นเพราะอาจพ่วงนกกีวีอีกตัวด้วย (นิวซีแลนด์) รวมความแล้วอาเซียนจะหลากหลายกว่าเดิม
18 มีนาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7799 วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2561)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
มีผู้ตั้งคำถามว่าติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่ คำตอบเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศติมอร์จะสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการรับสมาชิกตามกฎบัตรอาเซียนหรือไม่ คำตอบที่ตรงประเด็นกว่านั้นคือขึ้นอยู่กับความพยายามของติมอร์-เลสเตในการสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรือง สมกับเป็นรัฐสมัยใหม่ที่พร้อมจะก้าวไปกับชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ
เข้าใจอาเซียนตอน: ทำไมอาเซียนจึงมีสมาชิกสิบประเทศ
จุดเริ่มต้นของอาเซียนเกิดจากการที่ชาติสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศรวมตัวกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากสงครามเย็น เมื่อความตึงเครียดจากสงครามเย็นคลายตัว จึงดึงประเทศที่เคยเป็นปรปักษ์มารวมตัวกันภายใต้อาเซียน ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามเย็นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บรรณานุกรม :
1. Asean-Australia Special Summit matters to us all. (2018, March 15). Borneo Bulletin. Retrieved from https://borneobulletin.com.bn/asean-australia-special-summit-matters-to-us-all/
2. ASEAN’s Time to Invest in Timor-Leste. (2012, December 17). Retrieved from http://cogitasia.com/asean%E2%80%99s-time-to-invest-in-timor-leste/
3. Indonesia wants Australia as full ASEAN member. (2018, March 16). Channel NewsAsia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/indonesia-wants-australia-as-full-asean-member-10048682
4. Indonesia wants Australia as full ASEAN member. (2018, March 15). The Jakarta Post. Retrieved from http://www.thejakartapost.com/seasia/2018/03/16/indonesia-wants-australia-as-full-asean-member.html
5. Papua New Guinea as an ASEAN Member? (2012, December 7). Retrieved from http://aseanec.blogspot.com/2012/12/papua-new-guinea-as-asean-member.html
-----------------------------

240 ปีแนวร่วมต่อต้านสงครามในสหรัฐ

ตลอด 240 ปีนับจากก่อตั้งประเทศได้พิสูจน์ชัดว่าชาวอเมริกันผู้รักสันติแทบไม่มีผลต่อนโยบายทำสงคราม เป็นเหตุให้สหรัฐเข้าทำสงครามน้อยใหญ่อยู่เสมอ สงครามมีเพื่อใครกันแน่

Mitchell K. Hall ในหนังสือ Opposition to War: an encyclopedia of U.S. peace and antiwar movements บรรยายว่าตลอดประวัติศาสตร์ 240 ปีนับแต่ก่อตั้งประเทศ สหรัฐทำสงครามครั้งใหญ่ 12 ครั้ง (เฉลี่ย 20 ปีต่อครั้ง-แก้ไข) ม่นับสงครามเล็กๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกจำนวนมาก ขัดแย้งกับแนวคิดที่ว่าเป็นชาติรักสันติ
            ในหมู่ชาวอเมริกันมีผู้รักสันติแท้ๆ ด้วยแรงขับหลากหลาย จุดมุ่งหมายปลีกย่อยหลายแบบ และใช้ยุทธศาสตร์แตกต่างกัน
            นักต่อต้านสงครามรุ่นแรกๆ ได้แรงผลักดันจากศาสนา พวกพิวริตัน (Puritan-นิกายหนึ่งของผู้นับถือคริสต์) ยึดหลัก “สงครามที่เป็นธรรม” (just war) ในขณะที่ผู้นับถือคริสต์ส่วนใหญ่จะยึดหลักการจากเทศนาบนภูเขาของพระคริสต์ (Christ’s Sermon on the Mount) แต่ผู้ประกาศตัวว่านับถือคริสต์มีหลากหลาย บางคนเห็นด้วยกับการทำสงคราม เกิดความขัดแย้งกันเองถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายกัน ทำลายหรือยึดทรัพย์สินของอีกฝ่าย
            ในยุคเริ่มประเทศ รัฐบาลยึดนโยบายเป็นกลาง ด้วยเกรงว่าหากสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศในยุโรปจะชักนำตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้ง ในยามที่ประเทศขาดความพร้อม (ในขณะนั้นรัฐต่างๆ ที่รวมเป็นประเทศยังขาดเอกภาพ รัฐบาลกลางไม่มีอำนาจ)
ชมคลิปสั้้น 5 นาที
เลิกทาส จักรวรรดินิยม สงครามโลก :
            ในเวลาต่อมาแนวคิดต่อต้านสงครามนำสู่แนวคิดเลิกทาส เห็นว่าการบังคับทาสโหดร้ายทารุณไม่แพ้สงคราม ความคิดเลิกทาสสร้างความขัดแย้งในสังคมอย่างหนัก บางคนเห็นว่าจำต้องมีต่อไป บ้างเห็นว่าหากเลิกทาสประเทศจะปั่นป่วนกว่าเดิมเพราะจะเกิดสงครามกลางเมือง
            ปลายศตวรรษที่ 19 ชาวอเมริกันผู้รักสันติถกว่าประเทศเป็นจักรวรรดินิยมหรือไม่ เมื่อทำสงครามกับสเปนและเป็นเจ้าอาณานิคมฟิลิปปินส์ ฝ่ายที่เห็นว่าควรผนวกฟิลิปปินส์ให้เหตุผลว่าเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพโลก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่าเป็นข้ออ้างเพื่อยึดครองมากกว่า (ปลดปล่อยฟิลิปปินส์จากสเปนเพื่อยึดครองเอง) สุดท้ายรัฐสภายืนยันผนวกฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมของสหรัฐ
            วิเคราะห์ : จะเห็นว่าตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อนมีประเด็นถกเถียงว่าสหรัฐเป็นจักรวรรดินิยมหรือไม่ คำว่าปลดปล่อย ช่วยเหลือประเทศอื่นเป็นเพียงข้ออ้างหรือไม่ จะเห็นว่าประชาชนสามารถแสดงจุดยืนความคิดเห็นอย่างเต็มที่ แต่เสียงของประชาชนมีผลต่อนักการเมืองมากน้อยเพียงไรนั่นเป็นอีกเรื่อง
            เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดคำถามว่าควรเตรียมพร้อมเพื่อสงครามครั้งต่อไปหรือไม่ ควรวางตัวเป็นกลางอีกหรือไม่ ปรากฏว่ารัฐบาลเห็นต่างจากพวกรักสันติทั้ง 2 เรื่อง นับวันจะเพิ่มกฎหมายที่มุ่งบั่นทอนบ่อนทำลายประเทศปรปักษ์ เตรียมพร้อมทำสงคราม

            ในช่วงนี้เกิดกลุ่มต่อต้านสงครามมากมาย บางกลุ่มไม่คิดว่าการเผยแพร่ประชาธิปไตยจะเป็นต้นเหตุให้เกิดสันติภาพ เห็นว่าเป็นข้ออ้างของพวกลัทธิจักรวรรดินิยมมากกว่า
            ในทศวรรษ 1930 นักสันตินิยมให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และนโยบายลดอาวุธ บางส่วนสนับสนุนแนวคิดการป้องกันร่วม (collective action) เพื่อต้านการขยายตัวของฟาสซิสต์
            วิเคราะห์ : หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 บริบทเปลี่ยนไปมาก ฝ่ายการเมืองเห็นว่าต้องเข้าพัวพันกับโลกเพื่อความมั่นคง โลกกำลังมีอันตรายจากลัทธิฟาสซิสต์ซึ่งเป็นความจริง ในขณะที่ความจริงอีกด้านมีคำถามอยู่เสมอว่าสหรัฐกำลังเป็นจักรวรรดินิยมด้วยหรือไม่ (ทำลายจักรวรรดินิยมอื่นเพื่อตัวเองเป็นจักรวรรดินิยมใหม่) ความเข้าใจเหล่านี้นับวันจะซับซ้อน มีประเด็นที่ต้องศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นองค์ความรู้ที่ต้องสืบเสาะระดับโลก
            ในทศวรรษ 1930 คนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเลี่ยงความตึงเครียดในยุโรป (การปรากฏตัวของนาซีเยอรมัน) ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “ทำสงครามเพื่อหยุดสงคราม” ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่หยุดความตึงเครียด และสถานการณ์ดูเหมือนว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่อีก
            วิเคราะห์ : สงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่หยุดความตึงเครียดมาจากหลายสาเหตุ ปัจจัยสำคัญคือเยอรมันต้องยอมรับผิดในฐานะเป็นผู้ก่อสงคราม ต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามถึง 1.5 เท่าของจีดีพี เสียดินแดนทั้งในยุโรปและอาณานิคม ระบบอุตสาหกรรมพังทลาย เศรษฐกิจพังพินาศ คนว่างงานสูงเกือบร้อยละ 50 รัฐบาลประชาธิปไตยอ่อนแอ ผลักดันให้คนเยอรมันสนับสนุนฮิตเลอร์ ดังนั้นจะโทษตัวสงครามอย่างเดียวไม่ได้
            เมื่อนาซีเยอรมันเริ่มรุกรานเพื่อนบ้าน กลุ่มรักสันติบางคนเห็นด้วยกับการต่อต้านนาซีโดยให้เป็นความร่วมมือจากนานาชาติ เป็นกรณีตัวอย่างชี้ว่าการรักสันติไม่ได้หมายถึงไม่ทำสงคราม หรือต้องรอให้ศัตรูอยู่หน้าบ้านจึงลงมือต่อต้าน

สงครามเย็นและหลังสงครามเย็น :
            ยุคสงครามเย็นมหาอำนาจมีอาวุธนิวเคลียร์เหลือเฟือ เป็นช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันรู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา มีหลายเหตุการณ์ที่เกือบนำสู่สงครามนิวเคลียร์ทั้งแบบตั้งใจกับไม่ตั้งใจ เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลกับพวกรักสันติคิดเห็นต่างกัน รัฐบาลสหรัฐไม่ว่ามาจากพรรคเดโมแครทหรือรีพับลิกันใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมประเทศคอมมิวนิสต์ สร้างกองทัพมหึมา ชาวอเมริกันที่สนใจสังคมนิยมจะถูกตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นพวกคุกคามความมั่นคงประเทศ เสรีภาพของประชาชนถูกบั่นทอน
            สงครามเกาหลีในทศวรรษ 1950 ถูกตีความสนับสนุนแนวทางรัฐบาล พวกรักสันตินั้นไร้เดียงสา
            อย่างไรก็ตาม สงครามเวียดนามพลิกสถานการณ์สนับสนุนฝ่ายรักสันติ และกลายเป็นช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันเรียกร้องต่อต้านสงครามมากสุดในประวัติศาสตร์ มีนักเคลื่อนไหวอย่างจริงจังถึง 4 ล้านคน ฝ่ายต่อต้านประกอบด้วยหลากหลายกลุ่ม คนส่วนใหญ่ต่อต้านสงครามด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ศาสนา
            วิเคราะห์ : ถ้าพิจารณาจากประเด็นเพิ่มงบประมาณกลาโหม การแทรกแซงประเทศอื่นๆ จะเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทล้วนมีจุดยืนแตกต่างจากกลุ่มรักสันติ และเห็นได้ชัดว่ากลุ่มไม่มีผลต่อยุทธศาสตร์แม่บท มีเพียงบางเหตุการณ์ที่ชวนให้คิดว่าฝ่ายรักสันติมีผลต่อนโยบายรัฐ เช่น การลดอาวุธนิวเคลียร์ ความพยายามยุติบางสงคราม
            สงครามอ่าวเปอร์เซีย การโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) กลายเป็นศูนย์รวมพวกต่อต้านสงครามอีกครั้ง พร้อมกับที่รัฐบาลประกาศทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย ฝ่ายต่อต้านไม่เชื่อว่ารัฐบาลซัดดัมเกี่ยวข้องกับเหตุ 9/11 เชื่อว่าเป้าหมายที่รัฐบาลสหรัฐต้องการคือควบคุมบ่อน้ำมัน
            โดยรวมแล้ว แนวคิดของพวกรักสันติเริ่มจากหลักศาสนาคริสต์ ต่อมาเป็นแนวคิดด้านการเมืองการปกครอง เช่น ส่งเสริมประชาธิปไตยเพราะเห็นว่าประเทศประชาธิปไตยจะไม่ทำสงคราม สงครามยับยั้งได้ด้วยความร่วมมือนานาชาติ 240 กว่าปีนับจากก่อตั้งประเทศฝ่ายรักสันติสงสัยจุดมุ่งหมายของรัฐบาลเรื่อยมาว่าต้องการสันติภาพจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทำสงคราม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ทั้งสงครามเวียดนามกับสงครามอ่าวเปอร์เซียเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สังคมอเมริกันเห็นว่าไม่ใช่สงครามที่ควรเข้าร่วม ที่ควรเข้าใจคือทั้ง 2 สงครามทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวนมาก ปัญหาใหญ่กว่าผู้เสียชีวิตคือผู้บาดเจ็บ กรณีสงครามอิรักบาดเจ็บกว่า 32,000 นาย ในจำนวนนี้หลายพันคนประสบปัญหาทางสมองและไขสันหลัง เป็นภาระที่รัฐบาลกับครอบครัวทหารหาญต้องแบกนานเป็นสิบปีหรือตลอดชีวิต เสียค่าใช้จ่ายดูแลพยาบาล เรื่องเหล่านี้ส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลอย่างมาก ถึงขั้นแพ้หรือชนะเลือกตั้ง ดังนั้น ประเด็นไม่อยู่ที่รัฐบาลรักสันติหรือไม่ คนอเมริกันเสียชีวิตกับบาดเจ็บพิกลพิการเป็นแรงกดดันสำคัญ ดังจะเห็นว่านับจากเริ่มรัฐบาลบารัก โอมาบา สหรัฐถอนทหารหลายหมื่นออกจากสมรภูมิ ที่ยังประจำการในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในป้อมทหาร ผู้ที่รบจริงเป็นพวกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
พร้อมๆ กันนี้คือข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลโอบามาอยู่เบื้องหลังการโค่นล้มหลายรัฐบาล เพียงแต่รัฐบาลโอบามานิ่งเฉยไม่ค่อยแสดงอะไรออกมา ภาพที่เห็นจึงเป็นความขัดแย้งภายในประเทศ เกิดรัฐประหารยึดอำนาจภายในประเทศ ทั้งๆ ที่หลายกรณีรัฐบาลสหรัฐมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย
การปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธที่มาจากกว่าร้อยประเทศ กลุ่มผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม รวมทั้ง ISIS/ISIL เป็นอีกปรากฏการณ์ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งที่หลายคนมั่นใจว่ารัฐบาลบางประเทศเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
            หากดูจากยุทธศาสตร์แม่บทเรื่องการพัวพันโลกที่ยังยึดถือเรื่อยมา ปรากฏเป็นการทำสงครามในที่ต่างๆ ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้มล้างรัฐบาลประเทศอื่นๆ ควบคุมรัฐบาลหลายประเทศในโลก เห็นชัดว่าพวกรักสันติไม่มีผลต่อนโยบายรัฐบาล
            คำถามสำคัญคือนโยบายเหล่านี้ส่งผลดีหรือผลเสียมากกว่า พลเมืองอเมริกันได้ประโยชน์จริงหรือไม่ มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือไม่ แท้จริงแล้วพลเมืองอเมริกันมีผลต่อนโยบายประเทศหรือ
11 มีนาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7792 วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2561)
------------------------
บรรณานุกรม :
1. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
2. Hall, Mitchell K. (2018). Opposition to War: an encyclopedia of U.S. peace and antiwar movements. USA: ABC-CLIO, LLC.
3. Heidler, David S., Heidler, Jeanne T. (2004). Daily Life in the Early American Republic, 1790-1820: Creating a New Nation. USA: Greenwood Press.
4. Hoffman, John., Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.
5. Justin P. Coffey and Paul G. Pierpaoli Jr.. (2010). Bush, George Walker. In The Encyclopedia of Middle East Wars: The United States in the Persian Gulf, Afghanistan, and Iraq Conflicts. (pp.251-251). California : ABC-CLIO, LLC.
6. U.S. House of Representatives. (2013, July 9). Subcommittee Hearing: Learning From Iraq: A Final Report from the Special Inspector General for Iraq Reconstruction. Retrieved from http://docs.house.gov/meetings/FA/FA13/20130709/101112/HHRG-113-FA13-Transcript-20130709-U1.pdf
-----------------------------

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ
            ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน
            แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง อาจเรียกประเทศดังกล่าวว่าเป็น ผู้รักษาสมดุล (keeper of the balance) ผลคือต่างฝ่ายต่างไม่ทำสงครามต่อกันเพราะรู้ว่าไม่อาจมีชัยในสงคราม
            ดังนั้น จึงไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร แต่ต้องถ่วงดุลเพื่อไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล้าก่อสงคราม

บริบทอาเซียน :
            สถานการณ์หรือบริบทที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่คือการดำรงอยู่ของ 2 มหาอำนาจ อันได้แก่ จีนกับสหรัฐ อาเซียนรู้จักทั้ง 2 ประเทศอย่างดี ถ้าเป็นประเทศจีนสามารถย้อนประวัติศาสตร์เป็นพันปี ส่วนในยุคนี้ไม่มีความจำเป็นต้องเอ่ยถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐให้ยืดยาว
            การช่วงชิงผลประโยชน์ของ 2 มหาอำนาจที่เกี่ยวพันกับอาเซียนมีรอบด้าน อาเซียนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคมกับจีนและสหรัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันนับวันจีนจะเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นประเทศที่รัฐบาลสหรัฐวิตกกังวลว่าจะมีอิทธิพลเหนือตน จึงดำเนินนโยบายหลายอย่างหวังสกัดกั้นการก้าวขึ้นมาของจีน ประเด็นทะเลจีนใต้ การเดินเรือเสรี ข้อพิพาทการอ้างกรรมสิทธิ์ในอาณาเขตบางส่วนระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนกับจีน กลายเป็นอีกประเด็นให้สหรัฐเข้ามาพัวพันและเพิ่มความขัดแย้งกับจีน

ยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจของอาเซียน :
            อาเซียนแม้มีชาติสมาชิก 10 ประเทศ แต่ไม่อาจสู้อำนาจของจีนหรือสหรัฐ ที่สำคัญคือหวังให้ภูมิภาคมีเสถียรภาพ สงบเรียบร้อย อันหมายถึงชาติสมาชิกทุกประเทศได้อยู่ในบรรยากาศภูมิภาคสงบเรียบร้อยด้วย เป็นโจทย์ที่อาเซียนต้องหาคำตอบ หนึ่งในคำตอบนั้นคืออาศัยทฤษฎีดุจแห่งอำนาจ มีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้

ประการแรก อาเซียนจะไม่ปะทะโดยตรงกับชาติมหาอำนาจ
            ไม่ใช่วิธีการที่ชาญฉลาดแน่นอนถ้าอาเซียนหรือชาติสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งจะปะทะกับมหาอำนาจโดยตรง ในการนี้ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนหรือชาติสมาชิกจะไม่รู้จักแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่จะต้องไม่เป็นเหตุบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ เพราะไม่อาจสู้และจะเสียหายหนัก ดังนั้นต้องไม่ล้ำเส้นสู่การทำสงคราม มุ่งแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี คืนความสงบแก่ภูมิภาค
            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฟิลิปปินส์กับเวียดนามเป็นกรณีตัวอย่าง ทั้ง 2 ประเทศพิพาทกับจีนเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ มีการเผชิญหน้าหลายครั้ง แต่ไม่ปล่อยให้บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ ที่สุดแล้วหลังการเจรจาทั้งทางตรงทางลับสถานการณ์คืนสู่ความสงบ และวนเวียนเช่นนี้เป็นระยะๆ

ประการที่ 2 เรียกร้องให้มหาอำนาจมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์
ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือทั้งจีนกับสหรัฐต้องการมีบทบาทในภูมิภาค เป็นเช่นนี้มานานและคงจะเป็นเช่นนี้อีกต่อไป ไม่ว่าอาเซียนจะเชื้อเชิญหรือไม่ชาติมหาอำนาจจะเข้ามาพัวพัน (engage) เป็นลักษณะพื้นฐานของมหาอำนาจอยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถกีดขวางจึงเปลี่ยนเป็นขอให้ทั้ง 2 ประเทศแสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์ และให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน การที่สามารถดึงมหาอำนาจมาถ่วงดุลกันเองเป็นเพราะทั้งจีนกับฝ่ายสหรัฐต่างต้องการผลประโยชน์ในภูมิภาค
ในอีกด้านหนึ่งต้องมองการดำรงอยู่ของมหาอำนาจในแง่บวก การดำรงอยู่ของทั้ง 2 มหาอำนาจมีข้อดีหลายอย่าง มีคุณประโยชน์ต่ออาเซียนทุกด้าน ถ้ามองในแง่บวกจะเห็นเป็นโอกาส อาเซียนไม่ควรโดดเดี่ยวตัวเอง

ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ถ้าพูดอย่างมองโลกตามความจริง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นคือเป็นการแข่งขันแบบใด
            รูปแบบหนึ่งคือการแข่งขันที่อยู่ในกรอบกติกาและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ จีนคือกรณีตัวอย่างที่แสวงหาความร่วมมือ สร้างมิตรภาพกับทุกประเทศในเอเชีย ดำเนินนโยบายสร้างแนวเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม ก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) AIIB เสริมสร้างอิทธิพลระดับโลกแก่จีน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอบสนองความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการเงินทุนของประเทศในภูมิภาค เป็นกรณีตัวอย่างว่าจีนสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ AIIB ไม่ต่างจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือธนาคารโลก หรือการที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank)
            นี่เป็นนโยบายที่ชอบธรรม สร้างสรรค์ สิงคโปร์จึงสนับสนุน AIIB

            และในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐสมัยพิเศษ (U.S.-ASEAN Leaders Summit) ที่เมือง Rancho รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายกฯ ลีกล่าวว่าสหรัฐเป็นหุ้นส่วนสำคัญของอาเซียน ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมมือหลายด้าน หวังว่าในอนาคตสหรัฐจะพัวพันกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ดังเช่นสมัยของประธานาธิบดีโอบามา และมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นๆ อย่างสร้างสรรค์เช่นกัน สหรัฐมีบทบาทสำคัญเรื่องต่อต้านก่อการร้าย เสรีภาพในการเดินเรือและการยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการพัวพันอย่างลงลึกเสมอต้นเสมอปลายจะเป็นเหตุให้สหรัฐมีอิทธิพลในเอเชียดียิ่งกว่าที่เป็นอยู่ กระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเล่นตามกฎและใช้สันติวิธี
            จะเห็นได้ว่าอาเซียนไม่ปฏิเสธอีกทั้งยังสนับสนุนให้ 2 มหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวพันกับอาเซียน แต่ทั้งหมดขอให้ดำเนินการในทางการสร้างสรรค์ มุ่งสร้างความสุขความเจริญ

            ในอีกมุมหนึ่ง คำพูดของนายกฯ ลี บ่งบอกเป็นนัยว่า อาเซียนจะสนับสนุนมากกว่านี้ถ้าสหรัฐแสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย มุ่งความสงบสุขเรียบร้อยของภูมิภาค หากสหรัฐแสดงบทบาทในทางตรงข้าม อาเซียนจะถอยห่างจากสหรัฐ ซึ่งหมายความจะจับมือกับจีนเพื่อต้านสหรัฐ
            เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจ

ถ้ามองในภาพกว้าง อาเซียนไม่ได้ละเลยตัวแสดงอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รัสเซีย หรือแม้แต่อินเดียที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะมีประชากรมากที่สุดในโลกในไม่ช้า มีพรมแดนติดอาเซียนทางตะวันตก

จุดอ่อนของทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ :
            ทฤษฎีหรือแนวคิดต่างๆ มีจุดแข็งจุดอ่อนในตัวมันเองเสมอ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจก็เช่นกัน เช่น
            ประการแรก ยากจะประเมินพลังอำนาจของอีกฝ่าย
            ในทางปฏิบัติเป็นการยากที่จะประเมินพลังอำนาจของอีกฝ่ายอย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างการประเมินพลังอำนาจทางทหาร ขีดความสามารถของกองทัพขึ้นกับหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงชนิดหรือจำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ ต้องประเมินพลังอำนาจในด้านอื่นๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของการเมืองภายใน ประชากร
            ประการที่ 2 ยากจะบรรลุหรือรักษาจุดแห่งความสมดุล
            การจะรักษาให้อยู่ในภาวะสมดุลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขึ้นกับปัจจัยมากมาย บริบทภายในและระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงมีปัญหาว่าหากประเทศมีขีดจำกัดหรือไม่สามารถรักษาสมดุลแล้ว ย่อมกลายเป็นเหตุไม่บรรลุเป้าหมายหลักการ หรือไม่หากประชาชนไม่สนใจรักษาสมดุลดังกล่าว
            ประการที่ 3 ต้องการครอบครอง
            รัฐที่ประกาศยึดหลักสมดุลอำนาจเพราะเชื่อว่าหากยึดทฤษฎีดังกล่าวทุกประเทศจะไม่ทำสงคราม แต่ไม่ใช่ทุกรัฐหรือผู้นำประเทศทุกคนที่ไม่ต้องการขยายอำนาจ การที่ฮิตเลอร์ก่อสงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้คำนึงเรื่องสมดุลอำนาจ เพราะไม่มีเป้าหมายรักษาสมดุล ปรารถนาสร้างสังคมอารยันตามความใฝ่ฝันของตน เช่นเดียวกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์โซเวียตก็ไม่คำนึงเรื่องสมดุลอำนาจแต่ต้องการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก ญี่ปุ่นโจมตีสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่สองก็ด้วยเหตุผลหวังครอบครองเอเชีย
            Peloponnesian War เป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์ว่าในบางครั้งมีความคิดไม่ต้องการให้รัฐหรือเมืองคู่แข่งมีอำนาจทัดเทียมกับตน ในปี 431 ก่อนคริสตศักราช สปาร์ตา (Sparta) กับเอเธนส์ (Athens) ทำสงครามกัน ธูซิดดิดีส (Thucydides) อธิบายว่าเดิม 2 รัฐอยู่ด้วยกันอย่างสงบ แต่เมื่อสปาร์ตาเห็นว่าเอเธนส์มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และเกรงว่าสักวันหนึ่งอาจรุกรานสปาร์ตา จึงตัดสินใจชิงโจมตีเอเธนส์ก่อน

ใช้ยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจอย่างระมัดระวัง :
            ปัญหาของทฤษฎีดุลแห่งอำนาจสำหรับอาเซียนคือมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่วันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุร้ายจริง จีนจะลังเลในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ความช่วยเหลือจะจริงจังมากเพียงใด หรือในทางกลับกันสหรัฐพร้อมจะถ่วงดุลจีนอย่างจริงจังเพื่ออาเซียนกระนั้นหรือ
            ปัญหาอีกข้อนักวิเคราะห์ Eric Chiou เอ่ยถึงกรณีฟิลิปปินส์ เห็นว่าใจว่าเนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีพลังอำนาจป้องกันประเทศต่ำ จึงกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับสหรัฐ ยอมให้กองทัพสหรัฐเข้ามาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศ แลกกับการได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามจีน แต่ตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ของดังกล่าวเสี่ยงที่จะนำประเทศให้เผชิญหน้ากับจีนมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เพราะพลังอำนาจของสหรัฐกำลังถดถอย และอาจถูกทอดทิ้งก็เป็นได้
21 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

บรรณานุกรม:
1. Acharya, Amitav. (2014). Thinking Theoretically about Asian IR. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland : Rowman & Littlefield.
2. Au Yong, Jeremy. (2016, February 16). PM Lee Hsien Loong calls on US to stay the course in Asia. The Straits Times. Retrieved from http://www.straitstimes.com/world/united-states/pm-lee-calls-on-us-to-stay-the-course-in-asia
3. Campbell, A. E., & Burns, Richard Dean. (2002). Balance of Power. In Encyclopedia of American Foreign Policy (2nd Ed., Vol 1). USA: Sage Publications.
4. Chiou, Eric. (2014, February 26). The shadow of conflict in East Asia. Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/editorials/archives/2014/02/26/2003584357
5. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
6. Lee Hsien Loong. (2015, May 29). Keynote Address: Lee Hsien Loong. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from https://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/opening-remarks-and-keynote-address-6729/keynote-address-a51f
7. Magstadt, Thomas M. (2009). Understanding Politics (8th Ed.). CA: Wadsworth/Cengage Learning.
8. Rafferty, Kirsten., & Mansbach, Richard. (2012). Introduction to Global Politics (2nd ed.). New York: Routledge.
9. Spykerman, Kimberly. (2016, February 16). PM Lee outlines 3 trends that will influence the strategic landscape in Asia. Channel News Asia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/singapore/pm-lee-outlines-3-trends/2519878.html
-----------------------------

เผด็จการ 3 รูปแบบ? สีจิ้นผิง ปูติน และระบบ 2 พรรคอเมริกา

หากไม่ทำเพื่อประชาชนสังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะกุมอำนาจคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม นั่นคือเผด็จการ หากทำเพื่อความสุขของประชาชนจริง จะกลายเป็นราชาธิปไตยหรือการปกครองโดยคณะบุคคลที่น่าส่งเสริม
เผด็จการแบบสีจิ้นผิง? :
จีนถือว่าปัจจุบันประเทศปกครองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย (socialist democracy) ตามลักษณะของจีน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน มีเสรีภาพในการเลือกเรียน เลือกงานทำ เลือกคู่ครอง เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่อำนาจการปกครองอยู่ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลมีอำนาจทุกด้าน กำกับควบคุมชี้นำเศรษฐกิจสังคม ฯลฯ
การที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเตรียมแก้รัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (Xi Jinping) อยู่ในตำแหน่งไม่จำกัดวาระ ทำให้หลายคนกังวลว่าสภาพเช่นนี้จะเป็นเหตุให้ บริหารผิดพลาด เพราะอาจขาดการถ่วงดุลท้วงติง ประธานาธิบดีเปรียบเหมือนจักรพรรดิ อาจกลายเป็นทรราช
ชมคลิป 7 นาที

ในทางวิชาการ ทรราชหมายถึงคนเดียวมีอำนาจสูงสุดเหนือบุคคลทั้งหลายอย่างเด็ดขาด หากผู้ปกครองมีคุณธรรมเรียกว่า ราชาธิปไตย” (Monarchy) แต่หากกดขี่ข่มเหงราษฎร จะเรียกว่า ทุชนาธิปไตยหรือ ทรราช” (Tyranny)
            ความจริงแล้วไม่ว่าประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งแบบจำกัดวาระหรือไม่ ล้วนมีโอกาสเป็นทรราช เพียงแต่เป็นทรราชแบบจำกัดวาระหรือไม่ ลึกกว่านั้นคือพรรคคอมมิวนิสต์คือพรรคทรราชหรือไม่ กล่าวได้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์เทียบได้กับราชวงศ์หรือชนชั้นปกครองที่สืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการของพรรค
            ส่วนใครจะว่ารูปแบบนี้ดีหรือไม่ ย่อมวิพากษ์ได้ทั้งดีกับไม่ดี โดยรวมแล้วชาวจีนน่าจะมีความสุขมากกว่าสมัยเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) มีข้อมูลว่าปี 2016 ชาวจีน 135 ล้านคนเที่ยวต่างประเทศ (ราวร้อยละ 10 ของประชากร) ใช้จ่ายกว่า 261,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านบริการโอนเงินของจีนโดยเฉพาะ Alipay กับ WeChat Pay ข้อมูลชิ้นเล็กๆ นี้สะท้อนภาพบางอย่างได้ดี
            อย่างไรก็ตาม จีนในอนาคตจะมีปัญหามากขึ้นหรือไม่ การทุจริตคอร์รัปชันจะส่งผลต่อสังคมอย่างไร จะผ่านพ้นอย่างไร คือคำถามที่น่าสนใจ

เผด็จการแบบปูติน? :
            นายวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) เป็นผู้นำประเทศในภาวะวิกฤติ สืบเนื่องจากการปฏิรูปของมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ในทศวรรษ 1990 แต่ความไม่พร้อม ปัญหาเก่าที่หมักหมม สร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชนแสนสาหัส คนชนบทห่างไกลต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ปี 1999 นายปูตินดำรงตำแหน่งนายกฯ และเป็นประธานาธิบดีในปีถัดมา
            ฝ่ายที่วิพากษ์ปูตินมักพูดถึงประเด็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านถูกลดทอนบทบาทกลายเป็นพรรคไม้ประดับ ใครเคลื่อนไหวการเมืองรุนแรงมักถูกเล่นงานจนพ้นเส้นทาง คนที่ใกล้ชิดกับพรรค ฐานอำนาจของปูตินได้ประโยชน์มากกว่าคนทั่วไป
            แต่ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นมาก คนว่างงานลดน้อยลงมาก ผู้คนอยู่ดีกินดีกว่าเดิม หลายคนที่เคยต่อต้านปูตินบัดนี้หันกลับมาสนับสนุน
            เศรษฐกิจดีส่งเสริมความมั่นคงด้านอื่นๆ ทั้งการเมือง การทหาร การศึกษา วัฒนธรรม ไม่ว่าใครจะวิพากษ์อย่างไร รัสเซียในยุคปูตินฟื้นตัว กล่าวได้ว่าปูตินคือผู้ยุติความทุกข์อันเนื่องจากการปฏิรูป นำการฟื้นฟูสู่ประเทศ รัสเซียแสดงบทบาทเด่นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง
            น่าคิดใช่ไหมหากรัสเซียไม่มีปูติน สังคมจะยังคงวุ่นวายจากการปฏิรูปอีกนานเพียงไร จะเลวร้ายกว่าเดิมหรือไม่ ลองเทียบกับอัฟกานิสถาน อิรัก ลิเบีย ยูเครน ฯลฯ ที่ยังกำลังปฏิรูปเป็นประชาธิปไตยตามคำชี้แนะของรัฐบาลตะวันตก ประเทศเหล่านี้กลายเป็นรัฐล้มเหลว ผู้คนทั่วหล้าทุกข์ยากไม่รู้จบ เมื่อสอบถามความรับผิดชอบ รัฐบาลตะวันตกเหล่านี้จะตอบว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของพวกเขา
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าปูตินกลายเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนาน เริ่มจากเป็นนายกฯ สมัยแรกในปี 1999 ขยับขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2000 จากนั้นครองอำนาจต่อเนื่องมาโดยตลอด ช่วงปี 2008-2012 กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหลังครบวาระประธานาธิบดี 2 สมัยซ้อน จากนั้นกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยเมื่อปี 2012 จนถึงปัจจุบัน และคาดว่าการเลือกตั้งมีนาคม 2018 นี้ ปูตินจะชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนถล่มทลายได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย คราวนี้คือสมัยที่ 4
นั่นหมายความว่าท่านจะได้เป็นประธานาธิบดีถึงปี 2024 ด้วยวัย 72 ปี หรือเท่ากับเป็นผู้ปกครองประเทศยาวนานถึง 1 ใน 4 ของศตวรรษ (ภายใต้สมมติฐานว่าท่านวางมือหลังวัย 72 ปี)
            ประวัติศาสตร์รัสเซียยุคใหม่จะบันทึกเรื่องราวของปูตินอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับข้อสรุปว่าปูตินกับพวกยึดฐานอำนาจประเทศอย่างแข็งแกร่ง จนไม่มีใครสามารถต่อกร ถ้าจะบอกว่าเป็นระบอบเผด็จการในคราบประชาธิปไตยย่อมมีผู้เห็นด้วยหลายคน ในขณะที่ชาวรัสเซียจำนวนมากสนับสนุนผู้นำอย่างปูติน

แบบ 2 พรรคของอเมริกา? :
ในอดีตคนอเมริกันไม่ชอบพูดว่าพวกเขามีชนชั้นทางสังคม (social class) เพราะขัดกับแนวคิดที่ว่าชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
แต่ในระยะหลังการพูดคำว่าชนชั้นเริ่มถี่ขึ้น
ในช่วงหาเสียงโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหาฮิลลารี คลินตันว่า “บริษัทยักษ์ใหญ่ สื่อของชนชั้นนำ (elite media) และผู้บริจาครายใหญ่พากันต่อแถวอยู่เบื้องหลังการรณรงค์หาเสียง (ของฮิลลารี) เพราะพวกเขารู้ว่าเธอสามารถ รักษาระบบขี้ฉ้อนี้  พวกเขาโยนเงินให้เธอเพราะพวกเขาควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำ เธอเป็นหุ่นเชิดให้พวกเขาคอยชักใย

            ก่อนหน้านั้น มีผู้ชี้ว่าสหรัฐในปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ อีกแล้ว ยกตัวอย่าง อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter - ดำรงตำแหน่งช่วงปี 1977-1981) กล่าวเมื่อกรกฎาคม 2015 ว่าสหรัฐอเมริกาในขณะนี้เป็นระบอบคณาธิปไตย (oligarchy) กลุ่มคนเหล่านี้ติดสินบนนักการเมืองทั้งพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกัน โดยเฉพาะคนที่ต้องการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ต้องการเป็นผู้ว่าการรัฐ เป็นวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบอบการเมืองปัจจุบันจึงเคลื่อนไปด้วยคนเหล่านี้ นโยบายประเทศเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มเหล่านี้

Christina Tobin ประธาน The Free and Equal Elections Foundation เห็นว่า ระบบการเลือกตั้งสหรัฐในปัจจุบันไม่สามารถคัดคนดีเข้าสภา คนของพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกันต่างถูกคุมโดยนายทุนใหญ่เหมือนกัน พรรคการเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอีกแล้ว
ตามการจำแนกรูปแบบรัฐบาลของอริสโตเติล (Aristotle) คณาธิปไตยคือระบบรัฐบาล (system of government) ที่อำนาจอยู่ในมือไม่กี่คนหรือชนชั้นเดียว (single class) คณาธิปไตยถูกเรียกในชื่ออื่นๆ เช่น ระบอบอำนาจนิยม เผด็จการ

ชนชั้นปกครองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพวกราชวงศ์ ขุนนางชั้นสูงเท่านั้น แต่หมายถึง ใครก็ตามที่สามารถกุมอำนาจปกครองและทำเพื่อตนเองกับพวกพ้องเป็นหลัก ในบางกรณีอาจหมายถึง  ข้าราชการ เจ้าของที่ดินรายใหญ่ นักธุรกิจ ผู้ถืออำนาจกองทัพที่ร่วมกันปกครอง
หากไม่ได้กุมอำนาจคนเดียว แต่เป็นหลายคนหลายกลุ่มช่วยกันกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่นนี้ก็เป็นทรราชเหมือนกัน
วิเคราะห์องค์รวมสรุป :
            ถ้าพิจารณาให้ดี แท้จริงแล้วทั้งแบบจีน รัสเซียและสหรัฐ ล้วนอาศัย “ระบอบฐานอำนาจ” ประธานาธิบดีเป็นเพียงผู้กุมอำนาจสูงสุดหรือผู้ออกหน้า ทั้ง 3 กรณีมีความแตกต่างในบางจุดเพราะมาจากบริบทที่แตกต่าง การนำเสนอให้ดูแตกต่าง
              ความจริงแล้วเผด็จการมีหลากหลายรูปแบบ ที่นำเสนอเป็นการยก 3 กรณีตัวอย่างเพื่อวิพากษ์ ให้เห็นภาพในอีกมุมหนึ่ง อาจเห็นว่าประชาธิปไตยหรือไม่เป็นก็ได้

            ในกรณีของสีจิ้นผิง สุดท้ายคนจีนจะเป็นผู้พิพากษาว่าการยกเลิกจำกัดวาระดีหรือไม่ ส่งเสริมให้สังคมรุ่งเรืองหรือตกต่ำลง คำว่าสังคมรุ่งเรืองหรือตกต่ำควรมองกรอบที่กว้าง เช่น ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เด็กๆ อยู่ในบ้านเปี่ยมรัก หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่มีอนาคต คนสูงวัยไม่ถูกทอดทิ้ง ทุกคนพัฒนาตัวเองตลอดชีวิต สังคมปลอดภัย เป็นพหุสังคม กำลังพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ควรตีกรอบแคบๆ ว่าคือมีตัวเลขรายได้สูง มีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านมากขึ้นเท่านั้น
            ไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยมแบบจีนหรือเป็นระบอบการปกครองแบบใดควรวัดความสำเร็จด้วยแนวทางเช่นนี้ หากทำเพื่อความสุขของประชาชนจริง เมื่อนั้นเผด็จการจะกลายเป็นราชาธิปไตยหรือรูปแบบการปกครองโดยคณะบุคคลที่น่าส่งเสริม
4 มีนาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7785 วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2561)
-----------------------------------
บรรณานุกรม :
1. China sets stage for Xi to stay in office indefinitely. (2018, February 25). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-china-politics/china-sets-stage-for-xi-to-stay-in-office-indefinitely-idUSKCN1G906W
2. China Moves to Let Xi Stay in Power by Abolishing Term Limit. (2018, February 25). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/02/25/world/asia/china-xi-jinping.html
3. China's Tourists Go Global, Smartphones in Hand. (2018, February 14). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/view/articles/2018-02-13/china-s-tourists-go-global-smartphones-in-hand
4. Dictator for life': Xi Jinping's power grab condemned as step towards tyranny. (2018, February 26). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2018/feb/26/xi-jinping-china-presidential-limit-scrap-dictator-for-life
5. Domhoff, G. William. (2006). Who Rules America? Power, Politics and Social Change ( 5th ed.) NY: McGrawHillm.
6. Full text: Donald Trump 2016 RNC draft speech transcript. (2016, July 21). Politico. Retrieved from http://www.politico.com/story/2016/07/full-transcript-donald-trump-nomination-acceptance-speech-at-rnc-225974
7. Grigsby, Ellen. (2012). Analyzing Politics: An Introduction to Political Science (5 Ed.). USA: Wadsworth.
8. Jie, Chen. (2013). A Middle Class Without Democracy: Economic Growth and the Prospects for Democratization in China. New York: Oxford University Press.
9. Kenez, Peter. (2006). A History of the Soviet Union from the Beginning to the End (2nd Ed.). New York: Cambridge University Press.
10. Kubicek, Paul James. (2011). Oligarchy. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.1141-1142). DC: CQ Press.
11. Lucas, Edward. (2008). The New Cold War: Putin's Russia and the Threat to the West. New York: Palgrave Macmillan.
12. Schwarz, Jon. (2015, July 31). Jimmy Carter: The U.S. Is an "Oligarchy With Unlimited Political Bribery". The Intercept. Retrieved from https://firstlook.org/theintercept/2015/07/30/jimmy-carter-u-s-oligarchy-unlimited-political-bribery/
13. ‘US political parties are history’. (2016, April 12). RT. Retrieved from https://www.rt.com/op-edge/339314-us-uprising-democracy-spring/
-----------------------------