อาหรับสปริงอิรักที่บานเสี้ยวเดียว

ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือผู้ชุมนุมมีเรือนแสนแต่การประท้วงเกิดในเขตพื้นที่อิทธิพลชีอะห์เท่านั้น ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทั่วประเทศ โอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเปลี่ยนแปลง ประเทศจึงมีน้อย
            เกือบ 3 เดือนเต็มที่ผู้ชุมนุมนับแสนประท้วงรัฐบาล ทั้งที่กรุงแบกแดดและอีกหลายเมืองทางตอนใต้ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลชีอะห์ เป็นการชุมนุมที่รุนแรง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากตั้งแต่เริ่มชุมนุม ในเวลาเพียง 2 เดือนกว่ายอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 460 คน บาดเจ็บ 25,000 ราย ผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนวัยหนุ่มสาว
            การชุมนุมเริ่มต้นด้วยเรื่องเงินทองไม่พอใช้ หางานทำไม่ได้ การทุจริตคอร์รัปชัน น้ำไฟไม่พอใช้
ย้อนหลัง เมื่อสหรัฐคืนอธิปไตย :
หลังสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2004 รัฐบาลสหรัฐส่งคืนอำนาจ รัฐบาลชั่วคราวอิรักเป็นผู้บริหารประเทศ ในตอนนั้นประเทศยังอยู่ในสภาพวุ่นวาย อำนาจรัฐบาลกลางเข้าไม่ถึงพื้นที่ (สภาวะไร้ขื่อแป) ระบบสาธารณูปโภคเสียหายเกือบหมด ไม่ถูกทำลายจากสงครามก็โดนลักขโมย ไร้คนดูแลบริหารจัดการ ความเสียที่เกิดจากไม่มีรัฐบาลดูแลรุนแรงมากกว่าการทำสงครามกับสหรัฐเสียอีก การฟื้นฟูประเทศคือการฟื้นฟูจากระบบบริหารจัดการทั้งประเทศล่มสลาย ระบบเศรษฐกิจพังทลาย
นับจากวันที่อิรักได้อธิปไตยคืนมาบัดนี้เป็นเวลา 15 ปีแล้ว ผ่านเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง ได้รัฐบาลหลายชุด แต่คนอิรักนับแสนยังเรียกร้องความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน
การประท้วงขณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้มีการประท้วงหลายรอบ ปีที่แล้วแกรนด์อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี (Grand Ayatollah Ali Al-Sistani) ผู้นำทางจิตวิญญาณชีอะห์ในอิรักขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ประชาชนขาดแคลนบริการพื้นฐานอย่างหนัก
คำพูดทำนองนี้ถูกพูดซ้ำอีกในปีนี้
คำถามคาใจ :
คำถามที่คาใจคนอิรักคือประเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ลำดับ 2 ของโอเปกแต่ทำไมประชาชนร้อยละ 20 หรือ 8 ล้านคนอยู่อย่างยากไร้
หนึ่งในเหตุผลที่หยิบยกขึ้นมาอธิบายคือ เพราะมีการทุจริตคอร์รัปชัน ข้อมูลจากทางการระบุว่านับจากปี 2003 เป็นต้นมารัฐบาลเก็บรายได้จากน้ำมันถึง 800,000 ล้านดอลลาร์ กว่าครึ่งหนึ่งสูญหายไปกับการทุจริตคอร์รัปชัน
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ระบุว่านับจากอิรักได้รัฐบาลประชาธิปไตยการทุจริตรุนแรงเกิดขึ้นในหมู่เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วไป ดัชนีคอร์รัปชันปี 2018 อยู่ที่ 18 จากคะแนนเต็ม 100 เป็นประเทศมีการทุจริตร้ายแรงที่สุดในลำดับที่ 12 จากทั้งหมด 180 ประเทศ (ประเทศไทยได้ 36 คะแนน)
แกรนด์อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี กล่าวว่าการคอร์รัปชันในหมู่ชนชั้นปกครองเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าจะทนได้ เป็นเหตุที่คนออกมาชุมนุมประท้วง
ปัญหาต่อมาคือหางานทำไม่ได้ รากปัญหาว่างงานมาจากการที่ระบบเศรษฐกิจล่มสลายต้องฟื้นฟูใหม่หมด แต่เนื่องจากประเทศอยู่ในสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งภายใน (แม้ได้อธิปไตยคืนมาแล้ว) ตามด้วยการปรากฏของผู้ก่อการร้ายไอซิส ระบบเศรษฐกิจจึงกระจุกตัวในบางพื้นที่
อีกสาเหตุคือจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผู้เข้าสู่วัยแรงงานจำนวนมากแต่ระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ไม่อาจรองรับแรงงานได้หมด Douglas Silliman อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิรักชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือต้องหางานให้กับคนหนุ่มสาว 1 ล้านคนที่ว่างงานในขณะนี้ ด้วยการคลายระเบียบการเป็นผู้ประกอบการ ไม่มีวิธีอื่นที่สามารถหางานแก่คนจำนวนมากขนาดนี้อีก
            ปัญหาว่างงานนำสู่เรื่องอื่นๆ เช่น การจ้างงานเป็นระบบเล่นพรรคเล่นพวก ขึ้นกับว่าเป็นคนของใคร บางครั้งเกี่ยวข้องกับนิกายศาสนาหรือไม่ก็ต้องใช้เงินติดสินบนเพื่อให้ได้งานทำ ในยามที่งานหายากคนรากหญ้า คนจน ไม่มีโอกาสได้งานทำ
ประชาชนถูกแยกเป็น 3 ฝ่าย :
            การจะเข้าใจการเมืองอิรักต้องเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ว่าประชาชนอิรักถูกแบ่งแยกเป็น 3 ฝ่ายมานานแล้วโดยแบ่งจากนิกายศาสนากับเชื้อชาติ ได้แก่ ชีอะห์ ซุนนี และเคิร์ด การออกแบบรัฐบาลอิรักยุคประชาธิปไตยยิ่งตอกย้ำการแบ่งแยกดังกล่าว รัฐบาลธรรมนูญถูกออกแบบให้สะท้อนประชาชน 3 กลุ่ม ถ้ามองในแง่ดีคือกระจายอำนาจอย่างทั่วถึงทุกกลุ่ม ที่ผ่านมาตอบโจทย์เรื่องการกระจายอำนาจ 3 ฝ่ายพอสมควร แต่ไม่ตอบโจทย์เรื่องได้ตัวแทนเพื่อประชาชนจริงๆ
พวกสายกลางไม่ต้องการอิทธิพลนิกายศาสนา :
            ผู้ประท้วงเอ่ยถึง 2 ประเด็นหลักคือปัญหาปากท้องกับการแทรกแซงจากต่างชาติโดยเฉพาะรัฐบาลอิหร่าน มองว่าหากจะแก้ปัญหาปากท้องต้องทำลายอิทธิพลอิหร่านก่อน
กลุ่มผู้ประท้วงบางส่วนพูดว่าไม่ได้มุ่งต่อต้านอิหร่าน เป้าหมายคือไม่ต้องการอิทธิพลจากนิกายศาสนาใดๆ รวมทั้งการการแทรกแซงจากต่างชาติไม่ว่าประเทศ
แนวทางของพวกเขาคือให้อิรักเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกมากขึ้น ลดทอนบทบาทของผู้นำศาสนา แม้กระทั่งจากแกรนด์อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี บางคนยังให้ความนับถือแต่ไม่ต้องการให้ศาสนาชี้นำการเมือง
หนึ่งในข้อเรียกร้องที่พูดถึงคือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ชุมนุมเห็นว่าหากจะแก้ปัญหาต้องเริ่มด้วยการเปลี่ยนฝ่ายบริหารแบบนายกฯ มาเป็นแบบประธานาธิบดี เพราะระบบรัฐสภาไม่สามารถคัดสรรคนดีเข้าสภา ที่ผ่านมาคนที่เป็น ส.ส. จะมาจากตัวแทนกลุ่มการเมือง นิกายศาสนา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นอย่างไร
แนวคิดของกลุ่มผู้ประท้วงสายกลางเป็นแบบประชาธิปไตยตะวันตกบางข้อ โดยเฉพะการตัดสินใจเป็นเรื่องของปัจเจกล้วนๆ คนยังถือศาสนาแต่ไม่ยอมรับว่าศาสนาคืออำนาจสิทธิขาดสูงสุด (ปฏิเสธอำนาจศาสนาเหนือการเมือง หรือเหนือการตัดสินใจของปวงชน) เป็นพัฒนาการของคนอิรักกลุ่มหนึ่งที่น่าติดตาม
            แต่โอกาสที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือคงยาก เนื่องจากผู้ชุมนุมเป็นเพียงคนอิรักส่วนหนึ่ง (กระจุกตัวในเขตพื้นที่ชีอะห์) เกิดคำถามว่าเป็นเจตจำนงของคนทั้งประเทศหรือไม่ นักการเมืองเคิร์ดกับซุนนียังต้องการรักษาระบอบเดิม การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำต้องอาศัยฉันทามติของทุกฝ่าย พวกสายกลางเป็นคนส่วนน้อย
            ด้านนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าไม่มีใครรับประกันได้ว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ได้ด้วยเป็นระบอบประธานาธิบดีเท่านั้น
ล่าสุด รัฐสภาอิรักผ่านร่างกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ ผู้ชุมนุมประท้วงหวังได้กฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่เพื่อสามารถเลือกผู้แทนที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ ไม่ใช่คนจากชนชั้นปกครอง เป็นหัวข้อที่ต้องพิสูจน์ต่อไปว่ากฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ เป็นเหตุให้ตัวแทนของประชาชนได้เข้าสภาหรือไม่ และหากได้รัฐบาลใหม่จะนำสู่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นระบอบประธานาธิบดีหรือไม่
อาหรับสปริงอิรักที่บานเสี้ยวเดียว :
เรื่องหนึ่งที่ผู้ชุมนุมเห็นตรงกันคือ ระบอบการปกครองขณะนี้ไม่ตอบโจทย์ เป็นต้นเหตุทุจริตคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ประเทศส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือชนชั้นปกครองที่กระจายตามกลุ่มศาสนา ชนเผ่า เชื้อชาติ ปล่อยให้ประเทศตกต่ำ ขาดแคลนแม้กระทั่งไฟฟ้าประปา ประชาชนยากไร้ ทั้งๆ ที่เป็นส่งออกน้ำมันรายใหญ่ลำดับ 2 ของโอเปก
ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยไม่ดี เพราะมีตัวอย่างประเทศที่ใช้การได้ดี แต่กรณีอิรักไม่สามารถคัดสรรตัวแทนที่ตั้งใจทำงานเพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง
นายเนชิวาน บาร์ซานิ (Nechirvan Barzani) ผู้นำเขตปกครองตนเองเคิร์ดอิรักพูดอย่างน่าคิดว่าบริษัทเอกชนมีอำนาจเหนือรัฐบาลกลาง เป็นที่มาของความไม่โปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่ หากจะแก้ปัญหาชาติต้องแก้ตรงนี้ด้วย
            ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือผู้ชุมนุมมีเรือนแสนแต่การประท้วงเกิดในเขตพื้นที่อิทธิพลชีอะห์เท่านั้น ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทั่วประเทศ โอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเปลี่ยนแปลง ประเทศจึงมีน้อย ทั้งยังมีคำถามว่าต้องการประชาธิปไตยหรือต้องการเล่นงานอิหร่าน
29 ธันวาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8449 วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ผู้ชุมนุมประท้วงโทษว่าปัญหาว่างงาน น้ำไม่ไหลไฟไม่สว่างเพราะอิหร่านครอบงำอิรัก การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มด้วยการขจัดอิทธิพลอิหร่าน ไม่ว่าเรื่องนี้จริงเท็จเพียงไร พวกชีอะห์อิรักบางส่วนคิดเห็นเช่นนั้น
ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี แต่หากสังคมไม่เป็นเอกภาพ ไม่ต้องการอยู่ร่วมเป็นคนชาติเดียวกันจะกลายเป็นกับดักประชาธิปไตย มีปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด
บรรณานุกรม :
1. Iraq must improve governance and economy to meet public demands, says ex-US ambassador. (2019, October 10). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/mena/iraq-must-improve-governance-and-economy-to-meet-public-demands-says-ex-us-ambassador-1.921490
2. Iraq passes electoral reforms but deadlock remains. (2019, December 25). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2019/12/25/Iraq-passes-electoral-reforms-but-deadlock-remains.html
3. Iraqi lawmaker gets six years for corruption. (2019, December 18). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2019/12/18/Iraqi-lawmaker-gets-six-years-for-corruption.html
4. Iraqi PM suspends electricity minister amid unrest over poor services. (2018, July 29). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2018/07/29/Iraqi-PM-suspends-electricity-minister-amid-unrest-over-poor-services.html
5. Iraqi protests escalate with no new government in sight. (2018, July 16). Al Monitor. Retrieved from https://www.al-monitor.com/pulse/originals/2018/07/iraq-protests-south-demands-abadi-government.html
6. Iraqi protesters pack Baghdad square, anti-government movement gains momentum. (2019, October 29). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-iraq-protests/iraqi-security-forces-open-fire-on-protesters-kill-14-idUSKBN1X80KI
7. Iraqi protesters rally after night of arson attacks. (2019, December 25). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/651631/Iraqi-protesters-rally-after-night-of-arson-attack
8. Is Iran trying to hijack Iraqi protesters’ demands? (2019, November 14). The Baghdad post. Retrieved from https://www.thebaghdadpost.com/en/Story/44649/Is-Iran-trying-to-hijack-Iraqi-protesters-demands
9. President Barzani: Iraqi PM Mahdi needs to be given 'more chances' for reform. (2019, November 6). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/middleeast/iraq/051120192
10. Sistani losing trust of young protesters in Baghdad’s Tahrir Square. (2019, December 12). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/middleeast/iraq/111220191
11. Still in streets, Iraqis say problem is poverty. (2019, December 5). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/1594261/middle-east
12. Strikes resume in Iraq to bolster anti-govt protests. (2019, November 18). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/647880/AFP-Baghdad
13. Top Iraqi Shiite religious leader calls for new election law. (2019, November 15). AP. Retrieved from https://apnews.com/a5f7fa71fafa4d22a2f91ce67f6fc532
14. Transparency International. (2018). CORRUPTION PERCEPTIONS INDEX 2018. Retrieved from https://www.transparency.org/cpi2018
-----------------------------
Cullan Smith

มุมมองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 จากระบบโลก

อียูต้องการรัสเซียที่เข้มแข็งมากพอที่จะต้านสหรัฐและเป็นมิตรกับตน แม้อีกด้านอียูเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐ เป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท Gazprom ของรัสเซียกับบริษัทของเยอรมันและอีกหลายประเทศ สร้างท่อส่งก๊าซจากรัสเซียที่ลอดทะเลบอลติกขึ้นฝั่งที่เมือง Greifswald ประเทศเยอรมนี รวมระยะทาง 1,200 กิโลเมตร สามารถส่งก๊าซจากรัสเซียสู่เยอรมนีปีละ 55,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมกับ Nord Stream (อันเดิม) จะส่งก๊าซถึง 110,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า (2020) ทำให้เยอรมนีกลายเป็นศูนย์พลังงานแห่งหนึ่งของยุโรปตะวันตก
การเชื่อมต่อตรงระหว่างรัสเซียกับเยอรมนีหมายถึงโอกาสที่จะถูกปิดกั้นระหว่างทางน้อยลงด้วย
มุมองสหรัฐ VS เยอรมนี :
ฝ่ายสหรัฐให้เหตุผลว่าหากเยอรมนีหรืออียูนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเท่ากับผูกโยงพึ่งพาเศรษฐกิจการเมืองกับรัสเซียมากขึ้น
รัฐบาลรัสเซียชี้ว่าเหตุที่สหรัฐพยายามขวางก็เพราะหวังเป็นผู้ขายก๊าซแก่อียูเสียเอง จึงพยายามใช้อิทธิพลข่มขู่กดดัน อ้างสารพัดเหตุผลเพื่อไม่ซื้อก๊าซรัสเซีย เป็นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐพูดแบบอ้อมๆ แอ้มๆ ปัญหาคือก๊าซที่ขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากสหรัฐมีต้นทุนสูงกว่ามาก ความปลอดภัยต่ำกว่า ดังนั้นในแง่ราคาและความปลอดภัยก๊าซจากรัสเซียจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เป็นความจริงที่ยากจะโต้แย้ง
แม้ความจริงเป็นเช่นนั้น รัฐบาลสหรัฐไม่วายที่จะต่อต้านและรุนแรงมากขึ้น เมื่อวันอังคาร 17 ธันวาคม รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรบริษัทเยอรมันที่เกี่ยวข้องกับการสร้างท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2
ไฮโค มาส (Heiko Maas) รมต.ต่างประเทศเยอรมนีชี้ว่าเรื่องจะซื้อก๊าซจากรัสเซียหรือไม่เป็นเรื่องของยุโรป ประเทศอื่นไม่มีสิทธิแทรกแซง ไม่กี่วันต่อมานายกฯ แมร์เคิลยืนยันว่ารัฐบาลเยอรมันจะไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐบาลสหรัฐ หลังรัฐสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรบริษัทเยอรมัน ย้ำว่าเป็นเรื่องของอธิปไตย เยอรมนีจะไม่ละทิ้งนโยบายซื้อก๊าซจากรัสเซีย
รัฐบาลเยอรมันอธิบายว่าตนนำเข้าน้ำมันก๊าซธรรมชาติจากหลายประเทศ รัสเซียเป็นอีกแหล่ง เป็นไปตามหลักความมั่นคงทางพลังงาน ใช้พลังงานหลากหลาย นำเข้าพลังงานจากหลายแหล่ง
ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ารัฐบาลสหรัฐดำเนินนโยบายปิดล้อมรัสเซีย อุตสาหกรรมน้ำมันก๊าซธรรมชาติเป็นรายได้หลักของรัสเซีย การสกัดกั้นท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 จึงเป็นเรื่องสำคัญ การปล่อยให้เยอรมันหรือยุโรปซื้อใช้ก๊าซรัสเซียเท่ากับบั่นทอนนโยบายปิดล้อม
ในขณะที่ฝ่ายยุโรปมีผลประโยชน์ของตนเองที่ต้องเก็บเกี่ยวทั้งจากสหรัฐกับรัสเซีย
ยุโรปเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐมายาวนาน ได้ผลประโยชน์มากมายจากการนี้ แต่ต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากรัสเซียด้วย ผลประโยชน์เศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ
ฝ่ายสหรัฐมองรัสเซียเป็นปรปักษ์สำคัญในฐานะเป็นมหาอำนาจทำนองเดียวกับจีน ที่มีโอกาสท้าทายอำนาจสหรัฐจึงต้องปิดล้อมให้มากที่สุด พยายามกดดันให้ยุโรปเลิกซื้อเลิกติดต่อค้าขายกับรัสเซียประเด็นที่ย้อนแย้งคือหากรัสเซียเป็นปรปักษ์ตัวร้ายต่อนาโต ทำไมสหรัฐยังคงค้าขายกับจีนทั้งที่จีนเป็นปรปักษ์สำคัญเช่นกัน และอาจท้าทายมากกว่ารัสเซียด้วย
            การที่รัฐบาลทรัมป์บรรลุข้อลงเบื้องต้นกับจีนเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ระงับการขึ้นภาษีสินค้าจีนระลอกใหม่ ลดภาษีสินค้าจีนบางรายการ แลกกับจีนจะซื้อสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากสหรัฐคือตัวอย่างรูปธรรมว่ารัฐบาลทรัมป์ยังต้องการค้าขายกับจีนต่อไป ไม่ว่าทรัมป์จะเคยพูดโจมตีจีนสารพัดเรื่อง
การพยายามกดดันให้ยุโรปเลิกค้าขาย เลิกซื้อก๊าซจะรัสเซียจึงเป็นประเด็นย้อนแย้ง แสดงความเป็น 2 มาตรฐานของรัฐบาลสหรัฐอีกครั้ง หรือว่าทุกประเทศต้องเสียสละที่จะไม่ติดต่อค้าขายกับรัสเซียและจีน เว้นแต่สหรัฐที่ยังทำได้
ความคิดของอภิมหาอำนาจกับระบบโลก :
            หลักนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ (ไม่ว่าเป็นรัฐบาลจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท) คือการทำลายคู่แข่ง รัฐบาลสหรัฐจะทำลายทุกประเทศที่คิดแข่งอิทธิพล หรือมีทีท่ากำลังเติบใหญ่จะเป็นมหาอำนาจในอนาคต เป็นเหตุผลสำคัญที่สหรัฐกลัวรัสเซียกับจีนเป็นอย่างมากในขณะนี้
            เพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจ ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบโลก ฝ่ายยุทธศาสตร์จะคิดเสมอว่ามีใครกำลังบั่นทอนผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่ทั้งปัจจุบันและอนาคต แนวทางนี้นำสู่การเล่นงานผู้ถูกกำหนดให้เป็นศัตรูแน่เนิ่นๆ ตัวอย่างที่ดีคือการก้าวขึ้นมาของจีน รัสเซียในยุคปูตินดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้
แต่สำหรับประเทศในกลุ่มอียูอย่างเยอรมนี ไม่คิดว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามร้ายแรง อย่างน้อยที่สุดไม่ใช่ยุคสงครามเย็น และแท้จริงแล้วอียูไม่ต้องการทำให้เกิดสงครามเย็นรอบใหม่อีกครั้ง เพราะพวกเขาได้รับผลกระทบด้านลบมากมาย สุ่มเสี่ยงต่อสงคราม รวมทั้งสงครามนิวเคลียร์ การอยู่ด้วยกันฉันมิตร ทำมาค้าขาย ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกจะไม่ดีกว่าหรือ
ในอีกมุมหนึ่งตีความได้ว่าอียูต้องการระบบโลกพหุภาคีมากกว่าเอกภาคี ต้องการระบบโลกที่มีชาติมหาอำนาจหลายประเทศที่อยู่ร่วมกัน ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เชื่อว่าวิธีนี้โลกจะสงบสันติมากที่สุด ตรงข้ามกับลัทธิเอกภาคี (มีอภิมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียว) ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การเป็นเจ้าของสหรัฐ
ดังนั้น อียูต้องการรัสเซียที่เข้มแข็งมากพอที่จะต้านสหรัฐและเป็นมิตรกับตน ทำนองเดียวกับการสัมพันธ์กับจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา แม้อีกด้านอียูเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐ
โดยสรุปแล้ว การที่อียูมีแนวทางไม่สอดคล้องกับสหรัฐในเรื่องนี้ เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างพยายามรักษาผลประโยชน์ของตน นำสู่นโยบายที่ขัดแย้งกัน (หรือไม่ตรงกันเสียทีเดียว) ซึ่งเป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เว้นเสียแต่อียูเป็นรัฐอาณานิคมสหรัฐ อียูพยายามปลดแอกไม่พึ่งพาสหรัฐมากจนเกินควร
มองอนาคตทั้งแบบใกล้กับไกล :
การผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นอีกมาตรการที่เป็นรูปธรรม หากการก่อสร้างท่อก๊าซยังดำเนินต่อไป เกิดการซื้อขายก๊าซระหว่างรัสเซียกับเยอรมนีผ่านท่อเส้นนี้ เป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการคว่ำบาตรรุนแรงกว่านี้
อันที่จริงแล้วกระแสการคว่ำบาตรมีเรื่อยมาทุกประเทศรับรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การยืนกรานของเยอรมนีเท่ากับประกาศชัดว่าจะไม่ยอมรัฐบาลสหรัฐในเรื่องนี้ ได้ประเมินแล้วว่าน่าจะโดนเล่นงานอย่างไร นำสู่คำถามว่าเยอรมนีจะตอบโต้หรือไม่อย่างไร มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐหรือไม่
ล่าสุด นายกฯ แมร์เคิลกล่าวว่าแล้วเยอรมนีจะไม่ตอบโต้สหรัฐที่คว่ำบาตรบริษัทของตนล่าสุด เรียกร้องให้เจรจาหารือ
คำถามอีกข้อคือในอนาคตรัฐบาลสหรัฐจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ รัฐบาลเยอรมันจะอดทนได้นานเพียงไร หากเยอรมนีตอบโต้ สหรัฐจะโต้กลับหรือไม่ โดยเฉพาะรัฐบาลทรัมป์ที่มักใช้วิธีเจรจาแข็งกร้าว ตอบโต้อีกฝ่ายเสมอ เป็นไปได้ว่าทรัมป์จะขึ้นภาษีสินค้าตัวอื่นๆ ที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอียู เช่น รถยนต์ของเยอรมนี ทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายประเทศกังวล
            เนื่องจากชาติสมาชิกอียูบางประเทศไม่เห็นด้วยกับท่อส่งก๊าซนี้ตั้งแต่ต้น (เช่น โปแลนด์ ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโรมาเนีย) โอกาสที่จะมีข้อมติจากอียูเพื่อตอบโต้สหรัฐจึงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งฝ่ายสหรัฐคงมุ่งเล่นงานเยอรมนีมากกว่า คู่ขัดแย้งน่าจะจำกัดวง แต่หากมองมุมกว้างแน่นอนว่าเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐกระทำการขัดผลประโยชน์ชาติยุโรป พยายามนำชาติอียูให้พึ่งพาสหรัฐ เป็นวิถีครองความเป็นเจ้า
22 ธันวาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8442 วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
นาโตเป็นตัวอย่างองค์การระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงยาวนานถึง 70 ปี แต่นาโตปัจจุบันไม่เป็นเอกภาพดังเดิม เป็นอีกตัวอย่างแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันซับซ้อน การบั่นทอนต่อสู้กันภายในนาโตไม่แตกแม้ 2 ฝั่งแอตแลนติกขัดแย้ง
การปล่อยให้นาโตแตกไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำประเทศจะตัดสินใจได้โดยลำพัง แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากนาโต
บรรณานุกรม :
1. Gazprom. (2019). Nord Stream 2. Retrieved from https://www.gazprom.com/projects/nord-stream2/
2. Germany Calls for US Not to Interfere in Russia-Ukraine Gas Row. (2019, December 18). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/europe/201912181077604364-germany-calls-for-us-not-to-interfere-in-russia-ukraine-gas-row/
3. Germany ‘won’t back down’ under threat of US sanctions over Nord Stream 2 pipeline with Russia – Merkel. (2019, December 18). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/476192-merkel-nord-stream-sanctions/
4. Kremlin says Nord Stream 2 will be completed despite possible US sanctions. (2019, December 18). TASS. Retrieved from https://tass.com/economy/1100491
5. Merkel rules out retaliation against sanctions. (2019, December 20). The Japan News. Retrieved from https://the-japan-news.com/news/article/0006243583?fp=3c69a3675a4ee1bacd8030af38c4d48d
6. Nord Stream 2: Chiding is Not Enough, German Gov't Should Strongly Reject US Sanctions – Politician. (2019, December 12). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/201912141077569471-nord-stream-2-chiding-is-not-enough-german-govt-should-strongly-reject-us-sanctions--politician/
7. Trump says US, China have reached deal; Sunday tariffs off. (2019, December 13). AP. Retrieved from https://apnews.com/415cc91f3bb305ddb08620c53eea2d58
8. Younger, Stephen M. (2008). The Bomb: A New History. USA: HarperCollins Publishers.
-----------------------------

unsplash-logoFranck V.

จะเป็นอย่างไรถ้าปีหน้าทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีก

บางคนคิดว่าหากทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีกครั้งจะบั่นทอนประชาธิปไตยอเมริกาอย่างมาก เพราะต่อต้านเสรีนิยม มีแนวคิดปกครองประเทศแบบอำนาจนิยม แต่อีกฝ่ายยังนิยมทรัมป์อยู่ดี
            หลังกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน ในที่สุดพรรคเดโมแครทประกาศ 2 ข้อกล่าวหาถอดถอนประธานาธิบดีคือใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์แก่ตนกับขัดขวางกระบวนการของรัฐสภา
กษัตริย์ทรัมป์ :
ความตอนหนึ่ง แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) แกนนำพรรคเดโมแครทกล่าวว่าถ้าเรายอมให้มีประธานาธิบดีแบบนี้เท่ากับปล่อยให้ระบบสาธารณรัฐล่มสลาย ยอมรับประธานาธิบดีที่เหมือนกษัตริย์ (president king) ผู้นำประเทศที่อยู่เหนือกฎหมาย ทำได้ก็ได้ตามใจชอบ
            คำพูดมุมมองของทรัมป์หลายต่อหลายครั้งแสดงความเป็นอำนาจนิยม ดำเนินนโยบายหลายเรื่องที่ขัดแย้งสิทธิมนุษยชน ต่อต้านการค้าเสรีโดยให้เหตุผลว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ
แดรอน อเซโมกลู (Daron Acemoglu) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันแสดงความคิดเห็นว่าที่สหรัฐถดถอยไม่ใช่เพราะจีน แต่เพราะความอ่อนแอของประเทศ หากจะแก้จึงต้องแก้ปัญหาภายในก่อน ตัวเลขเศรษฐกิจแม้ยังดูดี แต่ความเหลื่อมล้ำขยายความรุนแรงมากขึ้นทุกที เป็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตก ทุกวันนี้คนจบมหาวิทยาลัยมีรายได้ไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับสมัยพ่อแม่ วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้คนอเมริกันไม่ไว้ใจสถาบันทางการเมืองเศรษฐกิจ
ปัญหาที่สะสมหมักหมมมานานทำให้คนอเมริกันจำนวนมากไม่เชื่อถือนักการเมืองเดิมๆ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ได้รับเลือก รัฐบาลทรัมป์พยายามเอาใจคนอเมริกันกลุ่มนี้ด้วยการออกนโยบายต่อต้านคนผิวสี ต่อต้านคนต่างด้าวอพยพเข้าเมือง ใช้กลยุทธ์สร้างความแตกแยกในประเทศเพื่อชักนำคนฝ่ายหนึ่งมาสนับสนุนตนอย่างแข็งขัน
อเซโมกลูกล่าวว่าหากทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีกครั้งจะบั่นทอนประชาธิปไตยอเมริกาอย่างมากเพราะมีแนวคิดต่อต้านเสรีนิยม ไม่สนใจเรื่องต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน มีแนวคิดปกครองประเทศแบบอำนาจนิยม พยายามนำคนในครอบครัวมาบริหารประเทศ
เห็นด้วยกับระบอบกษัตริย์ :
            เป็นความจริงที่ว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่แนวทางนี้กำลังเปลี่ยนไป ปัจจุบันนักศึกษาอเมริกันกับชาติตะวันตกเกือบหมื่นเห็นด้วยกับการปกครองระบอบกษัตริย์ แบบยุโรปสมัยกลาง ขอเพียงได้กษัตริย์ที่ดูแลเอาใจใส่ประชาชนจะดีกว่ารัฐบาลเผด็จการในคราบประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยที่เต็มด้วยความวุ่นวายไม่รู้จบ เกิดพวกสุดโต่งหัวรุนแรง บริหารประเทศไม่ได้หรือไร้ประสิทธิภาพ ระบอบกษัตริย์ไม่ใช่ของล้าสมัย ปัจจุบันราว 40 ประเทศที่ใช้ระบอบนี้ ตามประวัติศาสตร์มีกษัตริย์ที่ดีหลายองค์ เป็นผู้รักษาประเทศ ความสงบสุข ประเพณีวัฒนธรรม
            ประเด็นไม่อยู่ที่เป็นกษัตริย์หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สำคัญที่ผู้นำประเทศปกครองด้วยรักเอาใจใส่พลเมืองหรือไม่ ประชาชนอยู่ดีมีสุขหรือไม่
            แนวคิดของกลุ่มคือสหรัฐที่ปกครองด้วยกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้ปกครองจากอีก 50 รัฐสามารถคัดค้านหรือถอดถอนกษัตริย์ คิดว่าด้วยระบอบนี้จะได้แนวนโยบายที่มีเอกภาพต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนไปมา งานวิจัยจาก Wharton School เมื่อปี 2018 ชี้ว่าการบริหารภายใต้ระบอบกษัตริย์มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการปกครองอื่นๆ
            เป็นเรื่องน่าคิดว่าสังคมถูกชักนำให้เข้าใจผิดหรือไม่ว่าระบอบประชาธิปไตยคือการปกครองที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขมากที่สุด หรือเป็นเพียงการต่อสู้ทางการเมือง ฝ่ายอ้างประชาธิปไตยพยายามทำให้สังคมเข้าใจว่าประชาธิปไตยดีที่สุด ถ้าพูดให้แคบเข้าเป็นเพราะชนชั้นปกครองอเมริกันอยากแยกตัวจากผู้ปกครองอังกฤษ (เหตุการณ์อเมริกาประกาศเอกราช) จึงโจมตีว่าระบอบกษัตริย์ไม่ดีต้องเป็นเสรีประชาธิปไตยจึงจะดีที่สุด ซึ่งโดยเนื้อแท้คือต้องการแยกตัวจากกษัตริย์อังกฤษเท่านั้นเอง
เศรษฐกิจยังไปได้ดีหรือไม่ :
            ความเป็นไปทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด ปลายเดือนพฤศจิกายนเฟดสาขานิวยอร์กกับแอตแลนตาคาดจีดีพีไตรมาส 4 อาจเหลือใกล้ศูนย์ เหลือราวร้อยละ 0.3 กับ 0.4 จากที่ควรโตร้อยละ 1.9 การเติบโตที่ผ่านมาเป็นผลจากทรัมป์ลดภาษี คลายกฎการเงินการธนาคาร ภาคธุรกิจไม่ได้เพิ่มการลงทุน ประเมินว่าจีดีพีทั้งปีคงอยู่แถว 2 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลกำหนดไว้ที่ร้อยละ 3
นับจากจีดีพีลดต่ำกว่า 2 ภาคเอกชนหยุดการลงทุนใหม่ๆ เพราะไม่มั่นใจว่าจะไปรอด สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเป็นอีกปัจจัยทำให้ภาคธุรกิจระวังตัวอย่างมาก ผลคือการบริโภคภาคประชาชนเริ่มอ่อนแรง กลายเป็นวงจรสู่เศรษฐกิจถดถอย
            หลายคนยังกังวลสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่มีการเจรจาเรื่อยมา บ่อยครั้งเหมือนจะตกลงกันได้ แต่ความหวังกลับมลายหายสิ้นในพริบตา เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ล่าสุดทรัมป์พูดอีกแล้วว่าบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับจีน
โดยรวมแล้วเศรษฐกิจสหรัฐชะลอความร้อนแรงลง แม้ไม่เป็นไปตามที่ประธานาธิบดีต้องการ แต่ยังไม่ถดถอย เพียงแต่มีข้อวิตกกังวลในอนาคต
ถ้ามองเฉพาะตลาดเงินตลาดทุน โฮเวิร์ด มาร์คส์ (Howard Marks) จาก Oaktree Capital Management คิดว่าตลาดหุ้นจะคลายความวิตกกังวลหากประธานาธิบดีทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีกครั้ง เนื่องจากทรัมป์อยู่ฝ่ายตลาดหุ้นกับธุรกิจ เป็นความจริงที่ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐสูงทำลายสถิติ นักลงทุนรายใหญ่รายเล็กต่างรับทรัพย์กันถ้วนหน้า
เมื่อไม่กี่วันก่อนดัชนีดาวโจนส์กับ S&P 500 บวกทำลายสถิติอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่าใกล้บรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนแล้ว
            ตลอดปีที่ผ่านมานักวิเคราะห์หลายคนมองอนาคตตลาดในแง่ลบ แต่โฮเวิร์ด มาร์คส์ ไม่คิดว่าตลาดดาวโจนส์เป็นฟองสบู่ ทุกวันนี้นักลงทุนระวังตัวมาก ทุกคนได้กำไรจากหุ้น ถอนเงินบางส่วนออกไปเพื่อกระจายความเสี่ยง ดังนั้น หากหุ้นปรับฐานไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
ต้องการรัฐบาลที่บริหารได้ดีมากกว่าเป็นประชาธิปไตย :
            การมองความเคลื่อนไหวทางการเมืองกับเศรษฐกิจเป็นการพิจารณาปรากฏการณ์แต่การตีความขึ้นอยู่กับมุมมองทัศนคติของประชาชน
            ผลโพลล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคมของ Monmouth University ชี้ว่าร้อยละ 50 เห็นว่าไม่ควรถอดถอนทรัมป์ ร้อยละ 45 เห็นสมควรถอดถอน ส่วนตัวเลขจาก Quinnipiac University คือ 51 ต่อ 45
ผลโพลจาก Quinnipiac University ชี้ว่าคนอเมริกันร้อยละ 41 ให้ประธานาธิบดีทรัมป์สอบผ่าน ร้อยละ 55 ให้สอบตก (เทียบกับเดือนพฤศจิกายนที่ 40 ต่อ 54) ผลโพลล่าสุดนี้ไม่ต่างจากเหมือนผลโพลตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ผู้ให้ทรัมป์สอบผ่านยังอยู่ที่ระดับ 40 ต้นๆ เหมือนเดิม
อีกโพลที่นำเสนอต้นเดือนพฤศจิกายนของ AP-NORC ระบุว่าคนอเมริกันร้อยละ 61 คิดว่าทรัมป์ไม่เคารพหลักประชาธิปไตย ในจำนวนนี้ร้อยละ 26 เป็นพวกรีพับลิกัน หมายความว่าพวกรีพับลิกันส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารประเทศแบบอำนาจนิยมของรัฐบาล แต่ให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ มากกว่า เช่น เศรษฐกิจดี มีงานทำ มีเงินใช้ เหล่านี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทรัมป์
            ผลโพลเดียวกันนี้ยังระบุอีกว่าร้อยละ 85 ของพวกรีพับลิกันสนับสนุนให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย แม้ว่าหลายคนยอมรับว่าทรัมป์มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ มักพูดเรื่องที่ผิดจากข้อเท็จจริง
ฐานคะแนนของทรัมป์แข็งแกร่ง เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่เริ่มบริหารประเทศ ถ้าไม่ถูกถอดถอนคนเหล่านี้จะออกไปใช้สิทธิเลือกทรัมป์แน่นอน
            ถ้าอธิบายว่าเรื่องเหล่านี้คือการแบ่งแยกทางการเมือง ต้องดูผลที่จะเกิดขึ้นตามมาต่อไป ประเด็นที่คนอเมริกันให้ความสนใจมากกว่าคือเรื่องปากท้อง ดูว่า 1 ปีนับจากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้งรัฐบาลยังสามารถบริหารเศรษฐกิจอย่างเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ ในระยะยาวเป็นการถกเถียงว่าระบอบประชาธิปไตยยังเป็นระบอบดีที่สุดหรือไม่ ควรปรับปรุงอย่างไร ไม่ได้ปฏิเสธหลักประชาธิปไตยทั้งหมดแต่ยอมละทิ้งหลักการบางข้อเพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจในระยะยาว
            บทความนี้นำเสนอความคิดเห็นล่าสุดต่อประธานาธิบดีทรัมป์ทั้งแง่บวกกับลบ สะท้อนมุมมองของคนอเมริกันที่มีทั้งชอบกับไม่ชอบ นี่คือระบอบประชาธิปไตยสหรัฐอเมริกาในขณะนี้
15 ธันวาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8435 วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ถ้าเดือนหน้าเลือกตั้งประธานาธิบดีทรัมป์น่าจะชนะ
ถ้าเลือกตั้งเดือนหน้าหรือปลายปีนี้ทรัมป์มีโอกาสชนะเลือกตั้งอีกรอบ ข้อแนะนำคือรัฐบาลทรัมป์ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งต่อไป 
ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติกับการขยายอำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดี
การประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติของประธานาธิบดีทรัมป์กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เพราะกำลังใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ แม้พรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย พลเมืองส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน
บรรณานุกรม :
1. 61% say Trump doesn't respect democratic norms, 56% say 'honesty' doesn't describe him: AP-NORC poll. (2019, November 1). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2019/11/01/world/politics-diplomacy-world/61-say-trump-doesnt-respect-democratic-norms-56-say-honesty-doesnt-describe-ap-norc-poll/#.Xbt2m5IzbZ4
2. Democrats announce two impeachment charges against Trump. (2019, December 10). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/democrats-announce-two-impeachment-charges-against-trump-doc-1my53n3
3. Impeachment needle not moving as majority of voters oppose removing Trump: polls. (2019, December 11). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/politics/impeachment-needle-not-moving-as-majority-still-oppose-removing-trump-polls
4. ‘Our political system is irrevocably poisoned’: the rise of monarchism. (2019, October 1). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/global/2019/oct/01/the-rise-of-monarchism
5. Stocks jump to a record on Trump tweet saying US is ‘very close’ to China trade deal. (2019, December 12). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2019/12/12/stock-market-us-china-trade-war-and-fed-in-focus-on-wall-street.html
6. The stock market will ‘breathe a sigh of relief’ if President Trump is re-elected in 2020, says billionaire Howard Marks. (2019, December 8). Market Watch. Retrieved from https://www.marketwatch.com/story/the-stock-market-will-breathe-a-sigh-of-relief-if-president-trump-is-re-elected-in-2020-says-billionaire-howard-marks-2019-12-10?mod=home-page
7. 'Trump Poses a Great Risk to U.S. Democracy'. (2019, December 10). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/business/economist-acemoglu-trump-poses-risk-to-u-s-democracy-a-1300376.html
8. Weak consumption, economy could sink Trump re-election bid. (2019, November 22). Asia Times. Retrieved from https://www.asiatimes.com/2019/11/article/weak-consumer-economic-slump-could-sink-trump-re-election-bid/
9. Why the Fed may need to slash rates to zero before the end of 2020. (2019, December 12). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/12/12/business/fed-rate-cuts-recession/index.html
-----------------------------
unsplash-logoCamila Cordeiro

คนอิรักประท้วงเรื่องปากท้อง ลามถึงรัฐบาลอิหร่าน

ผู้ชุมนุมประท้วงโทษว่าปัญหาว่างงาน น้ำไม่ไหลไฟไม่สว่างเพราะรัฐบาลอิหร่านครอบงำอิรัก การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มด้วยการขจัดอิทธิพลอิหร่าน ไม่ว่าเรื่องนี้จริงเท็จเพียงไร ชีอะห์อิรักบางส่วนคิดเช่นนั้น
กว่า 2 เดือนแล้วที่ผู้ชุมนุมนับแสนประท้วงรัฐบาล ทั้งที่กรุงแบกแดดและอีกหลายเมืองทางตอนใต้ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลชีอะห์ การชุมนุมเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วไป ตั้งแต่เงินทองไม่พอใช้ หางานทำไม่ได้ น้ำไฟไม่พอ การทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอำนาจ ทั้งที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก และผูกโยงว่าต้นตอปัญหาทั้งหมดมาจากอิทธิพลรัฐบาลอิหร่านที่ครอบงำอิรัก บทความนี้จะนำเสนอการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอิรักในแง่อิทธิพลรัฐบาลอิหร่าน
อิทธิพลของอิหร่านในอดีต :
            ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิหร่านมีอิทธิพลต่ออิรักโดยเฉพาะพวกชีอะห์ด้วยกัน ถ้ามองย้อนอดีตนับจากสมัยต่อต้านระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลอิหร่านให้การสนับสนุนพวกชีอะห์ทุกกลุ่มที่ต่อต้านซัดดัมในขณะนั้น จนกระทั่งระบอบซัดดัมถูกโค่นล้ม กล่าวได้ว่ารัฐบาลอิหร่านช่วยชีอะห์อิรักปลดแอกจากซัดดัม
            เมื่อผู้ก่อการร้ายไอซิสปรากฎตัว อิทธิพลไอซิสแผ่ขยายอย่างรวดเร็วทั้งในซีเรียกับอิรัก สถาปนารัฐอิสลาม (Islamic State) เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2014 ครองพื้นที่ฝั่งตะวันตกของอิรัก ในช่วงนั้นสถานการณ์ของชีอะห์อิรักตึงเครียดมาก เพราะเป้าหมายต่อไปคือพวกตน ไอซิสประกาศและแสดงออกชัดเจนว่าต้องการกวาดล้างทำลายชีอะห์
            ชีอะห์อิรักทุกหมู่เหล่าในช่วงนั้นจึงรวมตัวสร้างป้อมค่าย ระดมประชาชนเป็นกองกำลังป้องกันประเทศ ต่อมากองกำลังชีอะห์ต่างแดนที่รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนเข้ามาอีกแรง ยับยั้งการรุกคืบจากไอซิส ในสงครามต่อต้านไอซิสชาติตะวันตกกับพวกช่วยเรื่องการโจมตีทางอากาศ แต่กองกำลังติดอาวุธที่รัฐบาลอิหร่านหนุนหลังต่างหากที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพอิรัก ปราบปรามไอซิสยึดเมืองต่างๆ คืนกลับมา
พวกเหล่านี้ส่วนหนึ่งคือคนชีอะห์อิรัก บริหารจัดการกันเองทั้งเรื่องสายบังคับบัญชา การส่งกำลังบำรุง ได้เงินเดือนจากรัฐบาลอิหร่าน รวมทั้งสิ้นหลายหมื่นคน
เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลอิหร่านเข้าช่วยเหลือไม่ให้ชีอะห์อิรักถูกกวาดล้าง อิทธิพลของรัฐบาลอิหร่านเพิ่งสูงขึ้นมาก
ชีอะห์อิรักที่ไม่ต้องการชีอะห์อิหร่าน :
            อย่างไรก็ตามไม่นานต่อมาชีอะห์อิรักบางพวกหวังลดทอนอิทธิพลรัฐบาลอิหร่าน ในการประท้วงปีก่อน (2018) แสดงท่าทีต่อต้านอิหร่านชัดเจน ถึงขนาดเผารูปภาพผู้นำอิหร่าน รวมทั้งผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน ชี้ว่าอิหร่านแทรกแซงกิจการภายในอิรัก เป็นต้นเหตุทำให้รัฐบาลอิรักอ่อนแอ
อิหร่านที่ช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่ากลายเป็นตัวปัญหา แม้กระทั่งรัฐบาลอิรักเรียกร้องให้กองกำลังต่างๆ ที่อิหร่านหนุนหลังเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ หลังไอซิสไม่เป็นภัยอีกแล้ว
            ประเด็นนี้อธิบายว่าเมื่อพ้นภัยไอซิส ผู้นำชีอะห์บางกลุ่มอย่าง มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ต้องการให้กองกำลังจากอิหร่านออกจากประเทศทันที กันไม่ให้รัฐบาลต่างชาติมีอิทธิพลในประเทศมากเกิน กลุ่มของอัล-ซาดาร์ประกาศท่าทีนี้อย่างชัดเจน มักชุมนุมประกาศให้ “อิหร่านออกไป”
            อันที่จริงแล้วตระกลูอัลดาร์ใกล้ชิดอิหร่านมานาน บิดาของมุกตาดา อัล-ซาดาร์ ใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่านในสมัยต่อต้านระบอบซัดดัม ฮุสเซน หลักการของอัล-ซาดาร์คือต้องการอิรักที่เป็นอิสระ ปลอดจากแทรกแซงจากต่างชาติไม่ว่าจะเป็นประเทศใด ไม่ได้จงเกลียดจงชังอิหร่าน
กระแสต่อต้านอิหร่านรอบนี้แรงมาก ต้นเดือนพฤศจิกายนผู้ชุมนุมโจมตีสถานกงสุลอิหร่านที่เมืองการ์บาลา (Karbala) ทำลายธงชาติอิหร่านและชักธงอิรักขึ้นแทน ปลายเดือนเดียวกันบุกเผาสถานกงสุลอิหร่านที่เมืองนาจาฟ (Najaf) ตะโกนว่า “Iran out!”
การเผาสถานกงสุลไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ แต่สำคัญในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน
            กลุ่มต่อต้านชี้ว่านับจากโค่นล้มซัดดัม อิรักได้อธิปไตยใหม่อีกรอบ รัฐบาลอิหร่านประสบความสำเร็จในการแทรกแซง มีอิทธิพลต่ออิรักมากกว่าประเทศอื่นๆ แม้กระทั่งสหรัฐ
            กลางเดือนพฤศจิกายน มีเอกสารลับหลายร้อยหน้าที่อ้างว่ามาจากเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอิหร่านชี้ว่ารัฐบาลอิรักอยู่ใต้อิทธิพลอิหร่าน “อิรักเป็นทางผ่านอำนาจของอิหร่านสู่ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เข่น ซีเรีย เลบานอน การปล่อยเอกสารลับอาจเป็นแผนการของใครบางคน แต่เนื้อหาบ่งชี้อย่างนั้น
            ข้อมูลอีกชิ้นชี้ว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลอิหร่านคือผู้บงการรัฐบาลอิรัก ควบคุมลงลึกถึงระดับหน่วยงานในรัฐบาล ในรัฐสภา ตัวการใหญ่คือนายพลกอเซม โซเลมานี (Qasem Soleimani) ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps) หรือ Qods Force ของอิหร่านนั่นเอง
            แนวคิดนี้เห็นว่าการล้มรัฐบาลอิรักคือการล้มอำนาจอิหร่าน โยนความผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่อิหร่าน ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นด้วยการขจัดอิทธิพลอิหร่าน ไม่ว่าเรื่องนี้จริงเท็จเพียงไร พวกชีอะห์อิรักบางส่วนคิดเห็นเช่นนี้
ข้อโต้แย้งคือรัฐบาลอิหร่านเป็นต้นเหตุปัญหาหรือไม่ สมควรหรือไม่ที่จะโทษอิหร่านฝ่ายเดียว ในเมื่อการคอร์รัปชันเกิดในทุกภาคของประเทศ ในประชาชนทุกกลุ่มทุกระดับ ปัญหาขาดแคลนสาธารณูปโภค คนว่างงานเป็นมานับสิบปี (เริ่มนับตั้งแต่อิรักยุคประชาธิปไตย) จริงหรือที่หากปราศจากอิหร่านแล้วอิรักจะเป็นประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม
ใครกันแน่ที่มีอิทธิพลต่ออิรัก :
            ถ้าจะพูดถึงต่างชาติแทรกแซง ควรเอ่ยถึงรัฐบาลสหรัฐกับเพื่อนบ้านซาอุฯ ด้วย
            เริ่มจากบทบาทรัฐบาลสหรัฐต่อเคิร์ดอิรักที่ตอนนี้เป็นเขตปกครองตนเองโดยชอบธรรมแล้ว มีประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีของตัวเอง มีกองทัพที่อยู่ในสายบังคับบัญชาของเคิร์ดด้วยกัน สามารถบริหารเศรษฐกิจด้วยตัวเอง แม้ปากจะยังพูดว่าต้องการเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิรัก โดยพฤตินัยแล้วเป็นเขตปกครองตนเองที่สมบูรณ์มากขึ้นทุกที ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบแก่รัฐบาลสหรัฐที่สนับสนุนการแยกตัวของเคิร์ดตั้งแต่สมัยซัดดัม และพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
            ส่วนที่เด่นที่สุดคือกองบัญชาการทหารสหรัฐในเขตกรีนโซนใจกลางกรุงแบกแดด อันเป็นพื้นที่เดียวกับสถานที่ตั้งหน่วยงานรัฐบาลสำคัญๆ ลองจินตนาการว่าทำเนียบรัฐบาลอิรัก กระทรวงต่างๆ อยู่ติดกับฐานทัพสหรัฐหรืออยู่ฝั่งตรงข้าม เท่านี้ก็เห็นอิทธิพลรัฐบาลสหรัฐต่ออิรัก
เมื่อไม่นานนี้รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าจะคงกองกำลังของตนในอิรักต่อไป “นานเท่าที่จำเป็น” เพื่อช่วยดูแลความสงบในเขตที่ไอซิสเคยควบคุม ปัจจุบันมีทหารอเมริกัน 5,200 นายในอิรัก นับจากอิรักเข้ายุคประชาธิปไตยกองบัญชาการสหรัฐใจกลางกรุงแบกแดดก็ตั้งอยู่และอยู่เช่นนั้นจนบัดนี้
            ด้านบทบาทของรัฐบาลซาอุฯ กับพวกต่อซุนนีอิรักก็มีไม่น้อย มิถุนายน 2014 นายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) ขณะดำรงนายกรัฐมนตรีอิรักชี้ว่าซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินและขวัญกำลังใจแก่ไอซิส
มีนาคม 2015 นายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) นายกรัฐมนตรีอิรักในขณะนั้น เรียกร้องให้กองกำลังซุนนีอิรักเลิกสนับสนุนกองกำลังรัฐอิสลาม
            ดังที่เคยเสนอในบทความก่อนว่าแท้จริงแล้วผู้ก่อการร้ายไอซิสส่วนใหญ่คือชาวบ้าน คือพวกซุนนีอิรักกับซีเรียนั่นเอง พวกซุนนีอิรักได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซาอุฯ กับพวก แม้ว่ารัฐบาลซาอุฯ จะปฏิเสธก็ตาม
            ในทางวิชาการเห็นว่าที่ผ่านมาการจะจัดตั้งรัฐบาลอิรักจะต้องผ่านการรับรองจากสหรัฐ ซาอุฯ และอิหร่าน เพราะบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กมักอยู่ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลต่างชาติ
ว่าด้วยจันทร์เสี้ยวชีอะห์ :
ดังที่เคยนำเสนอในบทความ “มายาคติ จันทร์เสี้ยวชีอะห์” แม้ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิมชีอะห์ แต่นักการเมืองชีอะห์ไม่ได้อิงอิหร่านเสมอไป หลักนโยบายของอัล-ซาดาร์คือร่วมมือกับชาติตะวันตก เพื่อนบ้านอาหรับและอิหร่าน แต่อิรักคืออิรัก ประเทศที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่อยู่ใต้บังคับของรัฐบาลตะวันตก อาหรับหรืออิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว “จันทร์เสี้ยวชีอะห์” ไม่แข็งแรงอย่างที่คิด
            การชุมนุมประท้วงมองได้ว่าคือการปลดแอกอิทธิพลอิหร่าน แต่ปัญหาทั้งมวลไม่อาจโทษอิหร่านเพียงฝ่ายเดียว เป็นข้ออ้างมากกว่า
8 ธันวาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8428 วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง
ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
12 ปีนับจากโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนและรัฐบาลบุชประกาศว่าจะสร้างอิรักให้เป็นประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จากบัดนั้นจนบัดนี้อิรักยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม สังคมแตกแยกร้าวลึก สงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนล้มตายปีละนับพันนับหมื่น โดยยังไม่เห็นวี่แววว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา
บรรณานุกรม :
1. Allawi, Ali A. (2007). The Occupation of Iraq: Winning the War, Losing the Peace. USA: Yale University Press.
2. Iran Intel leak: 700 documents show how Iran outplayed the US in Iraq. (2019, November 18). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/Middle-East/Iran-Intel-leak-700-documents-show-how-Iran-outplayed-the-US-in-Iraq-608183
3. Iraqi officials say Iran runs ‘shadow government’ in Baghdad. (2019, November 18). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/mena/iraqi-officials-say-iran-runs-shadow-government-in-baghdad-1.939235
4. Iraqi PM orders Iran-backed militias into army command. (2019, July 2). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/iraqi-pm-orders-iran-backed-militias-into-army-command/a-49438268
5. Iraqi prime minister to resign in wake of deadly protests (2019, November 30). AP. Retrieved from https://apnews.com/14bcd26984de4de2a2c039cb3505e3f8
6. Iraqi protests escalate with no new government in sight. (2018, July 16). Al Monitor. Retrieved from https://www.al-monitor.com/pulse/originals/2018/07/iraq-protests-south-demands-abadi-government.html
7. Iraqi protesters attack Iran consulate in Karbala. (2019, November 4). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2019/11/iraqi-protesters-attack-iran-consulate-karbala-191103232545555.html)
8. Iraqi protesters pack Baghdad square, anti-government movement gains momentum. (2019, October 29). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-iraq-protests/iraqi-security-forces-open-fire-on-protesters-kill-14-idUSKBN1X80KI
9. Iraq’s Sadr supporters chant ‘Iran is out’ while celebrating electoral victory. (2018, May 14). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2018/05/14/Sadr-supporters-chant-Iran-is-out-while-celebrating-electoral-victory.html
10. Jamail, Dahr. (2007). Beyond the Green Zone: Dispatches from an Unembedded Journalist in Occupied Iraq. USA: Haymarket Books.
11. Tehran, Bahgdad condemn attack on Iran's consulate in Najaf. (2019, November 28). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2019/11/28/Iraq-condemns-attack-on-Iran-s-consulate-in-southern-Najaf-State-media.html
12. U.S. forces to stay in Iraq as long as needed: spokesman. (2018, August 19). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-mideast-crisis-iraq-usa/u-s-forces-to-stay-in-iraq-as-long-as-needed-spokesman-idUSKBN1L408A
13. Who finances ISIS? (2014, August 19). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.de/who-finances-isis/a-17720149
-----------------------------
unsplash-logoKlara Kulikova

การป้องปรามนิวเคลียร์ (Nuclear Deterrence)

นับจากหลายประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ก็ไม่มีใครใช้อีก นับว่าการป้องปรามได้ผล แต่ความสำเร็จในอดีตไม่เป็นเหตุจะรักษาไว้ได้ตลอดไป โอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์จึงมีอยู่เสมออยู่ตราบเท่าที่โลกมีอาวุธชนิดนี้
            คำว่า “การป้องปราม” (Deterrence) หมายถึงการเตรียมหรือพร้อมลงมือกระทำการบางอย่างตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม การมีกองทัพ การซ้อมรบ สามารถตีความว่าเป็นการป้องปรามการรุกรานจากศัตรู ศัตรูไม่กล้าโจมตี
            ปัจจุบันเมื่อเอ่ยถึง “การป้องปราม” มักหมายถึง “การป้องปรามนิวเคลียร์” ป้องปรามไม่ให้อีกฝ่ายใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีหรือคุกคาม
จุดอ่อนของการป้องปราม :
เป็นที่ถกเถียงว่าการป้องปรามนิวเคลียร์ยังใช้ได้ผลหรือไม่ มีข้อคิดว่าการป้องปรามนิวเคลียร์จะต้องตั้งอยู่บนหลักการต่างฝ่ายต่างตัดสินใจด้วยเหตุผล เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีอาวุธนิวเคลียร์จะไม่มีใครกล้าใช้ก่อน เพราะแม้จะสามารถทำลายศัตรูแต่ตัวเองจะถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน แต่หากผู้ครอบครองไม่ใช้เหตุผลหรือไม่ยึดเหตุผลข้างต้นหลักการป้องปรามย่อมไร้ผล เช่น ผู้ก่อการร้ายจุดระเบิดนิวเคลียร์ พวกที่เห็นว่าถึงเวลาทำลายล้างโลกแล้ว
            อีกประเด็นที่ควรเข้าใจคือในทางวิชาการเป็นที่ยอมรับว่าผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มมีรัฐสนับสนุน เป็นเรื่องที่มีมานานนับพันปีที่รัฐหรือผู้ปกครองเป็นสร้างกลุ่มก่อการร้ายเพื่อเล่นงานศัตรูโดยไม่เปิดเผยตัวเอง (รัฐ) ผู้ก่อการร้ายที่มีรัฐอุปถัมภ์จึงเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม มีศักยภาพ และอาจสามารถจุดระเบิดนิวเคลียร์
            ปัจจุบัน มีการตีตราประเทศฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย เช่น รัฐบาลสหรัฐกับอิหร่านต่างชี้ว่าอีกฝ่ายสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
แนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการป้องปราม :
            คนอีกกลุ่มต่อต้านการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์โดยให้เหตุผลดังนี้
          ประการแรก ผิดศีลธรรม ไม่ชอบธรรม
ฝ่ายที่คิดเรื่องความถูกต้องตามหลักศาสนาจะตีความว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นการทำลายล้างอย่างกว้างขวาง พลเรือนจำนวนมากได้ผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแม้ผู้ใช้จะพยายามจำกัดพื้นที่
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสกล่าวอย่างชัดเจนว่าการมีหรือใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องผิดศีลธรรมและสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ทำนองเดียวกับอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์อิหร่านกล่าวว่าเป็นเรื่องต้องห้ามทางศาสนา
อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักการศาสนามีความเห็นต่างเรื่องนี้เหมือนกัน บางคนเห็นด้วยกับการใช้นิวเคลียร์ในบางกรณี เช่น โจมตีเป้าหมายทางทหาร
ประการที่ 2 แข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์
ในช่วงสงครามเย็นกำลังตึงเครียดทั้งฝ่ายสหรัฐกับสหภาพโซเวียตต่างทุ่มเททรัพยากรพัฒนาและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมีกำลังรบที่เหนือกว่า คิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าลงมือทำสงครามนิวเคลียร์และด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น แสดงความเป็นอภิมหาอำนาจ ผลคือทั้งคู่สะสมอาวุธนิวเคลียร์นับหมื่นหัวรบ เพียงพอทำลายโลกได้หลายรอบ
          ประการที่ 3 ยิ่งเสี่ยงเกิดสงคราม หายนะ
            ความคิดที่ว่าเพื่อการป้องปรามนั้นก่อให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธ เนื่องจากไม่อาจประเมินกำลังอีกฝ่ายอย่างถูกต้องจึงต้องมีให้มากไว้ก่อน และอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายต้องชิงลงมือก่อน เช่น เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจลงมือก่อนทันที เป็นหายนะที่จะไม่เกิดแน่นอนหากปราศจากอาวุธนิวเคลียร์
            ที่ผ่านมามีการกำหนดเป้าโจมตีล่วงหน้า เป้าหมายหลายจุดคือเมืองหลวง เมืองใหญ่ แม้เป็นวิธีป้องปรามอย่างหนึ่งแต่หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นจริงย่อมหมายถึงหายนะของโลก
ทุกวันนี้ยุทธศาสตร์สหรัฐประกาศชัดว่าจะไม่ปล่อยประเทศใดมีกำลังเข้มแข็งเทียบเท่าอเมริกาเด็ดขาด ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่หลักคิดที่ใช้คือต้อง ชิงลงมือก่อน” (preemption) และไม่ปล่อยให้ประเทศใดไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูก้าวขึ้นมามีอำนาจเทียบเท่า ไม่ปล่อยให้ประเทศใดเติบใหญ่เข้มแข็งจนยากจะจัดการ นักยุทธศาสตร์บางคนอ้างประวัติศาสตร์ว่าเพราะปล่อยให้นาซีเติบใหญ่จึงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ประการที่ 4 อาจบานปลายเป็นสงครามใหญ่
นักวิชาการบางท่านเห็นว่าการตั้งใจใช้กับสนามรบหรือเป้าหมายทางทหารน่าจะเป็นเหตุให้สงครามบานปลาย กลายเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (ทำลายทุกอย่างแม้กระทั่งพลเรือน)
            รวมความแล้ว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะสรุปว่าไม่ควรใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธป้องปราม แค่ใช้กำลังรบทั่วไปก็พอ อาจด้วยเหตุผลเรื่องศีลธรรม เป็นประเทศไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ
            มีผู้เสนอว่าวิธีป้องปรามที่ดีคือใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ ด้วยการคว่ำบาตร ไม่ติดต่อค้าขายด้วย
ความสำเร็จและความไม่แน่นอน :
            นับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ การป้องปรามเป็นคำที่นำมาใช้เสมอ หลายคนอธิบายว่าเป็นเหตุผลสำคัญกีดกั้นการใช้อาวุธทำลายล้างนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่อาจกลายเป็นสงครามล้างโลก
            อย่างไรก็ตาม หากมองอีกมุมโลกยังตกอยู่ในความไม่แน่นอน ชาติอาวุธนิวเคลียร์ยังคงประจำการอาวุธรุ่นใหม่ ฉีกสนธิสัญญานิวเคลียร์หลายฉบับ ล่าสุดคือสนธิสัญญาขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้ (INF) หลายฝ่ายวิตกว่าการแข่งขันสร้างอาวุธนิวเคลียร์กำลังจะเกิดขึ้นอีกรอบ ล่าสุดมีข่าวหลายชิ้นที่ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังหาพันธมิตรใหม่เพื่อประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของตนในแถบเอเชียแปซิฟิก เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์จึงไม่ล้าสมัยและใกล้ตัว
นับจากมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ 2 ครั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ดีที่ไม่มีใครใช้อีก เพราะหากมีผู้ใช้อีก (แบบลูกเล็กๆ จำกัดขอบเขตการทำลาย) อาจเป็นเหตุกระตุ้นให้ใช้ถี่ยิ่งขึ้น กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าสามารถใช้ได้
ป้องกันเชิงรับหรือเชิงรุก
:
            ทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือคิดจะมีต่างประกาศว่าเพื่อป้องกันประเทศ หากพิจารณาให้ดีคำว่า “ป้องกันประเทศ” ของบางคนหมายถึงการ “ป้องกันเชิงรับ” ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายรุกราน กับอีกความหมายคือ “ป้องกันเชิงรุก” มีความหมายเป็นนัยว่าจะต้องกำราบคู่แข่งให้หมด ทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบ ทำให้ประเทศต่างๆ อยู่ใต้อิทธิพลของตน ในข้อหลังนี้อาวุธนิวเคลียร์มีส่วนสำคัญใช้ข่มขู่อีกฝ่ายให้ยอมนบนอบอยู่ใต้อิทธิพล
            ประเทศที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องกันเชิงรุกจึงใช้นิวเคลียร์ข่มขู่คุกคามประเทศอื่น มักแสดงความเป็นเจ้า เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศเหล่านี้จะยังคงประจำการอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงชนิดนี้อีกนานเท่านาน
สำหรับพวกเขาแนวคิดของฝ่ายไม่เห็นด้วยกับอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องอุดมคติที่ยังห่างไกลจากโลกแห่งความจริง มองว่าโลกไม่ได้ตั้งอยู่บนความดีงาม การทำสงครามเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าผู้หนึ่งเข้มแข็งขึ้นเท่ากับอีกผู้หนึ่งอ่อนแอลง (เชิงเปรียบเทียบ) ดังนั้น ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดเสมอจึงจะอยู่รอด ส่วนที่เหลือจะค่อยๆ ถูกทำลายหรืออยู่ใต้อำนาจผู้แข็งแกร่งกว่า
ประเทศที่ยึดแนวทางนี้จะสร้างกองทัพใหญ่โต สะสมอาวุธจำนวนมาก นิวเคลียร์คือหนึ่งในอาวุธที่พวกเขานึกถึงและต้องการ ในด้านนโยบายต่างประเทศจะพยายามชี้ชัดว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรู  ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีสัมพันธ์กับการเป็นมิตรหรือศัตรูด้วย
            ในทางวิชาการมีข้อสรุปว่านับจากมีอาวุธนิวเคลียร์ มีบางกรณีที่พูดถึงการใช้อาวุธทำลายล้างนี้ แต่น้อยครั้งที่คิดใช้จริง ส่วนใหญ่เป็นลักษณะมหาอำนาจที่มีนิวเคลียร์ใช้กับประเทศที่ไม่มีนิวเคลียร์ ส่วนกรณีการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจด้วยกันมีน้อยมาก ที่สุดแล้วไม่มีใครกล้าใช้ ลงเอยด้วยการถอยคนละก้าว นับว่าการป้องปรามบรรลุผล อย่างไรก็ตามสำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการป้องปรามชี้ว่าแม้มีครอบครองก็ผิดแล้ว และการไม่ใช้ในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้ในอนาคต เป็นอีกประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ขัดกันทางหลักคิด หากจะแก้ไขนโยบายต้องแก้เอาชนะทางหลักคิดก่อน
1 ธันวาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8421 วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
โลกเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐจะชิงลงมือก่อน?
โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ 
นับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐไม่คิดที่จะปลดอาวุธนี้เพราะเห็นว่าคือเครื่องมือกอบโกยผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นขีปนาวุธพิสัยกลางคืออีกภาพสะท้อน
บรรณานุกรม :
1. Australia rules out hosting US missiles. (2019, August 5). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1535676/world
2. Cimbala, Stephen J. (2010). Nuclear Weapons and Cooperative Security in the 21st Century: The New Disorder. New York: Routledge.
3. Jones, Brian Madison. (2008). Nuclear Arms Race. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.1522-1526). USA: ABC-CLIO.
4. Martin, Jerome V. (2008). Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.1364-1366). USA: ABC-CLIO.
5. Pope: Use and possession of atomic bombs an ‘immoral’ crime. (2019, November 25). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201911250016.html
6. Quester, George H. (2011). Deterrence. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.414-415). DC: CQ Press.
7. Ray, James Lee., Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.
8. Tannenwald, Nina. (2007). The Nuclear Taboo: The United States and the Non-Use of Nuclear Weapons Since 1945. UK: Cambridge University Press.
9. Tucker, Spencer C. (2008). Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty, 8 December 1987. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.2753-2755). USA: ABC-CLIO.
10. U.S. State Department. (2018, September). Country Reports on Terrorism 2017. Retrieved from https://www.state.gov/documents/organization/283100.pdf
11. Williams, Joseph W. (2008). Just War Theory. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.1081-1083). USA: ABC-CLIO.
12. Wirtz, James J., Larsen, Jeffrey A. (2005). Nuclear Transformation: The New Nuclear U.S. Doctrine. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
-----------------------------
ที่มาของภาพ : https://www.atomicheritage.org/history/bombings-hiroshima-and-nagasaki-1945