แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินโดนีเซีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินโดนีเซีย แสดงบทความทั้งหมด
โรฮีนจา ระเบิดเวลาประชาธิปไตยเมียนมาร์
ในการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ได้ข้อสรุปร่วมหลายประการ เริ่มจากการแก้ปัญหาผู้อพยพติดค้างกลางทะเล ยืนยันท่าทีของมาเลเซียกับอินโดนีเซียที่จะรับคนเหล่านี้ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปีในระหว่างการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศที่ 3
1. “โรฮีนจา คนไร้รัฐ” (Ookbee)
บรรณานุกรม:
ที่ประชุมผลักดันขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ
ตามหลักการแบ่งเบาภาระระหว่างประเทศ (International Burden Sharing) มิให้ภาระตกอยู่กับไม่กี่ประเทศที่กำลังแบกรับอยู่ ดังที่นาจิบ ราซัค
(Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวล่วงหน้าแล้วว่า “เรือมนุษย์โรฮีนจาเป็นเรื่องใหญ่
... จึงต้องรับการช่วยเหลือจากนานาชาติ”
การประชุมให้ความสำคัญกับการต่อต้านขบวนการค้ามนุษย์ กวดขันการบังคับใช้กฎหมาย การทำงานร่วมกัน
การประชุมให้ความสำคัญกับการต่อต้านขบวนการค้ามนุษย์ กวดขันการบังคับใช้กฎหมาย การทำงานร่วมกัน
ส่วนรากปัญหานั้น รายงานสรุประบุแนวทางแก้ไขด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งแก่ชุมชน
เช่น สนับสนุนการค้าการลงทุนในพื้นที่เสี่ยง การฝึกอาชีพ ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลไทย
มาเลย์และอินโดมุ่งนำเสนอว่าเป็นเพียงทางผ่าน ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง และไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา
ขอให้ประชาคมโลกเข้าใจ ด้านเมียนมาร์ยืนยันท่าทีเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับชาติสมาชิกอาเซียนยืนยันไม่แทรกแซงกิจการภายใน
จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเมียนมาร์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องพยายามนำสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
คือให้เรื่องโรฮีนจาเงียบหาย จากนี้ไปจึงเหลือแต่การรอดูว่าองค์กรระหว่างประเทศ
ชาติมหาอำนาจจะตอบสนองเรื่องนี้อย่างไร เพราะพวกเขาได้วาง “เป้าหมายระยะยาว” ไว้แล้วเช่นกัน
วิเคราะห์องค์รวม :
มีประเด็นสำคัญดังนี้
ประการแรก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ดังที่นำเสนอครั้งก่อน ถ้ามองในกรอบแคบ
ประเด็นโรฮีนจาเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งในรอบนี้เกิดจากขบวนการค้ามนุษย์ เกี่ยวข้องกับหลายคนหลายประเทศ
รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ
หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเข้มแข็งจะไม่มีรายงานจากหน่วยงานสหประชาชาติว่าเฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้
ชาวโรฮีนจากับบังคลาเทศราว 25,000 คนพยายามลักลอบเข้าประเทศทางเรือ มากเป็น 2
เท่าของช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน
ในอนาคต
ประเด็น “เรือมนุษย์โรฮีนจา” ฟื้นคืนชีพอีกหรือไม่
จึงขึ้นกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง
ประการที่
2 โรฮีนจามาแล้วไม่กลับ
เวลาพูดถึงการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย
ประเด็นที่หลายประเทศกังวลคือความช่วยเหลือของตนจะยิ่งเป็นเหตุให้ผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้าประเทศมากขึ้น
โรฮีนจาในขณะนี้คือคนไร้สัญชาติ
ประเทศที่รับคนเหล่านี้เข้าทำงานคือรับคนงานไร้สัญชาติด้วย ปัญหาที่จะเกิดในอนาคตคือ
หากประเทศที่รับทำงานไม่ต้องการแรงงานเหล่านี้ คนเหล่านี้จะอยู่ที่ใด จะส่งคืนที่ใดในเมื่อรัฐบาลเมียนมาร์ไม่ยอมรับ
แรงงานโรฮีนจาจึงแตกต่างจากแรงงานเมียนมาร์อื่นๆ
โรฮีนจาที่อพยพออกมาไม่คิดที่จะกลับประเทศอีกแล้ว
พวกเขาหวังตั้งรกรากในประเทศใหม่ ซึ่งหมายถึงการอยู่อย่างถาวร หวังได้รับการปกป้องคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามกฎหมาย ในขั้นสุดท้ายคือเป็นพลเมืองประเทศนั้น
คำถามคือประเทศเหล่านั้นพร้อมจะให้สิทธิพลเมืองหรือไม่
มาเลเซียเป็นตัวอย่างประเทศที่มีแรงงานโรฮีนจาลักลอบทำงานในประเทศหลายหมื่นคน
จำนวนไม่น้อยอาศัยหลายปีแล้ว คนเหล่านี้มักทำงานที่แรงงานอื่นๆ ไม่ปรารถนา เช่น
งานสกปรก เสี่ยงอันตราย แรงงานโรฮีนจาสามารถดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงพอสมควร
จนมีลูกมีหลาน และเริ่มเรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่สำคัญคือการขอฐานะพลเมืองแก่ตนและลูกหลาน
ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลย์ไม่มีนโยบายให้คนเหล่านี้ได้รับสิทธิเป็นพลเมือง
แม้กระทั่งลูกหลานที่เกิดในมาเลเซีย พูดภาษามาเลย์
เป็นไปได้ว่าหากจำนวนโรฮีนจาเพิ่มขึ้น อยู่นานขึ้น
เสียงของพวกเขาจะดังขึ้น พร้อมแรงกดดันจากต่างชาติ กลายเป็นปัญหาระดับประเทศ
และถ้าโรฮีนจาได้รับสวัสดิการต่างๆ
สิทธิการเป็นพลเมือง พวกเขาจะแห่อพยพเข้ามาเลเซียมากกว่านี้ นี่คือความกังวลจากมาเลย์และประเทศทั้งหลาย
ประการที่
3 การส่งผู้อพยพสู่ประเทศที่ 3
ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องโรฮีนจามาแล้วไม่กลับ
ข้อคิดอีกประการคือ ถ้าหากผู้อพยพโรฮีนจา คนบังคลาเทศ หรือประเทศใดๆ
สามารถเดินทางออกจากประเทศตนไปสู่ประเทศอื่น
แล้วในที่สุดสามารถตั้งรกรากอยู่ประเทศที่ 3 ในอเมริกา ยุโรป หรือที่ใดๆ
ได้โดยง่าย การเคลื่อนย้ายคนเหล่านี้สู่ประเทศที่ 3 จะเป็นแรงกระตุ้น ไม่ต่างจากการที่บางประเทศรับคนเหล่านี้ไว้ทำงานอย่างถาวรหรือกึ่งถาวร
เกิดกระแสผู้อพยพโรฮีนจา บังคลาเทศ ฯลฯ
หลั่งไหลออกจากพื้นที่เพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศที่ 3
นั่นหมายความว่าในอนาคตบรรดาประเทศที่ 3 เหล่านี้จะต้องรับผู้อพยพอย่างต่อเนื่องอีกหลายล้านคนหรือไม่สิ้นสุด
(เพราะจะมีผู้ต้องการอพยพเพิ่มเติม)
เกิดกระแสเดินทางไปสู่ประเทศอื่นที่ดีกว่า
ปัญหาแทรกซ้อนคือ
ประเทศที่เป็นจุดรับฝากคนชั่วคราวจะต้องแบกรับภาระยาวนานหลายปีกว่าที่ผู้อพยพจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศที่
3
มีข้อมูลว่าแต่ละปีผู้อพยพทั่วโลกราว 80,000 คนจะได้รับการส่งตัวไปอยู่ประเทศที่
3 ในจำนวนนี้สหรัฐรับถึงร้อยละ 70 ของจำนวนทั้งหมด
ปัจจุบันมีผู้อพยพลี้ภัยทั่วโลกหลายล้านคน ทั้งจากตะวันออกกลาง แอฟริกาและอื่นๆ เกิดคำถามว่าประเทศที่จะเป็นจุดพักคนจะต้องทำหน้าที่กี่สิบปี
และจะต้องเป็นผู้แบกรับผู้อพยพที่ไม่มีประเทศใดต้องการใช่หรือไม่
จึงไม่แปลกใจที่ Anifah
Aman รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียกล่าวอย่างชัดเจนว่า
มาเลเซียไม่สามารถรับผู้อพยพมากกว่านี้อีกแล้ว ที่แล้วมารับคนจำนวนมากเข้าประเทศ จนบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดแสดงเจตจำนงต้องการรับผู้อพยพเพิ่มเติม
“เราต้องดูแลผลประโยชน์ของเราเช่นกัน ต่อปัญหาสังคมและความมั่นคง เราต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้”
ต้องถามเมียนมาร์เพื่อหาทางออกร่วมกัน
และต้องตอบคำถามว่า
มีประเทศอื่นใดพร้อมรับผู้อพยพนับล้านหรือไม่ หรือควรหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นๆ
ประเด็นผู้อพยพเป็นเรื่องซับซ้อน
มีปัญหาซ้อนหลายมิติ จำต้องคิดให้รอบคอบ
ประการที่
4 ขอให้โรฮีนจาเป็นพลเมือง
ประเด็นขัดแย้งที่แหลมคมมากที่สุดคือความเป็นพลเมืองของโรฮีนจา
ไม่ว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะคิดเห็นอย่างไร นานาชาติได้ข้อสรุปเรื่องนี้แล้ว สมัชชาสหประชาชาติมีมติเมื่อ
29 ธันวาคม 2014 เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาร์รับรองความเป็นพลเรือน
“เต็มขั้น” ของพวกโรฮีนจา
สหรัฐเป็นอีกประเทศที่แสดงจุดยืนขอความเป็นพลเมืองแก่โรฮีนจา
นาย Antony J. Blinken รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวหลังหารือกับรัฐบาลเมียนมาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า
สหรัฐพร้อมจะมีส่วนช่วยเหลือ เห็นด้วยกับการเอ่ยถึง
“รากปัญหาเพื่อการแก้ไขอย่างยั่งยืน”
ย้ำว่าปัจจัยทางการเมืองกับสังคมเป็นเหตุให้โรฮีนจาพยายามอพยพออกจากพื้นที่
ผู้อพยพ “จำนวนไม่น้อยคือโรฮีนจาจากรัฐยะไข่
เหตุที่อพยพเนื่องจากสภาพอันเลวร้ายที่พวกเขาเผชิญในรัฐยะไข่ เราได้หารือกับผู้นำ
(เมียนมาร์) ในเรื่องนี้” เห็นว่าโรฮีนจาต้องได้รับฐานะพลเมือง
ถ้อยคำของรัฐมนตรีช่วย Blinken
ตอกย้ำท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาที่กล่าวในขณะเยือนเมียนมาร์เมื่อปี 2014 ว่า “ทุกรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมและปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนอย่างเทียมภายใต้กฎหมาย
ข้าพเจ้าคิดว่าการปฏิบัติต่อโรฮีนจากับชนกลุ่มน้อยทางศาสนาอื่นๆ อย่างแบ่งแยก
ไม่ใช่ลักษณะประเทศที่พม่าต้องการจะเป็นในระยะยาว” ประชาธิปไตยไม่อาจสำเร็จได้หากมีแบ่งแยก
เกิดพลเมืองชั้น 2
ผู้ยึดมั่นสิทธิมนุษยชนสากลจะถือว่าพัฒนาการประชาธิปไตยของเมียนมาร์สัมพันธ์กับความเป็นพลเมืองของโรฮีนจา
แม้รัฐบาลปัจจุบันจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ประเด็นโรฮีนจาพร้อมจะเป็นเหตุให้หลายประเทศลงมติ
“คว่ำบาตร”
รัฐบาลเมียนมาร์ย่อมรับรู้ความกังวลในเรื่องนี้
สรุป :
ประเด็นโรฮีนจาไม่ใช่เรื่องใหม่
เรื่องน่าคิดคือหากมองย้อนอดีต เหตุความรุนแรงในปี 2012 นำสู่การตีแผ่เรื่องราวโรฮีนจาสู่สายตาชาวโลก
ตามด้วยข้อเรียกร้องจากสมัชชาสหประชาชาติให้รัฐบาลเมียนมาร์มอบความเป็นพลเมืองเต็มขั้นแก่คนเหล่านี้
เชื่อมโยงกับการที่รัฐบาลเมียนมาร์กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง
เหตุเรือมนุษย์โรฮีนจา
บังคลาเทศในปี 2015 รื้อฟื้นเรื่องราวอีกครั้ง น่าสนใจติดตามว่าจะเป็นการผลักดัน
“เป้าหมายระยะยาว” อีกรอบหรือไม่ ส่วนเรื่องการรับผู้อพยพจำนวนมากนั้นคงไม่มีประเทศใดยินดี
สุดท้ายต้องลงเอยด้วยการแสดงท่าทีกดดันรัฐบาลเมียนมาร์
ดังที่วิเคราะห์ข้างต้นว่า
นานาชาติสามารถอ้างเป็นเหตุ “คว่ำบาตร” เมียนมาร์ได้เสมอ “ถ้าต้องการ” คิดแบบแง่ร้ายสุดๆ
โรฮีนจาคือระเบิดเวลาลูกใหญ่ พัวพันถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อธิปไตยของเมียนมาร์
ในอนาคตเรื่องราวโรฮีนจาจะกลับมาฉายซ้ำอีก
จนว่าพวกเขาจะได้ฐานะพลเมือง
31 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6780 วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2558)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า
ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง
เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่
2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา
เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ
รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง
ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต
เรือมนุษย์โรฮีนจา เรือมนุษย์บังคลาเทศไม่ใช่เรื่องใหม่
คนเหล่านี้อพยพทางเรือต่อเนื่องหลายปีแล้ว การที่ประชาชนรับรู้ในช่วงนี้เพราะสื่อหลายประเทศช่วยกันประโคมข่าว
แต่ระดับเจ้าหน้าที่ ผู้มีหน้าที่รับรู้เรื่อยมา
สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือการเข้มงวดต่อต้านอาชญากรข้ามชาติ เป็นภาพสะท้อนความมั่นคงจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่อื่นๆ
เรื่องเหล่านี้ “ใกล้ตัว” กว่าโรฮีนจามากนัก
ประเด็นโรฮีนจา (Rohingya) เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและชาติสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศโดยตรง
มีผลต่อความเป็นไปของเมียนมาและกระทบต่อทั้งภูมิภาค เป็นเรื่องเก่าหลายทศวรรษ
(หรือหลายศตวรรษ) และคงจะอยู่คู่กับอาเซียนอีกนาน จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้
“10 คำถาม โรฮีนจา” จะตอบคำถามหรือนำเสนอ 10 ข้อ 10
ประเด็น เริ่มจากการเรียกชื่อ ควรเรียก “โรฮีนจาหรือโรฮินญา” อธิบายต้นกำเนิดโรฮีนจา
เป็นชาวเบงกาลีหรือไม่ เหตุผลเบื้องหลังรัฐบาลเมียนมาไม่ถือโรฮีนจาเป็นพลเมือง จากนั้นอธิบายเหตุปะทะเมื่อปี
2012 ซึ่งเป็นจุดเริ่มของความสนใจรอบใหม่ ความเกี่ยวข้องของขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ
ปัญหาชุมชนโรฮีนจาซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม นโยบายและท่าทีของรัฐบาลเมียนมา
โอบามาและมาเลเซีย สอดแทรกด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ช่วยตอบโจทย์อนาคตของโรฮีนจา
อนาคตประชาธิปไตยเมียนมาซึ่งมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งหมด
![]() |
| สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป |
1. Adnan, Mohd Hamdan. (2012). Refugee issues
in Malaysia: the need for a proactive, human rights based solution.
Retrieved from http://www.une.edu.au/asiacentre/PDF/No12.pdf
2. Malaysia detains hundreds of migrants arriving on boats.
(2015, May 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/05/150511065720103.html
3. Malaysia rejects any more migrants as crisis worsens.
(2015, May 18). Al Jazeera. Retrieved from
http://www.wsj.com/articles/myanmar-threatens-boycott-of-migration-meeting-1431849696
4. Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. (2015,
May 29). Summary Special Meeting on Irregular Migration in the Indian Ocean 29
May 2015, Bangkok, Thailand. Retrieved from
http://www.mfa.go.th/main/th/media-center/14/56880-Summary-Special-Meeting-on-Irregular-Migration-in.html
5. Ng, Eileen. (2015, May 25). Rohingya Seek Better Life in
Malaysia, but Reality Is Stark. ABC News/AP. Retrieved from
http://abcnews.go.com/International/wireStory/rohingya-seek-life-malaysia-reality-stark-31288058
6. Rajoo, D Arul. (2015, May 26). US, Japan Offer Help To
Solve Rohingya Issue, Says Najib. Bernama. Retrieved from http://www.bernama.com/bernama/v8/newsindex.php?id=1138123
7. Solomon, Feliz. (2015, May 22). US Urges Burma to Address
Root Causes of Rohingya Crisis. The Irrawaddy. Retrieved from
http://www.irrawaddy.org/burma/us-urges-burma-to-address-root-causes-of-rohingya-crisis.html
8. The White House. (2014, November 14).
Remarks by President Obama and Daw Aung San Suu Kyi of Burma in Joint Press
Conference | November 14, 2014. Retrieved from
http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/11/14/remarks-president-obama-and-daw-aung-san-suu-kyi-burma-joint-press-confe
9. U.N. urges Myanmar to give citizenship to Rohingya
Muslims. (2014, December 30). Al Arabiya News/AP. Retrieved from
http://english.alarabiya.net/en/News/asia/2014/12/30/U-N-urges-Myanmar-to-give-citizenship-to-Rohingya-Muslims.html
---------------------------------
ออสเตรเลียดักฟังอินโดนีเซีย เรื่องที่เปิดเผย-ปกปิด และข้อเสนอแนะ
รัฐบาลของประธานาธิบดีซูซิโล
บัมบัง ยูโดโยโน ประท้วงการสอดแนมจากออสเตรเลีย หลังสื่อเปิดเผยข้อมูลของนายเอ็ดเวิร์ด
สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ของซีไอเอและสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ชี้ว่าในปี
2009 หน่วยข่าวกรองออสเตรเลียดักฟังโทรศัพท์ผู้นำประเทศและบุคคลสำคัญของรัฐบาลรวม
10 คน ด้านนายโทนี แอบบอตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียอธิบายว่าการสอดแนมเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศกระทำ
เป็นเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ และออสเตรเลียกระทำเพื่อผลประโยชน์ของอินโดนีเซียด้วย
สองฝ่ายตอบโต้ไปมา ภายใต้วิวาทะเหล่านี้มีเรื่องที่เปิดเผยให้สาธารณชนทราบ
และมีอีกหลายเรื่องที่ถูกปกปิดหรือบิดเบือน
ประเด็นแรก
สอดแนมเฉพาะโทรศัพท์มือถือและกระทำต่ออินโดนีเซียเท่านั้นหรือ
นายมาร์ตี
นาตาเลกาวา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ตั้งคำถามว่า
“ผมต้องการคำตอบอย่างยิ่งว่าทำไมการสนทนาส่วนตัวระหว่างท่านประธานาธิบดีกับภรรยาจึงสำคัญต่อความมั่นของออสเตรเลีย”
พร้อมกับเรียกร้องขอคำขอโทษ
ออสเตรเลียจะต้องให้คำมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก สองสามวันต่อมาเมื่อรัฐบาลแอบบอตต์ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง
ประธานาธิบดียูโดโยโนออกโรงกล่าวด้วยตนเองว่า
“ประเทศอินโดนีเซียและข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมออสเตรเลียจึงดักฟังเจ้าหน้าที่บางคน
รวมทั้งข้าพเจ้า นี่ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น”
ข้อมูลที่เปิดเผยผ่านนายสโนว์เดนชี้ว่ามีการดักฟังโทรศัพท์มือถือผู้นำประเทศและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
แต่ในอีกมุมหนึ่งการย้ำเน้นหรือการจำกัดกรอบทำให้ประเด็นถูกบิดเบือนว่าเรื่องการสอดแนมบรรดาผู้บริหารประเทศเท่านั้น
ละเลยการสอดแนมอื่นๆ
การจะเข้าใจเรื่องราวการสอดแนมอย่างครบถ้วน จำต้องเข้าใจว่าหน่วยงานสอดแนมของออสเตรเลียอยู่ภายใต้ระบบเครือข่ายสอดแนมที่ใหญ่กว่า
หรือที่รู้จักกันในนาม “Five Eyes”
“Five Eyes”
คือ กลุ่มพันธมิตรเพื่อการสอดแนม 5 ชาติ ประกอบด้วย อังกฤษ แคนาดา
นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและสหรัฐฯ โดยมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ กลุ่มความร่วมมือนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามเย็น
หน่วยงานสอดแนมออสเตรเลียที่เรียกว่า Defence Signals Directorate (DSD) หรือชื่อปัจจุบันคือ Australian Signals Directorate
อยู่ในฐานะเป็น “ลูกข่าย” ที่มีสหรัฐฯ เป็น “แม่ข่าย”
ภายใต้กลุ่มดังกล่าวจะดำเนินการสอดแนมด้วยโครงการต่างๆ
หลายโครงการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย
หนึ่งในโครงการสอดแนมมีชื่อว่าโครงการ Echelon เป็นระบบเครือข่ายการสอดแนมที่สหรัฐฯ
ดำเนินการภายใต้กลุ่ม “Five Eyes” เพื่อดักจับสัญญาณทั่วโลก
ประกอบด้วยสัญญาณโทรศัพท์ แฟกซ์ อีเมล สัญญาณดาวเทียม สัญญาณไมโครเวฟ
สัญญาณโทรศัพท์มือถือ (cellular)
และสัญญาณที่ผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก ผ่านสถานีดักฟังที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก
รวมทั้งระบบดาวเทียมจารกรรม ดังนั้น การสอดแนมจึงไม่ได้กระทำต่อโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
แต่กระทำผ่านช่องทางต่างๆ มากมาย
การป้องกันการดักฟังทางโทรศัพท์มือถืออย่างเดียวไม่อาจป้องกันการสอดแนมได้ทั้งหมด
เอกสารที่นายสโนว์เดนเปิดเผยชี้ว่ามีโครงการหนึ่งที่ชื่อว่า "Stateroom"
โครงการนี้คือการดักฟังสัญญาณจากอาคารสถานทูตของตนที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ
อุปกรณ์เครื่องมือสอดแนมจะได้รับการปกปิดหรือตกแต่งเพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ว่าคืออะไร
จุดที่ติดตั้งอุปกรณ์คือสถานทูตของออสเตรเลียประจำกรุงจาการ์ตา กรุงเทพฯ ฮานอย
ปักกิ่ง กรุงดิลี (Dili) เมืองหลวงของติมอร์ตะวันออก
กรุงกัวลาลัมเปอร์ และพอร์ตมอร์สบี (Port Moresby) เมืองหลวงของปาปัวนิวกินี
ข้อมูลนี้จึงชี้ว่าทางการออสเตรเลียไม่ได้สอดแนมเฉพาะอินโดนีเซียเท่านั้น แต่กระทำต่อหลายประเทศตั้งแต่ปักกิ่งถึงกัวลาลัมเปอร์
หรือครอบคลุมเอเชียตะวันออกกับอาเซียน
แหล่งข้อมูลของอินโดนีเซียกล่าวในลักษณะทำนองนี้เช่นกัน ชี้ว่าภายใต้กลุ่ม
“Five Eyes” ออสเตรเลียทำหน้าที่สอดแนมหลายประเทศในเอเชีย
ส่วนนิวซีแลนด์รับผิดชอบฝั่งตะวันตกของแปซิฟิก การสอดแนมของออสเตรเลียจึงไม่ได้กระทำต่ออินโดนีเซียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น
และกระทำในลักษณะเหมือนๆ กันคือติดตั้งอุปกรณ์ดักจับสัญญาณในสถานทูตของตนประจำประเทศต่างๆ
ประเด็นที่สอง
ต่างฝ่ายต่างสอดแนม
การจะกล่าวโทษรัฐบาลแอบบอตต์เพียงประเทศเดียวคงไม่ถูกต้อง
เพราะทางการออสเตรเลียสอดแนมมานานหลายยุคหลายสมัยแล้ว
มีข้อมูลว่าในทศวรรษ
1960 ออสเตรเลียสามารถล่วงรู้ข้อมูลลับของสถานทูตอินโดนีเซียในกรุงแคนเบอร์รา
เมืองหลวงออสเตรเลียที่ผ่านการเข้ารหัสโดยอาศัยเครื่องเข้ารหัส Hagelin ที่ผลิตจากสวีเดน เนื่องจากหน่วยงานข่าวกรอง GCHQ ของอังกฤษ
(ภายใต้ความร่วมมือ Five Eyes) ช่วยหน่วยงานข่าวกรองของออสเตรเลียในการถอดรหัสจากเครื่องดังกล่าว
แม้จะมีเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้น
ทางการอินโดนีเซียทำการปรับปรุงระบบการเข้ารหัส ออสเตรเลียก็ยังคงพยายามดักจับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
นาย Meidyatama Suryodiningrat
ให้ข้อมูลว่าหน่วยงานเข้ารหัสแห่งชาติของอินโดนีเซีย (Indonesia’s National
Encryption Agency) ได้แจ้งเตือนรัฐบาลซ้ำหลายครั้งว่าออสเตรเลียดักฟังการสื่อสารของสถานทูตอินโดนีเซียในกรุงแคนเบอร์ราตั้งแต่ปี
1991
นอกจากนี้สื่อ The Guardian รายงานว่า DSD ทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (National
Security Agency หรือ NSA) ในการสอดแนมข้อมูลจำนวนมหาศาลระหว่างการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(United Nations Convention on Climate Change) ในปี 2007
ที่เมืองบาหลี อินโดนีเซีย
ข้อมูลเหล่านี้ชี้ว่าออสเตรเลียทำการสอดแนมอินโดนีเซียมานานแล้ว
และยังกระทำอยู่จนถึงทุกวันนี้
ในอีกมุมหนึ่ง
ทางการอินโดนีเซียสอดแนมออสเตรเลียเช่นกัน
สื่อ
The Australian กับ Sydney Daily Telegraph
ต่างรายงานว่าในปี 2004 นาย Abdullah Mahmud Hendropriyono
อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอินโดนีเซียยอมรับว่าทั้งสองประเทศต่างดักฟังซึ่งกันและกัน
รัฐบาลอินโดนีเซียเคยดักฟังโทรศัพท์ของนักการเมือง
ข้าราชการและการสื่อสารของกองทัพออสเตรเลีย และดักจับข้อมูลของสถานทูตออสเตรเลียในกรุงจาการ์ตาในช่วงปี
1999 ขณะเกิดวิกฤตการณ์ในติมอร์ตะวันออก ในตอนนั้นนายกฯ จอห์น โฮเวิร์ด (John
Howard) ของออสเตรเลียไม่ได้เอ่ยปากร้องขอคำขอโทษแต่ประการใด
หากจะกล่าวโทษทางการออสเตรเลียที่สอดแนมอินโดนีเซีย
ก็ต้องกล่าวโทษอินโดนีเซียที่สอดแนมออสเตรเลียด้วย
ประเด็นที่สาม ประชาชนน่าจะถูกสอดแนม อะไรเป็นเหตุผลของการกระทำเช่นนั้น
เว็บไซต์
Cryptome หรือที่นิยมเรียกกันว่า Wikileaks เปิดเผยข้อมูลลับของ NSA ว่า NSA ดักฟังโทรศัพท์ประชาชนจำนวนมาก เฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม 2012
ถึง 8 มกราคม 2013 NSA (ราว 1 เดือน) ดักฟังโทรศัพท์ทั่วโลกรวม
124,800 ล้านครั้ง ประเทศที่ถูกดักฟังได้แก่ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน อินเดีย อิรัก
ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐฯ อียิปต์ จอร์แดน เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลีและเนเธอร์แลนด์
แม้เอกสารที่เปิดเผยจะไม่กล่าวถึงการสอดแนมประชาชนอินโดนีเซีย
หากเทียบเคียงกับข้อมูลการสอดแนมในประเทศอื่นๆ ระบบการสอดแนมของ “Five
Eyes” มีความเป็นไปได้สูงว่าทางการออสเตรเลียไม่ได้สอดแนมเฉพาะบุคคลสำคัญอินโดนีเซียเพียง
10 คนเท่านั้น
ก่อให้เกิดคำถามว่าการสอดแนมประชาชนมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด
กระทำเพื่อประโยชน์ในเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย
เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้นหรือ มีการสอดแนมเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วยหรือไม่
เนื่องจากมีข้อกล่าวหามานานแล้วว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจภายในประเทศ
สอดแนมให้กับภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คุณวิเวียน เรดดิง (Viviane
Reding) คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการยุติธรรมของสหภาพยุโรป (European
Union Commissioner for Justice) ตั้งคำถามว่า “ทำไมจึงดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของชาวยุโรปผู้บริสุทธิ์นับล้านคน
นี่ไม่ใช่การต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย
บางทีอาจเป็นการกระทำเพื่อจะได้ข้อมูลลับทางการค้า”
ข้อเสนอแนะ:
ที่ผ่านมารัฐบาลยูโดโนโยกระทำการหลายอย่างคล้ายรัฐบาลเยอรมัน
เช่น แสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง ให้ความสำคัญกับการดักฟังผู้นำประเทศ นักการเมือง
เรียกร้องคำขอโทษ และพยายามร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อผลักดันข้อมติสมัชชาสหประชาชาติต่อต้านการดักฟังดังกล่าว
แต่ยังมีบางเรื่องที่ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง เช่น การโยงเรื่องราวให้ครบถ้วน
ให้ถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เป็น “แม่ข่าย” ของระบบการสอดแนม และการแสดงบทบาทในฐานะหนึ่งในชาติสมาชิกอาเซียน
ถ้าอินโดนีเซียแสดงบทบาทครบถ้วนมากกว่านี้
จะเป็นอีกครั้งที่แสดงบทบาทพี่ใหญ่ ผู้นำของภูมิภาค ดังที่เช่นรัฐบาลเยอรมันแสดงบทบาทผู้นำยุโรป
ผู้นำโลกในการต่อต้านการดักฟังจากสหรัฐฯ ในกรณีของอินโดนีเซียอาจปรับบทเล็กน้อยให้เข้ากับแนวทางอาเซียน
คือไม่กะโตกกะตากมากจนเกินไปหรือกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่โต
อาเซียนนิยมการปิดห้องคุยมากกว่า
ในขณะนี้เยอรมนี
บราซิลและอีกหลายประเทศได้เสนอร่างข้อมติเข้าสู่สมัชชาสหประชาชาติ อินโดนีเซียอาจเสนอเป็นข้อมติของอาเซียนเป็นประการแรก
จากนั้นจึงค่อยร่วมปรึกษาหารือกับนานาชาติเพื่อรวมเป็นข้อมติประชาคมโลกอีกทอด
ทุกประเทศล้วนมีหน่วยข่าวกรองเพื่อทำงานด้านความมั่นคงของประเทศ
แต่การสอดแนมที่เลยเถิด ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโลก เช่น
การต่อต้านการก่อการร้ายสากล อาชญากรรมข้ามชาติ ก่อให้เกิดคำถามว่าการสอดแนมประชาชนทั่วไปเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่
อะไรคือจุดมุ่งหมายแอบแฝง เป็นคำถามเดียวกับที่ตั้งข้อสงสัยกรณีการดักฟังโทรศัพท์ของผู้นำอินโดนีเซียกับภรรยา
ภายใต้สถานการณ์ในขณะนี้หากรัฐบาลอินโดนีเซียแสดงบทบาทปกป้องการดักฟังประชาชนทั่วทั้งภูมิภาค
ก็จะก่อประโยชน์ทั้งต่อการเมืองภายในประเทศ
ผลประโยชน์แห่งชาติของอินโดนีเซียและส่งผลดีต่อภูมิภาคไม่มากก็น้อย
6 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1301)
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1301)
----------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. ผลประโยชน์แห่งชาติร่วมและการขัดแย้งกรณีออสเตรเลียดักฟังอินโดนีเซียอินโดนีเซียกลายเป็นอีกประเทศที่มีปัญหากับการสอดแนมดักฟังโทรศัพท์ผู้นำประเทศ รัฐบาลยูโดโยโน แสดงท่าทีแข็งกร้าวทั้งทางวาจาอื่นๆ เพราะกระทบต่อความมั่นคง กระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ แต่รัฐบาลแอบบอตต์ยืนยันว่าการสอดแนมเป็นเรื่องปกติ ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของตนเช่นกัน
ในยามที่การสอดแนม การจารกรรมจาก NSA กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้ประกาศนโยบายต่อต้านการสอดแนมอันเกินกว่าเหตุ
ด้วยการริเริ่มและการดำเนินอย่างจริงจัง
ทำให้อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างเข้ามาประสานพลัง ต่อต้านการสอดแนมจาก NSA และได้เห็นแบบอย่างภาวะผู้นำโลกของเยอรมนีในหลายด้าน
1. ฉันทิมา อ่องสุรักษ์. 2550.
เครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ: งานข่าวกรอง. กรุงเทพ:
ส่องศยาม.
2.Indonesia Recalls Ambassador From Australia Over Spy
Allegations. Jakarta Globe. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-recalls-ambassador-from-australia-over-spy-allegations/.
18 November 2013.
3. Indonesia Suspends People Smuggling Cooperation Following
Australia Spy Scandal. Jakarta Globe/AFP. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-suspends-intelligence-military-cooperation-with-australia/.
20 November 2013.
4. Whitehead, John W. Obama, NSA Spying and the Dangers
of Secretive, Authoritarian Government. http://www.informationliberation.com/?id=45402.
4 November 2013.
5. Revealed: Britain's 'secret listening post in the heart
of Berlin'. The Independent. http://www.independent.co.uk/news/uk/home-news/revealed-britains-secret-listening-post-in-the-heart-of-berlin-8921548.html.
5 November 2013.
6. Australia reportedly spies on Indonesia
president . The Jakarta Post/AP. http://www.thejakartapost.com/news/2013/11/18/australia-reportedly-spies-indonesia-president.html.
18 November 2013.)
7. Suryodiningrat, Meidyatama, Cold War mentality
goes too far. The Jakarta Post. http://www.thejakartapost.com/news/2013/11/19/commentary-when-australia-s-cold-war-mentality-goes-too-far.html.
19 November 2013.
8. Dorling, Philip. The latest revelations will cause
further diplomatic embarrassment, but Australia isn't going to stop spying. The
Age. http://www.theage.com.au/federal-politics/political-opinion/canberra-doesnt-trust-jakarta-20131118-2xr3i.html.
18 November 2013.
9. Australia's spy agencies targeted Indonesian president's
mobile phone. The Guardian. http://www.theguardian.com/world/2013/nov/18/australia-tried-to-monitor-indonesian-presidents-phone.
18 November 2013.
10. Indonesia ‘Downgrading’ Australia Ties Amid Spying Row. Jakarta
Globe/AFP. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-downgrading-australia-ties-amid-spying-row/.
20 November 2013.
11. Leak Reveals NSA Spied on 46 Million Italian Phone
Calls. Corriere della Sera. http://www.corriere.it/13_ottobre_28/leak-reveals-NSA-spied-on-46-million-italian-phone-calls-1ae5c508-3fc7-11e3-9fdc-0e5d4e86bfe5.shtml.
28 October 2013.
12. “EU official alleges NSA sought
economic edge for U.S.” CBS News. http://www.cbsnews.com/8301-202_162-57609911/eu-official-alleges-NSA-sought-economic-edge-for-u.s/.
29 October 2013.
13. Lowenthal, Mark. 2009. Intelligence: From Secrets to
Policy. 4th edition. USA: CQ Press.
----------------
เสียงเรียกร้องรัฐบาลอินโดนีเซียยุติอุดหนุนราคาน้ำมัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียประกาศขึ้นราคาน้ำมัน
ท่ามกลางเสียงสนับสนุน เสียงคัดค้าน การชุมนุมประท้วงนโยบายขึ้นราคาน้ำมันจากประชาชนบางกลุ่ม
พลโทซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซียให้เหตุผลว่า
“เราต้องปกป้องเศรษฐกิจมหภาค” ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องมานานแล้วให้รัฐบาลเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน
ซึ่งกินงบประมาณจำนวนมหาศาล ก่อผลเสียมากมาย
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันต่อเนื่องยาวนาน คือตั้งแต่ปีค.ศ.
1967 รัฐบาลประกาศว่าเพื่อเพิ่มกำลังซื้อแก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
ทั้งจะช่วยตรึงราคาสินค้าอื่นๆ ไปในตัว ในเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ ประเทศผลัดเปลี่ยนรัฐบาลหลายชุด
ผ่านสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศมากมาย ผ่านความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลก
บางช่วงรัฐบาลเพิ่มการอุดหนุน บางช่วงลดการอุดหนุน ปรับเปลี่ยนรูปแบบหลายครั้ง ปัจจุบันใช้วิธีตรึงราคาน้ำมันสำเร็จรูปหลายชนิด
ดำเนินมาตรการอุดหนุนหลายอย่างเพื่อกดค่าไฟฟ้าจนต่ำกว่าราคาทุน
รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายลดการอุดหนุน เคยประกาศว่าจะค่อยๆ ลดการอุดหนุนร้อยละ
10-15 ต่อปีในช่วง 2011-14 แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินตามแผนเนื่องจากไม่อาจทนแรงกดดันจากการประท้วง
การขึ้นราคาในเดือนมิถุนายนนี้เป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 หรือเท่ากับรัฐบาลได้ตรึงราคา
5 ปีแล้ว โดยจะขึ้นราคาน้ำมันเบนซินจากปัจจุบันที่ราคา 4,500 รูเปียร์อินโดนีเซีย
หรือเท่ากับ 16.56 บาทต่อลิตร (คิดจาก 1,000 รูเปียร์ต่อ 3.68
บาท) เป็น 6,500 รูเปียร์อินโดนีเซียหรือเท่ากับ
23.92 บาท ส่วนน้ำมันดีเซลจะขึ้นจาก 4,500 รูเปียร์อินโดนีเซีย (ราคาเดียวกับน้ำมันเบนซิน)
หรือเท่ากับ 16.56 บาทต่อลิตร เป็น 5,500 รูเปียร์อินโดนีเซียหรือเท่ากับ 20.24
บาท
คาดว่าผลการขึ้นราคาน้ำมันจะทำให้สินค้าอื่นๆ หลายรายการขึ้นราคาตาม เช่น
ข้าวสาร ค่าขนส่ง ในการนี้รัฐบาลเตรียมรองรับผลกระทบโดยจะให้เงินสงเคราะห์ 150,000
รูเปียร์ต่อเดือนแก่ผู้มีรายได้น้อย 15.5 ล้านครอบครัว คาดว่าจะช่วยคนอินโดนีเซียได้ราว 62 ล้านคน หรือราวหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด นายชาติบ บาสรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังชี้ว่าหากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจำนวนผู้ยากจนจะเพิ่มจากร้อยละ
10.5 เป็นร้อยละ 12.1 หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นอีก 4 ล้านคน ทำให้มีผู้ยากจนทั้งสิ้นราว 30 ล้านคน เป็นการเปลี่ยนจากการอุดหนุนน้ำมันแก่ทุกคนมาเป็นการอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยอย่างเจาะจง
การที่รัฐบาลต้องออกนโยบายช่วยเหลือรองรับการขึ้นราคาน้ำมัน ก่อให้เกิดความคิดความรู้สึกหลายอย่าง
สะท้อนว่าประชาชนจำนวนถึงหนึ่งในสี่อยู่ในสภาพที่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากรัฐ
การปรับขึ้นราคาน้ำมันอาจกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก
นโยบายให้เงินสงเคราะห์ช่วยบรรเทาผลกระทบได้มากน้อยเพียงไร
รัฐบาลยังต้องทำงานอีกมาเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และเกิดคำถามว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่
เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนทั้งหมด
เรื่องหนึ่งที่ต้องตระหนักคือราคาใหม่ยังเป็นราคาอุดหนุนอยู่ดี ยังต่ำกว่าราคาตลาดโลกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 นั่นหมายความว่ารัฐบาลยังต้องใช้ภาษีของประชาชนเพื่ออุดหนุนราคา บรรดานักเศรษฐศาสตร์กับผู้นำธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการอุดหนุนน้ำมันโดยสมบูรณ์
โดยให้เหตุผลดังนี้
ประการแรก
เบียดบังงบประมาณที่ใช้ในทางอื่น
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการอุดหนุนมักจะเปรียบเทียบงบประมาณที่รัฐบาลใช้อุดหนุนกับงบประมาณด้านการลงทุน
งบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ เช่น งบประมาณที่รัฐบาลใช้อุดหนุนราคาน้ำมันในปี 2010
เป็นเงินมากกว่างบประมาณที่ให้กับ 4 กระทรวงเหล่านี้รวมกัน อันได้แก่ กระทรวงกลาโหม
กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
สองปีก่อนหน้านั้น (2008) เป็นปีที่นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันกินงบประมาณมากที่สุด
คือต้องใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นราวร้อยละ 4 ของจีดีพีหรือเท่ากับร้อยละ 20
ของงบประมาณรายงายประจำปี (2008) งบประมาณดังกล่าวสูงกว่างบประมาณที่ใช้ในการลงทุนกับงบประมาณที่ใช้ในโครงการช่วยเหลือสังคมทั้งหมดรวมกัน
เนื่องจากเป็นปีที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นสูงผิดปกติ
รัฐบาลยืนยันตรึงราคาเท่าเดิมทำให้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นมาก ส่วนปีที่แล้ว (2012) รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอุดหนุนน้ำมันทั้งหมดราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6
แสนล้านบาท)
ผลเสียคือขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง
เสียโอกาสที่จะใช้เงินเพื่อพัฒนาประเทศ
ประการที่สอง
ทำให้งบประมาณขาดดุล
เนื่องจากน้ำมันราคาถูกก่อให้เกิดการใช้อย่างฟุ่มเฟือยไร้ประสิทธิภาพ
ประเทศที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมาวันนี้กลายเป็นผู้นำเข้า และเมื่อต้องนำเข้าในราคาตลาดโลกแล้วนำมาขายในราคาต่ำกว่าจึงเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณ
ส่งผลไม่เพียงแต่ทำให้รัฐบาลตัดลดงบประมาณกระทรวงอื่นๆ ยังต้องกู้เงินเพิ่มเติม
เป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ
ประการที่สาม
เกิดผลเสียอื่นๆ อีกหลายด้าน
การที่น้ำมันในประเทศมีราคาต่ำกว่าตลาดโลก
จึงไม่มีผู้ใดสนใจพัฒนาหรือลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก อุตสาหกรรมต่างๆ
ไม่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพราะไม่คุ้มค่าการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน
น้ำมันจำนวนมากถูกลักลอบนำไปขายแก่ผู้ให้ราคาสูงกว่าทั้งในและต่างประเทศ
และการที่สังคมมุ่งใช้น้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่าส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่ควร
ประการที่สี่
กลุ่มผู้มีฐานะดีคือผู้ได้ประโยชน์มากกว่า
International
Institute for Sustainable Development ชี้ว่ามีหลักฐานงานวิจัยมากมายให้ข้อสรุปว่าความจริงแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนราคาน้ำมันมากที่สุดไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อย
แต่เป็นกลุ่มผู้มีฐานะดีเนื่องจากมีกำลังซื้อมากกว่า วิถีชีวิตของพวกเขาใช้พลังงานมากกว่า
(บ้านมีเครื่องปรับอากาศ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก มีรถยนต์ ส่วนคนจนนั่งรถเมล์หรือขี่มอเตอร์ไซค์)
ข้อมูลชิ้นหนึ่งชี้ว่าหากนำประชาชนอินโดนีเซียทั้งประเทศมาต่อแถวเรียงตามฐานะทางเศรษฐกิจจากผู้มีฐานะดีสุดไล่ลงมาเรื่อยๆ
จนถึงคนยากไร้ที่สุด พบว่าในแถว 100 คนนั้น หัวแถว 10 คนแรกที่ร่ำรวยสุดเป็นผู้บริโภคน้ำมัน
(ที่รัฐอุดหนุน) ถึงร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ส่วนท้ายแถว 10
คนสุดท้ายที่ยากไร้ที่สุดรวมกันแล้วบริโภคน้ำมันไม่เกินร้อยละ 1
งานวิจัยอีกชิ้นพบว่าหัวแถว 50 คนจากฝั่งผู้มีฐานะบริโภคน้ำมันกว่าร้อยละ 90 เท่ากับว่าประชากรอีกครึ่งที่เป็นผู้มีรายได้น้อยกว่าจนถึงน้อยที่สุดนั้นได้ประโยชน์จากงบประมาณอุดหนุนไม่ถึงร้อยละ 10 เท่านั้น กรณีค่าไฟฟ้ามีลักษณะทำนองเดียวกัน
นโยบายที่รัฐบาลประกาศว่าจะช่วยเหลือคนยากคนจน
แท้จริงแล้วกลุ่มคนผู้มีฐานะดีต่างหากที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
สังคมอินโดนีเซียถกเถียงเรื่อยมาว่ารัฐควรอุดหนุนราคาน้ำมันหรือไม่
ฝ่ายที่เห็นควรจะอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ป้องกันสินค้าขึ้นราคา ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่าทำให้สังคมใช้น้ำมันฟุ่มเฟือยไร้ประสิทธิภาพ
รัฐบาลต้องนำเงินภาษีซึ่งก็คือเงินประชาชนทั้งประเทศมาใช้อุดหนุน ต้องตัดงบประมาณกระทรวงอื่นๆ
ตัดงบประมาณที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ
ส่งผลให้เสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งยังเกิดคำถามว่าหากรัฐบาลนำงบอุดหนุนมาพัฒนาแรงงาน
สร้างอาชีพแก่ชุมนุม หรือใช้ในโครงการอื่นๆ
ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ยากไร้จะเป็นประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีของฟรีในโลก’
มีผู้ทำการศึกษาและพบว่าแทนที่รัฐบาลจะใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน
หากปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลอยตัวตามกลไกตลาดโลก สังคมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเทศอินโดนีเซียจะกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน รัฐมีกำไรจากการขายน้ำมัน
สามารถนำกำไรเหล่านี้มาพัฒนาประเทศ
ช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นคำถามให้คิดว่านโยบายใดเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันมาอย่างยาวนานเกือบ 5 ทศวรรษแล้ว มีผู้ศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ผลดีผลเสียที่เกิดขึ้นเห็นชัดเจน
ไม่อาจพูดว่าผู้ถือครองอำนาจรัฐกับสังคมไม่รู้ผลดีผลเสีย รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ ณ วันนี้อยู่ในภาวะต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
ไม่ว่าจะเลือกดำเนินนโยบายทางใดล้วนเกิดผลกระทบแง่ลบบางด้าน จะอุดหนุนมากเท่าเดิมก็ทำไม่ได้
หากลอยตัวก็จะสร้างปัญหา มีแรงกดดันจากกลุ่มผู้ประท้วงเรื่อยมา ในขณะที่บางคนเห็นว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้จริงถ้าไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
มีตัวอย่างหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปแม้มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าอินโดนีเซีย
ดังนั้นอินโดนีเซียน่าจะทำได้ด้วย แต่ที่รัฐบาลไม่ทำเช่นนั้นเนื่องด้วยหวังผลประโยชน์ทางการเมือง
ทิ้งรากปัญหาให้ประชาชนทั้งประเทศแบกรับต่อไป
ในทางปฏิบัติคงเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกการเมืองออกจากการปฏิรูป สุดท้ายเป็นเรื่องของการตัดสินใจของคนทั้งสังคมว่าต้องการอะไร
ที่สำคัญคือต้องผ่านการใคร่ครวญอย่างรอบคอบ อย่างมีความเข้าใจ รู้ว่าผู้ได้ประโยชน์จากนโยบายคือใคร
ผลดีผลเสียเป็นอย่างไร มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่
แก้ปัญหาอย่างมีวิสัยทัศน์อย่างมียุทธศาสตร์ หากมองในภาพกว้างนโยบายอุดหนุนน้ำมันเป็นเพียงตัวแทนหนึ่งของนโยบายอื่นๆ
ที่สังคมจำต้องรู้และตัดสินใจ เพราะส่งผลกระทบโดยตรงแก่คนรุ่นปัจจุบันและคนในรุ่นอนาคต
นายซูรโย บัมบัง ซูสิสโต (Suryo Bambang Sulisto)
ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Indonesian Chamber of Commerce
and Industry) กล่าวว่ารัฐบาล
“ควรนำเงินที่ใช้อุดหนุนไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศจะดีกว่า
“การอุดหนุนน้ำมันเหมือนมะเร็งร้าย” หากยิ่งชะลอเวลาเนิ่นนานออกไปโรคจะยิ่งลุกลาม
“การรักษานั้นเจ็บปวดแต่จะช่วยให้แข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้น”
23 มิถุนายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6075 วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2556)
-----------------------------
บรรณานุกรม:
1. Indonesia president defends fuel hike plan after protests,
AFP, 18 June 2013, http://sg.news.yahoo.com/indonesia-presses-fuel-hike-despite-popular-anger-073355364.html
2. Annabelle
Mourougane, Phasing Out Energy Subsidies in Indonesia, OECD Economics
Department Working Papers, No. 808, OECD Publishing, http://www.oecd-ilibrary.org/docserver/download/5km5xvc9c46k.pdf?expires=1371740999&id=id&accname=guest&checksum=E1B783BF9EDFDEA8BC9342C5964623E0
3. Fuel-price hike has to wait, The Jakarta Post, 19
June 2013,
http://www.thejakartapost.com/news/2013/06/19/fuel-price-hike-has-wait.html
4. Abolish All Fuel Subsidies, Kadin Tells Govt, The
Jakarta Globe, 19 June 2013, http://www.thejakartaglobe.com/news/next-abolish-all-fuel-subsidies-kadin-tells-govt/
5. Tim Bulman, Wolfgang Fengler and Mohamad Ikhsan,
Indonesia's Oil Subsidy Opportunity, Far Eastern Economic Review,
June 2008, http://siteresources.worldbank.org/INTINDONESIA/Resources/226271-1176706430507/3681211-1180923540599/oil_feer.pdf
6. Sophie Song, Indonesia's Move To Cut Fuel Subsidy
Could Make A Difference For The Country's Economic Future, International
Business Times, 20 June 2013, http://www.ibtimes.com/indonesias-move-cut-fuel-subsidy-could-make-difference-countrys-economic-future-1314837#
7. A Citizen's Guide to Energy Subsidies in Indonesia, International
Institute for Sustainable Development, http://www.iisd.org/pdf/2011/indonesia_czguide_eng.pdf,
accessed 20 June 2013
8. Govt finally announces new fuel prices, The Jakarta
Post, 21 June 2013, http://www.thejakartapost.com/news/2013/06/21/govt-finally-announces-new-fuel-prices.html
----------------
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามา...
-
หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง...



