ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่

อิทธิพลทางการเมืองของพวกนายทุนคนรวยเป็นต้นตอปัญหา เป็นความท้าทายของสังคมที่ต้องร่วมกันแก้ไข ลำพังการปกครองไม่ชี้ว่าจะลดหรือสร้างความเหลื่อมล้ำ

            มกราคม 2025 Pew Research Center เสนอผลสำรวจความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ในหัวข้อ Economic Inequality Seen as Major Challenge Around the World เก็บข้อมูลจาก 36 ประเทศในทุกทวีป พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกเห็นว่าความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ อิทธิพลทางการเมืองของพวกนายทุนคนรวยเป็นต้นตอปัญหา เป็นความท้าทายของสังคมที่ต้องร่วมกันแก้ไข

            โดยสรุป ผู้ตอบแบบสอบถาม 54% เห็นว่าความเหลื่อมล้ำคนรวยคนจนเป็นปัญหาใหญ่มาก (a very big problem) 60% ชี้ว่าอิทธิพลทางการเมืองของพวกนายทุนคนรวยเป็นต้นตอปัญหานี้ คนที่มีแนวคิดสังคมนิยม (ฝ่ายซ้าย) มักจะมองว่านายทุนคือตัวการ ส่วนคนอเมริกันมีมุมมองหลากหลายกว่า

            หลายคนวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อยากเห็นปฏิรูปเศรษฐกิจ

            54% เห็นว่าลูกหลานของเขาเมื่อโตขึ้นจะมีปัญหาทางการเงินยิ่งกว่าตัวเขาในขณะนี้ ความคิดนี้แรงมากในประเทศที่มีรายได้สูง เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น สเปน สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันทั้งเยาวชนกับคนสูงวัยในหลายประเทศมีมุมมองแง่ลบเรื่องนี้ตรงกัน แต่มีบางประเทศที่มองแง่บวกมากกว่าแง่ลบ เช่น บังคลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย บางประเทศคิดว่าอนาคตลูกหลานจะดีขึ้น เช่น อาร์เจนตินา บราซิล ชิลี และเม็กซิโก (มักเป็นประเทศที่ปัจจุบันแย่อยู่แล้ว)

            เศรษฐกิจช่วงโรคระบาดโควิด-19 ย่ำแย่มาก แต่ผู้ตอบแบบสอบถามในหลายประเทศคิดว่าตอนนี้แย่กว่าอีก มักเป็นพวกที่คิดว่าลูกหลานของเขาจะอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าเขาในตอนนี้

            33 ใน 36 ประเทศชี้ว่าหากจะแก้ปัญหาต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางต้องการมากที่สุด 6 ใน 10 ของชาติยุโรปเห็นว่าต้องปฏิรูป 66% ของคนอเมริกันคิดว่าต้องปฏิรูป

มุมมองต้นเหตุความไม่เท่าเทียม:

            เมื่อถามว่าความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจมาจากอะไร 31 ใน 36 ประเทศชี้ว่าเกี่ยวข้องกับการเมือง 8 ใน 10 คนกล่าวว่าคนรวยมีอิทธิพลต่อการเมืองมากเกินไป โดย 60% เห็นว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันมาก (a great deal) ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ระบบการศึกษาที่ทำให้คนเหลื่อมล้ำ บางคนเอ่ยถึงเกิดในครอบครัวแตกต่าง บางคนเอ่ยเรื่องหุ่นยนต์ คอมพิวเตอร์ที่แย่งงานมนุษย์

            อีกประเด็นที่หลายคนเอ่ยถึงคือเรื่องเชื้อสาย เป็นชนกลุ่มน้อย 6 ใน 10 พูดถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศ ผู้หญิงได้เงินเดือนกับโอกาสน้อยกว่าชาย บางประเทศเรื่องศาสนานิกายเป็นปัญหาใหญ่

            วิเคราะห์: บางแหล่งอธิบายว่าระบบทุนนิยมที่เน้นการแข่งขันเสรีทำให้ทรัพยากรกระจุกตัวและผลกำไรส่วนใหญ่อยู่กับพวกนายทุน ที่ตรงกับรายงานนี้คือ นโยบายภาครัฐเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กระจายรายได้ที่ขาดประสิทธิภาพ เช่น นโยบายภาษีที่ไม่เป็นธรรม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มักอยู่ในเมืองใหญ่ ความยากจนทำให้การเข้าถึงที่ดิน ทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจที่ไม่เท่าเทียมกัน

            คุณภาพการศึกษาแตกต่างกัน ส่งผลต่อทักษะ ความรู้ และโอกาสในการทำงาน การทุจริตคอร์รัปชัน การผูกขาด การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ขยายความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเช่นกัน

มุมมองจากประเทศรายได้ปานกลางกับรายสูง:

            คนในประเทศรายได้ปานกลางมีมุมมองต่ออนาคตในแง่บวกมากกว่าพวกประเทศรายได้สูง เพียง 26% ของกลุ่มหลังที่คิดว่าลูกหลานของเขาจะมีฐานะการเงินดีกว่าตัวเอง

            วิเคราะห์: เรื่องนี้มาจากมุมมองของประเทศพัฒนาแล้ว มีคำอธิบายว่า

            1) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ กำลังเข้ามาแทนที่งานหลายประเภท ประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้ของพวกนี้มาก คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น เสี่ยงตกงาน ต้องพัฒนาทักษะต่อเนื่องเพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลง

            รายงาน Future of Jobs Report 2025 จาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่าคนต้องมีความรู้ทักษะการใช้งาน AI ความต้องการในงาน Big data กับความปลอดภัยทางไซเบอร์ งานในอนาคตต้องการคนที่รู้จริงเก่งจริง สามารถทำงานเป็นทีม คนที่จะก้าวหน้าคือพวกที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีล่าสุด

            2) ค่าครองชีพสูงขึ้น ตั้งแต่ราคาที่พักอาศัย ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ สูงขึ้นต่อเนื่องในประเทศรายได้สูง คนรุ่นใหม่มีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นและยากที่จะเก็บออม มีข้อสรุปชัดเจนว่านับวันรายได้โตไม่ทันรายจ่าย การผ่อนบ้านเป็นภาระหนักมากขึ้นทุกที (อย่างไรก็ตาม บางประเทศราคาบ้านและที่ดินในบางพื้นที่ลดลงเนื่องจากขาดคนอยู่อาศัย)

            3) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีแนวโน้มกว้างขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะผู้ที่เกิดในครอบครัวฐานะปานกลางหรือยากจนขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่างๆ

            4) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไป เช่น มีลูกน้อยลง การหย่าร้างสูง ทำให้คนรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวน้อยลง ค่านิยม ทัศนคติ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป อาจทำให้คนรุ่นใหม่คาดหวังต่างจากคนรุ่นก่อน มองว่าความสำเร็จในชีวิตไม่ขึ้นกับฐานะการงานเพียงอย่างเดียว

            5) ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และปัจจัยภายนอกอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และทำให้คนรุ่นใหม่ขาดความมั่นคงในหน้าที่การงาน

            นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสิ่งแวดล้อม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป:

            ประเด็นความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ มีงานวิจัยจำนวนมาก ตอกย้ำข้อสรุปเดิมและขยายความลงลึกมากขึ้น งานศึกษาของ Pew Research Center ที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2025 ตอกย้ำสภาพปัญหา ย้ำว่าต้นเหตุสำคัญคืออำนาจการเมืองกระจุกตัวอยู่ในมือของนายทุนหรือพวกคนรวย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตยหรืออำนาจนิยม ข้อสรุปนี้ไม่ใช่แปลกของใหม่

            เป็นคำอธิบายว่าทำไมรัฐบาล นักการเมืองเอ่ยถึงความเหลื่อมล้ำ พยายามแก้ไข แต่ยิ่งแก้ยิ่งเหลื่อมล้ำ ทั้งในฝั่งที่เรียกว่าพวกประชาธิปไตยกับฝ่ายอำนาจนิยม ดังนั้นควรตระหนักว่าลำพังการปกครองไม่ชี้ว่าจะลดหรือสร้างความเหลื่อมล้ำ

            คำถามที่ตามมาคือการปกครองที่ดีเป็นอย่างไร ลำพังมีประชาธิปไตย มีสินค้าบริการมากมาย คือสิ่งที่ประชาชนต้องการเท่านั้นหรือไม่ หรือว่าความคิดความเข้าใจของประชาชนถูกครอบงำให้คิดเข้าใจอย่างผิดๆ

            อีกด้านคือ คนสามารถเท่าเทียมกันได้แค่ไหน ความเท่าเทียมแท้เป็นอย่างไร คนขยันกับคนเกียจคร้านควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันหรือ งานที่แรงงานชายทำได้ดีควรรับค่าแรงเท่ากับหญิงในงานเดียวกันแต่ประสิทธิผลต่ำกว่าหรือไม่ บางคนเลือกใช้ชีวิตแบบไม่ขอทำงานหนัก อยากมีเวลาส่วนตัวมากๆ คนแต่ละประเภทควรได้รับสิ่งต่างๆ อย่างเท่าเทียมหรือ

            ความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาใหญ่และใหญ่ขึ้นทุกที ประวัติศาสตร์สอนว่าถึงจุดหนึ่งหลายอาณาจักรหลายประเทศเกิดจลาจลวุ่นวาย ล้มล้างอำนาจเดิม

            ถ้ามองในมุมบวก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจช่วยแก้ปัญหา เมื่อหุ่นยนต์รุ่นเก่าสร้างหุ่นยนต์รุ่นใหม่ ระบบอัตโนมัติผลิตปัจจัย 4 ได้มากเกินพอ แรงงานมนุษย์ไม่สำคัญอีกต่อไป

คำเตือนของประธานาธิบดีไบเดน:

            มกราคม 2025 ในถ้อยแถลงอำลาตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ทุกวันนี้ คณาธิปไตย (oligarchy) กำลังก่อตัวในอเมริกา เป็นกลุ่มคนร่ำรวย มีอำนาจและอิทธิพลมหาศาล สิ่งนี้คุกคามประชาธิปไตย สิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพของเรา” คำพูดทำนองนี้ย้อนฟังได้ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) เมื่อปี 1961 ที่เตือนให้ระวังกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร

            สหรัฐไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหาคณาธิปไตย หลายประเทศย่ำแย่กว่ามาก คณาธิปไตยครองเมืองง่ายในประเทศที่ขาดตรวจสอบทางการเมืองอย่างจริงจัง พลเมืองไม่สนใจการเมือง เป็นประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมแต่เปลือก

            คำสารภาพของประธานาธิบดีไบเดนสะท้อนงานวิจัยความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

19 มกราคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10291 วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568)

-------------------

บรรณานุกรม:

1. After half a century in politics, Biden bids farewell in an Oval Office address. (2025, January 15). NPR. Retrieved from https://www.npr.org/2025/01/15/nx-s1-5258510/biden-farewell-address

2. Pew Research Center. (2025, January 9). Economic Inequality Seen as Major Challenge Around the World. Retrieved from https://www.pewresearch.org/wp-content/uploads/sites/20/2025/01/pg_2025.01.09_inequality_report.pdf

3. Time is ticking: Nearly half of skills will vanish – adapt today. (2025, January 1). Gulf News. Retrieved from https://gulfnews.com/special-reports/reskill-upskill-repeat-get-ready-for-next-gen-jobs-1.500013318

นโยบายต่างประเทศจีน2024จากมุมมองสหรัฐ

 เป้าหมายนโยบายต่างประเทศคือการฟื้นฟูชาติจีนครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะใช้มุมมองจีนหรือสหรัฐ ทั้งคู่มองว่าต่างเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์และน่าจะเป็นปรปักษ์ในที่สุด

            ธันวาคม 2024 กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่รายงานพลังอำนาจกับพัฒนาการด้านความมั่นคงจีนฉบับปี 2024 หรือ “Military and Security Developments Involving the People’s Republic of China 2024” อธิบายผ่านมุมมองของสหรัฐ มีสาระสำคัญดังนี้

เป้าหมายนโยบาย 2023:

            เป้าหมายหลักที่จีนระบุเมื่อปี 2023 คือสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน (community of common destiny) คู่กับการสร้างระเบียบโลกใหม่ตามแนวคิดจีน สัมพันธ์กับ "การฟื้นฟูชาติจีนครั้งยิ่งใหญ่" (the great rejuvenation of the Chinese nation)

            จำต้องปรับระเบียบโลกเพราะที่เป็นอยู่ไม่สนับสนุนเป้าหมายจีน ต้องการระเบียบโลกที่ “ยุติธรรมกว่าและเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น” ในยามที่บริบทโลกปัจจุบันไร้เสถียรภาพและอันตรายกว่าเดิม ดังที่ปรากฎความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

            รายงานพลังอำนาจกับพัฒนาการด้านความมั่นคงจีนชี้ว่า ตลอดปี 2023 รัฐบาลจีนบ่อนทำลายอิทธิพลสหรัฐทั่วทุกที่ ลดทอนความสัมพันธ์ความมั่นคงระหว่างสหรัฐกับประเทศหุ้นส่วนโดยเฉพาะ Five Eyes กับ AUKUS จีนกังวลที่รัฐบาลสหรัฐชี้ว่าจีนเป็นภัยคุกคาม พยายามให้พันธมิตรทั่วโลกขวางนโยบายต่างประเทศจีน ในขณะที่จีนพยายามกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศในแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกาและภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมมือกับองค์กรภูมิภาค เช่น อาเซียน ขยายสมาชิก BRICS เพื่อต้านองค์กรฝ่ายตะวันตก อันเป็นการส่งเสริมความเป็นผู้นำฝ่ายโลกใต้ (Global South) ของจีนโดยปริยาย

            วิเคราะห์: พวกประเทศตะวันตกมักมีความเจริญมากกว่า บางครั้งเรียกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย (โดยภาพรวม) พวกนี้มักตั้งอยู่ซีกโลกเหนือ ส่วนประเทศที่อยู่ทางซีกโลกใต้มักเป็นประเทศกำลังพัฒนา มักเป็นประชาธิปไตยอ่อนแอหรือเป็นอำนาจนิยม ในอีกด้านการแบ่งเป็นฝ่ายเหนือฝ่ายใต้สะท้อนความไม่สมดุลใน "ระเบียบโลก" ที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกมีอำนาจเหนือกว่าและได้ประโยชน์จากระเบียบโลกปัจจุบัน แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลจีนจะยึดว่าตนอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หวังมีส่วนจัดระเบียบโลกให้เท่าเทียมมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของพวกซีกโลกใต้

            เรื่องการปรับปรุงระเบียบโลกใหม่สอดคล้องกับสุนทรพจน์ในงานประชุมสมัชชาสหประชาชาติประจำปี 2022 ของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวว่า “โลกกำลังเจอปัญหาใหญ่ นับวันยิ่งแบ่งแยก ความไม่เท่าเทียมขยายกว้าง ความท้าทายแผ่ขยายออกไป” ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเงินโลกปัจจุบันที่สร้างโดยประเทศร่ำรวยและเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากระบบการเงินโลก ต้นเหตุความไม่เท่าเทียม นับวันประเทศพัฒนากับกำลังพัฒนาจะแตกต่างมากขึ้น ไม่ไว้ใจกัน ไม่อยากร่วมมือกัน จำต้องแสวงหาทางออกร่วมกัน บนพื้นฐานความปรารถนาดี ร่วมมือกันภายใต้สหประชาชาติ

            รายงานฯ ชี้ว่าจีนหวังให้นานาชาติโดดเดี่ยวสหรัฐ ให้เข้าใจว่ารัฐบาลสหรัฐคือต้นเหตุความตึงเครียด แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม งานวิจัยของ Pew Research Center เมื่อปี 2023 ระบุว่า 81ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกไม่เชื่อใจสี จิ้นผิง 76% ไม่คิดว่าจีนเป็นผู้สร้างสันติภาพ

นโยบายต่างประเทศกับการป้องกันประเทศ:

            รัฐบาลจีนตระหนักว่ากลไกความมั่นคงสนับสนุนนโยบายต่างประเทศ จำเป็นในยามที่สถานการณ์ภายนอกไม่มั่นคงและช่วยปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ มักมีปฏิสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เสมอ เช่น การติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซ้อมรบร่วม พยายามผูกมิตรประเทศเชื่อมสัมพันธ์ทางทหาร

            กับสหรัฐที่เป็นคู่แข่งนั้น จีนสัมพันธ์ด้วยการทูตทางทหารเพื่อเลี่ยงความขัดแย้ง ช่วยรักษาเสถียรภาพ แต่บางครั้งปรับลดความสัมพันธ์ เช่น ประเด็นไต้หวัน

            ปี 2023 จีนยังคงร่วมมือกับรัสเซียต้านสหรัฐ มีวิสัยทัศน์ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สอดรับกัน ควรตีความว่าจีนสนับสนุนรัสเซียรบยูเครน ขายสินค้าสองประสงค์ (dual-use goods คือสินค้าที่สามารถนำไปใช้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร) ที่จำต้องใช้ในการสร้างอาวุธ จีนมักโทษสหรัฐกับนาโตต่อสงครามนี้ เพิ่มการค้าระหว่างประเทศกับรัสเซียสูงเป็นประวัติการณ์ ไม่สนใจคำวิพากษ์จากนานาชาติ

            จีนกับรัสเซียยังคงร่วมซ้อมรบต่อเนื่อง ลาดตระเวนทางอากาศร่วม ส่งสัญญาณความสัมพันธ์ทางทหารแก่นานาชาติ นอกจากนี้ยังซ้อมรบร่วม 3 ชาติกับแอฟริกาใต้ และอีกครั้งกับอิหร่าน

            จีนปรับใช้บทเรียนสงครามยูเครนกับยุทธศาสตร์สหรัฐปิดล้อมจีน มาตรการคว่ำบาตรที่ตะวันตกทำต่อรัสเซีย ทำให้จีนเร่งพัฒนาพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศ เทคโนโลยีและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resilience)

            จีนกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักเกาหลีเหนือนับจากสิ้นสหภาพโซเวียต เป็นคู่ค้ารายใหญ่สุด เกาหลีเหนือพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปุ๋ยและอาหารจากจีน เพราะเห็นว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐกันชนของตน ระมัดระวังหากต้องคว่ำบาตรเศรษฐกิจ เกรงว่าจะสะเทือนความมั่นคงรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่จีนไม่สนับสนุนการทหารดังเช่นที่รัสเซียช่วยเกาหลีเหนือเพราะขัดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง เป็นท่าทีที่จีนยึดถือเรื่อยมา

            จีนรักษาระยะห่างความสัมพันธ์กับกลุ่มตัวแทนอิหร่าน (Iranian Proxies) ไม่พยายามใกล้ชิด เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ฮูตีในเยเมน กองกำลังที่อิหร่านสนับสนุนในอิรัก แต่ไม่ประณามกลุ่มเหล่านี้ เช่น ฮูตีที่ขัดขวางการเดินเรือในทะเลแดง

            จีนสนใจสถานการณ์ในอัฟกานิสถานที่ตอนนี้อยู่ใต้การปกครองของตาลีบัน เพราะกองกำลังติดอาวุธมุสลิมในมณฑลซินเจียง โดยเฉพาะพวกอุยกูร์สุดโต่งสัมพันธ์กับอัฟกานิสถาน

            จีนแสดงท่าทีผู้รักสันติภาพ หวังสงครามฮามาส-อิสราเอลยุติโดยเร็ว ส่งเสริมแนวทางทวิรัฐ (two-state solution) มักวิพากษ์สหรัฐที่ช่วยอิสราเอลทำให้ความขัดแย้งบานปลาย

            ทางการจีนใช้กำลังทหารกับความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลจีนเรื่อยมา เป็นปัญหาเก่าที่ยังแก้ไขไม่ได้

            ปัญหาทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในความขัดแย้งหลัก เป็นพื้นที่สำคัญเนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันกับสินค้า รัฐบาลจีนยืนกรานว่าเป็นพื้นที่ของตนตามเส้นประ (dashed line) ที่วาดเอาเอง สร้างความขัดแย้งกับบรูไน ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและเวียดนาม เกิดการเผชิญหน้าระหว่างประเทศบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับฟิลิปปินส์

            จีนกับญี่ปุ่นพิพาท EEZs ในทะเลจีนตะวันออก หมู่เกาะเซนกากุ (Senkaku Islands) ปัญหาเหล่านี้ยังคงอยู่

            ในด้านความสัมพันธ์ทางทหาร รายงานฯ ชี้ว่าจีนใกล้ชิดกับรัสเซียมากที่สุด ช่วยรัสเซียทางอ้อมขายสินค้าสองประสงค์ เพิ่มการค้าทวิภาคีอย่างรวดเร็วในยามที่รัฐบาลสหรัฐกับพวกคว่ำบาตรรัสเซีย

            เมื่อมองรอบสถานการณ์โลกจะพบว่าจีนในยามนี้ไม่สนใจบทบาทการทหารโดยเฉพาะการทำศึกสงครามกับใคร จากนโยบายแม่บทที่ตอนนี้ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนามากที่สุด เร่งขยายการค้าระหว่างประเทศซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนา ชีวิตความเป็นของคนจีนกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งตอนนี้เห็นผลค่อนข้างชัดอยู่แล้ว สังคมจีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมจีนโดดเด่น เป็นโรงงานผลิตสินค้าป้อนตลาดโลกที่ใหญ่ที่สุด ความขัดแย้งจากการทำสงครามทำลายบรรยากาศการค้าการลงทุน ขัดขวางเป้าหมายตามนโยบาย

            อย่างไรก็ตาม จีนตระหนักเหมือนที่สหรัฐเข้าใจคือมหาอำนาจมักเผชิญหน้ากัน เฉพาะจีนกับสหรัฐนับวันจะแรงมากขึ้น ผลประโยชน์ขัดแย้ง รัฐบาลสหรัฐกระชับมาตรการปิดล้อมหนักขึ้นทุกที โลกกำลังแบ่งขั้วชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งด้านการค้าการลงทุน เทคโนโลยี การเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลสหรัฐกีดกันแม้กระทั่งนักศึกษาจีน สถานการณ์เช่นนี้น่าจะรุนแรงขึ้นในปี 2025 นี้

            ไม่ว่าจะใช้มุมมองจีนหรือสหรัฐ ทั้งคู่มองว่าต่างเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์และน่าจะเป็นปรปักษ์ในที่สุด

12 มกราคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10284 วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568)

--------------------

บรรณานุกรม:

1. Untied Nations. (2022, September 20). THE SECRETARY-GENERAL-- ADDRESS TO THE GENERAL ASSEMBLY. Retrieved from https://gadebate.un.org/sites/default/files/gastatements/77/unsg_en.pdf

2. U.S. Department of Defense. (2024, December 18). Military and Security Developments Involving the People’s Republic of China 2024. Retrieved from https://media.defense.gov/2024/Dec/18/2003615520/-1/-1/0/MILITARY-AND-SECURITY-DEVELOPMENTS-INVOLVING-THE-PEOPLES-REPUBLIC-OF-CHINA-2024.PDF

ยุทธศาสตร์แห่งชาติจีน2024จากมุมมองสหรัฐ

กำหนดเป้าหมาย ‘มีกองทัพเข้มแข็งระดับโลก เป็นผู้นำทบทวนระเบียบโลก’ ในการนี้จีนต้องเผชิญหน้าสหรัฐผู้นำระเบียบโลกปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            ธันวาคม 2024 กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่รายงานพลังอำนาจกับพัฒนาการด้านความมั่นคงจีนฉบับปี 2024 หรือ Military and Security Developments Involving the People’s Republic of China 2024” อธิบายยุทธศาสตร์แห่งชาติของจีนผ่านมุมมองของสหรัฐ มีสาระสำคัญดังนี้

            ยุทธศาสตร์แห่งชาติของจีนมองว่าระบบโลกปัจจุบันเป็นการแข่งขันระหว่างรัฐชาติที่ทรงพลังอำนาจกับการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์ ผู้นำจีนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระหว่างประเทศและการเผชิญหน้ากับสหรัฐที่เข้มข้นขึ้น จะเป็นรากเหง้าการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงระหว่างจีนกับสหรัฐ

            ยุทธศาสตร์แห่งชาติจีนแสดงถึงความตั้งใจแน่วแน่ในการสะสม ปรับปรุง และใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบทั้งภายในภายนอกของพลังอำนาจแห่งชาติที่จะทำให้จีนเป็นผู้นำในการแข่งขันที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง

            ด้วยเหตุนี้จีนจึงต้องพัฒนาทั้งด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจให้ทันสมั้ย ส่งผลให้ทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงและมองว่าเป็น "การฟื้นฟูชาติจีนครั้งยิ่งใหญ่" (the great rejuvenation of the Chinese nation) ให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง เข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตย วัฒนธรรมก้าวหน้า กลมกลืนและสวยงาม

            องค์ประกอบทั้งภายในกับภายนอกของพลังอำนาจแห่งชาติจะ "ขยายอิทธิพล ความน่าดึงดูดและพลังอำนาจจีนในการกำหนดสถานการณ์สูงขึ้นอีกระดับ" ให้ความสำคัญกับกระบวนการวางแผนระยะยาวเพื่อฟื้นฟูชาติที่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง ระบบกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงแห่งชาติ การทูต การป้องกันประเทศ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

            ในการนี้จีนจำต้องเพิ่มขยายพลังอำนาจแห่งชาติ สามารถปกป้องและส่งเสริมอธิปไตย ความมั่นคงและผลประโยชน์ด้านการพัฒนา นำสู่การเสริมสร้าง "สังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีน" (Socialism with Chinese Characteristics) หนทางเดียวที่จะนำสู่การฟื้นฟูชาติจีน

            จีนที่แบ่งแยกคือประเทศที่อ่อนแอ จึงจำต้องแก้ "ปัญหาไต้หวัน" ภายในปี 2049 และกระชับอำนาจศาลทั้งหมดในเขตฮ่องกงให้ขึ้นตรงกับรัฐบาลจีน

            รัฐบาลจีนเชื่อว่า ประเทศต้องมีกองทัพระดับโลกภายในปี 2049 ที่สามารถ "สู้และชนะ" ปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงและผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศ เพิ่มกฎหมายระดมกำลังของกองทัพปลดแอกประชาชน (PLA) ป้องกัน "ผลประโยชน์ด้านการพัฒนา" เพิ่มความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ในต่างประเทศ

            การฟื้นฟูชาติจำต้องให้จีน "มีส่วนร่วมแข็งขันปฏิรูประบบการกำกับโลก" (global governance system) เนื่องจากกฎเกณฑ์กับบรรทัดฐานจำนวนมากบัญญัติในช่วงที่จีนอ่อนแอ ปราศจากการปรึกษาหารือกับจีน ระบบปัจจุบันจึงจำกัดความทะเยอทะยานเชิงกลยุทธ์ ไม่สอดคล้องกับอธิปไตย ความมั่นคง ความชอบทางการเมือง (political preferences) และผลประโยชน์ด้านการพัฒนา

            ในการนี้รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายที่ตรงกับวาระครบรอบหนึ่งศตวรรษของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งตรงกับปี 2049 เป็น "ประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่" สู่ประเทศ "พัฒนาเต็มตัวและก้าวหน้ามาก" ด้วยการพัฒนาสู่ความทันสมัยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นระบบ

            รัฐบาลสี จิ้นผิงแบ่งเป้าหมายใหญ่นี้เป็น 2 ช่วงหลัก ช่วงแรกระหว่าง 2021-2035 ตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายระดับต้นหรือระดับพื้นฐาน (basically) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในฐานะ "ภารกิจส่วนกลาง" พยายามแก้ไขการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากันและความไม่เท่าเทียมที่รัฐบาลปักกิ่งยอมรับว่าเป็น "ความขัดแย้งหลัก" ของสังคมยุคใหม่นี้ เพิ่มการพึ่งพาตนเองโดยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยอยู่ระดับต้นของโลก เป็น "ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรม" ให้เพียงพอในด้านสำคัญ เช่น อาหาร เสริมสร้าง "อำนาจอ่อน" (soft power) ทางวัฒนธรรม ปรับปรุงหลักนิติธรรมภายในประเทศและระบบธรรมาภิบาล

            ขั้นตอนที่สอง ช่วงปี 2035-2049 จะมุ่งฟื้นฟูชาติและพัฒนาให้ทันสมัยในระดับชาติ ให้จีนเป็น “ผู้นำโลกในแง่ประเทศแข็งแกร่งครอบคลุมทุกด้านและมีอิทธิพลต่อนานาชาติ” รวมถึงมีกองทัพเข้มแข็งระดับโลก เป็นผู้นำทบทวนระเบียบโลกที่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศโดยรวมของจีน สร้าง "ชุมชนที่มีอนาคตร่วมกัน"

ต้นเหตุนโยบายฟื้นฟูชาติ:

            รายงานพลังอำนาจกับพัฒนาการด้านความมั่นคงจีนอธิบายต้นเหตุนโยบายฟื้นฟูชาติว่า รัฐบาลจีนคิดอยู่ในกรอบ “ฟื้นฟู” กลับสู่สภาพเดิม ดังที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมักเอ่ยถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19 จีนใน “ศตวรรษแห่งความอัปยศอดสู” เมื่อราชวงศ์ชิงเริ่มล่มสลาย จีนแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ต่างชาติละเมิดอธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949

            การฟื้นฟูอ้างถึงประวัติศาสตร์ย้อนหลังหลายพันปีของจีน เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่ทรงอำนาจและก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

            พรรคคอมมิวนิสต์กำลังทำหน้าที่นำจีนสู่ “สังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีนสำหรับยุคใหม่” โดยปลูกฝังความมีวินัย ขจัดคอร์รัปชันภายในพรรค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พยายามพัฒนายุทธศาสตร์ชาติโดยทำให้พรรคปกครองทั่วทั้งประเทสอย่างเข้มแข็ง พรรคจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

            ให้พรรคทำหน้าที่รวมชาติให้เป็นเอกภาพ เรื่องนี้เป็นวิธีให้พรรคมีบทบาทเชิงกลยุทธ์

            ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนตระหนักว่าจีนที่แข็งแกร่งขึ้นจะสร้างความความตึงเครียดกับประเทศอื่นหากไม่จัดการอย่างระมัดระวัง สมัยผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ใช้วิธีเก็บซ่อนความสามารถและแสดงตัวด้วยโปรไฟล์ต่ำ ไม่เรียกร้องเป็นผู้นำ

มุมมองต่ออธิปไตย:

            รัฐบาลจีนกังวลการแบ่งแยกดินแดนในฮ่องกง ซินเจียงและทิเบต ระบุว่ามี "กองกำลังภายนอก" เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตย ความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ

            ชื่นชมผู้บริหารฮ่องกงกับมาเก๊าว่าเป็นคนรักชาติ กำกับดูแลให้อยู่ในกฎหมาย รัฐบาลจีนกำลังลงทุนในเขตพัฒนา "Greater Bay"  ครอบคลุมพื้นที่กวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า นโยบายนี้จะรวมพื้นที่เหล่านี้เข้ากับการพัฒนาของส่วนกลางให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

            ในขณะเดียวกันพยายามเจือจาง ควบคุมและกลืนวัฒนธรรมท้องถิ่นซินเกียงกับทิเบตอย่างเป็นระบบ พฤศจิกายน 2023 ประกาศนโยบายเปลี่ยนชื่อทิเบตเป็น “ซีจ้าง” (Xizang) หน่วยงานจีนเริ่มใช้ชื่อใหม่แทนชื่อเดิม

            มีนาคม 2024 นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่าการสนับสนุนอิสรภาพของไต้หวันเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพ รัฐมนตรีหวังกล่าวว่าจีนจะยังคงมุ่งมั่นให้รวมตัวโดยสันติ ไม่อนุญาตให้ไต้หวันแยกออกจากมาตุภูมิ

            รัฐมนตรีหวังยืนยันพวกตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกาดำเนินการปิดล้อม ล้อมกรอบและกดดันจีน พันธมิตรกับชาติหุ้นส่วนสหรัฐโดยเฉพาะในอินโด-แปซิฟิกมีส่วนคุกคามอธิปไตยจีน

            รัฐบาลจีนมองว่าระบบโลกอนาคตจะเป็นแบบพหุภาคี มักเอ่ยถึง “อนาคตมนุษยชาติร่วมกัน” (shared future for mankind)

            รายงานพลังอำนาจกับพัฒนาการด้านความมั่นคงจีนฉบับปี 2024 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐช่วยทักทอเข้าใจยุทธศาสตร์ชาติจีนตามข้อมูลหลักฐานที่ปรากฎ อธิบายเบื้องหลังความคิด "การฟื้นฟูชาติจีนครั้งยิ่งใหญ่" ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญ นำประเทศให้ยิ่งใหญ่โดยเทียบกับอาณาจักรจีนในอดีตที่มองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก มีอารยธรรมที่สูงส่งกว่าเพื่อนบ้าน เป็นมหาอำนาจ ดังที่กำหนดเป้าหมาย มีกองทัพเข้มแข็งระดับโลก เป็นผู้นำทบทวนระเบียบโลก ในการนี้จีนต้องเผชิญหน้าสหรัฐผู้นำระเบียบโลกปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พยายามสร้างระบบโลกใหม่ในแบบที่รัฐบาลจีนคิดว่าดีต่อตนเอง

5 มกราคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10277 วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568)

------------------

บรรณานุกรม:

U.S. Department of Defense. (2024, December 18). Military and Security Developments Involving the People’s Republic of China 2024. Retrieved from https://media.defense.gov/2024/Dec/18/2003615520/-1/-1/0/MILITARY-AND-SECURITY-DEVELOPMENTS-INVOLVING-THE-PEOPLES-REPUBLIC-OF-CHINA-2024.PDF