แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงประชามติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงประชามติ แสดงบทความทั้งหมด

จะเลือกตั้งหรือลงประชามติ เพียงย่างก้าวเล็กๆ ของยูเครน

ไม่นานหลังจากเขตกึ่งปกครองตนเองไครเมียประกาศแยกตัวออกจากยูเครน และรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ กระแสการเคลื่อนไหวในหลายเมืองในภูมิภาคยูเครนตะวันออกก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่นิยมชมชอบรัสเซียเข้าบุกยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง พร้อมกับประกาศลงประชามติ
            ความจริงแล้ว กระแสการลงประชามติของหลายเมืองในยูเครนตะวันออกไม่ใช่เรื่องใหม่ เกิดพร้อมๆ กับกระแสการเคลื่อนไหวของไครเมีย แต่เนื่องจากสื่อในขณะนั้นให้ความสำคัญกับไครเมียมากกว่า กอปรกับการเคลื่อนไหวในไครเมียนั้นเข้มข้นและจริงจังกว่า ทำให้ข่าวไครเมียกลบการเคลื่อนไหวของยูเครนตะวันออก
            ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมไม่แตกต่างกัน คือ ต้องการลงประชามติเพื่อแยกตัวออกจากประเทศยูเครน และค่อนข้างชัดเจนว่าเพื่อเข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย แต่การเคลื่อนไหวของยูเครนตะวันออกไม่ราบรื่นเหมือนกรณีไครเมีย
            ถ้าย้อนกลับพิจารณากรณีไครเมีย การลงประชามติจนถึงการผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียดำเนินอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวดเร็วกระชับมาก หลังจาก (อดีต) ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) หลบหนีออกนอกประเทศเพียง 1 สัปดาห์ กองกำลังรัสเซียหลายพันนายเข้าควบคุมจุดสำคัญของไครเมียทั้งหมด เช่น สถานที่ราชการ สนามบิน  โดยปราศจากการยิงต่อสู้ พร้อมกับการจัดตั้งรัฐบาลไครเมียชุดใหม่ท่ามกลางกองกำลังรัสเซียที่อยู่รายล้อมทำเนียบรัฐบาล 2 สัปดาห์ต่อมา ชาวไครเมียเกือบร้อยละ 97 ลงมติสนับสนุนการแยกตัวออกจากยูเครน จากผู้มีสิทธิ์มากกว่าร้อยละ 80 จากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ประธานาธิบดีปูตินลงนามในกฎหมายผนวกสาธารณรัฐไครเมีย (Republic of Crimea) เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) กระบวนการทั้งหมดจบสิ้นใน 1 เดือน
            ในระหว่างนี้ ชาติตะวันตกแสดงท่าทีแข็งกร้าว ขู่ว่ารัสเซียจะต้องจ่ายราคาจากการรุกรานไครเมีย ละเมิดอธิปไตยยูเครน แต่รัฐบาลปูตินขู่กลับว่าพร้อมตอบโต้ ทั้งยังให้กำลังทหารหลายแสนนายซ้อมรบตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง
            เมื่อเทียบกับกรณีของยูเครนตะวันออกในขณะนี้ จะเห็นว่าแม้รัฐบาลปูตินสนับสนุนการลงประชามติ แต่การเคลื่อนไหวไม่ได้รวดเร็วรุนแรงเหมือนกรณีไครเมีย กองกำลังรัสเซียไม่ได้เข้าควบคุมพื้นที่ กระบวนการลงประชามติยืดเยื้อ

หมากกลของรัสเซีย โจทย์ของชาติตะวันตก :
            ท่ามกลางกระแสเคลื่อนไหวของยูเครนตะวันออก รัฐบาลปูตินแสดงท่าทีต้องการให้ยูเครนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศปกครองแบบสหพันธรัฐ (federal state) ดำเนินนโยบายเป็นกลาง แต่ที่ผ่านมาชาติตะวันตกไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินใจเอง ผลการเจรจาดังกล่าวคงเป็นเหตุให้รัสเซียเดินเกมสนับสนุนให้ยูเครนตะวันออกเคลื่อนไหวยืดเยื้อ เพื่อขัดขวางการเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครน ซึ่งมีกำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม กดดันชาติตะวันตกให้ยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจา
            นาย Vladimir Chizhov ผู้แทนถาวรของรัสเซียประจำสหภาพยุโรป กล่าวว่าต้นตอปัญหาความยุ่งยากที่เกิดขึ้นทั้งหมด มาจาก “ความพยายามที่จะดึงยูเครนเข้าร่วมสหภาพยุโรป” โดยไม่ใคร่ครวญว่าการทำเช่นนี้จะทำให้สังคมยูเครนแตกแยก ผลที่ตามมาก็เป็นอย่างที่เห็นในขณะนี้ และเห็นว่ารัฐบาลยูเครน (ที่อิงตะวันตก) ไม่สนใจดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ฝั่งตะวันออกกับทางใต้ ที่สุดแล้วไม่ว่ายูเครนจะปกครองด้วยรูปแบบใด รัฐบาลกลางต้องกระจายอำนาจมากขึ้น ไม่อาจใช้รูปแบบรัฐเดี่ยวได้ เพราะพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอดีตสหภาพโซเวียตเมื่อ 23 ปีก่อน
            เมื่อเป้าหมายของรัสเซียไม่ใช่ต้องการให้ยูเครนตะวันออกแยกตัว แต่ต้องการให้ประเทศยูเครนเป็นสหพันธรัฐ หรือให้ท้องถิ่นมีอำนาจปกครองตนเอง (อาจเป็นเขตกึ่งปกครองตนเอง อย่างกรณีไครเมีย) การเดินเกมลงประชามติจึงยืดเยื้อ แต่หากชาติตะวันตกไม่ยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย ที่สุดแล้วรัฐบาลปูตินอาจตัดสินใจสนับสนุนให้ยูเครนตะวันออกแยกตัวออกจากประเทศยูเครน เมื่อถึงขั้นนั้น ยังมีประเด็นทางเลือกตามมาอีก เช่น จะให้ยูเครนตะวันออกหรือสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ (People's Republic of Donetsk) เป็นประเทศเกิดใหม่ หรือจะผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
            ถ้าวิเคราะห์ตามแนวทางข้างต้น การปล่อยให้เป็นสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ จะเป็นทางเลือกที่เกิดการเผชิญหน้าน้อยกว่า เพราะรัสเซียอาจไม่ต้องส่งทหารเข้าควบคุมพื้นที่ เพียงแต่สนับสนุนด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ โดยได้รัฐกันชนตามที่ต้องการ ส่วนยูเครนที่เหลือตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติตะวันตก แนวทางนี้น่าจะเป็นเงื่อนไขที่ชาติตะวันตกยอมรับได้มากกว่า
            ประเทศยูเครนในอนาคตจึงอาจถูกแบ่งแยกดินแดนเช่นนี้ แม้ไม่ใช่ยุคสงครามเย็นในอดีต แต่การแข่งขันช่วงชิงอำนาจของบรรดาชาติมหาอำนาจยังดำรงต่อเนื่อง ยูเครนคือเหยื่อของการช่วงชิงล่าสุด

            สถานการณ์ในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่ชาติตะวันตกต้องแก้ไขโจทย์หรือหมากกลที่รัสเซียตั้งไว้อีกครั้ง ชาติตะวันตกอยู่ในภาวะเช่นเดิม คือมีเครื่องมือดำเนินนโยบายน้อย (หรือมีกำลังน้อย) เพราะรัฐบาลโอบามากับรัฐบาลชาติสมาชิกสหภาพยุโรปไม่คิดทำสงคราม ได้แต่ส่งเรือรบ เครื่องบินไปเวียนวนรอบๆ เพียงเล็กน้อย ในขณะที่กองทัพรัสเซียนับหมื่นนับแสนกำลังซ้อมรบตามแนวชายแดน ไม่ต่างจากแนวทางการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจการเมือง ที่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงคำขู่หรือไม่ ส่วนที่ดำเนินการแล้วก็ไม่ได้ผลแล้ว (พิสูจน์ได้จากการที่รัสเซียยังคงเดินหน้าเรื่อยๆ) ทั้งยังต้องตระหนักว่าการคว่ำบาตรไม่ได้ส่งผลทางเดียว ยิ่งคว่ำบาตรรัสเซียรุนแรงเพียงใด ผลสะท้อนกลับต่อประเทศตนจะยิ่งรุนแรงเพียงนั้น ดังทฤษฎีกลศาสตร์ที่บอกว่า “action = reaction
            ในขณะเดียวกัน แม้รัสเซียมีเครื่องมือและพร้อมใช้เครื่องมือของตนเอง แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ รัสเซียย่อมตระหนักว่าไม่ควรใช้กำลังเพื่อผนวกดินแดนของประเทศอื่นเข้าเป็นของตนเอง ไม่ว่ารัฐบาลรัสเซียจะอ้างเหตุผลใดๆ ก็ตาม ผลต่อรัสเซียในระยะสั้นอาจไม่มาก แต่ในระยะยาวแล้ว ไม่มีชาติใดในโลกอยากเห็นประเทศที่ใช้กำลังรุกรานอธิปไตยประเทศอื่นๆ

ภาวะชะงักงันในปัจจุบัน :
            สถานการณ์การเมืองยูเครนในขณะนี้คือ มีเหตุให้ประชาชนเข้าคูหา 2 อย่าง คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนในวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วประเทศ กับการลงประชามติแยกตัวของหลายเมืองในภูมิภาคยูเครนตะวันออก
            ท่ามกลางความวุ่นวายในยูเครนตะวันออก การปะทะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมกับกองกำลังยูเครนเสียชีวิตรวมกันหลายสิบราย รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรยุโรปขอให้ยูเครนเดินหน้าจัดเลือกตั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งจะไม่สมบูรณ์ และไม่อาจประกาศผลการเลือกตั้ง หรือได้ผลการเลือกตั้งที่ผู้ชุมนุมประท้วงไม่ยอมรับ
            ล่าสุด ประธานาธิบดีปูตินขอให้เลื่อนการลงประชามติในวันที่ 11 พฤษภาคมไปก่อน เป็นไปได้ว่า ฝ่ายรัฐบาลยูเครนกับชาติตะวันตกขอเวลาตัดสินใจอีกเล็กน้อย เนื่องจากชาติตะวันตกประกอบด้วยหลายชาติ โครงสร้างตัดสินใจซับซ้อน ประธานาธิบดีปูตินจึงเห็นสมควรเลื่อนการลงประชามติไปก่อน
            และในอีกมุมหนึ่งคือ การแยกตัวไม่ใช่เป้าหมายที่รัสเซียต้องการในขณะนี้
            แต่ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทางออกมีทางเดียว คือ เจรจา

ปัญหายูเครนไม่ใช่การลงประชามติหรือเลือกตั้ง :
            การเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือการลงประชามติแยกตัว เป็นขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้ประเทศยูเครนเดินหน้าต่อ (หรือสร้างปัญหามากขึ้น) แต่เป็นเพียงกระบวนการเล็กๆ กระบวนการหนึ่งเท่านั้น ยังมีเรื่องที่สังคมยูเครนต้องไตร่ตรอง ต้องทำอีกมาก เช่น ถ้าได้ประธานาธิบดีคนใหม่ รัฐบาลชุดใหม่ แต่ยังคอร์รัปชันเหมือนเดิม การเลือกตั้งเท่ากับให้โอกาสนักการเมืองเข้ากอบโกย กดขี่ขูดรีดประชาชน ซ้ำรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 23 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ลำพังการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบของประเทศ

            การพูดแบบง่ายๆ ว่าหากเข้าเป็นสมาชิกอียู ปัญหาประเทศจะได้รับการแก้ไข ควรพิจารณาความจริงว่า ณ ขณะนี้อียูมีปัญหาเรื้อรังเช่นกัน ชาติสมาชิกหลายประเทศยังไม่ได้แก้ไขรากปัญหาเศรษฐกิจสังคมของตน เป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ
            เมื่อเดือนก่อน ประธานาธิบดีปูตินออกจดหมายถึงผู้นำประเทศยุโรป 18 ประเทศ (ทั้งยุโรปตะวันออกกับยุโรปตะวันตกบางประเทศ) บรรยายว่า “เศรษฐกิจยูเครนเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาย่ำแย่ลงต่อเนื่อง ภาคอุตสาหกรรมกับก่อสร้างทรุดตัวอย่างรวดเร็ว ขาดดุลงบประมาณมากขึ้น” กระทบต่อค่าเงิน เงินทุนไหลออกจากประเทศ ทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่วิกฤต “ผลผลิตลดลง คนตกงานมากขึ้น” การที่เศรษฐกิจยูเครนเป็นเช่นนี้ เนื่องจากความไม่สมดุลทางการค้ากับรัฐสมาชิกอียู อียูใช้ยูเครนเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เป็นตลาดระบายสินค้ามูลค่าสูง การค้าที่ไม่สมดุลทำให้เมื่อปีที่แล้วยูเครนเสียดุลการค้าถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 2 ใน 3 ของการขาดดุลทั้งหมด
            การเข้าเป็นสมาชิกอียูจึงไม่ใช่ยาวิเศษแต่ประการใด และสังคมยูเครนควรพิจารณาโดยรอบคอบว่าการเข้าเป็นสมาชิกอียูในขณะนี้จะเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับที่ต้องพิจารณานโยบายอื่นๆ ที่นักการเมืองเสนอด้วยถ้อยคำสวยหรู ไม่ลืมว่าวันนี้ที่ประเทศอยู่ในภาวะถังแตกก็ด้วยนโยบายต่างๆ ที่เคยเสนอมามิใช่หรือ

            ส่วนการลงประชามติของยูเครนตะวันออก ชาวยูเครนที่สนับสนุนการลงประชามติครั้งนี้ควรตระหนักว่า ไม่อาจเปรียบเทียบกรณีของตนเองเหมือนอย่างไครเมีย หนทางข้างหน้ายังไม่แน่นอน ท่าทีของรัฐบาลปูตินนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

            ถ้าตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อน ประชาชนยูเครนสนใจมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่มัวเห็นแต่ปากท้องของตนเอง มีกลุ่มพลังทางสังคมที่เข้มแข็ง ร่วมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล สังคมมีเอกภาพ พยายามอยู่ร่วมเป็นคนชาติเดียวกัน ไม่ปล่อยให้ความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ภาษาเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแบ่งแยก ดึงเป็นฐานเสียง ดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นมิตรกับทั้งรัสเซียและชาติตะวันตก วันนี้ยูเครนคงไม่ประสบชะตากรรมถูกแบ่งแยกทั้งจากอำนาจภายในกับภายนอกประเทศ ประเทศถังแตก เกิดเหตุจลาจลวุ่นวาย กลายเป็นรัฐล้มเหลวอย่างที่เห็นในขณะนี้
            เป็นอีกหนึ่งบทเรียนเตือนสติแก่ประเทศอื่นๆ มิใช่หรือ
11 พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6396 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2557)
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง: 
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้
4. ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาลคือภัยร้ายของยูเครน
ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว
5. ท่าที การดำเนินนโยบายของ G7 ต่อวิกฤตยูเครนและผลลัพธ์ที่ได้
ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจวิพากษ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน ท้ายที่สุดแล้ว กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เตือนใจองค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

บรรณานุกรม:
1. Crimea official says 96.8 percent of voters support joining Russia. (2014, March 17). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/17/crimea-official-says-66-percent-voters-support-joining-russia/
2. Crisis in Ukraine result of wrong EU policy - Russian envoy. (2014, April 9). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/727116
3. Putin signs laws on reunification of Republic of Crimea and Sevastopol with Russia. (2014, March 21). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/724785
4. Ukraine crisis: President Putin gets Russian parliament's nod to send military into Crimea. (2014, March 1). Hindustan Times. Retrieved from http://www.hindustantimes.com/world-news/russian-parliament-allows-putin-to-use-military-in-ukraine/article1-1189678.aspx
5. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
6. Ukraine Steadfastly Heading Toward Default – Putin. (2014, April 10). RIA Novosti. Retrieved from http://en.ria.ru/world/20140410/189148157/Ukraine-Steadfastly-Heading-Toward-Default--Putin.html
7. U.S. And EU Back Ukraine Ballot as Russia Calls for Delay. (2014, May 7). Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-05-07/u-s-presses-ukraine-to-hold-vote-as-russian-seeks-delay.html
---------------------------

กระแสพลเอกซิซี อียิปต์ต้องการผู้นำเข้มแข็ง ต่อต้านภราดรภาพมุสลิม

และแล้วการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เสร็จสิ้น สื่อ Ahram Online ของอียิปต์รายงานเบื้องต้นว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด 20,308,358 คน ลงมติรับร่าง 19,538,071 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 97.7 ไม่รับร่าง 475,091 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 2.3 จากผู้มีสิทธิ์ทั้งสิ้น 52,742,139 คน
            เมื่อเทียบกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2012 ที่เนื้อหาอิงแนวทางของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) พบว่าฉบับปี 2014 มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่าราว 4 ล้านคน (ฉบับปี 2012 มีผู้ใช้สิทธิ์ราว 17.49 ล้านเสียง เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญร้อยละ 64 หรือเท่ากับ 11.19 ล้านเสียง)
            หากย้อนกลับไปเมื่อ 6-7 เดือนก่อน ฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีมอร์ซีเห็นว่าพวกตนมีความชอบธรรม ในการเรียกร้องให้รัฐบาลมอร์ซีลาออก เนื่องจากอ้างว่ามีรายชื่อผู้สนับสนุนพวกตนถึง 22 ล้านรายชื่อ ในขณะที่ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซีได้รับคะแนนจากการเลือกตั้งเพียง 13 ล้านเสียง
            ผู้รับร่างกว่า 19.5 ล้านเสียงนี้นับว่าใกล้เคียงกับรายชื่อผู้สนับสนุนต่อต้านรัฐบาลมอร์ซี แม้ว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ทั้งหมด (ทั้งที่รับกับไม่รับร่าง) คิดเป็นเพียงร้อยละ 38 จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั่วประเทศ 52.7 ล้านคน เป็นการยืนยันว่าน่าจะมีผู้ต้องการขับไล่รัฐบาลมอร์ซีมากถึง 20 ล้านคนจริง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าคนอียิปต์ส่วนใหญ่เห็นด้วย
            ผลการเลือกตั้งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์หลายคนที่ชี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านอย่างแน่นอน เพราะกลุ่มภราดรภาพมุสลิมกับพันธมิตรคว่ำบาตรการลงมติ ฝ่ายรัฐบาลชั่วคราวที่ควบคุมการเลือกตั้งดำเนินการหลายอย่างเพื่อให้ประชาชนลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเกิดกระแสอย่างต่อเนื่องเรียกร้องให้พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซีซี (Abdul Fatah al-Sisi) ผู้นำการรัฐประหารลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
            การวิเคราะห์แนวทางนี้ นอกจากเป็นการปูทางให้พลเอกซีซีแล้ว ยังเป็นการชี้ว่าการรัฐประหารชอบธรรม ก่อการแล้วเสร็จ กำลังนำประเทศสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากเลือกตั้ง แต่ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การพูดถึงฝ่ายสูญเสียนั่นคือกลุ่มภราดรภาพมุสลิม
ย้อนรอยการโค่นล้มรัฐบาลมอร์ซี การปราบปรามกลุ่มภราดรภาพมุสลิม :
            ย้อนหลังเดือนมกราคม 2011ชาวอียิปต์จำนวนหนึ่งลุกขึ้นประท้วงประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค พร้อมกับกระแสอาหรับสปริง ด้วยความไม่พอใจที่คนกลุ่มน้อยผู้มีอำนาจเสวยสุข ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตด้วยความยากลำบาก การประท้วงลงเอยด้วยการที่กองทัพยึดอำนาจแบบเงียบๆ 6 เดือนต่อมาประเทศจัดการเลือกตั้ง นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซีชนะการเลือกตั้ง ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นประธานาธิบดีของประชาชน
            แต่เนื่องด้วยประธานาธิบดีมอร์ซียึดหลักแนวทางของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม จึงพยายามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ปี 2012) ที่อิงแนวทางของกลุ่ม แรงต่อต้านเริ่มมีมากขึ้น ผนวกกับข้อกล่าวหาว่าพยายามรวบอำนาจ ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นฟาโรห์องค์ใหม่ กระแสประท้วงรุนแรงมากขึ้นจนกองทัพต้องก่อการรัฐประหารอีกครั้งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2013 เท่ากับว่าในเวลาไม่ถึง 3 ปี กองทัพก่อการรัฐประหารถึง 2 ครั้ง
            เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะรัฐบาลเฉพาะกาลที่นำโดยประธานาธิบดีอัดลี มานซูร์ (Adly Mansour) ประกาศให้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเป็นองค์กรก่อการร้าย ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้วกลุ่มดังกล่าวคือกลุ่มศาสนากลุ่มหนึ่ง ต้องการสถาปนารัฐอิสลามตามแนวทางของตน แต่ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่าคนของกลุ่ม รวมทั้งนายมอร์ซีกระทำความผิดหลายข้อที่ชี้ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
            เมื่อกลุ่มภราดรภาพมุสลิมกลายเป็นองค์กรก่อการร้าย รัฐบาลย่อมมีความชอบธรรม มีหน้าที่ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มภราดรภาพมุสลิม ขวากหนามขนาดใหญ่ :
            การปราบปรามกลุ่มภราดรภาพมุสลิมไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงทศวรรษ 1950 สมัยประธานาธิบดีกามัล อับเดล นัสเซอร์ (Gamal Abdel Nasser) เคยทำการปราบปรามอย่างหนักมาครั้งหนึ่งแล้ว ทำให้ อิทธิพลของกลุ่มถดถอยลงไปมาก นักวิเคราะห์บางคนอธิบายว่าประธานาธิบดีนัสเซอร์ไม่ต้องการให้กลุ่มใดมาแข่งอิทธิพลกับตน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มศาสนาหรือพวกสังคมนิยมที่มีอิทธิพลในระยะนั้น
            ในทศวรรษ 1970 กลุ่มเริ่มฟื้นตัวพร้อมกับยุทธศาสตร์ใหม่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือทางสังคม ทำงานผ่านมัสยิด องค์กรการกุศล สามารถตอบสนองความต้องการของชาวอียิปต์จำนวนมากที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเพียงพอ พร้อมกับการเข้าไปมีบทบาทในกลุ่มทางสังคมต่างๆ สมาชิกของกลุ่มได้รับเลือกเป็นตัวแทนขององค์กรวิชาชีพต่างๆ จำนวนมาก ตั้งแต่แพทย์ วิศวกร จนถึงกลุ่มเกษตรกร
            พลังอำนาจของกลุ่มจึงฟื้นคืนมาและสะท้อนผ่านการเข้าไปมีบทบาททางการเมืองระดับประเทศ กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเมื่อ 2005 ผู้สมัครของกลุ่มได้รับคะแนนเสียงจำนวนมากในการเลือกรอบแรก เมื่อมาถึงการเลือกรอบที่ 3 ตำรวจปราบจลาจลจำนวนมหาศาลปรากฏตัวในหลายพื้นที่ เพื่อขัดขวางไม่ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่คูหา แม้ถูกขัดขวางขนาดนั้นยังกวาดชัยชนะถึง 88 ที่นั่งหรือราวร้อยละ 20 ของที่นั่งทั้งหมด ส่วนกลุ่มอื่นๆ เช่น พวก Nasserists พวกฝ่ายซ้ายและพวกเสรีนิยม รวมแล้วได้ 14 ที่นั่งหรือเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น
            พลังการชุมนุมประท้วงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เพราะกลุ่มประท้วงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศคือกลุ่มภราดรภาพมุสลิมที่สามารถระดมคนได้คราวละหลายหมื่นคน มีสมาชิกกระจายทั่วประเทศ ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ ได้ระดับพันเท่านั้น
            นักวิเคราะห์บางคนจึงชี้ว่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมคือกลุ่มที่มีพลังอำนาจทางการเมืองมากที่สุด รองจากกองทัพเท่านั้น
            จึงไม่แปลกใจเมื่อเกิดอียิปต์สปริง โค่นล้มระบอบมูบารัค มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยตามแรงกดดันของชาติตะวันตก ฝ่ายของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมชนะการเลือกตั้ง นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ผู้นำกลุ่มขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี บริหารประเทศตามแนวทางของกลุ่ม
            วิเคราะห์ต่อได้ไม่ยากว่า หากปล่อยให้รัฐบาลมอร์ซีบริหารประเทศต่อเนื่อง ทำการรวบอำนาจบริหาร จะกระทบต่อชนชั้นปกครองดั้งเดิมในที่สุด (ทั้งนี้ยังไม่กล่าวถึงประเด็นกลุ่มประเทศอาหรับไม่สนับสนุนรัฐบาลมอร์ซีซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญอีกข้อทำให้รัฐบาลมอร์ซีต้องล้มไปในที่สุด)
            เหตุผลลึกที่สุดของการประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้าย คือทำให้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเปลี่ยนจากกลุ่มที่มีพลังอำนาจทางการเมืองอันดับสองของประเทศ กลายเป็นกลุ่มผิดกฎหมายที่ไม่อาจเกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป ชวนให้ตั้งคำถามว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการกุมอำนาจของชนชั้นปกครองเดิมหรือไม่ การรัฐประหาร การลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด คือกระบวนการที่การเมืองอียิปต์หวนเข้าสู่แนวทางดั้งเดิม

อำนาจนิยมกับขนมปัง :
            นับจากอียิปต์ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 1922 ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองราชาธิปไตย และเมื่อเกิดการปฏิวัติโดย Free Officers Movement ในปี 1952 อำนาจการปกครองตกอยู่ในมือของผู้นำกองทัพมาโดยตลอด
            หลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะมีสัญลักษณ์บางอย่างที่แสดงความเป็นประชาธิปไตย เช่น มีหลายพรรคการเมืองหลายพรรค มีสหภาพแรงงาน มีกลุ่มการเมือง แต่เกือบทั้งหมดเป็นการจัดตั้งเพื่อแสดงภาพลักษณ์เท่านั้น อำนาจการปกครองที่แท้จริงอยู่ในชนชั้นปกครองกลุ่มเล็กๆ ซึ่งมักเป็นนายทหารกับข้าราชการระดับสูง
            ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนอียิปต์ก่อการประท้วงครั้งใหญ่หลายครั้ง แต่ทั้งหมดเป็นการประท้วงเรื่องปากท้องเป็นหลัก ไม่มีการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการหรือต่อต้านรัฐบาลคอร์รัปชัน เช่นในปี 1977 เกิด กบฏอาหาร ประท้วงรัฐบาลที่ลดการอุดหนุนราคาอาหารกับเชื้อเพลิง เหตุการณ์ซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2007 เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการอุดหนุนแป้งบางชนิด ทำให้ขนมปังขาดตลาด เกิดความวุ่นวายอยู่หลายเดือน
            การโค่นล้มระบอบมูบารัคเมื่อปี 2011 ก็ด้วยเหตุผลจากเรื่องปากท้องเป็นตัวจุดประเด็น แรงกดดันจากชาติมหาอำนาจ ทำให้ผู้นำกองทัพรวมทั้งตำรวจไม่เข้าปราบปรามอย่างเด็ดขาดเหมือนทุกครั้งที่ผ่าน ฝ่ายต่อต้านจึงประสบชัยชนะ นำสู่การเลือกตั้ง และได้ประธานาธิบดีมอร์ซี
            ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาคนอียิปต์จึงประท้วงรัฐบาลเพราะเรื่องปากท้องเป็นหลัก

ประวัตศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ :
            ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปที่สื่ออียิปต์กับสื่อต่างประเทศหลายแห่งประโคมข่าว หากไม่ใช่พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซีซี ผู้นำการรัฐประหาร ก็น่าจะเป็นคนสนิทคนใกล้ชิดของท่าน เป็นอีกหลักฐานที่ชัดเจนว่า ชนชั้นปกครองเดิมกำลังจะเข้าไปควบคุมอำนาจอย่างชอบธรรม (ในขณะนี้เป็นฝ่ายกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว ภายใต้รัฐบาลชั่วคราวที่นำโดยนายมานซูร์ ที่พลเอกซีซีเป็นผู้แต่งตั้ง)
            การลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเพื่อปูทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พูดได้อีกนัยได้ว่า การลงมติร่างรัฐธรรมนูญคือขั้นตอนหนึ่งของการเชิญตัวแทนของชนชั้นปกครองขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศอย่างชอบธรรม เป็นไปตามระบบการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่รัฐบาลชาติตะวันตกเรียกร้องตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน
            หากแนวทางการอธิบายข้างต้นถูกต้อง เท่ากับว่าการเมืองการปกครองอียิปต์ ณ วันนี้กำลังหวนคืนสู่ระบอบเดิมๆ ดังเช่นหลายทศวรรษที่ผ่านมา

            หากมองว่าการรัฐประหารเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมปีที่แล้วคือการที่กองทัพยึดอำนาจคืน ประวัติศาสตร์อียิปต์น่าจะบันทึกว่านับจากได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อกุมภาพันธ์ 1922 อำนาจการปกครองอียิปต์อยู่ในมือของระบอบกษัตริย์หรือทหารมาโดยตลอด มีเพียงกลุ่มภราดรมุสลิมที่สามารถครองอำนาจในช่วงสั้นๆ ราวปีเศษเท่านั้น

            ถ้าอธิบายควบคู่กับความต้องการของประชาชนตามที่สื่อนำเสนอ น่าจะสรุปได้ว่า ณ วันนี้ชาวอียิปต์ส่วนใหญ่ต้องการกินอิ่มนอนหลับมากกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องการระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ ต้องการให้รัฐบาลดูแลระบบเศรษฐกิจ ไม่ต้องการให้คนกลุ่มใดมาก่อความวุ่นวาย ทั้งหมดนี้สื่อหลายแห่งเสนอภาพว่าชาวอียิปต์เห็นว่านายพลซีซีมีความเข้มแข็งมากพอที่จะทำหน้าที่ดังกล่าว
            แต่ไม่ว่าชาวอียิปต์ต้องการกินอิ่มนอนหลับมากกว่าประชาธิปไตย มากกว่าแนวทางของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมหรือไม่ ในวันข้างหน้าไม่ว่าใครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมีโอกาสเผชิญหน้ากับมวลชนอีกแน่นอนหากไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง สถานการณ์จะกลับเข้าสู่เมื่อ 3 ปีก่อนอีกรอบ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ต้องติดตามต่อไป

            น่าจะสรุปได้ว่า อียิปต์สปริง หมายถึง การเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก แต่ด้วยแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจตะวันตก ทำให้แนวทางประชาธิปไตยเข้ามาสอดแทรกในการเมืองอียิปต์มากขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองอียิปต์ในปัจจุบัน อย่างน้อยก็มีการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี
            ส่วนที่อียิปต์จะเป็นประเทศประชาธิปไตยจริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด คงต้องดูจากรัฐบาลชุดใหม่ในอนาคตว่าจะดำเนินนโยบายปฏิรูปอย่างจริงจังหรือไม่ แต่หากเป็นเพียงลมปาก กลุ่มบุคคลที่กุมอำนาจการเมืองเศรษฐกิจยังเป็นกลุ่มเดิม ก็ยากจะเชื่อว่าอียิปต์มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนอียิปต์จำนวนมากอาจไม่สนใจเรื่องทำนองนี้ หากพวกเขายังมีกินมีใช้ตามอัตภาพ หรือหากสภาพการดำเนินชีวิตดีขึ้นเล็กน้อยก็จะสรรเสริญยกย่องรัฐบาล กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวทางอธิบายนี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด
            ทุกสังคมทุกประเทศต่างมีบริบท มีค่านิยม วัฒนธรรมทางการเมืองของตน ถ้าพูดว่าต้องการโค่นล้มระบอบมูบารัคเพื่อนำสู่ประชาธิปไตยที่แท้ตามแบบตะวันตก นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่มาก เพราะแท้ที่จริงแล้วชาวอียิปต์คุ้นเคยกับการอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมดังที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความสำคัญคือเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันมากกว่า พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันไปกับการทำมาหากิน เพื่อที่จะมีกินอิ่มท้องอีกวันหนึ่ง พวกเขาเห็นว่ารัฐบาลหรือระบอบการปกครองที่ดีหมายถึงจะต้องทำให้พวกเขากินอิ่มนอนหลับ และหากชาวอียิปต์ส่วนใหญ่ต้องการเช่นนี้ด้วยบริสุทธิ์ใจ ประชาคมโลกก็ควรให้การยอมรับการตัดสินใจดังกล่าว และหากชาวอียิปต์ต้องการปฏิรูปการเมืองตามแนวทางของตน ประชาคมโลกก็ควรให้การสนับสนุน
19 มกราคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6284 วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ.2557)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
ในเวลาไม่ถึง 3 ปี ประเทศอียิปต์เกิดเหตุประชาชนขับไล่รัฐบาลมาแล้ว 2 ชุด คือรัฐบาลของประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ทั้งสองครั้งประชาชนผู้สนับสนุนต่างประกาศว่าคือส่วนหนึ่งของอียิปต์สปริง เป็นชัยชนะของประชาชน การชุมนุมทั้งสองครั้งกองทัพอียิปต์เข้าเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และสหรัฐมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพอียิปต์มานานหลายทศวรรษแล้ว
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค มีรัฐบาลอเมริกันเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ช่วยให้ประเทศอียิปต์ได้รัฐบาลใหม่ นำโดยประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ประธานาธิบดีโอบามากล่าวกับประธานาธิบดีมอร์ซี ว่าสหรัฐสนับสนุนประชาชนอียิปต์และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของประชาชนอียิปต์ทุกคน
หลังชุมนุมยืดเยื้อ 6-7 สัปดาห์ รัฐบาลก็เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม เหตุการณ์ความรุนแรงลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรอบปีที่ผ่านมาในสมัยที่มอร์ซีเป็นประธานาธิบดี กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลมอร์ซีก็บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเช่นกัน เพียงแต่สถานการณ์วันนี้สลับฝ่ายสลับขั้ว

บรรณานุกรม:
1. Egyptians turn out to vote on draft constitution. (2014, January 14). Daily News Egypt . Retrieved from http://www.dailynewsegypt.com/2014/01/14/egyptians-turn-out-to-vote-on-draft-constitution/
2. Preliminary results: 97.7% of votes in favour of Egyptian draft constitution. (2014, January 16). Ahram Online. Retrieved from http://english.ahram.org.eg/NewsContent/1/64/91686/Egypt/Politics-/Preliminary-results--of-votes-in-favour-of-Egyptia.aspx
3. In Egypt Charter, New Rights, but No Great Change. (2013, December 1). The New York Times. http://www.nytimes.com/2013/12/02/world/middleeast/in-egypt-charter-new-rights-but-no-great-change.html?_r=0
4. Egypt prepares for worst ahead of Sunday protest. (2013, June 30). AP. Retrieved from http://news.yahoo.com/egypt-prepares-worst-ahead-sunday-protest-074010870.html
5. Naguib, Sameh. (2009). Egypt: The Moment of Change. El-Mahdi, Rabab., & Marfleet, Philip (editors). New York: Zed Books.
6. Muslim Brotherhood is a terrorist organisation: Cabinet. Daily News Egypt. http://www.dailynewsegypt.com/2013/12/25/muslim-brotherhood-terrorist-organisation-cabinet/. 25 December 2013.
----------------------------