ความแตกต่างทางการเมืองและทางออก

มนุษย์แตกต่างหลากหลาย หลายเรื่องแก้ยากหรือไม่ได้ ควรมุ่ง “จัดการ” ให้ทุกคนอยู่ได้ เป็นประโยชน์สุขต่อทุกคน เริ่มต้นด้วยการวาง “หลักยึด” เป็นข้อเสนอให้ทุกคนยืดถือร่วมกัน
อัตลักษณ์และความแตกต่าง :
ความแตกต่าง (difference) ไม่ว่าจะเป็นด้านอุดมการณ์ ความคิด นโยบาย เชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้นเหตุสำคัญของการแก่งแย่งช่วงชิง การต่อสู้ทางการเมือง ผ่านการรับรู้ เป็นมโนทัศน์ ว่าตนคิดเห็นอย่างไร ยึดถืออย่างไร ตีความผู้อื่นว่าเป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างตรงไหน
ทั้งยังต้องพูดถึง “น้ำหนัก” “ระดับความสำคัญ” เช่น ให้ความสำคัญกับความแตกต่างทางศาสนา ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ที่เป็นปรปักษ์ต่อกัน ในขณะที่นักสตรีนิยมบางเห็นว่าความเป็นสตรีสำคัญเหนือความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา

            แต่ละคน แต่ละสังคมจะให้น้ำหนักต่างกัน อีกทั้งเปลี่ยนแปลงตามบริบท กาลเวลา เช่น กระแสชาวตะวันตกไม่ชอบมุสลิม ในขณะที่คนญี่ปุ่นไม่ต่อต้านมุสลิมอย่างพวกตะวันตก
            มโนทัศน์ต่ออัตลักษณ์เริ่มต้นที่ครอบครัวและการศึกษา เมื่อเป็นผู้ใหญ่กระบวนการปลูกฝังยังคงดำเนินต่อไป ในรูปแบบใหม่ เช่น นโยบาย ข้อมูลจากรัฐ สื่อมวลชน การต่อสู้ทางการเมือง

            ในสมัยสงครามเย็น ประเทศทุนนิยมประชาธิปไตยนำเสนอข้อเสียของสังคมนิยม ในทางกลับกัน ฝ่ายสังคมนิยมจะนำเสนอข้อเสียของทุนนิยม ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมหรือสังคมนิยม ต่างมีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น
รับชมวีดีโอสั้น 2 นาที :
            ในกรอบภายในประเทศ การแข่งขันทางการเมืองในบางประเทศสร้างความหวาดระแวง ไม่เชื่อใจ การเมืองฝ่ายตรงข้าม สร้างความแตกแยกรุนแรงในหมู่ประชาชน ในตำบลหนึ่งมีทั้งบ้านที่สนับสนุนพรรค ก. กับพวกที่สนับสนุนพรรค ข. ที่ขับเคี่ยวทางการเมือง หากสถาบันการเมืองไม่ระวัง ประชาชนไม่รู้ทัน นานวันเข้ากลายเป็นการแตกแยกทางการเมืองแบบถาวร ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันที่เคยรักใคร่กลมเกลียวกลายเป็นคนละพวก วามเป็นไปในชุมชนกลายเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายถาวร เป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองไม่สิ้นสุด เช่นนี้ควรเรียกว่าชุมชนล่มสลายด้านความรักความกลมเกลียวหรือไม่
            ระบอบการเมืองใดที่ส่งเสริมให้แตกแยกรุนแรง ย่อมไม่ใช่ระบอบที่จะนำประเทศสู่ความรุ่งเรือง สถาบันการเมืองที่ส่งเสริมเรื่องทำนองนี้ ย่อมไม่ใช่พวกที่หวังดีต่อส่วนรวม ใครก็ตามที่ส่งเสริมให้แตกแยก สังคมควรวิเคราะห์พิจารณาคนพวกนี้ให้ถ้วนถี่
            หากไม่แก้ไขระบอบการเมืองที่สร้างความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เช่นนี้จะผ่านไปอีกกี่ปีสังคมจะไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายจะแย่ลง และอาจมีเหตุเลวร้ายตามมา มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
            อย่าลืมว่าโลกนี้มีหลายประเทศ มีหลายกลุ่มหลายฝ่าย ทั้งผู้หวังดีกับประสงค์ร้าย

            การส่งเสริมเสรีภาพปัจเจกเป็นเรื่องดี แต่หากทำให้ปัจเจกใช้เสรีภาพจนเกินขอบเขตและสังคมควบคุมไม่ได้ เช่นนั้นการส่งเสริมเสรีภาพจะกลายเป็นเครื่องมือบั่นทอนสังคม การใช้เสรีภาพของคนหนึ่งกลายเป็นการกดขี่ทำร้ายหลายคน
            ในหลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับ “ส่วนรวม” มากกว่าปัจเจก ด้วยแนวคิดว่าหากสังคมแย่ปัจเจกพลอยแย่ด้วย หากประเทศล่มสลายประชาชนจะอยู่อย่างไร

สังคมต้องมีการปกครองเพื่อดูแลความเห็นต่าง :
            ไม่อาจปฏิเสธว่ามนุษย์เกิดมาแตกต่าง สังคมมีคนหลากหลาย แต่ทำไมความแตกต่างจึงอยู่ร่วมกันได้ในบางประเทศ ทำไมบางประเทศเจริญพัฒนา มีปัญหาแต่ควบคุมได้ ในขณะที่บางประเทศขัดแย้งรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ผู้คนถืออาวุธสงครามเข่นฆ่ากันเอง ทั้งๆ ที่ในอดีตเป็นเพื่อนบ้าน สุดท้ายประเทศแตกออกเป็นเสี่ยง และไม่รู้ว่าความสงบจะกลับคืนเมื่อใด อนาคตของตนเองและลูกหลานจะเป็นเช่นไร
            ถ้าย้อนมองต้นเหตุของประเทศเหล่านี้ ก็เพราะความขัดแย้งที่เล็กน้อย สะสมกลายเป็นใหญ่ ผสมโรงด้วยการใส่ไฟจากสารพัดกลุ่ม การต่อสู้ทางการเมืองรุนแรง ต่างชาติให้อาวุธพร้อมกระสุน เมื่อทุกฝ่ายมีปืน การต่อสู้ทางการเมืองกลายเป็นสงครามกลางเมือง ...
            ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่หากนำสู่สงครามกลางเมือง เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติหรือสมควรให้เกิด

            การพูดถึงที่มาของระบอบการปกครองเป็นเรื่องดีและสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือการพูดถึงระบอบที่กำลังใช้และควรใช้ หลังผ่านมาหลายสิบปี ร้อยปีหรือพันปี ควรตั้งคำถามว่าระบอบที่เหมาะสมกับปัจจุบันคืออะไร
            ความแตกต่างบางอย่างแก้ยากหรือไม่ได้ (เช่น ชายมีความต้องการแบบชาย หญิงมีความต้องการแบบหญิง ชายแต่ละคนยังแตกต่างกัน เช่นเดียวกับหญิง) เพื่อดูแลประชาชนที่หลากหลาย แทนการทำให้ทุกคนคิดและต้องการอย่างเดียวกัน ควรมุ่ง “จัดการ” ให้ทุกคนอยู่ได้ เป็นประโยชน์สุขต่อทุกคน เริ่มต้นด้วยการวาง “หลักยึด” เป็นข้อเสนอให้ทุกคนยืดถือร่วมกัน
ข้อเสนอระบอบการปกครอง :
            ประการแรก ไม่มองว่ามีเพียงไม่กี่ทางเลือก
            การล่มสลายของค่ายสังคมนิยมทำให้ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยชี้ว่านับจากนี้ประเทศต่างๆ ในโลกจะเป็นประชาธิปไตยและใช้เศรษฐกิจทุนนิยม การพูดเช่นนี้เป็นโฆษณาชวนเชื่อ ทำลายทางเลือกอื่นๆ ให้เลือกเพียง 2 ทางเลือก และสุดท้ายคือเลือกทุนนิยมประชาธิปไตย
            ความจริงแล้ว ทุกวันนี้ยังคงมีหลายระบอบการปกครอง จีนเป็นสังคมนิยมแบบจีน พรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนหลักทางการเมือง ส่งเสริมทุนนิยม เสรีภาพมากขึ้น จีนกำลังกลายเป็นมหาอำนาจที่มหาอำนาจอื่นหวั่นไหว
            หลายประเทศยังคงปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ บางประเทศที่ปกครองด้วยระบอบนี้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข หลายประเทศมีการเลือกตั้งแต่เป็นอำนาจนิยมมากกว่า บางประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ สิงคโปร์

ควรตระหนักว่าระบอบหรือระบบเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเท่านั้น จะมีอีกกี่รูปแบบกี่ระบอบก็ได้ ภายใต้ค่านิยมปัจจุบัน การจะใช้ระบอบใด สำคัญที่ยึดถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ

ประการที่ 2 เริ่มต้นที่มีผู้นำประเทศที่ "เหมาะสม" ก่อน
            การเมืองในหลายประเทศมีลักษณะสำคัญข้อหนึ่งตรงกันคือ ประชาชนไม่เชื่อมั่นระบบการเมืองเพราะเห็นว่าคนเข้าสู่อำนาจเพื่อกอบโกย ระบบการเลือกตั้งในหลายประเทศเป็นหลักฐานในตัวชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่สามารถสรรหาผู้มุ่งทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี กรีซ และอีกหลายประเทศที่ประชาชนไม่อยากเลือกไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เป็นพวกฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา
            พรรคการเมือง ผู้สมัคร ต่างนำเสนอนโยบาย อุดมการณ์ตามแนวทางของตน จะดีหรือร้ายนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง ที่ประชาชนผิดหวังคือพวกเขาไม่ได้หวังใช้อำนาจเพื่อประชาชนจริง จึงต้องปฏิรูประบบคัดสรรให้ได้คนที่มุ่งทำประโยชน์แก่ส่วนรวม อาจวางระบบคัดสรรเบื้องต้นที่ผู้สมัครต้องผ่านเกณฑ์ เช่น คัดสรรคนที่เสียสละมากกว่า คนที่มีประวัติทำความดีต่อส่วนรวมมากกว่า (ตรงข้ามกับคนมีประวัติเป็นกดขี่ข่มเหงผู้อื่น แม้กฎหมายยังเอาผิดไม่ได้ คนที่คิดทำประโยชน์ให้กับตัวเองฝ่ายเดียว)
ดังคำขวัญที่มักพูดกันเสมอว่า “มาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

          ประการที่ 3 ระบอบการปกครองที่สร้างลักษณะชีวิตปัจเจก
            การคัดกรองผู้นำเป็นส่วนแรกที่ต้องทำ ส่วนต่อมาคือประชาชน ทุกประเทศ ทุกสังคม ทุกองค์กร แม้กระทั่งทุกครอบครัวล้วนต้องการผู้มีลักษณะชีวิตที่ดี
            คงไม่มีใครอยากได้พ่อแม่ที่วันๆ เอาแต่ดื่มเหล้า ไม่รับผิดชอบครอบครัว บริษัทคงไม่อยากจ้างพนักงานที่ไม่ทุ่มเทกับงาน กลับก่อนมาทีหลัง คิดแต่จะเอาประโยชน์จากบริษัท และคงไม่มีใครอยากอยู่กับเพื่อนบ้านที่ติดยา เป็นหัวขโมย
            ถ้าเห็นด้วยกับข้างต้น ควรมองให้ไกลกว่านั้น ให้คิดถึงระดับที่ใหญ่กว่านั้น คือระดับประเทศ

            จะดีไหม หากประเทศส่งเสริมให้หัวหน้าครอบครัวเอาการเอางาน พนักงานทำงานเต็มที่พร้อมกับได้ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ ส่งเสริมสังคมแห่งความสุจริต ทุกคนดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต ใช้เสรีภาพทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

            ระบอบเช่นนี้เริ่มต้นได้ด้วยเป็นนโยบายของสถาบันการเมือง นักการเมือง ผู้ปกครองทุกระดับ การสร้างชุมชนต้นแบบ แม้กระทั่งบริษัทหรือองค์กรก็สามารถทำได้ ดูแลและสร้างลักษณะชีวิตปัจเจก ไม่เฉพาะที่ทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงที่บ้านและอื่นๆ เช่นพิจารณาปรับเพิ่มเงินเดือนหากเป็นพ่อแม่ที่รักดูแลเอาใจใส่ลูก มีโอกาสเลื่อนขั้นมากกว่าพนักงานคนอื่นในระดับเดียวกัน หากผู้นั้นใช้เวลาว่างทำประโยชน์เพื่อสังคม
            เป็นระบอบการปกครองที่ให้ความสำคัญกับการสร้างลักษณะชีวิตปัจเจก

            ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ความสำเร็จแห่งการปกครองขึ้นกับคนและระบบร่วมกัน ต้องสามารถได้ผู้นำหรือผู้ถืออำนาจที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคม ประชาชนจำต้องที่มีความเข้าใจ มีลักษณะชีวิตที่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยด้วย
            ถ้าการเมืองการปกครองดี เศรษฐกิจ สังคม และด้านอื่นๆ จะพลอยดีตาม ถ้าคนในชาติไม่ปฏิรูปตัวเอง จะมีชาติไหนจะมาช่วยหรือ
29 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7660 วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2560)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
สิ่งหนึ่งที่โลกไม่เปลี่ยนแปลงคือ โลกแก่งแย่งแข่งขันเรื่อยมา ทางออกสำหรับประเทศไทยคือ ต้องไม่ตกเป้าทำลายของมหาอำนาจ มีสัมพันธ์รอบทิศ สร้างมิตร และสร้างชาติเหมือนสร้างครอบครัว
บรรณานุกรม :
Hoffman, John., Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.

3 ภัยคุกคามหลักของอิหร่านในสมัยทรัมป์

แม้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะใช้เพื่อสันติเท่านั้น แต่รัฐบาลทรัมป์กลับไม่ลดระดับภัยคุกคาม ซ้ำยังยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อคงการคว่ำบาตร แท้จริงแล้วการพูดถึงภัยคุกคามเป็นข้ออ้างมากกว่า

กลางเดือนตุลาคม รัฐบาลทรัมป์ประกาศยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ต่ออิหร่าน ชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง จำต้องตอบโต้ด้วยนโยบายแข็งกร้าว
            ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่เอ่ยถึงภัยหลายอย่าง โดยหลักแล้วมี 3 ประการ ดังนี้

            ประการแรก โครงการนิวเคลียร์
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านพยายามลดทอนความร่วมมือ (severely undercut) ตามข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ไม่ยอมให้เข้าตรวจเขตพื้นที่ทหาร เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
            อันที่จริงแล้วแนวคิดล้มข้อตกลงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์ พรรครีพับลิกันคิดทำมานานแล้ว ประเด็นน่าคิดคือทำไมประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งตัดสินใจล้มข้อตกลง ในขณะที่บริบทไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีการเจรจาต่อรองอยู่นาน กว่าที่ฝ่ายต้องการให้ล้มสามารถจูงใจให้ทรัมป์ลงมือ
            กลายเป็นว่ารัฐบาลสหรัฐคือประเทศเดียวที่สรุปว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลง ในขณะที่ประเทศคู่สัญญาอื่นๆ ทั้งหมดยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตาม JCPOA เกิดคำถามว่า รัฐบาลสหรัฐผิด หรือรัฐบาลคู่สัญญาอื่นๆ เป็นฝ่ายผิด รวมทั้ง IAEA ก็ผิดด้วย
            ถ้าสหรัฐเป็นฝ่ายผิด เท่ากับว่ารัฐบาลทรัมป์พูดโกหกคำโตต่อโลกและต่อชาวอเมริกันใช่หรือไม่

            ประการที่ 2 การพัฒนาขีปนาวุธ
            รัฐบาลทรัมป์ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อโครงการขีปนาวุธอิหร่าน เป็นมาตรการฝ่ายเดียว เห็นว่าขีปนาวุธดังกล่าวบั่นทอนเสถียรภาพภูมิภาค หุ้นส่วนของสหรัฐ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โต้ว่า ขีปนาวุธไม่ขัดข้อมติ 2231 ของคณะมนตรีความมั่นคง เพราะไม่ได้ออกแบบเพื่อติดหัวรบนิวเคลียร์
ขีปนาวุธอิหร่านเป็นอีกกรณีที่รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรฝ่ายเดียว ไม่ผ่านข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง เนื่องจากอิหร่านไม่ได้ละเมิดข้อตกลงใดๆ ส่วนที่รัฐบาลทรัมป์บอกว่าละเมิดนั้นเป็นเพียงข้อสรุปของสหรัฐเท่านั้น ทำนองเดียวกับเรื่องโครงการนิวเคลียร์

            ประการที่ 3 สนับสนุนก่อการร้าย
รายงานต่อต้านก่อการร้ายฉบับล่าสุดเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมาของกระทรวงการต่างประเทศ “Country Reports on Terrorism 2016ตีตราว่าอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย (State Sponsors of Terrorism) ระบุว่าอิหร่านสนับสนุนก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1984 สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ (Hizballah) กลุ่มในฉนวนกาซา ซีเรีย อิรักและอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง คอยบั่นทอนสันติภาพย่านนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps) คอยให้ความช่วยเหลือ
อิหร่านช่วยฮิซบอลเลาะห์ผลิตจรวด ขีปนาวุธนับพันลูก ให้เงินอุดหนุน และนำกองกำลังนับพันไปฝึกในอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์มีบทบาทมากในสมรภูมิซีเรียเพื่อช่วยรัฐบาลอัสซาด กองกำลังชีอะห์จากอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ที่เข้ารบสนับสนุนระบอบอัสซาด กลุ่มเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเรือนซุนนี กองกำลังอิหร่านมอบยุทโธปกรณ์แก่กลุ่มเหล่านี้
            ฝึกกองกำลังชีอะห์ในบาร์เรน และอีกหลายประเทศที่อิหร่านเป็นผู้จัดหาอาวุธ ให้เงิน    นอกจากนี้ นับจากปี 2009 เป็นต้นมา อิหร่านมีสัมพันธ์กับอัลกออิดะห์ อำนวยความสะดวกการส่งผ่านเงินสนับสนุน และการเดินทางของสมาชิกสู่ต่างประเทศฃ

            ประเด็นผู้ก่อการร้ายมีข้อสงสัยและข้อวิพากษ์หลายจุด ...
Country Reports on Terrorism 2016 ระบุว่าในโลกนี้มี 3 ประเทศที่เป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย คือ อิหร่าน ซูดานและซีเรีย เกิดคำถามว่าในโลกนี้มีรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายเพียง 3 ประเทศเท่านั้นหรือ

รัฐบาลสหรัฐชี้ว่ากองกำลังชีอะห์จากอัฟกานิสถานกับปากีสถานที่เข้าไปต่อสู้ในสมรภูมิซีเรียเป็นผู้ก่อการร้าย ข้อเท็จจริงคือในสมรภูมิซีเรียมีกองกำลังติดอาวุธต่างชาติกว่า 100 ประเทศ เป็นกลุ่มใหญ่น้อยหลายสิบกลุ่ม ทั้งที่สัมพันธ์กับ IS/ISIL/ISIS และไม่เกี่ยวข้องด้วย ถามว่ากลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IS เป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ กลุ่มเหล่านี้ไม่มีรัฐอุปถัมภ์หรือ

James Mattis รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่า อิหร่านเป็น “รัฐสนับสนุนก่อการร้ายรายใหญ่สุด” ของโลก เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่อาจละเลย แต่ประเทศนี้ไม่ได้สนับสนุน IS การพูดถึงอิหร่านคือการพูดถึงกองกำลังชีอะห์ในแถบตะวันออกกลาง
ในทางวิชาการเอ่ยถึงประเทศที่สนับสนุน IS/ISIL/ISIS สามารถระดมกองกำลังนับหมื่นจากทั่วทุกทวีป มีอาวุธเครื่องมือทันสมัย เป็นอาวุธที่ไม่สามารถหาซื้อทั่วไป แต่รัฐบาลสหรัฐกลับไม่ทราบว่าประเทศใดสนับสนุน IS
เป็นการดีที่จะตั้งคำถามว่าอะไรคือวาระแอบแฝง (hidden agenda) ของรายงานฉบับนี้

            นักวิชาการตะวันตกมักเอ่ยถึงความน่ากลัวหากอิหร่านมีระเบิดนิวเคลียร์ ไม่เพียงเพราะรัฐบาลอิหร่านอาจใช้เอง แต่เกรงว่าจะตกอยู่ในมือของกลุ่มก่อการร้ายหรือพวกหัวรุนแรง
            การเชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้ผู้ก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ในสายตาของตะวันตกจะคิดว่าจะต้องป้องกันไม่ให้ประเทศที่เป็นปรปักษ์อย่างอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด เป็นเหตุผลข้ออ้างว่าจะต้องปิดล้อม คว่ำบาตร สหรัฐ อิสราเอล มีความชอบธรรมที่จะชิงโจมตีก่อน

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะถือว่าอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายที่สำคัญที่สุด แต่เมื่อพิจารณาเนื้อในกลับไม่เป็นภัยนัก เพราะไม่ได้ชี้ว่าคุกคามสหรัฐโดยตรง ยังไม่เชื่อมโยงผู้ก่อการร้ายที่อิหร่านสนับสนุนจะโจมตีสหรัฐ
            ต่างจากสมัยซัดดัม ฮุสเซน ที่รัฐบาลบุชสมัยนั้นใช้หลักฐานเท็จ ทั้งเรื่องอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์กับสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ผู้ก่อการร้ายชื่อดังในยุคนั้น แล้วสร้างเรื่องเชื่อมโยงว่ารัฐบาลซัดดัมอาจมอบระเบิดนิวเคลียร์แก่อัลกอออิดะห์เพื่อก่อเหตุร้ายในแผ่นดินแม่อเมริกา สมัยนั้นชาวอเมริกันตื่นตระหนกกับเรื่องนี้มาก ด้วยความคิดว่าอัลกออิดะห์คือผู้ก่อเหตุ 9/11 จึงเกรงว่าประเทศจะหายนะหากอัลกออิดะห์โจมตีอเมริกาด้วยนิวเคลียร์ เรื่องราวทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จทั้งสิ้น แต่ช่วยให้รัฐบาลบุชสมัยนั้นมีข้ออ้างส่งทหารรุกรานอิรัก โค่นล้มระบอบซัดดัม
            ในอีกมุมหนึ่ง แม้รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้เชื่อมโยง แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงในอนาคต อาจเป็นผู้ก่อการร้ายชีอะห์หวังโจมตีแผ่นดินสหรัฐด้วยนิวเคลียร์

วิเคราะห์องค์รวม :
            ประการแรก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
            ภัยคุกคามที่รัฐบาลทรัมป์เอ่ยถึงล้วนเป็นเรื่องเดิมที่พูดกันหลายสิบปีแล้ว ที่น่าสนใจคือทรัมป์ไม่ปรับ “ลดระดับ” ภัยคุกคามตามความเป็นจริง ดังกรณีโครงการนิวเคลียร์ที่ปัจจุบันโครงการลดขนาดลงมาก เหลือเพียงส่วนที่ใช้เพื่อสันติเหมือนนานาประเทศ ท่าทีเช่นนี้อาจตีความว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ยึดข้อเท็จจริง เพราะต้องการระบุว่าอิหร่านคือปรปักษ์ที่อันตรายที่สุด ยึดแนวทางสมัยรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ที่ประกาศว่าภัยคุกคามสำคัญประกอบด้วยอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือ หรือที่เรียกรวมๆ ว่าเป็น “axis of evil” ประเทศเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย แสวงหาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction)
            ถ้ายึดตามบุช บัดนี้ก็เหลือเพียงเกาหลีเหนือกับอิหร่าน

            ประการที่ 2 หวังบั่นทอนระบอบอิหร่าน
            สหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านตั้งแต่ปี 1979 จนบัดนี้เกือบ 4 ทศวรรษแล้ว คว่ำบาตรด้วยหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นคือหวังว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ในสมัยของรัฐบาลอาห์มาดิเนจาดได้พิสูจน์แล้วว่าหากนานาชาติพร้อมใจคว่ำบาตรจะกระทบอิหร่านรุนแรง
นักวิชาการบางคนเห็นว่าแม้ฝ่ายศาสนามีอำนาจ ในขณะเดียวกันมีแรงต่อต้านด้วย และแรงขึ้นในสมัยประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาด ด้วยเหตุผลหลายข้อ ทั้งความไม่พอใจต่อระบอบ ต้องการเสรีภาพมากขึ้น เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง การคอร์รัปชันดาษดื่น อาห์มาดิเนจาดไม่ใช่ตัวเลือกที่ประชาชนบางคนเห็นชอบ ชาวอิหร่านรู้ดีว่าทุกสิ่งมาจากการตัดสินใจของผู้นำจิตวิญญาณ
            สำหรับชีอะห์อิหร่าน พวกเขายังศรัทธาในชีอะห์ แต่ต้องการเห็นการปรับปรุงระบอบ ประสิทธิภาพของรัฐบาลมีผลต่อความศรัทธาต่อระบอบ
            ประเด็นโต้แย้งคือ ณ ขณะนี้ กลุ่มอียู รัสเซีย จีน ฟื้นความสัมพันธ์กับอิหร่าน ขยายการค้าการลงทุน การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวจากสหรัฐจะได้ผลเพียงใด จะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือไม่ จนบัดนี้ฝ่ายสนับสนุนคว่ำบาตรยังมีอิทธิพลสูง รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างคงการคว่ำบาตร ต่างกันเพียงมากหรือน้อยเท่านั้น

            ประการที่ 3 ความกังวลของอิสราเอลและพวกซาอุฯ
            จากข้อมูลทั้งหมด ค่อนข้างน่าเชื่อว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แลกกับการที่นานาชาติเข้ามาติดต่อค้าขายด้วย (ยกเว้นบางประเทศ) ความมั่นคงที่ผูกกับรัสเซียทำให้อิหร่านพลอยมั่นคง หากสามารถใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูพัฒนาประเทศ อิหร่านที่มีโอกาสและศักยภาพจะสามารถยกระดับตัวเองเป็นประเทศที่เจริญและมั่งคั่ง
            ความวิตกกังวลแท้ของอิสราเอลกับพวกซาอุฯ ไม่อยู่ที่นิวเคลียร์อิหร่าน แต่เป็นอิหร่านที่รุ่งเรืองและมั่งคั่ง เวลาที่ทอดยาวออกไปเป็นประโยชน์ต่ออิหร่าน
            ส่วนภัยคุกคามต่างๆ ที่อ้างถึงนั้น (นิวเคลียร์ ขีปนาวุธ ก่อการร้าย ฯลฯ) เป็นเพียงข้ออ้างมากกว่า
            แน่นอนว่าปรปักษ์อิหร่านจะไม่ปล่อยไว้ ต้องสร้างสถานการณ์ใหม่ ตัวละครใหม่ เพื่อเล่นงานอิหร่าน
23 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7653 วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2560)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
“หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) คือการยึดถือผลประโยชน์ของชาติกับอธิปไตยเป็นที่ตั้ง แม้ขัดแย้งประเทศอื่นหรือศีลธรรมคุณธรรม ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) 
นโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่านอาจจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มีกระแสข่าวว่าทรัมป์จะยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งหมายความว่าจะ “หาเรื่อง” อิหร่านต่อไป สัปดาห์หน้าคงจะมีคำตอบชัดขึ้น ควรติดตามใกล้ชิด

บรรณานุกรม:
1. Iran is biggest state sponsor of terrorism – Pentagon chief Mattis. (2017, February 4). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/376288-iran-sponsor-terrorism-mattis/#.WJXbNOOsa6o.facebook
2. Roshandel, Jalil., Lean, Nathan Chapman. (2011). Iran, Israel, and the United States: Regime Security vs. Political Legitimacy. Califronia: ABC-CLIO, LLC.
3. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Axis of Evil. In Encyclopedia Of United States National Security. (p.57). California: Sage Publications.
4. The White House. (2017, October 13). President Donald J. Trump's New Strategy on Iran. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/10/13/president-donald-j-trumps-new-strategy-iran
5. U.S. says Iran complying with nuclear deal, yet vows inter-agency review. (2017, April 19). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/412746/U-S-says-Iran-complying-with-nuclear-deal-yet-vows-inter-agency
6. U.S. State Department. (2017, July 19). State Department Releases Country Reports on Terrorism 2016. Retrieved from https://www.state.gov/j/ct/rls/crt/2016/272235.htm
7. US imposes sanctions on Iranian entities, individuals after missile test. (2017, February 4). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1031346.shtml
8. Zarif says Russia can use Iran’s bases ‘on case by case basis’. (2017, March 28). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/412202/Zarif-says-Russia-can-use-Iran-s-bases-on-case-by-case-basis
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

            เหตุโรฮีนจาขณะนี้ ประชาคมอาเซียนและสมาชิกหลายประเทศวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเมียนมาอย่างเปิดเผย แทรกแซงกิจการภายในเมียนมา ละเมิดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในที่ยึดถือมาตลอด ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย บทความนี้นำเสนอว่าแท้จริงแล้ว ถ้ายึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non-interference) อาเซียนแทรกแซงเพราะเมียนมาเป็นฝ่ายแทรกแซงก่อน

ความสำคัญของหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน :
อาเซียนก่อตั้งด้วยเหตุผลต้านภัยสมัยสงครามเย็น ในขณะนั้นสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์) เจอทั้งศึกในศึกนอก คอมมิวนิสต์ยังคงเติบใหญ่ เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง มาเลเซียมีปัญหากับอินโดนีเซีย ชาติสมาชิกหวาดระแวงต่อกัน ทั้ง 5 ประเทศจึงตกลงที่จะระงับความขัดแย้งระหว่างกันก่อน ร่วมกันต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่เห็นพ้องว่าเป็นภัยร้ายแรงที่สุด
เป็นที่มาของสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) ทั้ง 5 ประเทศจะอยู่ร่วมกันโดยสันติ แก่นสารของ TAC จึงพูดถึงการเคารพความเป็นอิสระ อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดน อัตลักษณ์ของทุกชาติ สิทธิที่จะปลอดจากการแทรกแซงจากภายนอก การบ่อนทำลาย ไม่แทรกแซงกิจการของกันและกัน
            เป็นอีกครั้งที่ย้ำหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน และปฏิบัติเรื่อยมา ชาติสมาชิกจะนำประเด็นขัดแย้งหารือในการประชุมลับ แก้ไขโดยสันติวิธี นับเป็นความสำเร็จของอาเซียนที่ตลอด 50 ปีไม่มีเหตุขัดแย้งรุนแรงจนถึงทำสงคราม ส่งเสริมบรรยากาศการค้าการลงทุน มุ่งพัฒนาชาติให้ทันสมัยดังที่เป็นอยู่

            ตลอด 50 ปีมีหลายเหตุรุนแรงแต่อาเซียนยึดหลักไม่แทรกแซง เช่น การบริหารรัฐบาลของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos) อาเซียนแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลมาร์กอส แม้ถูกวิพากษ์ว่าเป็นเผด็จการ ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน อาเซียนเริ่มขยับท่าทีถอยห่างเมื่อรัฐบาลมาร์กอสใกล้ถึงอวสาน ทำนองเดียวกับกรณีพฤษภาทมิฬของไทยเมื่อปี 1992
            เหตุการณ์เหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง แต่อาเซียนเลือกที่จะไม่แสดงท่าทีใดๆ หรือไม่ต่อต้านรุนแรง

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา :
            ปี 2014 คุณ Ko Kyaw ตัวแทนรัฐบาลเมียนมายืนยันว่าประเด็นโรฮีนจาเป็นเรื่องภายในประเทศ “หลายปีที่ผ่านมา เมียนมามีประเด็นเรื่องประชาชนนับถือศาสนาแตกต่างกัน รัฐบาลกับประชาชนเมียนมาได้แก้ปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากเป็นประเด็นภายในประเทศเมียนมา”
            ก่อนหน้านั้นเมื่อตุลาคม 2012 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน (ในขณะนั้น) กล่าวว่าอยากจะจัดให้มีการพูดคุยระหว่างอาเซียน สหประชาชาติและรัฐบาลเมียนมาเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจกระทบภูมิภาค แต่ทางการเมียนมาปฏิเสธ ดร.สุรินทร์กล่าวว่า “เมียนมาเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นกิจการภายในประเทศ แต่เรื่องภายในประเทศของคุณอาจกลายเป็นเรื่องของเราในวันข้างหน้าถ้าคุณไม่ระวัง”

            ทุกวันนี้เห็นชัดแล้วว่าประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษ ทั้งประชาคมอาเซียนกับชาติสมาชิกไม่ยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ต่างแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเมียนมา
ยกตัวอย่าง ธันวาคม 2016 นาจิบ ราซัค (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประณามเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ต่อโรฮีนจาในเมียนมาอีกครั้ง ทั้งยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ร่วมประณามและกดดัน
Retno Marsudi รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียกล่าวต่อ พลเอก U Min Aung Hlaing ผู้บัญชาการทหารบกเมียนมา ขอให้ทางการเมียนมาเร่งคลายความตึงเครียดในยะไข่ “หยุดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐยะไข่ ปกป้องประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งพวกมุสลิม”

เรื่องที่ควรเข้าใจคือ การไม่แทรกแซงที่อาเซียนใช้ไม่ได้ไม่ถึงไม่แทรกแซงทุกกรณี เป้าหมายของการไม่แทรกแซงคือเพื่อความมั่นคงของอีกฝ่าย ที่ต่างก็ยึดถือร่วมกัน
            หากการแทรกแซงได้รับการร้องขอจากอีกฝ่ายย่อมทำได้ เช่น การปราบปรามคอมมิวนิสต์ทางภาคใต้ของไทยในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลไทยยินยอมให้กองทัพมาเลเซียเข้าแทรกแซง ถึงกับยอมให้ทหารมาเลย์ข้ามมาในฝั่งไทยเป็นครั้งเป็นคราว
            จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าชาติสมาชิกจะแทรกแซงกิจการภายในของอีกประเทศ ทั้งนี้จะต้องอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ บางประเทศอาจบั่นทอนอีกประเทศ แต่ทั้งหมดอยู่ในกรอบ
            สิ่งที่อาเซียนระมัดระวังคือ การผลักให้สมาชิกอีกประเทศจนตรอก เพราะในที่สุดประเทศนั้นอาจต้องอิงมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งเพื่อความอยู่รอด ทำให้อาเซียนแตกแยก กระทบความมั่นคงทั้งภูมิภาค การจะแทรกแซงมากน้อยอย่างไร จึงอยู่ภายใต้กระบวนคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
            ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ ความมั่นคงภายในของแต่ละประเทศคือความมั่นคงของอาเซียน จึงสนับสนุนความมั่นคงของอีกฝ่าย ให้เศรษฐกิจแต่ละประเทศเติบโต ประชาชนอยู่ดีกินดี (ตามอัตภาพ) เป็นเครื่องประกันการอยู่รอดของระบอบ และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย การค้าเสรี โลกาภิวัตน์

เมียนมากำลัง “แทรกแซง” ชาติสมาชิกเพื่อนบ้าน :
การแก้ปัญหาของรัฐบาลเมียนมาทำให้โรฮีนจาหลายแสนคนอพยพลี้ภัยออกจากประเทศ ไม่นับพวกที่เสียชีวิต ส่วนหนึ่งเดินทางสู่ตะวันตกกับทางใต้ เข้าประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย การปฏิบัติต่อผู้อพยพลี้ภัยเหล่านี้เป็นที่จับตาขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ หลายต่อหลายครั้งที่องค์กรเหล่านี้โจมตีเพื่อนบ้านเมียนมาว่าไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อพยพโรฮีนจาอย่างเหมาะสม กลายเป็นว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเมียนมาเป็นเหตุให้เพื่อนบ้านอาเซียนถูกกล่าวโทษด้วย
และหากอนาคตโรฮีนจากลายเป็นแหล่งซ่องสุมผู้ก่อการร้าย แหล่งปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์ IS/ISIL/ISIS หรือเป็นศูนย์รวมของกองกำลังมุสลิมต่างชาติกว่าร้อยประเทศดังที่เกิดกับซีเรีย จะกลายเรื่องใหญ่ กระทบต่อภูมิภาคอย่างรุนแรง

ดูเผินๆ อาจเห็นว่าโรฮีนจาเป็นเรื่องภายในของเมียนมา แต่ผลจากนโยบายของรัฐบาลเมียนมากระทบเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างชัดเจน เป็นข้อสรุปว่าเมียนมาแทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน
ดังนั้น ภายใต้หลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน พฤติกรรมหรือแนวทางของรัฐบาลเมียนมาสร้างปัญหาต่ออาเซียนเรื่องสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงของรัฐ ถือได้ว่าเมียนมากำลัง “แทรกแซงกิจการภายใน” ของชาติสมาชิกเพื่อนบ้าน

การออกมาประณามของชาติสมาชิกหลายประเทศ การนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ แม้เป็นการแทรกแซงเมียนมา แต่เพราะเมียนมาเป็นต้นเหตุ ชาติสมาชิกอาเซียนไม่ต้องการแทรกแซงเมียนมา เพียงเพื่อต้องการให้ประเด็นโรฮีนจาไม่เป็นเหตุกระทบชาติสมาชิกอื่นๆ

ความมั่นคงของสมาชิกคือความมั่นคงของอาเซียน :
            ความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นประเด็นที่รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคงให้ความสำคัญมากที่สุด ในกรอบอาเซียนความมั่นคงของชาติสมาชิกคือความมั่นคงของอาเซียน
            หากรัฐสมาชิกมีปัญหาภายใน การเมืองไร้เสถียรภาพ อำนาจหลักไม่สามารถกำราบอำนาจอื่น ชนกลุ่มน้อยที่สร้างปัญหา ภัยก่อการร้าย สภาวะเช่นนี้อาเซียนพลอยไม่มั่นคงด้วย
            ด้วยเหตุนี้ เพื่อความมั่นคงของตัวเอง สมาชิกอื่นๆ จึงดำเนินนโยบายส่งเสริมให้ชาติสมาชิกอื่นๆ มีความมั่นคง (อย่างน้อยในระดับที่ไม่เป็นอันตราย)ฃ

ในกรณีเมียนมา โรฮีนจาส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลกลาง (บางคนอาจพูดถึงเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนารัฐยะไข่ในอนาคต) ดังนั้น ชาติสมาชิกอื่นๆ จึงหวังไม่ให้โรฮีนจาเป็นเหตุทำลายรัฐบาลเมียนมา และไม่เป็นเหตุบั่นทอนเพื่อนบ้านอาเซียนด้วย
ในสายตาของอาเซียนความมั่นคงของรัฐบาลเมียนมาสำคัญที่สุด และเป็นการปฏิบัติตามกฎบัตรอาเซียน หลักการอาเซียนทั้งปวง

ในอีกด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรฮีนจาไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เกี่ยวพันกับชีวิตกว่าล้านคน มีแรงดึงดูดให้องค์กรสิทธิมนุษยชนสำคัญๆ ให้ความสนใจและแสดงบทบาท เช่นเดียวกับรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกออกโรงประณามรัฐบาลเมียนมาดังที่เห็นอยู่
อาเซียนหรือประชาคมอาเซียนมีจุดยืนเรื่องสิทธิมนุษยชนและพัฒนาก้าวหน้าใกล้เคียงระดับสากลมากขึ้น ประเด็นโรฮีนจาจึงท้าทายการยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนของอาเซียนในขณะนี้
สิ่งที่อาเซียนจะทำคือต้องระวังไม่เป็นเหตุให้ถูกนานาชาติประณาม ไม่ปล่อยให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนของเมียนมากลายเป็นการละเมิดโดยประชาคมอาเซียนทั้งมวล
จึงไม่แปลกใจหากสมาชิกกับประชาคมอาเซียนจะแสดงท่าทีสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อย่างน้อยก็ต้องประณามรัฐบาลเมียนมา แสดงท่าทีแตกต่างจากเมียนมา

หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของการอยู่ร่วมกันเป็นอาเซียน เพื่อความมั่นคงของสมาชิกแต่ละประเทศ หลักการนี้ถูกนำมาใช้อยู่เสมอและใช้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ความเป็นไปของโรฮีนจาในเมียนมาเป็นอีกหลักฐานหนึ่งของยึดถือหลักการดังกล่าว
ไม่ว่าอาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน ก็เพื่อความมั่นคงของสมาชิกทุกประเทศ ไม่มากหรือน้อยไปกว่านี้ บรรลุเป้าหมายของหลักการไม่แทรกแซงอีกครั้ง
15 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
เนื่องจากไม่อาจมองว่าผู้อพยพโรฮีนจาเป็นปัญหาของเมียนมาเท่านั้น ถ้าพูดให้ครอบคลุมกว่านี้ ในโลกนี้มีอีกนับร้อยล้านคนที่รอความช่วยเหลือ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตอบว่าเป็นปัญหาของใคร
ชาติสมาชิกอาเซียนออกประณามรัฐบาลเมียนมาต่อกรณีโรฮีนจาอย่างเปิดเผย เหตุผลลึกที่สุดคือ ความมั่นคงของเมียนมาคือความมั่นคงของอาเซียน ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเหตุผลรอง... 

บรรณานุกรม:
1. Acharya, Amitav. (2009). Constructing a Security Community in Southeast Asia: ASEAN and the Problem of Regional Order (2nd Ed.). Oxon: Routledge.
2. Deputy Foreign Minister Dismayed Over Malaysian PM’s Remarks. (2016, December 7). The Irrawaddy. Retrieved from http://www.irrawaddy.com/news/deputy-foreign-minister-dismayed-over-malaysian-pms-remarks.html
3. Key ASEAN strategy announcement expected in Nay Pyi Taw. (2014, May 9). The Myanmar Times. Retrieved from http://www.mmtimes.com/index.php/national-news/10279-key-asean-strategy-announcement-expected-in-nay-pyi-taw.html
4. Myanmar Expresses Commitment to Address Worsening Humanitarian Crisis in Rakhine State: FM Retno. (2017, September  6). The Jakarta Globe. Retrieved from http://jakartaglobe.id/news/myanmar-expresses-commitment-address-worsening-humanitarian-crisis-rakhine-state-fm-retno/
5. Myanmar 'rejects talks' on ethnic violence. (2012, October 31). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2012/10/2012103161130375846.html
6. Ritzer, George. (2010). Globalization: A Basic. UK: John Wiley & Sons Ltd.
-----------------------------

โรฮีนจา ปัญหาของใคร

ทุกครั้งเมื่อเหลือบไปมองโรฮีนจาจะพบแต่ความทุกข์ยาก ความขาดแคลน อยู่ในยะไข่ก็ขาดแคลน นักเรียนขาดโรงเรียน ขาดโรงพยาบาล ขาดยา ไม่มีงานทำ หลายคนถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตไปหางานต่างแดนแม้ผิดกฎหมาย เป็นแรงงานราคาถูก ทำงานประเภทที่คนอื่นไม่อยากทำ โดนกดขี่ข่มเหงสารพัด ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนมีสิทธิตามกฎหมาย
            ช่วงนี้มีข่าวถูกไล่ที่ พากันอพยพหนีตายอลหม่าน ระหว่างเดินทางก็ถูกทำร้าย บางคนเหยียบกับระเบิดที่ฝังไว้อีก กว่าจะไปถึงบังคลาเทศก็ทุลักทุเล
            กว่า 500,000 คนที่หนีตายมาอยู่ชายแดนบังคลาเทศต้องมาอยู่ในพื้นที่แออัดกว่าเดิม ขอเพียงมีพื้นที่สักช่องให้เอนกายก็นับว่าดีมากแล้ว ขาดแคลนทุกอย่าง แม้หลายประเทศ องค์กรช่วยเหลือหลายหน่วยยื่นมือเข้าช่วยแล้วก็ตาม
Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทางการเมียนมาระงับปฏิบัติการทางทหาร ยุติความรุนแรง ปฏิบัติตามหลักกฎหมาย เคารพสิทธิที่ทุกคนจะกลับสู่บ้านเกิดตัวเอง ขอให้โรฮีนจาได้ฐานะความเป็นพลเมืองหรือไม่ก็ได้รับฐานะทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้พวกเขาอยู่ในเมียนมาต่อไป
ดูเหมือนว่าคำขอแต่ละข้อยากจะสมหวัง โรฮีนจายังคงออกจากเมียนมา คนที่มีสิทธิ์กลับมีไม่กี่คน โลกอาจมีผู้อพยพถาวรเพิ่มอีกครึ่งล้าน

การกล่าวโทษบางประเทศ :
            ทุกครั้งเมื่อโรฮีนจากลายเป็นประเด็น ไม่ว่าจะถูกไล่ที่ อพยพย้ายถิ่น เรือมนุษย์ จะมีเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเทศหรือใครก็ตามที่ละเมิดจะถูกกล่าวโทษ ยกตัวอย่างเมื่อเรือผู้อพยพโรฮีนจาแล่นเข้าฝั่ง รัฐบาลหลายประเทศใช้วิธีให้อาหารกับน้ำจำนวนหนึ่ง แล้วผลักดันกลับไป กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มกล่าวหาประเทศเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ควรที่จะรับโรฮีนจาเป็นผู้อพยพลี้ภัย
การรับผู้อพยพลี้ภัยสัก 1,000-2,000 คน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่หลายฝ่ายคิดตรงกันคือ หากรับ 2,000 คนแล้ว อีกไม่นานจะมา 20,000 คน และกลายเป็น 200,000 คน ในที่สุดอาจเป็นโรฮีนจาทั้งหมดกว่าล้านคน และจะมีผู้อพยพประเทศอื่นๆ นอกเหนือโรฮีนจา
เรื่องไม่จบเท่านี้ เมื่อรับมาแล้วจะมีคนพูดต่อว่าดูแลพวกเขาดีหรือไม่ อาหารถูกปากหรือเปล่า แพทย์ไม่เก่ง ยาไม่ดี ครูไม่มีคุณภาพ กีดกั้นสิทธิเสรีภาพ อยู่อย่างไร้อนาคต
ประเทศที่รับผู้อพยพลี้ภัยแต่ต้นต้องเผชิญเสียงตำหนิจากอย่างไม่สิ้นสุด

แทนที่ต่างชาติ กลุ่มองค์กรต่างๆ จะให้ความช่วยเหลือ กลับมุ่งตรวจสอบว่าประเทศที่รับผู้ลี้ภัยละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ลี้ภัยเหล่านี้หรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้หลายประเทศจึงเลือกที่จะไม่รับผู้อพยพลี้ภัยตั้งแต่ต้น หรือรับเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธ
มีคำกล่าวหามานานแล้วว่ารัฐบาลเมียนมากดขี่ข่มเหงโรฮีนจา เพื่อขับไล่คนเหล่านี้ออกนอกประเทศ แต่ทางการเมียนมาปฏิเสธมาโดยตลอด
            ในเหตุการณ์ล่าสุด ประเด็นน่าคิดคือ เมื่อเกิดวุ่นวายรัฐบาลเมียนมาเอาใจใส่โรฮีนจาน้อยมาก ทางการเมียนมาน่าจะให้ความช่วยเหลือมากกว่านี้ และน่าจะพยายามให้โรฮีนจากลับเข้าพื้นที่ แต่เหตุการณ์เป็นไปตามที่ทุกคนรับรู้ โรฮีนจากว่า 500,000 คนแล้วที่อพยพหนีเข้าบังคลาเทศ
            ในกรณีเมียนมา แม้รัฐบาลพยายามอ้างว่าดูแลคนทุกกลุ่ม แต่ในสายตานานาชาติกลับไม่เห็นด้วย การตัดสินกล่าวโทษแต่ละประเทศจึงไม่สมควรเหมารวม ต้องพิจารณาเป็นกรณี

การเข้าพัวพันของอาเซียน :
            กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียออกแถลงการณ์ “เรียกร้องให้ทุกประเทศ รวมทั้งชาติสมาชิก OIC เข้าพัวพันอย่างสร้างสรรค์ ... ช่วยเหลือพลเมืองทุกหมู่เหล่าในรัฐยะไข่” ชี้ต้นตอปัญหาโรฮีนจา การเข้าพัวพันอย่างสร้างสรรค์คือเรื่องสำคัญ
            แถลงการณ์อาเซียนเมื่อ 24 กันยายน มีใจความสำคัญว่า รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในระยะยาวต้องแก้ไขรากปัญหา
            ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์อาเซียนจึงใกล้เคียงกับแถลงการณ์อินโดนีเซีย ขอให้ทุกฝ่ายไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
            แถลงการณ์ไม่ได้เอ่ยชื่อ “โรฮีนจา” ทำให้มาเลเซียไม่พอใจ เห็นว่ารัฐบาลเมียนมารู้เห็นเป็นใจ การที่แถลงการณ์ไม่ระบุคำว่าโรฮีนจาก็เพราะแถลงการณ์ต้องผ่านฉันทามติ การแสดงออกของรัฐบาลมาเลเซีย ตอกย้ำจุดยืนของรัฐบาลนาจิบที่ชี้ว่ารัฐบาลเมียนมาต้องรับผิดชอบ และสามารถตีความว่าเป็น “เนื้อหาส่วนขยาย” ของแถลงการณ์อาเซียนด้วย อย่างน้อยที่สุดเป็นของมาเลเซีย
            รวมความแล้ว ประชาคมอาเซียนไม่ได้นิ่งนอนใจ อย่างน้อยมีคำประณาม ดำเนินตามแนวทางสิทธิมนุษยชนสากล

ต้องพิจารณาความมั่นคงแห่งชาติ :
            ไม่นานหลังรับตำแหน่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งห้ามคนต่างชาติ 6 ประเทศเข้าประเทศ แม้จะถูกวิพากษ์ว่าจงใจกีดกันมุสลิม หรือหวังเล่นงานบางประเทศ แต่รัฐบาลให้เหตุผลว่าจำต้องทำเพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติเข้าประเทศ
            ประเด็นกีดกันแรงงานเม็กซิโกเป็นอีกเรื่องที่พูดกันมาก ถ้ามองในภาพกว้าง แต่ไหนแต่ไรนโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อคนต่างด้าวย้ายถิ่นนั้นไม่เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อคนแต่ละประเทศ แต่ละเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติแตกต่างกัน และเป็นเช่นนี้ในปัจจุบัน
            ดังนั้น ไม่ใช่ประธานาธิบดีทรัมป์ที่ดำเนินนโยบายปฏิบัติต่อแต่ละประเทศไม่เท่าเทียม ที่รู้สึกต่างเพราะการนำเสนอต่าง ใครสามารถสร้างภาพให้ดูดีได้มากกว่า และขึ้นกับบริบทว่าเศรษฐกิจอเมริกาในขณะนั้นต้องการแรงงานต่างด้าวมากน้อยเพียงไร

ประเด็นผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกาหลั่งไหลเข้ายุโรปก็เช่นกัน     นายกรัฐมนตรีฮังการี Viktor Orban ถึงกับประกาศไม่รับชาวซีเรียเข้าประเทศ เห็นว่าเป็นอันตราย “ผมคิดว่าเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าเราไม่ต้องการมีคนมุสลิมมากในประเทศของเรา” ไม่อยากเป็นดังเช่นอาณาจักรออตโตมัน ขอให้ผู้ลี้ภัยซีเรียอย่าได้มาฮังการีอีก เพราะไม่อาจรับรองว่าพวกเขาจะเป็นที่ยอมรับ
ทุกเหตุผลที่ยกมา ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ทั้งรัฐบาลสหรัฐกับฮังการีเป็นกรณีตัวอย่างว่ารัฐมีสิทธิ์เลือกรับหรือไม่รับ จะรับเท่าไหร่ก็ได้ ควรที่จะต้องรับจนเป็นภัยต่อประเทศตัวเองหรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าคิด

ควรเป็นข้อตกลงร่วมของนานาชาติ :
            ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้คือ ต่างฝ่ายต่างพูดจากมุมของตัวเอง รัฐบาลต้องปกป้องอธิปไตย ดูแลความมั่นคง ต้องดูแลคนในประเทศก่อน ส่วนพวกสิทธิมนุษยชนก็จะมุ่งพูดแต่เรื่องที่ตนต้องการจะพูด ปัญหาจึงค้างคา และกลายเป็นความขัดแย้งเชิงความคิดอย่างไม่จบสิ้น
            ทางออกคือ ต้องมีการหารือร่วมกันว่าจะทำอะไรอย่างไร เช่น ถ้าจะให้เพื่อนบ้านเมียนมารับโรฮีนจาชั่วคราว ต้องมีสัญญาชัดเจนว่าคนเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปประเทศที่ 3 เมื่อไหร่ อย่างไร การดูแลผู้อพยพจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พยายามยัดเยียดให้รับก่อนโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา
ประเด็นหนึ่งที่ต้องตระหนักเสมอคือคนไร้รัฐมักพยายามออกนอกประเทศเพื่อเป็นแรงงานต่างด้าว ยิ่งถูกกดขี่ข่มเหงจากในประเทศมากเท่าใดก็ยิ่งคิดอพยพย้ายถิ่นไปแสวงหาที่อยู่ที่ดีกว่า อย่างน้อยไปตายดาบหน้า หลายคนยอมเสียสละตัวเองเพื่อเห็นแก่อนาคตของลูกหลาน แรงจูงใจที่จะออกนอกประเทศจึงสูงมาก ยอมเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ที่สำคัญกว่านั้น คนไร้รัฐมักคิดตั้งถิ่นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ประเทศนั้นถาวร ไม่ว่าจะโดยถูกหรือผิดกฎหมาย เกิดปัญหาซ้ำซ้อนในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านไม่รู้จบ
การแก้ปัญหาจึงต้องมองโจทย์ให้ทะลุ

ในด้านสถานการณ์เฉพาะหน้า โรฮีนจา 500,000 คนอดอยากขาดแคลน จะช่วยอย่างไร แต่ละประเทศจะออกเงินหรือให้ความช่วยเหลืออย่างไร เป็นข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม เมื่อเห็นร่วมแล้วจะไม่มีใครหรือหน่วยงานใดพูดกล่าวหาให้ร้ายอีก
            และต้องหาทางว่าในระยะยาวจะดูแลโรฮีนจาทั้ง 500,000 คนอย่างไร อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรถ้าพวกเขาไม่สามารถเป็นพลเมืองเมียนมา สามารถเช่าที่ดินบางประเทศเพื่อเป็นถิ่นอาศัยได้หรือไม่
            ส่วนการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ควรทำเป็นการรณรงค์ระดับโลก ให้ทุกคนมีส่วน ประหยัดคนละเล็กน้อยตามความสมัครใจ ให้เป็น “ปัญหาของทุกคน” ไม่เฉพาะรัฐหรือบางองค์กรเท่านั้น

            ความจริงอีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือ โรฮีนจาไม่ใช่พวกเดียวที่ประสบปัญหา ถ้าคิดช่วยโรฮีนจากว่าล้าน จะมีอีกหลายสิบล้านที่ควรช่วย Global Trends: Forced displacement in 2016 รายงานผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกประจำปีของ UNHCR จำนวนผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกปัจจุบันมีราว 65.6 ล้าน
ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐาน ประกอบด้วยหลายประเภท เช่น ผู้ลี้ภัย (refugee) คนพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People: IDPs) ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers)
ถ้าต้องการพูดเฉพาะคนไร้รัฐแบบโรฮีนจา ปี 2016 ประเมินว่าทั่วโลกมี 10 ล้านคนเป็นคนไร้รัฐ หรือเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้รัฐ (ข้อมูลที่เก็บได้จริงมีราว 3.2 ล้านคน ใน 75 ประเทศ) จึงเป็น 10 ล้านคนที่ต้องช่วยเหลือไม่เฉพาะพวกโรฮีนจาเท่านั้น

            และถ้าคิดว่าคือการช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัสก็ควรช่วยเหลือคนอื่นๆ อีกหลายร้อยล้าน ถ้าปฏิบัติต่อโรฮีนจาอย่างไรก็ควรปฏิบัติต่อคนยากจนแร้นแค้นอีกหลายร้อยล้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพวกไร้รัฐหรือมีรัฐ
            หากยังไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด ก็ขอให้มีความคิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน เพราะต้องเริ่มที่จุดนี้จะเกิดผลเป็นการลงมือปฏิบัติที่เหมาะสม
8 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7639 วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2560)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
อองซาน ซูจี ในวัย 72 ปี กำลังเผชิญการตัดสินใจครั้งใหญ่ นางจะเลือกพรรคหรือเลือกสิทธิมนุษยชน

บรรณานุกรม:
1. Cortes, Rachel Traut., & Poston, Dudley L. Jr. (2008). Immigration to North America. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 576-580). USA: The Gale Group.
2. Hungarian PM: We don't want more Muslims. (2015, September 4). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/09/refugees-hungary-train-station-150903064140564.html
3. Hunt, Luke. (2015, May 29). Crocodile Tears for the Rohingya. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2015/05/crocodile-tears-for-the-rohingya/
4. Indonesia Urges OIC, International Community, to Address Myanmar Conflict. (2017, September 13). Jakarta Globe. Retrieved from http://jakartaglobe.id/news/indonesia-urges-oic-international-community-address-myanmar-conflict/
5. Malaysia tells Myanmar to stop Rohingya atrocities, disagrees with Asean stand. (2017, September 25). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.todayonline.com/world/malaysia-tells-myanmar-stop-rohingya-atrocities-disagrees-asean-stand#cxrecs_s
6. Malaysia's dissent on Myanmar statement reveals cracks in ASEAN facade. (2017, September 25). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/malaysia-s-dissent-on-myanmar-statement-reveals-cracks-in-asean-facade-9248850
7. Myanmar faces mounting pressure over Rohingya refugee exodus. (2017, September 12). Al Arabiya/Reuters. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/world/2017/09/12/Myanmar-faces-mounting-pressure-over-Rohingya-refugee-exodus.html
8. Myanmar says persecution not the cause of migrant crisis. (2015, June 6). Daily Times. Retrieved from http://www.dailytimes.com.pk/region/06-Jun-2015/myanmar-says-persecution-not-the-cause-of-migrant-crisis
9. The White House. (2017, March 6). Executive Order Protecting The Nation From Foreign Terrorist Entry Into The United States. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/06/executive-order-protecting-nation-foreign-terrorist-entry-united-states
10. UN Security Council calls for 'immediate steps' to end Myanmar violence. (2017, September 14). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/un-security-council-calls-for-immediate-steps-to-end-myanmar-9214136
-----------------------------

โลกแห่งการแก่งแย่งและทางออก

สิ่งหนึ่งที่โลกไม่เปลี่ยนแปลงคือ โลกแก่งแย่งแข่งขันเรื่อยมา ทางออกสำหรับประเทศไทยคือ ต้องไม่ตกเป้าทำลายของมหาอำนาจ มีสัมพันธ์รอบทิศ สร้างมิตร และสร้างชาติเหมือนสร้างครอบครัว

การแก่งแย่งแข่งขันระดับโลก :
            ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มนุษย์อยู่ด้วยกันโดยไม่มีกฎ ใครจะทำอะไรอย่างไรก็ได้ ความไม่มีกฎนี้นักวิชาการเรียกว่าเป็น “กฎแห่งป่า” สัตว์ที่แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่าคือตัวที่อยู่รอด ส่วนที่อ่อนแอ ฉลาดน้อยกว่าจะกลายเป็นเหยื่อ
            มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อหวังช่วยเหลือกันและป้องกันภัยจากภายนอก กลายเป็นชนเผ่า เมือง อาณาจักร การต่อสู้การแย่งชิงดำเนินต่อไป เป็นสงครามระหว่างเมือง ระหว่างอาณาจักร คนจีนฮั่นโจมตีมองโกล คนมองโกลรุกรานฮั่น ไทยรบกับพม่า พม่าตีไทย ไทยตีพม่า ไม่มีกติกาว่าห้ามฆ่าคนอีกฝ่าย ห้ามยึดทอง จับเชลยไปเป็นทาส
            ในสมัยล่าอาณานิคม พวกยุโรปล่าคนแอฟริกานับล้านคนเพื่อเป็นทาส นำทาสกลับประเทศไปใช้ประโยชน์
            ตลอดประวัติศาสตร์โลกเต็มด้วยต่อสู้แย่งชิง จนถึงทุกวันนี้ อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นกรณีตัวอย่างในปัจจุบัน

กรณีอิหร่าน :
            ก่อน 1979 รัฐบาลของกษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่านเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัฐบาลสหรัฐ การที่สหรัฐเป็นมิตรเพราะมั่นใจว่าสามารถควบคุมรัฐบาลกษัตริย์ชาห์ (มูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี - Shah Mohammad Reza Pahlavi)
            ภายใต้รัฐบาลชาห์ บรรษัทน้ำมันตะวันตกสามารถตักตวงผลประโยชน์ ทรัพยากรน้ำมันจากประเทศนี้อย่างเต็มที่ ถึงขนาดบริษัทน้ำมันเป็นผู้กำหนดราคาและกำหนดว่าจะผลิตมากน้อยเพียงไร
แม้ประเทศส่งออกน้ำจำนวนมาก แต่รายได้จากน้ำมันกระจุกตัวในชนชั้นปกครอง พลเมืองส่วนใหญ่อยู่อย่างยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง อัตราว่างงานสูง รัฐควบคุมสถาบันศาสนา ด้านผู้นำศาสนาเห็นว่าสังคมเต็มด้วยความโลภ ประพฤติผิดทางเพศ มุ่งแสวงหาแต่วัตถุ เจ้าหน้าที่รัฐคอร์รัปชัน
            หลังทนอยู่นานเป็นสิบปี ในที่สุดชาวอิหร่านลุกฮือล้มรัฐบาลชาห์ ปี 1979 อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี (Ayatollah Khomeini) ขึ้นครองอำนาจ ด้วยการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น
            โคมัยนีปฏิวัติประเทศ บริหารประเทศโดยยึดหลักศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ กระจายความมั่งคั่งจากสู่ประชาชนทุกคน ชีวิตความเป็นอยู่จึงดีขึ้นมาก
            นับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐทุกชุด ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างมองว่าอิหร่านคือศัตรู พยายามหาเรื่องด้วยวิธีต่างๆ นานา เป้าหมายคือล้มระบอบอิหร่าน
            ล่าสุดคือ โจมตีว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นภัยต่อสหรัฐกับโลก ทั้งๆ ที่โครงการนิวเคลียร์อิหร่านในขณะนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมของหน่วยงานสหประชาชาติ (ที่เรียกว่า IAEA) หน่วยงานดังกล่าวกับประเทศสำคัญๆ (เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียและจีน) ยอมรับว่าโครงการโปร่งใส อิหร่านใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติเท่านั้น เหมือนหลายสิบประเทศทั่วโลกที่ใช้นิวเคลียร์ในทางสันติ
            แต่รัฐบาลสหรัฐยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าอิหร่านต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์

กรณีเกาหลีเหนือ :
            แต่เดิมเกาหลีเหนือเป็นประเทศ 1 เดียว แต่ด้วยความขัดแย้งระหว่างลัทธิสังคมนิยมกับประชาธิปไตยในสมัยสงครามเย็น มหาอำนาจจึงแบ่งเกาหลีเป็น 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างมีลูกพี่ใหญ่คอยสนับสนุน สหภาพโซเวียตสนับสนุนเกาหลีเหนือ สหรัฐสนับสนุนเกาหลีใต้ เกิดสงครามเกาหลี ลงเอยด้วยไม่มีฝ่ายใดชนะ ทิ้งไว้คือศพผู้เสียชีวิต 3 ล้านคน
            แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุด 24 ปีแล้ว สหรัฐยังถือเกาหลีเหนือเป็นศัตรู ด้วยเหตุผลที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย เหตุผลปัจจุบันคือ ต้องการปิดล้อมจีน มีอิทธิพลในภูมิภาค คงฐานทัพขนาดใหญ่ของตนในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น จึงต้องสร้างเกาหลีเหนือให้เป็นศัตรู

            ในขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลเกาหลีเหนือแสดงท่าทีแข็งกร้าว พยายามพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ระเบิดนิวเคลียร์ เป็นอีกเหตุผลให้รัฐบาลสหรัฐมีข้ออ้างเล่นงานเกาหลีเหนือ
            เหตุผลอีกข้อมาจากสถานการณ์การเมืองภายใน ชนชั้นปกครองหวังอาศัยความขัดแย้งกับสหรัฐเป็นเครื่องมือปกครองประเทศอย่างเข้มงวด
            แม้ระบอบเกาหลีเหนือยังคงอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ แต่ถูกคว่ำบาตร กดดันสารพัด ผนวกกับนโยบายควบคุมภายใน ส่งผลให้ประเทศขาดการพัฒนา พลเมืองนับล้านอดอยาก ตรงข้ามกับเกาหลีใต้ที่รัฐบาลเป็นมิตรกับนานาชาติ ติดต่อค้าขาย ประเทศเจริญก้าวหน้าอย่างที่เห็น

แนวทางที่เหมาะสม :
            ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีขนาดปานกลางทั้งพื้นที่กับประชากร การกำหนดหลักนโยบายตั้งอยู่บนบริบททั้งหมด แนวทางที่เหมาะสม ดังนี้
          ประการแรก ไม่ตกเป็นเป้าของมหาอำนาจ
อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นกรณีตัวอย่างชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐหาเรื่องเรื่อยมา ตามยุทธศาสตร์แม่บทที่ผ่านการวางแผนและดำเนินการต่อเนื่องหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะได้ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท สิ่งที่เกิดขึ้นต่ออิหร่านกับเกาหลีเหนือไม่ต่างจากบางประเทศ เช่น อิรักในสมัยซัดดัม ที่ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรู
            ซัดดัม ฮุสเซน เลือกที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลสหรัฐ จึงถูกหาเรื่องจนในที่สุดถูกโค่นล้ม โดยข้อกล่าวหาเท็จ ปัจจุบันกลายเป็นรัฐล้มเหลว ประเทศถูกแยกออกเป็นหลายส่วน ต่างชาติเข้าแทรกแซง เกิดความขัดแย้งภายในไม่จบสิ้นดังที่เป็นข่าวทุกวันนี้
            ดังนั้น วิธีที่ประเทศเล็กกว่าจะอยู่รอดปลอดภัย ข้อแรกคือ ต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเป้าที่ถูกจ้องจะทำลาย
อิหร่านตกเป็นเป้ามาแล้ว 37 ปี เกาหลีเหนือตกเป็นเป้ามาแล้วเกือบ 7 ทศวรรษ ทุกวันนี้รัฐบาลสหรัฐยังจ้องเล่นงานไม่เลิก หวังโค่นล้มระบอบการปกครอง
            ความรักชาติเป็นเรื่องดี จำต้องมีให้มาก แต่ไม่เป็นเหตุเสมอไปว่าประเทศเล็กกว่าจะไม่สิ้นชาติแม้พลเมืองรักชาติ

          ประการที่ 2 สัมพันธ์รอบทิศ มิตรอาเซียน
            ประเทศไม่สามารถเจริญก้าวหน้า อยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย ถ้าอยู่ลำพังประเทศเดียว ไม่ยุ่งกับใคร
            ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดี มีสัมพันธ์รอบทิศกับมหาอำนาจทุกประเทศ ร่วมมือกับเพื่อนบ้านกลายเป็นประชาคมอาเซียน แม้เพื่อนบ้านแตกต่างแต่ไม่เป็นเหตุให้ร่วมมือกันไม่ได้ เป็นตัวอย่างเอกภาพในความหลากหลาย
ชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ แตกต่างทั้งด้านการเมืองการปกครอง ความเติบโตทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมที่หลากหลาย บางประเทศมีความพร้อมมาก (ASEAN-6) บางประเทศมีความพร้อมน้อยกว่า (CLMV) 6 ประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าจึงต้องช่วยเหลือ 4 ประเทศที่มีความพร้อมน้อยกว่า มีแผนความช่วยเหลือที่ชัดเจน
ผลการรวมตัวเป็นอาเซียน เป็นประชาคมอาเซียนในปัจจุบัน ทำให้เกิดความร่วมมือในทุกมิติ ต่างได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย ประเทศไทยในนามอาเซียนมีพลังต่อรองมากกว่าเดิม เช่น ไทยมีประชากร 65 ล้านคน แต่ในนามอาเซียนจะกลายเป็น 628 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 8.7 ของประชากรโลก (ข้อมูล 2015) อาเซียนมีพื้นที่ 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร จีดีพีคิดตามมูลค่าตลาดเท่ากับ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับร้อยละ 3.3 ของจีดีพีโลก
นโยบายสัมพันธ์รอบทิศ ความร่วมมือของประชาคมอาเซียน เป็นเสาหลักนโยบายต่างประเทศไทย

          ประการที่ 3 ให้การสร้างชาติเหมือนสร้างครอบครัว
ไม่ว่าระบอบประชาธิปไตย สังคมนิยม กษัตริย์ ฯลฯ ถ้าผู้มีอำนาจคือผู้กอบโกยและเสวยสุข บนการกดขี่ขูดรีดประชาชน เช่นนี้ระบอบเหล่านั้นไม่แตกต่าง
การเลือกตั้งในหลายประเทศ ผู้สมัครทุกคนพูดว่าทำเพื่อประชาชน เสนอนโยบายเพื่อประชาชน จากนั้นพูดแต่นโยบาย ถกเถียงตอบโต้แต่เรื่องนโยบาย คำว่า “เพื่อประชาชน” เริ่มถูกบดบังและหายไป ท้ายที่สุดได้นโยบายที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริง
บางประเทศเป็นแข่งระหว่าง 2 พรรคหรือมากกว่า ต่างฝ่ายต่างโจมตีให้ร้ายอีกพรรคหนึ่ง สุดท้ายไม่ว่าพรรคใดชนะเลือกตั้ง ผู้เข้าถึงอำนาจกอบโกยและเสวยสุข ประชาชนทุกข์ยากต่อไป
หากเป็นเช่นนี้ จะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็เหมือนเดิม จะมีผู้ปกครองหน้าใหม่หรือเก่าก็ไม่แตกต่าง

และหากชาติใดแตกแยกกันเอง กดขี่ข่มเหงกันเอง ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็ง ย่อมเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาฉกฉวยประโยชน์ ลองทบทวนว่ากี่อาณาจักร กี่ประเทศที่สิ้นชาติไปแล้ว หรือกลายเป็นรัฐล้มเหลว ฯลฯ นี่คือบทเรียนเก่าๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดประวัติศาสตร์โลก

            เกิดคำถามตามมาว่าควรจะยอมให้คนในประเทศกดขี่หรือให้ต่างชาติข่มเหง คำตอบคือไม่ใช่ทั้งคู่ ต้องปลดแอกตนเองจากอำนาจอิทธิพลมิชอบ ใช้อำนาจในทางที่ผิด

การสร้างชาติให้เข้มแข็งต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน ครอบคลุมทุกด้านทุกมิติ ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของพลเมืองทุกคน ทุกคนในชาติต้องมีบทบาทหน้าที่ของตนเอง
“ให้การสร้างชาติเหมือนสร้างครอบครัว ประเทศเปรียบเหมือนครอบครัว หากคนหนึ่งตกงาน เศรษฐกิจครอบครัว การอยู่ดีกินดีย่อมเสียหาย หากคนหนึ่งเจ็บป่วย ย่อมกระทบต่อสมาชิกทุกคน”
            ผู้นำต้องเป็นผู้เสียสละ ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งต้องเสียสละมาก มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างทุกด้าน เหมือนพ่อแม่ที่เสียสละ ปรารถนาดีต่อลูก ทำเพื่อประโยชน์ยั่งยืนของลูกหลาน
(หมายเหตุ : เนื้อหาบทความนี้นำเสนอครั้งแรกในงานครบรอบ 42 ปี สภากรรมกรแห่งชาติ 26 กันยายน 2560)

1 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7632 วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2560)
                                                    ----------------------------
บรรณานุกรม:
1. ASEAN. (2016). ASEAN Statistics Leaflet – Selected Key Indicators 2016. Retrieved from http://www.aseanstats.org/wp-content/uploads/2016/10/ASEAN_Stats_Leaflet2016_web.pdf
2. Chairman's Statement of the 24th ASEAN Summit: "Moving forward in Unity to a Peaceful and Prosperous Community". (2014, May 11). Association of Southeast Asian Nations. Retrieved from http://www.asean.org/images/documents/24thASEANSummit/24th%20ASEAN%20Summit%20Chairman's%20Statement.pdf
3. Cooper, Andrew Scott. (2011). The Oil Kings: How the U.S., Iran, and Saudi Arabia Changed the Balance of Power in the Middle East. New York: Simon & Schuster.
4. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
5. Glaser, Bonnie., Snyder, Scott., & Park, John S. (2008, January 3). Keeping an Eye on an Unruly Neighbor: Chinese Views of Economic Reform and Stability in North Korea. United States Institute of Peace. Retrieved from http://www.usip.org/files/resources/Jan2008.pdf
6. Lankov, Andrei. (2012. May). THE KEYS TO NORTH KOREAN SURVIVAL. DEFENSE DOSSIER. Retrieved from http://www.afpc.org/files/may2012.pdf
7. Michishita, Narushige. (2010). North Korea's Military-Diplomatic Campaigns, 1966-2008. Oxon: Routledge.
-----------------------------