ยุทธศาสตร์ 2 นายอำเภอประจำตะวันออกกลาง

เป็นธรรมดาที่จะมีผู้แข็งแรงกับอ่อนแอกว่า รัฐบาลสหรัฐอาศัยอิสราเอลกับซาอุฯ ที่แข็งแรงและเป็นพันธมิตรของตนช่วยควบคุมกำกับภูมิภาคตะวันออกกลาง

          นับแต่โบราณกาลแต่ละอาณาจักรมีพลังอำนาจไม่เท่ากันกัน มีผู้เหนือกว่ากับด้อยกว่า บางประเทศมีอิทธิพลเหนือประเทศรอบข้าง ในยุคปัจจุบันบางประเทศเป็นอภิมหาอำนาจ มหาอำนาจระดับภูมิภาคลดหลั่นกันไป

        ยุทธศาสตร์สหรัฐมักเอ่ยถึงความร่วมมือจากพันธมิตรและหุ้นส่วนที่มีความคิดคล้ายกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ปิดล้อม การครองระบบการเงินโลก การกำกับกติกาต่างๆ จำต้องอาศัยพันธมิตรหุ้นส่วน สหรัฐไม่อาจกระทำได้โดยลำพัง

        ในภูมิภาคตะวันออกกลางรัฐบาลสหรัฐใช้วิธีสนับสนุนบางประเทศเพื่อช่วยกำกับดูแลภูมิภาค อิสราเอลกับซาอุดีอาระเบียคือ 2 ประเทศดังกล่าว เปรียบเสมือนนายอำเภอประจำภูมิภาค เกิดความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนโดยมีสหรัฐเป็นแกนกลาง

การปรับสัมพันธ์และการถ่วงดุล :

       ประการแรก ทั้งคู่ต่างเป็นพันธมิตรสหรัฐ

        ทั้งซาอุดีอาระเบียกับอิสราเอลต่างเป็นพันธมิตรสหรัฐเนิ่นนาน 8 ทศวรรษ นับจากจากค.ศ.1945 เป็นต้นมารัฐบาลสหรัฐยึดมั่นข้อตกลงปกป้องราชวงศ์ซาอุฯ ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแลกกับการที่สหรัฐจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์น้ำมันซาอุฯ

        ทุกวันนี้รัฐบาลซาอุมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อภูมิภาคและโลกมุสลิม เป็นแกนนำองค์กรระหว่างประเทศสำคัญๆ ของโลกอาหรับอย่างคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) สันนิบาตอาหรับ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC)

        ความสัมพันธ์กับอิสราเอลยิ่งล้ำลึก อาจกล่าวว่าเริ่มตั้งแต่สถาปนารัฐอิสราเอลสมัยใหม่เมื่อค.ศ.1948 การเผชิญสงครามกับรัฐอาหรับในภูมิภาคหลายครั้งล้วนมีรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ รัฐบาลสหรัฐมีส่วนสำคัญทำให้นานาชาติยอมรับอิสราเอล สามารถกินดินแดนของปาเลสไตน์ท่ามกลางเสียงประณาม เมื่อไม่นานนี้ยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงประเทศอิสราเอลซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญอีกครั้งของอิสราเอลๆ ที่คงอยู่และเติบใหญ่คือความขมขื่นของชาวอาหรับ

        สังเกตว่า ซาอุฯ กับอิสราเอลมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในอดีตถึงขั้นทำสงครามต่อกันหลายรอบ ปัจจุบันยังมีเรื่องที่เห็นต่างแต่ทั้งคู่เป็นพันธมิตรและอยู่ภายใต้การสนับสนุนดูแลของสหรัฐ

       ประการที่ 2 ต่างซื้อใช้อาวุธของสหรัฐเป็นหลัก

        การซื้อขายอาวุธเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง แสดงถึงการเป็นพันธมิตรเป็นหุ้นส่วนที่ดีต่อกัน ทั้งอิสราเอลกับซาอุฯ ต่างซื้อใช้อาวุธสหรัฐเป็นหลัก โดยรวมแล้วอาวุธของอิสราเอลมักเหนือกว่า 1 ขั้น เช่น มี F-35 เป็นประเทศแรกในภูมิภาค ส่วนซาอุฯ ยังไม่มี รัฐบาลอิสราเอลไม่เห็นด้วย

        หลายปีแล้วที่ GCC ต้องการสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธของตน (The GCC’s anti-missile shield) มีข้อมูลว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่ปี 1990 เมื่ออิรักรุกรานคูเวต

ปี 2012 แนวคิดนี้เป็นจริงเป็นจังอีกครั้งเมื่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านคืบหน้า กระแสหวาดกลัวนิวเคลียร์อิหร่านแผ่ขยาย แผนคือให้เชื่อมโยงกับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐ

        ล่าสุดการเยือนซาอุฯ ของประธานาธิบดีไบเดนเมื่อสัปดาห์ก่อนมีการเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกครั้ง

        ระบบป้องกันขีปนาวุธดังกล่าวมีข้อวิพากษ์วิจารณ์หลายแบบ บ้างว่าใช้ป้องกันขีปนาวุธอิหร่าน บ้างว่าเพื่อป้องกันอาหรับจากขีปนาวุธอิสราเอล บ้างว่าระบบดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพสหรัฐและจะทำหน้าที่ป้องกันอิสราเอลไปในตัว คงเป็นเรื่องที่วิพากษ์ได้อีกนาน

        ด้านอิสราเอลใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐมานานแล้ว ต่อมาทั้งคู่ร่วมกันพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอิสราเอลพัฒนาระบบของตนเองจนสำเร็จ มีประสิทธิภาพสูงเป็นที่ยอมรับ

        เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์มีประเด็นที่ควรตระหนักว่าอาวุธสมัยนี้เป็นเครื่องจักรไฮเทคขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเครื่องบินรบ F-35A มีความยาว 15.7 เมตร กว้าง 11 เมตร สูง 4.4 เมตร น้ำหนักสูงสุด 31 ตัน ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงมากมาย หลายส่วนเป็นความลับทางทหาร ไม่สามารถซื้อหาตามท้องตลาด หากซ่อมบำรุงไม่ได้เท่ากับเป็นแค่เศษเหล็ก

        ญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการเจรจาได้สิทธิสร้างทั้งลำหรือสร้างชิ้นส่วนอะไหล่บางส่วน ทั้งนี้ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม มีเทคโนโลยีชั้นสูงเป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้ญี่ปุ่นทำเช่นนั้นได้

        ดังนั้น การใช้อาวุธประเทศใดคือการที่ประเทศนั้นถูกควบคุมด้วยอาวุธจากประเทศเจ้าของผู้ผลิต ไม่แปลกใจที่ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายจะพยายามส่งออกอาวุธให้มากที่สุด ทั้งเพื่อผลกำไร การเมืองระหว่างประเทศและอื่นๆ

ยุทธศาสตร์ 2 นายอำเภอ :

        ยุทธศาสตร์สหรัฐต่อภูมิภาคตะวันออกกลางใช้ 2 ประเทศที่เป็นพันธมิตรของตนคอยกำกับดูแลภูมิภาค รวมถึงการที่อิสราเอลกับซาอุฯ ถ่วงดุลกันและกัน ปัจจุบันมีอิหร่านเป็นความท้าทายสำคัญ

        ย้อนหลังพิจารณาผลจากอาหรับสปริง (เริ่มเมื่อปี 2011) คือการจากไปของผู้นำหลายประเทศที่มีปากมีเสียง โดยเฉพาะฮอสนี่ มูบารัคแห่งอียิปต์ กัดดาฟีแห่งลิเบีย ซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก (อาจไม่เกี่ยวกับอาหรับสปริง) ตระกูลอัสซาดแห่งซีเรียยังต้องลุ้นต่อไป จะเห็นว่าผู้นำคนสำคัญเหล่านี้จากไปพร้อมกับที่ลิเบียกับอิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลวแตกแยกไม่สิ้นสุด ซีเรียยังไม่จบแต่กลายเป็นซากปรักหักพังผู้คนล้มตายกว่า 200,000 คน อียิปต์ในวันนี้อยู่ได้เพราะพึ่งเงินช่วยเหลือจาก GCC กับองค์กรระหว่างประเทศ

        รวมความแล้ว GCC รอดพ้นจากอาหรับสปริง สมดุลอำนาจตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลง (ในที่นี้รวมอียิปต์ ลิเบีย) ประเทศที่ยังอยู่ดีเป็นปกติสุขคือผู้ได้ประโยชน์ บัดนี้เหลือเพียงอิหร่านประเทศเดียวที่ต้องจัดการ (อาจรวมตุรเคียหรือตุรกีเดิม)

นาโตแห่งตะวันออกกลาง? :

        ช่วงนี้มีการเอ่ยถึงพันธมิตรทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง “Middle East NATO” “Arab NATO” ที่รวมอิสราเอลด้วย สัปดาห์ก่อนกษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่ 2 (King Abdullah II) แห่งจอร์แดนกล่าวว่าตนจะเป็นคนแรกที่ขอเข้าร่วม

        ถ้ามองในกรอบสมาชิก ผู้เป็นสมาชิกมั่นใจมากขึ้นว่าจะไม่ถูกเพื่อนบ้านชาติสมาชิกด้วยกันรุกราน (จอร์แดนเป็นตัวอย่าง) เป็นข้อตกลงสันติภาพที่ยกระดับอีกขั้นระหว่างหมู่ชาติอาหรับด้วยกันและกับอิสราเอล พัฒนาจาก Abraham Accords ที่ลงนามเมื่อปี 2020

        และหมายถึงรัฐบาลสหรัฐยกระดับกระชับอำนาจภูมิภาคโดยมีอิสราเอลกับซาอุฯ เป็นผู้ช่วย คำถามน่าคิดคืออิหร่านจะคิดเห็นอย่างไร จะตอบโต้อย่างไร จะยิ่งนำสู่การเผชิญหน้ามากขึ้นหรือไม่ สมาชิก GCC บางประเทศอาจยังไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ประชาชนแต่ละประเทศคิดเห็นอย่างไร

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

        จะเห็นว่าภูมิภาคตะวันออกกลางในยามนี้เหลือตัวแสดงสำคัญคือ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ในภาพที่ใหญ่ขึ้นสหรัฐ จีนและรัสเซียยังคงให้ความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้น สามารถวิเคราะห์โดยแยกภูมิภาคนี้เป็น 2 ขั้วคือฝ่ายสหรัฐกับอิหร่าน (ที่รัสเซียสนับสนุน) ยังเป็นภูมิภาคการแข่งขันของมหาอำนาจดังเช่นอดีต และอาจเผชิญหน้ารุนแรงทั้งจากประเด็นซีเรีย โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

        ไม่ว่าจะเกิดนาโตตะวันออกกลางหรือไม่ แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับอาหรับดีขึ้นตามลำดับ ทั้งคู่เหลือปรปักษ์สำคัญคืออิหร่าน แต่การจัดการอิหร่านไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมีมหาอำนาจหนุนหลัง เป็นการแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจโลกในภูมิภาคนี้ที่ดำเนินต่อเนื่องเนิ่นนานตราบเท่าที่พลังงานฟอสซิลยังเป็นที่ต้องการของโลก

24 กรกฎาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9384 วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565)

-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
การยอมรับรัฐอิสราเอล ซาอุฯ “ไม่มีปัญหาคนยิว” ทั้งยังมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่างจากปากของมกุฎราชกุมารซัลมาน จะนำสู่การพันธมิตรของ “อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง” อย่างเปิดเผย
บรรณานุกรม :

1. A 'Middle East NATO'? Why Iran is closely watching Biden's regional trip. (2022, July 15). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2022/07/15/middleeast/biden-saudi-iran-mime-intl/index.html

2. A 'NATO' for the Middle East? (2022, June 15). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/a-nato-for-the-middle-east/a-62305810

3. Gulf Military Cooperation: Tangible Gains or Limited Results? (2015, March 31). Al Jazeera. Retrieved from http://studies.aljazeera.net/en/dossiers/2015/03/201533164429153675.html

-----------------------

ซาอุฯ กับสหรัฐผู้นำ 2 โลกในโลกใบเดียวกัน

รัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐมีเป้าหมายของตนเอง ขัดแย้งกันในอุดมการณ์หรือหลักยึด ยิ่งสหรัฐต้องการขยายอำนาจอิทธิพลครอบงำ ฝ่ายซาอุฯ ย่อมต้องตอบโต้ตามหลักคำสอนอิสลาม

          ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับสหรัฐมีเอกลักษณ์เฉพาะถ้ามองจากมุมความเป็นผู้นำในโลกของตนเอง

นโยบายความเป็นเจ้า :

        เป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐยึดถือตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือสหรัฐครองความเป็นเจ้า (U.S. hegemony) อาจใช้คำอื่นๆ เช่น ผู้รักษาระเบียบโลก โดยรวมคือสหรัฐมีอิทธิพลเหนือชาติอื่นๆ และไม่ปรารถนาเห็นประเทศอื่นๆ ขึ้นมาแข่งบารมี

บางครั้งพูดชัดเจน เช่น ค.ศ.1991 เมื่อสิ้นสหภาพโซเวียต ประธานาธิบดี George H. W. Bush ประกาศว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก้าวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ (new world order) หลักยึดใหม่ของกระทรวงกลาโหมที่ว่า ประเทศ/ตัวแสดงใดที่มีศักยภาพเป็นภัยคุกคามถือว่าเป็นปรปักษ์

        ภายใต้นิยามดังกล่าวสามารถระบุปรปักษ์ของรัฐบาลสหรัฐได้ทันที

        มิถุนายน 2022 วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ผู้นำรัสเซียกล่าวว่านับจากสิ้นสงครามเย็นสหรัฐกลายเป็นอภิมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียว พวกชนชั้นนำตะวันตกคิดว่าพวกเขาควบคุมได้ คิดว่าระบบโลกที่ตะวันตกเป็นผู้ควบคุมจะคงอยู่ต่อไป พยายามควบคุมประเทศอื่นๆ แต่ถูกท้าทายเมื่อบางประเทศพัฒนาเติบใหญ่ขึ้นมา

        ด้านมุมมองของคนอเมริกัน ผลสำรวจของ YouGov เมื่อต้นปี 2021 ระบุว่าคนอเมริกันที่ภาคภูมิใจประเทศมักให้เหตุผลว่าเป็นเพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีเสรีภาพ ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้นำในเวทีโลก

        แนวคิดสหรัฐเป็นผู้นำโลกหรือเป็นผู้นำโลกเสรีเป็นที่รับรู้กันทั่วไปไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

ผู้นำโลกมุสลิม :

        นานมาแล้วที่ทางการซาอุฯ ประกาศว่าตนเป็นผู้นำกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกลาง เป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ของโลกอาหรับ

        นับจากปี 1986 เป็นต้นมากษัตริย์ซาอุฯ จะเรียกตนว่า “ผู้พิทักษ์แห่งสองมัสยิดศักดิ์สิทธิ์” (Custodian of the Two Holy Mosques) ระบุทบาทของพระองค์ในฐานะผู้นำมุสลิมและไม่ใช่ผู้นำมุสลิมซาอุฯ เท่านั้นแต่เป็นผู้นำมุสลิมโลก

        มีนาคม 2022 คำพูดของมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) สรุปได้ความว่าซาอุฯ จะปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ตามแนวทางอิสลาม คงอยู่คู่อิสลาม ยึดมั่นหลักศาสนาอย่างถูกต้องไม่บิดเบือน กำลังพัฒนาให้ทันสมัยและมีบทบาทในโลกมุสลิมต่อไป

ประเด็นจากจุดยืนที่แตกต่างของผู้นำ 2 โลก :

       ประการแรก จะยอมให้อิสลามอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลสหรัฐได้อย่างไร

        ด้วยเหตุผลความเป็นผู้นำโลกมุสลิม ถ้าวิเคราะห์ในเชิงหลักการรัฐบาลซาอุฯ ไม่อาจประกาศว่าตน อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลสหรัฐ ได้แค่ร่วมมือกันในบางข้อที่ไม่ขัดคำสอนศาสนา

       ประการที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนคือละเมิดอิสลามหรือไม่

        ถ้าหากรัฐบาลสหรัฐชี้ว่าซาอุฯ ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับคำสอนศาสนา เพราะรัฐบาลซาอุฯ เป็นตัวแทนผู้ยึดมั่นอิสลามอยู่แล้ว (ไม่นับกรณีการทำผิดส่วนบุคคล)

        แต่มีข้อที่ชาติตะวันตกตีความว่าสังคมซาอุฯ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นข้อกล่าวหาที่แท้จริงแล้วเป็นการปฏิบัติตามคำสอนศาสนา รัฐบาลซาอุฯ ในฐานะผู้พิทักษ์อิสลามย่อมต้องต่อต้านนโยบายสิทธิมนุษยชนของชาติตะวันตก จึงเป็นความขัดแย้งของผู้นำ 2 โลกที่ยากจะบรรจบกัน

        ธันวาคม 2021 ในงานประชุมสุดยอดประชาธิปไตยครั้งแรก (Summit for Democracy) ประธานาธิบดีโจ ไบเดนประกาศชัดว่าจะสนับสนุนประชาธิปไตยทั่วโลก สนับสนุนนักปฏิรูปประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนสากล ตั้งงบประมาณช่วยเหลือนักปฏิรูปในประเทศต่างๆ คำถามคือรัฐบาลไบเดนจะอ้างเหตุผลใดก็ได้ การส่งเสริมกลุ่มเคลื่อนไหวในประเทศต่างๆ (ในกรณีนี้คือซาอุฯ) เท่ากับกำลังบ่อนทำลายอิสลามหรือไม่ นี่คือคำถามใหญ่ที่จะไม่มีวันหายไป ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะพูดถึงอย่างเจาะจงหรือไม่ก็ตาม

มุมความร่วมมือ :

        แม้มีความขัดแย้งแต่มีความร่วมมือที่ชัดเจน ที่สำคัญคือ

       ประการแรก ต่อต้านอิหร่าน

        การที่รัฐบาลซาอุฯ ถืออิหร่านเป็นภัยคุกคามสำคัญเช่นเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐยึดถือ เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้นำ 2 โลกร่วมมือกัน ซาอุฯ หวังพึ่งพลังอำนาจทางทหาร พลังการคว่ำบาตรของสหรัฐเช่นเดียวกับที่สหรัฐหวังความร่วมมือจากบรรดาประเทศในตะวันออกกลาง

       ประการที่ 2 ความมั่นคงกับกองทัพ

มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน กล่าวในวาระไบเดนเยือนซาอุฯ เมื่อไม่กี่วันก่อนว่าสหรัฐยึดมั่นข้อตกลงความมั่นคงของอ่าวเปอร์เซียกับซาอุดิอาระเบีย (เป็นข้อตกลงตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) เมื่อกุมภาพันธ์ 1945 สองฝ่ายตกลงกันว่าสหรัฐะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์น้ำมันซาอุฯ แลกกับการที่สหรัฐจะปกป้องราชวงศ์ซาอุฯ จากภัยคุกคาม)

        เรื่องอาวุธเป็นตัวอย่างรูปธรรม ทุกปีซาอุฯ ซื้ออาวุธสหรัฐด้วยเงินมหาศาล ข้อมูลจาก SIPRI ระบุว่าช่วงปี 2016-2020 สหรัฐส่งออกมาอาวุธมากที่สุดในโลก มีซาอุฯ เป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับแรก ประเทศนี้ประเทศเดียวนำเข้า 24 % ของอาวุธที่สหรัฐส่งออกทั้งหมด

        ทั้งข้อตกลงความมั่นคงกับความร่วมมือทางทหารเป็นหลักฐานชัดเจนว่าซาอุฯ พึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐ การนี้ยังไม่รวมกองทัพสหรัฐที่ประจำการในภูมิภาค กองเรือที่ 5 ที่อยู่ในย่านนี้ คงไม่เกินไปถ้าจะสรุปว่าถ้าพูดถึงความมั่นคงทางทหาร รัฐบาลซาอุฯ อิงแอบอยู่กับสหรัฐมาและเป็นเช่นนี้มานาน 8 ทศวรรษแล้ว รัฐบาลซาอุฯ มีแนวคิดปรับสมดุลนำเข้าอาวุธจากหลายประเทศรวมทั้งจีน แต่การปรับสมดุลไม่ง่ายและต้องใช้เวลาอีกนาน เรื่องนี้เป็นคำถามและคำตอบในตัวเอง

       ประการที่ 3 ความร่วมมือด้านพลังงาน

        อาจกล่าวว่าผลประโยชน์พลังงานฟอสซิสคือรากฐานความร่วมมือของ 2 ประเทศและช่วงนี้กำลังเป็นประเด็นสำคัญอีกรอบ ประธานาธิบดีไบเดนให้สัมภาษณ์ในขณะเยือนว่าตนได้ขอให้ซาอุฯ ผลิตน้ำมันป้อนตลาดมากขึ้น

        เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลสหรัฐแทรกแซงภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ปกป้องอิสราเอล แม้ว่าปัจจุบันยึดนโยบายผลิตพลังงานใช้เอง (และส่งออกด้วย) แต่ราคาน้ำมันก๊าซธรรมชาติเป็นราคาตลาดโลก ความเป็นไปของตะวันออกกลางจึงมีบทบาทต่อราคาที่ส่งผลดีหรือร้ายต่อทุกประเทศทั่วโลก สามารถใช้น้ำมันเพื่อควบคุมเศรษฐกิจสังคมประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นยุทธศาสตร์ใช้น้ำมันควบคุมโลกของสหรัฐ ประเด็นอยู่ที่ว่ารัฐบาลซาอุฯ จะให้ความร่วมมือหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด เป็นความห็นร่วมหรือจากแรงกดดันของสหรัฐ ซาอุฯ จำต้องยินยอมตามความต้องการของผู้นำโลกของอีกโลกหรือไม่

ซาอุฯ กับสหรัฐผู้นำ 2 โลกในโลกใบเดียวกัน :

        ทั้งรัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐมีเป้าหมายของตนเอง ขัดแย้งกันในอุดมการณ์หรือหลักยึด ยิ่งสหรัฐต้องการขยายอำนาจอิทธิพลครอบงำ ฝ่ายซาอุฯ ย่อมต้องตอบโต้ตามหลักคำสอนอิสลาม

        ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นอีกกรณีตัวอย่างที่โดดเด่น เป็นความขัดแย้งของ 2 โลกระหว่างศาสนากับค่านิยมสากล (หลักสิทธิมนุษยชนสากลไม่อิงศาสนา)

        แต่ในความขัดแย้งกลับมีความร่วมมือแนบแน่นยาวนาน มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน กล่าวในโอกาสไบเดนเยือนซาอุฯ ว่าเป็นธรรมดาที่ประเทศต่างๆ จะยึดถือคุณค่าต่างกันและควรเคารพความแตกต่างของอีกฝ่าย ถ้ารัฐบาลสหรัฐต้องการติดต่อกับประเทศที่คิดเห็นตรงกันร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะเหลือแค่นาโตเท่านั้น ซาอุฯ กับสหรัฐจะอยู่ร่วมกันทั้งๆ ที่ทั้งคู่แตกต่างกัน

17 กรกฎาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9377 วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565)

---------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน

ถอดรหัสสัมพันธ์แนบแน่นรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ (2)
เป้าหมายการประชุม Arab Islamic American Summit คือต่อต้านก่อการร้าย ความหมายที่แท้จริงน่าจะหมายถึงผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มที่อยู่ในใจรัฐบาลสหรัฐฯ กับขั้วซาอุฯ เท่านั้น ถ้ายึดแนวคิดว่า 2 ฝ่ายนี้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มเช่นกัน ผู้นำทั้ง 2 เอ่ยชื่ออิหร่านชัดเจนในฐานะผู้สนับสนุนก่อการร้าย การประชุมกลายเป็นการประกาศอย่างเป็นทางว่านับจากนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กับขั้วซาอุฯ จะเล่นงานอิหร่านด้วยประเด็นนี้
บรรณานุกรม :

1. All legal measures taken over Khashoggi killing: Saudi Crown prince to Biden. (2022, July 16). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/gulf/2022/07/16/All-legal-measures-taken-over-Khashoggi-killing-Saudi-Crown-prince-to-Biden

2. America Speaks: Are they proud to be American? (2021, January 26). YouGov. Retrieved from https://today.yougov.com/topics/lifestyle/articles-reports/2021/01/25/america-speaks-are-they-proud-be-american

3. Blackwill, Robert D., Tellis, Ashley J. (2015, March). Revising US Grand Strategy Toward China. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://carnegieendowment.org/files/Tellis_Blackwill.pdf

4. INTERVIEW: Adel Al-Jubeir on why Biden’s Saudi visit is a success, and US commitment to Kingdom’s security. (2022, July 16). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/2123271/saudi-arabia

5. Mohammed bin Salman on Iran, Israel, US and future of Saudi Arabia: Full transcript. (2022, March 3). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/gulf/2022/03/03/Mohammed-bin-Salman-on-Iran-Israel-US-and-future-of-Saudi-Arabia-Full-transcript

6. Russia Presidential Executive Office. (2022, June 17). St Petersburg International Economic Forum Plenary session. Retrieved from http://en.kremlin.ru/events/president/news/68669

7. Saudi Arabian Army. (2013, October 23). Saudi Defence. Retrieved from http://www.saudidefence.com/saudi-arabian-army/

8. Saudi Arabia, US ink 18 agreements, including on space, investment, energy. (2022, July 16). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/2123196/business-economy

9. Saudi Arabia’s King Salman, Crown Prince Mohammed bin Salman meet US President Biden. (2022, July 16). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/gulf/2022/07/15/Saudi-Arabia-s-King-Salman-meets-US-President-Biden-in-Jeddah

10. Stockholm International Peace Research Institute. (2021, March 15). International arms transfers level off after years of sharp growth; Middle Eastern arms imports grow most, says SIPRI. Retrieved from https://sipri.org/media/press-release/2021/international-arms-transfers-level-after-years-sharp-growth-middle-eastern-arms-imports-grow-most?utm_source=newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=newsletter_axiosworld&stream=world

11. The White House. (2021, December 9). Remarks By President Biden At The Summit For Democracy Opening Session. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/speeches-remarks/2021/12/09/remarks-by-president-biden-at-the-summit-for-democracy-opening-session/

-----------------------

ความภาคภูมิใจของคนอเมริกันต่อประเทศตัวเอง

สถิติความภาคภูมิใจของสหรัฐอาจไม่ดีที่สุดและแย่ลงทุกทีแต่ดีกว่าหลายประเทศ ช่วยชี้วัดความพอใจของประชาชนและชี้วัดความเข้าใจต่อการเมืองและสังคมด้วย

        ปลายเดือนมิถุนายน Gallup เผยผลสำรวจความภาคภูมิใจของคนอเมริกัน พบว่า 38% มีความภาคภูมิใจต่อการเป็นคนอเมริกันสุดหัวใจ (extremely proud) ตัวเลขนี้เป็นสถิติต่ำสุดนับจากเริ่มสำรวจเมื่อปี 2001 รองลงมา 27% ภูมิใจมาก (very proud) ถ้ารวม 2 กลุ่มนี้เท่ากับ 65% หรือราว 2 ใน 3 ภาคภูมิใจมากต่อการเป็นคนอเมริกันและต่อประเทศตนเอง

        ตัวเลข 38 กับ 27% มีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มภาคภูมิใจสุดหัวใจซึ่งอยู่ที่ 55% ค่าเฉลี่ยภูมิใจมาก 80% ที่คำนวณตั้งแต่ปี 2001

        22% ภูมิใจบ้าง (moderately proud) 9% ภูมิใจนิดเดียว (only a little) 4% ไม่ภูมิใจเลย (not at all)

        โดยรวมแล้วภาคภูมิใจลดน้อยลงตามลำดับและปีนี้ต่ำสุด (2022)

        ในยามนี้เป็นช่วงที่ประเทศเพิ่งผ่านพ้นจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 กำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 40 ปี (แม้ผ่านจุดวิกฤตโควิด-19 แต่ผลกระทบกำลังสำแดงฤทธิ์ IMF ประเมินว่าบางคนอาจได้รับผลกระทบยาวถึง 10 ปี) ปัญหาสังคมดูเหมือนมากขึ้นรุนแรงขึ้น เหล่านี้น่าจะเป็นมีผลต่อทัศนคติผู้ตอบแบบสอบถาม เช่น ส่วนใหญ่สนับสนุนร่างกฎหมายควบคุมอาวุธปืนหลังเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงที่เกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้

        Gallup อธิบายว่าก่อนปี 2015 ค่าความภาคภูมิใจสุดหัวใจ (extremely proud) ไม่เคยต่ำกว่า 55% (ดูกราฟประกอบ) ค่านี้สูงสุดหลังเหตุวินาศกรรมผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐหรือที่เรียกว่า 9/11 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ประกาศทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลก นำสู่สงครามอัฟกานิสถานกับการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก เป็นประวัติศาสตร์ที่สหรัฐทำสงครามใหญ่กับ 2 ประเทศในเวลาไล่เลี่ยกัน สังคมอยู่ในบรรยากาศรักชาติเข้มข้น

        ปฏิบัติการสงครามอัฟกานิสถานเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2001 ต่อมามีนาคม 2003 กองทัพอเมริกันกับพันธมิตรเริ่มโจมตีอิรัก พฤษภาคม 2003 ประธานาธิบดีบุชประกาศชัยชนะ ซัดดัม ฮุสเซนผู้นำอิรักถูกจับในเวลาต่อมา

        คะแนนความภาคภูมิใจสัมพันธ์กับคะแนนความนิยมต่อตัวประธานาธิบดี ช่วยให้บุชได้รับเลือกอีกสมัย แต่คะแนนนิยมลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อสังคมอเมริกันเริ่มสงสัยมูลเหตุจูงใจการทำสงคราม ตัวเลขทหารอเมริกันบาดเจ็บเสียชีวิตเพิ่มทุกวัน นับจากปี 2004 ที่คะแนนสูงสุด เห็นชัดว่าความภาคภูมิใจต่อการเป็นคนอเมริกันลดลงต่อเนื่องอย่างชัดเจน

        ถ้าพิจารณาตามสังกัดพรรคเมือง พวกที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันมีคะแนนสูงกว่าพวกที่สนับสนุนพรรคเดโมแครทกับพวกอิสระอย่างชัดเจน ในช่วงที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกันคะแนนความภาคภูมิใจของพวกสนับสนุนรีพับลิกันจะขึ้นสูง ในทางกลับกันจะลดลงเมื่อประธานาธิบดีมาจากพรรคเดโมแครท ในภาพรวมคะแนนความภาคภูมิใจของทั้ง 3 กลุ่มมีแนวโน้มลดลงเหมือนกัน

        กลุ่มชายสูงวัยผู้มีการศึกษาต่ำกว่าระดับวิทยาลัยเป็นกลุ่มที่มีความภาคภูมิใจสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

        Gallup อธิบายว่าความรักชาติกับความภาคภูมิใจจะไปด้วยกัน แต่นิยามความรักชาติแต่ละช่วงอาจไม่เหมือนกันและขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ใครเป็นผู้นำประเทศ สภาพสังคมเศรษฐกิจ ไม่กี่ปีมานี้ความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่าง 2 พรรคใหญ่เป็นอีกสาเหตุหลัก และล่าสุดคือผลกระทบจากโควิด-19 ปัญหาเงินเฟ้อ

        ผลสำรวจเมื่อมกราคม 2021 ของ YouGov ในหัวข้อเดียวกันให้ข้อสรุปคล้ายกับ Gallup 70% ตอบแง่บวก เพียง 24% เท่านั้นที่ตอบว่าภูมิใจนิดเดียวหรือไม่ภูมิใจเลยที่เป็นคนอเมริกัน

ตัวอย่างเหตุผลความภาคภูมิใจ :

        พวกที่ตอบว่าภาคภูมิใจมากมักให้เหตุผลว่าเพราะประเทศมีเสรีภาพ เป็นประเทศแห่งโอกาส เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่สุดของโลก ผู้คนทั่วโลกพยายามหลั่งไหลเข้าสหรัฐ

        คำว่าเสรีภาพคือเสรีภาพในทุกด้าน เช่น เสรีภาพในการทำสิ่งต่างๆ เช่น ในการนับถือศาสนาความเชื่อ เสรีภาพที่จะเรียกร้องต่อต้านความฉ้อฉล สามารถพูดโดยไม่ต้องกลัวอะไร เป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูงสุด

        ในแง่โอกาส มีรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิส่วนบุคคล เป็นสังคมที่เปิดกว้างให้โอกาสเต็มที่ ทุกคนมีสิทธิเท่ากันที่จะประสบความสำเร็จและมีความสุข สามารถเปลี่ยนฝันให้เป็นความจริง

        เป็นประเทศที่ยืดหยุ่นพร้อมกับยึดมั่นหลักการ เป็นพหุสังคม คนอเมริกันอยู่ร่วมกันและช่วยเหลือกันและกัน คนต่างด้าวที่ย้ายเข้ามาเข้าได้กับวัฒนธรรมท้องถิ่น มีอาหารที่ดี มีอุตสาหกรรมบันเทิงที่ใหญ่ที่สุด

        สหรัฐเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้นำในเวทีโลก

        รวมความแล้วเป็นประเทศที่มีจิตวิญญาณอเมริกัน (“American spirit”) น่าจะเป็นแบบอย่างแก่โลก

ตัวอย่างเหตุผลความไม่ภาคภูมิใจ :

        ประเด็นสำคัญๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหวของพวกขวาจัด (far-right movements) การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ (racism) การแบ่งแยก (discrimination) การขับคนที่ไม่ชอบออกจากสังคม (cancel culture) เกลียดชังพวกรักร่วมเพศ ลัทธิทุนนิยมที่ไร้การควบคุม (unfettered capitalism) โครงข่ายการคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Nets) ที่ยังน้อยเกินไป คนเห็นแก่ตัว ไม่สนใจสังคม

        ความไม่น่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ โกงเลือกตั้ง สถาบันการเมืองคือจุดอ่อนสำคัญ ผลสำรวจของ Pew Research Center ที่รายงานเมื่อกรกฎาคม 2022 พบว่าความน่าเชื่อต่อสถาบันการเมืองต่ำสุดในรอบเกือบ 20 ปี คนอเมริกันเพียง 21% ที่บอกว่าตนเชื่อถือรัฐบาลกลางคิดว่ารัฐบาลทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ 24% คิดว่าโดยรวมแล้วรัฐบาลยังน่าเชื่อถืออยู่ (รวม 2 กลุ่มจะเท่ากับ 45%) จุดสำคัญที่ต้องปรับปรุงคือนักการเมืองต้องฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจัง ถ้าย้อนหลังไปปี 1958 ตอนนั้นคนอเมริกันถึง 75% ที่เชื่อถือรัฐบาล ตัวเลขความน่าเชื่อถือนี้ลดลงเรื่อยๆ

        การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ (racism) เป็นประเด็นที่ให้ความสำคัญ ชี้ว่าประเทศละเลยมานับร้อยปี ไม่เคารพความสิทธิความเสมอภาคของทุกคน ในขณะที่บางคนพูดถึงประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพ ทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและเป็นสุข อเมริกามีกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านเสรีภาพความเสมอภาคอยู่ด้วย ประเด็นหนึ่งที่เอ่ยถึงกันมากคือ White Supremacy ที่คนอเมริกันผิวขาวส่วนหนึ่งมีรากความคิดว่าพวกตนเป็นเชื้อชาติที่เหนือกว่าเชื้อชาติอื่นๆ สมควรอยู่อย่างหรูหรามีความสุขเหนือชนชาติอื่นๆ เป็นทัศนคติของกลุ่มที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

        คนที่ยึดถือ White Supremacy จะมีทัศนะคติดูถูกเหยียดหยามคนสีผิวอื่น เชื้อสายอื่น รวมทั้งพลเมืองอเมริกันที่เป็นคนผิวสี แม้กระทั่งคนเชื้อสายเอเชีย (พวกหน้าตาคล้ายจีน) ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นพลเมืองอเมริกัน บางคนอยู่ในอเมริกาหลายรุ่นแล้ว

        พฤษภาคม 2022 แอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่ารัฐบาลยังต้อนรับนักศึกษาจีน ปีการศึกษาล่าสุดนักศึกษาจีนกว่าแสนคนทะเบียนเรียน ราว 80% เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นประโยชน์แก่สหรัฐด้วย การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติและความเกลียดชังไม่ช่วยสร้างชาติ ตลอดประวัติศาสตร์คนต่างด้าวช่วยสร้างชาติ คนอเมริกันเชื้อสายจีนทำคุณประโยชน์ต่อประเทศ หากใครปฏิบัติต่อคนจีนไม่ถูกไม่ควรเท่ากับทำลายจุดยืนของประเทศ คนอเมริกันเคารพนับถือคนจีนแต่กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนนั้นเป็นคนละเรื่อง

        ผลสำรวจล่าสุดของ Gallup ชี้ว่าคนอเมริกัน 65% หรือราว 2 ใน 3 ภาคภูมิใจมาก (extremely proud รวมกับ very proud) ต่อการเป็นคนอเมริกันหรือต่อประเทศตนเอง นับเป็นตัวเลขที่สูงแต่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเมืองการปกครอง ชี้ว่าคนอเมริกันไม่พอใจบางสิ่งบางอย่าง ไม่พอใจสภาพโดยรวมของประเทศมากขึ้น

        ถ้ามองภาพรวมระดับโลก สถิติความภาคภูมิใจของสหรัฐอาจไม่ดีที่สุดแต่ดีกว่าหลายประเทศ ดีกว่าประเทศที่จมอยู่ในสงครามกลางเมือง ดีกว่าหลายประเทศที่เศรษฐกิจตกต่ำจนพังทลายไปแล้ว สถิติความภาคภูมิใจชี้วัดความพอใจของประชาชนและชี้วัดความเข้าใจต่อการเมืองและสังคมด้วย

        เป็นความจริงที่ว่าไม่มีประเทศใดสมบูรณ์ สำคัญที่ผู้นำประเทศ บรรดานักการเมือง เหล่าผู้มีบทบาทสำคัญและพลเมืองจะต้องสามารถแยกแยะและคัดเลือกทัศนคติที่ส่งผลดีต่อตนเองและสังคม ถ้าเลือกถูกสังคมจะเจริญรุ่งเรือง ถ้าเลือกผิดผู้คนจะตกต่ำ เป็นสังคมที่ทำลายตนเอง

10 กรกฎาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9370 วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565)
---------------------
บรรณานุกรม :

1. America Speaks: Are they proud to be American? (2021, January 26). YouGov. Retrieved from https://today.yougov.com/topics/lifestyle/articles-reports/2021/01/25/america-speaks-are-they-proud-be-american

2. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.

3. Liz Cheney Calls Out GOP Leaders For Enabling White Nationalism. (2022, May 16). Huff Post. Retrieved from https://www.huffpost.com/entry/liz-cheney-elise-stefanik_n_6282683ce4b003ed2964bd5e

4. Record-Low 38% Extremely Proud to Be American. (2022, June 22). gallupdotcom. Retrieved from https://news.gallup.com/poll/394202/record-low-extremely-proud-american.aspx

5. Report shows public trust in government remains low in U.S. (2022, July 5). People’s Daily Online. Retrieved from http://en.people.cn/n3/2022/0705/c90000-10119315.html

6. UN says US must HEAR George Floyd protesters’ voices and get rid of its ‘STRUCTURAL RACISM’. (2020, June 3). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/490691-un-us-structural-racism-protests/

7. U.S Department of State. (2022, May 26). The Administration’s Approach to the People’s Republic of China. Retrieved from https://www.state.gov/the-administrations-approach-to-the-peoples-republic-of-china/

-----------------------