ภัยซ่อนในแถลงการณ์ 5 ชาติย้ำหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์

 แถลงการณ์ 5 ชาตินิวเคลียร์ตอกย้ำโอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจเป็นไปได้น้อยมาก แต่การเผชิญหน้าช่วงชิงยังคงอยู่ ประเทศใดจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

            มกราคม 2022 จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักรและสหรัฐร่วมออกแถลงการณ์ The Joint Statement of the Leaders of the Five Nuclear-Weapons States on Preventing Nuclear War and Avoiding Arms Races สาระสำคัญคือทั้ง 5 ชาติจะหลีกเลี่ยงทำสงครามนิวเคลียร์ต่อกันและหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางอาวุธ ถือเป็นความรับผิดชอบสำคัญสุดที่จะลดความเสี่ยงสถานการณ์เช่นนั้น โดย

            1. ยอมรับว่าไม่มีใครชนะในสงครามนิวเคลียร์และต้องไม่ทำสงครามนี้ต่อกัน อาวุธนิวเคลียร์มีหน้าที่เพื่อป้องกันประเทศ ป้องปรามการรุกรานและสงคราม และจะร่วมกันไม่ให้อาวุธนิวเคลียร์กระจายออกไป

            2. จะเอ่ยถึงภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ ย้ำความสำคัญยึดมั่นข้อตกลงทวิภาคีกับพหุภาคีเรื่องไม่แพร่กระจายอาวุธ การปลดอาวุธและควบคุมอาวุธ ยึดมั่นสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty: NPT) เจรจาด้วยสุจริตใจ (in good faith) เพื่อลดการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปลดอาวุธภายใต้การควบคุมของนานาชาติอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ

            3. แต่ละประเทศจะรักษาและเพิ่มมาตรการป้องกันการใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ตั้งใจ การยิงโดยพลการ ย้ำไม่กำหนดเป้ายิงอาวุธต่อประเทศใดๆ

            4. จะร่วมกับรัฐอื่นๆ สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยนำสู่การปลดอาวุธ จนถึงเป้าหมายสุดท้ายที่โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศใด ใช้ช่องทางการทูตทั้งทวิภาคีกับพหุภาคีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร กระชับเสถียรภาพและอยู่ในภาวะคาดการณ์ได้ เสริมสร้างความเข้าใจความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน ป้องกันการแข่งขันอาวุธซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร แก้ปัญหาด้วยการหารืออย่างสร้างสรรค์ด้วยความเคารพยอมรับผลประโยชน์ความมั่นคงและข้อกังวลของกันและกัน

วิเคราะห์ :

          ประการแรก ตอกย้ำ Non-Proliferation of Nuclear Weapons

            เป้าหมายหลักของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) คือจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ให้อยู่ในมือ 5 ประเทศ พูดให้ชัดคือ 5 ประเทศนี้เท่านั้นที่มีอาวุธนิวเคลียร์ถูกต้องตามกฎหมายโลก (สหประชาชาติ)

            ต้นปี 2022 มีกว่า 190 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญา ด้านอินเดีย ปากีสถานและอิสราเอล (ที่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือที่ถูกชี้ว่ามี) ไม่ยอมรับสนธิสัญญา (และไม่มีทางยอมรับ) ส่วนเกาหลีเหนือถอนตัวออกไปเมื่อมกราคม 2003

          ประการที่ 2 ตอกย้ำอำนาจสมาชิกถาวรคณะมนตรี

            คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) เป็นส่วนที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหน่วยงานอื่นๆ คือ มีอำนาจตัดสินใจภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและชาติสมาชิกจะต้องปฏิบัติตาม หาไม่แล้วอาจถูกลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง

            สมาชิกถาวรมีสิทธิออกเสียงคัดค้าน การคัดค้านเพียงประเทศเดียวทำให้ข้อมติตกไปทันที จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักรและสหรัฐล้วนเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ การประกาศจุดยืนนิวเคลียร์ครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทความสำคัญของทั้ง 5 ประเทศ เพราะข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ มีบทลงโทษชัดเจน เช่น คว่ำบาตรประเทศใดประเทศหนึ่ง จนถึงประกาศทำสงครามกับประเทศนั้น

            ดังนั้นนอกจากจุดยืนตามแถลงการณ์ สิ่งที่แฝงอยู่คือการย้ำพลังอำนาจของ 5 ชาติ เป็นผู้มีบทบาทรักษาความมั่นคงโลกมานานและมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการนี้มากที่สุด

          ประการที่ 3 การแข่งขันช่วงชิงมีต่อเนื่องและต่อไป

            ความจริงที่คนทั้งโลกเห็นคือการแข่งขันช่วงชิงของมหาอำนาจนิวเคลียร์เหล่านี้ แถลงการณ์ล่าสุดช่วยลดความตึงเครียดได้บ้าง ย้ำเตือนว่าโอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์น้อยมาก แต่การแข่งขันสะสมอาวุธ การเผชิญหน้าในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะกรณียูเครน ตะวันออกกลาง อินโด-แปซิฟิก เหล่านี้เป็นจริงและดำเนินเรื่อยมา เพียงแต่จำกัดขอบเขตไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อกัน ผลลัพธ์คืออาจเกิดการปะทะด้วยอาวุธในพื้นที่จำกัดขอบเขต ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังตัวอย่างในอดีต เช่น สงครามอินโดจีน สงครามเกาหลี อัฟกานิสถาน

            ยุคสงครามเย็นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ว่าไม่ว่าชาติมหาอำนาจจะขัดแย้งมากแต่สุดท้ายไม่ทำสงครามต่อกันโดยตรง แม้มีเหตุที่ใกล้จะเป็นเช่นนั้น เช่น วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crisis) เมื่อเดือนตุลาคม 1962 เป็นกรณีตัวอย่าง สถานการณ์ในช่วงนั้นสหภาพโซเวียตอยู่ระหว่างติดตั้งและขนส่งขีปนาวุธเข้าไปในคิวบา ทั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ทั้งแบบพิสัยกลางและพิสัยไกล อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่โซเวียต 45,000 นายกำลังปฏิบัติหน้าที่ในคิวบา ตอบโต้ที่สหรัฐติดตั้งขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์พิสัยกลาง รุ่น PGM-19 Jupiter จำนวน 15 ชุดในตุรกีจ่อหน้าบ้านโซเวียต

            ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี  (John F. Kennedy) สั่งประเทศพร้อมทำสงคราม และส่งกองเรือจำนวนมากไปสกัดกั้นกองเรือรัสเซียที่กำลังเดินทางมาคิวบา ประกาศว่าพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์กับสหภาพโซเวียต ตุลาคม 1962 ยื่นคำขาดให้กองเรือรัสเซียบรรทุกขีปนาวุธถอยกลับออกจากคิวบาภายใน 48 ชั่วโมง ในที่สุด 2 ฝ่ายตกลงกันได้ โดยที่โซเวียตยอมถอนกองเรือออกไปพร้อมกับที่สหรัฐทำข้อตกลงลับว่าจะถอนขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ Jupiter ออกจากตุรกีและสัญญาว่าจะไม่โจมตีคิวบาหรือโค่นล้มระบอบคาสโตร

            วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาเป็นกรณีตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า 2 อภิมหาอำนาจต่างระวังที่จะยั่วยุจนถึงขั้นเกิดสงครามระหว่างกันโดยตรง ต่างทราบดีว่าสงครามนิวเคลียร์มีแต่หายนะและกระทบทุกประเทศทั่วโลก (ประเทศอื่นๆ ต่อต้านสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกเช่นกัน)

            แต่การแข่งขันช่วงชิงยังดำเนินต่อไป ปีที่แล้วสหรัฐสร้างพันธมิตรเพิ่มเติม คือพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย หรือ AUKUS เป็นการดึงอังกฤษที่ไม่ใช่ประเทศในภูมิภาคเข้ามาในอินโด-แปซิฟิก (ต้องตระหนักว่าอังกฤษมีเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์) การก้าวขึ้นมาของรัสเซียในยุคปูติน ความร่วมมือทางอาวุธระหว่างรัสเซียกับจีน ที่ฝ่ายหนึ่งมีเทคโนโลยีมีประสบการณ์กับอีกฝ่ายมีเงินมีทรัพยากรมหาศาล มีผลประโยชน์ที่ต้องรักษามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งรัสเซียกับจีนต่างอาศัยกันและกัน เป็นปัจจัยให้อีกประเทศฟื้นฟูเติบใหญ่

            ดังนั้นเมื่อมหาอำนาจไม่ทำสงครามโดยตรงต่อกัน ที่ควรระวังคือบางประเทศกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงระหว่างมหาอำนาจเหล่านี้ และอาจเกิดขึ้นในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเคยเกิดมาแล้วในสงครามอินโดจีน สงครามเวียดนาม เรื่องนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ


          ประการที่ 4 การใช้อาวุธนิวเคลียร์กับประเทศที่ 3

            ถ้าอ่านให้ดี แถลงการณ์ระบุว่า 5 ชาติหลีกเลี่ยงทำสงครามนิวเคลียร์ต่อกัน ตีความว่าอาจใช้กับประเทศอื่นๆ ที่ไม่อยู่ใน 5 ชาตินี้

            รัฐบาลสหรัฐมีแนวคิดพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายต่ำ (low-yield warheads) อำนาจทำลายจำกัดขอบเขต รังสีไม่แพร่กระจายในวงกว้าง ไม่กระทบประเทศอื่น สิ่งนี้อาจเป็นหัวรบนิวเคลียร์แบบใหม่ที่จะพัฒนาและใช้กับประเทศที่ 3 ถ้าจำเป็น

            เป็นเวลานานแล้วนักวิชาการหลายคน นักการเมืองบางคนพูดถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือลดให้เหลือน้อยที่สุด ประโยชน์ที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก ยังรวมถึงการนำงบประมาณมหาศาลไปพัฒนาประเทศ ดูแลสังคม เป็นความจริงที่จำนวนหัวรบของสหรัฐกับรัสเซียลดลงเรื่อยมา แต่น่าจะเป็นการลดบนหลักการไม่มีเหตุที่ต้องครอบครองมากเหมือนแต่ก่อน ในขณะที่ประโยชน์การใช้ยังดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่เปิดเผยหรือแบบปกปิด โอกาสที่ 5 ชาติปลอดนิวเคลียร์จึงเป็นไปได้ยากเพราะนี่คือเครื่องมือแห่งผลประโยชน์สำคัญที่ต้องใช้งานต่อไป

23 มกราคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9202 วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565)

-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

พลังอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐ 2021
ในโลกแห่งสัจนิยม (Realism) ความเป็นอภิมหาอำนาจจะต้องเหนือกว่าประเทศอื่น พลังอำนาจทางทหารหรือกองทัพเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง จำต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ที่เหนือกว่า
ทุกวันนี้การเปิดฉากทำสงครามเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องกับนานาชาติ ไม่อาจเกิดขึ้นง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบภายใต้การตัดสินใจของไม่กี่คน ยิ่งเป็นสงครามนิวเคลียร์ยิ่งเป็นไปได้ยากมาก
รัฐบาลสหรัฐกลับมาให้ความสนใจเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ คราวนี้มองมาที่จีนด้วยตามกรอบอินโด-แปซิฟิก อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พัวพันกับการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจในย่านนี้อีกครั้ง

บรรณานุกรม :

1. Cirincione, Joseph. (2013). Nuclear Nightmares: Securing the World Before It Is Too Late. USA: Columbia University Press.

2. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.

3. Full text: Joint statement of the leaders of the five Nuclear-Weapon States on preventing nuclear war and avoiding arms races. (2022, January 3). Xinhua. Retrieved from https://english.news.cn/20220103/691287ad647f4d7c845d95ddcf4a1dad/c.html

5. Joint statement of nuclear powers’ leaders negotiated via diplomatic channels - Kremlin. (2022, January 4). TASS. Retrieved from https://tass.com/politics/1383695

6. Soares, John A. (2000). Cuban Missiles Crisis. In Showalter, Dennis ., & DuQuenoy, Paul. (Eds.), History in Dispute (Vol. 6. The Cold War, Second Series, pp.70-76). USA: St. James Press.

7. Subrahmanyam, K. (2010). Superpower Rivalry and Conflict: The Long Shadow of the Cold War on the 21st Century. Chari, Chandra. (Ed.).  New York: Routledge.

8. Younger, Stephen M. (2008). The Bomb: A New History. USA: HarperCollins Publishers.

--------------------------

วิพากษ์ยุทธศาสตร์นาโตขยายตัว

ข้อวิพากษ์ทั้งหมดนำสู่คำถามว่ายุทธศาสตร์นาโตขยายตัวมีไว้เพื่อสันติภาพ เคารพอธิปไตยของกันและกันหรือเป็นเครื่องมือที่บางประเทศใช้ขยายอำนาจอิทธิพล

             ยุทธศาสตร์นาโตขยายตัว (NATO Enlargement, NATO expansion) เกิดขึ้นหลังสิ้นสงครามเย็น ขั้วรัสเซียแตก เกิดประเทศใหม่ที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต ประกาศเป้าหมายเพื่อความมั่นคงร่วมกัน การรับสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาจะยิ่งทำให้มั่นคงเพราะชาติสมาชิกจะทำไม่สงครามต่อกัน ปกป้องกันและกัน นักใฝ่หาสันติจึงส่งเสริมการรับสมาชิกเพิ่มด้วยเหตุผลนี้ หลายประเทศในยุโรปกลางกับยุโรปตะวันออกหวังเข้าเป็นส่วนหนึ่ง เป้าหมายของการขยายตัวก็เพื่อรับประเทศเหล่านี้นั่นเอง

            เป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลสหรัฐริเริ่มและผลักดัน ต้นเดือนธันวาคม 1994 Warren Christopher รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ (สมัยรัฐบาลคลินตัน) แสดงสุนทรพจน์อันเป็นจุดเริ่มยุทธศาสตร์นาโตขยายตัวอย่างเป็นทางการว่า “นาโตขยายตัว” คือแก่นโครงสร้างความมั่นคงในยุโรป” ควบคู่กับการรวมตัวเป็นอียู

            การรับพวกยุโรปตะวันออก ชาติที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตเป็นสมาชิก อาจมองว่าเป็นการฉวยโอกาสที่รัสเซียอ่อนแอ ดึงประเทศเหล่านี้เข้าพวก ข้อดีคือสกัดอำนาจรัสเซีย ป้องกันไม่ให้รัสเซียขยายอิทธิพลสู่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป คำอธิบายอีกแบบคือรัฐบาลสหรัฐคิดว่าที่สุดแล้วรัสเซียจะเข้ามาเป็นสมาชิกนาโตด้วย เพราะเห็นว่าการเป็นสมาชิกนาโตจะให้ประโยชน์มากกว่า ดังนั้น นาโตขยายตัวจึงไม่เป็นโทษต่อรัสเซีย

งบประมาณกับกรณีประเทศเล็กทำสงคราม :

            นาโตมีมาตรฐานกองทัพนาโต หากสมาชิกต้องการยึดมาตรฐานจริงจะใช้งบมหาศาล จึงเป็นปัญหาแก่ประเทศที่เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนบางประเทศต่อต้าน รัฐบาลเหล่านั้นจึงระมัดระวังไม่ทำอะไรผลีผลาม นาโตฝั่งยุโรปไม่ต้องการสงคราม ไม่อยากให้เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปอีก ประชาชนไม่ต้องการ ที่ควรทำคือขยันทำมาหากิน ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขดีกว่า ดังนั้นไม่ว่าจะรัฐบาลยุโรปหรือสหรัฐล้วนไม่สามารถผลักดันเต็มที่

            ปัญหางบประมาณอีกข้อคือสมาชิกใหม่คาดหวังได้ความคุ้มครอง หากสถานการณ์ตึงเครียดจะคาดหวังนาโตจะส่งกองทัพมาช่วย การนี้ต้องใช้งบประมาณ คำถามคือใครจะเป็นผู้จ่าย ทางยุโรปชี้ว่าสหรัฐต้องจ่ายเพราะเป็นผู้ผลักดันรับสมาชิกใหม่

            อีกทั้งมีความเป็นไปได้ว่าประเทศเล็กๆ ในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออกจะทำสงครามกันเอง เป็นการรบระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นสมาชิกนาโตกับอีกฝ่ายไม่เป็น และเกิดในพื้นที่ๆ สหรัฐไม่เกี่ยวข้อง คำถามคือหากเกิดสงครามดังกล่าวนาโต สหรัฐจะเข้าไปช่วยหรือไม่ เพราะมาตรา 5 ของนาโตระบุว่าต้องช่วยสมาชิกจากการรุกรานใดๆ

            เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความน่าเชื่อถือของนาโต เป็นหลักฐานว่าการเข้าเป็นสมาชิกจะได้รับการปกป้องจริงแท้เพียงใด มีหลักฐานมากมายว่ารัฐบาลสหรัฐจะเข้าปกป้องในกรณีที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ตนเอง เหมือนการลงทุนที่ต้องคิดถึงผลตอบแทน

วิพากษ์ยุทศาสตร์นาโตขยายตัว :

          ประการแรก สหรัฐถูกคุกคามอย่างหนักหรือไม่

            รัฐบาลสหรัฐเอ่ยถึงภัยคุกคามร้ายแรงอยู่เสมอ มองรัสเซียในแง่ลบ คำถามคือรัสเซียเป็นภัยคุกคามเช่นว่าหรือไม่ มากถึงขั้นนั้นจริงหรือ นำสู่คำถามว่าอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลสหรัฐที่พยายามรับสมาชิกเพิ่ม Benjamin Schwarz ชี้ว่าเป็นนโยบายที่สหรัฐต้องการขยายอิทธิพลตนเองมากกว่า ต้องการขยายไปถึงประเทศที่พรมแดนติดรัสเซีย

            Ronald Steel ให้เหตุผลว่าสิ่งที่พยายามทำคือรักษาความเป็นเจ้าของตน ยิ่งสหรัฐถดถอยมีสัญญาณเช่นนั้น รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าชุดใดจะต้องพยายามทำบางอย่างเพื่อรักษาความเป็นเจ้าของตนไว้ Ronald Steel อธิบายอีกว่าเนื่องจากอิทธิพลของสหรัฐต่อยุโรปตะวันตกลดลงเรื่อยๆ แต่รัฐบาลสหรัฐไม่อาจปล่อยยุโรปให้เป็นของยุโรป จึงพยายามเข้าแทรกด้วยการเข้าไปมีอิทธิพลต่อสมาชิกนาโตใหม่ ผลคือนาโตแยกออกเป็น 2 ฝ่าย

            ภายใต้แนวคิดนี้รัฐบาลสหรัฐจะไม่หยุดยุทธศาสตร์นาโตขยายตัว รัฐบาลทุกชุดจะต้องแสดงบทบาทหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ เพื่อรักษาอิทธิพลของตนในนาโตยุโรป

          ประการที่ 2 เพิ่มความมั่นคงหรือเสี่ยงกว่าเดิม

            การสร้างพันธมิตรเครือข่ายความมั่นคงมีวัตถุประสงค์ คำถามคือการรับสมาชิกใหม่ในแต่ละกรณีเพิ่มความมั่นคงหรือทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง นี่คือคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญสงสัยเจตนา

            ทั้งเหตุผลเรื่องภัยคุกคามกับความเสี่ยงที่ไม่ชัดเจน นำสู่ข้อสงสัยว่ารัฐบาลสหรัฐทำเช่นนี้ไม่ได้หวังผลเรื่องความมั่นคง (เพราะภัยคุกคามไม่มากจริง) แต่หวังผลอื่นๆ เช่น ทางการเมือง เศรษฐกิจ ขายอาวุธ (แทนที่เดิมใช้อาวุธรัสเซียตอนนี้ต้องซื้ออาวุธอเมริกาแทน)

          ประการที่ 3 ยุโรปควรเป็นอิสระด้านความมั่นคงจากสหรัฐหรือไม่

            มีคำถามการว่าที่ยุโรปพึ่งพาความมั่นคงภายใต้กรอบนาโต กับที่ยุโรปพึ่งพาตัวเองแบบไหนดีกว่ากัน เพราะมีผู้วิพากษ์ว่านาโตที่มีสหรัฐเสี่ยงเกิดสงครามมากกว่า

            แม้ยุโรปจะได้รับการปกป้องจากสหรัฐ หลายครั้งพบว่ากลายเป็นลูกไล่ เหมือนประเทศที่อยู่ใต้อิทธิพลรัฐบาลสหรัฐ หลายสิ่งที่สหรัฐทำเป็นโทษต่อยุโรป (แต่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ) ซึ่งที่ผ่านมาบางประเทศ เช่น รัฐบาลฝรั่งเศสสมัยมาครงเสนอแนวคิดยุโรปสร้างกองทัพของตนเอง แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง

          ประการที่ 4 นาโตที่แยกเป็น 2

            จากข้อมูลที่นำเสนอข้างต้นจะเห็นว่ามีความเห็นต่างแนวคิดต่างชัดเจนระหว่างสมาชิกนาโตด้วยกัน ฝ่ายเยอรมัน ฝรั่งเศส ต้องการอยู่อย่างสงบกับรัสเซีย ในขณะที่สหรัฐมองรัสเซียเป็นภัยคุกคามร้ายแรง พยายามสร้างสถานการณ์ ชาติยุโรปตะวันตกพยายามรักษาผลประโยชน์ตนเอง (แต่ไม่อาจขัดขวางสหรัฐได้ทั้งหมด) ส่วนสมาชิกนาโตใหม่เอื้อผลประโยชน์สหรัฐ

            ดังนั้นอาจแบ่งนาโตเป็น 2 ส่วน เป็นฝ่ายที่อิงรัฐบาลสหรัฐกับฝ่ายที่สมาชิกอิงเยอรมัน ฝรั่งเศส สมาชิกที่อิงสหรัฐมักเป็นสมาชิกใหม่ ส่วนที่อิงเยอรมัน ฝรั่งเศสมักเป็นพวกยุโรปตะวันตกเดิม

            เมื่อนาโตไม่เป็นเอกภาพ นโยบายทั้งปวงจะสะท้อนความไม่เป็นเอกภาพ เป็นเหตุผลอีกข้อที่รัฐบาลสหรัฐไม่อาจใช้นาโตได้เต็มที่ หากต้องการความรุนแรงจริงต้องลงมือด้วยตัวเอง เมื่อถึงตอนนั้นฝั่งยุโรปตะวันตกอาจไม่ร่วมมือกับสหรัฐ หลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองเป็นสมรภูมิ

          ประการที่ 5 ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

            อีกแนวคิดอธิบายว่าชาติมหาอำนาจจะไม่ทำสงครามใหญ่โดยตรงต่อกัน ไม่มีวันที่สหรัฐกับรัสเซียจะทำสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก แต่จะอาศัยความขัดแย้งเป็นโอกาสเข้าแทรกแซงบ่อนทำลายประเทศเล็กๆ หรือเพื่อผลประโยชน์การค้า ยุทธศาสตร์นาโตขยายตัวเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เป็นกรณีของยุโรปที่อยู่ท่ามกลางการแก่งแย่งช่วงชิง

            ภายใต้คำอธิบายนี้ประเทศเล็กๆ จะเสียหายมากที่สุด มหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายจ้องฉวยประโยชน์ อาจถึงขั้นล้มรัฐบาลเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นพวกตน เกิดสงครามกลางเมืองแบ่งแยกประเทศ เป็นสภาพการณ์ที่ประเทศเล็กตกเป็นเหยื่อของมหาอำนาจภายใต้ระบบโลกปัจจุบัน

            ทางออกคือประชาชนต้องรู้เท่าทัน เพื่อได้รัฐบาลที่รักษาผลประโยชน์ประชาชน ประเทศเล็กพยายามรวมกลุ่มสร้างระบบความมั่นคงร่วม ประเทศใดที่อยู่โดดเดี่ยวย่อมเสี่ยงถูกทำลาย

            ข้อวิพากษ์ทั้งหมดลงเอยด้วยคำถามว่ายุทธศาสตร์นาโตขยายตัวมีไว้เพื่อสันติภาพ เคารพอธิปไตยของกันและกันหรือเป็นเครื่องมือที่บางประเทศใช้ขยายอำนาจอิทธิพล ด้วยการบ่อนทำลายประเทศอื่นๆ ให้อ่อนแอหรืออยู่ในภาวะจำยอม (ถ้าไม่เข้าพวกฝ่ายขวาก็ต้องเข้าพวกฝ่ายซ้าย อยู่อย่างอิสระตามลำพังไม่ได้) นำเข้ามาเป็นพวกในสภาพที่ต้องพึ่งพิงมหาอำนาจ เสมือนพาสัตว์อ่อนแอตัวหนึ่งเข้าป่าที่มีเจ้าป่าปกครองอยู่

16 มกราคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9195 วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565)

--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ข้อมูลที่เปิดเผยจากสถานีวิทยุเดนมาร์ก (DR) ตอกย้ำว่านาโตจารกรรมกันเอง ชาติเสรีประชาธิปไตยจารกรรมพวกเดียวกัน สหรัฐสอดแนมพันธมิตร คำว่าพันธมิตรในมุมมองของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่
นาโตเป็นตัวอย่างองค์การระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงยาวนานถึง 70 ปี แต่นาโตปัจจุบันไม่เป็นเอกภาพดังเดิม เป็นอีกตัวอย่างแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันซับซ้อน การบั่นทอนต่อสู้กันภายใน
การปล่อยให้นาโตแตกไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำประเทศจะตัดสินใจได้โดยลำพัง แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากนาโต

บรรณานุกรม :

1. Carpenter, Ted Galen., Conry, Barbara. (1998). NATO Enlargement: Illusions and Reality. USA: Cato Institute.

2. Sandier, Todd., Hartley, Keith. (1999). The Political Economy of NATO: Past, Present and into the 21st Century. New York: Cambridge University Press.

--------------------------

สถานการณ์ยูเครนตึงเครียดกว่าเดิม สหรัฐคิดส่งอาวุธเข้ายูเครนป้องกันรัสเซีย

นโยบายไบเดนต่ออาเซียนและอินโด-แปซิฟิก

รัฐมนตรีบลิงเคนเยือนอาเซียนตอกย้ำส่งเสริมเสรีประชาธิปไตยต่างแดนแบบลงลึกถึงองค์กร หน่วยงาน สื่อ จนถึงระดับปัจเจก เร่งพัวพันอาเซียนทุกด้านทุกมิติ

            เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2021 แอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนอาเซียน กล่าวสุนทรพจน์นโยบายสหรัฐต่ออาเซียนและอินโด-แปซิฟิก ย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญต่ออินโด-แปซิฟิกเพราะมีขนาดเศรษฐกิจถึง 60% ของโลก เป็นภูมิภาคที่โตเร็วที่สุดในขณะนี้ 5 ปีที่ผ่านมา 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกที่โตขึ้นมาจากที่นี่ ครอบคลุมประชากรครึ่งโลก

            สหรัฐมีประวัติศาสตร์ร่วมและเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้ คู่ค้าครึ่งหนึ่งอยู่ที่นี่ สินค้าสหรัฐเกือบ 1 ใน 3 ส่งมาขายที่นี่ หวังร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อสันติภาพ ความมั่นคง ภูมิภาคที่เปิดกว้างและเสรีกว่าเดิม กำหนดแนวทางทำงานร่วมกับภูมิภาคนี้ใน 5 ด้านประเด็นสำคัญ ได้แก่

          ประการแรก อินโด-แปซิฟิกเปิดกว้างและเสรีกว่าเดิม

            กำหนดนิยามชัดเจนว่าเปิดกว้างและเสรีหมายถึงอย่างไร โดยทั่วไปคือสามารถเขียนพูดแสดงออกไม่ว่าคุณคือใครหรือคิดอย่างไร เปิดรับความคิดข้อมูลใหม่จากต่างถิ่นต่างวัฒนธรรม เปิดให้วิพากษ์และเริ่มสิ่งใหม่ๆ ตั้งแต่ระดับปัจเจก ประเทศสามารถเลือกทางเดินและมิตรของตนเอง

            หวังให้ปัญหาในภูมิภาคถูกจัดการโดยเปิดกว้างตามกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสยุติธรรม สินค้าและประชาชนจะต้องสามารถขนส่งเดินทางข้ามประเทศได้โดยเสรี รวมถึงไซเบอร์สเปซ ทะเลหลวง

            ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน สนับสนุนองค์กรตรวจสอบ นักข่าวที่มุ่งเสนอข่าวแบบเจาะลึก (ที่ไม่ได้อยู่ในอเมริกา)

            วิเคราะห์ : เรื่องส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านคอร์รัปชัน สนับสนุนนักข่าว ฯลฯ เป็นแนวทางที่ประธานาธิบดีไบเดนประกาศในประชุมสุดยอดประชาธิปไตย (Summit for Democracy) รัฐบาลสหรัฐตั้งงบประมาณอุดหนุนและช่วยเหลือด้านอื่นๆ

            รัฐบาลสหรัฐจะต่อต้านบรรดาผู้นำประเทศที่ไม่เคารพสิทธิประชาชนของพวกเขา ดังเช่นกรณีพม่า (Burma) สหรัฐจะร่วมกับพันธมิตรกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา นำพม่ากลับมาสู่เส้นทางประชาธิปไตยอีกครั้ง อย่างไรก็ตามไม่ใช่การล้มล้างรัฐบาลประเทศใด เป็นการปกป้องให้ทุกประเทศเลือกเส้นทางของตนเอง ไม่ใช่การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน

            พร้อมกันนี้จะสนับสนุนสื่อสารออนไลน์เสรี ต่อต้านผู้พยายามกีดกันออนไลน์เสรี วางระบบร่วมกับประเทศต่างๆ รวมถึงการพัฒนาเครือข่าย 5G 6G

            เป้าหมายสุดท้ายคือสร้างกติการ่วมเพื่อให้ภูมิภาคเปิดกว้างและเสรี ตรงข้ามกับจีนที่บิดเบือนตลาดเสรี อุดหนุนรัฐวิสาหกิจ

            วิเคราะห์ : เป้าหมายขั้นสุดท้ายที่ว่านี้ตีความได้ว่าคือการจัดระเบียบภูมิภาคของรัฐบาลสหรัฐนั่นเอง ที่มาจากการหารือร่วมไม่ยึดแนวทางอาเซียนเป็นแกนกลางตามที่อาเซียนต้องการ

          ประการที่ 2 สัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

            จะกระชับพันธมิตรญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์และไทยตามสนธิสัญญา (ที่มีอยู่เดิม) จะพยายามรวมพันธมิตรเหล่านี้เข้าด้วยกัน

            ยึดมั่นความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN centrality) ในความหมายจะร่วมมือด้วยโดยพิจารณาทั้งวิสัยทัศน์ของอาเซียนกับสหรัฐ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเชิญผู้นำอาเซียนไปประชุมสุดยอดกับผู้นำอเมริกาเพื่อกระชับความสัมพันธ์และทำงานร่วมกัน

            ท้ายที่สุดตั้งเป้าสร้างระบบพันธมิตรหุ้นส่วนที่เชื่อมโยงอินโด-แปซิฟิกเข้ากับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป ทั้งอียูกับนาโตต่างมียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคนี้โดยตรง

            วิพากษ์ : พันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย หรือ AUKUS ที่เริ่มเมื่อกลางเดือนกันยายนเป็นตัวอย่างดึงอังกฤษที่ไม่ใช่ประเทศในภูมิภาคเข้ามาในอินโด-แปซิฟิก มีข้อมูลหลายชิ้นชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐหวังสร้างพันธมิตรความมั่นคงในย่านนี้ตามแบบพันธมิตรนาโต (NATO) แม้ความเป็นไปได้ต่ำแต่เป็นแนวคิดหนึ่งที่มีอยู่ การเชื่อมโยงเหล่านี้เป็นภาพระดับโลกของอเมริกา

          ประการที่ 3 เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

            สหรัฐได้ลงทุนกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในภูมิภาคนี้และมีเสียงเรียกร้องให้ลงทุนเพิ่มอีก รัฐบาลไบเดนมีแผนวางกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific economic framework) ที่ครอบคลุมเศรษฐกิจทุกประเภท สนับสนุนให้บริษัทเอกชนมาลงทุนที่นี่ ทั้งนี้กระทำโดยยึดค่านิยมของสหรัฐเพราะหากไม่ทำเช่นนี้ผู้อื่นก็จะทำโดยค่านิยมของเขา ให้เป็นการค้าที่ยุติธรรมและฟื้นฟู (fair and resilient trade) สนับสนุน ASEAN Single Window ดูแลห่วงโซ่อุปทานที่ตอนนี้ต่างให้ความสำคัญเมื่อหน้ากากอนามัยกับไมโครชิปขาดตลาด

            วิพากษ์ : RCEP เป็นตัวอย่างที่สหรัฐไม่เข้าร่วมด้วยเหตุผลไม่เข้ามาตรฐานของตน (สังเกตว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลียที่เป็นพันธมิตรสหรัฐเข้า RCEP) และควรศึกษาว่า fair and resilient trade ของไบเดนจะเหมือนหรือต่างจากสมัยทรัมป์ ดังที่รัฐบาลทรัมป์ขู่คว่ำบาตรทุกประเทศที่เกินดุลตน

            สหรัฐสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะท่าเรือ ถนนหนทาง ระบบสายส่งไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นระบบพื้นฐานของการค้าโลก เป็นโอกาสและความเจริญรุ่งเรือง รัฐบาลสหรัฐได้ยินเสียงจากภูมิภาคว่าโครงการไม่โปร่งใส มีการทุจริต สร้างจากบริษัทต่างชาติที่ใช้คนงานของตน กอบโกยทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อมและทำให้เป็นหนี้เป็นสิน

            หลายประเทศอยากได้โครงการดีมีคุณภาพกว่านี้แต่เนื่องจากมูลค่าสูงเกินไปและเจอแรงกดดัน จึงต้องรับโครงการต่างชาติด้วยข้อตกลงที่เสียเปรียบ สหรัฐจะร่วมมือเพื่อสร้างโครงการคุณภาพสูงและตอนนี้กำลังทำอยู่

            ล่าสุดสหรัฐ ออสเตรเลียและญี่ปุ่นร่วมกันสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงประเทศในภูมิภาค กลุ่ม Quad ตั้งงบสนับสนุนการเงินเพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่างๆ ถึง 48,000 ล้านดอลลาร์ และกำลังหาหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติม อีกไม่นานรัฐบาลสหรัฐจะนำ G7 เข้ามาลงทุนภูมิภาคนี้อีกมาก

          ประการที่ 4 ฟื้นฟูอินโด-แปซิฟิก (resilient Indo-Pacific)

            สหรัฐได้ส่งมอบวัคซีนโควิด-19 กว่า 300 ล้านโดสแก่ภูมิภาค ปีหน้าตั้งเป้าจะบริจาคให้โลกอีก 1,200 ล้านโดส จัดสรรงบประมาณช่วยเหลืออีก 2,800 ล้านดอลลาร์ด้วยน้ำใสจริงใจ ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และกำลังร่วมมือกับพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่ม Quad ในเรื่องนี้ ส่งเสริมเอกชนร่วมมือกันในนาม Global COVID Corps เพื่อสนับสนุนข้อมูลวิชาการ เครื่องมือ ระบบขนส่งวัคซีนแก่ประเทศกำลังพัฒนา

            ในการสู้กับไวรัสจะรวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่สามารถป้องกัน ตรวจจับและตอบสนองสถานการณ์ได้ดีกว่าเดิม โครงการ U.S.-ASEAN Health Futures Initiative ตั้งงบประมาณช่วยเหลือ 40 ล้านดอลลาร์ เปิดสำนักงาน U.S. Centers for Disease Control and Prevention ที่ฮานอย

            ร่วมกันแก้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในโครงการ U.S.-ASEAN Climate Futures initiative ส่งเสริมพลังงานสะอาดที่จะช่วยสร้างงานอีกมาก

          ประการที่ 5 ส่งเสริมความมั่นคงอินโด-แปซิกฟิก

            รวมถึงภัยที่คุกคามประชาชนโดยตรง เช่น ความรุนแรงจากลัทธิสุดโต่ง การประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ใช้ยุทธศาสตร์ประสานเครื่องมือทุกด้านไม่ว่าจะการทูต การทหาร ข่าวกรอง

            การพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นคือหนทางรักษาสันติภาพ รัฐบาลสหรัฐยึดแนวทางนี้เรื่อยมา สหรัฐไม่ต้องการความขัดแย้ง จึงดำเนินทางการทูตอย่างจริงจังกับเกาหลีเหนือ เป้าหมายสุดท้ายคือให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ และจะให้ความสำคัญกับทุกเรื่องร้ายแรงก่อนกลายเป็นหายนะ ดังที่อดีตประธานาธิบดีเคนเนดีกล่าวว่า “เป้าหมายพื้นฐานของเรายังคงเดิม คือ โลกแห่งสันติ ประชาคมของรัฐที่เสรีและเป็นไท เสรีที่จะเลือกอนาคตของตนกับระบอบของตน ตราบเท่าที่ไม่คุกคามเสรีภาพของประเทศอื่น”

            วิเคราะห์ : อาจตีความว่าประธานาธิบดีเคนเนดีกล่าวอย่างแหลมคมว่า ทุกชาติสามารถเลือกทางของตนเอง ตราบเท่าที่เส้นทางที่เลือกไม่คุกคามสหรัฐและสหรัฐได้สิ่งที่ตนต้องการ ดังนั้นก่อนตัดสินใจควรรอบคอบและรู้ว่าควรทำอย่างไร

9 มกราคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9188 วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565)

--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ความก้าวหน้าและจุดยืนอาเซียน 2021
เรื่องสำคัญที่สุดคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเผชิญโรคระบาดโควิด-19 ประเด็นทะเลจีนใต้ที่นับวันจะทวีความตึงเครียด ขอให้เมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุมผู้นำอาเซียน
อาเซียนเสนอเอกสาร “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” หวังนำอนุทวีปอินเดียเข้ามาเชื่อมต่อกับเอเชียแปซิฟิกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น คงหลักอาเซียนเป็นแกนกลาง เน้นความร่วมมือแทนการทำลายล้าง

บรรณานุกรม :

U.S. Department of State. (2021, December 14). A Free and Open Indo-Pacific. Retrieved from https://www.state.gov/a-free-and-open-indo-pacific/