มุมมองของผู้นำสี จิ้นผิงต่อการค้าโลกในยุคทรัมป์

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชูธงการค้าเสรี โจมตีหลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” ความเข้าใจที่ถูกต้องคือไม่มีการค้าเสรีที่เสรีเต็มร้อย ทุกอย่างอยู่ในข้อตกลงที่เปิดเผยและปิดลับ ปรับแก้ได้และไม่มีของฟรีในโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงสุนทรพจน์ในงานประชุมเอเปกครั้งที่ 26 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2018 ที่ประเทศปาปัวนิวกินี ในหัวข้อ “การควบคุมโอกาสในช่วงเวลาของเราเพื่อนำสู่ความมั่งคั่งร่วมกันในเอเชียแปซิฟิก” (Harnessing Opportunities of Our Times To Jointly Pursue Prosperity in the Asia-Pacific) มีสาระสำคัญพร้อมข้อวิจารณ์ดังนี้
            โลกของเรากำลังพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีชุดใหม่และการปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังเผยตัวออกมา ระบบโลกกำลังถูกปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันกำลังเผชิญปัญหาที่หยั่งรากลึก พร้อมกับลัทธิปกป้องการค้าและการกระทำฝ่ายเดียว กระทบต่อระบบการค้าพหุภาคีนิยม ภาวะเศรษฐกิจโลกจึงสุ่มเสี่ยงและไม่แน่นอน
            สำนวนจีนกล่าวว่า คนผู้มีวิสัยทัศน์มองว่าโอกาสไปทางใดและติดตามไปเราจึงต้องติดตามแนวโน้มของโลกอย่างใกล้ชิด ด้วยการ ...
            ข้อแรก บูรณาการเศรษฐกิจภูมิภาคให้มากกว่านี้ สร้างเศรษฐกิจเปิดในเอเชียแปซิฟิก ส่งเสริมการค้าการลงทุนเสรี เดินหน้าสร้างเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific : FTAAP) นำทุกประเทศเข้ามาเป็นสมาชิก ทำการค้าการลงทุนอย่างโปร่งใส ติดต่อด้วยสัมพันธ์เชิงบวก ยึดมั่นการค้าพหุภาคีที่ถือกฎเกณฑ์ ปฏิเสธลัทธิปกป้องการค้า
วิเคราะห์ : ผู้นำจีนกำลังโจมตีหลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ว่าเป็นลัทธิปกป้องการค้าและการกระทำเพียงฝ่ายเดียว (protectionism and unilateralism) เป็นวิธีของคนเห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้น หายนะจะตามมา การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจไม่เป็นผลดี ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วไม่ว่าจะเป็นสงครามเย็น สงครามร้อน สงครามการค้า สุดท้ายไม่มีใครชนะ การปฏิบัติโดยใช้ 2 มาตรฐานเป็นหลักฐานสำคัญชี้ว่าเคารพต่ออธิปไตยของอีกประเทศหรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์มักกล่าวว่าเขาเป็นชาตินิยม รักอธิปไตยและเคารพอธิปไตยชาติอื่นๆ แต่พฤติกรรมกับคำพูดดูจะไม่ตรงกัน แต่ก็คงไม่ถูกหากจะวิพากษ์สหรัฐเพียงลำพัง แท้จริงแล้วหลายประเทศไม่เคารพอธิปไตยประเทศอื่นเช่นกัน ต่างกันเพียงมากบ้างน้อยบ้าง วิธีการที่ใช้รุนแรงเพียงไร
            องค์การการค้าโลก (WTO) กำลังเข้าสู่การปฏิรูป ควรจะปฏิรูปเพื่อให้ทำหน้าที่ดีกว่าเดิมโดยยังยึดถือหลักการดั้งเดิม ไม่ใช่การปฏิรูปที่เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง
            ปีนี้จีนฉลองครบรอบปฏิรูปและการเปิดประเทศ 40 ปี จีนจะยังคงปฏิรูปต่อไปทำให้เศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม (socialist market economy) อยู่ร่วมกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ยินดีเปิดตลาดให้กว้างขึ้น พยายามปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา สร้างบรรยากาศการค้าการลงทุนที่ดี เป็นหลักฐานว่าจีนสนับสนุนการค้าเสรีและการค้าที่เปิดกว้าง
            วิเคราะห์ : ข่าวการกีดกันการค้า การปฏิเสธกฎกติกาโลกจากรัฐบาลทรัมป์กลายเป็นโอกาสให้รัฐบาลจีนชูธงการค้าเสรีและเปิดกว้าง ควรมองว่าการค้าเสรีนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้เสรีจริง ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลง เป็นเช่นนี้เรื่อยมา สามารถวิพากษ์ว่ารัฐบาลทรัมป์เห็นแก่ตัว แต่รัฐบาลสหรัฐมักเป็นเช่นนี้เสมอมามิใช่หรือ พร้อมกับที่จีนยังปิดกั้นการค้าด้วยกลไกหลายอย่าง มุ่งรักษาประโยชน์ของนายทุนจีนเช่นกัน เพียงแต่รัฐบาลจีนสามารถฉวยโอกาสนี้สร้างกระแสชูธงการค้าเสรี

            ข้อสอง สร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมการเติบโต ส่งเสริมปัจจัยการเติบโตใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัลคืออนาคตของเอเชียแปซิฟิกและโลก ต้องตามกระแสนวัตกรรมล่าสุด ปฏิบัติตามแผนเรื่องการใช้อินเตอร์เน็ทและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมดุล สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับความก้าวหน้า ให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงให้มากที่สุด
            จีนกำลังสร้าง “จีนดิจิทัล” (Digital China) สัมพันธ์กับอินเตอร์เน็ท ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) เทคโนโลยีใหม่ รูปแบบธุรกิจใหม่กำลังมีส่วนในเศรษฐกิจ การค้าปลีกออนไลน์ การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือกำลังพัฒนาต่อไป ส่งผลต่อวิถีชีวิตคนจีน รัฐบาลจีนหวังร่วมมือกับชาติสมาชิกเอเชียแปซิฟิกเพื่อขยายผลประโยชน์ร่วม เติบโตไปด้วยกัน ทำให้เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกเติบโตและสดใหม่
            วิเคราะห์ : จีนดิจิทัลน่าจะตีความว่าคือสังคมจีนใหม่ น่าสนใจว่ารัฐบาลจีนไม่กลัวกระแสต่อต้านรัฐบาลจากความสามารถของเทคโนโลยีดิจิทัล คล้ายจะเป็นประเทศที่เปิดกว้างเชื่อมโยงทั่วถึงทั้งภายในและภายนอกประเทศ น่าติดตามว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะส่งผลต่อการเมืองการปกครองจีนอย่างไร และรัฐบาลจีนจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
            ข้อสาม เราจำต้องพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และการพัฒนาที่เชื่อมต่อกัน ทุกประเทศต้องมีแผนและนำแผนดังกล่าวมาหารือร่วมกัน ให้ทุกพื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2030 เป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) หวังสร้างโอกาสการพัฒนาแก่ประชาชนในภูมิภาคและนอกภูมิภาค
            วิเคราะห์ : รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ (Mike Pence) วิพากษ์ BRI เป็นกับดักทำให้ประเทศต่างๆ เป็นหนี้จีน ต้องพึ่งพาจีนต่อไป มีงานวิจัยนำเสนอเรื่องนี้ แต่จะเป็นจริงหรือไม่อีกไม่นานจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ที่ควรตระหนักคือเป็นแนวทางที่หลายประเทศทำเรื่อยมา บางครั้งมีอิทธิพลควบคุมรัฐบาลประเทศนั้นๆ การกู้หนี้ยืมสินจึงไม่ใช่ของฟรี มีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเงินชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย

            ข้อสี่ สมาชิกต้องร่วมมือใกล้ชิดเผชิญหน้าความท้าทายร่วม เอเปกช่วยให้สมาชิกใกล้ชิดกันมากขึ้น ไว้ใจกันมากขึ้น ร่วมมือบนพื้นฐานได้ประโยชน์ร่วม แม้สมาชิกจะแตกต่างหลากหลายซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือเราต้องยึดมั่นในเป้าหมายที่จะพัฒนาไปด้วยกัน แก้ไขเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันด้วยการปรึกษาหารือ เคารพความแตกต่างหลากหลายและแนวทางการพัฒนาประเทศของชาติสมาชิก ยึดหลักการเปิดกว้างและนำทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมกับให้เกิดการแข่งขันและได้ประโยชน์จากความร่วมมือ ด้วยแนวทางเหล่านี้ทุกประเทศจะมีส่วนในอนาคตของเอเชียแปซิฟิก
            จีนถือปรัชญาพัฒนาโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people-centered development) วิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความร่วมมือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดกว้างเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน ช่วยให้ประชาชนกว่า 700 ล้านคนพ้นความยากจนและจะไม่ให้เหลือภายในปี 2020 เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้มาจากการบริโภคภายในถึงร้อยละ 78 และจะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป
             จีนที่พัฒนาเป็นโอกาสแก่ประเทศอื่นๆ จีนจะพัวพันกับชาติอื่นๆ อย่างลึกซึ้ง สนับสนุนการพัฒนาและความมั่งคั่งแก่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เขียนกฎ-ล้างกฎ-สร้างกฎใหม่ :
ภาษีศุลกากร การกีดกันทางการค้าเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ชาติตะวันตกซึ่งหวังทำการค้ากับนานาประเทศเห็นว่าภาษีศุลกากร การกีดกันการค้าเป็นอุปสรรคต่อการค้าขายของตน จึงมีนโยบายมุ่งลดการกีดกันเหล่านี้ ส่งเสริมการค้าเสรีซึ่งหมายถึงลดกำแพงภาษี ก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) ชาติตะวันตกในสมัยนั้นเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศทำให้พวกเขาได้กำไรมาก
บัดนี้ รัฐบาลสหรัฐเห็นว่าองค์การการค้าโลกไม่เหมาะกับเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จำต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ ขณะที่จีนเห็นว่าควรปรับแก้เฉพาะกลไกแก้ไขความขัดแย้ง
            เรื่องที่หลายประเทศกังวลคือสหรัฐอาจถอนตัวหากไม่ปฏิรูป WTO ตามที่สหรัฐต้องการแล้วไปสร้างกลุ่มการค้าโลกใหม่ กระทบต่อระบบการค้าโลกอย่างรุนแรง การแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายจะยิ่งรุนแรง จินตนาการว่าเกิดองค์การการค้าโลก 2 แห่งที่ฝ่ายหนึ่งมีสหรัฐเป็นแกนนำ กับอีกองค์การที่ฝ่ายต่อต้านสหรัฐเป็นแกนนำ อาจนำโลกถลำลึกเข้าสู่สงครามเย็นรอบใหม่ ที่ไม่ตั้งอยู่บนความแตกต่างทางการเมืองการปกครอง
            เป็นกรณีตัวอย่างที่สหรัฐหนึ่งในผู้ก่อตั้งสร้างขึ้นกับมือแล้วล้มด้วยตัวเอง เพื่อสร้างองค์กรใหม่ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อตนมากที่สุด ในขณะที่ผู้ได้ประโยชน์อย่างจีนจะรักษาสุดชีวิตเช่นกัน
            และเป็นอีกกรณีตัวอย่างที่สหรัฐไม่คิดโดดเดี่ยวตัวเอง ยังต้องการพัวพันกับประเทศอื่นๆ สร้างความร่วมมือพหุภาคี (multilateral system) แต่ต้องเป็นระบบที่ให้ประโยชน์ต่อตนมากพอ
            รัฐบาลสหรัฐไม่ปฏิเสธกฎกติกา แต่ต้องเป็นกฎกติกาที่เป็นประโยชน์ต่อตน คำว่าการค้าเสรีของรัฐบาลสหรัฐจึงไม่ใช่การค้าที่มุ่งให้โอกาสทุกฝ่ายได้ประโยชน์เท่าเทียม
คำถามคือ นานาชาติจำต้องยอมสูญเสียประโยชน์ของตนเพื่ออเมริกาหรือไม่ อย่างไร รัฐบาลสี จิ้นผิงกำลังทำหน้าที่ของตน
25 พฤศจิกายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8051 วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2561)
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ทรัมป์เตือนว่า ใครทำธุรกิจกับอิหร่าน สหรัฐจะไม่ทำธุรกิจกับผู้นั้นเป็นการเจาะจงเล่นงานบริษัทเอกชน เป็นแนวทางของจักรวรรดินิยมปัจจุบัน
อีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก จนถึงวิถีชีวิตทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกประเทศหรือทุกคนจะได้ประโยชน์เท่ากันแม้จะพยายามก็ตาม
แผนพัฒนาใดๆ ของจีนสามารถตีความว่ากำลังบั่นทอนผลประโยชน์ของอีกฝ่าย แต่อาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า เพิ่มโอกาสเพิ่มทางเลือก สำคัญว่าสุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่

บรรณานุกรม :
1. ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล, พลตรี. (2561, พฤศจิกายน 19). จีนศึกษา (วันจันทร์ที่ ๑๙ พ.ย.๖๑).
2. Full text of Xi's remarks at 26th APEC Economic Leaders' Meeting. (2018, November 18). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-11/18/c_137615119.htm
3. US, China in feisty clash on trade, influence at APEC. (2018, November 17). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1406171/business-economy
-----------------------------

unsplash-logoVanveenJF

นาโตไม่แตกแม้ 2 ฝั่งแอตแลนติกขัดแย้ง

การปล่อยให้นาโตแตกไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำประเทศจะตัดสินใจได้โดยลำพัง แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากนาโต

            ทันทีเมื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ระบุว่าปัญหานาโตมี 2 ข้อ ข้อแรกคือล้าสมัยเพราะก่อตั้งสมัยสงครามเย็น บริบทปัจจุบันแตกต่างไปมาก ข้อ 2 สมาชิกนาโตให้ความสำคัญกับก่อการร้ายน้อยเกินไป ในขณะที่สหรัฐต้องเสียงบประมาณสนับสนุนมากเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ดังนั้น หากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย
            ถ้อยคำของทรัมป์สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย เพราะองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่านาโตเป็นเสาหลักความมั่นคงระดับโลกและพันธมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติก
เงิน เงิน เงิน ไม่แตกเพราะเงิน :
            เมื่อรัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการลดขาดดุลการค้า ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายระลอก เกิดความขัดแย้งทางการค้ากับหลายประเทศ รวมทั้งอียู จีน ฯลฯ ผู้นำสหรัฐจะพูดเรื่องภาระงบประมาณนาโตในแทบทุกเวทีเมื่อเอ่ยถึงยุโรป
หากศึกษาย้อนอดีตจะพบว่าตั้งแต่ก่อตั้งนาโต รัฐบาลสหรัฐพยายามเรียกร้องให้ฝั่งยุโรปแบกรับภาระเพิ่มเติม เป็นความจริงว่างบประมาณกลาโหมฝั่งยุโรปเมื่อเทียบต่อจีดีพีค่อนข้างต่ำ หลายประเทศไม่คิดเพิ่มงบประมาณ
สมัยโอบามาไม่ต่างจากรัฐบาลทรัมป์ที่เรียกร้องให้ชาติยุโรปรับภาระเพิ่ม มิถุนายน 2013 Ivo Daalder เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำนาโตพูดย้ำตรงไปตรงมาว่าสัดส่วนที่ชาติยุโรปรับภาระนั้นน้อยเกินไปจนถึงระดับที่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว (unsustainable level)
ดังนั้น ประเด็นขอให้ยุโรปช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายทศวรรษ
ประเด็นน่าคิดคือถ้าเรื่องงบประมาณเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ สหรัฐควรยื่นคำขาดให้ชาติสมาชิกอื่นๆ ไปนานแล้ว แต่ผ่านมาแล้วหลายทศวรรษสหรัฐยังอยู่กับนาโต อธิบายได้ว่าหากสหรัฐถอนตัวจากนาโต จะลดทอนความเป็นมหาอำนาจโลกของตัวเอง อดีตประธานาธิบดี ชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่านาโตคือเครื่องมือสร้างความเป็นเจ้าของสหรัฐ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือเปิดทางให้ยุโรปใกล้ชิดคู่แข่งสำคัญอย่างรัสเซีย จีนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้แม้รัฐบาลสหรัฐจะไม่พอใจยุโรปก็จะไม่ปล่อยให้นาโตแตก

ความเข้าใจสำคัญอีกข้อคือรัฐบาลทรัมป์ใช้นโยบายชาตินิยม โดดเดี่ยวตัวเองมากขึ้น (หรือถูกโดดเดี่ยว) แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ติดต่อกับโลกภายนอก คำถามง่ายๆ คือจะยังรักษาวิถีชีวิตแบบอเมริกันได้หรือไม่หากไม่ติดต่อกับโลกภายนอก
หลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่การโดดเดี่ยวตัวเอง แต่เป็นการยกระดับใช้พลังอำนาจบีบให้ผู้อื่นทำตามประสงค์ของตน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์โลก (เช่นการถอนตัวออกจากการแก้ไขภาวะโลกร้อน) แม้นานาชาติไม่พอใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เช่นกัน รัฐบาลสหรัฐทุกชุดไม่ว่ามาจากรีพับลิกันหรือเดโมแครทล้วนทำบางสิ่งที่นานาชาติไม่พอใจ เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ที่อาจแตกต่างคือประธานาธิบดีทรัมป์มักพูดเสียงดังฟังชัด
ถ้าคิดตามคำพูดของทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับเงิน สหรัฐจะเสียหายชนิดประเมินค่าไม่ได้หากนาโตแตก นี่คือเหตุผลว่ารัฐบาลสหรัฐจะรักษานาโตต่อไป แม้จะอ้างเรื่องรับภาระมากเกินไป

มุมของยุโรป มีกองทัพของตนเอง :
หันมามองมุมจากยุโรป ยุโรปมีสิทธิถอนตัวจากนาโตเช่นกันหรือสร้างสนธิสัญญาป้องกันประเทศใหม่ที่ปราศจากสหรัฐ
ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) กล่าวย้ำอีกครั้งว่ายุโรปต้องมีกองทัพที่เป็นของยุโรปจริงๆ เพื่อป้องกันภัยจากรัสเซีย จีนและแม้กระทั่งสหรัฐ“ยุโรปจำต้องปกป้องตัวเองได้ดีด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งพาสหรัฐอเมริกา” เราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ประกันความมั่นคงด้วยตัวเอง ปกป้องอธิปไตยยุโรป
            ผู้นำฝรั่งเศสพูดชัดเจนว่าต้อง “ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา”  ทั้งยังกล่าวว่าอียูควรปรับสัมพันธ์กับรัสเซียเพื่อรักษาผลประโยชน์อียูซึ่งจะส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงแก่ยุโรปโดยรวม
แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแสในยุโรปที่ต้องการเป็นอิสระ ถอยห่างจากสหรัฐมากขึ้น
ปลายเดือนพฤษภาคม 2017 อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเอ่ยถึงนโยบายต่างประเทศว่า “ห้วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิงได้สิ้นสุดลงแล้ว” ประโยคดังกล่าวไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดแต่ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา
            ดังที่เคยเสนอในบทความก่อนว่านโยบายหลายอย่างของสหรัฐบั่นทอนผลประโยชน์ยุโรปอย่างรุนแรง แนวคิดสร้างกองทัพยุโรป ฟื้นความสัมพันธ์รัสเซีย ล้วนสะท้อนความสัมพันธ์เชิงลบต่อสหรัฐ

            เมื่อผู้นำฝรั่งเศสเสนอสร้างกองทัพยุโรป ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีต่อต้านทันที กล่าวว่าแนวคิดยุโรปสร้างกองทัพตัวเองเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ถ้าทรัมป์จะเพิ่มเหตุผลนี้เป็นข้ออ้างทิ้งนาโตก็ย่อมได้แต่ไม่ทำ เช่นเดียวกับที่ยุโรปไม่ทำเช่นนั้นด้วย
            ไม่กี่วันต่อมาปรากฏข่าวสหรัฐกับฝรั่งเศสบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เราต้องการยุโรปที่เข้มแข็ง เป็นเรื่องสำคัญต่อเรามาก ไม่ว่าจะใช้ทางใดจะเป็นทางที่ดีที่สุด มีประสิทธิผลมากกว่าเดิม ที่ทั้งคู่ต้องการ” สหรัฐยังต้องการช่วยยุโรปแต่ต้องเป็นธรรมด้วย ตอนนี้สหรัฐเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช่จ่ายส่วนใหญ่
            ด้านผู้นำมาครงตอบว่ายินดีช่วยสหรัฐเรื่องภาระงบประมาณแต่ยุโรปควรมีกองทัพของตัวเอง แนวคิดยุโรปมีกองทัพของตัวเองสอดคล้องกับสนธิสัญญานาโต
เช่นเดียวกับนายกฯ แมร์เคิล เอ่ยถึงการรวมทัพสหภาพยุโรปว่าไม่ใช่เพื่อบั่นทอนแต่เพื่อสนับสนุนนาโต หมดสมัยแล้วที่จะพึ่งพาคนอื่น คนยุโรปต้องดูแลอนาคตด้วยมือของตัวเอง “มีวิสัยทัศน์ว่าวันหนึ่งต้องสร้างกองทัพของยุโรปแท้ๆ”
            สังเกตว่าไม่มีใครพูดเรื่องจะให้นาโตแตก

ทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือยุโรปเพิ่มงบประมาณกลาโหม แบ่งเบาภาระนาโตเพิ่มอีกนิด พร้อมกับการสร้างกองทัพยุโรปอันหมายถึงการประสานการอำนวยการ การซ้อมรบร่วมในฐานะเป็นกองทัพยุโรป เริ่มจากทีละน้อยทีละไม่กี่ประเทศ เพื่อลดความขัดแย้งกับสหรัฐพร้อมกับดำเนินสู่เป้าหมายของยุโรป
            แนวทางเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ายุโรปคิดจะเป็นศัตรูกับสหรัฐ ทั้ง 2 ยังเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์สำคัญ ยังคงร่วมมือท่ามกลางความขัดแย้งในบางเรื่อง ปรับปรุงความสัมพันธ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิมตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง

สรุป :
            การปล่อยให้นาโตแตกเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะตัดสินใจได้โดยลำพัง ยิ่งเป็นฝ่ายยุโรปยิ่งตัดสินใจยากเพราะสมาชิกมากและคิดเห็นแตกต่าง ไม่ว่าจะใช้วิธีมองย้อนอดีต ใช้มุมมองจากยุโรป แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก จริงๆ เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากสนธิสัญญาดังกล่าว ความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารของ 2 ฝั่งแอตแลนติกผูกโยงกับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองระหว่างประเทศ ฯลฯ ความขัดแย้งอยู่คู่ความร่วมมือ แม้จะขัดแย้งรุนแรงมากในบางเรื่องก็เป็นของธรรมดา แท้จริงแล้วเป็นเช่นนี้เรื่อยมา นาโตจะยังคงอยู่อีกนานจนกว่าบริโลกจะเปลี่ยนแปลงมากจริงๆ ที่เหลือเป็นเพียงวาทกรรมของใครบางคนที่มักพูดเกินเลย พูดรุนแรงเกินจริง
ชาญชัย คุ้มปัญญา
18 พฤศจิกายน 2018
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8044 วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2561)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ประเด็นอยู่ที่ทำอย่างไรจะเรียนรู้เท่าทันและได้ประโยชน์ อียูกำลังใช้โอกาสช่วงนี้ถอยห่างจากรัฐบาลสหรัฐ กำหนดวาระของตนเอง เป็นตัวแปรสำคัญของโลกอนาคตฃ
คำว่านาโตล้าสมัยเป็นคำพูดที่บิดเบือน เพราะนาโตปรับปรุงเรื่อยมา แต่ที่พูดว่าล้าสมัยเป็นเพราะไม่ตรงตามความต้องการของรัฐบาลสหรัฐ เป็นโจทย์ที่ฝั่งยุโรปต้องหาคำตอบว่าควรพึ่งพาสหรัฐหรือควรเป็นอิสระมากขึ้น แต่เนื่องจากสมาชิกปัจจุบันแตกต่างหลากหลาย ไม่อาจให้คำตอบง่ายๆ และไม่ตรงความต้องการสหรัฐเต็มร้อย ที่สุดแล้วนาโตน่าจะคงอยู่ต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า

บรรณานุกรม :
1. Folly, Martin H. (2008). North Atlantic Treaty Organization. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 544-546). USA: The Gale Group.
2. France's Macron says he wants to reassess the EU's relations with Russia. (2018, August 30).  CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/08/30/frances-macron-says-he-wants-to-reassess-the-eus-relations-with-russia.html
3. Howorth, Jolyon. (2015). Implications of the US Rebalance toward Asia: European Security and NATO. In Origins and Evolution of the US Rebalance toward Asia: Diplomatic, Military, and Economic Dimensions. (Pp.197-222). New York: Palgrave Macmillan.
4. Macron and Trump meet amid European defence row. (2018, November 10). France 24. Retrieved from https://www.france24.com/en/20181110-macron-trump-meet-advance-world-war-i-commemoration
5. Macron urges European army to defend against Russia, US. (2018, November 6). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/macron-urges-european-army-defend-against-russia-us-doc-1al8xf1
6. Merkel echoes call for an EU military. (2018, November 14). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/612883/Merkel-echoes-call-for-an-EU-military
7. Time for Germany to Learn to Lead. (2018, January 5). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/waning-us-germany-must-learn-to-take-responsibility-a-1186075.html
8. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
9. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html
10. Trump, Macron agree on defense after 'insulting' European army spat. (2018, November 11). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-ww1-century-trump-macron/trump-macron-agree-on-defense-after-insulting-european-army-spat-idUSKCN1NE2MA
-----------------------------

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

            ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง
“คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave):
            ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์
นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเลือกตั้งปี 2006 ที่คนส่วนใหญ่เลือกตั้งเพื่อแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช (George W. Bush) เป็นการเลือกตั้งที่หยั่งเสียงความนิยมต่อประธานาธิบดีโดยตรง บางคนถึงกับกล่าวว่าทรัมป์คือพรรครีพับลิกัน พวกรีพับลิกันคือทรัมป์
คะแนนนิยมต่อรัฐบาลเป็นอีกหลักฐานหนึ่ง ผลโพลการบริหารประเทศของทรัมป์จาก CNN ล่าสุดก่อนเลือกตั้งให้สอบตกถึงร้อยละ 55 ให้สอบผ่านเพียงร้อยละ 39 เมื่อเทียบกับโพลต้นเดือนตุลาคมคะแนนสอบผ่านอยู่ที่ 41 สอบตก 52 เป็นคะแนนก่อนเลือกตั้งกลางเทอมที่ต่ำสุดย้อนหลังไปถึงสมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาว
อันที่จริงแล้วตั้งแต่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี คะแนนนิยมต่อทรัมป์ไม่ถึงครึ่งเรื่อยมา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธเรื่องนี้
            ด้วยการนำเสนอผ่านสื่ออย่างต่อเนื่องบวกกับการรับรู้ตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแส “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave) หรือกระแสความคิดว่าพรรคเดโมแครท (แทนด้วยสีน้ำเงิน) จะชนะพรรครีพับลิกัน (สีแดง) อย่างถล่มทลาย

Blue Wave มีจริงแต่ไม่แรงพอ:
            เลือกตั้งรอบนี้ ส.ว.ที่ต้องเลือกมีทั้งหมดมี 35 ที่นั่ง (ปกติมีเพียง 33 ที่นั่ง อีก 2 ที่นั่งเป็นกรณีพิเศษ) ในจำนวนนี้ 24 ที่นั่งเดิมเป็นของพรรคเดโมแครท 2 คนเป็นผู้สมัครอิสระแต่ขอสังกัดพรรคเดโมแครท ที่เหลืออีก 9 ที่นั่งเป็นของรีพับลิกัน
            ส่วนส.ส.435 ที่นั่งต้องเลือกใหม่หมด (เพราะมีวาระเพียง 2 ปี) รีพับลิกันครองอยู่เดิม 235 ที่นั่ง เดโมแครท 193 ที่นั่ง (อีก 7 ที่นั่งว่างเนื่องจากลาออกหรือเหตุอื่นๆ)
            ผลการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรล่าสุดพรรคเดโมแครทได้ 225 ที่นั่ง รีพับลิกันได้ 197 ที่นั่ง  ส่วนเลือกตั้งวุฒิสภาพรรครีพับลิกันได้ 51 ที่นั่ง เดโมแครทได้ 46 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งบ่งชี้ว่าในระดับส.ส. พวกเดโมแครทชนะจริง แต่ระดับ ส.ว.ไม่เป็นเช่นนั้น เป็นหลักฐานบ่งบอกว่ากระแส คลื่นน้ำเงิน มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่คิด และตัวประธานาธิบดีไม่มีผลต่อการเลือกตั้งมากอย่างที่คิดเช่นกัน หลายคนใช้สิทธิเลือกผู้แทนด้วยเหตุผลอื่นๆ อีกหลายข้อที่ไม่ใช่ “เอาทรัมป์” หรือ “ไม่เอาทรัมป์” เท่านั้น

การที่ผู้สมัครจะชนะหรือไม่ สังคมอเมริกันยังมองเรื่องความนิยม คุณภาพ นโยบายระดับท้องถิ่นจากตัวผู้สมัคร รวมทั้งเทคนิควิธีหาเสียงของแต่ละพื้นที่
            ควรสรุปว่าทั้งรีพับลิกันกับเดโมแครทต่างได้รับชัยชนะ เพียงแต่ไม่บรรลุเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้
            ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือผู้สมัครหญิงจำนวนมากชนะเลือกตั้งส.ส. ว่าที่ส.ส.หญิงเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต่อต้านทรัมป์ (โดยเฉพาะจากเดโมแครท) ที่ผ่านมากลุ่มสตรีหลายกลุ่มเคยร่วมชุมนุมต่อต้านทรัมป์มาแล้วหลายครั้ง เป็นโอกาสดีที่ผู้หญิงจะแสดงพลังทางการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย หากทำเช่นนี้ได้จริงนับเป็น “คลื่นชมพู” (Pink Wave) ที่น่ายกย่อง เป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อไป

ผลการเลือกตั้งมีผลต่อการบริหารประเทศหรือไม่ :
            คำตอบคืออาจมีผลเพียงช่วงสั้นๆ และในบางประเด็นเท่านั้น
            หากคิดว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมเปรียบเสมือนประชามติ ส่งสารไปถึงรัฐบาลทรัมป์ดังที่หลายคนถูกปลุกให้ออกไปเลือกตั้งด้วยเหตุผลนี้ ควรเข้าใจว่านับตั้งแต่ได้รัฐบาลทรัมป์ ตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาประชาชนได้ส่งเสียงเรื่อยมา มีโพลจากสำนักต่างๆ มากมาย แทบทุกโพลสรุปว่าทรัมป์ “สอบตก” ผลงานโดยรวมไม่เข้าตาประชาชน แต่รัฐบาลทรัมป์ยังคงเป็นรัฐบาลทรัมป์ ผลโพลที่ทำและนำเสนอเรื่อยมาเป็นหลักฐานในตัวเองว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ไม่สนใจเสียงประชาชนที่ตำราการเมืองประชาธิปไตยตะวันตกบอกว่าเสียงประชาชนคือ “เสียงสวรรค์” ทางการเมือง

            บางคนอาจยกประเด็นว่าในช่วงหาเสียงพวกเดโมแครทย้ำว่าต้องเลือกพวกตน เพราะทรัมป์มีข้อเสียร้อยแปดพันเก้า ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ ผลการเลือกตั้งไม่ได้บอกว่าทรัมป์จะต้องเปลี่ยนนิสัยหรือเปลี่ยนแนวทางรัฐบาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าทรัมป์ต้องเปลี่ยน การหาเสียงโดยพยายามชี้ว่าทรัมป์มีข้อเสียเป็นวิธีหาเสียงเชิงจิตวิทยาเพื่อให้ต่อต้านทรัมป์
          กรณีที่มีผลจริงๆ คือเมื่อรัฐบาลต้องการใช้นโยบายที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา แต่กฎหมายปัจจุบันให้อำนาจประธานาธิบดีทำได้หลายอย่างมากกว่าอดีต
          ที่สำคัญคือพรรครีพับลิกันสนับสนุนทรัมป์

            เป็นไปได้ว่ารัฐบาลทรัมป์อาจยอมโอนอ่อนผ่อนปรนบางเรื่องบางจุด ปรับเปลี่ยนให้ตรงความประสงค์ของพวกเดโมแครทมากขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระแสเลือกตั้งกลางเทอมพ้นผ่าน เป็นไปได้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะกลับมาเป็นเช่นเดิม
ข้อสรุปคือ รัฐบาลทรัมป์สามารถดำเนินนโยบายประชานิยมต่อไป ประชาธิปไตยเชิงอำนาจนิยมจะหยั่งรากลงลึกในประเทศนี้ และควรด้วยพูดว่าคนอเมริกันส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับแนวทางนี้

            อีกประเด็นที่ควรเอ่ยถึงคือในช่วงหาเสียงมีการพูดถึงความร่วมมือระหว่างทรัมป์กับพรรครีพับลิกันอย่างชัดเจน ควรบันทึกไว้ว่าทรัมป์ไม่ได้ดำเนินนโยบายตามลำพัง ได้รับการสนับสนุนจากพรรค แม้สมาชิกพรรคบางคนไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในบางเรื่อง แต่โดยรวมแล้วพรรครีพับลิกันกับทรัมป์ทำงานร่วมกัน นั่นหมายความว่า หากมีเรื่องจะกล่าวโทษหรือชมเชย ไม่ควรกล่าวโทษหรือชมเชยประธานาธิบดีเพียงคนเดียว ต้องไม่ลืมเติมพรรครีพับลิกันเข้าไปด้วย เป็นที่มาของประโยคว่าบัดนี้พวกเดโมแครทสามารถถ่วงดุลอำนาจในรัฐสภาแล้ว
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าแนวทางของทรัมป์จะขยายออกไปสู่อีกหลายประเทศทั่วโลก และมีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วว่าฝ่ายขวาชาตินิยมในหลายประเทศชนะเลือกตั้ง การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมกำลังเป็นที่นิยม (การที่กลุ่มเหล่านี้เป็นที่นิยมมาจากหลายปัจจัย ทรัมป์เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนหนึ่ง)
สรุป :
            ตามสถิติพรรครัฐบาลมักเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำในการเลือกตั้งการเทอม การเลือกตั้งครั้งนี้รีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาต่อ จึงไม่อาจกล่าวว่าพรรครัฐบาลแพ้หมดรูป ในทางกลับกันเป็นหลักฐานชี้ว่ากระแสต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีผลกระทบมากอย่างที่บางฝ่ายนำเสนอ คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยสนับสนุนทรัมป์กับตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เป็นชัยชนะครั้งสำคัญของทรัมป์ น่าจะสามารถบริหารประเทศจนครบเทอม
            การบริการประเทศของทรัมป์จากนี้จะมีผลในอีก 2 ปีข้างหน้าเมื่อถึงเวลาต้องเลือกประธานาธิบดีอีกรอบ เมื่อนั้นพรรคเดโมแครทคงจะพูดไม่ต่างจากเดิม ที่มีเพิ่มเติมคือหลักฐานชี้ว่ารัฐบาลเลวร้ายเพียงไร ทำนองเดียวกับที่หาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม
            ในขณะที่ทรัมป์กับพวกรีพับลิกันจะพูดว่าตนบริหารประเทศจนตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตสูงมากเพียงไร คนที่กำลังหางานเหลือที่คน พูดแต่ข้อดีละเลยข้อบกพร่อง ไม่เอ่ยปัญหาที่พยายามปกปิดเก็บซ่อน
ข้อสรุปนี้จะถูกต้องหรือไม่ อีก 2 ปีจะได้รู้กัน
            ที่ควรบันทึกอีกเรื่องคือเป็นชัยชนะของระบบการเมืองอเมริกา ฝ่ายการเมืองเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป
11 พฤศจิกายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8037 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2561)
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: จากประชานิยมถึงระเบิดประชาธิปไตย
เป็นธรรมดาที่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้สมัครทุกคนทุกพรรคจะทุ่มเทใช้ทุกอย่างที่มีในช่วงนี้เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ไม่ว่าจะด้วยนโยบายหรืออื่นๆ คำถามคือสิ่งที่ใช้จะเป็นโทษต่ออนาคตหรือไม่

บรรณานุกรม :
1. CNN Poll: In final days, Democrats maintain advantage. (2018, November 5). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2018/11/05/politics/cnn-poll-midterms-democrats-advantage/index.html
2. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
3. “In a sense, I am on the ticket,” Trump seeks voter support. (2018, November 6). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/a548d15bf67c417383ab8c7135ac3fa8
4. News Analysis: "Pink Wave" in U.S. midterm elections. (2018, November 7).
Xinhua.
Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-11/07/c_137587000.htm
5. Obama warns against fear, Trump touts economy on campaign trail. (2018, November 3). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-election/obama-warns-against-fear-trump-touts-economy-on-campaign-trail-idUSKCN1N724J
6. Trump rallies for 2018 Republicans _ with an eye toward 2020. (2018, November 3). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/a5cb5cc16f7e42c781aa949d303e7649
-----------------------------

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: จากประชานิยมถึงระเบิดประชาธิปไตย

เป็นธรรมดาที่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้สมัครทุกคนทุกพรรคจะทุ่มเทใช้ทุกอย่างที่มีในช่วงนี้เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ไม่ว่าจะด้วยนโยบายหรืออื่นๆ คำถามคือสิ่งที่ใช้จะเป็นโทษต่ออนาคตหรือไม่

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายนนี้จะเป็นวันสำคัญถูกจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา เป็นวันเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรคเดโมแครทหวังกลับมาครองเสียงข้างมากในสภา ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์หวังใช้ผลการเลือกตั้งเป็นเครื่องยืนยันว่าพลเมืองอเมริกันสนับสนุนนโยบายของตน และเห็นว่าน่าจะเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย เป็นผู้นำที่พาประเทศให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ดังคำขวัญที่ว่า “Make America Great Again
ทรัมป์ให้สัญญาจะลดภาษีคนชั้นกลาง 10 เปอร์เซ็นต์ :
ในเวทีปราศรัยหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์นำเสนอนโยบายใหม่ๆ หลายข้อ หนึ่งในนโยบายที่เป็นข่าวคือสัญญาจะลดภาษีคนชั้นกลาง 10 เปอร์เซ็นต์โดยจะดำเนินการหลังเลือกตั้ง การปรับลดภาษีจำต้องผ่านรัฐสภาที่รีพับลิกันยังเป็นเสียงข้างมาก
นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าเป็นนโยบายหวังเจาะฐานเสียงคนชั้นกลางโดยเฉพาะ
มีข้อมูลว่านโยบายปรับลดภาษีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์มุ่งให้ประโยชน์คนรวยกับบริษัทเอกชนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้พรรครีพับลิกันไม่ได้ใจประชาชนกลุ่มรากหญ้า คนชั้นกลาง
ถ้าคิดเข้าข้างทรัมป์ การตัดสินใจปรับลดภาษีคนรวยกับบริษัทเอกชนก่อนเป็นแนวทางของพรรครีพับลิกันอยู่แล้ว ทำให้สมาชิกพรรคสนับสนุนทรัมป์ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ส่วนการเสนอปรับลดภาษีคนชั้นกลางหลังเลือกตั้งกลางเทอมเป็นแนวทางที่ถูกต้องเช่นกัน จำต้องใช้ไม้นี้เพื่อขอคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางทั้งจากสมาชิกพรรคกับกลุ่มคนที่ไม่ยึดพรรค รวมความแล้วคือการจัดวางตำแหน่งการปรับลดภาษีเพื่อได้เปรียบในการเลือกตั้งแต่ละครั้งนั่นเอง

ข้อวิพากษ์คือการปรับลดภาษีพร้อมกับเพิ่มรายจ่ายทำให้การขาดดุลรุนแรงกว่าเดิม ประธานาธิบดีทรัมป์พูดเรื่อยมาว่าให้ความสำคัญกับการแก้ขาดดุล แต่ความจริงแล้วตัวรัฐบาลทรัมป์นี่แหละที่กำลังซ้ำเติมปัญหาขาดดุลให้รุนแรงกว่าเดิม
เมื่อไม่นานนี้กระทรวงการคลังสหรัฐรายงานว่าปีงบประมาณ 2018 รัฐบาลขาดดุลถึง 779,000 ล้านดอลลาร์ เป็นตัวเลขขาดดุลสูงสุดนับจากปี 2012 เป็นต้นมา ข้อมูลจากกระทรวงการคลังอีกชิ้นรายงานว่าปีนี้รัฐบาลทรัมป์กู้เงินเกือบ 1.34 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าปีก่อนเกือบ 2 เท่า และเนื่องจากรัฐบาลลดภาษี เพิ่มการใช้จ่ายจึงขาดดุลมากขึ้น ซ้ำเติมปัญหาที่รุนแรงอยู่แล้วให้รุนแรงกว่าเดิม
เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) อดีตผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐกล่าวว่าทางแก้ที่ดีที่สุดคือขึ้นภาษีกับลดสวัสดิการคนวัยเกษียณ  
ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีจะละเลยไม่เอ่ยถึงการขาดุลที่เพิ่มขึ้นเพราะรัฐบาลกู้เงินจำนวนมหาศาลพร้อมกับปรับลดภาษี

คงไม่กล่าวเกินไปถ้าจะสรุปว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันกำลังทำคือทำอย่างไรก็ได้ขอให้ชนะเลือกตั้ง ส่วนจะสร้างปัญหาให้กับอนาคต ให้กับชนรุ่นหลังหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง
อีกทางที่เป็นไปได้คือทรัมป์หวังใช้ประเด็นลดภาษีคนชั้นกลางเพื่อหาเสียงโดยไม่คำนึงว่าจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ดังที่ทรัมป์ประกาศแล้วว่าการลดภาษีจะเป็นการตัดสินใจของสภา ดังนั้น หากที่สุดแล้วสภาไม่อนุมัติก็ไม่ใช่ความผิดของตน ณ ตอนนั้นไม่ว่าสภาจะอนุมัติหรือไม่ ทรัมป์ได้คะแนนเสียงไม่น้อยจากข้อเสนอนโยบายนี้ เป็นแผน “เอาแต่ได้โดยทิ้งปัญหาให้คนอื่น”
เป็นนโยบายประชานิยมที่หวังใช้ภาษี “ซื้อเสียงประชาชน” ทิ้งภาระปัญหาให้กับคนรุ่นหลัง

ประธานาธิบดีที่พูดเท็จเป็นนิจ :
ตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สื่อและนักวิชาการหลายคนเริ่มจับผิดคำพูดของทรัมป์ เนื่องจากมักพูดเท็จหรือพูดจริงปนเท็จ หลายครั้งพูดในเรื่องที่ใครๆ รู้ว่าเป็นเรื่องโกหก ฮิลลารี คลินตันถึงกับเอ่ยว่าประธานาธิบดีต่อต้านความจริงและเหตุผล เฉพาะเดือนสิงหาคม The Washington Post ชี้ว่าทรัมป์พูดเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดถึง 125 ครั้ง และพูดเท็จถึง 5,000 ครั้งนับตั้งแต่เป็นประธานาธิบดี
แต่ไม่ว่าสังคมจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ทรัมป์ยังคงเดินหน้าพูดความจริงปนความเท็จ พร้อมกับอ้างว่าตัวเองพูดถูกต้อง คนอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับตนต่างหากที่พูดเท็จ เสนอข่าวเท็จ (fake news)
ทรัมป์กล่าวว่าสาเหตุหนึ่งที่ประเทศของเรามีความโกรธแค้นจัดมาจากการที่สื่อรายงานข่าวไม่เที่ยงตรง บิดเบือน ตีตราว่าเป็น “พวกสื่อข่าวเท็จ” (The Fake News Media) สื่อคือศัตรูของประชาชน” โหมกระแสความเกลียดชัง ความเคียดแค้นในสังคม
เป็นความจริงที่สื่อมักนำเสนอข่าวลบเพราะผู้อ่านส่วนใหญ่ชอบเสพข่าวลบมากกว่าข่าวดี ข่าวลบเป็นหัวข้อสนทนาในสภากาแฟได้สนุกปาก แต่ควรมองย้อนกลับว่าอะไรเป็นที่มาของข่าวลบเกี่ยวกับรัฐบาล ผู้นำประเทศ

ฮิลลารี คลินตันกล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เป็นดังผู้นำของคนอเมริกันทั้งประเทศ ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นดูแคลนคนอเมริกันเชื้อชาติอื่น เกลียดชังคนบางกลุ่ม สร้างความเกลียดชัง ทำให้คนในชาติแตกแยก
ส่วนอดีตประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า ทรัมป์บั่นทอนประชาธิปไตย วิถีชีวิตของคนอเมริกัน ด้วยการปลุกเร้าการเหยียดเชื้อชาติ (racist) อำนาจนิยมที่ทำลายสถาบันประชาธิปไตย
เป็นคำถามที่น่าคิดใช่ไหมว่าตำแหน่งผู้นำประเทศสามารถพูดเท็จได้เป็นนิจ พรรครีพับลิกันที่ท่านสังกัดไม่ได้ห้ามปราม (หรือห้ามแล้วแต่ไม่ได้ผล) เรื่องนี้สะท้อนสภาพระบอบประชาธิปไตยอเมริกา มีผลต่อความเชื่อมั่นว่ายังเป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมหรือไม่
บางคนอาจเห็นด้วยกับคำพูดของคลินตันกับโอบามา บางคนอาจไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงพูดจริงปนเท็จต่อไป ผู้คนทั่วโลกเป็นพยาน ไม่เพียงคนอเมริกันหรือสื่อมวลชนเท่านั้น

ลูกระเบิดการเมืองวันนี้กับอนาคต :
สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเกิดเหตุฮือฮาเมื่อพบระเบิดไปป์บอมบ์ (pipe-bomb) กว่า 10 ชุดส่งทางไปรษณีย์ให้กับแกนนำนักการเมือง บุคคลสำคัญของพรรคเดโมแครท สำนักข่าวบางแห่งที่เสนอข่าวลบต่อประธานาธิบดี เป็นประเด็นวิพากษ์ต่างๆ นานา บ้างว่าเพราะทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรง หว่านความเกลียดชัง ปลุกเร้าให้คนร้ายก่อเหตุ อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นแผนของเดโมแครทหวังสร้างสถานการณ์ให้คนเห็นอกเห็นใจ ออกไปเลือกตั้งเพื่อโค่นทรัมป์
เป็นการยากที่จะฟันธงว่าเป็นแผนลับของใครหรือไม่ (แม้จับตัวผู้กระทำผิดได้ สุดท้ายมักลงเอยว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่มีใครบงการ) ที่พูดได้แน่นอนคือข่าวนี้กระตุ้นให้คนอเมริกันสนใจเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้รับสื่อจะเป็นสมาชิกของพรรคใดหรืออยู่ในกลุ่มที่ปกติไม่ออกไปเลือกตั้ง

ที่ควรเข้าใจคือไม่ว่าจะเป็นพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างหวังให้ผู้มีสิทธิออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการหาเสียงในทุกเวทีปราศรัย ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าที่ผ่านมาคนอเมริกันไม่ค่อยสนใจเลือกตั้งกลางเทอม คนไปใช้สิทธิน้อย ดังนั้นไม่ว่าพรรคใดหากสามารถกระตุ้นให้คนออกไปสิทธิเพียงเท่านี้จะชนะ
ถ้าไปป์บอมบ์เป็นเหตุให้ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองและไปถึงคูหาเลือกตั้ง เช่นนี้จะเรียกว่าเป็น “ระเบิดส่งเสริมประชาธิปไตย” ก็น่าจะได้

ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยม การโหมกระแสผ่านสื่อ จนถึงไปป์บอมบ์ล้วนกระตุ้นชักนำให้ผู้คนสนใจการเมือง บางคนที่เดิมไม่คิดไปเลือกตั้งอาจเปลี่ยนใจ พรรคใดจะชนะ ผู้ใช้สิทธิจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงจะรู้ผลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
คำถามที่ทิ้งให้กับอนาคตคือการเมืองจะรุนแรงกว่านี้หรือไม่ สังคมจะนิยมเสพความรุนแรงก้าวร้าวกว่านี้หรือไม่ มีข้อมูลบ่งบอกว่าสังคมอเมริกันพูดถึงความรักความเมตตาน้อยลง เป็นคำถามส่งไปถึงผู้มีอำนาจและผู้คนทั้งหลายว่าต้องการสังคมเช่นนี้หรือไม่ สังคมที่ทวีความรุนแรง แตกแยก พวกใครพวกมัน การโยนภาระปัญหาใหญ่ให้กับคนรุ่นหลังสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืนหรือ
ความเกลียดชังเคียดแค้นต่ออีกฝ่ายคือลูกระเบิดการเมืองในอนาคต มีผลต่อสหรัฐและทุกประเทศทั่วโลก
4 พฤศจิกายน 218
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8030 วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2561)

-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
1.ศึกเลือกตั้งกลางเทอม2018 : ประชาธิปไตยวิกฤตในยุคของทรัมป์
โอบามากับฮิลลารีโจมตีทรัมป์ว่าเป็นอำนาจนิยม บ่อนทำลายประชาธิปไตย ชาวอเมริกันจำนวนมากเดือดร้อน ต้องเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล คำถามคือจริงหรือที่เลือกเดโมแครทเป็นคำตอบ
การเลือกตั้งกลางเทอมที่คนไม่ค่อยสนใจเป็นโอกาสที่จะชนะอีกฝ่ายง่ายๆ หากสามารถผลักดันให้ผู้มีสิทธิออกมาเลือกพรรครีพับลิกันแล้วประกาศว่านี่คือเสียงสวรรค์ให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่อไป

บรรณานุกรม :
1. American Democracy Is in Crisis. (2018, September 16). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2018/09/american-democracy-is-in-crisis/570394/
2. Trump brands media 'true enemy of the people' just days after pipe bomb scare at CNN offices. (2018, October 29). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/americas/trump-twitter-media-fake-news-enemy-people-pittsburgh-shooting-synagogue-anti-semitism-a8606621.html
3. Trump commits to plan for middle-income tax cut after Election Day, blasts Central American countries over caravan. (2018, October 22). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/politics/trump-commits-to-plan-for-middle-income-tax-cut-after-election-day-blasts-central-american-countries-over-caravan
4. Trump wants new middle-class tax cut 'of about 10 percent'. (2018, October 22). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/story/2018/10/22/trump-middle-class-tax-cut-924446
5. Trump's mystery tax cut puzzles Washington. (2018, October 22). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/story/2018/10/22/trump-new-tax-cut-midterms-925383
6. U.S. plans to borrow 425 billion dollars in Q4: Treasury. (2018, October 30). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-10/30/c_137568654.htm
7. Why the US trade deficit is a 'made in America' problem that won't be helped by Trump's strong-arming on trade. (2018, September 2). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/01/trade-deficit-is-made-in-america-wont-be-helped-by-trump-tariffs.html
8. Yellen says rising deficit is unsustainable: 'If I had a magic wand, I would raise taxes'. (2018, October 31). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/10/30/yellen-says-rising-us-deficit-unsustainable-if-i-had-a-magic-wand-i-would-raise-taxes.html
-----------------------------

unsplash-logoElement5 Digital