ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ประชาธิปไตยวิกฤตในยุคของทรัมป์

โอบามากับฮิลลารีโจมตีทรัมป์ว่าเป็นอำนาจนิยม บ่อนทำลายประชาธิปไตย ชาวอเมริกันจำนวนมากเดือดร้อน ต้องเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล คำถามคือจริงหรือที่เลือกเดโมแครทเป็นคำตอบ

            ในระยะนี้ที่สหรัฐกำลังหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม บรรดาแกนนำคนสำคัญๆ ออกมาปราศรัยหาเสียง เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และฮิลลารี คลินตัน เป็นอีกครั้งที่เวทีปราศรัยเป็นโอกาสแก่บุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือสภาพประชาธิปไตยของประเทศ
ฮิลลารี คลินตัน : ประชาธิปไตยอเมริกาเข้าขั้นวิกฤต
            กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฮิลลารี คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน อดีตวุฒิสมาชิก รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลโอบามา และตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำหลายอย่างผิดพลาด ไม่ฟังเสียงประชาชน รวมความแล้ว “ณ ขณะนี้ประชาธิปไตยของเราอยู่ในภาวะวิกฤต” สถาบันประชาธิปไตย ธรรมเนียมประชาธิปไตยไม่อยู่ในมือของประชาชนอีกแล้ว คนทั้งประเทศจำต้องลุกขึ้นสู้และแพ้ไม่ได้
            ฮิลลารีให้เหตุผล 5 ประการที่ควรต่อต้านทรัมป์ สาระโดยสังเขป ข้อแรก ทรัมป์ละเมิดหลักนิติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ผู้นำที่อยู่เหนือกฎหมายคือทรราช (a tyrant) ประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนจะเป็นเช่นว่า เจมส์ คอมีย์ (James Comey) อดีตผู้อำนวยการ FBI กล่าวว่าทรัมป์ต้องการให้เขาจงรักภักดีต่อตัวเขามากกว่ารัฐธรรมนูญ
            ข้อ 2 ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อนมีปัญหา เพราะรัสเซียแทรกแซงและทรัมป์ใช้อำนาจกีดกันการตรวจสอบ ปล่อยให้รัสเซียแทรกแซงต่อไป
            ข้อ 3 ประธานาธิบดีต่อต้านความจริงและเหตุผล เฉพาะเดือนที่แล้ว (สิงหาคม) The Washington Post ชี้ว่าทรัมป์พูดเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดถึง 125 ครั้ง และพูดเท็จถึง 5,000 ครั้งถ้านับตั้งแต่เป็นประธานาธิบดี
            การเป็นผู้นำประเทศย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ สามารถชี้แจงด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใช้อำนาจเล่นงานสื่อ ทำลายเสรีภาพสื่อเพียงเพราะต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป
            ข้อ 4 คอร์รัปชันดาษดื่น ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบ 40 ปีที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการคืนภาษี หลายเหตุการณ์น่าสงสัยว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างธุรกิจส่วนตัวของเขากับบริษัทเอกชน รัฐบาลต่างชาติและองค์กรของพรรครีพับลิกัน โรงแรม สนามกอล์ฟของทรัมป์กลายเป็นแหล่งทำเงินมหาศาลแก่ตำแหน่งประธานาธิบดี
            ข้อ 5 ทรัมป์บ่อนทำลายเอกภาพของชาติ ระบอบประชาธิปไตยให้อภิปรายอย่างเสรี ไม่จำต้องคิดเห็นตรงกัน แม้คิดเห็นต่างคนทั้งประเทศยังผูกพันมั่นคงเป็นชาติเดียวกัน แต่ทรัมป์ไม่สมกับเป็นผู้นำของคนทั้งประเทศ ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นดูแคลนคนอเมริกันเชื้อชาติอื่น เกลียดชังคนบางกลุ่ม ทำให้คนในชาติแตกแยกรุนแรง
            ทางออกคือต้องระดมให้คนออกมาเลือกตั้งกลางเทอมให้มากที่สุด จากนั้นปรับแก้ไขกฎหมาย เช่น ทรัมป์จะต้องแสดงการคืนภาษีเงินได้ สกัดการหาประโยชน์จากผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ มีระบบตรวจสอบบริษัทเอกชนที่เข้มแข็งกว่านี้
บารัก โอบามา : ทรัมป์บั่นทอนประชาธิปไตย
            ก่อนคำปราศรัยของฮิลาลารี ราวช่วงต้นเดือนกันยายนอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barack Obama) แสดงสุนทรพจน์บรรยายว่าการเมืองอยู่ในความมืดมิด ทรัมป์คือต้นเหตุให้คนทั้งประเทศตื่นตัว โดยเฉพาะพวกชนกลุ่มน้อย คนหนุ่มสาว คนผิวขาวที่มีการศึกษาและผู้หญิง คนเหล่านี้ถูกปลุกเร้าให้ตื่นเพราะทรัมป์บั่นทอนประชาธิปไตย วิถีชีวิตของพวกคนอเมริกัน ถูกปลุกเร้าด้วยการเหยียดเชื้อชาติ ทุจริตคอร์รัปชัน อำนาจนิยมที่ทำลายสถาบันประชาธิปไตย
            ถ้าไม่ออกไปใช้สิทธิเท่ากับปล่อยให้การตัดสินใจอยู่ในมือของคนอื่นที่อาจคิดเห็นต่างจากตัวเอง เศรษฐีพันล้านมีอิทธิพลครอบงำการเมือง ขาดการตรวจสอบการใช้อำนาจ ผู้ถืออำนาจใช้อำนาจมิชอบ เป็นชาตินิยมสุดโต่งดังที่ปรากฏ
            เอ่ยถึงนโยบายหลายข้อมุ่งโจมตีรัฐบาลทรัมป์ เช่น การลดภาษีซ้ำเติมการขาดดุล ลดงบประมาณสวัสดิการสังคม ไม่สนใจภาวะโลกร้อน

 ทางออกคือเลือกเดโมแครท? :
            ทั้งโอบามากับฮิลลารีเสนอทางออกเหมือนกันคือ ขอให้ออกไปเลือกตัวแทนพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดี ถ้าเดโมแครทเป็นเสียงข้างมาก รัฐบาลทรัมป์จะไม่กล้าหรือทำอะไรแปลกๆ น้อยลง
            ความตอนหนึ่งโอบามาอธิบายว่าสถานการณ์ขณะนี้คือพวกรีพับลิกันครองทั้งรัฐสภากับทำเนียบขาว เมื่อไม่มีการถ่วงดุล รัฐบาลจึงลดภาษีคนรวยซึ่งไม่มีความจำเป็นและยิ่งทำให้ประเทศขาดดุลหนักกว่าเดิม ออกนโยบายอุดหนุนโรงงานที่สร้างมลภาวะด้วยภาษีของประชาชน เป็นประเทศเดียวในโลกที่ถอนตัวจากข้อตกลงแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน พยายามกีดกันการสอบสวนเรื่องที่รัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง
            ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นอีกแน่นอน ระบอบประชาธิปไตยต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล แต่ ณ ขณะนี้ไม่มี
            ผู้ที่มีสิทธิตรวจสอบคือพลเมืองอเมริกัน ด้วยการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ทุกอย่างแต่เป็นจุดเริ่มต้นปรับปรุงแก้ไขประชาธิปไตย

            ข้อสังเกตคือโอบามาไม่แตกต่างจากฮิลลารี (รวมทั้งทรัมป์ดังบทความก่อน) คือ พยายามอ้างเหตุผลบางแง่มุมเพื่อผลักดันให้คนออกไปเลือกตั้ง เช่น ด้วยการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ชี้ว่าถ้าเลือกเดโมแครทจะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยละเลยคุณสมบัติของผู้สมัคร ไม่เอ่ยว่าทำไมที่ผ่านมาคนจำนวนมากจึงไม่สนใจไปใช้สิทธิ โดยเฉพาะเลือกตั้งกลางเทอม
            การผลักดันหรือชักชวนให้คนออกไปใช้สิทธิเป็นเรื่องสมควรทำ แต่จำต้องมองการเมืองรอบด้าน ไม่ใช่แค่ออกไปใช้สิทธิเลือกใครสักคนเท่านั้น ในกรณีของอเมริกาเห็นชัดว่าอยู่ในภาวะวิกฤติที่ประชาชนขาดศรัทธาต่อนักการเมือง พรรคการเมือง ระบบการเลือกตั้ง ประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่ต้องแก้ไข

            การผลักดันให้คนออกไปเลือกตั้งและเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลอาจมีประโยชน์บ้างถ้าเกิดการถ่วงดุลจริง แต่ยังอยู่บนหลักการเลือกคนที่แย่น้อยกว่า (the lesser of the two evils) เหมือนเมื่อเกือบ 2 ปีก่อนที่หลายคนเลือกทรัมป์เพราะไม่อยากได้ฮิลลารี
            ถ้าคิดไปไกลๆ หากเลือกตั้งกลางเทอมในพฤศจิกายนนี้พรรคเดโมแครทชนะ กลับมาครองเสียงมากในรัฐสภา การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบหน้าก็ควรเลือกผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ซึ่งน่าจะเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ (ให้อยู่ต่ออีกสมัย) หรือเลือกบุตรเขยบุตรสาวทรัมป์ก็เป็นได้

จริงหรือที่เลือกเดโมแครทคือคำตอบ :
            ทั้งโอบามากับฮิลลารีต่างมุ่งเล่นงานทรัมป์ ราวกับว่าความผิดทั้งหมดอยู่ที่คนๆ เดียว คำถามคือประธานาธิบดีทรัมป์คิดและทำเรื่อง “ร้ายๆ” เพียงลำพังหรือ สมาชิกพรรครีพับลิกันสนับสนุนทรัมป์ใช่หรือไม่ (แน่นอนว่าบางคนไม่สนับสนุน) ถ้าพรรครีพับลิกันไม่สนับสนุนและพรรคเดโมแครทไม่สนับสนุนทำไมทรัมป์ยังบริหารประเทศและออกนโยบายแย่ๆ หลายอย่าง ทำให้คนอเมริกันทุกข์ยาก สังคมแตกแยกรุนแรง และทำลายประชาธิปไตยดังที่ถูกกล่าวหา
หลายคนเห็นด้วยกับอดีตประธานาธิบดีโอบามาเรื่องนายทุนกับนักล็อบบี้ (lobbyist - ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานให้นายทุน) คือผู้กำหนดวาระ นโยบายของประเทศ แต่ไม่ได้เอ่ยว่าถ้าผู้สมัครทั้ง 2 พรรคใหญ่ต่างอยู่ใต้อิทธิพลเดียวกันนี้ การเลือกตัวแทนพรรคใดพรรคหนึ่งจะแตกต่างกันแค่ไหน
            สาเหตุสำคัญข้อหนึ่งที่คนไม่เลือกฮิลลารีก็เพราะถูกกล่าวหาว่ามุ่งทำงานรับใช้นายทุนไม่ใช่หรือ โอบามาขณะเป็นประธานาธิบดีก็ยอมรับเรื่องทำนองนี้ และพูดซ้ำในการปราศรัยรอบนี้ว่าอำนาจเงินมีอิทธิพลครอบงำการเมือง

            รวมความแล้ว แนวคิดขอเป็นเสียงข้างมากในสภาเพื่อถ่วงดุล แม้ฟังดูดีถูกต้องตามทฤษฎีแต่อาจตีความได้ว่าพรรคเดโมแครทไร้น้ำยา สมาชิกสภาของพรรคนี้ (ในขณะเป็นเสียงข้างน้อย) ไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเอง ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์คนอเมริกันเพียงเพราะได้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี
            เช่นนี้แหละที่สมควรพูดว่า “ประชาธิปไตยอเมริกาวิกฤตในยุคของทรัมป์จริงๆ”
23 กันยายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7988 วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2561)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
การเลือกตั้งกลางเทอมที่คนไม่ค่อยสนใจเป็นโอกาสที่จะชนะอีกฝ่ายง่ายๆ หากสามารถผลักดันให้ผู้มีสิทธิออกมาเลือกพรรครีพับลิกันแล้วประกาศว่านี่คือเสียงสวรรค์ให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่อไป

บรรณานุกรม :
1. American Democracy Is in Crisis. (2018, September 16). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2018/09/american-democracy-is-in-crisis/570394/
2. Obama just delivered his answer to Trump’s authoritarianism. (2018, September 7). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/blogs/plum-line/wp/2018/09/07/obama-just-delivered-his-answer-to-trumps-authoritarianism/?utm_term=.250b35803f39
3. Read the full transcript of Obama’s fiery anti-Trump speech. (2018, September 7). Vox.com. Retrieved from https://www.vox.com/policy-and-politics/2018/9/7/17832024/obama-speech-trump-illinois-transcript
-----------------------------

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ความหวังของประธานาธิบดีทรัมป์

การเลือกตั้งกลางเทอมที่คนไม่ค่อยสนใจเป็นโอกาสที่จะชนะอีกฝ่ายง่ายๆ หากสามารถผลักดันให้ผู้มีสิทธิออกมาเลือกพรรครีพับลิกันแล้วประกาศว่านี่คือเสียงสวรรค์ให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่อไป

ระหว่าง4 ปีที่รอเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ในปีที่ 2 ราวเดือนพฤศจิกายนจะมีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรกับวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งเรียกว่าเลือกตั้งการเทอม (midterm election)
            ข้อมูลในอดีตพบว่าพรรครัฐบาลมักเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ผู้ใช้สิทธิบางคนเลือกประธานาธิบดีจากพรรคหนึ่ง และเลือกอีกพรรคหนึ่งในเลือกตั้งกลางเทอมหวังให้รัฐสภาถ่วงดุลรัฐบาล
            ความไม่พอใจต่อรัฐบาลจะแสดงออกผ่านการเลือกตั้งนี้ ดังเช่นปี 2006 พรรคเดโมแครทชนะเลือกตั้งครั้งใหญ่ ครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา พวกไม่ฝักใฝ่พรรคใดพรรคหนึ่งเทคะแนนให้เดโมแครท เพราะไม่พอใจสงครามกับอิรักจากนโยบายของประธานาธิบดีบุช
            ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งล่าสุดเมื่อ 2014 รีพับลิกันชนะทั้ง 2 สภา ชี้ว่าประชาชนไม่ชอบรัฐบาล แม้ประธานาธิบดีโอบามายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป

            กระแสต่อต้านทรัมป์ การที่คนอเมริกันรู้จักทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีแล้ว ฝ่ายต่อต้านเชื่อว่าการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้รีพับลิกันน่าจะเสียคะแนน เป็นโอกาสของเดโมแครทที่แกนนำพรรคหมายมั่นปั้นมือ ไม่เพียงกลับมาครองเสียงข้างมากในสภา ยังเล็งเป้าถึงการเลือกประธานาธิบดีครั้งต่อไปด้วย
ความนิยม ผลโพล :
            โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กลายเป็นประธานาธิบดีที่เข้ารับตำแหน่งด้วยคะแนนนิยมต่ำสุด ผลสำรวจจาก CNN ร่วมกับ ORC และอีกชุดคือ The Washington Post กับ ABC News ให้ข้อสรุปตรงกัน ผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 40 ให้ทรัมป์สอบผ่าน ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ผลสำรวจของ NBC News กับ The Wall Street Journal ให้สอบผ่านเพียงร้อยละ 44
            สรุปสั้นๆ คือสอบตกตั้งแต่ยังไม่รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
            ที่ปรึกษาทรัมป์ชี้แจงว่าแต่ไหนแต่ไรผลสำรวจไม่สะท้อนความนิยมต่อทรัมป์ ถ้าเชื่อผลสำรวจทรัมป์จะไม่ชนะเลือกตั้ง เป็นความจริงที่ผลสำรวจก่อนเลือกตั้งชี้ว่าฮิลลารี คลินตันต่างหากที่น่าจะชนะ
ล่าสุด ผลโพล Washington Post-ABC News เมื่อปลายสิงหาคมที่ผ่านมา ชาวอเมริกันจำนวนมากสนับสนุนการสอบสวนกรณีทรัมป์ติดต่อกับรัสเซียเพื่อเอาชนะเลือกตั้ง พฤติกรรมขัดขวางของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหนึ่งในสาเหตุบั่นทอนคะแนนนิยมให้ตกต่ำลงอีก ครั้งนี้ให้สอบตกแตะระดับร้อยละ 60 แล้ว เพียงร้อยละ 36 ที่ให้สอบผ่าน
ที่ร้ายแรงกว่านั้น ร้อยละ 49 เห็นว่ารัฐสภาควรเริ่มกระบวนการขับประธานาธิบดี (impeachment) ในขณะที่ร้อยละ 46 ไม่เห็นด้วย

ทรัมป์ให้ความสำคัญกับเลือกตั้งกลางเทอม :
            โดยปกติแล้ว เลือกตั้งการเทอมเป็นที่สนใจน้อยกว่าเลือกตั้งประธานาธิบดี เลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2014 มีผู้ไปใช้สิทธิเพียงร้อยละ 36.4 หรือเกิน 1 ใน 3 เพียงเล็กน้อยสำหรับประเทศที่เคยอวดอ้างว่าเป็นแบบอย่างประชาธิปไตยโลก เหตุเพราะการเลือกประธานาธิบดีมีผลต่อพวกเขาโดยตรงมากกว่า ดังจะเห็นว่านโยบายสำคัญๆ ระดับประเทศมาจากประธานาธิบดีหรือรัฐบาลกลาง แกนนำต่างๆ รวมทั้งตัวประธานาธิบดีจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญที่จะช่วยลูกพรรคหาเสียง เม็ดเงินที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์มีน้อย
            อย่างไรก็ตาม ถ้ามองอีกด้านจะเป็นโอกาสแก่ทั้ง 2 พรรคที่จะชนะคู่แข่งได้ง่ายๆ หากสามารถผลักดันให้คนอีกมากที่เดิมไม่ใช้สิทธิไปเข้าคูหาเลือกตั้ง หากทรัมป์ทำสำเร็จผลการเลือกตั้งมีน้ำหนักมากกว่าผลโพล ที่สำคัญกว่านั้นคือ ส.ส. ส.ว. พรรคของตนน่าจะสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งต่อไป ในทางกลับกันหากแพ้หนักย่อมสร้างความไม่พอใจแก่คนในพรรค

            กลยุทธ์ของทรัมป์ตรงไปตรงมา พยายามอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง เป็นแรงผลักดันให้คนอเมริกันออกมาเลือกสนับสนุนผู้สมัครพรรครีพับลิกัน
ทรัมป์ให้เครดิตกับผลงานของตนว่าเศรษฐกิจประเทศดีกว่าอดีตที่ผ่านมา คนว่างงานลดน้อยลงมาก หลายบริษัทที่ลงทุนต่างประเทศกำลังกลับมา สมาชิกนาโตจะช่วยสนับสนุนงบกลาโหมอีกหลายพันล้านดอลลาร์ และตอนนี้กำลังเจรจาต่อรองการค้าครั้งใหญ่กับหลายประเทศอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

            ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านหนังสือ “Fear” แต่งโดย บ๊อบ วู้ดวาร์ด (Bob Woodward) บรรยายสภาพการทำงานในทำเนียบขาวที่เต็มด้วยความวุ่นวายจนแทบจะพัง (nervous breakdown) ต้นเหตุสำคัญอยู่ที่ตัวประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่าเจ้าหน้าที่บางคนพยายามซ่อนเอกสารสำคัญให้พ้นจากสายตาประธานาธิบดี เกรงว่าท่านจะทราบและสั่งการทำ “อย่างผิดๆ” เจ้าหน้าที่อาวุโสบางคน เช่น จอห์น เคลลีย์ (John Kelly) หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว (chief of staff) ถึงกับเอ่ยกับผู้ร่วมงานว่าทรัมป์เป็น “ไอ้งี่เง่า” (an idiot)
            ด้านทรัมป์ชี้แจงว่าหนังสือที่โจมตีตนนั้นเป็นเรื่องแต่ง ปั้นน้ำเป็นตัว ไม่ตรงความจริง เป็นแผนของพรรคเดโมแครทเพื่อหวังชนะเลือกตั้งกลางเทอม ส่วนนายเคลลีย์ออกมาพูดแก้ว่าตนไม่เคยพูดว่าประธานาธิบดีเป็นคนงี่เง่า อันที่จริงตรงกันข้ามเลย
            ไม่ว่าพรรคเดโมแครทจะอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ทรัมป์โยนความผิดให้และเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งกลางเทอม

ท่ามกลางกระแสขับทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ (เลือกตั้งกลางเทอม) ไม่ใช่เพียงแค่ให้คะแนนผู้สมัคร แต่เป็นการเลือกว่าจะให้พรรคใดควบคุมรัฐสภา” ทั้งยังเกี่ยวข้องการขับทรัมป์ แต่จะขับได้หรือในเมื่อเขาทำหน้าที่อย่างดี ไม่ได้ทำอะไรผิด เศรษฐกิจประเทศกำลังไปได้ดี พร้อมกับชี้หากเขาถูกขับออกจากตำแหน่งจะเป็นความผิดของกลุ่มผู้สนับสนุนเขา และอเมริกาจะตกต่ำกลายเป็นกลุ่มประเทศโลกที่ 3 เป็นตลกร้ายหากประธานาธิบดีผู้ทำหน้าที่ได้อย่างดีแต่ถูกขับออกจากตำแหน่ง
            สำหรับทรัมป์แล้วเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะผูกผลการเลือกตั้งกับความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปในสมัยนี้และสมัยหน้า
            ไม่กี่วันก่อนทรัมป์เอ่ยว่า “ยังไม่มีใครที่พอจะเอาชนะเขาได้ใน (การเลือกตั้งประธานาธิบดี) ปี 2020” เพราะผลงานของเขาโดดเด่น แม้การเลือกตั้งปี 2020 อาจดูเหมือนไกล ความจริงแล้วใกล้กว่าที่คิด โดยทั่วไปเมื่อย่างเข้าปลายปี 2019 หรือต้นปี 2020 (อีกราวปีเศษ) บรรดาผู้สมัครจะเปิดตัวและเริ่มหาเสียงอย่างเป็นทางการ
            หากพรรครีพับลิกันชนะหรือสามารถรักษาที่นั่งในสภาในระดับเดิม ทรัมป์ย่อมสามารถพูดเต็มปากเต็มคำว่าพลเมืองอเมริกันสนับสนุนให้เขาเป็นประธานาธิบดีต่อไป

เลือกตั้งกลางเทอม “เอาทรัมป์” หรือ “ไม่เอาทรัมป์” :
            จากสภาพที่เห็นในช่วงนี้ เลือกตั้งกลางเทอมไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้ง ส.ส. กับ ส.ว.จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่ถูกดึงให้เป็นการชิงชัยระหว่างฝ่ายที่ “เอาทรัมป์” กับ ฝ่ายที่ “ไม่เอาทรัมป์” พยายามชี้ให้เข้าใจว่ามีผลต่อการขับทรัมป์ออกจากตำแหน่ง
            เรื่องน่าคิดคือจริงหรือที่เลือกตั้งส.ส. ส.ว. ดังกล่าวสัมพันธ์กับการขับทรัมป์ คำถามที่สำคัญกว่าคือควรนำมาผูกโยงกันหรือไม่ เพราะส.ส. ส.ว. มีบทบาทหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว ควรที่จะเลือกสมาชิกรัฐสภาด้วยเหตุผลหลักว่าทรัมป์ควรเป็นประธานาธิบดีต่อไปหรือไม่ โดยไม่คำนึงคุณสมบัติ ความเหมาะสมของผู้สมัคร ฯลฯ
            อย่าลืมว่าที่ผ่านมาคนอเมริกันต่อว่าสมาชิกรัฐสภาหลายคนไม่ทำหน้าที่สมบทบาท คำนึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ประเทศ ทำตัวแปลกแยกจากประชาชน ฯลฯ
          การหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนต้องการให้ชาวอเมริกันตัดสินใจง่ายๆ ให้ออกมาเลือกตั้งโดยเลือกว่าจะ “เอาทรัมป์” หรือ “ไม่เอาทรัมป์”
            วงจรประชาธิปไตยอเมริกาหมุนอีกรอบ
16 กันยายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7981 วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2561)

-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากชื่อที่ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ
ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง เมื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมีคำถามว่าจะไปรอดหรือไม่ ผลปรากฏว่าทรัมป์สามารถชนะผู้สมัครคนดังคนอื่นๆ กลายเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันด้วยคะแนนสูงลิ่ว เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์หาเสียงของทรัมป์ เป็นที่น่าศึกษา ให้ความเข้าใจทั้งวิธีหาเสียงของเขา และในประเด็นที่กว้างกว่า เช่น มุมมองของชาวอเมริกัน ระบอบประชาธิปไตยอเมริกา

บรรณานุกรม :
1. 2014 midterm election turnout lowest in 70 years. (2014, November 10). 2014 midterm election turnout lowest in 70 years. PBS News. Retrieved from http://www.pbs.org/newshour/updates/2014-midterm-election-turnout-lowest-in-70-years/
2. Ansolabehere, Stephen., Ginsberg, Benjamin.,  Lowi, Theodore J., & Shepsle, Kenneth A. (2017). American Government: Power and Purpose (14Ed. Core Edition. New York: W. W. Norton & Company.
3. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
4. Baker, Peter. (2017, January 17). Trump Entering White House Unbent and Unpopular. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/17/us/politics/donald-trump-obama-approval-rating.html?_r=0
5. Cabinet members discussed removing Donald Trump from office, according to unnamed senior figure. (2018, September 5). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/the-americas/cabinet-members-discussed-removing-donald-trump-from-office-according-to-unnamed-senior-figure-1.767387
6. Donald Trump Says Your Opinions Are Fake If You Don’t Like His Policies. (2017, February 6). The Huffington Post. Retrieved from http://www.huffingtonpost.com/entry/trump-negative-polls-fake_us_58988431e4b040613137c6ee
7. Magleby, David B., Light, Paul C., & Nemacheck, Christine L. (2014). Government by the People (25th Ed.). USA: Pearson Education.
8. Maisel, L. Sandy. (2007). American Political Parties and Elections: A Very Short Introduction. New York: Oxford University Press.
9. Poll: 60 percent disapprove of Trump, while clear majorities back Mueller and Sessions. (2018, August 31). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/poll-60-percent-disapprove-of-trump-while-clear-majorities-back-mueller-and-sessions/2018/08/30/4cd32174-ac7c-11e8-a8d7-0f63ab8b1370_story.html
10. Transcript: Phone call between President Trump and journalist Bob Woodward. (2018, September 4). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/2018/09/04/transcript-phone-call-between-president-trump-journalist-bob-woodward/?utm_term=.c11bae1b4d86
11. Trump Calls New Book Critical of His Presidency 'Work of Fiction'. (2018, September 5). VOA. Retrieved from https://www.voanews.com/a/trump-unleashes-new-attack-on-book-critical-of-his-presidency/4558694.html
12. Trump Speculates About His Impeachment During Rally: ‘If It Does Happen, It’s Your Fault’. (2018, September 6). The Huffington Post. Retrieved from https://www.huffingtonpost.com/entry/trump-impeachment-rally-montana_us_5b91e0aee4b0162f472b86cb
13. White House Rejects NYT Column Attributed To Anonymous Official That Criticizes Trump. (2018, September 5). NPR. Retrieved from https://www.npr.org/2018/09/05/644974169/white-house-rejects-column-attributed-to-anonymous-official-that-faults-trump
-----------------------------

โรฮีนจาในมืออองซาน ซูจี

นางอองซาน ซูจีอาจไม่เห็นด้วยและไม่ได้ลงมือกดขี่ข่มเหงโรฮีนจา แต่เมื่อเป็นรัฐบาลย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศที่ตีตราแล้วว่าโรฮีนจาถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

            ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา องค์กรวิชาการ International Crisis Group (ICG) นำเสนอรายงานสถานการณ์โรฮีนจาล่าสุด มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ว่านับตั้งแต่สิงหาคม 2017 ชาวโรฮีนจาอีก 700,000 คนหนีออกนอกประเทศซึ่งบัดนี้มีหลักฐานค่อนข้างชัดแล้วว่าเป็นฝีมือทหารเมียนมา โรฮีนจาเหล่านี้อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือพื้นที่แถบชายแดนติดกับบังคลาเทศ จนบัดนี้ยังไม่อาจกลับคืนประเทศแม้ผ่านการเจรจารอบแล้วรอบเล่า
            การพาผู้อพยพคืนถิ่นยังไม่ประสบผลมาจากหลายสาเหตุ บางครั้งเป็นเพียงเอกสารที่บังคลาเทศกับเมียนมาใช้ไม่ตรงกัน ฝ่ายเมียนมาปฏิเสธการรับคนคืนหากเอกสารไม่ถูกต้องอย่างที่ต้องการ ความล้มเหลวนำผู้ลี้ภัยกลับประเทศ ข้อมูลที่ชี้ว่าฝ่ายเมียนมาไม่ค่อยตระเตรียมอะไรเพื่อรองรับการกลับคืนของโรฮีนจา เป็นที่มาของคำถามว่ารัฐบาลเมียนมาจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน ตามมาด้วยคำถามว่าหากกลับไปแล้วจะได้อยู่อย่างสงบสุขหรือเปล่า
            ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อผู้อพยพจำนวนหนึ่งที่มีสิทธิ์กลับประเทศ แต่ปฏิเสธสิทธิ์ยินดีเป็นผู้อพยพลี้ภัยต่อไป (คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งนับถือศาสนาฮินดู) ข้อมูลจาก IGC สรุปว่าโรฮีนจาส่วนใหญ่ไม่ต้องการไปอยู่ประเทศที่ 3 ต้องการกลับประเทศโดยมีข้อแม้ว่าต้องได้อยู่อย่างปลอดภัย ถ้าข้อสรุปนี้เป็นจริงน่าเชื่อว่าโรฮีนจาส่วนใหญ่จะอยู่ในบังคลาเทศอีกนาน สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายคนคิดว่าคงต้องอยู่ยาว รัฐบาลหลายประเทศก็คิดเช่นนั้น แต่น้อยประเทศที่คิดวางแผนช่วยเหลือระยะยาวอย่างเป็นระบบ

            ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) อาศัยจังหวะนี้ขยายเครือข่ายและอิทธิพลของตนในหมู่ผู้ลี้ภัย ชี้ว่าโรฮีนจากับ ARSA มีศัตรูร่วมคือกองทัพเมียนมา มีข่าวเสมอว่ามุสลิมหลายกลุ่มหลายประเทศให้การสนับสนุน ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ การเงิน ฯลฯ
ARSA ประกาศว่าเป็นกลุ่มต่อสู้เพื่อศาสนาหรือ Harakah al-Yaqin (Faith Movement) เป็นผู้โจมตีจุดตรวจฐานที่มั่นของเจ้าหน้าที่เมื่อตุลาคม 2016 กับสิงหาคม 2017 เป็นชนวนให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐตอบโต้อย่างรุนแรง โรฮีนจานับแสนอพยพออกนอกพื้นที่ หลายร้อยเสียชีวิต
            ส่วนโรฮีนจาที่ยังอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ (Rakhine State) ราว 100,000-150,000 คนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่รัฐควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด มีเคอร์ฟิว การตรวจเช็ค ห้ามออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น แม้ได้อยู่ต่อแต่เหมือนคนไร้อนาคตไม่ต่างจากผู้อพยพลี้ภัยเท่าไหร่
มุมมองของรัฐบาลเมียนมา :
มิ้น อ่องไหล่ (Min Aung Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบันกล่าวว่า “รูปร่างลักษณะของพวกเขาและวัฒนธรรมไม่เหมือนชาติพันธุ์เมียนมา”
1992 รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ U Ohn Gyaw กล่าวถึงโรฮีนจาว่าเป็นคน “เบงกาลี” (Bengali) ภายใต้กฎหมาย 1982 Citizenship Act พลเมืองเท่านั้นที่ได้สิทธิถือครองที่ดิน สิทธิทางธุรกิจ และกล่าวว่า “ผู้อยู่ในศูนย์อพยพในบังคลาเทศน่าจะเป็นพวกที่มาจากคนธากา (Dhaka) ไม่มีคนจากประเทศพม่าสักคนที่ออกจากประเทศ”
คำพูดของผบ.สส. มิ้น อ่องไหล่ เป็นจุดยืนเดิมของทางการเมียนมาที่ชี้ว่าพวกโรฮีนจาเป็น “คนต่างชาติ” จะปฏิบัติต่อโรฮีนจาในฐานะพลเมืองเฉพาะผู้ที่สามารถพิสูจน์ว่ามีสัญชาติพม่าเท่านั้น
โรฮีนจามีผลต่อการปฏิรูปประเทศ :
International Crisis Group เห็นว่าความเป็นไปของโรฮีนจามีผลต่อการปฏิรูปเมียนมา ความเห็นของ ICG มีน้ำหนักหากข้อสรุปสุดท้ายบ่งชี้ว่ามีผู้บงการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” จริง
บางคนวิเคราะห์ไกลถึงการช่วงชิงแข่งขันของประเทศต่างๆ เช่น จีนมีแผนสร้างท่าเรือน้ำลึกในรัฐยะไข่ สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อจากยูนาน เปิดทางสู่มหาสมุทรอินเดีย ความพยายามของรัฐอิสลามหลายประเทศที่กำลังเคลื่อนไหวผ่านประเด็นนี้
            ล่าสุด รายงานสหประชาชาติชี้ว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดกับนายทหารระดับสูงจำนวนหนึ่งมีส่วนสังหารหมู่โรฮีนจา ควรถูกไต่สวนด้วยข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ข่มขืนสตรี เผาหมู่บ้าน รายงานฉบับนี้ยังกล่าวโทษรัฐบาลอองซานที่เพิกเฉย ไม่ทำหน้าที่เท่าที่ควร
หลังรายงานเผยแพร่ รัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส คูเวต เนเธอร์แลนด์ สวีเดนและอีกหลายประเทศร่วมกล่าวโทษรัฐบาลเมียนมาตามข้อหาจากรายงาน เห็นว่าควรนำเรื่องสู่ศาลโลก

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
          ประการแรก คำถามหลักประชาธิปไตย
มีข้อมูลว่าชาวพม่า คนเมียนมาที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากไม่อยากให้โรฮีนจากลับประเทศ การปรากฏตัวของนักรบศาสนา ARSA ข่าวเรื่องมุสลิมแบ่งแยกดินแดน การสนับสนุนจากรัฐบาลอิสลามหลายประเทศ เหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้ต่อต้านโรฮีนจา
          เกิดคำถามว่าในฐานะรัฐประชาธิปไตย ควรฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ หรือว่าควรทำตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล หรือควรทำอย่างไรดี เช่น ยึดหลักความมั่นคง
            จุดยืนจากฝ่ายกองทัพหรือผู้กุมอำนาจประเทศคือพวกเขาไม่ใช่คนเมียนมา คำตอบนี้ดูจะสอดคล้องกับความเห็นของคนเมียนมาส่วนใหญ่
            ไม่ว่าประชาธิปไตยเมียนมาขณะนี้จะเติบใหญ่มากหรือน้อย คำตอบออกมาในทิศทางสนับสนุนไม่ยอมรับโรฮีนจา ถ้ายึดความต้องการของประชาชน ผู้นำกองทัพไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ไม่ถูกต้องในสายตานานาชาติ อาจนำสู่การถูกคว่ำบาตร ฯลฯ
            เป็นกรณีคำถามที่ดีสำหรับการยึดหลักประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ

          ประการที่ 2 แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
            โรฮีนจาในค่ายลี้ภัยจำนวนมากคิดว่าการกลับคืนเมียนมาเป็นเรื่องอีกยาวไกล เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ โอกาสที่ดีกว่าคือไปหางานทำต่างแดน แม้ต้องทำงานที่มนุษย์คนอื่นมักไม่ทำ ถูกกดขี่สารพัด แม้กระทั่งเสี่ยงเสียชีวิต แต่คือ “โอกาส” เพื่ออนาคตที่ดีกว่าทั้งของตัวเองและครอบครัว
            ปัญหาแรงงานโรฮีนจาเข้าเมืองผิดกฎหมายจึงดำเนินต่อไป คนหลายกลุ่มหลายประเทศได้ประโยชน์จากการนี้ ดังนั้นแม้อยู่ถึงบังคลาเทศก็ยังสามารถเดินทางมาที่มาเลเซีย ข้ามหลายประเทศหลายพันกิโลเมตร
            ข่าวโรฮีนจาบางคนที่สามารถตั้งหลักปักฐานในต่างแดน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่ากระตุ้นให้โรฮีนจาอีกหลายคนดิ้นรนออกจากค่ายผู้ลี้ภัย เป็นประเด็นที่ต้องร่วมหารือกับหลายองค์กรไม่ให้ปัญหาบานปลาย

          ประการที่ 3 อองซาน ซีจูต้องมีส่วนรับ “ผิดและชอบ”
            แม้ฝ่ายอองซาน ซูจีชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล นางอองซานเป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ เป็นที่พูดกันหนาหูว่ากลุ่มของนางได้รับอำนาจเพียงบางส่วน ตัวนางอองซานเป็นคนออกหน้าออกตาในเวทีระหว่างประเทศ แต่อำนาจแท้จริงยังอยู่กับผู้กุมอำนาจกลุ่มเดิม
            เป็นไปได้ว่าฝ่ายอองซานกับฝ่ายกุมอำนาจเดิมได้ตกลงกันแล้วว่าจะแบ่งการบริหารประเทศอย่างไร ถ้ามองในแง่บวก การเปิดทางให้นางอองซานคือการเปิดทางแก่เสรีประชาธิปไตย บนพื้นฐานที่ยอมรับว่ายังต้องอาศัยเวลาอีกนานปีกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพราะประเทศจำต้องพัฒนา ประชาชนมีงานทำ
            ถ้ามองในแง่ลบ คงไม่เกินไปถ้าจะกล่าวว่านางอองซานเป็นเพียงหุ่นเชิด ผู้กุมอำนาจเดิมอยู่หลังม่านอย่างสุขสบาย คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง รู้ดีว่าแม้จะผ่านอีกหลายปีอำนาจหลักยังอยู่กับพวกเขา
            แต่ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร ในเวทีระหว่างประเทศรัฐบาลอองซานต้องมีส่วนรับ “ผิดและชอบ”

            บัดนี้สหประชาชาติสามารถรวบรวมหลักฐานได้หนาแน่น นำสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนมากขึ้นทุกที เรื่องโรฮีนจากำลังเข้มข้นขึ้น
การตั้งชื่อบทความ “โรฮีนจาในมืออองซาน ซูจี” อาจไม่ถูกต้องเท่าไหร่แต่เป็นเช่นนั้น
2 กันยายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
            (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7967 วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ.2561)

-----------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
เรื่องโรฮีนจาเริ่มเข้าเขตอันตรา
“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นคำที่กดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้นทุกที หลายประเทศแสดงท่าทีให้รับคืนผู้อพยพทั้งหมด การกดดันรุนแรงมากขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น
เนื่องจากไม่อาจมองว่าผู้อพยพโรฮีนจาเป็นปัญหาของเมียนมาเท่านั้น ถ้าพูดให้ครอบคลุมกว่านี้ ในโลกนี้มีอีกนับร้อยล้านคนที่รอความช่วยเหลือ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตอบว่าเป็นปัญหาของใคร

บรรณานุกรม :
1. Aung San Suu Kyi is blasted over Rohingya 'genocide': UN report calls for war crimes charges for Myanmar's military chiefs and blames Nobel Prize winner for failing to stop them. (2018, August 27). Daily Mail. Retrieved from http://www.dailymail.co.uk/news/article-6102387/Aung-San-Suu-Kyi-blasted-failing-stop-genocide-against-Rohingya-Myanmar.html
2. Aung San Suu Kyi 'should have resigned' over Rohingya Muslim genocide, says UN human rights chief. (2018, August 30). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/asia/aung-san-suu-kyi-rohingya-muslim-genocide-un-human-rights-chief-zeid-raad-al-hussein-a8513946.html
3. Bahar, Abid. (2012). Racism To Rohingya In Burma. Retrieved from http://ssashah.webs.com/racism-to-Rohingya-in-Burma-by-Dr-Abid-Bahar-in-response-to-Aye-Chans-Enclave-With-Influx-Viruses.PDF
4. Commission on Human Rights. (1993). Report on the situation of human rights in Myanmar, prepared by Mr. Yozo Yokota, Special Rapporteur of the Commission on Human Rights, in accordance with Commission resolution 1992/58. United Nations. Retrieved from http://www.altsean.org/Docs/Envoys%20Reports/Yokota%20CHR%20February%201993.pdf
5. Myanmar’s Stalled Transition. (2018, August 28). International Crisis Group. Retrieved from https://www.crisisgroup.org/asia/south-east-asia/myanmar/296-long-haul-ahead-myanmars-rohingya-refugee-crisis
6. Myanmar: where ‘genocide’ doesn’t really matter. (2018, August 30). Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/article/myanmar-where-genocide-doesnt-really-matter/
7. US leads calls for Myanmar military to be held to account for Rohingya crackdown. (2018, August 29). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/205/us-leads-calls-myanmar-military-be-held-account-rohingya-crackdown-doc-18o1ua6
-----------------------------
unsplash-logodilara harmanci