โควิด-19 สงครามโลกในยุคโลกาภิวัตน์

การแพร่ระบาดครั้งนี้อาจมองว่าเป็นสงครามโลก เป็นสงครามที่นานาชาติ คนเกือบทั้งโลกต้องสู้กับเชื้อชนิดใหม่ สงครามที่สร้างความเสียมหาศาล อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัวกลับมา
            องค์การอนามัยโลกประกาศการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด-19 (COVID-19) เป็นการระบาดระดับโลก ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ร้ายแรงจะมีคนเอ่ยถึงสงครามโลก สงครามล้างโลก บางคนคิดถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ความจริงแล้วการจะนับว่าเป็นสงครามโลกหรือไม่ขึ้นกับการนิยาม การแพร่ระบาดครั้งนี้อาจมองว่าเป็นสงครามโลก เป็นสงครามที่นานาชาติ คนมากมายต้องสู้กับเชื้อชนิดใหม่ สงครามที่สร้างความเสียมหาศาล อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัวกลับมา
ประเมินติดเชื้อ :
Brian Monahan แพทย์ประจำทำเนียบขาวกับศาลสูงสุดกล่าวว่าในที่สุดคนอเมริกัน 70-150 ล้านคนจะติดเชื้อ (ราว 21-46 เปอร์เซ็นต์ของประชากร) หากยึดอัตราการเสียชีวิตที่ 1 เปอร์เซ็นต์ ยอดเสียชีวิตของสหรัฐอยู่ที่ 7 แสน -1.5 ล้านคน ทำนองเดียวกับนายกฯ แมร์เคิลกล่าวว่าในที่สุดคนเยอรมัน 60-70 เปอร์เซ็นต์จะติดเชื้อโควิด-19 และมีผู้ประเมินว่าในที่สุดประชากรโลกราว 40-70 เปอร์เซ็นต์จะติดเชื้อ
ด้านความเสียหายทางเศรษฐกิจ James Bullard ประธานเฟดสาขา St. Louis ประเมินว่าในไตรมาสที่ 2 คนอเมริกันอาจว่างงานกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ GDP หายไป 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบริษัท Morgan Stanley ประเมินว่า GDPไตรมาส 2 จะหายไป 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินความเสียหายล่าสุดว่าอาจรุนแรงกว่าวิกฤตการเงินปี 2008-2009 และจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2021
            เป็นตัวอย่างข้อมูลที่พูดถึงความเสียหาย
ยอดผู้ยืนยันติดเชื้อ ผู้เสียชีวิตและหายป่วยแล้ว เมื่อ 28 มีนาคม
ความร่วมมือระดับโลก :
            เมื่อเชื้อแพร่ระบาดระดับโลกจำต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่าโควิด-19 เป็นภัยคุกคามมนุษยชาติ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมมือกันคืออาวุธทรงพลานุภาพที่สุด รัฐบาลจีนพร้อมกระชับความร่วมมือทุกด้านกับทุกประเทศ ผู้นำ G7 ประกาศจะร่วมทำทุกอย่างที่จำเป็น รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
IMF สนับสนุนนานาชาติออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คลายกฎระเบียบการเงิน ให้เงินอุดหนุนธุรกิจ ลดภาษี เลื่อนเก็บภาษี จ่ายเงินตรงแก่คนงาน นอกจากนี้ IMF กับธนาคารโลกร่วมประสานเสียงขอให้บรรดาประเทศเจ้าหนี้พักการชำระหนี้แก่ประเทศลูกหนี้ ไม่ซ้ำเติมประเทศที่กำลังประสบปัญหาจากการแพร่ระบาด
ตอนนี้ประชากรโลก 1 ใน 3 ใช้ชีวิตภายใต้มาตรการควบคุมการเดินทาง ด้วยหลักการ “คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า” รัฐบาลหลายประเทศอัดฉีดงบประมาณช่วยเหลือจำนวนมหาศาลเพื่อให้คนกับระบบอยู่ได้
บางประเทศเช่น จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ส่งความช่วยเหลือยา เวชภัณฑ์ แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
ภาคธุรกิจไม่น้อยหน้า หลายบริษัทปรับปรุงโรงงานเพื่อผลิตสินค้าต้านเชื้อโรค บริษัท Ford, GM และ Tesla อาจปรับโรงงานช่วยผลิตเครื่องช่วยหายใจ เหมือนสมัยสงครามโลกที่โรงงานหลายแห่งกลายเป็นโรงงานผลิตเครื่องบิน รถถัง ระเบิด ตอนนี้มาผลิตเครื่องมือช่วยชีวิต เวชภัณฑ์
            อีกมาตรการเร่งด่วนคือหายากับวัคซีน มีข้อมูลออกมาเรื่อยๆ ว่าหลายประเทศกำลังทดสอบทดลอง เช่น ออสเตรเลียกำลังทดลองสูตรใช้ยาร่วม 2 ตัวที่อาจฆ่าโควิด-19 รัฐบาลสหรัฐกับจีนเริ่มทดสอบวัคซีนทางคลินิกแล้ว (เริ่มทดลองกับคน)
การต่อสู้ของสงครามข่าวสาร :
            ในขณะที่นานาชาติกำลังสู้กับเชื้อโรค อีกด้านคือการปะทะระหว่างประเทศด้วยถ้อยคำ นโยบาย การต่อสู้ของข้อมูลจริงกับข่าวปลอม
            ประเด็นที่พูดกันมากตั้งแต่ต้นคือเป็นไวรัสของใคร มาจากไหน บ้างว่าเป็นฝีมือ CIA บ้างว่าเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับอิสราเอล บ้างว่ามาจากอินเดีย บ้างว่าเป็นแผนของบริษัทยา-วัคซีน บ้างว่าหลุดจากห้องทดลองของจีน
เมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดหนักในสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มใช้คำว่า "Chinese virus" อธิบายว่าเหตุที่ใช้คำนี้เพราะไวรัสมาจากจีน ไม่คิดต่อต้านคนเชื้อชาติจีนหรือเหยียดผิว ตนสนับสนุนคนอเมริกันเชื้อสายจีน ไม่ใช่ความผิดของคนเหล่านี้ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคนเชื้อสายจีนในสหรัฐและหลายประเทศถูกประณาม เหยียดหยาม ดูหมิ่น คุกคาม ทุบตี
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมาในที่ประชุมรมต.ต่างประเทศ G-7 ไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รมต.สหรัฐขอให้ใช้คำว่าไวรัสอู่ฮั่น (Wuhan virus) ในแถลงการณ์ ชี้ว่าเหตุที่แพร่ระบาดหนักเพราะรัฐบาลจีนไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐต้านการแพร่ระบาดแต่แรก
ในขณะที่คนทั่วโลกใช้คำว่าโควิด-19 แปลกแต่จริงที่ผู้นำประเทศนี้ไม่ใช้คำว่า COVID-19
            ท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวาย ยุคที่นิยมใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ทุกคนได้รับข้อมูล แสดงความคิดเห็นและส่งต่อออกไป ไม่ว่าจะด้วยประสงค์ดีหรือเจตนาร้าย ข้อมูลทั้งถูกกับผิดถูกสร้างและกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งที่ความเท็จกลายเป็นเรื่องที่หลายคนเชื่อว่าเป็นความจริงและยึดถือปฏิบัติตามนั้น เช่น บ้างคิดว่าดื่มชาจะรักษาโรคได้ เรื่องนี้เป็นความจริงครึ่งเดียว ชามีสารฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้จริงแต่สารฆ่าเชื้อจากชาไปไม่ถึงปอดที่ติดเชื้อ หลายคนยังเชื่อและปฏิบัติอยู่
วิธีการรับสื่อโควิด-19 ที่เป็นประโยชน์คือ รับสื่อที่ออกจากหน่วยงานสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริง ระวังเสพสื่อเพื่อ “เอามัน” บางคนชอบเรื่องที่มีความรุนแรงมากๆ เมื่อเสพเข้าไปมากย่อมส่งผลต่อความคิดจิตใจ คนที่ชอบความรุนแรงนั้นแหละจะได้รับผลทางใจก่อน
บางคน “ต่อเติมเสริมแต่ง” จนเกินจริง บางคนชอบ “มโนไปเอง” มองโลกแง่ร้าย การเสพข่าวเพื่อรับรู้ข้อมูลความจริง ให้ “ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก” เป็นโอกาสดีที่สังคมจะทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมามองโลกแบบ “ตามใจฉัน” มากเกินไปหรือไม่ ควรที่จะกลับมายึดถือ “เหตุผลข้อมูลความจริง”
ในวิกฤตมีโอกาส :
โควิด-19 สร้างความปั่นป่วนแก่หลายอุตสาหกรรม แต่ในวิกฤตมีโอกาส มีบางกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการนี้ นั่นคือบริการที่ให้ความเป็นส่วนตัว ระบบออนไลน์และใช้เทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน เช่น ห้าง Walmart, Dollar Tree และ 7-Eleven ในสหรัฐประกาศต้องการลูกจ้างชั่วคราวเพิ่ม 200,000 คนด่วน เนื่องจากลูกค้าแห่กันมาซื้อของ บริษัท Amazon เพิ่มค่าแรงนอกเวลาเป็น 2 เท่าจากค่าแรงปกติแก่พนักงานคลังสินค้า พร้อมกับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจาก 15 ดอลลาร์เป็น 17 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง บริษัทมีแผนเพิ่มลูกจ้างอีก 100,000 คน
ไม่มีใครไปโรงภาพยนตร์แต่ยอดดูออนไลน์เพิ่มทุกช่องทางทั้งแบบจ่ายเงินกับแบบฟรี โรงหนังที่ให้ขับรถเข้ามาดู (drive-in cinema) กำลังเป็นที่นิยม
ไม่มีใครมีอารมณ์เที่ยวต่างประเทศ บริษัทการบินระงับเส้นทางบินเป็นว่าเล่น แต่กิจการให้เช่าเครื่องบินส่วนตัว บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำตอนนี้กำลังพุ่งทะยาน
ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเห็นว่าการทำงาน การจัดองค์กรในอนาคตจะเปลี่ยนไป หลายคนที่ยังไม่คิดว่าจะสามารถทำงานผ่านออนไลน์ ไม่ชำนาญ จะเริ่มเคยชินเพราะไม่มีทางเลือก บุคคลหรือกิจการใดที่ปรับตัวรับสถานการณ์ได้ดีและเร็วกว่าย่อมได้ประโยชน์
สรุป :
            ประวัติศาสตร์สอนเราว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น เช่น การปฏิวัติอุสาหกรรม สงครามโลก รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน อินเตอร์เน็ท ล้วนเปลี่ยนโครงสร้างหรือระบบโลกในทางใดทางหนึ่ง น่าติดตามว่าการแพร่ระบาดรอบนี้จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองสังคมโลกอย่างไร โลกไม่น่าจะเหมือนเดิม
            ในระดับปัจเจก หลายคนเจ็บป่วยร้ายแรงจากโควิด-19 บางคนเสียชีวิต คนนับล้านตกงานหรือต้องเปลี่ยนงาน ผู้ประกอบการใหญ่น้อยเสียหาย ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกับประชาชนนับร้อยล้านทั่วโลก
            วิกฤตเป็นแรงผลักดันให้ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องปรับตัว เป็นโอกาสดีแก่สังคมโลกที่จะเรียนรู้อยู่ร่วมกัน รับรู้ว่าผลกระทบเกิดกับทุกคน คำว่าเสรีภาพหมายถึงเสรีภาพภายใต้ขอบเขต มีจิตสำนึกต่อสังคม รักตัวเองพร้อมกับรักคนอื่น 1 คนที่ติดเชื้อไม่กักตัวเองอาจทำให้อีกหลายคนติดเชื้อ กลายเป็นปัญหาลูกโซ่
            การตื่นตัวเป็นเรื่องดีแต่ต้องไม่ตื่นตระหนก รู้หรือไม่ว่าแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อมาเลเรียนับร้อยล้านคน เสียชีวิต 8 แสนคนต่อปี (10 ปีคือ 8 ล้านคน) เป็นอีกตัวอย่างที่บอกว่าแท้จริงแล้วมีภัยจากเชื้อโรคอยู่เสมอ ขึ้นกับว่าตระหนักหรือไม่ เราทุกคนอยู่ในโลกที่เป็นเช่นนี้ นี่คือสงครามโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่กำลังดำเนินไป
29 มีนาคม 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8540 วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2563)
--------------------
บรรณานุกรม :
1. Amazon raises overtime pay for warehouse workers. (2020, March 22). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-amazon-com-exclusi/amazon-raises-overtime-pay-for-warehouse-workers-idUSKBN2180Q1
2. Australia lab may have found Covid-19 cure. (2020, March 18). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/03/australia-lab-to-human-test-reputed-covid-19-cure/
3. Coronavirus may hit 60-70% of German population, Merkel says. (2020, March 11). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/world/europe/coronavirus-may-hit-60-70-of-german-population-merkel-says
4. Government official: Coronavirus vaccine trial starts Monday. (2020, March 16). AP. Retrieved from https://apnews.com/8089a3d0ec8f9fde971bddd7b3aa2ba1
5. G7 leaders vow to do whatever necessary to overcome coronavirus shock. (2020, March 17). Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2020/03/17/business/g7-coronavirus-shock/#.XnBEBnIzbZ5
6. IMF sees pandemic causing global recession in 2020, recovery in 2021. (2020, March 23). The Japan News. Retrieved from https://the-japan-news.com/news/article/0006443799
7. IMF, World Bank call for suspending debt payments by poorest nations. (2020, March 26). The Jakarta Post. Retrieved from https://www.thejakartapost.com/news/2020/03/26/imf-world-bank-call-for-suspending-debt-payments-by-poorest-nations.html
8. One Iranian dies of coronavirus every 10 minutes, 50 get infected every hour – health ministry. (2020, March 19). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/483508-iran-coronavirus-deaths-infected/
9. One third of humanity under virus lockdown. (2020, March 25). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/one-third-humanity-under-virus-lockdown-doc-1q57be13
10. Pompeo calls for united 'message' after reportedly pushing G-7 members to call it 'Wuhan virus'. (2020, March 25). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/politics/pompeo-united-message-pushing-g-7-call-it-wuhan-virus
11. Private, online and hi-tech: the coronavirus economy. (2020, March 22). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/private-online-and-hi-tech-coronavirus-economy-doc-1q16yd1
12. Trump expresses support for Asian Americans after repeatedly using term 'Chinese virus'. (2020, March 23). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/homenews/administration/489107-trump-expresses-support-for-asian-americans-after-repeatedly-using
13. Trump Weighs Easing Stay-at-Home Advice to Curb Economic Rout. (2020, March 23). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-03-23/trump-weighs-easing-stay-at-home-advice-to-curb-economic-rout
14. Up to 150 million Americans are expected to contract the coronavirus, congressional doctor says. (2020, March 11). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2020/03/11/up-to-150-million-americans-are-expected-to-contract-the-coronavirus-congressional-doctor-says.html
15. World Health Organization declares the coronavirus outbreak a global pandemic. (2020, March 11). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2020/03/11/who-declares-the-coronavirus-outbreak-a-global-pandemic.html
16. Xi says solidarity, cooperation most powerful weapon against public health crises. (2020, March 23). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2020-03/21/c_138902812.htm
-----------------------------
ที่มาภาพ : https://graphics.reuters.com/CHINA-HEALTH-MAP/0100B59S39E/index.html

ปริศนาราคาน้ำมันดิบโลกร่วง 2020

อาจเป็นเพราะรัสเซียเสนอว่าถ้าจะลดก็ต้องลดทุกประเทศ ไม่ใช่มีบางประเทศที่ ลอยตัวอยากผลิตเท่าไหร่ก็ได้ ไม่อยู่ในระบบโควตามาตรฐาน
            ผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาโควิด-19 เศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวตามลำดับ กลุ่มโอเปกกับรัสเซียจึงหารือปรับลดกำลังการผลิตเพื่อดึงราคากลับมา แต่การเจรจาล้มเหลวเพราะตกลงกันไม่ได้ว่าใครต้องลดกำลังผลิตเท่าไหร่ ทันทีที่ข่าวออกราคาน้ำมันดิบร่วงทันทีกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
คำกล่าวหาจากรัสเซีย :
            ทุกวันนี้ “อาจแบ่ง” ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเป็นกลุ่มโอเปกกับนอกโอเปก (non-OPEC) กลุ่มหลังมีรัสเซียเป็นแกนนำ เมื่อ 3 ปีก่อน 2 กลุ่มทำข้อตกลงเรื่องกำลังการผลิต “Declaration of Cooperation” ข้อตกลงนี้สิ้นสุดเมื่อ 13 มีนาคมที่ผ่านมา นับจากนี้ใครจะผลิตเท่าไหร่ก็ได้
            การรักษาระดับราคาน้ำมันเป็นผลประโยชน์ร่วมของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เกิดคำถามว่าทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) นายกรัฐมนตรีรัสเซียชี้ว่ารัสเซียไม่ใช่ต้นเหตุล้มข้อตกลงน้ำมันกับโอเปก อันที่จริงรัสเซียเสนอให้ขยายข้อตกลงออกไปอีก 1 ไตรมาสหรือจนถึงสิ้นปี แต่มีบางประเทศเป็นต้นเหตุล้มข้อเสนอนี้
            Goran Radosavljevic จาก National Petroleum Committee of Serbia อธิบายว่าเป้าหมายของรัสเซียคือมุ่งเล่นงานอุตสาหกรรมน้ำมันชั้นหินดินดาน (shale oil/tight oil) ของสหรัฐ นับจากปี 2014 เป็นต้นมาสหรัฐผลิตน้ำมันชั้นหินดินดาน ส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก จนกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกในขณะนี้
            Stephen Schork จาก Schork Report เผยว่าเหตุที่ตกลงกันไม่ได้เพราะรัสเซียต้องการจำกัดการส่งออกน้ำมันชั้นหินดินดานของสหรัฐในปีหน้า พูดแบบเข้าใจง่ายคือลดส่วนของสหรัฐนั่นเอง
            เป็นตัวอย่างข้อมูลที่ชี้ว่าต้นเหตุอยู่ที่สหรัฐ แต่จะจริงหรือไม่ยังไม่อาจสรุป
ปริศนาโควตาน้ำมันโลก :
            เชื่อหรือไม่ว่าทุกประเทศใช้น้ำมัน ทุกคนเกี่ยวข้องกับน้ำมันไม่ทางใดทางหนึ่ง แต่การค้าน้ำมันโลก อุตสาหกรรมน้ำมันโลกมีปริศนามากมาย (ไม่ปรากฏเป็นข่าว) ที่โลกรับรู้คือในหมู่ผู้ส่งออกน้ำมันมีโควตา ทุกประเทศจะส่งออกในจำนวนที่ตกลงกันไว้ บางประเทศส่งออกมาก บางประเทศส่งออกได้น้อยและเปลี่ยนแปลงไปมา
            ยกตัวอย่าง ก่อนเกิดสงครามอิรัก-คูเวตในปี 1990 ซาอุฯ ผลิตน้ำมันราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากสงครามดังกล่าวนานาชาติคว่ำบาตรไม่ซื้อน้ำมันอิรัก ปี 1991 ซาอุฯ เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 9 ล้านบาร์เรลต่อวันและไปถึง 12 ล้านบาร์เรลเมื่อปี 2015 ทุกวันนี้ซาอุฯ คงกำลังผลิต 12-13 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำมันดิบทั้งโลก ทุกบาร์เรลที่ขายได้คือกำไรล้วนๆ
            คำถามคือใครเป็นผู้ควบคุมโควตา ยึดอะไรเป็นเกณฑ์ ทำไมซาอุฯ สามารถส่งออกน้ำมันได้มากถึงเพียงนี้ หรือทำไมอิรักในปัจจุบันส่งออกมากกว่าบางประเทศ แต่น้อยกว่าซาอุฯ
            ดูกรณีสหรัฐเริ่มผลิตน้ำมันชั้นหินดินดานเมื่อปี 2014 กำลังผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปี 2018 สามารถผลิตน้ำมันทุกประเภทรวม 11.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เดิมผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ อยู่แล้ว) มีนาคม 2018 รัฐบาลทรัมป์ประกาศ “ยุคทองพลังงานอเมริกา” สหรัฐจะลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออก มีส่วนแบ่งในตลาดโลก นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าอีกไม่กี่ปีสหรัฐอาจส่งออกถึง 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศที่ในอดีตที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกมาบัดนี้กำลังกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่
            ประเด็นคือโลกมีระบบโควตาอยู่แล้ว หากสหรัฐเพิ่มการส่งออกหรือแม้กระทั่งลดการนำเข้า ย่อมกระทบการส่งออกของประเทศอื่นๆ กระทบระบบโควตา นำสู่คำถามสำคัญว่าสหรัฐอยู่ในระบบโควตาหรือไม่ หากไม่อยู่ทำไมไม่อยู่ เรื่องนี้เป็นประเด็นปริศนาอย่างหนึ่ง คงเป็นการพูดเกินเลยว่าสหรัฐสามารถผลิตและส่งออกมากเท่าที่ต้องการ ไม่มีโควตา ที่น่าจะถูกต้องกว่าคือสหรัฐมีอำนาจต่อรองสูงมาก
            Huang Xiaoyong จาก Center for International Energy Security Studies of the Chinese Academy of Social Sciences วิเคราะห์ว่าทุกวันนี้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมโควตาจำนวนหนึ่ง
            เป็นที่ยอมรับในหมู่วงการนักวิเคราะห์น้ำมันว่ารัฐบาลทรัมป์พยายามเข้าไปมีบทบาทในโอเปก เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพันธมิตร ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ กับพวก
            รวมความแล้ว โควิด-19 ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว ซาอุฯ กับรัสเซียหารือช่วยกันลดกำลังการผลิต อาจเป็นเพราะรัสเซียเสนอว่าถ้าจะลดก็ต้องช่วยกันลดทุกประเทศ ไม่ใช่มีบางประเทศที่ “ลอยตัว” อยากผลิตเท่าไหร่ก็ได้ ไม่อยู่ในระบบโควตามาตรฐาน
            นักวิเคราะห์ Augusto Tandazo ฟันธงว่าทุกวันนี้ราคาน้ำมันโลกอยู่ในมือของ พวกประเทศที่พัฒนาแล้วคนพวกนี้พูดถึงการค้าเสรี ปกป้องการค้าเสรี แต่กลับบิดเบือนตลาดเสียเอง ข้อสรุปของแนวคิดนี้ ผู้คุมโควตาน้ำมันตัวจริงไม่ใช่โอเปกกับนอกโอเปก แต่เป็นบางประเทศหรือกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เป็นข้อกล่าวอ้างจากใครบางคนเท่านั้น ยังหาข้อสรุปไม่ได้
           ถ้ายึดมุมมองที่กล่าวมาข้างต้น ต้นตอปัญหาน้ำมันคือสหรัฐเพิ่มการผลิตน้ำมันชั้นหินดินดานมากขึ้นในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมาจนกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก
สงครามราคาน้ำมัน :
            นานมาแล้วที่บางประเทศใช้น้ำมันหรือราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือการเมืองระหว่างประเทศ เหตุการณ์สำคัญที่มักเอ่ยถึงคือ วิกฤตน้ำมัน 1973 โอเปกไม่ขายน้ำมันแก่ประเทศที่เป็นมิตรกับอิสราเอล หวังกดดันให้รัฐบาลสหรัฐ ชาติตะวันตกเลิกสนับสนุนอิสราเอล
            วิกฤติน้ำมัน 1979 มาจากเหตุปฏิวัติอิหร่าน อุปทานน้ำมันดิบโลกหายไป 5 เปอร์เซ็นต์ การปฏิวัติกับอุปทานน้ำมันหายไปส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวด
            ความขัดแย้งกรณียูเครน รัสเซียผนวกไครเมียใน 2014 เป็นอีกกรณีที่เด่นชัด นักวิเคราะห์ Jeloca Putnikovic ชี้ว่าครั้งนั้นสหรัฐกับซาอุฯ ร่วมกันกดราคาน้ำมันเพื่อเล่นงานรัสเซีย
            ในเหตุการณ์ล่าสุด คำประกาศที่จะผลิตน้ำมันส่งออกให้มากที่สุดของซาอุฯ คือการประกาศสงครามราคาน้ำมันครั้งใหม่ เข้าสู่ภาวะไร้โควตา
            ไม่เพียงเท่านั้นประเทศพันธมิตรอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ประกาศจับมือซาอุฯ เร่งกำลังการผลิต การส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของรัสเซียแต่เป็นรายได้หลักของซาอุฯ กับพวกเช่นกัน มีข้อมูลว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันชั้นหินดินดานของสหรัฐในขณะนี้อยู่ที่ 35-45 ดอลลาร์ (ขึ้นกับต้นทุนแต่ละบ่อด้วย) บริษัทอยากได้ราคาตั้งแต่ 55-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป อุตสาหกรรมน้ำมันมีอิทธิพลต่อการเมืองอเมริกา
สรุป น้ำมันลดจาก 2 ปัจจัย :
            โดยสรุปแล้วราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวรุนแรงในระยะนี้มาจาก 2 ปัจจัย คือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาโควิด-19 กับความขัดแย้งระหว่างผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก พูดให้ชัดคือรัสเซียกับฝ่ายซาอุฯ สหรัฐนั่นเอง
            สงครามราคาน้ำมันรอบนี้ทั้งฝ่ายซาอุฯ กับรัสเซียประกาศสู้ไม่ถอย แม้ซาอุฯ ได้เปรียบเรื่องต้นทุนน้ำมันที่ต่ำกว่าแต่ต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายอันมหาศาลของตนกับพวกด้วย ส่วนรัสเซียพูดว่ามีเงินตราสำรองระหว่างประเทศกับทองคำมาก เคยผ่านสงครามราคาน้ำมันมากแล้ว ต้องดูต่อไปว่าใครจะทนได้นานกว่าในยามที่เชื้อโควิด-19 กำลังก่อปัญหาไปทั่วโลก การเดินทางการใช้น้ำมันมีแต่จะลดน้อยลง ยิ่งสู้นานย่อมยิ่งเสียหาย
          ส่วนเรื่องที่มาโควตาน้ำมันยังเป็นปริศนา ปริมาณการส่งออกของสหรัฐอาจเป็นข้อตกลงลับระหว่างหมู่ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วยกัน โดยเฉพาะกับซาอุฯ และรัสเซีย รวมความแล้ว ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ได้อยู่ภายใต้กลไกตลาดเสรีตามที่ตำราบางเล่มสอนให้ท่องจำเช่นนั้น ไม่ได้เป็นไปตามคำพูดของผู้นำบางประเทศที่พร่ำตลอดเวลา เป็นปริศนาที่ค้างคามาช้านาน
22 มีนาคม 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8533 วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563)
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
กลุ่มนอกโอเปก (non-OPEC)
แม้กลุ่มนอกโอเปกเป็นที่รู้จักน้อยกว่ากลุ่มโอเปก กลุ่มนอกโอเปกมีส่วนช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมัน ลดการผูกขาด กำลังก้าวขึ้นมาเทียบเคียงโอเปกและมีความซับซ้อนภายในกลุ่มนี้
ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการบางคนพูดเสมอว่าราคาน้ำมันเป็นไปตามหลักตลาดเสรี ขึ้นกับอุปสงค์อุปทาน แต่การลดต่ำของราคาน้ำมันดิบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีหลักฐานหลายชิ้นที่บ่งบอกว่าไม่ได้เป็นไปตามหลักกลไกเสรี หนึ่งในหลักฐานดังกล่าวคือแนวคิดที่ว่ารัฐบาลซาอุฯ กำลังใช้ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือจัดการอิหร่าน เรื่องทำนองไม่ใช่เรื่องใหม่ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศมานานแล้ว
สหรัฐฯ ผู้บริโภคทรัพยากรน้ำมันมากที่สุดในโลกจะกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เหตุจากความสำเร็จในการพัฒนา Shale gas กับ Shale oil
บรรณานุกรม :
1. Claes, Dag Harald. (2018). The Politics of Oil: Controlling Resources, Governing Markets and Creating Political Conflicts. UK: Edward Elgar Publishing.
2. Juhasz, Antonia. (2008). The Tyranny of Oil: The World's Most Powerful Industry - and What We Must Do to Stop It. New York: HarperCollins Publishers.
3. Katusa, Marin. (2015). The Colder War: How the Global Energy Trade Slipped from America's Grasp. USA: John Wiley & Sons.
4. Oil falls after Saudi Aramco asked to raise output capacity. (2020, March 11). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/business/energy/oil-falls-after-saudi-aramco-asked-to-raise-output-capacity
5. Oil Price Shocks Might be 'Final Straw' for Volatile US Credit Markets, Strategists Warn. (2020, March 11). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/business/202003111078534716-oil-price-shocks-might-be-final-straw-for-volatile-us-credit-markets-warn-strategists/
6. Oil price war expands as UAE joins Saudi ally. (2020, March 12). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/03/oil-price-war-expands-as-uae-joins-saudi-ally/
7. OPEC+ Deal Breakdown Not at Russia's Initiative, Moscow Offered Extension - Prime Minister. (2020, March 12). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/russia/202003121078546592-opec-deal-breakdown-not-at-russias-initiative-moscow-offered-extension---prime-minister/
8. Organization of the Petroleum Exporting Countries. (2019). Declaration of Cooperation. Retrieved from https://www.iea.org/newsroom/news/2019/november/world-energy-outlook-2019-highlights-deep-disparities-in-the-global-energy-system.html
9. Political Maneuver or Economic Move: What Caused the Oil Price Collapse? (2020, March 10). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/202003101078530248-political-maneuver-or-economic-move-what-caused-the-oil-price-collapse/
10. US crude exports becoming bigger presence in global oil. (2018, March 18). Hurriyet Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/us-crude-exports-becoming-bigger-presence-in-global-oil-128925
11. Who will cave first in Saudi-Russia oil price war? (2020, March 18). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/03/who-will-cave-first-in-saudi-russia-oil-price-war/
12. Why US Shale Drillers are Responsible for Saudi-led Oil Price Turmoil With OPEC+. (2020, March 11). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/202003111078540580-why-us-shale-drillers-are-responsible-for-saudi-led-oil-price-turmoil-with-opec/
-----------------------------

ที่มาภาพ : https://www.opec.org/opec_web/en/publications/338.htm

“Turkey First” ผลประโยชน์คือความถูกต้อง

สันติภาพที่แอร์กานพูดถึงคือการทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง เป็นแนวคิด “Turkey First” ที่ดูคล้าย “America First” ของรัฐบาลทรัมป์ ภายใต้แนวคิดนี้ ผลประโยชน์คือความถูกต้อง
มกราคม 2019 ประธานาธิบดีเรเจพ ทายยิพ แอร์โดกาน (Recep Tayyip Erdogan) พูดซ้ำอีกครั้งว่า “ตุรกีจะยังคงทำในสิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าตนเองจะปลอดภัย อยู่ดีมีสุขในประชาคมโลกนี้” คำพูดนี้เป็นตัวแทนของหลัก “ตุรกีต้องมาก่อน” (Turkey First) ได้เป็นอย่างดี แต่การจะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร ต้องดูจากพฤติกรรมที่แสดงออก บทความนี้จะใช้เหตุการณ์ซีเรียเป็นตัวแบบอธิบาย
โค่นอัสซาด ร่วมมือผู้ก่อการร้าย กินพื้นที่ซีเรีย:
          ประการแรก โค่นรัฐบาลเผด็จการคือความชอบธรรม
            ในมุมมองของรัฐบาลแอร์โดกาน ความตาย หายนะจากสงครามกลางเมืองซีเรียที่ยืดเยื้อมาแล้ว 9 ปีเป็นความผิดของรัฐบาลอัสซาด สิ่งที่ตนกำลังทำคือช่วยปลดปล่อยคนซีเรียจากความทุกข์ยาก
ฝ่ายที่ต่อต้านอัสซาดจะชี้ว่าท่านเป็นจอมเผด็จการ สมควรโดนกำจัด หากผู้พูดคือรัฐบาล ผู้นำประเทศ เท่ากับผู้นำประเทศหนึ่งกำลังตัดสินผู้นำอีกประเทศ กำลังพูดตรงๆ (หรืออ้อมๆ) ว่ารัฐบาลอัสซาดต้องถูกล้มล้าง
            รัฐบาลแอร์โดกานคืออีกประเทศที่สนับสนุนล้มล้างระบอบอัสซาดตั้งแต่ต้น ไม่ต่างจากรัฐบาลสหรัฐ ประเทศในกลุ่ม GCC ที่ชี้ว่ารัฐบาลซีเรียโหดร้ายป่าเถื่อน ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง ฆ่าล้างประชาชนตัวเอง สมควรถูกล้มล้าง ประกาศว่าตนกำลังทำหน้าที่เป็นผู้ผดุงสันติภาพโลก ดูแลสิทธิมนุษยชน
แต่เหตุผลที่ว่ามาไม่สอดคล้องกฎบัตรสหประชาชาติ ละเมิดอธิปไตยซีเรีย ถึงกระนั้นก็ตามรัฐบาลแอร์โดกานยังคงยึดนโยบายนี้ซึ่งหมายความว่าจะพยายามโค่นล้มรัฐบาลอัสซาดต่อไปแม้ผ่านมา 9 ปีแล้วก็ตาม
          ประการที่ 2 ต่อต้านผู้ก่อการร้ายหรือปนๆ กัน
            ในการทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายไอซิส หลายประเทศมีส่วนช่วยรบในซีเรียกับอิรัก เรื่องน่าทึ่งคือตุรกีเป็นประเทศแรกๆ ที่ส่งกองทัพเต็มรูปแบบเข้ารบทางภาคพื้นดิน (ประเทศที่เข้าร่วมเน้นการโจมตีทางอากาศ)
            ในขณะเดียวกันมีข้อสงสัยว่าทำไมผู้ก่อการร้ายหลายหมื่นจากนับร้อยประเทศสามารถเข้าพื้นที่ซีเรียกับอิรักโดยผ่านตุรกี อีกทั้งรัฐบาลรัสเซียมีหลักฐานว่าใครบางคนที่มีอำนาจในตุรกีค้าน้ำมันเถื่อนกับไอซิสด้วย
ประธานาธิบดีปูตินกล่าวเมื่อพฤศจิกายน 2015 ว่าพฤติกรรมของตุรกีคือ การแทงข้างหลังและ สนับสนุนผู้ก่อการร้าย” เป็นเวลานานแล้วที่รัสเซียมีข้อมูลว่า ตุรกีได้รับน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันจำนวนมากจากดินแดนที่ผู้ก่อการร้ายยึดครองในเขตแดนซีเรีย เป็นคำอธิบายว่าทำไมไอซิสจึงมีเงินมหาศาลเข้ากระเป๋า “ไอซิสมีเงินเยอะหลายร้อยล้านหรือเป็นพันล้านดอลลาร์จากการขายน้ำมัน ซ้ำยังได้รับการปกป้องจากกองทัพทั้งประเทศ (หมายถึงกองทัพประเทศใกล้เคียง) เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงปฏิบัติการอย่างกล้าหาญและอึกทึกครึกโครม ก่อการร้ายทั่วโลก
นายดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) นายกรัฐมนตรีรัสเซีย (ในขณะนั้น) ชี้ว่ารัฐบาลตุรกีปกป้องไอซิสเพราะ เจ้าหน้าที่ตุรกีบางคนมีผลประโยชน์การเงินโดยตรงจากน้ำมันโรงกลั่นที่ไอซิสควบคุม
            มองในกรอบกว้างขึ้น การขนถ่ายน้ำมันเป็นปฏิบัติการที่ครึกโครม ทำกันเป็นประจำ แต่ผ่านการตรวจจับของหลายประเทศที่ช่วยกันตรวจตราเข้มงวด ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้า กองทัพอันทันสมัย เป็นเรื่องน่าคิดใช่หรือไม่
            การสร้างเขตปลอดภัย (ดังจะนำเสนอต่อไป) แอร์โดกานกล่าวว่าเป็นพื้นที่ปลอดผู้ก่อการร้าย ในขณะที่รัฐบาลซีเรียกับรัสเซียชี้ว่าตอนนี้เป็นที่หลบภัยของผู้ก่อการร้ายด้วย เป็นข้อกล่าวหาเดิมๆ ที่ชี้ว่ารัฐบาลตุรกีสนับสนุนผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม ไม่เฉพาะฝ่ายต่อต้านสายกลางเท่านั้น
ข้อสรุปคือในขณะที่รัฐบาลตุรกีทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายจริง แต่ในบางกรณีร่วมมือสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายด้วย
          ประการที่ 3 ขยายพื้นที่อิทธิพลของตุรกี
การเข้าปะทะกับกองทัพซีเรีย การสร้างเขตปลอดภัย (safe zone) ในดินแดนซีเรียเป็นอีกตัวอย่าง ประธานาธิบดีแอร์โดกานเรียกร้องให้ชาติยุโรป นาโต สนับสนุนการสร้างเขตปลอดภัยที่จังหวัด Idlib ของซีเรีย (และอีกหลายพื้นที่) ให้เหตุผลว่าช่วยสกัดผู้อพยพลี้ภัยไม่ให้เข้ายุโรป
            เดิมทีเมื่อรัฐบาลตุรกีส่งทหารรุกล้ำอธิปไตยซีเรีย ยกเหตุผลเรื่องปราบปรามผู้ก่อการร้ายเคิร์ดซีเรียที่สัมพันธ์กับผู้ก่อการร้ายเคิร์ดตุรกี โดยตีความว่าการทำสงครามรุกเข้าไปในซีเรียคือการป้องกันตัวเอง
กองทัพตุรกีลุกล้ำเข้าประเทศซีเรีย อิรัก ยึดครองพื้นที่จำนวนหนึ่งโดยเฉพาะส่วนที่เป็นเขตอาศัยของชาวเคิร์ด มาบัดนี้มีหลักฐานชี้ชัดแล้วว่าเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการคือการครองพื้นที่ซีเรียเพื่อสร้างเขตปลอดภัยนั่นเอง
            ตั้งแต่แรกทำสงคราม รัฐบาลตุรกีพูดถึงการสร้างเขตปลอดภัยทางภาคเหนือซีเรียและดำเนินการเรื่อยมา ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ ปี 2019 เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ผลคือเคิร์ดซีเรียเจ้าของเขตอิทธิพลดังกล่าวถอนตัวออกไปโดยที่รัฐบาลสหรัฐกับรัสเซียเห็นชอบ
            ตามแผนของแอร์โดกาน เขตปลอดภัยจะเป็นที่อาศัยของผู้อพยพลี้ภัย มีระบบเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยความช่วยเหลือจากนานาชาติ จุดขายคือคนเหล่านี้ไม่หนีเข้ายุโรป ในอีกด้านหนึ่งเป็นเหมือนเขตปกครองตัวเองที่รัฐบาลตุรกีดูแล แต่แอร์โดกานยังไม่พูดชัดเรื่องนี้ เพราะมีจุดยืนต้องการซีเรียที่มีบูรณภาพแห่งดินแดน พื้นที่ไม่โดนตัดแยกออกไป
            ตามความคิดของแอร์โดกานที่สุดแล้วเขตปลอดภัยที่ตุรกีจัดตั้งจะปกครองโดยคณะตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง (popularly elected councils) ภายใต้การกำกับของรัฐบาลตุรกี
            อันที่จริงแล้วความคิดช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัยเป็นเรื่องน่าชื่นชม ปัญหาของแอร์โดกานคือกระทำในนามของรัฐบาลตุรกี สหประชาชาติไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นที่มาของคำถามว่าที่สุดแล้วเป็นเขตปกครองตนเองของตุรกีใช่หรือไม่
นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผน กินทีละคำยึดครองพื้นที่แถบนั้นทั้งหมดในอนาคต ประธานาธิบดีแอร์โดกานเป็นฝ่ายพูดเองว่าตุรกีสงวนสิทธิที่จะขยายพื้นที่ให้กว้างออกไปอีก นั่นหมายความว่าเขตปลอดภัยในยามนี้เป็นเพียงจุดเริ่มเท่านั้น
ประชาชนเหยื่อความขัดแย้ง :
            9 ปีสงครามกลางเมืองซีเรียตายแล้วกว่า 380,000 ราย ในจำนวนนี้ 115,000 รายเป็นพลเรือน และเป็นเด็กถึง 22,000 คน ประชาชนกว่า 5 ล้านคนหนีออกจากประเทศ ไม่รู้อนาคตจะดีร้ายอย่างไร และอีกกว่า 7 ล้านคนหนีหลบภัยในประเทศ
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสหประชาชาติรายงานยอดผู้ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซีเรียอยู่ที่ 1.9 ล้านคน ขาดแคลนปัจจัย 4 คนเหล่านี้คือผู้อพยพหนีภัยที่ยังอยู่ในประเทศ
            ในแง่หนึ่งน่าเห็นใจที่ตุรกีรองรับผู้อพยพลี้ภัย 3.6 ล้านคน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทุกประเทศที่ผู้อพยพลี้ภัยเคลื่อนเข้าไปต่างพูดเช่นนั้น ไม่แปลกที่หลายประเทศในยุโรปกีดกัน พยายามสกัดไม่ให้เข้าประเทศ (ล่าสุดมีผู้อพยพจากตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือเข้ายุโรปราว 1 ล้านคน)
            ในเหตุการปะทะที่แถบเมือง Idlib ล่าสุด ดูเหมือนว่ารัฐบาลแอร์โดกานใช้ผู้อพยพลี้ภัยเป็นเครื่องมือ ปล่อยคนเหล่านี้เข้ายุโรปอีก ทั้งๆ ที่มีข้อตกลงกันแล้ว อียูให้เงินช่วยเหลือดูแลผู้อพยพ แต่เมื่อแอร์โดกานเข้าตาจนก็ใช้คนเหล่านี้เป็นเครื่องมือกดดันอียู หวังให้อียูกดดันรัสเซียอีกทอด น่าคิดว่ารัฐบาลแอร์โดกานกำลังใช้ผู้อพยพตะวันออกกลาง ผู้เป็นพี่น้องมุสลิมด้วยกันเป็นเครื่องมือ หาประโยชน์จากคนตกทุกข์ได้ยาก
            รัฐบาลแอร์โดกานมองว่าตนกำลังปกป้องตนเอง โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการอัสซาด รักษาสันติภาพตะวันออกกลาง ผดุงความยุติธรรม ดูแลสิทธิมนุษยชน ในอีกมุมอาจมองว่า “สันติภาพ” ที่แอร์กานพูดถึงคือการทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง เป็นแนวคิด “Turkey First” ที่ดูคล้าย “America First” ของรัฐบาลทรัมป์ ภายใต้แนวคิดนี้ ผลประโยชน์คือความถูกต้องแม้แอร์โดกานเป็นมุสลิม ประชากรตุรกีส่วนใหญ่เป็นมุสลิม
15 มีนาคม 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8526 วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563)
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
รัฐบาลแอร์โดกานเลือกเผชิญหน้าภัยคุกคาม มองเป็นโอกาสตักตวงผลประโยชน์ ไม่เกรงกลัวขัดแย้งชาติมหาอำนาจ ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นยุทธศาสตร์เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นโอกาส
จากป้องกันก่อการร้ายเคิร์ดตุรกีสู่การยึดครองซีเรีย
ผลจากการความขัดแย้งภายในประเทศซีเรียที่ควบคุมไม่ได้ เปิดทางให้เพื่อนบ้านเข้าแทรกแซงด้วยหลายเหตุผลที่เพื่อนบ้านหยิบยกขึ้นมาอ้าง เช่น ต่อต้านผู้ก่อการร้าย เป็นที่รองรับผู้ลี้ภัย อธิปไตยชาติถูกบั่นทอน
บรรณานุกรม :
1. 1.9 mln people need humanitarian assistance in NE Syria: UN official. (2020, February 28). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2020-02/28/c_138825062.htm
2. Ankara's oil business with ISIS. (2015, November 25). RT. Retrieved from https://www.rt.com/business/323391-isis-oil-business-turkey-russia/
3. Death toll tops 380,000 in Syrian civil war: SOHR. (2020, January 6). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/politics/2020/01/05/death-toll-tops-380000-in-syrian-civil-war-sohr
4. EU, NATO must support Turkey to protect civilians, establish cease-fire in Idlib, Erdoğan says. (2020, March 10). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/politics/eu-nato-must-support-turkey-to-protect-civilians-establish-cease-fire-in-idlib-erdogan-says/news
5. Erdogan Says Only Turkey Can Protect US Interests in Syria Amid Troop Pullout. (2019, January 8). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/middleeast/201901081071290207-erdogan-syria-daesh/
6. No one is safe under brutal rule of Syria's Assad, not even the dead. (2020, February 19). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/politics/2020/02/18/no-one-is-safe-under-brutal-rule-of-syrias-assad-not-even-the-dead
7. Putin: Turkey supports terrorism and stabs Russia in the back. (2015, November 24). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/russia/kremlin/24-11-2015/132690-russia_turkey_plane_putin-0/
8. Turkey's Erdogan Announces Creation of Safe Zone in Syria Suggested by Trump. (2019, January 15). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/middleeast/201901151071487165-erdogan-trump-talk/
-----------------------------

unsplash-logoScience in HD

ข้อตกลงสู่สันติภาพระหว่างตาลีบันกับรัฐบาลทรัมป์

เป็นไปได้ว่าอาจสงบสุขขึ้นในระยะหนึ่งแต่สันติภาพถาวรเป็นของหายาก ไม่มีตั้งแต่เมื่อกองทัพสหรัฐกับพวกบุกอัฟกานิสถานเมื่อปี 2001 เพราะที่รัฐบาลสหรัฐต้องการมีมากกว่าการถอนหรือลดจำนวนทหาร
            เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐกับตาลีบันบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ระงับความรุนแรงระหว่างกันและเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพ สหรัฐจะถอนกำลังออกจากประเทศทั้งหมดภายใน 14 เดือน (ในขั้นแรกจะลดเหลือ 8,600 นายจากจำนวน 13,000 นาย) ตาลีบันต้องไม่ปล่อยให้อัลกออิดะห์หรือกลุ่มอื่นๆ ใช้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการ ส่วนอนาคตของอัฟกานิสถานเป็นเรื่องที่คนอัฟกันต้องตัดสินใจกันเอง
            ข้อตกลงนี้จึงเหมือนข้อตกลงเบื้องต้นสู่สันติภาพในที่สุด
สหรัฐต้องการถอนทหารมานานแล้ว :
            กองกำลังสหรัฐเริ่มรบในอัฟกานิสถานจากเหตุก่อวินาศกรรมเมื่อ 11 กันยายน 2001 เมื่อสหรัฐ กับพันธมิตรสามารถโค่นล้มรัฐบาลตาลีบัน ปราบปรามอัลกออิดะห์ในประเทศ จัดตั้งรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อการสู้รบซาลงรัฐบาลสหรัฐถอนกำลังเรื่อยมา สมัยรัฐบาลโอบามาเกิดข้อตกลง Bilateral Security Agreement (BSA) ระบุสหรัฐจะคงทหารในอัฟกานิสถาน 9,800 นาย จะไม่ส่งทหารเข้าปะทะกับศัตรูซึ่งหน้า (เช่นเดียวกับทหารนาโตอื่นๆ ที่ประจำการอยู่)
            การสังหารนายอุซามะห์ บินลาดิน หรือ โอซามา บินลาเดน (Osama Bin Laden) ผู้นำอัลกออิดะห์เป็นอีกเหตุผลของการถอนทหาร รัฐบาลโอบามาประกาศความสำเร็จในสงครามอัฟกานิสถาน
            การที่ค่อยๆ ถอนทหารมาจากหลายสาเหตุ อาจมองว่ารัฐบาลสหรัฐไม่คิดถอนทหารทั้งหมดแต่ตั้งใจให้ยืดเยื้อออกไป คงเหลือทหารจำนวนหนึ่งไว้ อีกข้อมาจากคำร้องขอของรัฐบาลอัฟกานิสถานที่ยังเห็นว่าจำต้องรับการสนับสนุนจากทหารต่างชาติ ยกเหตุผลการฟื้นตัวของตาลีบัน อัลกออิดะห์ กองกำลังติดอาวุธที่มาจากหลายประเทศ มีเหตุการณ์ตัวอย่างว่าในสมรภูมิสำคัญทั้งๆ ที่ทหารอัฟกันมีจำนวนมากกว่าแต่ไม่อาจสู้พวกตาลีบัน 
            ที่ผ่านมาถ้ามองเป้าหมายเฉพาะการถอนหรือลดจำนวนทหาร ควรยอมรับว่ารัฐบาลสหรัฐประสบความสำเร็จ แม้มีอุปสรรค แม้ต้องเจรจากับหลายฝ่ายทั้งกับตาลีบัน รัฐบาลอัฟกัน ปากีสถาน ฯลฯ อย่างไรก็ตามสามารถลดทหารได้จริง รัฐบาลทรัมป์มาทิศทางเดียวกันคือต้องการพาทหารกลับบ้าน ถ้ายึดตามเป้าหมายนี้ต้องถือว่าเป็นผลงานของทรัมป์อีกชิ้น มีกำหนดถอนทหารที่ชัดเจน
ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐประกาศชัยชนะ มุมมองที่ตรงข้ามจะวิพากษ์ว่าชนะจริงหรือไม่ หรือกำลังจมปลักเหมือนสงครามเวียดนาม
ปี 2019 ฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถานกล่าวถึงความล้มเหลวของรัฐบาลสหรัฐว่าหลังทุ่มเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทำศึกนานเกือบ 2 ทศวรรษ ทุกวันนี้พื้นที่กว่าครึ่งของประเทศอยู่ใต้การปกครองของพวกตาลีบัน ทั้งนี้เพราะตาลีบันฟื้นตัวกลับมามีอิทธิพล
ความจริงคือแม้สามารถล้มรัฐบาลตาลีบัน จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด แต่ครองอำนาจเพียงพื้นที่เล็กๆ บางคนพูดติดตลกว่าได้แค่ดูแลกรุงคาบูลกับเมืองสำคัญบางแห่งเท่านั้น ทุกวันนี้รัฐบาลอัฟกานิสถานอยู่ได้เพราะมีกองทัพสหรัฐให้ความคุ้มครอง หากถอนกำลังตาลีบันจะเข้ายึดครองกรุงคาบูลทันที เหมือนเวียดนามใต้ที่ล่มอย่างรวดเร็ว
            พวกตาลีบันอาจถูกตีแตกพ่ายแต่จะกลับเข้าไปในพื้นอีกครั้งหลังกองทัพต่างชาติถอนกำลัง เป็นลักษณะสงครามที่สหรัฐไม่อาจชนะเบ็ดเสร็จ
อนาคตของอัฟกานิสถาน คนอัฟกันต้องกำหนดเอง :
            ตอนนี้รัฐบาลสหรัฐกับตาลีบันบรรลุข้อตกลงยุติความรุนแรง คำถามคือภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวความสัมพันธ์ระหว่างตาลีบันกับรัฐบาลอัฟกานิสถานจะเป็นอย่างไร จะหยุดยิงด้วยหรือไม่ จะอยู่ร่วมกันหรือไม่ อย่างไร
ต้องไม่ลืมว่าก่อนมีรัฐบาลประชาธิปไตยเดิมตาลีบันเป็นผู้ปกครองประเทศ ประกาศเรื่อยมาว่าจะกลับไปปกครองกรุงคาบูล จัดตั้งรัฐบาลแบบรัฐอิสลาม (Islamic State) ที่ปกครองตามแนวทางอิสลามของตน ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์เหมือนกรณีที่สหรัฐถอนตัวออกจากเคิร์ดซีเรีย แปลความว่านับจากนี้รัฐบาลประชาธิปไตยอัฟกันต้องดูแลตัวเอง ดังคำพูดของท่านที่ว่า “เราไม่สามารถเป็นตำรวจโลก”
เป็นที่มาของคำถามว่าที่ตกลงกันจริงๆ พูดถึงรัฐบาลอัฟกันอย่างไร จะอยู่หรือจะไป ให้ตาลีบันปกครองเหมือนเดิมใช่ไหม
            ถ้ายังจำได้เมื่อรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช นำทัพทำสงคราม ประกาศจะปราบพวกตาลาบัน อัลกออิดะห์ให้ราบคาบ สถาปนาอัฟกานิสถานที่มี เสถียรภาพและสันติมาถึงยุครัฐบาลทรัมป์เพียงต้องการให้ทหารอเมริกันถอนตัว เป็นที่มาของคำพูดว่ารัฐบาลสหรัฐหนีจากอัฟกานิสถาน ทิ้งให้ เด็กประชาธิปไตยประเทศนี้ดูแลตัวเอง ถ้าตาลีบันสามารถจัดตั้งรัฐบาลของตนอีกครั้งควรเรียกว่าอเมริกาแพ้สงครามหรือไม่ เป็นเวียดนามอีกแห่งของอเมริกาหรือไม่
            นี่เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง จะเป็นจริงหรือไม่ต้องติดตามต่อไป
อีกประเด็นน่าคิดมาจากคำพูดของอดีตประธานาธิบดี ฮามิด การ์ไซ กล่าวว่า พวกต่างชาติได้ประโยชน์จากสงครามในอัฟกานิสถาน ส่วนคนอัฟกันทั้ง 2 ฝ่าย (ฝ่ายประชาธิปไตยกับพวกตาลีบัน) ล้วนเป็นเหยื่อที่ต้องสังเวยให้สงครามนี้ ในอีกวาระกล่าวว่า “อเมริกาบุกอัฟกานิสถานเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ไม่ต้องการให้ภูมิภาคมีสันติจริงๆ สหรัฐต้องการให้เกิดความรุนแรงตลอดไป”
สันติภาพแท้เป็นความฝันอันห่างไกล :
            เหตุก่อเหตุวินาศกรรมเมื่อ 11 กันยา 2001 เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอัฟกานิสถานที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ถ้ามองในกรอบแคบ สงครามต่อต้านก่อการร้ายในเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสามารถกำราบอัลกออิดะห์
            ถ้ามองในกรอบกว้าง อัลกออิดะห์ไม่ตายจากโลก บางส่วนแปลงเป็นผู้ก่อการร้ายไอซิส สร้างความปั่นป่วนแก่โลกโดยเฉพาะในซีเรียกับอิรัก เกิดเหตุก่อการร้ายในหลายประเทศ จะเห็นว่าความรุนแรงจากก่อการร้ายเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำนองเดียวกับพวกตาลีบันที่บัดนี้ฟื้นตัวเป็นภัยคุกคามรัฐบาลประชาธิปไตยอัฟกานิสถาน
            ในอีกแง่มุมคือผลกระทบจากการที่สหรัฐกับพวกเข้าไปทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย ในกรณีอัฟกานิสถานดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการแค่ได้พาทหารอเมริกันกลับบ้าน ได้ประหยัดงบประมาณตรงจุดนี้ ส่วนอนาคตประเทศ ผลต่อภูมิภาค ผลในภาพกว้างไม่เอ่ยถึง ซึ่งไม่ผิดถ้ายึดหลักอเมริกาต้องมาก่อน (America First) เพราะหลักการนี้ขอเพียงอเมริกาได้ประโยชน์ อยู่รอดปลอดภัย ไม่สนใจว่าประเทศอื่นจะเป็นอย่างไร
            นอกจากนี้ยังมีประเด็นการปลูกและส่งขายฝิ่นที่อัฟกานิสถานเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ตาลีบันมีส่วนในการนี้ การต่อต้านฝิ่นเป็นภารกิจหนึ่งกองทัพสหรัฐ แต่ปฏิบัติการไม่ได้ผล ตัวเลขจากหน่วยงานสหประชาชาติชี้ว่าการปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นการปลูกฝิ่นและส่งออกจะยิ่งรุนแรงกว่านี้เมื่อสหรัฐถอนกำลัง
ในแง่ของสหรัฐอาจสรุปสั้นๆ ว่ารัฐบาลทรัมป์ประสบความสำเร็จในสงครามต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ได้ถอนทหารกลับบ้าน (อย่างน้อยส่วนหนึ่ง) ถ้ามองในแง่การเมืองภายในสหรัฐ การถอนทหารในขณะนี้เป็นจังหวะเดียวกับช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีปลายปี
ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐประกาศว่าจะทำสงครามถึงที่สุด ไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย ตอนนี้ต้องตามต่อว่ารัฐบาลสหรัฐจะฉีกข้อตกลงล่าสุดทิ้งหรือไม่ เมื่อไหร่ จะกลับมาเรียกตาลีบันเป็นผู้ก่อการร้ายอีกครั้งหรือไม่
สันติภาพแท้เป็นความฝันอันห่างไกลถ้ารัฐบาลสหรัฐยังต้องการคงอิทธิพลในพื้นที่แถบนี้ การถอนทหารอาจเป็นแค่ถอนบางส่วนและพร้อมเสริมเข้าไปอีก ด้านตาลีบันจะปฏิบัติตามบัญญัติศาสนาในแนวทางของตนอย่างเคร่งครัด หวังขับไล่ทหารต่างชาติออกนอกประเทศ เป็นไปได้ว่าอาจสงบสุขขึ้นในระยะหนึ่ง แต่สันติภาพถาวรเป็นของหายาก ไม่มีตั้งแต่กองทัพสหรัฐกับพวกบุกอัฟกานิสถานเมื่อปี 2001
8 มีนาคม 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8519 วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563)
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
ณ วันนี้ ฝิ่น กลายเป็นเครื่องผูกพันผู้มีบารมีท้องถิ่น กำลังติดอาวุธ ผู้ก่อการร้ายอย่างตอลีบัน เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่คอร์รัปชันและชาวบ้านหลายล้านคนที่เกี่ยวข้องกับฝิ่น บางคนอาจประณามว่าฝิ่นเป็นยาเสพติด ทำลายสังคม แต่สำหรับชาวอัฟกันจำนวนมากยอมรับการมีอยู่ของฝิ่น เป็นเครื่องค้ำจุนครอบครัว ชุมชน หรือเพื่ออุดมการณ์เป้าหมายที่เห็นว่ายิ่งใหญ่กว่า เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศโดยเฉพาะหลังปี 2014
บรรณานุกรม :
1. Afghan opium cultivation hits record high, fueling Taliban insurgency. (2014, October 21). Al Jazeera. Retrieved from http://america.aljazeera.com/articles/2014/10/21/afghanistan-opiumrecord.html
2. Afghanistan Security Pact: Occupying to Lose. (2014, December 2). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930910001692
3. Afghanistan’s Karzai tells AP that US cash fed corruption. (2019, December 11). AP. Retrieved from https://apnews.com/1419420df4e2e7186222c38db3be707d
4. Afghanistan, U.S. sign long-delayed security pact. (2014, September 30). USA Today/AP. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/world/2014/09/30/afghan-us-security-pact/16467441/
5. An imperfect Afghanistan. (2014, September 30). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/opinion/2014/09/30/commentary/world-commentary/imperfect-afghanistan/#.VCutRGeSz0c
6. Statement by the President on Afghanistan. (2014, May 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan
7. Trump hails Afghanistan deal, plans to meet Taliban leaders soon. (2020, March 1). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-afghanistan-taliban-trump/trump-hails-afghanistan-deal-plans-to-meet-taliban-leaders-soon-idUSKBN20N0YU
-----------------------------
Parker Coffman

การเมืองเรื่องตัวเลขของมหาเธร์ในวัย 94

การเมืองมาเลย์อยู่ในช่วงเลือกนายกฯ คนใหม่โดยมติของ ส.ส. ชุดปัจจุบัน ใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไปขึ้นกับว่าใครรวม ส.ส. ได้ก่อน
ในการเลือกตั้งปี 2018 ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Dr. Mahathir Mohamad) กับอันวาร์ อิบรอฮิม (Anwar Ibrahim) ร่วมมือเอาชนะพรรคอัมโนที่เป็นพรรครัฐบาลมาเนิ่นนาน เป็นการกลับมาจับมือกันอีกครั้งของ 2 นักการเมืองสำคัญของมาเลเซีย เป็นประวัติศาสตร์การเมืองบทใหม่ที่พรรคอัมโนเป็นฝ่ายค้าน แต่ไม่แปลกสำหรับดร.มหาเธร์ที่กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ถ้าจะมีก็เพียงรอบนี้ท่านอายุ 92 ปีแล้ว (เกิดเดือนกรกฎาคม 1925)
ว่าด้วยคำมั่นสัญญาต่อสาธารณะ :
            ตั้งแต่แรกเป็นนายกฯ รอบล่าสุดดร.มหาเธร์ประกาศว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 2 ปีและจะส่งต่อให้นายอันวาร์ “เป็นคำมั่นสัญญาจากผม” อาจอยู่ 2 ปีประมาณนี้ เป็นไปได้ว่าคำมั่นสัญญาของดร.มหาเธร์คือข้อตกลงลับเพื่อรวมพรรคฝ่ายค้านเดิม พรรคเล็กพรรคน้อยเพื่อสู้กับอัมโน
ต่อมาเมื่อพฤษภาคมปีก่อน (2019) นายกฯ มหาเธร์พูดว่าตนอาจเป็นนายกฯ 2-3 ปีเพื่อแก้ปัญหาประเทศ ย้ำว่าตนเป็นเหมือนนายกฯ รักษาการหรือชั่วคราว (interim) เท่านั้น พร้อมกันนี้มีกระแสในขั้วพรรคร่วมรัฐบาลว่าควรให้ดร.มหาเธร์เป็นนายกฯ อยู่จนครบเทอม 5 ปี ยิ่งในระยะหลังกระแสความไม่ชัดเจนว่าดร.มหาเธร์จะลงจากตำแหน่งดังขึ้นทุกที เสียงวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ มหาเธร์จะอยู่ยาวดังกระหึ่มในวงการเมืองมาเลย์
ความสับสนวุ่นวายกับกลุ่มใหม่ขั้วใหม่ :
24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาดร.มหาเธร์ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจากตำแหน่งประธานพรรค Parti Pribumi Bersatu Malaysia (PPBM) ที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี 2016 พร้อมกับกระแสข่าวการจัดตั้งกลุ่มการเมืองใหม่ที่รวมสมาชิกบางส่วนของ PPBM กับอัมโนเข้าด้วยกัน
อันวาร์ อิบรอฮิม ประธานพรรค PKR ชี้ว่าแผนการจับกลุ่มของพรรค PPBM กับพรรคอัมโนก็เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่อีกครั้ง แทนแบบปัจจุบันที่ PPBM คือแกนนำของพรรครัฐบาล ส่วนอัมโนเป็นฝ่ายค้าน
ผู้มีอธิบายว่าการจับขั้วใหม่คือแผนของดร.มหาเธร์ที่จะไม่ต้องรักษาสัญญามอบตำแหน่งนายกฯ แก่อันวาร์ อิบรอฮิม เพราะกลายเป็นขั้วใหม่กลุ่มใหม่แล้ว พูดให้ชัดคือเขี่ยอันวาร์ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพียงเท่านี้อันวาร์ก็ไม่อาจเป็นนายกฯ แล้ว ถ้ามองในเชิงการต่อสู้ทางการเมืองนับเป็น “ความเหนือชั้น” จากความเก๋าของนายกฯ วัย 94 ปีท่านนี้
ไม่นานหลังข่าวดร.มหาเธร์ลาออกจากตำแหน่ง Mohamad Sabu หัวหน้าพรรค Parti Amanah Negara ประกาศสนับสนุนดร.มหาเธร์เป็นนายกฯ ต่อไป ทั้งยังพูดว่าอีกหลายพรรคในกลุ่มแนวร่วม Pakatan Harapan (PH) สนับสนุนดร.มหาเธร์เช่นกัน
            ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแกนนำพรรคการเมือง นักการเมืองคนสำคัญต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทั้งต่อสาธารณะกับ “หลังบ้าน” เพราะเป็นจังหวะสำคัญ มีผลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลและอื่นๆ หากชักช้าอาจพลาดท่าตกขบวน หล่นจากตำแหน่ง
ล่าสุดมีข่าว 11 ส.ส. จากพรรคของนายอันวาร์ (PKR) แสดงท่าทีขอตัดสินทางการเมืองด้วยตนเอง นัยว่าจะขอเลือกขั้วด้วยตัวเอง ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลต่างพูดว่าทำเพื่อประชาชน ไม่มีอะไรซับซ้อนหรือรุนแรงถึงกับการเมืองล่มสลาย แค่ล้างไพ่ สลับขั้ว สลับพรรคกันเล็กน้อย สุดท้ายเหมือนเดิม เว้นแต่บางคนที่ต้องถูกเขี่ยออกไป
ภาพที่เห็นกับความจริง :
ถ้าย้อนมองอดีต ดร.มหาเธร์ประกาศแต่แรกรับตำแหน่งนายกฯ ว่าจะอยู่ในตำแหน่งสักพักแล้วยกให้อันวาร์ อิบรอฮิม ภาพที่ปรากฏคือความสัมพันธ์อันแช่มชื่นระหว่าง 2 นักการเมืองสำคัญของมาเลย์ กระทั่งหลังสุดเมื่อเดือนก่อนภาพความชื่นมื่นยังเป็นเหมือนเดิม แต่เบื้องหลังคือการต่อรองอย่างเข้มข้นภายในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล ในการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ที่ผ่านมาต้องสะดุดเมื่อดร.มหาเธร์ขู่ถอนตัวออกจากแนวร่วมรัฐบาล หลังแกนนำพรรคบางส่วนยื่นคำขาดขอให้ท่านถอนตัวจากตำแหน่งนายกฯ  เป็นที่มาของกระแสข่าวว่า ดร.มหาเธร์จะหันไปจับมือกับพรรคอัมโนเพื่อตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และเป็นที่มาของคำว่า “คนทรยศ” จากปากของอันวาร์ อิบรอฮิม
สรุปสถานการณ์สัปดาห์ผ่านมาคือ อันวาร์ อิบรอฮิมกับแกนนำบางคนพยายามพูดในที่ประชุมแกนนำพรรคกดดันให้ดร.มหาเธร์ถอนตัวจากตำแหน่งเสียที ในขณะเดียวกันภายในพรรคร่วมมีอีกฝ่ายที่กดดันให้อันวาร์อยู่นิ่งๆ เฉยๆ และในที่สุดก็ระเบิดออกมา
เงื่อนไขของดร.มหาเธร์ :
ดร.มหาเธร์กล่าวว่า “ตอนนี้จำต้องแยกการเมืองกับพรรคการเมืองออกไปก่อน” จะตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ไม่อิงพรรคใดพรรคหนึ่ง ให้มุ่งทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นหลัก ถ้าตนได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่อีกครั้งจะเป็นรัฐบาลที่ไม่อิงพรรคการเมืองใดๆ นอกจากผลประโยชน์แห่งชาติเท่านั้น
แนวทางคิดของดร.มหาเธร์คือเขาจะเป็นผู้เลือกรัฐมนตรีด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่ระบบโควตาหรือพรรคการเมืองตัดสินใจกันภายใน ยินดีรับ ส.ส. เข้าร่วมไม่ว่ามาจากพรรคใดแต่จะต้องทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่ทำตามมติพรรค (มีพรรคเท่ากับไม่มีพรรค) เป็นเหตุให้หลายพรรคลังเลใจที่จะร่วมกับดร.มหาเธร์ในขณะนี้ บางคนถึงกับพูดว่าเป็นแนวทางอำนาจนิยมที่ดร.มหาเธร์เคยใช้ในอดีต หรืออาจพูดว่าเป็นนายกฯ ที่มีอำนาจเด็ดขาดแบบประธานาธิบดี
ข้อวิพากษ์อีกแบบคือแนวคิดเช่นนี้ทำได้จริงแค่ไหน เพราะแต่ไหนแต่ไรสมาชิกพรรค ส.ส. ล้วนประกาศว่าจะให้ความร่วมมือ แต่เอาเข้าจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น หลายคนตัดสินใจโดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง แนวคิดของดร.มหาเธร์อาจเป็นความตั้งใจดีหรืออาจเป็นเพียง “กลยุทธ์การตลาด” เพื่อรวบรวมเสียงให้ได้มากที่สุด ถึงขั้นยอมรับ ส.ส. จากทุกพรรค จัดตั้งรัฐบาลอีกชุดเท่านั้นเอง
ตอนนี้มีทั้ง ส.ส. ขั้วดร.มหาเธร์ ส.ส.งูเห่าจากพรรคอันวาร์ และอีกจำนวนหนึ่งจากพรรคฝ่ายค้านอัมโนที่ยื่นความจำนงขอร่วมรัฐบาลชุดใหม่ ถ้าพูดแบบแง่บวก ทำให้สามารถเลือก .. คุณภาพร่วมรัฐบาล ได้ครม.ที่ดีกว่า ในอีกมุมหนึ่งสถานการณ์เช่นนี้เหมือนถูกลอตเตอรี่ที่ไม่ได้มาบ่อยๆ ดังนั้น ใครอยากร่วมรัฐบาลต้องรีบคว้าไว้ก่อน หรือไม่ก็ต้องปากกัดตีนถีบแย่งชิงมาให้จงได้
Romzi Ationg จาก Universiti Malaysia Sabah วิเคราะห์ว่าสิ่งที่ดร.มหาเธร์ทำคือพยายามรักษาเสถียรภาพทางการเมือง จึงพยายามกระชับอำนาจการเมืองด้วยความเด็ดขาด ให้มั่นใจว่าการเมืองมีเสถียรภาพซึ่งจำเป็นต่อสภาพสังคมมาเลย์ที่มีปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติ และเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองส่วนตัวด้วย
การประกาศลาออก ยุบคณะรัฐมนตรี ให้จับขั้วตั้งรัฐบาลชุดใหม่ คือกลยุทธ์ทางการเมือง เพื่อกระชับอำนาจ เอาพวกที่ไม่ยอมอยู่ใต้การชี้นำออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ออกจากครม. ถ้าตีความแบบแคบๆ  คือต้องการเป็นนายกฯ ต่อไปนั่นเอง
ล่าสุดยังไม่ชัดว่าใครจะเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ยังอยู่ระหว่างเจรจาต่อรอง การย้ายขั้วทำได้ตลอดเวลา หากไม่มีขั้วใดขั้วหนึ่งมีเสียงข้างมากสุดท้ายจะลงเอยด้วยการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ
การเมืองเป็นเรื่องของตัวเลข :
            อันที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านล้วนทำผลประโยชน์ให้ประเทศได้ทั้งสิ้น แต่นักการเมืองบางคน (หรือหลายคน) มองว่าเป็นฝ่ายค้านนั้นอดอยากปากแห้ง ดังนั้นเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลย่อมดีกว่า ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่หาได้ยากเหมือนถูกลอตเตอรี่ที่ไม่ได้มาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้คงเสียดาย
            ดร.มหาเธร์ในวัย 94 ถ้าเป็นนายกฯ อีก 6 ปี ตอนนั้นจะทำสถิตินายกฯ อายุ 100 ปี (รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อยู่ได้ 2 วาระติดต่อกัน วาระละ5 ปี) ด้านอันวาร์ผู้มีอายุ 72 ปีเคยเป็นมือขวาของมหาเธร์ (ทั้งท่านในอดีตและล่าสุดคือภรรยาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ของนายกฯ มหาเธร์) คงยากจะบรรลุฝันนั่งเก้าอี้นายกฯ แล้ว เหล่านี้เป็นเรื่องของตัวเลขเหมือนกัน
            ล่าสุดประกาศแล้วว่านายมูห์ยิดดิน ยัสซิน (Muhyiddin Yassin) ประธานพรรค PPBM คือนายกฯ คนต่อไปของมาเลเซีย หลังกษัตริย์มาเลย์ตรัสว่าเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. มากที่สุด ดับความหวังของทั้งดร.มหาเธร์กับอันวาร์ ต้องติดตามต่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีเสถียรภาพมากเพียงไร จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่หรือไม่
1 มีนาคม 2020
(ปรับปรุงเพิ่มเติม 3 มีนาคม 2020)
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8512 วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563)
-----------------------
บรรณานุกรม :
1. Amanah wants Dr M as PM even after his resignation. (2020, February 24). Malay Mail. Retrieved from https://www.malaymail.com/news/malaysia/2020/02/24/amanah-wants-dr-m-as-pm-even-after-his-resignation/1840405
2. Dr M in New York: Anwar will be prime minister, that's a promise. (2018, September 18). New Strait Times. Retrieved from https://www.nst.com.my/news/nation/2018/09/415328/dr-m-new-york-anwar-will-be-prime-minister-thats-promise#cxrecs_s
3. 'Dr Mahathir must end political drama soon'. (2020, February 25). New Strait Times. Retrieved from https://www.nst.com.my/news/politics/2020/02/569074/dr-mahathir-must-end-political-drama-soon
4. ‘I am an interim PM’: Dr M says may stay on for three years before Anwar takes over. (2019, May 9). Malay Mail. Retrieved from https://www.malaymail.com/news/malaysia/2019/05/09/i-am-an-interim-pm-dr-m-says-may-stay-on-for-three-years-before-anwar-takes/1751355
5. Mahathir resigns as PPBM chairman. (2020, February 24). Free Malaysia Today. Retrieved from https://www.freemalaysiatoday.com/category/nation/2020/02/24/mahathir-resigns-as-ppbm-chairman/
6. Malaysia's rulers hold special meeting regarding political turmoil. (2020, February 28). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asia/malaysia-special-rulers-meeting-politics-mahathir-12479500
7. Malaysia’s shattered politics on a razor’s edge. (2020, February 27). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/02/malaysias-shattered-politics-on-a-razors-edge/
-----------------------------

unsplash-logoHarley-Davidson