แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรฮีนจา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรฮีนจา แสดงบทความทั้งหมด

โรฮีนจาในมืออองซาน ซูจี

นางอองซาน ซูจีอาจไม่เห็นด้วยและไม่ได้ลงมือกดขี่ข่มเหงโรฮีนจา แต่เมื่อเป็นรัฐบาลย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศที่ตีตราแล้วว่าโรฮีนจาถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

            ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา องค์กรวิชาการ International Crisis Group (ICG) นำเสนอรายงานสถานการณ์โรฮีนจาล่าสุด มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ว่านับตั้งแต่สิงหาคม 2017 ชาวโรฮีนจาอีก 700,000 คนหนีออกนอกประเทศซึ่งบัดนี้มีหลักฐานค่อนข้างชัดแล้วว่าเป็นฝีมือทหารเมียนมา โรฮีนจาเหล่านี้อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือพื้นที่แถบชายแดนติดกับบังคลาเทศ จนบัดนี้ยังไม่อาจกลับคืนประเทศแม้ผ่านการเจรจารอบแล้วรอบเล่า
            การพาผู้อพยพคืนถิ่นยังไม่ประสบผลมาจากหลายสาเหตุ บางครั้งเป็นเพียงเอกสารที่บังคลาเทศกับเมียนมาใช้ไม่ตรงกัน ฝ่ายเมียนมาปฏิเสธการรับคนคืนหากเอกสารไม่ถูกต้องอย่างที่ต้องการ ความล้มเหลวนำผู้ลี้ภัยกลับประเทศ ข้อมูลที่ชี้ว่าฝ่ายเมียนมาไม่ค่อยตระเตรียมอะไรเพื่อรองรับการกลับคืนของโรฮีนจา เป็นที่มาของคำถามว่ารัฐบาลเมียนมาจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน ตามมาด้วยคำถามว่าหากกลับไปแล้วจะได้อยู่อย่างสงบสุขหรือเปล่า
            ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อผู้อพยพจำนวนหนึ่งที่มีสิทธิ์กลับประเทศ แต่ปฏิเสธสิทธิ์ยินดีเป็นผู้อพยพลี้ภัยต่อไป (คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งนับถือศาสนาฮินดู) ข้อมูลจาก IGC สรุปว่าโรฮีนจาส่วนใหญ่ไม่ต้องการไปอยู่ประเทศที่ 3 ต้องการกลับประเทศโดยมีข้อแม้ว่าต้องได้อยู่อย่างปลอดภัย ถ้าข้อสรุปนี้เป็นจริงน่าเชื่อว่าโรฮีนจาส่วนใหญ่จะอยู่ในบังคลาเทศอีกนาน สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายคนคิดว่าคงต้องอยู่ยาว รัฐบาลหลายประเทศก็คิดเช่นนั้น แต่น้อยประเทศที่คิดวางแผนช่วยเหลือระยะยาวอย่างเป็นระบบ

            ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) อาศัยจังหวะนี้ขยายเครือข่ายและอิทธิพลของตนในหมู่ผู้ลี้ภัย ชี้ว่าโรฮีนจากับ ARSA มีศัตรูร่วมคือกองทัพเมียนมา มีข่าวเสมอว่ามุสลิมหลายกลุ่มหลายประเทศให้การสนับสนุน ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ การเงิน ฯลฯ
ARSA ประกาศว่าเป็นกลุ่มต่อสู้เพื่อศาสนาหรือ Harakah al-Yaqin (Faith Movement) เป็นผู้โจมตีจุดตรวจฐานที่มั่นของเจ้าหน้าที่เมื่อตุลาคม 2016 กับสิงหาคม 2017 เป็นชนวนให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐตอบโต้อย่างรุนแรง โรฮีนจานับแสนอพยพออกนอกพื้นที่ หลายร้อยเสียชีวิต
            ส่วนโรฮีนจาที่ยังอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ (Rakhine State) ราว 100,000-150,000 คนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่รัฐควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด มีเคอร์ฟิว การตรวจเช็ค ห้ามออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น แม้ได้อยู่ต่อแต่เหมือนคนไร้อนาคตไม่ต่างจากผู้อพยพลี้ภัยเท่าไหร่
มุมมองของรัฐบาลเมียนมา :
มิ้น อ่องไหล่ (Min Aung Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบันกล่าวว่า “รูปร่างลักษณะของพวกเขาและวัฒนธรรมไม่เหมือนชาติพันธุ์เมียนมา”
1992 รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ U Ohn Gyaw กล่าวถึงโรฮีนจาว่าเป็นคน “เบงกาลี” (Bengali) ภายใต้กฎหมาย 1982 Citizenship Act พลเมืองเท่านั้นที่ได้สิทธิถือครองที่ดิน สิทธิทางธุรกิจ และกล่าวว่า “ผู้อยู่ในศูนย์อพยพในบังคลาเทศน่าจะเป็นพวกที่มาจากคนธากา (Dhaka) ไม่มีคนจากประเทศพม่าสักคนที่ออกจากประเทศ”
คำพูดของผบ.สส. มิ้น อ่องไหล่ เป็นจุดยืนเดิมของทางการเมียนมาที่ชี้ว่าพวกโรฮีนจาเป็น “คนต่างชาติ” จะปฏิบัติต่อโรฮีนจาในฐานะพลเมืองเฉพาะผู้ที่สามารถพิสูจน์ว่ามีสัญชาติพม่าเท่านั้น
โรฮีนจามีผลต่อการปฏิรูปประเทศ :
International Crisis Group เห็นว่าความเป็นไปของโรฮีนจามีผลต่อการปฏิรูปเมียนมา ความเห็นของ ICG มีน้ำหนักหากข้อสรุปสุดท้ายบ่งชี้ว่ามีผู้บงการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” จริง
บางคนวิเคราะห์ไกลถึงการช่วงชิงแข่งขันของประเทศต่างๆ เช่น จีนมีแผนสร้างท่าเรือน้ำลึกในรัฐยะไข่ สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อจากยูนาน เปิดทางสู่มหาสมุทรอินเดีย ความพยายามของรัฐอิสลามหลายประเทศที่กำลังเคลื่อนไหวผ่านประเด็นนี้
            ล่าสุด รายงานสหประชาชาติชี้ว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดกับนายทหารระดับสูงจำนวนหนึ่งมีส่วนสังหารหมู่โรฮีนจา ควรถูกไต่สวนด้วยข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ข่มขืนสตรี เผาหมู่บ้าน รายงานฉบับนี้ยังกล่าวโทษรัฐบาลอองซานที่เพิกเฉย ไม่ทำหน้าที่เท่าที่ควร
หลังรายงานเผยแพร่ รัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส คูเวต เนเธอร์แลนด์ สวีเดนและอีกหลายประเทศร่วมกล่าวโทษรัฐบาลเมียนมาตามข้อหาจากรายงาน เห็นว่าควรนำเรื่องสู่ศาลโลก

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
          ประการแรก คำถามหลักประชาธิปไตย
มีข้อมูลว่าชาวพม่า คนเมียนมาที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากไม่อยากให้โรฮีนจากลับประเทศ การปรากฏตัวของนักรบศาสนา ARSA ข่าวเรื่องมุสลิมแบ่งแยกดินแดน การสนับสนุนจากรัฐบาลอิสลามหลายประเทศ เหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้ต่อต้านโรฮีนจา
          เกิดคำถามว่าในฐานะรัฐประชาธิปไตย ควรฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ หรือว่าควรทำตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล หรือควรทำอย่างไรดี เช่น ยึดหลักความมั่นคง
            จุดยืนจากฝ่ายกองทัพหรือผู้กุมอำนาจประเทศคือพวกเขาไม่ใช่คนเมียนมา คำตอบนี้ดูจะสอดคล้องกับความเห็นของคนเมียนมาส่วนใหญ่
            ไม่ว่าประชาธิปไตยเมียนมาขณะนี้จะเติบใหญ่มากหรือน้อย คำตอบออกมาในทิศทางสนับสนุนไม่ยอมรับโรฮีนจา ถ้ายึดความต้องการของประชาชน ผู้นำกองทัพไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ไม่ถูกต้องในสายตานานาชาติ อาจนำสู่การถูกคว่ำบาตร ฯลฯ
            เป็นกรณีคำถามที่ดีสำหรับการยึดหลักประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ

          ประการที่ 2 แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
            โรฮีนจาในค่ายลี้ภัยจำนวนมากคิดว่าการกลับคืนเมียนมาเป็นเรื่องอีกยาวไกล เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ โอกาสที่ดีกว่าคือไปหางานทำต่างแดน แม้ต้องทำงานที่มนุษย์คนอื่นมักไม่ทำ ถูกกดขี่สารพัด แม้กระทั่งเสี่ยงเสียชีวิต แต่คือ “โอกาส” เพื่ออนาคตที่ดีกว่าทั้งของตัวเองและครอบครัว
            ปัญหาแรงงานโรฮีนจาเข้าเมืองผิดกฎหมายจึงดำเนินต่อไป คนหลายกลุ่มหลายประเทศได้ประโยชน์จากการนี้ ดังนั้นแม้อยู่ถึงบังคลาเทศก็ยังสามารถเดินทางมาที่มาเลเซีย ข้ามหลายประเทศหลายพันกิโลเมตร
            ข่าวโรฮีนจาบางคนที่สามารถตั้งหลักปักฐานในต่างแดน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่ากระตุ้นให้โรฮีนจาอีกหลายคนดิ้นรนออกจากค่ายผู้ลี้ภัย เป็นประเด็นที่ต้องร่วมหารือกับหลายองค์กรไม่ให้ปัญหาบานปลาย

          ประการที่ 3 อองซาน ซีจูต้องมีส่วนรับ “ผิดและชอบ”
            แม้ฝ่ายอองซาน ซูจีชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล นางอองซานเป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ เป็นที่พูดกันหนาหูว่ากลุ่มของนางได้รับอำนาจเพียงบางส่วน ตัวนางอองซานเป็นคนออกหน้าออกตาในเวทีระหว่างประเทศ แต่อำนาจแท้จริงยังอยู่กับผู้กุมอำนาจกลุ่มเดิม
            เป็นไปได้ว่าฝ่ายอองซานกับฝ่ายกุมอำนาจเดิมได้ตกลงกันแล้วว่าจะแบ่งการบริหารประเทศอย่างไร ถ้ามองในแง่บวก การเปิดทางให้นางอองซานคือการเปิดทางแก่เสรีประชาธิปไตย บนพื้นฐานที่ยอมรับว่ายังต้องอาศัยเวลาอีกนานปีกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพราะประเทศจำต้องพัฒนา ประชาชนมีงานทำ
            ถ้ามองในแง่ลบ คงไม่เกินไปถ้าจะกล่าวว่านางอองซานเป็นเพียงหุ่นเชิด ผู้กุมอำนาจเดิมอยู่หลังม่านอย่างสุขสบาย คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง รู้ดีว่าแม้จะผ่านอีกหลายปีอำนาจหลักยังอยู่กับพวกเขา
            แต่ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร ในเวทีระหว่างประเทศรัฐบาลอองซานต้องมีส่วนรับ “ผิดและชอบ”

            บัดนี้สหประชาชาติสามารถรวบรวมหลักฐานได้หนาแน่น นำสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนมากขึ้นทุกที เรื่องโรฮีนจากำลังเข้มข้นขึ้น
การตั้งชื่อบทความ “โรฮีนจาในมืออองซาน ซูจี” อาจไม่ถูกต้องเท่าไหร่แต่เป็นเช่นนั้น
2 กันยายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
            (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7967 วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ.2561)

-----------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
เรื่องโรฮีนจาเริ่มเข้าเขตอันตรา
“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นคำที่กดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้นทุกที หลายประเทศแสดงท่าทีให้รับคืนผู้อพยพทั้งหมด การกดดันรุนแรงมากขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น
เนื่องจากไม่อาจมองว่าผู้อพยพโรฮีนจาเป็นปัญหาของเมียนมาเท่านั้น ถ้าพูดให้ครอบคลุมกว่านี้ ในโลกนี้มีอีกนับร้อยล้านคนที่รอความช่วยเหลือ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตอบว่าเป็นปัญหาของใคร

บรรณานุกรม :
1. Aung San Suu Kyi is blasted over Rohingya 'genocide': UN report calls for war crimes charges for Myanmar's military chiefs and blames Nobel Prize winner for failing to stop them. (2018, August 27). Daily Mail. Retrieved from http://www.dailymail.co.uk/news/article-6102387/Aung-San-Suu-Kyi-blasted-failing-stop-genocide-against-Rohingya-Myanmar.html
2. Aung San Suu Kyi 'should have resigned' over Rohingya Muslim genocide, says UN human rights chief. (2018, August 30). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/asia/aung-san-suu-kyi-rohingya-muslim-genocide-un-human-rights-chief-zeid-raad-al-hussein-a8513946.html
3. Bahar, Abid. (2012). Racism To Rohingya In Burma. Retrieved from http://ssashah.webs.com/racism-to-Rohingya-in-Burma-by-Dr-Abid-Bahar-in-response-to-Aye-Chans-Enclave-With-Influx-Viruses.PDF
4. Commission on Human Rights. (1993). Report on the situation of human rights in Myanmar, prepared by Mr. Yozo Yokota, Special Rapporteur of the Commission on Human Rights, in accordance with Commission resolution 1992/58. United Nations. Retrieved from http://www.altsean.org/Docs/Envoys%20Reports/Yokota%20CHR%20February%201993.pdf
5. Myanmar’s Stalled Transition. (2018, August 28). International Crisis Group. Retrieved from https://www.crisisgroup.org/asia/south-east-asia/myanmar/296-long-haul-ahead-myanmars-rohingya-refugee-crisis
6. Myanmar: where ‘genocide’ doesn’t really matter. (2018, August 30). Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/article/myanmar-where-genocide-doesnt-really-matter/
7. US leads calls for Myanmar military to be held to account for Rohingya crackdown. (2018, August 29). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/205/us-leads-calls-myanmar-military-be-held-account-rohingya-crackdown-doc-18o1ua6
-----------------------------
unsplash-logodilara harmanci

เรื่องโรฮีนจาเริ่มเข้าเขตอันตราย

“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นคำที่กดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้นทุกที หลายประเทศแสดงท่าทีให้รับคืนผู้อพยพทั้งหมด การกดดันรุนแรงมากขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น
            ความวุ่นวายรอบนี้เริ่มต้นจากข่าวเมื่อปลายสิงหาคม เจ้าหน้าที่เมียนมาราว 20 นายถูกโจมตีจากกองกำลังโรฮีนจา ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้กลับอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตทันทีหลายร้อยคน ตามมาด้วยการเผาหมู่บ้านนับร้อยแห่ง ผู้คนในรัฐยะไข่เริ่มอพยพหนีออกจากพื้นที่เข้าบังคลาเทศ คลื่นผู้อพยพหลั่งไหลออกมาเรื่อยๆ จากหลายหมื่น เป็นแสน และล่าสุดกว่า 600,000 คนแล้ว
            ไม่น่าเชื่อว่าการโจมตีเจ้าหน้าที่เพียงรอบเดียวจะเกิดผลตามมาถึงเพียงนี้ ทางการเมียนมาอธิบายว่าที่โรฮีนจาหลบหนีเพราะกลัวความผิด กลัวติดร่างแหร่วมกับกองกำลังติดอาวุธ ขณะที่หลายประเทศ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่เมียนมากดขี่ข่มเหง ทำเกินกว่าเหตุ
            ผลจากการอพยพรอบใหม่ ผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นโรฮีนจากว่า 600,000 คนมากระจุกตัวตามชายแดนติดกับบังคลาเทศ แม้หลายหน่วยงานหลายประเทศให้ความช่วยเหลือ แต่การดูแล 600,000 ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพิ่มภาระต่อการดูแลผู้ลี้ภัยทั่วโลก
ชมคลิปสั้น 2 นาที
Tirana Hassan ผู้อำนวยการ Amnesty International กล่าวว่าหลักฐานมัดแน่นว่ากองกำลังเมียนมาเป็นผู้วางเพลิงเพื่อขับไล่โรฮีนจาออกจากประเทศ วิธีการที่ใช้คือเจ้าหน้าที่เข้าล้อมหมู่บ้าน จากนั้นเริ่มยิงปืน ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นหนีตายออกจากหมู่บ้าน จากนั้นก็ลงมือเผา
            หลังเหตุการณ์วุ่นวาย อองซาน ซูจี ในนามรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาล ขอประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการกระทำผิดกฎหมายทุกอย่าง รัฐบาลยืนยันฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และการยึดกฎหมายทั่วประเทศเสียใจอย่างยิ่งต่อประชาชนที่ต้องทุกข์ยากอันเนื่องจากความขัดแย้ง
            นางซูจียอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าผู้ใดทำผิด ที่ผ่านมารัฐบาลเมียนมาชี้ว่าเจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้าย รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการขับไล่โรฮีนจา

จีนยืนเคียงข้างเมียนมา :
ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ประณามเมียนมา รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนอยู่เคียงข้างอย่างเปิดเผย
Guo Yezhouในฐานะ vice minister of the party’s International Department กล่าวว่ารัฐบาลจีนสนับสนุนให้เมียนมารักษาความสงบและเสถียรภาพ และจะไม่ร่วมกับชาติอื่นประณามการจัดการโรฮีนจา ขอประณามการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายโรฮีนจา 2 ประเทศมีพรมแดนติดกัน หากเมียนมาไม่สงบย่อมกระทบจีนด้วย
            ไม่นานนี้ด้วยความร่วมมือของ 2 ประเทศได้เปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ท่อนี้เริ่มจากรัฐยะไข่เข้าสู่มณฑลยูนานความยาว 771 กิโลเมตร ความเจริญของยูนานจำต้องใช้น้ำมันเป็นเหมือนเลือดหล่อเลี้ยง ความเป็นไปของรัฐยะไข่มีผลต่อยูนานโดยตรง
            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลท่อส่งน้ำมัน ทรัพยากรน้ำมันที่คาดว่ามีมากในยะไข่ รัฐบาลจีนประกาศชัดว่าอยู่ข้างเมียนมาที่พยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ เป็นประโยชน์ต่อเมียนมาไม่มากก็น้อย

หลายประเทศเห็นว่าทางออกที่ดีคือกลับเมียนมา :
ตั้งแต่เริ่มมีการอพยพ Zeid Ra’ad Al-Hussein จาก UN High Commissioner for Human Rights เห็นว่าการขับไล่โรฮีนจานับแสนออกจากพื้นที่เป็นแผนที่วางไว้ล่วงหน้า และไม่ต้องการให้กลับเข้าประเทศอีก
ไม่ว่าโรฮีนจาจะอพยพด้วยเหตุใด บัดนี้คำถามคือเมียนมาจะรับกลับหรือไม่
Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทางการเมียนมาระงับปฏิบัติการทางทหาร ยุติความรุนแรง ปฏิบัติตามหลักกฎหมาย เคารพสิทธิที่ทุกคนจะกลับสู่บ้านเกิดตัวเอง ขอให้โรฮีนจาได้ฐานะพลเมืองหรือไม่ก็ได้รับฐานะทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้พวกเขาอยู่ในเมียนมาต่อไป
Sushma Swaraj รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอินเดียกล่าวว่า “เมียนมาจะต้องรับคนของตนกลับ” ผู้อพยพตอนนี้เป็นภาระแก่บังคลาเทศ บังคลาเทศจะต้องแบกรับอีกนานแค่ไหน ต้องหาทางแก้เรื่องนี้อย่างถาวร ทางออกคือต้องพัฒนารัฐยะไข่ให้เป็นเมืองน่าอยู่
เช่นเดียวกับ นายกฯ อาเบะเรียกร้องให้เมียนมารับผู้อพยพหลายแสนคนกลับประเทศ พร้อมกับให้เงินกู้ 1,100 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างทางรถไฟเชื่อมย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์ ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางเล็ก ช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยต่างๆ

            ทางการเมียนมาชี้ว่าสามารถรับผู้อพยพกลับวันละไม่เกิน 300 คนตามกำลังเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญคือต้องเป็นผู้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีสัญชาติเมียนมาหรือมีเอกสารที่ยอมรับคืนได้ ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับบังคลาเทศเมื่อปี 1993
            เงื่อนไขการรับคืนเป็นจุดยืนเดิมที่ว่าโรฮีนจาเป็นพวกเบงกาลี ไม่ใช่พม่า การรับคืนไม่ว่าจะมากหรือน้อยอยู่ภายใต้จุดยืนนี้

สหรัฐเพิ่มแรงกดดัน :
            กันยายน นิกกี ฮาลีย์ (Nikki Haley) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการกดขี่ข่มเหง ขับไล่โรฮีนจาเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน (brutal) กวาดล้างชนกลุ่มน้อยของประเทศอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เมียนมาต้องรับผิดชอบ และกำลังหารือมาตรการคว่ำบาตรร่วมกับหลายประเทศ
กลางเดือนตุลาคม ส.ส.ทั้งจากพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทกว่า 40 ท่านเรียกร้องให้คว่ำบาตรด้วยการไม่อนุมัติวีซาแก่ผู้นำทหารเมียนมาและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศประกาศแล้วว่ากองกำลังรัฐบาลเมียนมา “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (ethnic cleansing) โรฮีนจา แถลงการณ์ระบุว่าชัดว่า กองกำลังพม่า กองกำลังความมั่นคง และคนท้องถิ่นที่เป็นชาวพม่าเป็นผู้กดขี่ข่มเหง ทำให้โรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่
บางคนเห็นว่าควรลงโทษผู้นำกองทัพเมียนมาเหมือนที่เคยทำกับบางประเทศ
รัฐบาลหลายประเทศ องค์กรระหว่างประเทศบางแห่งได้ประกาศไปล่วงหน้าแล้วว่าต้องคว่ำบาตร จากนี้ติดตามว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ การที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศเช่นนี้ เท่ากับเตรียมมาตรการไว้แล้ว รอเวลาเท่านั้น

เมื่อมีดาบแรกย่อมง่ายที่จะมีดาบ 2 :
            ที่ผ่านมาหลายประเทศลงโทษเมียนมาด้วยการประณามเป็นหลัก อาจมองว่าทำตามขั้นตอน คือเริ่มจากการตักเตือนให้เวลาแก้ไข หรืออาจมองว่ายังร้ายแรงไม่พอ หรือยังอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง
            บัดนี้รัฐบาลทรัมป์ประกาศชัดว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีกระแสให้คว่ำบาตร อีกทั้งเป็นมาตรการที่มุ่งจัดการนายทหาร ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นอำนาจที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดปัจจุบัน
แม้ว่าล่าสุดเมียนมากับบังคลาเทศได้ลงนาม MoU รับผู้อพยพลี้ภัยกลับแล้ว MoU ดังกล่าวคล้ายกับข้อตกลงปี 1993 จึงคาดเดาว่าจะมีผู้ลี้ภัยตกค้างจำนวนมาก กลับสู่คำถามเดิมว่าใครจะเป็นผู้แบกภาระดูแล
            หากทบทวนเรื่องราวย้อนหลังตั้งแต่ต้น การโจมตีเจ้าหน้าที่เพียงรอบเดียวส่งผลทำให้โรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่กว่า 600,000 คนเป็นเรื่องราวที่แปลกพิกล การอ้างว่าพวกเขาหลบหนีเพราะกลัวความผิด เกรงว่าจะถูกลงโทษในฐานะสมรู้ร่วมคิด ไม่น่าจะสมเหตุสมผลกับคนจำนวนถึง 6 แสน และเมื่อเริ่มกระบวนการรับคืน เกิดคำถามว่าควรรับคืนทั้งหมดหรือไม่ ไม่ใช่เพียงคนที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น ในระยะนี้รัฐบาลเมียนมาสามารถอ้าง MoU แต่แรงกดดันจากต่างชาติจะหยุดเพียงเท่านี้หรือ เสียงเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชนจะดังขึ้นเรื่อยๆ
            เมื่อรัฐบาลทรัมป์ลง “ดาบแรก” ย่อมมีโอกาสที่จะใช้ “ดาบ 2” เรื่องโรฮีนจาจึงเริ่มเข้าเขตอันตราย มีผลต่อประเทศนี้อย่างเป็นรูปธรรม
          ยิ่งถ้าคิดว่าเป็นแผนผลักดันโรฮีนจาออกประเทศ ย่อมมีพวกที่ไม่ยอมแน่นอน
            ในอีกมุมหนึ่ง หากนานาชาติคว่ำบาตรอย่างจริงจัง ผู้รับผลกระทบก่อนคือประชาชน ไม่ใช่นายกองนายพล และจะกระทบต่อผลงานของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหมายถึงนางอองซาน ซูจี การลงทุนหลายหมื่นล้านจากต่างชาติอาจต้องสิ้นสูญ สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์อาจเป็นจีน นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดถึง

ข้อเท็จจริงกับการปฏิบัติ :
            ไม่ว่าโรฮีนจาเป็นพม่าหรือไม่ รัฐบาลเมียนมาจะไม่ยอมรับหากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ หลายคนปราศจากหลักฐานไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด
            ในอีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าโรฮีนจาเป็นพม่าหรือไม่ หลายประเทศกำลังกดดันให้รัฐบาลเมียนมารับคืน เพราะลดภาระต่อนานาชาติ หรือใช้เรื่องนี้เพื่อต่อรองขอผลประโยชน์เพิ่ม
            เป็นอีกกรณีศึกษาให้เห็นว่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น “ข้อเท็จจริง” เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วน “การปฏิบัติ” ดำเนินตามนโยบายเป็นอีกเรื่อง ไม่จำต้องสอดคล้องกัน
            การรับคืนส่วนหนึ่งสามารถคลายแรงกดดันจากนานาชาติ แต่จะเพียงพอหรือไม่
26 พฤศจิกายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7688 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2560)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

บรรณานุกรม:
1. Abe urges Aung San Suu Kyi to let Rakhine’s displaced people return home. (2017, November 14). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/11/14/national/politics-diplomacy/abe-urges-aung-san-suu-kyi-let-rakhines-displaced-people-return-home/#.WgvPVluCzZ4
2. Aung San Suu Kyi says Myanmar does not fear global scrutiny over Rohingya crisis. (2017, September 19). The National/Reuters. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/asia/aung-san-suu-kyi-says-myanmar-does-not-fear-global-scrutiny-over-rohingya-crisis-1.629799
3. China supports Myanmar ‘safeguarding peace and stability’. (2017, October 21). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/china-supports-myanmar-safeguarding-peace-and-stability/2017/10/21/90205e4a-b625-11e7-9b93-b97043e57a22_story.html?utm_term=.c805e0954647
4. Govt Suggests Possible Daily Repatriation of 300 Rohingya Refugees. (2017, October 30). The Irrawaddy. Retrieved from https://www.irrawaddy.com/news/burma/govt-suggests-possible-daily-repatriation-300-rohingya-refugees.html
5. India says Myanmar must take back Rohingya Muslims. (2017, October 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1181971/world
6. Lawmakers urge US to craft targeted sanctions on Myanmar military. (2017, October 19). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/world/lawmakers-urge-us-to-craft-targeted-sanctions-on-myanmar-military-9322894
7. Myanmar army chief says Rohingya Muslims not native, refugee numbers exaggerated. (2017, October 12). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1176421/world
8. Myanmar, Bangladesh ink Rohingya return deal. (2017, November 23). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/myanmar-bangladesh-ink-rohingya-return-deal-9432828
9. Rohingya Muslim crisis: Burma's security forces using scorched earth tactics to drive out minority, new evidence finds. (2017, September 14). The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/asia/rohingya-muslim-burma-myanmar-latest-ethnic-cleansing-claims-scorched-earth-tactics-a7947476.html
10. UN Security Council calls for 'immediate steps' to end Myanmar violence. (2017, September 14). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/un-security-council-calls-for-immediate-steps-to-end-myanmar-9214136
11. U.S. declares attacks on Burmese Rohingya Muslims ‘ethnic cleansing’. (2017, November 22). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/us-declares-attacks-on-burmese-rohingya-muslims-ethnic-cleansing/2017/11/22/cfde1a32-cfd8-11e7-81bc-c55a220c8cbe_story.html?utm_term=.2833f6bcd963
12. U.S. Department of State. (2017, November 22). Efforts To Address Burma's Rakhine State Crisis. Retrieved from https://www.state.gov/secretary/remarks/2017/11/275848.htm
-----------------------------

โรฮีนจา ปัญหาของใคร

ทุกครั้งเมื่อเหลือบไปมองโรฮีนจาจะพบแต่ความทุกข์ยาก ความขาดแคลน อยู่ในยะไข่ก็ขาดแคลน นักเรียนขาดโรงเรียน ขาดโรงพยาบาล ขาดยา ไม่มีงานทำ หลายคนถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตไปหางานต่างแดนแม้ผิดกฎหมาย เป็นแรงงานราคาถูก ทำงานประเภทที่คนอื่นไม่อยากทำ โดนกดขี่ข่มเหงสารพัด ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนมีสิทธิตามกฎหมาย
            ช่วงนี้มีข่าวถูกไล่ที่ พากันอพยพหนีตายอลหม่าน ระหว่างเดินทางก็ถูกทำร้าย บางคนเหยียบกับระเบิดที่ฝังไว้อีก กว่าจะไปถึงบังคลาเทศก็ทุลักทุเล
            กว่า 500,000 คนที่หนีตายมาอยู่ชายแดนบังคลาเทศต้องมาอยู่ในพื้นที่แออัดกว่าเดิม ขอเพียงมีพื้นที่สักช่องให้เอนกายก็นับว่าดีมากแล้ว ขาดแคลนทุกอย่าง แม้หลายประเทศ องค์กรช่วยเหลือหลายหน่วยยื่นมือเข้าช่วยแล้วก็ตาม
Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทางการเมียนมาระงับปฏิบัติการทางทหาร ยุติความรุนแรง ปฏิบัติตามหลักกฎหมาย เคารพสิทธิที่ทุกคนจะกลับสู่บ้านเกิดตัวเอง ขอให้โรฮีนจาได้ฐานะความเป็นพลเมืองหรือไม่ก็ได้รับฐานะทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้พวกเขาอยู่ในเมียนมาต่อไป
ดูเหมือนว่าคำขอแต่ละข้อยากจะสมหวัง โรฮีนจายังคงออกจากเมียนมา คนที่มีสิทธิ์กลับมีไม่กี่คน โลกอาจมีผู้อพยพถาวรเพิ่มอีกครึ่งล้าน

การกล่าวโทษบางประเทศ :
            ทุกครั้งเมื่อโรฮีนจากลายเป็นประเด็น ไม่ว่าจะถูกไล่ที่ อพยพย้ายถิ่น เรือมนุษย์ จะมีเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเทศหรือใครก็ตามที่ละเมิดจะถูกกล่าวโทษ ยกตัวอย่างเมื่อเรือผู้อพยพโรฮีนจาแล่นเข้าฝั่ง รัฐบาลหลายประเทศใช้วิธีให้อาหารกับน้ำจำนวนหนึ่ง แล้วผลักดันกลับไป กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มกล่าวหาประเทศเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ควรที่จะรับโรฮีนจาเป็นผู้อพยพลี้ภัย
การรับผู้อพยพลี้ภัยสัก 1,000-2,000 คน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่หลายฝ่ายคิดตรงกันคือ หากรับ 2,000 คนแล้ว อีกไม่นานจะมา 20,000 คน และกลายเป็น 200,000 คน ในที่สุดอาจเป็นโรฮีนจาทั้งหมดกว่าล้านคน และจะมีผู้อพยพประเทศอื่นๆ นอกเหนือโรฮีนจา
เรื่องไม่จบเท่านี้ เมื่อรับมาแล้วจะมีคนพูดต่อว่าดูแลพวกเขาดีหรือไม่ อาหารถูกปากหรือเปล่า แพทย์ไม่เก่ง ยาไม่ดี ครูไม่มีคุณภาพ กีดกั้นสิทธิเสรีภาพ อยู่อย่างไร้อนาคต
ประเทศที่รับผู้อพยพลี้ภัยแต่ต้นต้องเผชิญเสียงตำหนิจากอย่างไม่สิ้นสุด

แทนที่ต่างชาติ กลุ่มองค์กรต่างๆ จะให้ความช่วยเหลือ กลับมุ่งตรวจสอบว่าประเทศที่รับผู้ลี้ภัยละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ลี้ภัยเหล่านี้หรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้หลายประเทศจึงเลือกที่จะไม่รับผู้อพยพลี้ภัยตั้งแต่ต้น หรือรับเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธ
มีคำกล่าวหามานานแล้วว่ารัฐบาลเมียนมากดขี่ข่มเหงโรฮีนจา เพื่อขับไล่คนเหล่านี้ออกนอกประเทศ แต่ทางการเมียนมาปฏิเสธมาโดยตลอด
            ในเหตุการณ์ล่าสุด ประเด็นน่าคิดคือ เมื่อเกิดวุ่นวายรัฐบาลเมียนมาเอาใจใส่โรฮีนจาน้อยมาก ทางการเมียนมาน่าจะให้ความช่วยเหลือมากกว่านี้ และน่าจะพยายามให้โรฮีนจากลับเข้าพื้นที่ แต่เหตุการณ์เป็นไปตามที่ทุกคนรับรู้ โรฮีนจากว่า 500,000 คนแล้วที่อพยพหนีเข้าบังคลาเทศ
            ในกรณีเมียนมา แม้รัฐบาลพยายามอ้างว่าดูแลคนทุกกลุ่ม แต่ในสายตานานาชาติกลับไม่เห็นด้วย การตัดสินกล่าวโทษแต่ละประเทศจึงไม่สมควรเหมารวม ต้องพิจารณาเป็นกรณี

การเข้าพัวพันของอาเซียน :
            กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียออกแถลงการณ์ “เรียกร้องให้ทุกประเทศ รวมทั้งชาติสมาชิก OIC เข้าพัวพันอย่างสร้างสรรค์ ... ช่วยเหลือพลเมืองทุกหมู่เหล่าในรัฐยะไข่” ชี้ต้นตอปัญหาโรฮีนจา การเข้าพัวพันอย่างสร้างสรรค์คือเรื่องสำคัญ
            แถลงการณ์อาเซียนเมื่อ 24 กันยายน มีใจความสำคัญว่า รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในระยะยาวต้องแก้ไขรากปัญหา
            ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์อาเซียนจึงใกล้เคียงกับแถลงการณ์อินโดนีเซีย ขอให้ทุกฝ่ายไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
            แถลงการณ์ไม่ได้เอ่ยชื่อ “โรฮีนจา” ทำให้มาเลเซียไม่พอใจ เห็นว่ารัฐบาลเมียนมารู้เห็นเป็นใจ การที่แถลงการณ์ไม่ระบุคำว่าโรฮีนจาก็เพราะแถลงการณ์ต้องผ่านฉันทามติ การแสดงออกของรัฐบาลมาเลเซีย ตอกย้ำจุดยืนของรัฐบาลนาจิบที่ชี้ว่ารัฐบาลเมียนมาต้องรับผิดชอบ และสามารถตีความว่าเป็น “เนื้อหาส่วนขยาย” ของแถลงการณ์อาเซียนด้วย อย่างน้อยที่สุดเป็นของมาเลเซีย
            รวมความแล้ว ประชาคมอาเซียนไม่ได้นิ่งนอนใจ อย่างน้อยมีคำประณาม ดำเนินตามแนวทางสิทธิมนุษยชนสากล

ต้องพิจารณาความมั่นคงแห่งชาติ :
            ไม่นานหลังรับตำแหน่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งห้ามคนต่างชาติ 6 ประเทศเข้าประเทศ แม้จะถูกวิพากษ์ว่าจงใจกีดกันมุสลิม หรือหวังเล่นงานบางประเทศ แต่รัฐบาลให้เหตุผลว่าจำต้องทำเพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติเข้าประเทศ
            ประเด็นกีดกันแรงงานเม็กซิโกเป็นอีกเรื่องที่พูดกันมาก ถ้ามองในภาพกว้าง แต่ไหนแต่ไรนโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อคนต่างด้าวย้ายถิ่นนั้นไม่เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อคนแต่ละประเทศ แต่ละเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติแตกต่างกัน และเป็นเช่นนี้ในปัจจุบัน
            ดังนั้น ไม่ใช่ประธานาธิบดีทรัมป์ที่ดำเนินนโยบายปฏิบัติต่อแต่ละประเทศไม่เท่าเทียม ที่รู้สึกต่างเพราะการนำเสนอต่าง ใครสามารถสร้างภาพให้ดูดีได้มากกว่า และขึ้นกับบริบทว่าเศรษฐกิจอเมริกาในขณะนั้นต้องการแรงงานต่างด้าวมากน้อยเพียงไร

ประเด็นผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกาหลั่งไหลเข้ายุโรปก็เช่นกัน     นายกรัฐมนตรีฮังการี Viktor Orban ถึงกับประกาศไม่รับชาวซีเรียเข้าประเทศ เห็นว่าเป็นอันตราย “ผมคิดว่าเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าเราไม่ต้องการมีคนมุสลิมมากในประเทศของเรา” ไม่อยากเป็นดังเช่นอาณาจักรออตโตมัน ขอให้ผู้ลี้ภัยซีเรียอย่าได้มาฮังการีอีก เพราะไม่อาจรับรองว่าพวกเขาจะเป็นที่ยอมรับ
ทุกเหตุผลที่ยกมา ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ทั้งรัฐบาลสหรัฐกับฮังการีเป็นกรณีตัวอย่างว่ารัฐมีสิทธิ์เลือกรับหรือไม่รับ จะรับเท่าไหร่ก็ได้ ควรที่จะต้องรับจนเป็นภัยต่อประเทศตัวเองหรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าคิด

ควรเป็นข้อตกลงร่วมของนานาชาติ :
            ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้คือ ต่างฝ่ายต่างพูดจากมุมของตัวเอง รัฐบาลต้องปกป้องอธิปไตย ดูแลความมั่นคง ต้องดูแลคนในประเทศก่อน ส่วนพวกสิทธิมนุษยชนก็จะมุ่งพูดแต่เรื่องที่ตนต้องการจะพูด ปัญหาจึงค้างคา และกลายเป็นความขัดแย้งเชิงความคิดอย่างไม่จบสิ้น
            ทางออกคือ ต้องมีการหารือร่วมกันว่าจะทำอะไรอย่างไร เช่น ถ้าจะให้เพื่อนบ้านเมียนมารับโรฮีนจาชั่วคราว ต้องมีสัญญาชัดเจนว่าคนเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปประเทศที่ 3 เมื่อไหร่ อย่างไร การดูแลผู้อพยพจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พยายามยัดเยียดให้รับก่อนโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา
ประเด็นหนึ่งที่ต้องตระหนักเสมอคือคนไร้รัฐมักพยายามออกนอกประเทศเพื่อเป็นแรงงานต่างด้าว ยิ่งถูกกดขี่ข่มเหงจากในประเทศมากเท่าใดก็ยิ่งคิดอพยพย้ายถิ่นไปแสวงหาที่อยู่ที่ดีกว่า อย่างน้อยไปตายดาบหน้า หลายคนยอมเสียสละตัวเองเพื่อเห็นแก่อนาคตของลูกหลาน แรงจูงใจที่จะออกนอกประเทศจึงสูงมาก ยอมเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ที่สำคัญกว่านั้น คนไร้รัฐมักคิดตั้งถิ่นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ประเทศนั้นถาวร ไม่ว่าจะโดยถูกหรือผิดกฎหมาย เกิดปัญหาซ้ำซ้อนในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านไม่รู้จบ
การแก้ปัญหาจึงต้องมองโจทย์ให้ทะลุ

ในด้านสถานการณ์เฉพาะหน้า โรฮีนจา 500,000 คนอดอยากขาดแคลน จะช่วยอย่างไร แต่ละประเทศจะออกเงินหรือให้ความช่วยเหลืออย่างไร เป็นข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม เมื่อเห็นร่วมแล้วจะไม่มีใครหรือหน่วยงานใดพูดกล่าวหาให้ร้ายอีก
            และต้องหาทางว่าในระยะยาวจะดูแลโรฮีนจาทั้ง 500,000 คนอย่างไร อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรถ้าพวกเขาไม่สามารถเป็นพลเมืองเมียนมา สามารถเช่าที่ดินบางประเทศเพื่อเป็นถิ่นอาศัยได้หรือไม่
            ส่วนการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ควรทำเป็นการรณรงค์ระดับโลก ให้ทุกคนมีส่วน ประหยัดคนละเล็กน้อยตามความสมัครใจ ให้เป็น “ปัญหาของทุกคน” ไม่เฉพาะรัฐหรือบางองค์กรเท่านั้น

            ความจริงอีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือ โรฮีนจาไม่ใช่พวกเดียวที่ประสบปัญหา ถ้าคิดช่วยโรฮีนจากว่าล้าน จะมีอีกหลายสิบล้านที่ควรช่วย Global Trends: Forced displacement in 2016 รายงานผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกประจำปีของ UNHCR จำนวนผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกปัจจุบันมีราว 65.6 ล้าน
ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐาน ประกอบด้วยหลายประเภท เช่น ผู้ลี้ภัย (refugee) คนพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People: IDPs) ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers)
ถ้าต้องการพูดเฉพาะคนไร้รัฐแบบโรฮีนจา ปี 2016 ประเมินว่าทั่วโลกมี 10 ล้านคนเป็นคนไร้รัฐ หรือเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้รัฐ (ข้อมูลที่เก็บได้จริงมีราว 3.2 ล้านคน ใน 75 ประเทศ) จึงเป็น 10 ล้านคนที่ต้องช่วยเหลือไม่เฉพาะพวกโรฮีนจาเท่านั้น

            และถ้าคิดว่าคือการช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัสก็ควรช่วยเหลือคนอื่นๆ อีกหลายร้อยล้าน ถ้าปฏิบัติต่อโรฮีนจาอย่างไรก็ควรปฏิบัติต่อคนยากจนแร้นแค้นอีกหลายร้อยล้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพวกไร้รัฐหรือมีรัฐ
            หากยังไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด ก็ขอให้มีความคิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน เพราะต้องเริ่มที่จุดนี้จะเกิดผลเป็นการลงมือปฏิบัติที่เหมาะสม
8 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7639 วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2560)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
อองซาน ซูจี ในวัย 72 ปี กำลังเผชิญการตัดสินใจครั้งใหญ่ นางจะเลือกพรรคหรือเลือกสิทธิมนุษยชน

บรรณานุกรม:
1. Cortes, Rachel Traut., & Poston, Dudley L. Jr. (2008). Immigration to North America. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 576-580). USA: The Gale Group.
2. Hungarian PM: We don't want more Muslims. (2015, September 4). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/09/refugees-hungary-train-station-150903064140564.html
3. Hunt, Luke. (2015, May 29). Crocodile Tears for the Rohingya. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2015/05/crocodile-tears-for-the-rohingya/
4. Indonesia Urges OIC, International Community, to Address Myanmar Conflict. (2017, September 13). Jakarta Globe. Retrieved from http://jakartaglobe.id/news/indonesia-urges-oic-international-community-address-myanmar-conflict/
5. Malaysia tells Myanmar to stop Rohingya atrocities, disagrees with Asean stand. (2017, September 25). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.todayonline.com/world/malaysia-tells-myanmar-stop-rohingya-atrocities-disagrees-asean-stand#cxrecs_s
6. Malaysia's dissent on Myanmar statement reveals cracks in ASEAN facade. (2017, September 25). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/malaysia-s-dissent-on-myanmar-statement-reveals-cracks-in-asean-facade-9248850
7. Myanmar faces mounting pressure over Rohingya refugee exodus. (2017, September 12). Al Arabiya/Reuters. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/world/2017/09/12/Myanmar-faces-mounting-pressure-over-Rohingya-refugee-exodus.html
8. Myanmar says persecution not the cause of migrant crisis. (2015, June 6). Daily Times. Retrieved from http://www.dailytimes.com.pk/region/06-Jun-2015/myanmar-says-persecution-not-the-cause-of-migrant-crisis
9. The White House. (2017, March 6). Executive Order Protecting The Nation From Foreign Terrorist Entry Into The United States. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/06/executive-order-protecting-nation-foreign-terrorist-entry-united-states
10. UN Security Council calls for 'immediate steps' to end Myanmar violence. (2017, September 14). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/un-security-council-calls-for-immediate-steps-to-end-myanmar-9214136
-----------------------------

โรฮีนจา ระเบิดเวลาประชาธิปไตยเมียนมาร์

ในการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ได้ข้อสรุปร่วมหลายประการ เริ่มจากการแก้ปัญหาผู้อพยพติดค้างกลางทะเล ยืนยันท่าทีของมาเลเซียกับอินโดนีเซียที่จะรับคนเหล่านี้ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปีในระหว่างการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศที่ 3
ที่ประชุมผลักดันขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ตามหลักการแบ่งเบาภาระระหว่างประเทศ (International Burden Sharing) มิให้ภาระตกอยู่กับไม่กี่ประเทศที่กำลังแบกรับอยู่ ดังที่นาจิบ ราซัค (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวล่วงหน้าแล้วว่า “เรือมนุษย์โรฮีนจาเป็นเรื่องใหญ่ ... จึงต้องรับการช่วยเหลือจากนานาชาติ”
            การประชุมให้ความสำคัญกับการต่อต้านขบวนการค้ามนุษย์ กวดขันการบังคับใช้กฎหมาย การทำงานร่วมกัน
ส่วนรากปัญหานั้น รายงานสรุประบุแนวทางแก้ไขด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งแก่ชุมชน เช่น สนับสนุนการค้าการลงทุนในพื้นที่เสี่ยง การฝึกอาชีพ ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลไทย มาเลย์และอินโดมุ่งนำเสนอว่าเป็นเพียงทางผ่าน ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง และไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา ขอให้ประชาคมโลกเข้าใจ ด้านเมียนมาร์ยืนยันท่าทีเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับชาติสมาชิกอาเซียนยืนยันไม่แทรกแซงกิจการภายใน
จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเมียนมาร์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องพยายามนำสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ คือให้เรื่องโรฮีนจาเงียบหาย จากนี้ไปจึงเหลือแต่การรอดูว่าองค์กรระหว่างประเทศ ชาติมหาอำนาจจะตอบสนองเรื่องนี้อย่างไร เพราะพวกเขาได้วาง “เป้าหมายระยะยาว” ไว้แล้วเช่นกัน
วิเคราะห์องค์รวม :
            มีประเด็นสำคัญดังนี้
            ประการแรก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
            ดังที่นำเสนอครั้งก่อน ถ้ามองในกรอบแคบ ประเด็นโรฮีนจาเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งในรอบนี้เกิดจากขบวนการค้ามนุษย์ เกี่ยวข้องกับหลายคนหลายประเทศ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเข้มแข็งจะไม่มีรายงานจากหน่วยงานสหประชาชาติว่าเฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ ชาวโรฮีนจากับบังคลาเทศราว 25,000 คนพยายามลักลอบเข้าประเทศทางเรือ มากเป็น 2 เท่าของช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน
            ในอนาคต ประเด็น “เรือมนุษย์โรฮีนจา” ฟื้นคืนชีพอีกหรือไม่ จึงขึ้นกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง

            ประการที่ 2 โรฮีนจามาแล้วไม่กลับ
            เวลาพูดถึงการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย ประเด็นที่หลายประเทศกังวลคือความช่วยเหลือของตนจะยิ่งเป็นเหตุให้ผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้าประเทศมากขึ้น
            โรฮีนจาในขณะนี้คือคนไร้สัญชาติ ประเทศที่รับคนเหล่านี้เข้าทำงานคือรับคนงานไร้สัญชาติด้วย ปัญหาที่จะเกิดในอนาคตคือ หากประเทศที่รับทำงานไม่ต้องการแรงงานเหล่านี้ คนเหล่านี้จะอยู่ที่ใด  จะส่งคืนที่ใดในเมื่อรัฐบาลเมียนมาร์ไม่ยอมรับ
            แรงงานโรฮีนจาจึงแตกต่างจากแรงงานเมียนมาร์อื่นๆ
            โรฮีนจาที่อพยพออกมาไม่คิดที่จะกลับประเทศอีกแล้ว พวกเขาหวังตั้งรกรากในประเทศใหม่ ซึ่งหมายถึงการอยู่อย่างถาวร หวังได้รับการปกป้องคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามกฎหมาย ในขั้นสุดท้ายคือเป็นพลเมืองประเทศนั้น คำถามคือประเทศเหล่านั้นพร้อมจะให้สิทธิพลเมืองหรือไม่

            มาเลเซียเป็นตัวอย่างประเทศที่มีแรงงานโรฮีนจาลักลอบทำงานในประเทศหลายหมื่นคน จำนวนไม่น้อยอาศัยหลายปีแล้ว คนเหล่านี้มักทำงานที่แรงงานอื่นๆ ไม่ปรารถนา เช่น งานสกปรก เสี่ยงอันตราย แรงงานโรฮีนจาสามารถดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงพอสมควร จนมีลูกมีหลาน และเริ่มเรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่สำคัญคือการขอฐานะพลเมืองแก่ตนและลูกหลาน
            ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลย์ไม่มีนโยบายให้คนเหล่านี้ได้รับสิทธิเป็นพลเมือง แม้กระทั่งลูกหลานที่เกิดในมาเลเซีย พูดภาษามาเลย์

            เป็นไปได้ว่าหากจำนวนโรฮีนจาเพิ่มขึ้น อยู่นานขึ้น เสียงของพวกเขาจะดังขึ้น พร้อมแรงกดดันจากต่างชาติ กลายเป็นปัญหาระดับประเทศ
            และถ้าโรฮีนจาได้รับสวัสดิการต่างๆ สิทธิการเป็นพลเมือง พวกเขาจะแห่อพยพเข้ามาเลเซียมากกว่านี้ นี่คือความกังวลจากมาเลย์และประเทศทั้งหลาย

            ประการที่ 3 การส่งผู้อพยพสู่ประเทศที่ 3
            ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องโรฮีนจามาแล้วไม่กลับ ข้อคิดอีกประการคือ ถ้าหากผู้อพยพโรฮีนจา คนบังคลาเทศ หรือประเทศใดๆ สามารถเดินทางออกจากประเทศตนไปสู่ประเทศอื่น แล้วในที่สุดสามารถตั้งรกรากอยู่ประเทศที่ 3 ในอเมริกา ยุโรป หรือที่ใดๆ ได้โดยง่าย การเคลื่อนย้ายคนเหล่านี้สู่ประเทศที่ 3 จะเป็นแรงกระตุ้น ไม่ต่างจากการที่บางประเทศรับคนเหล่านี้ไว้ทำงานอย่างถาวรหรือกึ่งถาวร เกิดกระแสผู้อพยพโรฮีนจา บังคลาเทศ ฯลฯ หลั่งไหลออกจากพื้นที่เพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศที่ 3 นั่นหมายความว่าในอนาคตบรรดาประเทศที่ 3 เหล่านี้จะต้องรับผู้อพยพอย่างต่อเนื่องอีกหลายล้านคนหรือไม่สิ้นสุด (เพราะจะมีผู้ต้องการอพยพเพิ่มเติม)
            เกิดกระแสเดินทางไปสู่ประเทศอื่นที่ดีกว่า

            ปัญหาแทรกซ้อนคือ ประเทศที่เป็นจุดรับฝากคนชั่วคราวจะต้องแบกรับภาระยาวนานหลายปีกว่าที่ผู้อพยพจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศที่ 3
            มีข้อมูลว่าแต่ละปีผู้อพยพทั่วโลกราว 80,000 คนจะได้รับการส่งตัวไปอยู่ประเทศที่ 3 ในจำนวนนี้สหรัฐรับถึงร้อยละ 70 ของจำนวนทั้งหมด ปัจจุบันมีผู้อพยพลี้ภัยทั่วโลกหลายล้านคน ทั้งจากตะวันออกกลาง แอฟริกาและอื่นๆ เกิดคำถามว่าประเทศที่จะเป็นจุดพักคนจะต้องทำหน้าที่กี่สิบปี และจะต้องเป็นผู้แบกรับผู้อพยพที่ไม่มีประเทศใดต้องการใช่หรือไม่

จึงไม่แปลกใจที่ Anifah Aman รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียกล่าวอย่างชัดเจนว่า มาเลเซียไม่สามารถรับผู้อพยพมากกว่านี้อีกแล้ว ที่แล้วมารับคนจำนวนมากเข้าประเทศ จนบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดแสดงเจตจำนงต้องการรับผู้อพยพเพิ่มเติม “เราต้องดูแลผลประโยชน์ของเราเช่นกัน ต่อปัญหาสังคมและความมั่นคง เราต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้” ต้องถามเมียนมาร์เพื่อหาทางออกร่วมกัน
            และต้องตอบคำถามว่า มีประเทศอื่นใดพร้อมรับผู้อพยพนับล้านหรือไม่ หรือควรหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นๆ
            ประเด็นผู้อพยพเป็นเรื่องซับซ้อน มีปัญหาซ้อนหลายมิติ จำต้องคิดให้รอบคอบ

            ประการที่ 4 ขอให้โรฮีนจาเป็นพลเมือง
            ประเด็นขัดแย้งที่แหลมคมมากที่สุดคือความเป็นพลเมืองของโรฮีนจา ไม่ว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะคิดเห็นอย่างไร นานาชาติได้ข้อสรุปเรื่องนี้แล้ว สมัชชาสหประชาชาติมีมติเมื่อ 29 ธันวาคม 2014 เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาร์รับรองความเป็นพลเรือน “เต็มขั้น” ของพวกโรฮีนจา

สหรัฐเป็นอีกประเทศที่แสดงจุดยืนขอความเป็นพลเมืองแก่โรฮีนจา นาย Antony J. Blinken รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวหลังหารือกับรัฐบาลเมียนมาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐพร้อมจะมีส่วนช่วยเหลือ เห็นด้วยกับการเอ่ยถึง “รากปัญหาเพื่อการแก้ไขอย่างยั่งยืน” ย้ำว่าปัจจัยทางการเมืองกับสังคมเป็นเหตุให้โรฮีนจาพยายามอพยพออกจากพื้นที่ ผู้อพยพ “จำนวนไม่น้อยคือโรฮีนจาจากรัฐยะไข่ เหตุที่อพยพเนื่องจากสภาพอันเลวร้ายที่พวกเขาเผชิญในรัฐยะไข่ เราได้หารือกับผู้นำ (เมียนมาร์) ในเรื่องนี้” เห็นว่าโรฮีนจาต้องได้รับฐานะพลเมือง
            ถ้อยคำของรัฐมนตรีช่วย Blinken ตอกย้ำท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาที่กล่าวในขณะเยือนเมียนมาร์เมื่อปี 2014 ว่า “ทุกรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมและปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนอย่างเทียมภายใต้กฎหมาย ข้าพเจ้าคิดว่าการปฏิบัติต่อโรฮีนจากับชนกลุ่มน้อยทางศาสนาอื่นๆ อย่างแบ่งแยก ไม่ใช่ลักษณะประเทศที่พม่าต้องการจะเป็นในระยะยาว” ประชาธิปไตยไม่อาจสำเร็จได้หากมีแบ่งแยก เกิดพลเมืองชั้น 2

            ผู้ยึดมั่นสิทธิมนุษยชนสากลจะถือว่าพัฒนาการประชาธิปไตยของเมียนมาร์สัมพันธ์กับความเป็นพลเมืองของโรฮีนจา แม้รัฐบาลปัจจุบันจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ประเด็นโรฮีนจาพร้อมจะเป็นเหตุให้หลายประเทศลงมติ “คว่ำบาตร”
            รัฐบาลเมียนมาร์ย่อมรับรู้ความกังวลในเรื่องนี้

สรุป :
            ประเด็นโรฮีนจาไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องน่าคิดคือหากมองย้อนอดีต เหตุความรุนแรงในปี 2012 นำสู่การตีแผ่เรื่องราวโรฮีนจาสู่สายตาชาวโลก ตามด้วยข้อเรียกร้องจากสมัชชาสหประชาชาติให้รัฐบาลเมียนมาร์มอบความเป็นพลเมืองเต็มขั้นแก่คนเหล่านี้ เชื่อมโยงกับการที่รัฐบาลเมียนมาร์กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง
            เหตุเรือมนุษย์โรฮีนจา บังคลาเทศในปี 2015 รื้อฟื้นเรื่องราวอีกครั้ง น่าสนใจติดตามว่าจะเป็นการผลักดัน “เป้าหมายระยะยาว” อีกรอบหรือไม่ ส่วนเรื่องการรับผู้อพยพจำนวนมากนั้นคงไม่มีประเทศใดยินดี สุดท้ายต้องลงเอยด้วยการแสดงท่าทีกดดันรัฐบาลเมียนมาร์
ดังที่วิเคราะห์ข้างต้นว่า นานาชาติสามารถอ้างเป็นเหตุ “คว่ำบาตร” เมียนมาร์ได้เสมอ “ถ้าต้องการ” คิดแบบแง่ร้ายสุดๆ โรฮีนจาคือระเบิดเวลาลูกใหญ่ พัวพันถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อธิปไตยของเมียนมาร์
            ในอนาคตเรื่องราวโรฮีนจาจะกลับมาฉายซ้ำอีก จนว่าพวกเขาจะได้ฐานะพลเมือง
31 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6780 วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2558)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต
เรือมนุษย์โรฮีนจา เรือมนุษย์บังคลาเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ คนเหล่านี้อพยพทางเรือต่อเนื่องหลายปีแล้ว การที่ประชาชนรับรู้ในช่วงนี้เพราะสื่อหลายประเทศช่วยกันประโคมข่าว แต่ระดับเจ้าหน้าที่ ผู้มีหน้าที่รับรู้เรื่อยมา สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือการเข้มงวดต่อต้านอาชญากรข้ามชาติ เป็นภาพสะท้อนความมั่นคงจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่อื่นๆ เรื่องเหล่านี้ “ใกล้ตัว” กว่าโรฮีนจามากนัก


            ประเด็นโรฮีนจา (Rohingya) เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและชาติสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศโดยตรง มีผลต่อความเป็นไปของเมียนมาและกระทบต่อทั้งภูมิภาค เป็นเรื่องเก่าหลายทศวรรษ (หรือหลายศตวรรษ) และคงจะอยู่คู่กับอาเซียนอีกนาน จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้
            “10 คำถาม โรฮีนจา” จะตอบคำถามหรือนำเสนอ 10 ข้อ 10 ประเด็น เริ่มจากการเรียกชื่อ ควรเรียก “โรฮีนจาหรือโรฮินญา” อธิบายต้นกำเนิดโรฮีนจา เป็นชาวเบงกาลีหรือไม่ เหตุผลเบื้องหลังรัฐบาลเมียนมาไม่ถือโรฮีนจาเป็นพลเมือง จากนั้นอธิบายเหตุปะทะเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นจุดเริ่มของความสนใจรอบใหม่ ความเกี่ยวข้องของขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ปัญหาชุมชนโรฮีนจาซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม นโยบายและท่าทีของรัฐบาลเมียนมา โอบามาและมาเลเซีย สอดแทรกด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ช่วยตอบโจทย์อนาคตของโรฮีนจา อนาคตประชาธิปไตยเมียนมาซึ่งมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งหมด
สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป
บรรณานุกรม:
1. Adnan, Mohd Hamdan. (2012). Refugee issues in Malaysia: the need for a proactive, human rights based solution. Retrieved from http://www.une.edu.au/asiacentre/PDF/No12.pdf
2. Malaysia detains hundreds of migrants arriving on boats. (2015, May 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/05/150511065720103.html
3. Malaysia rejects any more migrants as crisis worsens. (2015, May 18). Al Jazeera. Retrieved from http://www.wsj.com/articles/myanmar-threatens-boycott-of-migration-meeting-1431849696
4. Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. (2015, May 29). Summary Special Meeting on Irregular Migration in the Indian Ocean 29 May 2015, Bangkok, Thailand. Retrieved from http://www.mfa.go.th/main/th/media-center/14/56880-Summary-Special-Meeting-on-Irregular-Migration-in.html
5. Ng, Eileen. (2015, May 25). Rohingya Seek Better Life in Malaysia, but Reality Is Stark. ABC News/AP. Retrieved from http://abcnews.go.com/International/wireStory/rohingya-seek-life-malaysia-reality-stark-31288058
6. Rajoo, D Arul. (2015, May 26). US, Japan Offer Help To Solve Rohingya Issue, Says Najib. Bernama. Retrieved from http://www.bernama.com/bernama/v8/newsindex.php?id=1138123
7. Solomon, Feliz. (2015, May 22). US Urges Burma to Address Root Causes of Rohingya Crisis. The Irrawaddy. Retrieved from http://www.irrawaddy.org/burma/us-urges-burma-to-address-root-causes-of-rohingya-crisis.html
8. The White House. (2014, November 14). Remarks by President Obama and Daw Aung San Suu Kyi of Burma in Joint Press Conference | November 14, 2014. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/11/14/remarks-president-obama-and-daw-aung-san-suu-kyi-burma-joint-press-confe
9. U.N. urges Myanmar to give citizenship to Rohingya Muslims. (2014, December 30). Al Arabiya News/AP. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/asia/2014/12/30/U-N-urges-Myanmar-to-give-citizenship-to-Rohingya-Muslims.html
---------------------------------

2015 โรฮีนจาคืนชีพ

ไม่มีข้อมูลเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าทำไมประเด็นโรฮีนจากลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เรื่องที่รับรู้ทั่วไปคือรัฐบาลไทยปราบปรามผู้ลักลอบพาผู้อพยพโรฮีนจาเข้าประเทศครั้งใหญ่ พร้อมกับที่สื่อนานาชาติประโคมข่าวผู้อพยพทางเรืออย่างต่อเนื่อง ตามด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่ง ที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็ปรากฏตัว Antony J. Blinken รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเดินทางไปหารือกับรัฐบาลเมียนมาร์
ทุกประเทศผลักดันผู้อพยพ ปัญหาแทรกซ้อน :
            การปราบปรามผู้ลักลอบพาผู้อพยพเข้าเมืองทำให้สื่อนานาชาติประโคมข่าวรัฐบาลไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียผลักดันเรือมนุษย์กลับทะเล
            เช่น ทางการมาเลเซียรายงานพบผู้อพยพจากเมียนมาร์กับบังคลาเทศกว่า 1,000 คนพยายามเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายที่เกาะลังกาวี ทางการนำตัวไปยังสถานที่กักตัว
            ไม่กี่วันต่อมาเจ้าหน้าที่มาเลย์คนหนึ่งกล่าวว่าทางการได้ผลักดันเรือบรรทุกโรฮีนจา 500 คนออกจากฝั่งหลังให้น้ำมันกับอาหาร  เรือดังกล่าวอยู่ตอนเหนือของรัฐปีนัง
Wan Junaidi Jaafar รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า “เราได้ปฏิบัติต่อพวกเขาโดยมนุษยธรรมแล้ว ไม่สามารถให้พวกเขาทะลักขึ้นฝั่งแบบนี้” “ต้องส่งสารให้รู้ว่าพวกเขาไม่เป็นที่ต้อนรับ” ปัจจุบันมาเลเซียมีผู้ลี้ภัยทั้งหมดราว 150,000 คน ราว 50,000 คนเป็นโรฮีนจา
เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย Fuad Basya โฆษกกลาโหมกล่าวว่า ได้ผลักดันเรือลำหนึ่งที่ “เต็มด้วยคนสกปรก กลิ่นตัวเหม็น บางคนกรีดร้อง” หลังจากให้น้ำ อาหาร ยาและเชื้อเพลิง เรือลำดังกล่าวอยู่ที่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอาเจะห์ (Aceh)
การปราบปรามขบวนการลักลอบพาผู้อพยพเข้าเมือง การผลักดันเรือไม่ให้เข้าฝั่งจึงก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน กระบวนการลักลอบพาคนเข้าเมืองติดขัด เรือหลายลำต้องลอยกลางทะเลไม่สามารถขึ้นฝั่ง ผู้อพยพหลายพันคนติดอยู่กลางทะเล
กลุ่มสิทธิมนุษยชนเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลในภูมิภาคช่วยเหลือผู้อพยพ 6,000-8,000 ที่กำลังลอยเรือกลางทะเล Phil Robertson รองผู้อำนวยการ Human Rights Watch สาขาเอเชียกล่าวว่า ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียทำให้สถานการณ์โรฮีนจาวิกฤตหนักกว่าเดิม “ด้วยนโยบายใจไม้ไส้ระกำ (cold-hearted) ผลักเรือมนุษย์ชุดใหม่ออกไป ทำให้หลายพันชีวิตต้องเสี่ยงอันตราย”
19 พฤษภาคม แถลงการณ์ร่วมระหว่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สำนักงานสหประชาชาติข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน (OHCHR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานและการพัฒนา (SRSG) เรียกร้องให้ผู้นำประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยให้ความคุ้มครองผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ติดอยู่บนเรือในอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน โดยนำพวกเขาขึ้นฝั่ง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการช่วยชีวิต คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ต้นตอปัญหาอยู่ที่ใด :
            นับจากผู้อพยพโรฮีนจากกลายเป็นประเด็น ประเทศในภูมิภาคเอ่ยถึงการประชุมร่วมเพื่อหาทางออก Wan Junaidi Jaafar รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยเห็นว่าจะต้องจัดประชุมนานาชาติเพื่อเชิญประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น บังคลาเทศ เมียนมาร์ สหรัฐและอียูเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ “เราต้องการพูดกับประเทศต้นตอว่าพวกเขาต้องไปพูดกับคนของตนให้กลับประเทศ เพราะมาเลเซียไม่สามารถต้อนรับพวกเขา”
เป็นที่รู้กันว่าประเทศส่วนใหญ่กล่าวโทษรัฐบาลเมียนมาร์ เอ่ยถึงการไม่ยอมรับโรฮีนจาเป็นพลเมือง ซึ่งเป็นเรื่องจริง เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนจริง

ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง Zaw Htay ผู้อำนวยการสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมาร์ (director of the office of Myanmar's president) กล่าวว่า “เราไม่อาจยอมรับข้อกล่าวหาจากบางฝ่ายที่ว่าเมียนมาร์เป็นต้นตอของปัญหา” ก่อนหน้านี้ Zaw Htay กล่าวว่าหลายประเทศกำลังโยนความผิดให้รัฐบาลเมียนมาร์ พยายามเบี่ยงประเด็นการค้ามนุษย์ การใช้คนเป็นทาส พร้อมกับชี้ว่า “การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่ทุจริต พัวพันการค้ามนุษย์และสมคบคิดกับพวกผู้ค้า”
Ye Htut รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของเมียนมาร์ (Information Minister) ชี้ว่าปัญหาที่เกิดเป็นปัญหาการค้ามนุษย์ “บางคนกล่าวว่าคนเหล่านี้พยายามหนีจากยะไข่ที่เกิดความขัดแย้ง แต่เราไม่เห็นด้วย” “ผู้ค้ามนุษย์พาคนเหล่านี้เข้าประเทศไทยและอินโดนีเซีย นี่เป็นเรื่องการค้ามนุษย์ ในฐานะเป็นสมาชิกหนึ่ง (ของอาเซียน) และประชาคมนานาชาติ เราต้องทำงานแก้ปัญหานี้ร่วมกัน” จุดยืนของเราคือ ขอให้จำแนกสถานะของคนเหล่านี้ ว่ามาจากเมียนมาร์หรือไม่ ถ้าพิสูจน์ว่าจริง รัฐบาลพร้อมพาตัวกลับ

คนบังคลาเทศปะปนกับโรฮีนจาจากเมียนมาร์ :
ประเด็นผู้อพยพโรฮีนจาครั้งนี้ซับซ้อนขึ้นเนื่องจากมีคนบังคลาเทศผสมด้วย อีกทั้งมีประเด็นว่าโรฮีนจาเหล่านั้นเป็นคนที่มาจากบังคลาเทศหรือเมียนมาร์
ตามข้อมูลของ UNHCR เฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ พวกโรฮีนจากับบังคลาเทศราว 25,000 คนพยายามลักลอบเข้าประเทศทางเรือ มากเป็น 2 เท่าของช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นโรฮีนจา ที่เหลือเป็นชาวบังคลาเทศ ทั้งยังมีประเด็นว่าเป็นโรอีนจาที่มาจากเมียนมาร์หรือจากบังคลาเทศ
ถ้ามองย้อนหลัง มีผู้ประเมินว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาราว 120,000 คนได้อพยพหนีออกจากประเทศทางเรือ ไปสู่ประเทศอื่นๆ
Zaw Htay ผู้อำนวยการสำนักของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ยืนยันว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบคนที่เป็นพลเมืองของตนเท่านั้น ไม่ใช่คนบังคลาเทศ และอธิบายว่า “โรฮีนจาบางคนมาจากบังคลาเทศ ไม่ใช่ความรับผิดชอบเขาเรา”
ก่อนหน้านี้ Karishma Vyas นายตำรวจลังกาวี มาเลเซีย ให้ข้อมูลว่าจาก 1,158 คนที่เพิ่งถูกกักตัวพบว่า 672 คนเป็นชาวบังคลาเทศ อีก 486 คนเป็นโรฮีนจาจากเมียนมาร์
ไม่ว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด ในไม่ช้าจะได้คำตอบชัดเจนขึ้น ในเบื้องต้นไม่อาจปฏิเสธว่ามีคนบังคลาเทศรวมอยู่ในเรือลำเดียวกับโรฮีนจา

เจ้าหน้าที่รัฐกับอาชญากรข้ามชาติ :
ไม่มีรัฐบาลใดสามารถต้อนรับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังนั้น เมื่อเผชิญเรือที่กำลังแล่นเข้าฝั่งจึงต้องผลักดันออกไป พร้อมกับประกาศไม่ต้อนรับคนเหล่านี้ จนกว่ารัฐบาลจะมีนโยบายใหม่ เช่น รับคนที่กำลังลอยเรือเพื่อมนุษยธรรม
ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การพิจารณาเรื่องนี้ในแง่อาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อเจ้าหน้าที่หย่อนยานในการเฝ้าระวัง (หรือแกล้งหย่อนยาน) ขบวนการลักลอบพาคนเข้าประเทศจะเห็นช่องทันที เปิดโอกาสแอบพาคนต่างชาติเข้าประเทศได้ดังเดิม

            การลักลอบพาคนเข้าเมืองกระทำเป็นขบวนการ มีเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ผนวกกับระบบสื่อสารอันทันสมัย ด้วยโทรศัพท์มือถือและวิทยุสื่อสาร ไม่แปลกใจที่เรือใหญ่แต่ละลำแล่นเข้ารับผู้โดยสารเป็นจุดๆ เหมือนรถโดยสารประจำทาง จนมีผู้โดยสารหลายร้อยคน มีพวกเรือเล็กวิ่งระหว่างฝั่งกับเรือใหญ่ เปรียบเหมือนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถวเล็กที่วิ่งรับคนจากท้ายซอยไปส่งปากซอย
            ผู้อพยพที่มากับเรือใหญ่สามารถแวะลงจุดต่างๆ ตามตกลง มีเรือเล็กมารับเพื่อส่งขึ้นฝั่ง หรือแม้กระทั่งเมื่อคนขับเรือได้ข่าวจากฝั่ง เห็นท่าไม่ดีก็สามารถขอเรือเล็กมารับตนหนี
เป็นเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพไม่น้อย เพราะสามารถรับส่งผู้โดยสารตามจุด และหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ดังข้อมูลว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาชาวโรฮีนจาราว 120,000 คนได้อพยพหนีออกจากประเทศไปสู่ประเทศอื่นๆ

            นี่คืออาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบหนึ่งที่ประเทศในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญ ภัยเป็นคุกคามรูปแบบใหม่ที่รัฐต้องตามให้ทัน ไม่สามารถมองแต่เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่านั้น
และปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ขบวนการเฟื่องฟูเพราะเจ้าหน้าที่รัฐบางคนมีส่วน เกิดคำถามว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้หย่อนยานในหน้าที่หรือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ค้ามนุษย์ บั่นทอนความมั่นคงของชาติ
ถ้าคิดให้ไกลสุดๆ หวังว่าคนกลุ่มนี้จะไม่เป็นเหตุชักศึกเข้าบ้าน

ถ้าไม่มีอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้ พวกโรฮีนจา ชาวบังคลาเทศจะอยู่ในพื้นที่ต่อไป คงไม่ผิดนักถ้าจะสรุปว่าโรฮีนจากลายเป็นประเด็นอีกครั้งเพราะอาชญากรข้ามชาติ
โรฮีนจาเป็นพลเมืองเมียรมาร์หรือไม่เป็นประเด็นหนึ่ง แต่โรฮีนจาอพยพเข้าประเทศอื่นๆ อย่างผิดกฎหมายนั่นเป็นอีกเรื่อง แนวทางแก้ไขเป็นคนละเรื่องเช่นกัน ชาวบังคลาเทศที่พยายามข้ามน้ำข้ามทะเลคือกรณีที่ชัดเจน
            ทำนองเดียวกับที่รัฐบาลโอบามามัวแต่เอ่ยถึงปัญหาโรฮีนจาก็เป็นคนละเรื่องเช่นกัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            เรื่องสำคัญที่ประชาชนควรเข้าใจคือ เรือมนุษย์โรฮีนจา เรือมนุษย์บังคลาเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ คนเหล่านี้อพยพทางเรือต่อเนื่องหลายปีแล้ว การที่ประชาชนรับรู้ในช่วงนี้เพราะสื่อหลายประเทศช่วยกันประโคมข่าว ผสมโรงด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนชาติหลายกลุ่ม
            แต่ระดับเจ้าหน้าที่ ผู้มีหน้าที่รับรู้เรื่อยมา

            ไม่ว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร เป็นการถูกต้องจะที่หารือเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ต้องยอมรับว่าต้นตอปัญหายากจะแก้ไข ไม่ว่าจะที่เมียนมาร์หรือบังคลาเทศ สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือรัฐต้องเข้มงวดต่อต้านอาชญากรข้ามชาติ เพราะเป็นภาพสะท้อนความมั่นคงจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่อื่นๆ เรื่องเหล่านี้ “ใกล้ตัว” กว่าโรฮีนจามากนัก
            ถ้ามองในระดับภูมิภาค อาเซียนกำลังเป็นประชาคมอาเซียนในสิ้นปีนี้ อาเซียนมีแผนรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ คราวนี้ทั่วโลกจะได้พิสูจน์ว่าอาเซียนที่กำลังรวมเป็นหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร แผนต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติมีประสิทธิภาพแค่ไหน
            วันที่ 29 พฤษภาคมนี้คงเห็นภาพแจ่มชัดยิ่งขึ้น
24 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6773 วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2558)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต
2. 10 คำถาม โรฮีนจา” (Ookbee)
            ประเด็นโรฮีนจา (Rohingya) เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและชาติสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศโดยตรง มีผลต่อความเป็นไปของเมียนมาและกระทบต่อทั้งภูมิภาค เป็นเรื่องเก่าหลายทศวรรษ (หรือหลายศตวรรษ) และคงจะอยู่คู่กับอาเซียนอีกนาน จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้
            ข้อเขียน “10 คำถาม โรฮีนจา” มุ่งตอบคำถามหรือนำเสนอประเด็นสำคัญๆ ที่ผู้สนใจควรทราบ เป็นความรู้พื้นฐานสู่การทำความเข้าใจ การวิเคราะห์ในระดับที่สูงขึ้น
            “10 คำถาม โรฮีนจา” จะตอบคำถามหรือนำเสนอ 10 ข้อ 10 ประเด็น เริ่มจากการเรียกชื่อ ควรเรียก “โรฮีนจาหรือโรฮินญา” อธิบายต้นกำเนิดโรฮีนจา เป็นชาวเบงกาลีหรือไม่ เหตุผลเบื้องหลังรัฐบาลเมียนมาไม่ถือโรฮีนจาเป็นพลเมือง จากนั้นอธิบายเหตุปะทะเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นจุดเริ่มของความสนใจรอบใหม่ ความเกี่ยวข้องของขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ปัญหาชุมชนโรฮีนจาซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม นโยบายและท่าทีของรัฐบาลเมียนมา โอบามาและมาเลเซีย สอดแทรกด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ช่วยตอบโจทย์อนาคตของโรฮีนจา อนาคตประชาธิปไตยเมียนมาซึ่งมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งหมด
สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป
บรรณานุกรม:
1. Barron Laignee., Aung, Nyan Lynn. (2015, May 15). Can Myanmar, and the region, continue to ignore the crisis? Myanmar Times. Retrieved from http://www.mmtimes.com/index.php/in-depth/14478-can-myanmar-and-the-region-continue-to-ignore-the-crisis.html
2. Indonesia to 'turn back Rohingya' boats. (2015, May 12). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/05/150512045951738.html
3. Malaysia detains hundreds of migrants arriving on boats. (2015, May 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/05/150511065720103.html
4. Malaysia Turns Away Boat With More Than 500 Migrants. (2015, May 13). The New York Times/AP. Retrieved from http://www.nytimes.com/aponline/2015/05/13/world/asia/ap-as-rohingya-boat-people.html
5. Malaysia, Indonesia agree to offer temporary shelter to 7,000 migrants. (2015, May 20). The Star. Retrieved from http://www.thestar.com.my/News/Nation/2015/05/20/Anifah-Malaysia-Indonesia-7000-migrants/
6. Myanmar says it's not to blame for migrant crisis. (2015, May 17). Hindustan Times/AFP. Retrieved from http://www.hindustantimes.com/world-news/myanmar-says-it-s-not-to-blame-for-migrant-crisis/article1-1348032.aspx
7. Weng, Lawi. (2015, May 18). Burma Says ‘Boat People’ Crisis Not Caused by Rohingya Strife.
The Irrawaddy. Retrieved from http://www.irrawaddy.org/burma/burma-says-boat-people-crisis-not-caused-by-rohingya-strife.html
8. United Nations High Commissioner for Refugees. (2015, May 19). แถลงการณ์ร่วมระหว่าง UNHCR OHCHR IOM และSRSG ในเรื่องการค้นหาและการกู้ชีพในทะเล การนำขึ้นฝั่ง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย และผู้อพยพที่ตอนนี้มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยชีวิตพวกเขาในอ่าวเบงกอล และทะเลอันดามัน. Retrieved from https://www.unhcr.or.th/th/news/joint_statement
---------------------------------