มหันตภัยคุกคามจากจีนในมุมมองของ โอริตะ คูนิโอะ

โอริตะ คูนิโอะ แสดงความคิดเห็นว่าภายในปี 2025 จีนจะก่อสงครามใหญ่ เพื่อยึดครองไต้หวัน ควบคุมทะเลจีนใต้ ข้อวิพากษ์คืออย่างไรเป็นประโยชน์ต่อจีนมากกว่าระหว่างสงครามกับสันติภาพ

            เป็นคำถามมานานแล้วว่าจีนที่เติบโตทางเศรษฐกิจ ขยายอิทธิพลทุกด้านเป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อนานาชาติ ในขณะที่รัฐบาลจีนยืนยันเสียงเดียวว่าจีนก้าวขึ้นอย่างสันติ
กลางเดือนมกราคม 2019 โอริตะ คูนิโอะ (Orita Kunio) อดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศญี่ปุ่น ฝ่ายสนับสนุนทางอากาศ (Air Support Commander) ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ว่าจีนกำลังเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เพราะมียุทธศาสตร์แผ่ขยายอำนาจ ต้องการเป็นเจ้าในภูมิภาคเพียงผู้เดียว คาดว่าจีนจะผนวกไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศระหว่างช่วงปี 2020-2025
            จากนั้นจะเข้าควบคุมทะเลจีนใต้ให้ได้ภายในปี 2040 ถ้าจีนสามารถกัดสหรัฐออกจากทะเลจีนใต้ จีนจะควบคุมเส้นทางเดินเรือของเอเชียตะวันออกทั้งหมด ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเคยกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอาหารจากต่างชาติเป็นประโยชน์สำคัญยิ่งของญี่ปุ่น ส่งผลต่อความปลอดภัยและการดำรงอยู่ของญี่ปุ่นอย่างร้ายแรงถ้าถูกตัด”
โอริตะอธิบายว่าจีนจะเริ่มด้วยการยึดหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ตั้งฐานที่มั่นที่นั่น พร้อมกับที่กองเรือจีนจะเข้าควบคุมติดตามเรือทุกลำที่แล่นเข้ามาในทะเลจีนใต้ ถ้าไต้หวันโดนยึด ฟิลิปปินส์จะถูกกดดันให้ยอมรับความเป็นเจ้าของจีน ผลคือเรือต่างชาติจะต้องเปลี่ยนเส้นทาง ไปใช้เส้นทางอ้อมตอนใต้ของฟิลิปปินส์
            จุดตัดสินคือหากวันใดจีนสามารถยึดครองหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์เท่ากับเป็นฝ่ายได้ชัยในเกมนี้ เพราะเมื่อถึงตอนนั้นจะสามารถโจมตีทุกประเทศในภูมิภาค โจมตีฮาวายและย่านชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาด้วยนิวเคลียร์
จากนั้นจีนจะเข้ายึดครองหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู (Senkaku/Diaoyu Islands) และเกาะโอกินาวา (Okinawa) ภายในปี 2045

ผู้ควบคุมทะเลจีนใต้คือผู้เป็นเจ้าในภูมิภาค :
            โอริตะให้ภาพว่าผู้ควบคุมทะเลจีนใต้คือผู้เป็นเจ้าในภูมิภาค ถ้าทำได้จริงเป็นไปได้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคจะหันเข้าหาจีนมากขึ้นด้วยเหตุผลหวังให้เรือของตนอาศัยเส้นทางผ่านทะเลจีนใต้ และยอมรับความเป็นเจ้าของจีนในย่านนี้
            ในอีกด้านจะหมายถึงสหรัฐกับญี่ปุ่นสูญเสียพันธมิตรย่านนี้ หลายประเทศจะตีตัวออกห่าง เป็นประเด็นที่ญี่ปุ่นกังวล
ผลกระทบในทางกว้างหากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน :
ผลโพลจาก Taiwanese Public Opinion Foundation (TPOF)  นำเสนอเมื่อ 22 มกราคม 2019 ระบุว่าคนไต้หวันร้อยละ 25 ยอมรับแนวคิด 1 ประเทศ 2 ระบบร้อยละ 68 ไม่ยอมรับ หลักการจีนเดียว(one-China principle) ที่น่าสนใจคือร้อยละ 47.5 เห็นว่าในอนาคตไต้หวันควรประกาศเอกราช  ผู้เห็นด้วยกับแนวทางประกาศเอกราชเพิ่มขึ้นถึง 12 เปอร์เซ็นต์ใน 1 เดือน หลังประธานาธิบดีสี จิ้นผิงพูดทำนองข่มขู่ไต้หวัน พร้อมใช้กำลังเข้ายึดครองไต้หวันถ้าจำเป็น
            อันที่จริงแล้วรัฐบาลจีนยังไม่ได้คาดคั้น ข้อสำคัญคือไต้หวันต้องไม่ประกาศเอกราชเป็นรัฐอธิปไตย
            หากจีนใช้กำลังเข้ายึดไต้หวัน ต้องพิจารณาว่าทำเพราะรัฐบาลไต้หวันประกาศเอกราชหรือไม่ หากรัฐบาลไต้หวันไม่ได้ทำเช่นนั้นและจีนเข้ายึดดื้อๆ เช่นนี้ย่อมตีถูกตีความว่ารัฐบาลจีนทิ้งแนวทางการก้าวขึ้นอย่างสันติที่ประกาศเรื่อยมา จะเป็นแรงผลักดันหันไปอิงแอบกับสหรัฐฯ มากขึ้น สมดุลอำนาจภูมิภาคจะเปลี่ยนไป เป็นประโยชน์ต่อขั้วสหรัฐฯ มากขึ้น

จะเกิดสงครามใหญ่หรือไม่ :
            โอริตะเอ่ยถึงสงครามใหญ่จะเกิดขึ้นครั้งแรกในภายในปี 2025 ด้วยเหตุจีนยึดไต้หวัน
ปี 1954 รัฐบาลสหรัฐทำสนธิสัญญาป้องกันประเทศ (Mutual Defense Treaty) กับไต้หวัน กองทัพเรือที่ 7 เฝ้าระวังช่องแคบไต้หวัน ป้องกันมิให้จีนส่งกองทัพขึ้นบกไต้หวัน ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ความมั่นคงทหารทางของไต้หวันอยู่ในมือของกองทัพสหรัฐโดยแท้
แต่เมื่อสหรัฐกับจีนร่วมมือกันต้านสหภาพโซเวียตในทศวรรษ 1970 รัฐบาลนิกสันจะปรับเปลี่ยนนโยบายในปี 1972 ยอมรับว่า “ไม่ว่าจะฝั่งใดของช่องแคบไต้หวันเป็นจีนหนึ่งเดียว ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน สหรัฐจะไม่ท้าทายท่าทีดังกล่าว” เป็นการยอมรับนโยบายจีนเดียว (one China policy) ของจีน
เป็นต้นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐจีน หรือนิยมเรียกว่าประเทศไต้หวันตั้งแต่ปี 1979 ในสมัยประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter)
            ดังนั้น หากไต้หวันประกาศเอกราชฝ่ายสหรัฐอาจไม่ให้การปกป้องตามสนธิสัญญาป้องกันประเทศที่ทำไว้ก็เป็นได้ คำถามสุดท้ายคือรัฐบาลสหรัฐพร้อมสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลเพื่อเกาะไต้หวัน เพื่อชาวไต้หวัน 20 กว่าล้านคนหรือ
            การบรรยายฉากทัศน์สงครามเป็นกรณีเลวร้ายที่สุดและมีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่สุดเช่นกัน ที่เป็นไปได้มากกว่าคือก่อนที่รัฐบาลไต้หวันจะทำการยั่วยุใดๆ ไต้หวันจะหารือสหรัฐก่อน ดังนั้น จีนจะไม่ส่งกองทัพยึดไต้หวัน เช่นเดียวกับที่ไต้หวันจะไม่ประกาศเอกราช เพราะความสงบสันติคือสภาพที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุด สุ่มเสี่ยงน้อยที่สุด
            คำพยากรณ์ของโอริตะจะเป็นจริงหรือไม่ กาลเวลาจะเป็นผู้พิสูจน์เอง
            อาจารย์โอริตะยังเอ่ยถึงจีนเข้ายึดโอกินาวาภายในปี 2045 เกาะโอกินาวาเป็นของญี่ปุ่นโดยชอบ เป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกา หากจีนรุกรานเกาะนี้ย่อมเกิดสงครามใหญ่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นและสหรัฐจึงเป็นคำถามว่ารัฐบาลจีนต้องการเปิดฉากทำสงครามนิวเคลียร์กับสหรัฐหรือ
            การเอ่ยถึงโอกินาวาน่าจะเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อให้คนญี่ปุ่นตื่นตัว ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นบนเกาะต่อต้านทหารอเมริกันแบบถวายหัว การเอ่ยถึงโอกินาวาน่าจะเป็นการกระตุ้นความรักชาติของคนญี่ปุ่นยุคนี้
โลกที่ต้องเลือกข้าง? :
            ประเด็นสุดท้ายที่โอริตะทิ้งท้ายคือขอให้นานาประเทศเลือกข้าง ตีตราว่าฝ่ายสหรัฐคือขั้วโลกเสรีตามคตินิยมสมัยสงครามเย็น คำถามคือแนวคิดนี้ยังใช้ได้มากน้อยเพียงไร เพราะความเข้าใจการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันกระจายตัวในหมู่ประชาชนมากขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือรัฐบาลในหมู่ประเทศอาเซียนจะต่อต้านจีนด้วยเหตุผลเรื่องโลกเสรีนิยมอีกหรืออีกทั้งได้ผลประโยชน์การค้ากับจีนซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้เป็นที่ต้องการของทุกรัฐบาล ประเด็นนี้อาเซียนตัดสินใจมานานแล้วว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน
            โดยรวมแล้ว โอริตะ คูนิโอะ มองภาพจีนที่ขยายอิทธิพลทางทหารออกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะทะเลจีนใต้กับทะเลจีนตะวันออก แต่การพยากรณ์ว่าจะใช้กำลังเข้ายึดไต้หวัน เกาะโอกินาวา ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลจีนจะใช้วิธีที่สุ่มเสี่ยงเช่นนั้นหรือ คำถามที่ควรระลึกเสมอคืออะไรคือวัตถุประสงค์ของการขยายอิทธิพลจีน ไต้หวันที่อยู่ดีกินดี สงบรุ่งเรืองเป็นประโยชน์ต่อจีนมากกว่าหรือไม่ ทำนองเดียวกับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น จะมีประโยชน์อันใดหากเกิดสงครามนิวเคลียร์เพราะจีนใช้กำลังทหารรุกรานเกาะโอกินาวา
            อาจตีความว่าการคาดการสถานการณ์อย่างรุนแรงเลวร้ายเพื่อเรียกร้องให้นานาชาติถอยห่างจากจีน กระชับความสัมพันธ์กับฝ่ายสหรัฐและญี่ปุ่นแทน เป็นไปได้ว่าประเทศในย่านเอเชียแปซิฟิกกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรปรับสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดฝ่ายสหรัฐมากขึ้นหากจีนไม่ได้ “ก้าวขึ้นมาอย่างสันติ”
            แต่ในมุมมองกลับกัน หากหลีกเลี่ยงการก้าวขึ้นมาของจีนไม่ได้ และเพื่อต่อรองกับความเป็นอภิมหาอำนาจของสหรัฐ การให้จีนก้าวขึ้นมาอาจเป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน
            เป็นยุทธศาสตร์ของหมู่ประเทศที่เล็กกว่าที่พยายามสร้างสมดุลอำนาจในภูมิภาค
กรณีญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่เอ่ยถึง แท้จริงแล้วทุกประเทศในย่านนี้มีสภาพเป็นเช่นญี่ปุ่นไม่มากก็น้อย ต่างต้องอาศัยการขนส่งทางน้ำนำเข้า-ส่งออกสินค้าจำนวนมาก
            ดังที่รับรู้กันว่าผู้ควบคุมทะเลจีนใต้คือผู้ควบคุมภูมิภาค เพียงแค่สามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือก็ได้ชัยชนะแล้ว
24 มีนาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8169 วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2562)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
สหรัฐชอบธรรมที่จะยกเลิกนโยบายจีนเดียว
ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ทบทวนนโยบายจีนเดียว หวังใช้เป็นเครื่องมือเจรจาแก้ปัญหาการค้าจีน  ฝ่ายจีนแสดงท่าทีแข็งกร้าวชี้ว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตยไต้หวัน เป็นเรื่องที่ยอมให้ไม่ได้ ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้รัฐบาลจีนได้ละเมิดนโยบายจีนเดียวมานานแล้ว ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐมีความชอบธรรมที่จะละเมิดหรือยกเลิก แต่จะได้ผลดีหรือผลเสียมากกว่า เพราะต้องคำนึงปัจจัยไต้หวันและอื่นๆ
เป็นครั้งแรกใน 65 ปีที่เจ้าหน้าที่รัฐไต้หวันกับเจ้าหน้าที่รัฐจีนได้ประชุมหารืออย่างเป็นทางการ หลังจาก 2 ฝ่ายได้กระชับความสัมพันธ์ในหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นถกเถียงลึกๆ ยังเป็นเรื่องการรวมชาติ แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์มาโดยตลอด และเห็นว่าควรกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่านี้ แม้ว่าไต้หวันจะเป็นผู้ออกหน้าก็ตาม
บรรณานุกรม :
1. China plans to take Taiwan by 2025, Okinawa by 2045: Fmr Japan Air Force Commander. (2019, January 15). Taiwan News. Retrieved from https://www.taiwannews.com.tw/en/news/3617624
2. China, Taiwan hold first direct talks since 1949 split. (2014, February 11). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/china-taiwan-hold-first-direct-talks-since-1949-split/2014/02/11/beea8a92-92f3-11e3-b3f7-f5107432ca45_story.html
3. Critics: What defines the conditions for military force? (2014, July 1). The Japan Times.  Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/07/01/national/politics-diplomacy/critics-restraints-overly-ambiguous/#.U7PEuZSSzck
4. Jakobson, Linda. (2013, February).  China's Foreign Policy Dilemma. Lowy Institute for International Policy. Retrieved from http://www.isn.ethz.ch/Digital-Library/Publications/Detail/?lng=en&id=159724
5. Jiu-Hwa Lo Upshur. (2008). Taiwan (Republic of China). In Encyclopedia of World History. (Vol. 6., pp. 411-412). New York: Infobase Publishing.
6. Taiwan rejects ‘one-China principle' as support for independence rises: poll. (2019, January 22). Taiwan News. Retrieved from https://www.taiwannews.com.tw/en/news/3622244
7. Trump draws rebukes after saying U.S. isn’t bound by One China policy. (2016, December 12). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/chinese-paper-calls-trump-as-ignorant-as-a-childafter-taiwan-comment/2016/12/12/d91fbaea-c02c-11e6-b20d-3075b273feeb_story.html
8. US report says rapidly modernizing Chinese military has set sights on Taiwan. (2019, January 15). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/01/15/politics/china-military-report/index.html
9. Zhang, Qingmin. (2011). China’s Diplomacy. Singapore: Cengage Learning Asia.
-----------------------------

เบร็กซิท (Brexit) ความไม่แน่นอนที่แน่นอน

การลงมติรอบนี้ลงเอยด้วยสภาไม่รับรองร่างข้อตกลงแยกตัวฉบับล่าสุด พร้อมกับมติขยายเวลาออกจากอียู แม้น่าจะได้เวลาเพิ่มแต่คำถามที่เป็นปัญหายังรอคำตอบ พร้อมกับความไม่แน่นอนหลังออกจากอียู
            นับจากการทำประชามติเบร็กซิท (Brexit) เมื่อมิถุนายน 2016 สังคมสหราชอาณาจักรยังถกเถียงว่าประเทศควรถอนตัวออกจากอียูหรือไม่ ทั้งๆ ได้ประชามติให้ถอนตัวแล้ว อีกประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือจะถอนตัวแบบไหน แบบมีข้อตกลงหรือไร้ข้อตกลง (no deal) ตามกำหนดการต้องได้คำตอบภายใน 29 มีนาคมนี้
            ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรประชุม 3 วัน 3 รอบเพื่อลงมติ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการยอมรับร่างข้อตกลงแยกตัว (Withdrawal Agreement) ฉบับที่อียูเห็นชอบแล้ว เรื่องที่ 2 ขอมติการถอนตัวออกโดยปราศจากข้อตกลง และเรื่องสุดท้ายคือควรขยายเวลาการถอนตัวออกไปหรือไม่
ไม่กี่วันก่อนลงมตินายกฯ เทเรซา เมย์ (Theresa May) หารือกับอียูเพื่อได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด และชี้แจงว่าเป็นข้อตกลงที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่ก่อนเริ่มลงมติมีกระแสข่าวว่าสภาผู้แทนฯ จะล้มร่างข้อตกลง ผลออกมาตามคาดสภาคัดค้านร่างข้อตกลงเบร็กซิทของรัฐบาลเมย์อีกรอบ ด้วยคะแนนคัดค้าน 391 ต่อ 242
ขั้นต่อมาคือลงมติว่าจะต้องออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลงหรือไม่ ผลออกมาคือไม่เห็นด้วยแบบเฉียดฉิว ด้วยคะแนน 312 ต่อ 308 ค่าเงินปอนด์รับข่าวดีดังกล่าวแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน นักธุรกิจหลายคนยินดีกับข่าวนี้ ตรงตามที่นายกฯ เมย์ย้ำว่าอยากให้ประเทศออกจากอียูอย่างเป็นระบบระเบียบตามข้อตกลง
            นำสู่การลงมติเรื่องที่ 3 คือ ควรยืดการเจรจาเบร็กซิทออกไปหรือไม่ (article 50 extension) ผลปรากฏว่าได้รับเสียงรับรองท่วมท้น ด้วยคะแนน 413 ต่อ 202
            เป็นอันจบรอบลงมติเบร็กซิทในสภารอบ 2 ลงเอยว่าไม่รับร่างข้อตกลงการถอนตัวของรัฐบาลเมย์ พร้อมกับเสนอให้ยืดขยายเวลาออกไป

ควรยืดการเจรจาออกไปอีกระยะ :
            ก่อนการลงมติรอบนี้ บางคนเห็นว่าควรลงมติยืดการเจรจาเบร็กซิทออกยาวๆ ถึง 1 ปี เพื่อสังคมจะมีเวลาหารือมากขึ้น บางคนเสนอให้ทำประชามติใหม่อีกรอบ
ก่อนการประชุมสภาเพื่อตัดสินใจเบร็กซิท Antonio Tajani ประธานสภาสหภาพยุโรปแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยหากสหราชอาณาจักรจะถอนตัวออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลง เพราะจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย น่าจะเลื่อนกำหนดเส้นตายวันถอนตัวจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม
ไม่กี่วันต่อมานางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่าผู้นำอียูน่าจะเห็นด้วยหากสหราชอาณาจักรจะขอยืดเบร็กซิทออกไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน  มีกระแสข่าวว่าฝ่ายบริษัทเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางนี้และควรยืดเวลามากพอ
จะเห็นว่าท่าทีของนายกฯ แมร์เคิลสอดคล้องกับท่าทีของ Antonio Tajani ดังนั้นโอกาสที่อียูจะยอมขยายเวลาน่าจะมีไม่น้อย เหลือแต่ประเด็นว่าจะยืดกี่เดือนกี่ปีเท่านั้น
ไอร์แลนด์เหนือ คำถามที่รอคำตอบ :
            แม้จะผ่านการเจรจาเป็นปีมีประเด็นหนึ่งที่ยังตกลงกันไม่ได้ คือข้อตกลงพรมแดนระหว่าง ไอร์แลนด์เหนือ (ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร) กับ ประเทศไอร์แลนด์” (ที่เป็นสมาชิกอียู)
            ปัจจุบันคน 2 ประเทศเดินทางข้ามไปข้ามมาเป็นประจำเพื่อการทำงาน ขนส่งสินค้า ทุกอย่างกระทำโดยเสรีเนื่องจากเป็นตลาดเดียวภายใต้อียู รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในหมู่ประเทศอียูด้วย
            จุดยืนของชาวไอร์แลนด์เหนือคือต้องการให้เป็นเช่นนี้ต่อไป
            เช่นเดียวกับฝ่ายอียูที่ต้องการให้เปิดพรมแดน ให้ไอร์แลนด์เหนือยึดกฎระเบียบอียูต่อแม้สหราชอาณาจักรจะถอนตัวออกจากอียู ส่วนนี้เรียกว่า "backstop plan" ของอียู
อียูให้เหตุผลว่าเป็นระบบที่ช่วยสลายความขัดแย้งในไอร์แลนด์ที่ได้ผลมาหลายทศวรรษแล้ว หากข้อตกลงสุดท้ายคือกำหนดพรมแดนแบบเข้มงวด (hard border) มีการตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจศุลกากร อาจผลักดันให้ไอร์แลนด์เหนือประกาศเอกราช
นักการเมือง พลเมืองไอร์แลนด์เหนือปฏิเสธการกำหนดพรมแดนแบบเข้มงวด เพราะกระทบต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจอย่างร้ายแรง
ด้านนายกฯ เมย์เห็นว่าแผนดังกล่าวจะเป็นการแบ่งแยกประเทศสหราชอาณาจักรออกจากกัน
            บรรดาผู้สนับสนุนการแยกตัวไม่เห็นด้วยกับ "backstop plan" เช่นกัน ชี้ว่าเท่ากับยังอยู่ในระบบศุลกากรอียูต่อไป ซึ่งเท่ากับสหราชอาณาจักรยังอยู่ในตลาดเดียวกับอียูต่อไปนั่นเอง
            รัฐบาลเมย์พยายามเสนอทางเลือกอื่นๆ แทน "backstop plan" แต่จนบัดนี้ยังตกลงกันไม่ได้
เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่การยืดขยายเวลามีความจำเป็น
อนาคตที่ไม่แน่นอน :
            สิ่งที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องการคือเวลาเพื่อต่อเวลาเจรจากับอียูให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด อย่างน้อยสามารถตอบพลเมือง สามารถตอบประชาชนผู้สนับสนุน (ทั้ง 2 ฝ่าย) ว่าทำไมจึงพาประเทศออกจากอียูด้วยข้อตกลงเหล่านั้น เป็นโอกาสให้ฝ่ายธุรกิจ ประชาชนต่างๆ ได้เตรียมพร้อมเพิ่มอีกหน่อย แม้ก่อนแบร็กซิทหลายฝ่ายได้นำเสนอคาดการณ์ว่าหลังพ้นสมาชิกภาพอียูจะเป็นอย่างไร นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าอาจเป็นความ “เปลี่ยนแปลง” ครั้งใหญ่ของประเทศอย่างไม่มีใครคิดถึงเลย เป็นการเปลี่ยนแปลงทุกด้านไม่ว่าจะการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แบบถึงรากถึงโคน ดังนั้น ทุกคนควรเร่งเรียนรู้การปฏิบัติตัวหลังพ้นสมาชิกภาพ ไม่ว่าท้ายที่สุดจะออกจากอียูโดยมีข้อตกลงหรือไร้ข้อตกลง
ดังที่นายกฯ เมย์เตือนว่าลำพัง การลงมติต้านการออกโดยไร้ข้อตกลงและลงมติให้ยืดขยายเวลาออกไปไม่ช่วยแก้ปัญหาการยืดเวลาออกไปอีกระยะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เป็นการยืดการตัดสินใจออกไปเท่านั้น ท้ายที่สุดก็ยังต้องกลับมาพูดเรื่องเดิม
            ที่ควรตระหนักคือ การยืดเวลาออกไปมีที่สิ้นสุดแน่นอน บัดนี้ใกล้ 3 ปีแล้วนับจากวันที่ลงประชามติเบร็กซิท

ทุกประเทศล้วนมีอธิปไตยของตัวเอง :
            ในมุมมองที่กว้างขึ้น สหราชอาณาจักรลงมติแยกตัวออกจากอียูด้วยหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นคือเพื่อรักษาอธิปไตยของตัวเอง ไม่ต้องเดินตามนโยบายอียูที่หลายคนไม่ชอบ เช่น นโยบายเปิดรับผู้อพยพลี้ภัยต่างชาติ
            อันที่จริงแล้ว การเข้าร่วมสมาชิกกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะองค์การค้าโลก สหประชาชาติ หรือองค์กรพหุภาคีอื่นๆ มักจะต้องสูญเสียอธิปไตยบางส่วน ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ไม่เห็นด้วยบางข้อ กระทั่งต้องยอมเสียผลประโยชน์บางส่วนเพื่อได้ประโยชน์อื่นที่ต้องการ
            เมื่อสหราชอาณาจักรรู้จักรักษาผลประโยชน์ตัวเอง ทำไมอียูและสมาชิกอียูจะไม่เป็นเช่นนั้นบ้าง
            ฝ่ายสหราชอาณาจักรจะพยายามเจรจาให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด แต่โอกาสที่จะได้น้อย เนื่องจากเป็นการเจรจากับ “กลุ่ม” สมาชิกในกลุ่มมีความต้องการหลากหลาย มีจุดยืนของตัวเอง ดังนั้น ยากที่สหราชอาณาจักรจะได้ “สิ่งที่ต้องการ” ที่น่าจะได้คือสิ่งที่อียูพร้อมจะให้ในฐานะองค์กร ดังนั้น เทคนิคยืดเวลาเจรจาไม่น่าจะได้ผลเท่าไหร่
ทำนองเดียวกับที่คนในสหราชอาณาจักรมีผลประโยชน์แตกต่างหลากหลายเช่นกัน กรณีไอร์แลนด์เหนือคือตัวอย่างที่เห็นชัด
17 มีนาคม 2109
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8162 วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2562)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
เมื่อสังคมคิดต่างจึงตัดสินด้วยการทำประชามติ แต่กลับไม่นำผลประชามติไปใช้ กลายเป็นความขัดแย้งหลายระดับ และกำลังค้างอยู่เช่นนี้ จนกว่าได้ทางออกที่ลงตัว
บรรณานุกรม :
1. เบร็กซิท: พรมแดนไอร์แลนด์เหนือกับประเทศไอร์แลนด์สำคัญอย่างไร? (2018, กันยายน 20). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/uk-politics-47547887
2. Angela Merkel 'said it would be easy to get EU to extend article 50'. (2019, March 13). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/politics/2019/mar/13/angela-merkel-said-it-would-be-easy-to-get-eu-to-extend-article-50
3. Brexit: May urges EU to agree backstop changes. (2019, March 8). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/uk-politics-47487320
4. Brexit: MPs reject Theresa May's deal for a second time. (2019, March 12). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/uk-politics-47547887
5. Brexit: MPs vote to reject no-deal Brexit. (2019, March 14). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/uk-politics-47562995
6. Crunch Brexit votes are coming that could trigger yet more political chaos. (2019, March 8). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2019/03/08/brexit-votes-are-coming-that-could-bring-a-deal-no-deal-or-delay.html
7. EU's Tajani says Brexit date can be delayed few weeks at most: report. (2019, March 9). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-britain-eu-tajani/eus-tajani-says-brexit-date-can-be-delayed-few-weeks-at-most-report-idUSKBN1QQ005
8. Pound jumps to nine-month high. (2019, March 14). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/business-47563724
9. Rogers, Ivan. (2019). 9 Lessons in Brexit. London: Short Books.
10. What Brexit game is EU playing? British parliament leader Leadsom asks. (2019, March 9). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/uk-britain-eu-leadsom/what-brexit-game-is-eu-playing-british-parliament-leader-leadsom-asks-idUSKBN1QQ085
-----------------------------

เบร็กซิท (Brexit) ทางตันที่ต้องการทางออก

เมื่อสังคมคิดต่างจึงตัดสินด้วยการทำประชามติ แต่กลับไม่นำผลประชามติไปใช้ กลายเป็นความขัดแย้งหลายระดับ และกำลังค้างอยู่เช่นนี้ จนกว่าได้ทางออกที่ลงตัว

            ย้อนหลังการทำประชามติเบร็กซิท (Brexit) เมื่อมิถุนายน 2016 ปรากฏว่ายิ่งนานวันความคิดเห็นยิ่งแตกแยก เกิดกลุ่มก๊วนที่คิดแตกต่างมากมาย นายกฯ เทเรซา เมย์ (Theresa May) ร้องขอให้ปรองดอง
            โทนี ไรท์ (Tony Wright) อดีตสมาชิกรัฐสภาจากพรรคแรงงานเห็นว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม เป็นสงครามทางวัฒนธรรม อันที่จริงแล้วความแตกแยกสะสมมานานและมาระเบิดในเหตุการณ์เบร็กซิท เป็นการแตกแยกของหลายกลุ่มหลายระดับ เช่น พวกอังกฤษกับเวลส์ คนเมืองกับคนชนบท คนสูงอายุกับหนุ่มสาว คนขี้ขลาดกับคนกล้าหาญ สามัญชนกับอีกพวก ปัญหาใหญ่คือพรรคการเมือง ระบอบการเมืองปัจจุบันไม่ตอบโจทย์พวกเขา
กลายเป็น 2 กลุ่มที่ต่างโจมตีอีกฝ่าย และเมื่อมีพวกหัวรุนแรงในขบวน การด่าทอจึงรุนแรงเพราะคนเหล่านี้ ยิ่งกระบวนการเบร็กซิทยืดเยื้อการแตกแยกยิ่งบาดลึก สร้างความแตกแยกในชุมชน ครอบครัว อดีตนายกฯ จอห์น เมเยอร์ (John Mayer) ร้องขอให้พูดคุยอย่างสมานฉันท์ อดทนต่อกัน ไม่ใช้คำหยาบคาย
            ความแตกแยกนี้เป็นบททดสอบความเป็นประชาธิปไตยอันเก่าแก่ของประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี
            การทำประชามติตั้งอยู่บนฐานคิดว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในที่สุดได้คำตอบออกมาทางใดทางหนึ่ง ปัญหาคือเมื่อเสียงส่วนใหญ่ลงมติแล้วว่าให้ออก แต่ส่วนน้อยได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น ต้องออกจากงาน ธุรกิจอาจไปต่อไม่ได้ คนเชื้อสายอังกฤษที่อาศัยในแผ่นดินใหญ่ กลุ่มนี้นับล้านอาจกระทบเรื่องสวัสดิการ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมของคนเหล่านี้ รัฐบาลเมย์ยังไม่มีคำตอบ
รากปัญหาเบร็กซิท :
เบร็กซิท (Brexit) มาจากการผสมคำ British กับ Exit เป็นความตั้งใจของพลเมืองสหราชอาณาจักรส่วนหนึ่งที่ประสงค์จะนำประเทศออกจากสหภาพยุโรป
ถ้ามองอย่างเป็นเหตุผล เหตุผลหลักคือต่อต้านคนเมืองอังกฤษ ชนชั้นปกครองที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ เป็นความเห็นต่างหรือแตกแยกระหว่างคน 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์กับคนที่เสียประโยชน์
พวกที่เสียประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับผลกระทบ (ดังนั้น ต้องระลึกว่าไม่ใช่แรงงานทุกคนที่ต่อต้าน) จากการไหลบ่าของแรงงานต่างชาติทั้งแบบถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย (ผู้อพยพลี้ภัยต่างชาติที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย) สินค้าอียู (ความเป็นอียูทำให้แรงงานกับสินค้าเคลื่อนย้ายเสรีในหมู่สมาชิก)
ขยายความว่าหลายปีที่ถกเถียงว่าควรเบร็กซิทหรือไม่ หนึ่งในประเด็นที่พูดถึงคือการจ้างงานกับค่าแรง จะตกงานเพิ่มหรือไม่ ค่าแรงจะลดลงหรือไม่ ประเด็นการไหล่บ่าของคนต่างชาติขยายวงออกเป็นเรื่องผลกระทบทางสังคม การรักษาอัตลักษณ์ บางคนจึงพูดว่าสหราชอาณาจักรกำลังให้ความสำคัญกับลัทธิชาตินิยม ลดความสำคัญต่อหลักสิทธิมนุษยชน
บางคนชี้ว่าเป็นแผนของรัฐบาลรัสเซียที่หวังให้อียูแตกแยก ดึงสมาชิกอียูให้เป็นพวกรัสเซียทีละประเทศ แต่ความจริงแล้วรัฐบาลสหรัฐ พวกนีโอคอนต่างหากที่มีอิทธิพลระดับโลก เป็นผู้กุมอำนาจเศรษฐกิจตั้งแต่หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

โลกปัจจุบันไม่แบ่งแยกด้วยพวกทุนนิยมกับสังคมนิยมอีกแล้ว การพูดเรื่องส่งเสริมเสรีภาพเป็นเรื่องล้าสมัย ที่ยังคงอยู่แน่นอนคือความเป็นรัฐ ชนชั้นปกครองที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ การรวมตัวเป็นอียูช่วยบริษัทยักษ์ใหญ่เจาะตลาดโลกและตลาดอียู ด้วยการชูความคิดว่าการเป็นตลาดเดียวเป็นประโยชน์ต่อทุกคน
รัฐบาลสหรัฐช่วยกระตุ้นให้เกิดอียูด้วยการส่งเสริมแนวคิดพหุสังคม สิทธิมนุษยชน เพื่อทำลายรัฐในยุโรปที่ตั้งอยู่บนชาติพันธุ์ดั้งเดิม ปัจจุบันฝ่ายขวากับซ้ายในยุโรปส่วนใหญ่คิดไม่ต่างกันเท่าไหร่ สนับสนุนบริษัทนานาชาติ ยอมรับการเข้ามาของผู้อพยพลี้ภัย เยอรมันคือต้นแบบ ไม่มีใครสนับสนุนสังคมนิยมหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย
            นโยบายสหรัฐต่อตะวันออกกลางทำให้เกิดผู้ลี้ภัยสงครามหนีเข้ายุโรปจำนวนมาก คนยุโรปต่อต้านรุนแรง
            พวกที่เห็นด้วยกับเบร็กซิทจะต่อต้านการรับผู้อพยพลี้ภัย แรงงานต่างชาติ ปฏิเสธพหุสังคมชนิดสุดขั้ว คิดว่าสิทธิมนุษยชนกับพหุสังคมเป็นแนวคิดดี แต่ไร้ประโยชน์หากสุดท้ายเป็นผลเสียต่อประเทศ เพราะเข้ามาแย่งงานตำแหน่งงาน เป็นภาระต่องบประมาณสวัสดิการรัฐ เกิดสังคมผู้อพยพที่แปลกแยกแตกต่างจากท้องถิ่น โดยเฉพาะพวกมุสลิมจากเอเชีย เมื่อเด็กเกิดใหม่ได้สัญชาติยุโรปจะเปลี่ยนแปลงสังคมประเทศชาติอย่างถาวร
บรรษัทยักษ์ใหญ่ยุโรปสนับสนุนแรงงานต่างด้าว :
บรรษัทยักษ์ใหญ่ยุโรปสนับสนุนแรงงานต่างด้าวเพราะมั่นใจว่าจะสามารถคัดแรงงานฝีมือและได้แรงงานด้อยฝีมือตามต้องการ แรงงานเหล่านี้ไม่สังกัดสหภาพแรงงาน บรรษัทสามารถลดแรงกดดันจากสหภาพที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับบริษัทเรื่อยมา สามารถถ่ายโอนงบประมาณที่เคยดูแลฝึกฝนคนท้องถิ่นไปฝึกแรงงานต่างด้าวแทน โอกาสที่แรงงานดั้งเดิมจะตกงานจึงมากขึ้น การจ้างงานรุ่นใหม่น้อยลง
ในด้านภาษี โทษตกอยู่กับผู้เสียภาษี ต้องแบ่งภาษีส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือคนต่างด้าว และมีงานวิจัยชี้ชัดว่าชุมชนคนหลายเชื้อชาติมักมีปัญหาสังคมมากว่าชุมชมดั้งเดิม ผู้ที่ได้ผลกระทบคือชาวยุโรปท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำเพราะมักต้องอยู่ร่วมกับคนต่างเชื้อชาติที่เข้ามาใหม่ แต่สำหรับคนรวยแล้วไม่ได้ผลกระทบเพราะชุมชนของเขามีสำหรับคนมั่งมีเท่านั้น
คนสหราชอาณาจักรหรือยุโรปที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์จึงสนับสนุนแรงงานต่างด้าว แต่คนชั้นล่างผู้มีรายได้ต่ำเป็นฝ่ายเสียประโยชน์
การแก้ไขปัญหาผู้อพยพลี้ภัยเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในอียู แต่ผู้อพยพเข้ามาเรื่อยๆ เข้ามาเร็วกว่าการแก้ปัญหา ทางออกคือเบร็กซิท นี่คือแนวทางของผู้ต่อต้านแรงงานต่างด้าว

ปัญหาใหญ่คืออังกฤษไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร :
            มีผู้อธิบายว่าปัญหาใหญ่ขณะนี้คือฝ่ายการเมืองไม่สามารถสรุปเรื่องเบร็กซิททั้งๆ ที่ใกล้เส้นตายตัดขาดจากอียูแล้ว แตกแยกทางความคิดในทุกพรรค ประชาชนจำนวนมากคิดแตกต่างจากนักการเมืองเก่าๆ  พรรคสายประชานิยมได้รับความนิยมมากขึ้น
            อิวาน โรเจอร์ส (Ivan Rogers) อดีตทูตสหราชอาณาจักรประจำอียูเห็นว่า การที่ชาวสหราชอาณาจักรสนับสนุนเบร็กซิทส่วนหนึ่งมาจากชนชั้นปกครองที่เสียประโยชน์ เห็นว่าการออกจากอียูเป็นคุณมากกว่า แต่ควรคิดไตร่ตรองอย่างถ่องแท้ว่าการออกจากอียูในยามนี้เป็นโทษมากกว่า ต้องไม่ลืมว่าตามภูมิศาสตร์สหราชอาณาจักรใกล้ชิดยุโรปมากที่สุด หากเกิดเบร็กซิทจริงการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น เพราะที่ออกจากอียูก็เพราะไม่ชอบนโยบายอียู แล้วจะมาเจรจากับอียูอีก
            หากสหราชอาณาจักรออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลงใดๆ จะเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด ด้วยเหตุผลนี้เองโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นจึงน้อยที่สุดเพราะไม่มีใครอยากให้เกิด และไม่มีใครอยากเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทางออกอีกทางที่เตรียมไว้แล้วคือให้เวลาประเทศนี้อีกระยะหนึ่งเพื่อการปรึกษาหารือก่อนลงมติอย่างใดอย่างหนึ่ง การได้ต่อเวลาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในยามนี้
เบร็กซิทเป็นกรณีตัวอย่างว่าบางครั้งเมื่อใกล้ถึงทางตันแล้วต้องยืดเวลาออก ระบอบประชาธิปไตยไม่จำต้องถึงทางตันเสมอไป
10 มีนาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8155 วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2562)
-------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน สัญญาจะจัดทำประชามติภายในสิ้นปี 2017 เพื่อให้ชาวอังกฤษตัดสินใจว่าประเทศควรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อหรือไม่
บรรณานุกรม :
1. A Divided Britain Faces a No-Deal Brexit. (2019, January 18). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/a-divided-britain-faces-a-no-deal-brexit-a-1248726.html
2. Fear mounting for British in EU as ‘no-deal’ Brexit looms. (2019, March 6). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/8f63ba17d82642b1b38b51bdf15f6e77
3. Taylor, Pelle Neroth. (2016). Brexit: European Union, American Empire. UK: Two Raven Books. P.3.0
4. "What Surprises Me Is the Extent of the Mess". (2019, March 1). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/ivan-rogers-on-brexit-what-surprises-me-is-the-extent-of-the-mess-a-1255789.html
-----------------------------

unsplash-logoJohn Cameron

ปริศนาประชุมทรัมป์กับคิมครั้งที่ 2 ข้อตกลงที่ไม่ทำพิธีลงนาม

การลุกออกจากห้องประชุมของประธานาธิบดีทรัมป์มีปริศนาว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ใครพูดจริงพูดเท็จ และการปราศจากพิธีลงนามไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อตกลงลับ

            8 เดือนหลังการประชุมสุดยอดรอบแรก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) ผู้นำเกาหลีเหนือมาประชุดสุดยอดอีกครั้งที่เวียดนาม ช่วง 1- 2 สัปดาห์ก่อนประชุมรอบนี้เป็นภาพความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับผู้นำคิม มีทีท่าว่าน่าจะได้ข้อตกลงบางอย่าง
เงื่อนไขก่อนเจรจารอบ 2 :
            ก่อนวันประชุมประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าไม่ต้องรีบด่วนให้เกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์ ขอเพียงไม่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธอีกก็พอ การทำลายนิวเคลียร์จะต้องเป็นขั้นเป็นตอนอย่างมีนัยสำคัญ (meaningful) หากต้องการให้สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตร และไม่คิดว่าจะเป็นการประชุมสุดยอดครั้งสุดท้าย
            จะเห็นว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ตั้งเป้าว่าเกาหลีเหนือต้องทำลายโครงการทั้งหมด พร้อมจะคลายมาตรการคว่ำบาตรหากตกลงกันได้ ดำเนินการแบบค่อยไปเป็นค่อยเป็นขั้นเป็นตอน
            ข่าวที่เผยแพร่ทางสื่อ เป้าหมายการประชุมสุดยอดรอบ 2 ของเกาหลีเหนือคือต้องการให้รัฐบาลสหรัฐคลายการคว่ำบาตร ควบคู่กับการทำลายโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนืออย่างเป็นขั้นตอน ไม่ยอมรับข้อเสนอให้ปลอดนิวเคลียร์ก่อนจึงจะเลิกคว่ำบาตร และขู่ว่าอาจเดินหน้าสร้างนิวเคลียร์ต่อหากไม่คลายการคว่ำบาตร
            ท่าทีของเกาหลีเหนือชัดเจนตั้งแต่การประชุมสุดยอดรอบแรกที่สิงคโปร์ สิ่งที่รัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการคือยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดหรือคลายมาตรการบางส่วน เพื่อรับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ เดินหน้าโครงการเศรษฐกิจกับเกาหลีใต้และจีน
            ท่าทีของรัฐบาลเกาหลีเหนือสอดคล้องกับเกาหลีใต้และจีน

ใครพูดจริงพูดเท็จ :
            วันที่ 2 เมื่อเข้าสู่วาระเจรจาอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าประธานาธิบดีทรัมป์เดินออกจากห้องประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า เผยว่าเหตุที่การประชุมล้มเหลวเพราะผู้นำคิมต้องการให้ยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดโดยที่ยังไม่ต้องปลอดนิวเคลียร์ ตนจึงขอยุติการประชุม ด้านผู้นำคิมกล่าวว่ามีปัญหาเรื่องเงื่อนไข คำนิยาม
            ในการแถลงข่าวหลังประชุมสุดยอด ไมค์ พอมเพโอ (Mike Pompeo) รมต.ต่างประเทศสหรัฐชี้แจงว่าจำต้องเลือกทางที่ก่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ เกาหลีเหนือไม่ยอมรับเงื่อนไขบางอย่าง อย่างไรก็ตามมีความคืบหน้าบางประการจากการประชุมสุดยอดรอบนี้
            ด้านประธานาธิบดีทรัมป์อธิบายเสริมว่าเกาหลีเหนือต้องการให้ยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด แลกกับที่เกาหลีเหนือทำลายนิวเคลียร์ส่วนใหญ่ แต่สหรัฐไม่อาจรับเงื่อนไขยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมด และแม้จะไม่ได้ลงนามข้อตกลงใดๆ ผู้นำคิมกล่าวว่าจะไม่ทดลองทดสอบขีปนาวุธหรือสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์
            ฝ่ายเกาหลีเหนือเปิดแถลงข่าวหลังประชุมเช่นกัน รี ยองโฮ (Ri Yong-ho) รมต.กระทรวงต่างประเทศกล่าวว่าข้อเสนอของเกาหลีเหนือคือรัฐบาลสหรัฐระงับการคว่ำบาตรบางส่วนที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แลกกับการทำลายโครงการนิวเคลียร์ รวมทั้งศูนย์นิวเคลียร์ที่ยองบยอน (Yongbyon) แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ และมีเงื่อนไขอีกข้อที่เกาหลีเหนือรับไม่ได้
            นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยื่นเงื่อนไขลงนามข้อตกลงจะไม่ทดสอบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธพิสัยไกลแลกกับระงับการคว่ำบาตรบางส่วนแต่ทรัมป์ปฏิเสธการลงนามเช่นกัน
            จะเห็นว่าคำพูดของรมต.ต่างประเทศเกาหลีเหนือขัดแย้งกับประธานาธิบดีทรัมป์ ตรงที่ทรัมป์บอกว่าเกาหลีเหนือต้องการให้ยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด เป็นปริศนาว่าใครพูดจริงพูดเท็จ ลำพังข้อนี้ก็ยากจะสรุปว่าทำไมการเจรจาจึงล้มเหลว (ถ้าจะสรุปเช่นนั้น)
            ถ้ายึดตามคำพูดของทรัมป์ การที่เกาหลีเหนือขอให้ยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดเป็นข้อเรียกร้องที่สุดโต่ง ไม่น่าเป็นไปได้อยู่แล้ว สวนทางกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่ร้องขอเพียงคลายการคว่ำบาตรเท่านั้น

ปริศนา ทำไมต้องจัดประชุมรอบ 2 :
            หลายสัปดาห์ก่อนการประชุมรอบ 2 มีการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสทั้ง 2 ฝ่าย หากไม่มีอะไรที่น่าจะตกลงกันได้ ย่อมไม่มีเหตุผลที่ผู้นำ 2 ประเทศเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เสียเวลา เสียงบประมาณมากมาย
            ความเข้าใจที่พึงมีคือ การประชุมระดับผู้นำประเทศในปัจจุบัน หลายครั้งจัดขึ้นเพื่อให้เกิดพิธีการเท่านั้น นั่นคือเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ ลงนามข้อตกลงและถ่ายรูป เหล่านี้ใช้เวลาไม่นาน เพราะการเจรจาต่อรอง รายละเอียดต่างๆ กระทำในระดับเจ้าหน้าที่ และไม่ใช่หน้าที่ของผู้นำประเทศที่ต้องเจรจาเนื้อหารายละเอียดด้วย เพราะผู้นำประเทศต้องดูแลทั้งประเทศ ไม่มีเวลามากพอ อีกทั้งเกี่ยวข้องกับประเด็นทางเทคนิค เรื่องยิบย่อยทางกฎหมายที่ผู้นำประเทศไม่เชี่ยวชาญเท่ากับเจ้าหน้าที่ผู้รับชอบเรื่องดังกล่าว
            จึงเป็นที่มาของปริศนาว่า หากไม่มีอะไรที่น่าจะตกลงกันได้ (ที่ได้ตกลงแล้วในระดับเจ้าหน้าที่) ทำไมทรัมป์กับคิมต้องเดินทางมาเวียดนาม เพื่อเข้าประชุม 2 ชั่วโมงแล้วต่างคนต่างกลับบ้าน ถ้าต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล หอบหิ้วเจ้าหน้าที่ หน่วยรักษาความปลอดภัยนับร้อย เพียงเพื่อประชุมสั้นๆ แล้วไม่ได้อะไรกลับไป เช่นนี้ควรเรียกว่าเป็นการบริหารที่ผิดพลาดใช่หรือไม่
            เป็นเรื่องตลกถ้าประธานาธิบดีทรัมป์กับผู้นำคิมต้องเดินทางไกล เตรียมการไว้มากมาย เพื่อที่คนหนึ่งจะพูดว่าต้องยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดจึงต้องยอมทำลายนิวเคลียร์บางส่วน เป็นเหตุให้ทรัมป์เดินออกจากห้องประชุม
            คำถามที่ตามมาคือ ถ้าไม่มาเพื่อลงนามข้อตกลงแล้วท่านมาทำไม มีอะไรซ่อนอยู่ที่สาธารณะชนไม่ทราบ
ข้อตกลงที่ไม่ทำพิธีลงนาม :
            เมื่อวิเคราะห์ลงรายละเอียดพบว่า แม้การประชุมจะปราศจากพิธีลงนามข้อตกลงใดๆ เกิดภาพที่หลายฝ่ายสรุปว่าการประชุมล้มเหลว แต่มีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในการแถลงข่าวหลังประชุม ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าผู้นำคิมจะไม่ทดลองทดสอบขีปนาวุธหรือสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ข้อนี้นับเป็นความสำเร็จของทรัมป์แล้ว เพราะตรงกับเป้าหมายเฉพาะหน้าของทรัมป์ ดังที่ทรัมป์กล่าวไม่กี่วันก่อนการประชุมว่าไม่ต้องรีบด่วนให้เกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์ ขอเพียงไม่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธอีกก็พอ
            เมื่อมองย้อนตั้งแต่การประชุมรอบแรกเมื่อ 8 เดือนก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์เอ่ยถึงความสำเร็จของการประชุมรอบแรกว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเกาหลีเหนือไม่ได้ทดสอบนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธเลย ขอเพียงไม่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธอีกก็พอ
            สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการมีเพียงเท่านี้
            เป็นไปได้หรือไม่ว่า การไม่ทดลองขีปนาวุธหรือสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ คือ “ข้อตกลงที่ไม่ได้ทำพิธีลงนาม” พูดให้ชัดคือข้อตกลงลับนั่นเอง
            ถามว่าเกาหลีเหนือได้อะไรตอบแทน ตอบได้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะไม่แสดงท่าทีคุกคาม ไม่ส่งเครื่องบินรบบินโฉบเฉี่ยวใกล้น่านฟ้าเกาหลีเหนือ ส่วนผลประโยชน์อื่นๆ เป็นเรื่องปิดลับ ถ้าวิเคราะห์ตามแนวทางนี้ การที่ผู้นำคิมต้องเดินทางด้วยรถไฟกว่า 9,000 กิโลเมตรน่าจะคุ้มค่า
            เป็นไปได้ว่าการประชุมสุดยอดรอบต่อไปอาจเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปี 2020 ให้เห็นว่านี่คือผู้นำอเมริกาประเทศที่ยิ่งใหญ่ เป็นประธานาธิบดีผู้นำสันติภาพแก่คนอเมริกัน ควรคู่ที่จะเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัยโดยไม่ต้องสงสัย
3 มีนาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8148 วันอาทิตย์ที่ 3  มีนาคม พ.ศ.2562)

------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
2 เกาหลีมีแนวคิดรวมชาติมานานแล้ว ถ้ามองจากมุมเกาหลีใต้จะเป็นการยุติความทุกข์ยาก การตกอยู่ในความหวาดหวั่นของภัยสงครามที่มหาอำนาจวางไว้ เป็นความพยายามเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่
หากเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ สหรัฐพร้อมเลิกคุกคามเกาหลีเหนือ เป็นเงื่อนไขตรงไปตรงมา แต่ความเป็นไปของโลกไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เห็น

บรรณานุกรม :
1. Kim says he is ready to meet with Trump, warns of seeking 'new way' if U.S. pressure continues. (2019, January 1). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20181231125254325?section=nk/nk
2. N. Korea offered to halt nuclear, long-range rocket testing for partial relief of sanctions - FM. (2019, February 28). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/452693-halt-nuclear-sanctions-korea/
3. N. Korea renews demand for sanctions relief before 2nd summit with U.S. (2019, January 30). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20190130008200325?section=nk/nk
4. ‘No agreement was reached’ between Trump, Kim at Vietnam summit, White House says. (2019, February 28). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/asia/2019/02/28/no-agreement-was-reached-between-trump-kim-at-vietnam-summit-white-house-says
5. Transcript: President Donald Trump's press conference in Vietnam. (2019, February 28). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/story/2019/02/28/transcript-trump-press-conference-vietnam-1195529
6. Trump calls for 'meaningful' steps for N.K. sanctions relief. (2019, February 21). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20190221000352315?section=national/diplomacy
7. Trump says he just wants no testing of N.K. nukes, missiles. (2019, February 16). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20190216000252315?section=nk/nk
-----------------------------