ปฐมบทอาหรับสปริงซีเรีย

ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจสังคมเป็นต้นเหตุสำคัญของอาหรับสปริงซีเรีย รัฐบาลต่างชาติที่หวังล้มอัสซาดพยายามอยู่นานหลายปี รอจนวาระและโอกาสเป็นใจ

            การโค่นระบอบอัสซาดโดยที่นำโดยฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชาม (Hay’et Tahrir al-Shams: HTS) ไม่ใช่เรื่องใหม่ กลุ่มนี้เข้ารบหวังล้มรัฐบาลอัสซาดตั้งแต่เริ่มอาหรับสปริงซีเรียครั้งเมื่อปี 2011 และชนะในปลายปี 2024 นี้

            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า HTS เป็นสายหนึ่งของอัลกออิดะห์ (al-Qaida) ทำนองเดียวกับผู้ก่อการร้ายไอซิสหรือ IS (Islamic State – รัฐอิสลาม) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Al-Nusra Front/Jabhat al-Nusra และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชาม (HTS)

อาหรับสปริงซีเรียมีนาคม 2011:

            มีนาคม 2011 การชุมนุมประท้วงเริ่มต้น กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูป ปลดปล่อยนักโทษการเมือง จัดเลือกตั้งโดยเสรี จัดตั้งรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน เนื่องจากทุจริตคอร์รัปชันสูง ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องนับทศวรรษ ท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวายรัฐบาลอัสซาดปฏิรูปบางอย่าง พยายามเจรจากับฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่ประธานาธิบดีอัสซาดเห็นว่าหากซีเรียปกครองด้วยประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะยิ่งทำให้ประเทศอ่อนแอ จึงปฏิเสธข้อเรียกร้อง เกิดการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาฝ่ายต่อต้านเปลี่ยนเป้าหมายเป็นล้มรัฐบาล

            ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลนั้นมีอยู่จริง ส่วนมากเริ่มจากการชุมนุมของกลุ่มเล็กๆ ในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง และขยายวงกว้างขึ้นกล้าแสดงออกตามท้องถนน พวกเขาเห็นว่าประเทศต้องปฏิรูป สังคมต้องเปลี่ยนแปลง แม้ยังขาดคำตอบชัดว่าจะไปทิศทางใด รายละเอียดแผนเป็นอย่างไร มีแค่เป้าหมายว่าขจัดเผด็จการ ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น มีความเท่าเทียม ทุกคนอยู่ดีกินดี

            การชุมนุมที่เริ่มโดยสงบกลายเป็นการชุมนุมที่ใช้อาวุธมากขึ้น บางกรณีเป็นการปะทะระหว่างคนที่สนับสนุนรัฐบาลกับคนที่ต่อต้านด้วยอาวุธที่หาได้ทั่วไป เช่น ไม้ มีด ในเวลาไม่ถึงสองเดือนสหประชาชาติรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 9 พันคน

            ต้นเหตุอาหรับสปริงซีเรียมีผู้เคราะห์มากมาย สามารถสรุปย่อดังนี้

อำนาจที่ไร้การตรวจสอบ:

            การปกครองของระบอบอัสซาดคือการอำนาจนิยมเข้มข้น ใช้แต่คนใกล้ชิดด้วยหวังว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้ หวังให้ระบอบมั่นคง ในแง่หนึ่งน่าเห็นใจว่าการเมืองซีเรียมีแต่ปรปักษ์รอบข้าง อัสซาดผู้พ่อก็แย่งอำนาจนี้มาจากคนอื่น การบริหารแบบรวบอำนาจจึงจำเป็น แต่นานวันเข้าอำนาจนิยมกลายเป็นการใช้อำนาจโดยไร้การตรวจสอบ แม้รัฐบาลมีเจ้าหน้าที่มีตำรวจลับ แต่คนเหล่านี้ร่วมมือกับผู้กุมอำนาจในแต่ละท้องถิ่น เกิดการ “รวบอำนาจ” ในแต่ละท้องถิ่น โดยที่รัฐบาลกลางแก้ไม่ได้ คนเหล่านี้ร่วมกันทุจริตคอร์รัปชัน ฉวยโอกาสจากนโยบายรัฐ งบประมาณส่วนกลางที่กระจายสู่ท้องถิ่น

            คนที่ใกล้ชิดกับพรรคบาธ คนของรัฐบาลเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ ประชาชนจำนวนมากที่เหลือกลายเป็นคนที่ถูกรัฐบาลทอดทิ้ง ได้รับความช่วยเหลือแต่น้อย

            ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจสังคมเป็นต้นเหตุสำคัญของอาหรับสปริงซีเรีย

            ภาพที่ปรากฏคืออำนาจนิยมทำให้ดูเหมือนว่าระบอบอัสซาดอยู่อย่างมั่นคง แต่ในระยะยาวหนีไม่พ้นที่ประเทศถดถอยเสื่อมโทรม ประชาชนทุกข์ยากมากขึ้น           จนถึงจุดหนึ่งมีผู้จุดประกายหรือมีเหตุจุดชนวน ประชาชนผู้ไม่พอใจจึงพร้อมใจลุกฮือเกิดอาหรับสปริงซีเรีย

ต่างชาติแทรกแซง:

            ทุกประเทศมีผู้ไม่พอใจรัฐบาล การชุมนุมประท้วงเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย การชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกเป็นข่าวที่เห็นได้อยู่เสมอ รัฐบาลเก่าไปรัฐบาลใหม่มา แต่กรณีซีเรียไม่เป็นเช่นนั้น

            ทศวรรษ 1990 รัฐบาลอัสซาด (บิดา) เปิดทางให้มุสลิมต่างชาติเข้ามามากขึ้น คิดว่าจะสามารถควบคุมให้อยู่ในร่อยในรอย กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาคือพวกนิกายวาห์ฮะบี (Wahhabism) จากซาอุฯ เริ่มเผยแพร่ศาสนาตามแนวทางของตนเอง มีอิทธิพลต่อพวกซุนนีดั้งเดิม มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาล การเข้ามาของกลุ่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นการเข้ามาของกองกำลังมุสลิมต่างชาติ พวกญิฮาดจากนานาประเทศ กลุ่มเหล่านี้ผนวกกับคนท้องถิ่นกลายเป็นกองกำลังที่เข้าควบคุมบางพื้นที่ นับวันกองกำลังญิฮาดขยายตัว

            เมื่อประธานาธิบดีบุชส่งกองทัพโค่นล้มระบอบซัดดัมในอิรัก พวกญิฮาดจากทั่วโลกพากันหลั่งไหลเข้าอิรักเพื่อต้านกองทัพอเมริกัน ส่วนหนึ่งผ่านทางซีเรีย ประเทศซีเรียกลายเป็นจุดที่พวกญิฮาดทั่วโลกรวมตัว เตรียมตัวก่อนเข้าอิรัก ในช่วงนั้นเกิดกลุ่มญิฮาดมากมาย รวมทั้งกลุ่ม JTWJ ที่ต่อมากลายเป็นอัลกออิดะห์สาขาอิรัก และกลายเป็นไอซิสในที่สุด

            สิงหาคม 2011 สมาชิกสันนิบาตอาหรับ (Arab League) หลายประเทศเริ่มแสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาลอัสซาด

ต้องล้มระบอบอัสซาดเท่านั้น:

            พฤศจิกายน 2011 สันนิบาตอาหรับระงับความเป็นสมาชิกของซีเรียและคว่ำบาตรเศรษฐกิจ มกราคม 2012 สันนิบาตอาหรับเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ประธานาธิบดีอัสซาดก้าวลงจากอำนาจ และขอให้คณะมนตรีสหประชาชาติมีมติสนับสนุน

            การระงับสมาชิกภาพของซีเรียคือความพ่ายแพ้ทางการเมืองระหว่างประเทศครั้งใหญ่ของรัฐบาลอัสซาด ทำให้ถูกโดดเดี่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน นำมาซึ่งการถูกโดดเดี่ยวจากอีกหลายประเทศ และเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกมาก เป้าหมายสุดท้ายคือล้มรัฐบาลอัสซาด

          ต้นปี 2012 ต่างชาติเริ่มส่งมอบอาวุธแก่ประชาชนฝ่ายต่อต้าน และเกิดการรวมกลุ่มมากขึ้น เนื่องจากต้องการอำนาจการเมืองหลังสิ้นรัฐบาลอัสซาด

            สอดคล้องกับคำกล่าวของประธานาธิบดีอัสซาดเมื่อพฤศจิกายน 2019 ว่า เหตุที่มาของการชุมนุมประท้วงส่วนหนึ่งมาจากเงินต่างชาติ มาจากประเทศกาตาร์ อุดหนุนให้คนประท้วงต่อต้านรัฐบาล และความรุนแรงที่เกิดตั้งแต่ต้นมาจากผู้ประท้วงบางคน จากนั้นไม่นานกลายเป็นสงครามกลางเมือง

            ซาอุดิอาระเบียให้การสนับสนุนทุกกลุ่ม รวมทั้งพวกสุดโต่งอย่าง al-Nusra Front (ที่ตอนนี้คือ Hay’et Tahrir al-Shams: HTS) กับไอซิส (ISIS) ด้านรัฐบาลโอบามาขอให้อัสซาดลงจากอำนาจ สนับสนุนกลุ่มที่เรียกว่าเป็นสายกลาง ฝึกกองกำลังติดอาวุธในจอร์แดน

            พวกสุดโต่งอย่าง al-Nusra Front กับไอซิสแม้มีจุดยืนร่วมว่าต้องการโค่นล้มระบอบอัสซาด แต่ต่างตรงที่ต้องการให้รัฐบาลในอนาคตปกครองตามแนวทางของอิสลามเต็มขนาด ตามการตีความของพวกตน (ซึ่งแตกต่างจากมุสลิมกระแสหลัก)

            แต่มาบัดนี้ HTS ในปี 2024 ส่อว่าไม่คิดจะปกครองซีเรียแบบรัฐอิสลาม ให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกกลุ่มทุกนิกายศาสนา น่าติดตามว่าท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

            นโยบายโค่นล้มระบอบอัสซาดมีมานานแล้ว ถ้ายึดอาหรับสปริงซีเรียคือเริ่มตั้งแต่ปี 2011 สำเร็จในปี 2024 ตัวละครแม้ล้มหายตายจากไปบ้าง (หรือไม่ใช่ตัวสำคัญ) แต่แรกที่ชาติอาหรับเป็นผู้สนับสนุนหลัก มารอบ 2024 นี้ดูเหมือนว่าบทบาทอาหรับลดลง ที่เพิ่มขึ้นคือตุรเคียและบางคนชี้ว่าคืออิสราเอล ส่วนสหรัฐมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้นคือตั้งแต่สมัยบารัก โอบามาที่พูดชัดต้องการให้อัสซาดลงจากอำนาจ

            หลักการยังคงเดิมคือรัฐบาลต่างชาติสนับสนุนคนซีเรียที่ไม่พอใจระบอบอัสซาด ผสมโรงด้วยกองกำลังต่างชาติ ที่จำต้องมีต้องใช้เพราะคือการล้มด้วยกองกำลังติดอาวุธ (โดยพวกญิฮาดหรือผู้ก่อการร้ายหรือชื่ออื่นๆ แล้วแต่ว่าใครตีตราอย่างไร) ในที่สุดระบอบอัสซาดก็สิ้นแม้รัฐบาลรัสเซียกับอิหร่านและพวกพยายามปกป้อง

            จะเห็นว่าพวกที่หวังล้มอัสซาดพยายามอยู่นานหลายปีและไม่ทิ้งความตั้งใจนี้ รอจนวาระและโอกาสเป็นใจ

29 ธันวาคม 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10271 วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567)

------------------------------

บรรณานุกรม :

1. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.

2. Hanano, Amal. (2012). Syrian Hope: A Journal. In The Dawn of the Arab Uprisings: End of an Old Order? (pp.225-236). London: Pluto Press.

3. Lister, Charles R. (2015). The Syrian Jihad: Al-Qaeda, the Islamic State and the Evolution of an Insurgency. New York: Oxford University Press.

4. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.

5. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402

6. Syria's Bashar al-Assad Reflects on Civil War, Oil, Terrorism and America in Rare Interview. (2019, November 11). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/middleeast/201911111077273037-syrias-bashar-al-assad-reflects-on-civil-war-oil-terrorism-and-america-in-rare-interview/

-----------------

จากฮาเฟซ อัลอัสซาดสู่จุดเริ่มอาหรับสปริงซีเรีย

อำนาจการปกครองเป็นของคนส่วนน้อย คนกลุ่มนี้แหละที่ได้รับประโยชน์ ทิ้งให้ประชาชนจำนวนมากอยู่ตามมีตามเกิด อำนาจนี้เปลี่ยนมือไปมาจนมาถึงระบอบอัสซาดที่อยู่ได้ 2 ชั่วคนคือพ่อกับลูก

            ความพ่ายแพ้ในสงครามอาหรับ-อิสราเอล 1967 ทำให้ฝ่ายอาหรับต้องทบทวนตนเอง อียิปต์ประกาศนโยบายใหม่ขออยู่ร่วมกับอิสราเอลอย่างสันติ ซีเรียสูญเสียที่ราบสูงโกลัน รัฐบาลพรรคบาธเสียหน้าอย่างรุนแรง นายพลฮาเฟซ อัลอัสซาด (Hafez al-Assad) เห็นว่าต้องยึดที่ราบสูงโกลันคืน แต่ก่อนถึงวันนั้นซีเรียต้องเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านอาหรับเพื่อความเป็นเอกภาพและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบรรดากษัตริย์อาหรับ ปี 1971 นายพลฮาเฟซ อัลอัสซาดขึ้นเป็นประธานาธิบดี

การรวมศูนย์อำนาจ:

            สมัยนี้อำนาจการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจอยู่กับผู้นำสูงสุด (Patrimonialism) ถ่ายทอดลงเป็นชั้นๆ โดยผู้ปกครองสูงสุดกุมอำนาจเหนียวแน่น ประธานาธิบดีฮาเฟซ อัลอัสซาดบิดาของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) คือตัวแทนของการปกครองดังกล่าว

            รัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับเมืองใหญ่ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลถูกผลักดันให้ออกนอกเมืองใหญ่ ไปอยู่ในชนบทที่อำนาจรัฐไปไม่ค่อยถึง รัฐบาลสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญ แต่เป็นโอกาสให้ฝ่ายต่อต้านชุมนุมกัน

            สมัยประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาดพยายามปฏิรูปการเมือง แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่ไม่เคยปฏิรูปจริงจัง ประชาชนรู้สึกผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เห็นอนาคตว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น บางช่วงพยายามพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นทุนนิยมมากขึ้นแต่ที่สุดแล้วไม่เกิดขึ้นจริงและส่งผลเสียตามมา เป็นหนี้มากขึ้นแต่การลงทุนภายในประเทศต่ำ รัฐบาลลังเลที่จะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเต็มตัว

            ในช่วงนั้นรัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์พัฒนาแบบ “defensive modernisation” คือมุ่งพัฒนาเฉพาะส่วนที่เห็นว่าจำเป็น ทดแทนการนำเข้า หรือจำต้องมีเพื่อความมั่นคงของประเทศ แต่นานวันพบว่าขาดดุลการค้า เป็นหนี้เป็นสิน เนื่องจากระบบราชการใช้งบประมาณเกินจำเป็น นำเข้าสินค้าบางชนิดจากต่างประเทศ นโยบายประชานิยม การคอร์รัปชัน การใช้จ่ายทางทหาร

            รายได้หลักของรัฐบาลอยู่ที่การส่งออกน้ำมัน การช่วยเหลือจากต่างชาติ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกอ่อนตัวจึงกระทบรายได้ของประเทศอย่างมาก

คนใกล้ชิดอำนาจได้ประโยชน์:

            ซีเรียในยุคพรรคบาธคล้ายหลายประเทศในระบอบอำนาจนิยม ที่ชนชั้นปกครอง กลุ่มคนใกล้ชิดชนชั้นปกครอง เช่น พวกนักธุรกิจใหญ่ เจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้รับประโยชน์จากการปกครอง เป็นพวกเสวยสุข เกิดชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง นายทุนจากอำนาจนิยม (ไม่ใช่จากทุนนิยมเสรี)

            นโยบายปฏิรูปรวบกิจการต่างๆ เข้าเป็นของรัฐ ทำลายฐานอำนาจเก่า พร้อมกับสร้างระบบราชการขนาดใหญ่ ครอบครัวที่ใกล้ชิดสนับสนุนพรรคบาธจะมีงานทำ ได้ประโยชน์จากรัฐเต็มที่

            ในปี 1968 พรรคมีสมาชิกสามัญ 10,000 คนและมีสมาชิกแนวร่วมประเภทอื่นๆ รวมกัน 100,000 คนกระจายอยู่ทุกสาขาอาชีพ เป็นรากฐานอำนาจทางสังคมแก่พรรค รัฐบาลใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตอบแทนผู้ที่จงรักภักดี ผู้ที่เชื่อฟังยินยอมอยู่ใต้อำนาจ สร้างรัฐที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพารัฐบาล

            นโยบายเศรษฐกิจต่างๆ งบประมาณที่กระจายสู่ท้องถิ่นอยู่ในการควบคุมจัดการของคนเหล่านี้ ซึ่งมักลงเลยด้วยการคอร์รัปชัน แม้มีตำรวจลับมีเจ้าหน้าที่สอดส่องแต่คนเหล่านี้ร่วมกันกอบโกย การปราบปรามการทุจริตจึงไร้ผล

            ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ถูกกีดกันออกจากผลประโยชน์ชาติ เป็นผู้มีรายน้อย หลายคนว่างงาน อยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐที่ยังได้บางส่วนหรือจากญาติพี่น้อง

            สังคมซีเรียจึงไม่เท่าเทียมแต่โดยรวมแล้วคนส่วนใหญ่ยังทนต่อสภาพที่เป็นอยู่ จำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตปกติสุข

ยึดอุดมการณ์พรรคบาธ:

            การปกครองยึดอุดมการณ์พรรคบาธ ส่วนศาสนาให้ยึดถือเป็นวัฒนธรรมตามวิถีชีวิต ระบอบอัสซาดไม่ค่อยเป็นมิตรกับพวกซุนนีบางกลุ่มในประเทศ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะความแตกต่างทางศาสนา (ตระกูลอัสซาดเป็นพวกอาละวี สาขาหนึ่งที่แตกแขนงออกจากมุสลิมชีอะห์) แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์พรรคบาธ รัฐจะสนับสนุนพวกนิกายซุนนีตราบเท่าที่อยู่ในกรอบที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ

            ประธานาธิบดีอัสซาดกล่าวว่ารัฐบาลตนเป็นสังคมนิยม ใช้นโยบายดูแลคนยากจน อุดหนุนสินค้าจำเป็น เช่น อาหารของใช้ประจำวัน น้ำมัน การศึกษาเป็นของฟรี แม้จะส่งเสริมภาคเอกชนด้วยแต่ไม่อาจถือว่าเป็นเสรีนิยม เรื่องนี้มักถูกพวกตะวันตกตีความว่าอัสซาดเป็นระบอบอุปถัมภ์ ใช้แนวทางนี้เพื่อควบคุมคนในประเทศให้จงรักภักดี

สร้างชาติเพื่อเผชิญภัยอิสราเอล:

            ความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิสราเอล การที่อาหรับปราชัยโดยเฉพาะปี 1967 ทำให้รัฐบาลอัสซาดอ้างว่าประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามจากอิสราเอล จำต้องดำเนินนโยบายความมั่นคงเข้มข้น ควบคุมการใช้ทรัพยากรประเทศ

            นักวิชาการบางคนเห็นว่านโยบายสร้างชาติของฮาเฟซ อัลอัสซาด อยู่ในบริบทที่ประเทศกำลังเผชิญหน้าอิสราเอล แต่อีกฝ่ายเห็นว่าเหตุผลคือเพื่อความมั่นคงภายใน เพราะการชูนโยบายต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมและภัยคุกคามต่างชาติมักได้รับการสนับสนุนจากคนในประเทศ บ้างเชื่อว่ารัฐบาลชูนโยบายดังกล่าวเพื่อเบี่ยงเบนเรื่องการกดขี่ชนกลุ่มน้อยในประเทศ ความมั่นคงของชาติกับการดำรงอยู่ของระบอบอัสซาดเป็นเรื่องเดียวกัน

            ข้อควรคิดคือภายใต้ประเด็นความมั่นคงประชาชนได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด หรือเป็นเครื่องมือกดขี่ ระบอบอัสซาดควรเป็นส่วนหนึ่งที่ได้จากความมั่งคั่งจากประชาชนอยู่ดีมีสุข มากกว่าที่ประชาชนได้รับเศษความมั่งคั่งจากระบอบ

            ระบอบอัสซาดกลายเป็นระบอบที่ดำเนินต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นรัฐบาลชุดต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนแสดงเจตนารมย์ของประชาชน

            ภัยคุกคามจากอิสราเอลเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ดีในทศวรรษ 1970-80 แล้วเสื่อมคลายลงเรื่อยๆ

แบ่งแยกทางศาสนากับเชื้อสาย:

            ชาวซีเรียส่วนใหญ่เป็นมุสลิมซุนนี ระบอบอัสซาดใช้ความแตกต่างทางศาสนาเป็นประโยชน์ในการปกครอง สร้างกระแสว่าพวกซุนนีต่อต้านนิกายศาสนาอื่นๆ โดยเฉพาะพวกอาละวีซึ่งเป็นนิกายของผู้นำอัสซาด ดังนั้นเมื่ออาละวีมีอำนาจมากกว่าจึงพยายามกดขี่พวกซุนนีที่ไม่จำนนต่อระบอบ

            ในอีกมุม ครอบครัวอัสซาดให้ความสำคัญกับการคงอยู่ของระบอบมากกว่าแรงจูงใจทางศาสนา การใช้เรื่องอาละวีมาจากแรงจูงใจทางการเมืองมากกว่าศาสนา

            สังคมซีเรียเหมือนอาหรับที่ดั้งเดิมอยู่เป็นชนเผ่า คนท้องถิ่นผูกพันกับกลุ่มของตนมากกว่ารัฐบาลกลาง รัฐบาลปกครองด้วยการข่มขู่ควบคู่กับผลประโยชน์ เพื่อควบคุมกลุ่มต่างๆ ให้อยู่ในความเรียบร้อย กลุ่มใดที่ใกล้ชิดสนับสนุนพรรคบาธหรือรัฐบาลกลางจะได้รับการดูแลดีกว่า

            สมัยประธานาธิบดีฮาเฟซ อัลอัสซาดพยายามแบ่งสันปันส่วนให้ทุกกลุ่มได้ประโยชน์ตามสมควร เว้นบางกลุ่มที่ยังขัดขืน ในสมัยนั้นระบบนี้ทำท่าไปได้ดี ข้อเสียคือนานวันเข้าฝ่ายต่อต้านเกิดเป็นกลุ่มเป็นก้อน ที่ห้ามไม่ได้คือการแทรกแซงบ่อนทำลายจากรัฐบาลต่างชาติ

            เมื่อย้อนหลังนับจากสถาปนาเป็นรัฐสมัยใหม่ ข้อหนึ่งที่ชัดเจนคืออำนาจการปกครองเป็นของคนส่วนน้อย คนกลุ่มนี้แหละที่ได้รับประโยชน์ ทิ้งให้ประชาชนจำนวนมากอยู่ตามมีตามเกิด ได้รับประโยชน์บ้างแต่ไร้ความยั่งยืน มีการช่วงชิงอำนาจบริหารประเทศตลอดเวลา อำนาจนี้เปลี่ยนมือไปมา จนมาถึงระบอบอัสซาดที่อยู่ได้ 2 ชั่วคนคือพ่อกับลูก เมื่อคนในชาติกับรัฐบาลต่างชาติร่วมกันล้มรัฐบาลกลายเป็นอาหรับสปริงซีเรีย

22 ธันวาคม 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10264 วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567)

 ------------------

บรรณานุกรม :

1. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.

2. Haddad, Bassam. (2012). Why Syria is Not Next...So Far. In The Dawn of the Arab Uprisings: End of an Old Order? (pp.207-209). London: Pluto Press.

3. Hanano, Amal. (2012). Syrian Hope: A Journal. In The Dawn of the Arab Uprisings: End of an Old Order? (pp.225-236). London: Pluto Press.

4. Hinnebusch, Raymond. (2001). Syria: Revolution From Above. New York: Routledge.

5. Lister, Charles R. (2015). The Syrian Jihad: Al-Qaeda, the Islamic State and the Evolution of an Insurgency. New York: Oxford University Press.

6. President al-Assad in an interview with Russian RT-UK TV Channel: In spite of all aggression, majority of Syrian people support their Government, Russia helps Syria as terrorism and its ideology have no borders. (2019, November 11). SANA. Retrieved from https://www.sana.sy/en/?p=178031

7. Tripp, Charles. (2013). The Power and the People: Paths of Resistance in the Middle East. New York: Cambridge University Press.

-----------------

จากสถาปนาประเทศซีเรียสู่พรรคบาธ

เรื่องราวของซีเรียเต็มด้วยการแข่งขันช่วงชิงทั้งภายในกับอำนาจนอกประเทศ ความขัดแย้งภายในหลายมิติ เป็นอีกบทเรียนแก่นานาประเทศ

            ประเทศซีเรียถือกำเนิดหลังสิ้นสงครามโลกครั้งแรก เดิมเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) สถาปนาเป็นรัฐชาติ เป็นส่วนหนึ่งของกระแสรัฐอาหรับในระยะนั้น สร้างประเทศด้วยหลักทางโลกมากกว่าศาสนา บางคนมองว่าซีเรียเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศอาหรับ

            ในมุมมองของมุสลิม พื้นที่ซีเรียปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของดินแดนที่เรียกกว่า “ชาม” ประกอบด้วยดินแดนซีเรีย จอร์แดน เลบานอน ปาเลสไตน์ กลายมาเป็นซีเรียปัจจุบันจากข้อตกลงไซคส์ - พิโกต์ (Sykes - Picot Agreement) สังคมซีเรียในสมัยนั้นที่ดินเกือบครึ่งอยู่ในเมืองของครอบครัวชนชั้นสูงราว 3 พันครอบครัว ชาวบ้านบางส่วนมีที่ดินเล็กๆ ของตนเองแต่ส่วนใหญ่หรือราว 2 ใน 3 ไม่มีที่ดิน จึงดำรงชีพด้วยการรับจ้างทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ประชาชนร้อยละ 80 ยากจน

            เจ้าของที่ดินจะมองว่าชาวบ้านเป็นเพียงที่มาของรายได้และอำนาจ พวกเขาจะแสวงหากำไรสูงสุด ฝ่ายชาวบ้านตอบสนองด้วยการทำงานไปวันๆ ผลผลิตการเกษตรจึงต่ำมาก

            ช่วงปี 1920-1949 ซีเรียอยู่ใต้อาณัติฝรั่งเศส โครงสร้างทางการเมืองสังคมได้รับการวางรากฐานอย่างง่ายๆ ประเทศตั้งอยู่บนฐานอำนาจแบบเจ้าขุนมูลนาย (feudal) ที่มีอยู่แต่เดิม อำนาจการเมืองการปกครองจึงกระจุกตัวอยู่ในชนชั้นปกครองในเมือง มากกว่าที่จะกระจายแก่ประชาชนส่วนใหญ่ ชนเผ่าที่อยู่ในทะเลทรายหรือในเมืองเล็กๆ

            ซีเรียเป็นประเทศเอกราชอย่างแท้จริงจากการแข่งขันระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส แรงกดดันจากอังกฤษผนวกกับความเป็นมหาอำนาจที่ลดลง ทำให้รัฐบาล Vichy ของฝรั่งเศสคลายการเป็นอาณัติ ให้เสรีภาพแก่ชาวซีเรียมากขึ้น จนได้รับเอกราชเมื่อเดือนเมษายน 1946

            เมื่อเป็นเอกราชแล้วอำนาจการเมืองตกอยู่กับพวกชนชั้นปกครอง พวกเจ้าของที่ดิน พ่อค้ารายใหญ่ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกซุนนีในเมือง ดังนั้นแม้มีการเลือกตั้งมีรัฐสภาแต่ผู้ที่ได้รับเลือกคือคนกลุ่มเดิมนี้เอง อาจมีพวกผู้นำชนเผ่าบ้าง และพวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศโดยไม่ยึดอุดมการณ์การเมืองหรือหลักศาสนาใดๆ และเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1930 จนสิ้นสุดในปี 1963

            ในช่วงนี้เกิดการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจหลายรอบ ล้วนปกครองแบบเผด็จการ

            จะเห็นว่าในสมัยออตโตมันกับสมัยใต้อาณัติฝรั่งเศส พวกชนชั้นปกครองในซีเรียเป็นเพียงพ่อค้า เจ้าของที่ดิน มีอำนาจในขอบเขตของตน แต่เมื่อเป็นเอกราช ประกาศเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ มีระบบรัฐสภา ชนชั้นปกครองขยับฐานะจากการมีอำนาจจำกัดกลายเป็นผู้มีอำนาจบริหารประเทศ

            ส่วนประชาชนมีฐานะไม่ต่างจากเดิม ส่วนใหญ่ยังเป็นคนไร้ที่ดินทำกิน อยู่อย่างยากจน ต้องพึ่งพาชนชั้นปกครอง ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ

            ชนชั้นปกครองไม่หวังให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่คิดแบ่งอำนาจให้ การพัฒนาประเทศหมายถึงการพัฒนาสินทรัพย์ อำนาจของพวกเขา

            คำว่า “เอกราช” จึงมีค่าเพียงแค่อำนาจการปกครองสูงสุด “เปลี่ยนมือ” จากต่างชาติมาสู่ “ชนชั้นปกครอง” ในประเทศเท่านั้น

ภัยคุกคามชนชั้นปกครอง:

            เมื่อประเทศได้รับเอกราช ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มเริ่มต่อสู้กับรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม Alawi กับ Druze มีกลุ่มศาสนาที่ต้องการอำนาจ นอกจากนี้พวก Hashemites ในจอร์แดนกับอิรักมีความตั้งใจจะฮุบซีเรียเป็นของตนด้วย

            ในสมัยนั้นความเจริญก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามาแต่ชนชั้นปกครองที่เป็นเจ้าของที่ดินพยายามรักษาอำนาจของตน ไม่ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีการศึกษา ไม่ต้องการเปิดประเทศด้วยเกรงว่าจะสูญเสียความชอบธรรมในการเป็นเจ้าของที่

            ในทศวรรษ 1950 สงครามเกาหลีทำให้ราคาฝ้ายเพิ่มขึ้นมาก การใช้ปั๊มน้ำ เป็นแรงกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินเพิ่มการเพาะปลูกและได้ผลผลิตฝ้ายเพิ่มถึง 10 เท่าตัว และเกิดโรงงานอุตสาหกรรมกรรมขนาดเล็กที่เกี่ยวข้อง เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดชนชั้นกลาง และการศึกษาสมัยใหม่ในกลุ่มคนบางกลุ่ม เริ่มเกิดกลุ่มก้อนที่ไม่สังกัดชนชั้นปกครองดั้งเดิม

            พร้อมกับที่ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ จัดตั้งการศึกษาของตนเอง เพื่อพ้นจากวัฎจักรชีวิตแบบเดิมจากสังคมที่พวกซุนนีเป็นชนชั้นปกครอง

รัฐบาลจากการเลือกตั้ง:

            ปี 1954 มีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ผลการเลือกตั้งได้พรรคต่างๆ เข้ามาร่วมบริหารประเทศ เกิดกลุ่มพรรคร่วมที่ว่า National Front ประกอบด้วยพรรคของชนชั้นปกครอง (ใกล้ชิดตะวันตก ทุนนิยม) พรรคบาธและพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคเหล่านี้ต่างได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี การปกครองที่ดูเป็นประชาธิปไตย มีการถ่วงดุลกันและกัน แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลมีปัญหาไม่เข้ากันภายใน

            แรงกดดันจากนอกประเทศเป็นอีกปัจจัยให้การเมืองภายในแตกแยกมากขึ้น พวกนิยมตะวันตกเห็นว่าพวกคอมมิวนิสต์เติบโตมาก ในขณะที่พวกคอมมิวนิสต์ต่อต้านพวกทุนนิยม ส่วนกองทัพแยกออกเป็นหลายฝ่ายขึ้นกับว่าใกล้ชิดกับนักการเมืองฝ่ายใด

            พรรคบาธอยู่ในฐานะกึ่งกลางทางการเมือง พยายามใช้โอกาสมีบทบาทในรัฐบาลสร้างฐานอำนาจให้ตนเองเพิ่มเติม

1963-70 การปฏิรูปของพรรคบาธ:

            พรรคบาธ (Baath Party) หรือพรรคอาหรับสังคมนิยมบาธแห่งซีเรียเห็นว่า เดิมอาหรับมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ถูกแบ่งแยกโดยลัทธิจักรวรรดินิยมเพื่อให้อาหรับอ่อนแอ พันธกิจของพรรคคือการรวมประเทศอาหรับให้เป็นหนึ่ง และเป็นผู้นำรวมอาหรับ พรรคถือว่าศาสนาอิสลามเป็นรากแห่งวัฒนธรรมของอาหรับที่ควรนับถือ แต่ต้องการสร้างโลกอาหรับตามแนวทางฝ่ายโลก รวมทุกคนที่พูดภาษาอาหรับโดยไม่จำกัดศาสนา

            พรรคอ้างว่าดำเนินนโยบายที่ไม่ใช่ทุนนิยมหรือสังคมนิยม แต่เป็นทางเลือกที่ 3 มีคำขวัญว่า “wahda, hurriyah, ishtirahkiyah” หรือ เอกภาพ (Unity) เสรีภาพ (Freedom) ลัทธิสังคมนิยม (Socialism)

            พรรคบาธมาพร้อมกับนโยบายปฏิรูปที่ดิน ทำให้ชนชั้นปกครองเดิมที่เป็นเจ้าของที่ดินอ่อนแอลง พรรคพยายามดึงอำนาจการบริหารประเทศเข้ามาที่ตัวเอง

            มีนาคม 1963 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจอีกรอบ การกระชับอำนาจคือการเล่นงานขั้วอำนาจเก่าซึ่งมักมีเชื้อสายอาหรับทั้งจากพรรคการเมืองอื่นและภายในพรรคบาธ ผู้มีอำนาจในพรรคบาธยุคนี้กลายเป็นพวกชนกลุ่มน้อย เช่น Alawi (ที่มาของระบอบอัสซาด) ความขัดแย้งทางการเมืองเปลี่ยนจากความขัดแย้งของชนชั้น อุดมการณ์ มาเป็นความขัดแย้งของกลุ่มศาสนา ชนเผ่า (ระหว่างชนเผ่าหรือตระกูลที่ใกล้ชิดพรรคบาธกับฝ่ายต่อต้าน)

            พรรคบาธจึงครองอำนาจปกครองประเทศด้วยการรัฐประหาร จัดตั้งรัฐบาลที่มีกองทัพเป็นฐานอำนาจ ปกครองโดยชนชั้นปกครองที่มักอยู่ในกลุ่ม Alawi

            ภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยมของพรรคบาธ การพัฒนาประเทศ การเปลี่ยนแปลงของสังคมมาจากบนลงล่าง คือมาจากการตัดสินใจของชนชั้นปกครอง พัฒนาการของพรรคคือพัฒนาการของประเทศ สถาบันสำคัญๆ ของประเทศคือสถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับของพรรค

            การปฏิรูปที่ฟังดูดีนำความเจริญประสบอุปสรรค คนกลุ่มต่างๆ ต่อต้าน หนึ่งในนั่นคือภราดรภาพมุสลิม มีข้อมูลว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากชนชั้นปกครองเดิม

            แนวทางของพรรคบาธไม่ให้ความสำคัญกับศาสนา นักการศาสนาต่างๆ จึงต่อต้าน ในปี 1967 เกิดการประท้วงใหญ่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลในตอนนั้นยังสามารถควบคุมได้สถานการณ์ไว้ได้

15 ธันวาคม 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10257 วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567)

-----------------------

บรรณานุกรม :

1. Hinnebusch, Raymond. (2001). Syria: Revolution From Above. New York: Routledge.

2024สงครามกลางเมืองซีเรียระอุอีกครั้ง

สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาเกือบ 14 ปียังไม่จบ สาเหตุหนึ่งเพราะมีรัฐบาลต่างชาติสนับสนุนฝ่ายต่อต้านกับกลุ่มก่อการร้าย HTS เป็นปรากฎการณ์ล่าสุด

            พฤศจิกายน 2024 ทางการซีเรียรายงานพวกกบฏนับพันโจมตีเมืองกับฐานทัพในเมืองอเลปโปอย่างรุนแรง นำโดยกลุ่มฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชาม (Hay’et Tahrir al-Shams: HTS) เป็นมุสลิมซุนนีซีเรียและยังมีผู้ก่อการร้ายต่างชาติอีกมหลายพันนาย พวกเขาใช้อาวุธใหม่ อาวุธหนักและโดรนจำนวนมาก

            ทหารรัฐบาลซีเรียรวมกำลังป้องกันเมือง เครื่องบินรบรัสเซียเข้าช่วย ชาวซีเรียนับหมื่นหนีออกจากพื้นที่ ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่าจะสนับสนุนอัสซาดเต็มที่ ไร้เงื่อนไข เพื่อรักษารัฐธรรมนูญ บูรณภาพแห่งดินแดนซีเรีย กองทัพรัสเซียเข้าไปช่วยถล่มผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ปี 2015 นับจากนั้นได้ประจำการเครื่องบินรบจำนวนหนึ่งที่นั่น

ก่อการร้ายเครื่องมือทำลายซีเรีย:

            ตั้งแต่เริ่มสงครามกลางเมือง 2011 กลุ่มก่อการร้ายสารพัดกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อรบกับรัฐบาลซีเรีย เป้าหมายคือล้มระบอบอัสซาดตรงตามเป้าหมายรัฐบาลโอบามา การรบกับไอซิสซึ่งเป็นกลุ่มหลักแม้ผู้นำไม่ใช่คนซีเรียแต่สมาชิกส่วนใหญ่คือคนซีเรียนั่นเอง (มุสลิมซุนนี) ในขณะเดียวกันเกิดฝ่ายต้านรัฐบาลที่ไม่อิงไอซิสด้วย หลังรบกันหลายปีคนตายครึ่งล้าน ประชาชนหนีออกนอกประเทศหลายล้านคน บ้านเมืองพังพินาศ ซีเรียกลายเป็นรัฐล้มเหลว ระบอบอัสซาดยังอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากรัสเซียและพวกอิหร่าน

            ประเด็นน่าสนใจคือ สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาเกือบ 14 ปียังไม่จบ สาเหตุหลักเพราะมีรัฐบาลต่างชาติสนับสนุนฝ่ายต่อต้านกับกลุ่มก่อการร้าย HTS เป็นปรากฎการณ์ล่าสุด เป็นผลจาการปรับแผนปรับองค์กรเพื่อรุกรัฐบาลอัสซาดอีกครั้ง แน่ละกลุ่มทำสงครามโดยประเมินล่วงหน้าแล้วว่าน่าจะชนะ น่าจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ อาจไม่ถึงขึ้นล้มอัสซาดแต่ได้ครองดินแดนเพิ่ม สำเร็จตามแผนใหญ่อีกขั้น ข้อมูลหลายชิ้นชี้ว่ารอบนี้รัฐบาลตุรเคียเป็นฝ่ายออกหน้าสนับสนุนผู้ก่อการร้ายตักฟีรีย์ (Takfiri) ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางศาสนานิกายโดยตรง

            การจะเข้าใจสถานการณ์วันนี้ควรเริ่มจากย้อนอดีตตั้งแต่ต้น

ย้อนอดีตต้นเหตุสงครามกลางเมือง:

            สงครามกลางเมืองซีเรียเดิมเรียกว่า “อาหรับสปริงซีเรีย” เริ่มเมื่อมีนาคม 2011 พลเมืองซีเรียบางส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูป ให้ได้รัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน แต่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) เห็นว่าหากปกครองด้วยประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะยิ่งทำให้ประเทศอ่อนแอจึงปฏิเสธข้อเรียกร้อง ประชาชนที่ต่อต้านเริ่มชุมนุมและขยายวงกว้างสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ขึ้นแต่ไม่มีแกนนำชัดเจน การชุมนุมที่เริ่มต้นโดยสงบกลายเป็นการชุมนุมที่ใช้อาวุธมากขึ้น บางกรณีเป็นการปะทะระหว่างคนที่สนับสนุนรัฐบาลกับพวกที่ต่อต้านด้วยอาวุธที่หาได้ทั่วไป เช่น ไม้ มีด

            ไม่นานผู้ก่อการร้ายเริ่มปรากฏ ยกตัวอย่าง Al-Nusra Front/Jabhat al-Nusra ก่อตั้งเมื่อปี 2012 จากอาหรับสปริงซีเรียและเปลี่ยนชื่อเป็น HTS ในขณะนี้ ดังนั้นกลุ่มนี้จึงสู้กับระบอบอัสซาดตั้งแต่ต้น

            ที่รับรู้ทั่วไปว่า Jabhat al-Nusra เป็นพวกซุนนีหัวรุนแรง ใกล้ชิดอัลกออิดะห์ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชนมีมติคว่ำบาตรเพราะเป็นผู้ก่อการร้าย ห้ามขายหรือสนับสนุนอาวุธแก่กลุ่มดังกล่าว พร้อมกับอายัดทรัพย์สินต่างๆ

            เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปอีกว่ารัฐอาหรับบางประเทศสนับสนุน Jabhat al-Nusra โค่นล้มระบอบอัสซาด

            ปี 2013 ปรากฎกองกำลังไอซิส (ISIS หรือ ISIL) เข้ารบในซีเรียหวังโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด เป็นชื่อใหม่ภายใต้การรวมตัวของมุสลิมสุดโต่งหลายกลุ่ม พวกญิฮาดจากทั่วโลกมารวมตัวกัน และคนเหล่านี้เป็นมุสลิมซุนนี

            ถ้ามองจากมุมผู้นำกลุ่ม แนวคิดดึงซุนนีเป็นพวกมีมาตั้งแต่สมัยผู้นำคนแรกคืออบู มูซาบ อัล ซาร์กาวี (Abu Musab al Zarqawi) ครั้งเมื่อนายซาร์กาวีจัดตั้งกลุ่ม Tawhid wal-Jihad ในปี 2003 ก็มีข้อมูลว่าซาร์กาวีมุ่งเป้าจัดการพวกชีอะห์ ชูธงต้านชีอะห์เพื่อดึงซุนนีมาเป็นพวก ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งในอิรักกับซีเรีย เป็นเหตุผลว่าทำไมไอซิส (ISIL/ISIS) ส่วนใหญ่จึงมีพื้นฐานมาจากพวกซุนนี และสามารถอยู่ร่วมกับพวกซุนนีบางเผ่าบางกลุ่ม อย่างไรก็ตามการสรุปว่าสมาชิกไอซิสเป็นซุนนี ไม่ได้หมายความว่าพวกซุนนีกระแสหลักยอมรับไอซิส

            ในสมัยนั้นข้อมูลบางแหล่งชี้ว่ารัฐบาลซาอุดิอาระเบียให้การสนับสนุนทุกกลุ่ม รวมทั้งพวกสุดโต่ง อย่าง Jabhat al-Nusra กับไอซิส

            นาย Nickolay Mladenov ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติและ Head of the United Nations Assistance Mission for Iraq (UNAMI) กล่าวถึงไอซิสว่า “เมื่อดูจากเรื่องการเงิน อาวุธต่างๆ ยานพาหนะที่ไอซิสเป็นเจ้าของ เห็นได้ชัดว่าเป็นองค์การที่ได้เงินทุนสนับสนุนค่อนข้างดี” ไอซิสได้รับการสนับสนุนการเงิน และสิ่งต่างๆ จากหลายแหล่ง “ได้รับการฝึก ติดอาวุธและเตรียมตัวอย่างดี”

            นาย Andrew Tabler นักวิชาการจาก Washington Institute for Near East Studies กล่าวว่า ประเทศที่สนับสนุนไอซิสตั้งแต่ก่อตั้งคือ คูเวต กาตาร์และซาอุดิอาระเบีย “ใครๆ ก็รู้ว่าเงินมาจากประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าวฯ แล้วส่งไปให้ผ่านคูเวต ... สู่กลุ่มสุดโต่งทั้งในซีเรียและตอนนี้คืออิรัก” คูเวตเป็นศูนย์กลางที่ส่งมอบเงินแก่กองกำลังต่างๆ ในซีเรีย มีหลักฐานว่าติดต่อกับกลุ่มต่างๆ แม้กระทั่งกลุ่มใกล้ชิดอัลกออิดะห์

            ด้านรัฐบาลซาอุฯ กับประเทศที่ถูกเอ่ยถึงต่างปฏิเสธว่าไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้าย ทั้งยังพยายามปราบปรามด้วย

อเลปโปในมืออัสซาด2024:

            ไม่ว่าฝ่ายต่อต้านจะกล่าวหารัฐบาลอัสซาดอย่างไร มีข้อมูลว่าชาวเมืองอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ทั้งๆ ที่ประกอบด้วยหลายศาสนานิกาย หลายเชื้อชาติ หลากหลายฐานะ เช่นนี้ควรเรียกว่าเสรีภาพทางศาสนาหรือไม่ สังคมที่ยอมรับกันแม้แตกต่างหลากหลาย เคารพซึ่งกันและกัน

            ความต้องการพื้นฐานของคนคือความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สามารถทำมาหากินโดยเสรี ใช้ชีวิตตามปกติสุข ความต้องการสร้างโลกตามอุดมการณ์ด้วยความรุนแรงเป็นความคิดของคนบางกลุ่มเท่านั้น

            ธันวาคม 2024 Hadi Albahra ประธาน Syrian National Coalition (SNC) ผู้นำฝ่ายต่อต้านอัสซาดจึงกล่าวว่าหากพวกตนปกครองอเลปโปจะไม่ปฏิรูปเพื่อสร้างระบอบเผด็จการทดแทนเผด็จการเดิม แผ่นดินซีเรียเป็นของคนซีเรียทั้งมวล ไม่แบ่งแยกด้วยศาสนานิกาย เชื้อชาติหรือใดๆ ใครจะอาศัยอยู่ที่ใดก็ได้ ทุกคนจะได้รับการปกป้อง จะดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม

การรุกของ HTS จะจบช้าหรือเร็ว:

            สถานการณ์ล่าสุด HTS ยังคงรุกคืบกินดินแดนเพิ่ม ยึดเมืองฮามา (Hama) สำเร็จหลังได้อเลปโปมาครองแล้ว ฮามาเป็นเมืองใหญ่ลำดับที่ 3 เส้นทางสู่กรุงดามัสกัส กองกำลังหลักคือ HTS กับ Syrian National Army แม้ทัพรัฐบาลรวมกำลังเข้าต่อสู้ ทัพอากาศรัสเซียเข้าช่วย แต่ยังเร็วเกินไปที่จะชี้ว่าการรุกรอบใหม่จะจบช้าหรือเร็ว

            ตอนนี้ HTS ครอง 2 เมืองใหญ่แล้ว นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าระบอบอัสซาดยากจะไปต่อ HTS คงไม่คิดเจรจาแล้ว เป้าหมายตอนนี้คือล้มรัฐบาล

            รัฐบาลอัสซาดอ่อนแอยู่แล้ว กองทัพรัสเซียยุ่งอยู่กับสมรภูมิยูเครน ส่วนฮิซบอลเลาะห์ควรทำตัวสงบเสงี่ยมในเลบานอน หลายปีที่ผ่านมากองทัพอากาศอิสราเอลคอยโจมตีฮิซบอลเลาะห์ในซีเรีย ดูเหมือนว่ารัฐบาลซีเรียเลือกเน้นป้องกันเมืองหลวงเป็นหลัก เน้นการตั้งรับรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนกว่านี้ HTS อาจเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้เดินก้าวแรก ควรตามต่อว่าหมากตัวที่ 2 ของฝ่ายที่หวังโค่นระบอบอัสซาดจะทำอะไรอย่างไร เมื่อวิเคราะห์ตามแนวทางนี้สงครามกลางเมืองซีเรียรอบใหม่อาจต้องยาวไปถึงปี 2025 ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 เป็นอีกส่วนที่ต้องติดตาม

8 ธันวาคม 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10250 วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567)

---------------

บรรณานุกรม :

1. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.

2. Moscow and Tehran discuss Syria – Kremlin. (2024, December 2). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/608588-russia-iran-discuss-syria-escalation/

3. Past ‘mistakes’ should not be repeated in Aleppo: Opposition leader. (2024, December 2). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/middleeast/syria/0212202412

4. Syria Al Qaida group ‘wants to attack US’. (2014, January 30). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/region/syria/syria-al-qaida-group-wants-to-attack-us-1.1284269

5. Syria will ‘eliminate’ terrorists and their sponsors – Assad. (2024, December 2). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/608547-syria-assad-eliminate-terrorists/

6. 'The city is lost': Rebel snipers force closure of Aleppo motorways, as fighting rages in northern Syria. (2024, December 3). The National News. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/news/mena/2024/12/03/the-city-is-lost-rebel-snipers-force-closure-of-aleppos-highways-as-fighting-rages-in-northen-syria/

7. Turkey, ISIL and the PKK: It’s complicated. (2014, October 7). Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-isil-and-the-pkk-its-complicated.aspx?pageID=449&nID=72628&NewsCatID=409

8. UN Envoy for Iraq: ISIL Militants Well-Funded. (2014, June 26). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930405000725

9. UN Security Council Adds Jabhat al-Nusra to Sanctions Blacklist. (2013, May 31). SANA. Retrieved from http://sana.sy/eng/22/2013/05/31/485111.htm

10. Weiss, Michael., Hassan, Hassan. (2015). ISIS: Inside the Army of Terror. New York: Regan Arts.

-----------------

 

ฮิซบอลเลาะห์-อิสราเอลจากเริ่มรบสู่หยุดยิง

ถ้าคิดแบบฝ่ายขวาอิสราเอลที่หวังกวาดล้างฮิซบอลเลาะห์ การสงบศึกตอนนี้ไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ และฮิซบอลเลาะห์กำลังเปลี่ยนจุดยืนหรือ

            หลังสงครามฮามาส-อิสราเอลดำเนินเกือบปี การรบในกาซาเบาบาง นานาชาติขอให้หยุดยิงแต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลเนทันยาฮูยังไม่ชนะเบ็ดเสร็จ ขอกวาดล้างพวกฮามาสจนสิ้นซากแต่ปฏิบัติกวาดล้างไม่น่าจะเสร็จในเร็ววัน อิสราเอลหันไปสนใจฮิซบอลเลาะห์ที่ยิงโจมตีเป็นระยะ กองทัพอิสราเอลเริ่มเคลื่อนพลขึ้นเหนือ

ฮิซบอลเลาะห์ปะทะอิสราเอล:

            ย้อนหลังต้นสงครามฮามาส-อิสราเอล ผู้นำฮิซบอลเลาห์ประกาศสนับสนุนฮามาสเต็มที่ ยิงโจมตีอิสราเอลเป็นระยะ ช่วงปี 2023 กองกำลังฮิซบอลเลาะห์ปะทะกองทัพอิสราเอลตามแนวชายแดน เป็นการปะทะเฉพาะจุดด้วยกองกำลังเล็กๆ ไม่ใช่การยิงจรวดคราวละพันลูก ไม่ใช้ขีปนาวุธที่ยิงลึกเข้าไปในอิสราเอล รวมความแล้วยังไม่ปล่อยของแต่อย่างไร

            ด้านอิสราเอลตอบโต้แต่พองามเช่นกัน ยิงมายิงกลับ ไม่มีทีท่าว่าจะรุกเข้าเลบานอนกวาดล้างฮิซบอลเลาะห์อย่างที่ทำกับฮามาส เข้าใจได้ว่าตอนนั้นแค่รบในฉนวนกาซาก็หนักแล้ว อีกทั้งไม่ควรเปิดศึกพร้อมกัน 2 ด้าน เป้าหมายตอนนั้นคือฉนวนกาซาไม่ใช่เลบานอน

            เมื่อเข้าสู่ปลายปี 2023 ฮิซบอลเลาะห์ใช้โดรนพิฆาตกับขีปนาวุธเล่นงานอิสราเอลหนักขึ้น ส่วนอิสราเอลโต้กลับด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีภาคใต้เลบานอน

            จากนั้นฮิซบอลเลาะห์เล่นงานอิสราเอลหนักขึ้นหลังไม่สามารถขยายเวลาหยุดยิงในกาซา อิสราเอลโต้กลับด้วยกำลังทางอากาศ เริ่มสงสัยว่าจะกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบระหว่างฮิซบอลเลาะห์-อิสราเอลหรือไม่

            ฮัสซัน นัสรุลเลาะห์ (Hassan Nasrallah) ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนกล่าวว่าปฏิบัติการอัล-อักซอร์ ฟลัด (Operation Al-Aqsa Flood) ของฮามาสนั้นถูกต้องชอบธรรม ย้ำเตือนให้ทั่วโลกรับรู้ความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์ การอ่อนข้อหมายถึงการสูญเสียเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) กับมัสยิดอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa Mosque)

            ตรงกับที่ฮามาสระบุว่าเป็นวันแห่งการรบที่ยิ่งใหญ่สุดเพื่อยุติการยึดครอง ตอบโต้ความโหดร้ายทั้งหมดที่อิสราเอลกระทำต่อปาเลสไตน์และต่อมัสยิดอัล-อักซอร์ ถ้ายึดกฎหมายระหว่างประเทศอิสราเอลคือผู้รุกราน

            มีข้อมูลว่านับจากค.ศ.1948 ชาวปาเลสไตน์กว่า 750,000 คนถูกบังคับให้ละทิ้งถิ่นฐาน คนมากมายถูกสังหาร โดนกดขี่ข่มเหงสารพัด พวกเขาถือว่าสงครามเริ่มต้นตั้งแต่ปี1948 แล้ว ทุกวันนี้ชาวปาเลสไตน์ยังทำสงครามปลดแอก

            ปัจจุบันชาวปาเลสไตน์กว่า 7 ล้านคนเป็นผู้อพยพลี้ภัยอาศัยในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จอร์แดน เลบานอน บางครอบครัวอยู่มา 70-80 ปีแล้ว แต่งงานออกลูกออกหลานในค่ายผู้ลี้ภัย และอาจต้องอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่อิสราเอลลุกล้ำดินแดน ตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์มากขึ้นตามลำดับ อิสราเอลเป็นประเทศที่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน รัฐอาหรับหลายประเทศหันมาเป็นมิตรกับอิสราเอล

            กลุ่มฮามาสคือตัวแทนของชาวปาเลสไตน์ที่ลุกขึ้นต่อสู้ผู้รุกราน เป็นความกล้าหาญความชอบธรรมที่ชาวปาเลสไตน์จะลุกขึ้นสู้ เป็นเรื่องของคนปาเลสไตน์โดยแท้ ปฏิบัติการอัล-อักซอร์ ฟลัดพิสูจน์ว่าฮามาสเตรียมการมาอย่างดี ฝีมือฮามาส 100% ทั้งนักรบกับการวางแผน ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นใด อิสราเอลมีจุดอ่อน ระบบไซออนิสต์กำลังเสื่อมและสั่นคลอนจากการโจมตีของฮามาส

การโจมตีเข้มข้นขึ้น:

            เมื่อกองทัพอิสราเอลเข้าควบคุมพื้นที่กาซาส่วนใหญ่ ฮามาสไม่สามารถต้านทานได้ ฮิซบอลเลาห์โหมโจมตีหนักขึ้นเช่นเดียวกับที่อิสราเอลโต้กลับรุนแรงเช่นกัน

            กรกฎาคม 2024 Fuad Shukr ผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์ถูกสังหารในกรุงเบรุต เดือนถัดมา สิงหาคม 2024 ฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอลด้วยจรวดชุดใหญ่กว่า 300 ลูก อิสราเอลประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ 48 ชั่วโมง

            แต่ไหนแต่ไรผู้นำกลุ่มมักพูดว่าไม่กลัวรบกับอิสราเอล ฮิซบอลเลาะห์ (แปลตรงตัวว่า Party of God) เป็นองค์กรทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจและทางทหารของมุสลิมชีอะห์ในเลบานอน ยึดหลักปฏิวัติอิสลาม (ต้องการก่อตั้งรัฐอิสลามแบบชีอะห์) ถือว่าการสู้กับอิสราเอลเป็นเรื่องศาสนา การพลีชีพเพื่ออิสลามดีงาม

            ฮัสซัน นัสรุลเลาะห์กล่าวว่ากองกำลังของตนพร้อมบุกเข้าอิสราเอลทำสงครามเต็มตัว อันที่จริงพร้อมหลังฮามาสบุกอิสราเอลเพียงวันเดียว ทำให้อิสราเอลต้องเผชิญศึก 2 ด้าน ย้ำเตือนว่า การสู้กับอิสราเอลไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมีความขัดแย้งกับอิสราเอลตั้งแต่ค.ศ.1948 เมื่อสถาปนารัฐอิสราเอลสมัยใหม่ การต่อสู้จึงไม่จบ

            ตามข้อมูลอิหร่านปี 2024 ฮิซบอลเลาะห์มีกองกำลังถึงแสนนาย จรวดขีปนาวุธรวม 150,000 ลูก ถ้ายิงพร้อมกันสามารถทำลายอิสราเอลทั้งประเทศ และยังคงพัฒนาอาวุธต่อเนื่อง

            กลุ่มนี้ไม่ใช่เพียงแค่กองกำลังติดอาวุธเท่านั้น ยังมีบทบาทการเมืองเลบานอน สร้างเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน กลุ่มจึงมีระบบที่ซับซ้อนมีประสิทธิภาพ ไม่แปลกที่มีกองกำลังเข้มแข็งจำนวนมาก

            กันยายน 2024 ท่ามกลางอิสราเอลโหมโจมตีฮิซบอลเลาะห์ กองทัพอิสราเอลเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือ ฮิซบอลเลาะห์ย้ำจะรบกับอิสราเอลจนกว่ากาซาจะสงบ ผู้รุกรานถอยกลับไป พวกตนจะสนับสนุนกาซาต่อไป กองทัพอิสราเอลที่ขึ้นเหนือคือโอกาสของพวกตน

การเจรจาหยุดยิง:

            พร้อมๆ กับการสู้รบคือการเจรจา หลังกองทัพอิสราเอลรบดุเดือดไม่นาน ปลายเดือนพฤศจิกายน 2024 รัฐบาลเนทันยาฮูยอมรับข้อตกลงหยุดยิงกับเลบานอน รัฐบาลเลบานอนเห็นชอบด้วย ไม่เกิดสงครามโลกดังที่บางคนคิดว่าจะเกิด

            Najib Mikati นายกรัฐมนตรีเลบานอนยินดีกับข้อตกลงกล่าวว่า “เลบานอนจะสงบและมีเสถียรภาพอีกครั้ง ประชาชนที่หนีภัยสงครามจะได้กลับบ้านตัวเอง” ในเวลาไม่กี่เดือนชาวเลบานอนเสียชีวิตราว 3,800 ราย บาดเจ็บ 16,000 ราย ด้านอิสราเอลโดนถล่มด้วยจรวดกับขีปนาวุธราว16,500 ลูก

            นักวิเคราะห์หลายคนพูดตรงกันว่าแม้หยุดยิงแต่อาจมีเหตุฉีกข้อตกลงก็เป็นได้ ดังนั้นการหยุดยิงไม่ได้หมายความว่าการรบจะจบเพียงเท่านี้

            ล่าสุดอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ยิงกันอีกหลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเพียง 2 วัน ต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันและกัน อิสราเอลอ้างว่าฮิซบอลเลาะห์ส่งทหารเข้ามาในเขตต้องห้าม ส่วนฮิซบอลเลาะห์ชี้ว่าอิสราเอลเมิดการหยุดยิง

            แม้ปะทะกันแต่ยังไม่ยกเลิกข้อตกลงหยุดยิง เป็นเหตุการชั่วคราว

            มีข้อมูลว่าจะให้เวลาทหารอิสราเอล 60 วันในการเคลื่อนพลกลับ เป็นเวลาเดียวกันที่ทหารเลบานอน (ไม่ใช่ฮิซบอลเลาะห์) จะเข้าประจำการตามแนวชายแดน เพื่อกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์เข้าโจมตีอีก กองกำลังพิทักษ์สันติภาพแห่งองค์การสหประชาชาติจะช่วยกำกับอีกที แนวทางนี้คือการสร้างเขตกันชนที่มีสหประชาชาติเข้ามาช่วยดูแล เป็นทางออกที่ดี ถ้าสำเร็จอาจแก้ปัญหาการปะทะระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ และอาจนำตะวันออกกลางสู่ความสงบอีกครั้ง ทั้งนี้อิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ต้องให้ความร่วมมือด้วย

            แต่ถ้าคิดตามแนวทางฝ่ายขวาที่หวังกวาดล้างฮิซบอลเลาะห์ การสงบศึกตอนนี้ไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ คนอิสราเอลที่ไม่เห็นด้วยกับการสงบศึกคิดว่าเป็นข้อตกลงยอมแพ้มากกว่า ทั้งยังควรวิพากษ์ฮิซบอลเลาะห์ว่ากำลังเปลี่ยนจุดยืนหรือ เพราะเคยประกาศว่าจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่ฮามาส จะต่อสู้จนกว่าจะปลดปล่อยปาเลสไตน์ บัดนี้เหมือนทิ้งฮามาสที่กำลังอ่อนแอให้เผชิญสงครามตามลำพัง

            การหยุดยิงช่วงนี้จึงไม่ใช่ตอนจบ อาจเป็นการเริ่มตอนใหม่อีกครั้ง รัฐบาลเนทันยาฮูกับฮิซบอลเลาะห์น่าจะคิดเรื่องนี้ตรงกัน ปีหน้าทรัมป์ 2.0 บริหารประเทศใช่ว่าจะสงบสุข 4 ปี

1 ธันวาคม 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10243 วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567)

-------------------