วิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศ: การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

โลกเต็มไปด้วยการแข่งขันช่วงชิง ทางที่ดีคือนำประเทศต่างๆ มาอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่ทุกประเทศเห็นชอบ ในขณะเดียวกันจำต้องสร้างพลังอำนาจแห่งชาติ หนึ่งในนั้นคือสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
ระบบโลกที่ทุกคนอยู่ในกติกาที่ยอมรับได้ :
เมื่อเดือนที่แล้วในที่ประชุมแชงกรี-ลา (Shangri-La Dialogue) ซึ่งเป็นเวทีเสวนาประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ จัดเป็นประจำทุกปีที่สิงคโปร์ นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) แสดงปาฐกถาตั้งคำถามว่าทำอย่างไรโลกจะมีสันติและมีความมั่งคั่ง
            แนวทางของนายกฯ ลี เซียนลุง ยอมรับว่าโลกนี้มีชาติมหาอำนาจกับประเทศเล็ก ควรสร้างระบบโลกที่ทุกประเทศอยู่ในกติกา หวังว่าหากมีกติกา ทุกประเทศจะไม่ทำสงครามต่อกัน โลกมีสันติ เศรษฐกิจโลกขยายตัว แบ่งปันผลประโยชน์แก่ทุกประเทศ
            การแบ่งผลประโยชน์ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะได้เท่ากัน แต่ยอมรับกันได้ เป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้แล้วตามกรอบกติกา เป็นบริบทที่ประเทศเล็กน่าจะได้ประโยชน์สูงสุด แทนการแข่งขันอย่างรุนแรงที่อาจลงเอยด้วยความรุนแรง และประเทศเล็กตกเป็นเหยื่อของการแข่งขันช่วงชิงระหว่างชาติมหาอำนาจ ดังสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และอีกหลายที่
            ไม่ว่าแนวทางของนายกฯ ลีจะสามารถเป็นจริงหรือไม่ นายกฯ ลียอมรับการดำรงอยู่ของชาติมหาอำนาจ ยอมรับการมีอยู่ของสหรัฐและการก้าวขึ้นมาของจีน ทั้ง 2 ประเทศจะมีบทบาทสำคัญต่อโลก ต่อเอเชียแปซิกฟิกอย่างแน่นอน เป็นประเด็นที่ซ่อนคำถามว่าประเทศเล็กๆ จะอยู่ได้อย่างไรภายใต้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ
ภัยคุกคามจากภายในประเทศ สังคมอยู่ยาก :
            นายกฯ ลี เซียนลุงได้เอ่ยถึงบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันประเด็นภายในประเทศเป็นอีกด้านที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
            กรณีตัวอย่าง ฮ่องกง
            ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนคงเห็นภาพการชุมนุมใหญ่ที่ฮ่องกง เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน คนฮ่องกง 1 ล้านคน (จากประชากร 7.3 ล้าน) ชุมนุมเรียกร้องต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อผู้บริหารฮ่องกงยอมถอยเรื่องนี้ อาทิตย์ที่ผ่านมาคนฮ่องกง 2 ล้านคนชุมนุมเรียกร้องให้หัวหน้าผู้บริหารฮ่องกงลาออกจากตำแหน่ง
            ดังนั้น ต้นเหตุการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากเรื่องกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่านั้น น่าจะมาจากความไม่พอใจต่อผู้บริหารฮ่องกงหลายเรื่อง พูดให้ตรงกว่านั้นคือไม่พอใจรัฐบาลจีน และถ้าจะพูดให้สุดคือไม่พอใจชีวิตความเป็นอยู่
            เวลาพูดถึงฮ่องกงหลายคนอาจนึกถึงความเจริญของเกาะนี้ ฮ่องกงเป็นเกาะที่เจริญมานานแล้วก่อนกลับคืนเป็นของจีน มีตึกสูงทันสมัยเต็มไปหมด แต่ในอีกด้านหนึ่งของสังคม คนส่วนใหญ่ทำงานแบบปากกัดตีนถีบ ห้องขนาด 20 ตร.ม. อาจต้องอยู่รวมกันถึง 10 คน นอนบนเตียงที่ซ้อนกัน 4-5 ชั้น
            ฮ่องกงเจริญก้าวหน้าแต่สำหรับหลายคนเป็นสังคมอยู่ยาก
            กรณีตัวอย่าง สหรัฐ
            สหรัฐอเมริกาคืออีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเอ่ยชื่อสหรัฐจะหมายถึงมหาอำนาจที่เหนือมหาอำนาจอื่นๆ มีบทบาททั่วโลก ประเทศที่มีกองทัพเข้มแข็งที่สุด ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีบริษัทชั้นนำมากมาย เป็นแหล่งนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่
            ข้อมูลอีกชุดบอกว่า ทุกวันนี้คนอเมริกันเพียง 3 ครอบครัวที่ครองความมั่งคั่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศโดยนับจากคนยากจนที่สุดขึ้นมา (ล่าสุดมีประชากร 328 ล้านคน) คนร่ำรวยที่สุดเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ครอบครองความมั่งคั่งมากกว่าความมั่งคั่งของประชากร 92 เปอร์เซ็นต์รวมกัน และ 49 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเป็นของคนกลุ่มรวยที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์นั้น (ผลคือคนรวย-รวยขึ้น เหลื่อมล้ำมากขึ้น) สหรัฐอเมริกาอยู่ในยุคเหลื่อมล้ำที่สุดนับจากทศวรรษ 1920 เป็นต้นมา
สหรัฐได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่มีคนจนถึง 40 ล้านคน ทุกคืนกว่า 500,000 คนต้องนอนข้างถนน (คนไร้บ้าน) ครึ่งหนึ่งของคนอเมริกันใช้เงินแบบเดือนชนเดือน
            จะเห็นว่าแม้ตัวเลข GDP ดูดี ตลาดหุ้นแข็งแกร่ง อัตราว่างงานลดต่ำ แต่กรรมกร (หมายถึงพวกรับใช้ รวมทั้งสายวิชาชีพ) ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ หลายคนต้องทำงานหลายจ๊อบเพื่อความอยู่รอด คนรวยมีอายุยืนยาวมากกว่าคนจนถึง 15 ปีโดยเฉลี่ย
            ทั้งฮ่องกงกับสหรัฐเป็นตัวอย่างประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าแม้ได้ชื่อว่าเจริญแล้ว เป็นมหาอำนาจโลก แต่สำหรับหลายคนเป็น “สังคมอยู่ยาก”
            เป้าหมายของการสร้างชาติจึงไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง เป็นมหาอำนาจ แต่ต้องหมายถึงทุกคนอยู่ดีมีสุข
การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน :
            วันนี้คนไทยต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ที่ดูแลดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความรอบคอบ ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศภายในกรอบกติกาที่ต่างชาติยอมรับ อิงกรอบอาเซียน ให้อาเซียนเป็นผู้นำหน้า ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติด้วยดี ใช้หลักถ่วงดุลอำนาจกับชาติมหาอำนาจต่างๆ
            แน่นอนว่าไทยไม่ได้ทุกอย่างแต่พยายามรักษาสิ่งสำคัญที่สุดไว้เสมอ นั่นคือความเป็นเอกราช
            เมื่อมองไปในอนาคต คำถามเดียวกับที่นายกฯ ลี เซียนลุง ตั้งไว้คือทำอย่างไรประเทศจึงจะมีสันติภาพและความมั่งคั่ง สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำไม่ต่างจากประเทศอื่น ต้องเสริมสร้างพลังอำนาจแห่งชาติ ทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความเข้มแข็งเรื่องค่านิยมวัฒนธรรม
            บางคนคิดว่าเรื่องการระหว่างประเทศคือเรื่องสัมพันธ์กับต่างประเทศเท่านั้น ความจริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับความเป็นไปภายในประเทศอย่างยิ่ง เกี่ยวข้องกับบริบทภายในของประเทศ เช่น รัฐบาลโอบามาเป็นผู้ทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลๆ ทรัมป์ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียว หลายประเทศยอมเป็นมิตรกับอีกประเทศหนึ่งเพียงเพราะอยากได้เงินกู้ ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจหรือด้านการป้องกันประเทศ
            ยิ่งประเทศอ่อนแอพึ่งพาตัวเองได้น้อย ย่อมต้องแอบอิงประเทศอื่นมากขึ้นเป็นธรรมดา สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในทางตรงข้ามชาติมหาอำนาจจะเพิ่มพูนผลประโยชน์และอำนาจของตนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
            วันนี้ เมื่อพูดถึงการสร้างพลังอำนาจแห่งชาติ หนึ่งในเรื่องสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งจากภายในทางด้านค่านิยมวัฒนธรรม
            หนึ่งในค่านิยมที่สำคัญและควรพัฒนาคือ ค่านิยมเรื่องการเสียสละ
            คำว่า “เสียสละ” ตรงข้ามกับคำว่า “กอบโกย” ตรงข้ามกับคำว่า “สู้แล้วรวย”
            คำว่าเสียสละเป็นเหตุให้พ่อแม่เลี้ยงลูกหลานอย่างดี มีความรับผิดชอบ เพราะหวังให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีอนาคต
            ด้วยการเสียสละเพียงเล็กน้อยทำให้เพื่อนบ้านอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
            ด้วยการเสียสละข้าววันละถ้วยจะช่วยให้ทุกคนมีกิน ไม่มีใครอดตาย
            ด้วยการเสียสละจะสร้างค่านิยมการเสียสละ สังคมเข้มแข็งจากรากฐาน ประเทศชาติมั่นคง และยังไม่ต้องถึงกับสละชีพเพื่อชาติดังบรรพบุรุษไทย
            การสร้างค่านิยมเสียสละไม่ต้องใช้งบประมาณพันล้านหมื่นล้าน ไม่ต้องซื้อเครื่องบินรถถังรุ่นล่าสุด ไม่ต้องรอเทคโนโลยี 5G ทุกคนสามารถสร้างค่านิยมเสียสละได้ด้วยการเริ่มต้นที่ตัวเอง เริ่มจากการเสียสละสิ่งเล็กๆ ก่อนแล้วจะพัฒนาสู่การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
            ด้วยค่านิยมนี้ ทุกคนจะช่วยกันเปลี่ยนจาก “สังคมอยู่ยาก” ให้เป็น “สังคมอยู่ดีมีสุข” ทั่วทุกตัวคน อยู่ร่วมกันกับเพื่อนบ้านอย่างสันติ ตั้งแต่เพื่อนบ้านข้างรั้วบ้านจนถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทย เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เข้มแข็ง ด้วยความเข้มแข็งจากภายใน
23 มิถุนายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8260 วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2562)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลักสำคัญคือสหรัฐกับจีนต้องประสานงานและร่วมมือกับประเทศอื่นๆ สงครามการค้าไม่สามารถล้มจีน เช่นเดียวกับที่จีนไม่อาจล้มสหรัฐซึ่งจะคงเป็นชาติแข็งแกร่งที่สุดในโลก
บรรณานุกรม :
1. Hong Kong leader apologises after 2 million protesters take to streets. (2019, June 17). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asia/hong-kong-protests-carrie-lam-apologises-2-million-extradition-11632594
2. Hundreds of thousands march in Hong Kong to protest China extradition bill. (2019, June 9). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asia/hundreds-of-thousands-march-in-hong-kong-to-protest-china-11609676
3. Keynote Address: Lee Hsien Loong. (2019, June). IISS Shangri-La Dialogue 2019. Retrieved from https://www.iiss.org/events/shangri-la-dialogue/shangri-la-dialogue-2019
4. Read: Bernie Sanders defines his vision for democratic socialism in the United States. (2019, June 12). Vox. Retrieved from https://www.vox.com/2019/6/12/18663217/bernie-sanders-democratic-socialism-speech-transcript
-----------------------------

unsplash-logoJoel Fulgencio

เบอร์นีย์ แซนเดอร์ส กับแนวคิด “สังคมนิยมประชาธิปไตย”

ทุนนิยมผูกขาดสร้างคณาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่รัฐสวัสดิการเข้มข้นอาจเป็นการโยกอำนาจจากคณาธิปไตยทุนนิยมไปสู่เผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง
            ราวกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานายเบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ วัย 78 ปี (เกิดกันยายน 1941) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครทนำเสนอแนวคิด สังคมนิยมประชาธิปไตย” (Democratic socialism) ตามแบบของตน
ความเหลื่อมล้ำกับเสรีภาพแท้ :
            เบอร์นีย์ แซนเดอร์ส เริ่มต้นด้วยการสรุปสภาพการเมืองอเมริกาปัจจุบันว่ากำลังมุ่งสู่คณาธิปไตยและลัทธิอำนาจนิยมมากขึ้น เป็นที่มาของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยอย่างเหลือเชื่อ มีอำนาจควบคุมหัวใจเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้คนอเมริกันเพียง 3 ครอบครัวที่ครองความมั่งคั่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศโดยนับจากคนยากจนที่สุดขึ้นมา (ล่าสุดมีประชากร 328 ล้านคน) ผู้ร่ำรวยที่สุดเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ครอบครองความมั่งคั่งมากกว่าความมั่งคั่งของประชากร 92 เปอร์เซ็นต์รวมกัน และ 49 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเป็นของคนกลุ่มรวยที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์นั้น (ผลคือคนรวย-รวยขึ้น เหลื่อมล้ำมากขึ้น) สหรัฐอเมริกาอยู่ในยุคเหลื่อมล้ำที่สุดนับจากทศวรรษ 1920 เป็นต้นมา
            คนอเมริกันเกือบ 40 ล้านคนเป็นคนยากจน ทุกคืนมีคนราว 500,000 ต้องนอนข้างถนน (คนไร้บ้าน) ครึ่งหนึ่งของคนอเมริกันใช้เงินแบบเดือนชนเดือน
            เป็นระบบเศรษฐกิจที่พังทลายและไม่ยุติธรรม แม้ตัวเลข GDP ดูดี ตลาดหุ้นแข็งแกร่ง อัตราว่างงานลดต่ำ แต่ชนชั้นกลางกับผู้ใช้แรงงานต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ในขณะที่พวกมหาเศรษฐีคอยเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น
แม้เทคโนโลยีก้าวหน้า ผลผลิตจากกรรมกรเพิ่มสูงขึ้น แต่รายได้เฉลี่ยของกรรมกรอเมริกันไม่ได้สูงกว่ารายได้จริงเมื่อ 46 ปีก่อน หลายคนต้องทำงานหลายจ๊อบเพื่อความอยู่รอด (คำว่ากรรมกรในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนงานด้อยฝีมือเท่านั้น แต่หมายถึงผู้รับจ้างทำงานทุกคน แม้กระทั่งผู้จัดการ สายวิชาชีพ)
            ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่เพียงส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิต การดิ้นรนต่อสู้ ยังมีผลต่ออายุขัยโดยตรง เศรษฐีอเมริกันจะมีอายุยืนยาวกว่าคนจนถึง 15 ปีโดยเฉลี่ย
            คติเรื่องทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน คนขยันมีโอกาสสร้างตนสร้างฐานะ (American Dream) กำลังล่มสลาย ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เยาวชนรุ่นใหม่มีแนวโน้มใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่กว่าบิดารมารดาของตน
            การแก้ปัญหาทุกวันนี้เต็มด้วยอุปสรรคเพราะบริษัทยักษ์ พวกวอลล์สตรีท ชนชั้นปกครองต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ชนชั้นปกครองที่พูดถึงอยู่ในพรรครีพับลิกันกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมในพรรคเดโมแครท
            คนเหล่านี้รวมหัวกันต่อต้านตนเหมือนที่เคยต่อต้านนโยบาย New Deal ของรัฐบาลโรสเวลต์ว่าเป็นพวกสังคมนิยม ต่อต้านนโยบายประกันสุขภาพ (Medicare กับ Medicaid) ที่เริ่มต้นโดยรัฐบาลลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) แต่นโยบายเหล่านี้กลับเป็นที่นิยมและยอมรับในปัจจุบัน
            พวกฉวยโอกาสในทำเนียบขาวยังใช้วิธีการเดิมๆ เบี่ยงเบนปัญหาสำคัญเหล่านี้ไปเป็นเรื่องอื่นๆ ใช้วิธีแบ่งแยกประชาชน สร้างความเกลียดชัง บางครอบครัวถึงกับแตกแยกจากฝีมือของนักการเมือง สร้างกำแพงกั้นพรมแดน ต่อต้านมุสลิม ฯลฯ เราไม่ควรตัดสินการเมืองบนความเกลียดชัง ความคิดแบ่งแยก แต่เลือกด้วยหลักคิดที่มีคุณธรรม มีเมตตา ยุติธรรมและด้วยรัก นี่คือหลักการของสังคมนิยมประชาธิปไตย (Democratic socialism) ที่กำลังนำเสนอ
            80 ปีที่แล้วประธานาธิบดีโรสเวลต์นำเสนอแนวทาง New Deal (รัฐเข้ามาแก้ไขวิกฤต ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกทุนนิยม กระตุ้นการใช้จ่าย สร้างการจ้างงาน ลูกจ้างนายจ้างคนทุกสีผิวทุกกลุ่มอยู่ด้วยกันอย่างสันติ) วันนี้เราจำต้องเดินหน้าให้แนวคิดนี้ดำเนินต่ออย่างสมบูรณ์
เสรีภาพส่วนบุคคลจะต้องอยู่คู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการความเป็นอิสระ ดังที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เสรีภาพทางศาสนา การแสดงออก การรวมกลุ่ม เสรีภาพของสื่อและสิทธิอื่นๆ อเมริกาจะเสรีได้จริงก็ต่อเมื่อไม่อยู่ใต้ทรราชย์อำนาจนิยม (authoritarian tyranny)
            ถึงเวลาแล้วที่เรื่องต่างๆ เหล่านี้จะต้องยกระดับให้ดีขึ้นกว่าเดิม ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิทางเศรษฐกิจพื้นฐานของทุกคน เข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพ เข้าถึงการศึกษาในระดับที่ต้องการ สิทธิในเข้าถึงงานที่ดีได้ค่าแรงเพียงพอแก่การดำเนินชีวิต สิทธิในการซื้อบ้านสมราคา ได้รับการดูแลหลังเกษียณ และสิทธิในการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัย
            สังคมต้องกระจายความมั่งคั่งให้ทั่วถึงกว่านี้ และมองว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
            เหล่านี้คือเป้าหมาย แนวทางของสังคมนิยมประชาธิปไตย เป็นแนวทางที่ก่อประโยชน์ต่อกรรมกรและครอบครัว ให้เสรีภาพแท้ทางการเมืองเศรษฐกิจแก่ทุกผู้ตัวคน
เสียงจากฝ่ายต่อต้าน :
            ฝ่ายต่อต้านวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สอย่างรุนแรงจะโจมตีว่าแนวคิดที่พูดคือการโฆษณาชวนเชื่อของพวกสังคมนิยม ไม่ได้แตกต่างจากนักสังคมนิยมอื่นๆ อย่างคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ใช้แนวทางเดิมที่พยายามใส่ร้ายป้ายสี สร้างกลุ่มคนที่เรียกว่าคณาธิปไตยผู้ควบคุมกิจกรรมแทบทุกด้านของสังคม
            แซนเดอร์สเอ่ยถึงเป้าหมายเรื่องยกระดับสิทธิต่างๆ ตั้งแต่สิทธิเศรษฐกิจจนถึงการประกันสังคม อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัย แต่ไม่เอ่ยว่าหากต้องการได้รับสิทธิมาก ต้องเสียภาษีมากตามด้วย ยิ่งได้สิทธิมากเพียงไรเท่ากับรัฐเข้าควบคุมเงินในกระเป๋าของประชาชนมากเท่านั้น รวมถึงควบคุมการประกอบธุรกิจด้วย และทุกคนต้องเสียภาษีเพิ่มอีกมากเพื่อสิ่งที่บางคนไม่เห็นด้วย เช่น เสียภาษีเพื่อการทำแท้งหรือเสียภาษีเพื่อยาคุมกำเนิด
            ดังที่แซนเดอร์สพูดเองว่าแนวคิดของเขาไปไกลว่าโรสเวลต์ ชี้ว่าคือทำให้แนวทางของโรสเวลต์สมบูรณ์เต็มที่ เช่น โรสเวลต์เอ่ยถึงสิทธิได้รับการศึกษาที่ดี (right to a good education) แซนเดอร์สพูดถึงได้รับการศึกษาสูงสุดเท่าที่ผู้เรียนสามารถไปถึง (complete education)
            การได้รับการดูแลจากรัฐมากหมายถึงรัฐเข้าควบคุมระบบความคิดของคนในสังคมมากตามด้วย เป็นแนวคิดที่ย้อนแย้งกันเองหากต้องการเพิ่มขยายเสรีภาพของปัจเจกกับการที่รัฐบาลเข้าดูแลจัดการสารพัดเรื่อง
            อดีตสหภาพโซเวียตให้สิทธิเสรีภาพอย่างที่แซนเดอร์สเอ่ยถึง ด้วยมีข้อแม้ว่าเสรีภาพของปัจเจกต้องไม่ขัดแย้งรัฐ พูดง่ายๆ คือความต้องการของรัฐอยู่เหนือเสรีภาพประชาชนนั่นเอง (รัฐควบคุมประชาชน ห้ามคนคิดต่าง)
            แซนเดอร์สบอกว่าแนวคิดของตนตั้งบนหลักประชาธิปไตย ส่งเสริมเสรีภาพ แต่การหยิบฉวยความมั่งคั่งของผู้หนึ่งไปมอบให้กับอีกคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ แม้กระทั่งไม่ได้ทำงานเพื่อให้ได้มา เช่นนี้เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการกันแน่
            รวมความแล้วรัฐตามแนวคิดของเขาคือรัฐอำนาจนิยมขนาดใหญ่ที่กดทับเสรีภาพของผู้คน และหากแซนเดอร์สพูดถึงเรื่องคณาธิปไตย แนวคิดของเขาคือการย้ายอำนาจจากพวกคณาธิปไตยกลุ่มหนึ่งไปสู่ทรราชย์อีกแบบ หาได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย
            ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าแนวทางสังคมนิยมล้มเหลว
            นักวิเคราะห์อีกสายเห็นว่าแท้จริงแล้วแนวทางของแซนด์เดอร์สไม่ใช่สังคมนิยมเสียทีเดียว และไม่ได้แปลกใหม่เพราะหลายประเทศฝั่งยุโรปใช้มานานแล้ว เป็นความพยายามกระจายความมั่งคั่งให้ทั่วถึง คำถามใหญ่คือยังทำได้หรือไม่ในศตวรรษที่ 21 นี้ แนวทางรัฐสวัสดิการกำลังสั่นคลอนหากทำอย่างจริงจัง ท้ายที่สุดอาจรักษาไว้ไม่อยู่
            ผลโพลของ Gallup เมื่อปี 2018 ชี้ว่าคนหนุ่มสาวมองแง่บวกต่อสังคมนิยมมากขึ้น ปัญหาคือผู้ที่คิดจะลงคะแนนให้ผู้สมัครที่เป็นนักสังคมนิยมยังไม่มากเท่าไหร่ คนรุ่นใหม่เกลียดคณาธิปไตย ต่อต้านชนชั้นปกครอง แต่ก็ไม่อยากถูกควบคุมด้วยรัฐอย่างเข้มข้น จนขณะนี้กระแสแซนด์เดอร์สยังไม่แรงนักเมื่อเทียบกับการแข่งขันภายในพรรคเมื่อรอบที่แล้ว แต่เป็นโอกาสนำเสนอแนวคิดนี้แก่สังคมอเมริกันอีกครั้ง ในยามที่สังคมกำลังอภิปรายว่าแนวทางเศรษฐกิจแบบใดที่เหมาะสมที่สุด ปัญหาใหญ่ที่กำลังเผชิญในวันนี้คืออะไรและจะแก้ไขอย่างไร
16 มิถุนายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8253 วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2562)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ประธานาธิบดีโอบามามีคำสั่งลงโทษรัสเซีย หลังได้ข้อสรุปว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ด้วยการขโมยและเปิดเผยอีเมลของพรรคเดโมแครท ประเด็นที่ไม่พยายามเอ่ยถึงคืออีเมลเหล่านั้นชี้ว่าผู้ใหญ่ในพรรคเดโมแครทตั้งใจให้ฮิลลารี คลินตันเป็นตัวแทนพรรค คณะกรรมการพรรคจึงบ่อนทำลายคะแนนคู่แข่งคนอื่นๆ จนฮิลลารีได้เป็นตัวแทนพรรคในที่สุด ส่อว่าโอบามากำลังปกป้องระบอบคณาธิปไตย
เรื่องอื้อฉาวของพรรคเดโมแครท คณาธิปไตย และข้อเสนอแนะ
ฮิลลารี คลินตันถูกครหาว่าเข้าควบคุมพรรคก่อนได้เป็นตัวแทนพรรค สะท้อนคณาธิปไตยในพรรค แต่เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ สำคัญว่ายึดถืออุดมการณ์หรือไม่
บรรณานุกรม :
1. Bernie Sanders injects a big idea into the presidential race. (2019, June 12). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/opinions/2019/06/12/bernie-sanders-injects-big-idea-into-presidential-race/?utm_term=.17a2c440dafb
2. Justin Haskins: Comrade Bernie’s American Socialist Dream would be a nightmare. (2019, June 12). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/opinion/justin-haskins-comrade-bernies-american-socialist-dream-would-be-a-nightmare
3. Read: Bernie Sanders defines his vision for democratic socialism in the United States. (2019, June 12). Vox. Retrieved from https://www.vox.com/2019/6/12/18663217/bernie-sanders-democratic-socialism-speech-transcript
4. Sanders lays out his vision for America: finish what Franklin Roosevelt started. (2019, June 12). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2019/jun/12/bernie-sanders-2020-vision-fdr-democratic-socialism
5. Sanders’s Speech About Socialism Was Deeply Unserious. (2019, June 13). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2019/06/what-bernie-sanderss-socialism-speech-ignored/591547/
6. The Left’s Failure to Envision a World Without Capitalism. (2019, June 12). The New Republic. Retrieved from https://newrepublic.com/article/154186/bernie-sanders-democratic-socialist-failure-envision-world-without-capitalism
-----------------------------

unsplash-logoSimone Hutsch

วิสัยทัศน์ความมั่นคงของลี เซียนลุง 2019

หลักสำคัญคือสหรัฐกับจีนต้องประสานงานและร่วมมือกับประเทศอื่นๆ สงครามการค้าไม่สามารถล้มจีน เช่นเดียวกับที่จีนไม่อาจล้มสหรัฐซึ่งจะคงเป็นชาติแข็งแกร่งที่สุดในโลก

            เป็นประจำทุกปีที่นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) จะแสดงปาฐกถาในงานประชุมแชงกรี-ลา (Shangri-La Dialogue) ปีนี้เช่นกัน มีสาระสำคัญดังนี้
            นายกฯ ลีเริ่มต้นด้วยการตั้งประเด็นว่าสิงคโปร์กังวลและอยากรู้ว่าโลกกำลังก้าวสู่ทิศทางใด ทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสันติภาพและความมั่งคั่ง ความสัมพันธ์ทวิภาคีสหรัฐ-จีนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จีนในวันนี้ต่างจาก 40 ปีที่แล้ว เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นประโยชน์ทั้งต่อจีนกับเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง แม้ยังไม่เป็นทุนนิยมเต็มตัวแต่เป็นเศรษฐกิจที่ให้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน จีนเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ ผลิตสินค้ามหาศาลที่ช่วยลดต้นทุนผู้ผลิตอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งยังเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้านานาชาติ ตั้งแต่พวกวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบิน จนถึงไวน์ชั้นดี เช่นเดียวกับผู้บริโภคทั่วโลกที่ซื้อสินค้าสารพัดชนิดจากจีน มักใช้ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีต่างประเทศร่วมด้วย
            ในทางกลับกัน หากจีนยังปิดประเทศน่าจะสร้างปัญหาแก่นานาชาติ จีนในปัจจุบันมีส่วนได้เสียจากระบบโลก เช่นเดียวกับที่มีผลต่อประเทศอื่นๆ ผู้นำจีนมักพูดอย่างหนักแน่นว่าสนับสนุนโลกาภิวัตน์ ระบบโลกที่ยึดกติกา จึงจำต้องพิสูจน์ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่
            ในด้านความมั่นคง ปัจจุบันจีนเป็นมหาอำนาจทางทหารชาติหนึ่ง มีงบกลาโหมสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก จำต้องยับยั้งชั่งใจในการใช้อำนาจและใช้อย่างชอบธรรม
            จีนมีเรื่องขัดแย้งกับหลายประเทศ เช่น การอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ จำต้องแก้ไขด้วยสันติวิธี ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ คำนึงผลประโยชน์แก่นหลัก (core interest) กับสิทธิ์ของประเทศอื่นๆ หากทำเช่นนี้จะสร้างชื่อเสียงว่าเป็นอำนาจผู้มีความรับผิดชอบและน่าเลื่อมใส (benevolent power) ในระยะยาวจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบรรยากาศแห่งมิตรภาพ เป็นชาติทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับในระดับโลก
            ประเทศทั้งหลายต้องปรับตัวเข้ากับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีน ยอมรับว่าจีนกำลังเติบใหญ่ เข้มแข็งขึ้น เป็นการไม่ฉลาดที่จะยับยั้งจีนและเป็นไปไม่ได้ถ้าคิดจะทำเช่นนั้น จีนมีผลประโยชน์อันชอบธรรมที่จะพัฒนาเทคโนโลยีก้าวหน้า อย่างเช่น infocomms กับปัญญาประดิษฐ์ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จีนควรมีบทบาทสำคัญในสถาบันระหว่างประเทศ อย่าง IMF ธนาคารโลก องค์การค้าโลก หาไม่แล้วจีนจะสร้างระบบของตนเอง
            สหรัฐผู้เป็นมหาอำนาจที่ใหญ่กว่าต้องปรับตัวมากกว่าประเทศอื่น ถึงกระนั้นก็ตามจำต้องทำความเข้าใจจีนเสียใหม่และนำจีนเข้าสู่กติกาและบรรทัดฐานปัจจุบัน
            หลักสำคัญคือสหรัฐกับจีนต้องประสานงานและร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ปรับระบบโลกให้เท่าทันบริบท ไม่ใช่ด้วยการล้มระบบ ในการนี้ต่างต้องเข้าใจมุมมองของแต่ละฝ่ายและคำนึงผลประโยชน์ของทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการค้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามใช้เรื่องการค้าเพื่อล้มอีกฝ่าย หรือคิดว่าอีกฝ่ายกำลังทำเช่นนั้น หากเป็นเช่นนี้ปัญหาการค้าจะไม่จบ ผลเสียตามมาจะมากกว่าเรื่อง GDP จะกระทบด้านอื่นด้วย เช่น การลงทุน เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระดับประชาชน เกิดการตอบโต้ไปมา โลกจะแบ่งแยกมากขึ้นและมีปัญหามากกว่าเดิม
            ทุกวันนี้สหรัฐเอ่ยเรื่องการปิดล้อมจีนอย่างเปิดเผยเหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเคยทำกับอดีตสหภาพโซเวียต แนวคิดนี้กระจายเข้าไปในชนชั้นปกครองทุกกลุ่ม พูดกันมากในรัฐสภา กองทัพ สื่อ สถาบันวิชาการ และองค์กรภาคประชาชน แม้กระทั่งในภาคธุรกิจยังมองจีนในแง่ลบ ทั้งๆ ที่พวกเขาเคยสนับสนุนจีนเพราะได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ทุกวันนี้มีทั้งพวกที่สนับสนุนกับพวกต่อต้านการค้ากับจีน
            จีนมองแง่ลบต่อสหรัฐเช่นกัน คิดว่ากำลังกีดกันสิทธิอันชอบธรรมของจีนที่จะบรรลุความใฝ่ฝันของตัวเอง ทั้งยังรู้สึกภัยจากแนวคิด การปะทะกันระหว่างอารยธรรม” (Clash of Civilizations –  จากนักวิชาการอเมริกัน) ระหว่างสหรัฐกับจีน ต่อต้านความพยายามยัดเหยียดค่านิยมและระบบการเมืองแบบอเมริกัน
            ปัญหาพื้นฐานระหว่างสหรัฐกับจีนคือขาดความไว้เนื้อเชื่อใจทางยุทธศาสตร์ต่อกัน (mutual lack of strategic trust) จึงไม่ประนีประนอมหรือเกิดข้อตกลงสันติภาพ แต่จะไม่เหมือนสงครามเย็น (Cold War) เหตุเพราะแม้โครงสร้างการเมืองจีนเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ใช้กลไกตลาดในหลายภาคส่วน โซเวียตต้องการล้มระเบียบโลกส่วนจีนได้ประโยชน์จากระบบโลก จีนในปัจจุบันไม่ส่งออกลัทธิคอมมิวนิสต์อีกแล้ว มุ่งทำธุรกิจกับทุกประเทศ พันธมิตรหลายประเทศของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิกล้วนมีจีนเป็นคู่ค้าใหญ่สุด ประเทศเหล่านี้หวังว่าสหรัฐกับจีนจะสามารถแก้ไขเรื่องที่เห็นต่าง และต้องการเป็นมิตรกับทั้งคู่ หากเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่คงยากจะที่แบ่งแยกว่าใครอยู่ฝ่ายตนหรือฝ่ายศัตรู และยากจะสร้างองค์กรความมั่นคงอย่างนาโตในเอเชียแปซิฟิก
            สงครามการค้าสหรัฐ-จีนไม่น่าจะสามารถล้มระบบเศรษฐกิจจีน เช่นเดียวกับที่จีนไม่อาจล้มสหรัฐซึ่งจะคงเป็นชาติที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ที่สหรัฐกังวลคือจีนจะไล่ตามทัน จีนอาจเหนือกว่าบางเรื่องแต่โดยรวมแล้วต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีจึงสามารถเทียบเคียงอเมริกา
            ลำพังความตึงเครียดที่ยาวนานและเต็มด้วยความไม่แน่นอนจะส่งผลเสียร้ายแรง ประเด็นระหว่างประเทศอย่างสถานการณ์เกาหลี การแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จำต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสหรัฐ-จีนและประเทศอื่นๆ อย่างเต็มกำลัง หากไม่แก้ไขจะสูญเสียโอกาส ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่น่าจะได้
            ดังนั้น จึงต้องหลีกเลี่ยงวิถีแห่งความขัดแย้งที่สร้างความเสียหายแก่ทั้ง 2 ฝ่ายและส่งผลชั่วลูกชั่วหลาน เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้นำทางการเมืองที่จะต้องเสาะหาทางออก หลีกเลี่ยงความเสียหายซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายต่างเผชิญแรงกดดันจากในประเทศ การเมืองอเมริกาที่แบ่งแยกและต่างฝ่ายต่างไม่พอใจอีกฝ่าย ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เชื่อถือโลกาภิวัตน์กับลัทธิพหุภาคีนิยม เป็นแรงกดดันให้ทั้งพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทต่างต้องออกนโยบายที่ไม่สวนความคิดเห็นของสังคม ไม่ว่าประธานาธิบดีท่านต่อไปจะเป็นทรัมป์หรือไม่ก็ตาม
            ผู้นำจีนไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแบบอเมริกาแต่ต้องเผชิญแรงกดดันภายในเช่นกัน ประเด็นปัญหาภายในมีความสำคัญมากกว่า เช่น ความเหลื่อมล้ำของเมืองกับชนบท ปัญหาความยากจนในชนบท ผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ความคาดหวังที่คุณภาพชีวิตจะดีกว่าที่เป็นอยู่
            ผู้นำประเทศทั้ง 2 เลี่ยงภาพลักษณ์ว่าอ่อนแอ สหรัฐต้องแสดงตัวว่าเป็นผู้เหนือกว่าอยู่เสมอ ส่วนจีนจะไม่ยอมรับสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมด้วยมีประวัติศาสตร์ถูกบังคับให้ลงนามสนธิสัญญาทำนองนี้หลายครั้ง การเป็นผู้ได้มากกว่า-น้อยกว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการทำข้อตกลง อย่างไรก็ตามการมีข้อตกลงเป็นประโยชน์แก่ทั้งคู่ และต้องให้สาธารณชนยอมรับด้วย
            องค์การค้าโลกเป็นตัวอย่างสถาบันพหุภาคีนิยมที่ยังไม่สมบูรณ์และในขณะนี้อยู่ในสภาพพิกลพิการ กฎเกณฑ์ต่างๆ ถูกละเมิด อีกทั้งมีประเด็นใหม่ๆ เข้ามาจึงจำต้องปฏิรูป
กรอบแนวคิดของข้อริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"  (Belt and Road Initiative: BRI) เป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ แน่นอนว่าโครงการต่างๆ ภายใต้ BRI จะต้องคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เป็นประโยชน์ระยะยาวต่อหุ้นส่วน และจะต้องเปิดกว้างไม่กลายเป็นขั้วความร่วมมือของใครกลุ่มเดียว เมื่อชาติเอเชียเชื่อมต่อใกล้ชิดจีนมากขึ้นก็จำต้องเพิ่มความร่วมมือกับชาติอื่นๆ อย่างสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นและอื่นๆ พูดอีกอย่างว่า BRI จะต้องนำจีนรวมเข้าระบบโลก ส่งเสริมโลกภิวัตน์ ไม่แบ่งโลกเป็นฝักฝ่ายที่ขัดแย้งกัน สอดคล้องกับหลักคิดของ BRI ที่จีนเป็นผู้ริเริ่ม
เป็นเรื่องปกติที่สหรัฐกับจีนจะสำแดงพลังอำนาจของตนแต่ไม่จำต้องกลายเป็นความขัดแย้ง ควรแสวงหาความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน การประนีประนอมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี การจะคาดหวังให้ชาติอื่นๆ ยึดค่านิยมวัฒนธรรมกับระบบการเมืองเดียวกันไม่สมเหตุผลและเป็นไปไม่ได้ แท้ที่จริงแล้วความแตกต่างหลากหลายของมนุษยชาติคือความเข้มแข็งในตัวเอง ประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าของมนุษยชาติคือการแลกเปลี่ยนแนวคิด การเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากันอย่างต่อเนื่อง
เราต้องร่วมมือกันสร้างโอกาสแก่ทุกประเทศที่จะใช้สติปัญญากับความกล้าหาญเลือกทางที่ถูกต้อง นำสู่การเปิดกว้าง เชื่อมรวมเข้าหากัน บนสันติภาพและความร่วมมือ เพื่อคงไว้ซึ่งความก้าวหน้าและพัฒนาเพิ่มพูนร่วมกัน
9 มิถุนายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8246 วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2562)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ชี้ว่าในปัจจุบันและอนาคตสหรัฐกับจีนยังเป็นตัวแสดงหลักในภูมิภาคเอเชียแปซิก ความมั่นคงของภูมิภาคจึงขึ้นกับความสัมพันธ์ของมหาอำนาจ พร้อมกับที่ประเทศต่างๆ เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น การแข่งขันตามกติกาสากลเป็นแนวทางที่ควรเลือก ข้อพิพาทต่างๆ ควรจัดการควบคุมไม่ให้บานปลาย สันติวิธีคือหนทางที่ดีกว่าการใช้กำลัง
บรรณานุกรม :
Keynote Address: Lee Hsien Loong. (2019, June). IISS Shangri-La Dialogue 2019. Retrieved from https://www.iiss.org/events/shangri-la-dialogue/shangri-la-dialogue-2019.

unsplash-logoPark Troopers

ซาอุฯ ร้องขอนานาชาติโดดเดี่ยวอิหร่านอีกครั้ง

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลซาอุฯ พยายามโดดเดี่ยวอิหร่าน ร้องขอนานาชาติช่วยกันคว่ำบาตรให้รุนแรงจริงจังกว่าเดิม แม้จะเป็นแนวทางที่ดำเนินมาหลายทศวรรษแล้ว เชิดชูความเป็นผู้นำมุสลิมโลกของซาอุฯ
            เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมเกิดเหตุร้ายกับเรือพาณิชย์ 4 ลำแถบชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) โดนทุ่นระเบิดที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียกับสหรัฐชี้ว่าเป็นฝีมืออิหร่าน ถัดมา 1-2 วันเครื่องโดรนจากกองกำลังฮูตีในเยเมนโจมตีสถานีสูบน้ำมัน 2 แห่งของซาอุฯ 2 เหตุการณ์นี้เกิดในช่วงที่ฝ่ายซาอุฯ เอ่ยภัยคุกคามอิหร่านอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลทรัมป์ส่งกองกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินรบเข้าไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป้าหมายคืออิหร่าน
            จากเหตุร้ายดังกล่าวรัฐบาลซาอุฯ ประกาศเรียกประชุมฉุกเฉิน เป็นที่มาของการประชุมคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ(Cooperation Council for the Arab States of the Gulf: GCC) กับสันนิบาตอาหรับเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม
ผลการประชุมสุดยอด GCC :
เนื้อหาแถลงการณ์ GCC มุ่งประเด็นพฤติกรรมอิหร่านที่แทรกแซงเพื่อนบ้าน กล่าวหาอิหร่านเกี่ยวข้องกับเหตุวินาศกรรมที่ชายฝั่ง UAE การโจมตีด้วยโดรน (unmanned aerial vehicles) จากฮูตี มีสาระสำคัญดังนี้
1. กองกำลังฮูตี (Houthi militias) ใช้เครื่องโดรนติดระเบิดโจมตีสถานีสูบน้ำมัน 2 แห่งของซาอุฯ เป็นพฤติกรรมก่อการร้าย เป็นภัยต่อความมั่นคงภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก เพราะมีผลต่อความมั่นคงพลังงานโลก สมาชิก GCC ขอแสดงความเป็นเอกภาพร่วมมือกับซาอุฯ ต่อต้านภัยก่อการร้ายนี้ที่หวังยั่วยุให้ภูมิภาควุ่นวาย สนับสนุนมาตรการที่จะสร้างความมั่นคง เสถียรภาพและบูรณภาพแห่งดินแดน
            2. ที่ผ่านมากลุ่มฮูตีโจมตีซาอุฯ ด้วยขีปนาวุธ 225 ครั้ง เครื่องโดรน 155 ครั้ง
            3. ประณามเหตุวินาศกรรมเรือพาณิชย์ 4 ลำที่ถูกโจมตีแถบชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เป็นภัยต่อการเดินเรือในพื้นที่สำคัญยิ่งยวดของโลก ทำลายความมั่นคงตลาดน้ำมัน ขอให้นานาชาติร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายเช่นนี้อีก
            4. GCC จะเผชิญหน้าภัยคุกคามเหล่านี้อย่างเป็นเอกภาพ
            5. GCC ยึดหลักความมั่นคงร่วม การรุกรานประเทศหนึ่งเท่ากับรุกรานชาติสมาชิกทั้งมวล
6. ขอให้นานาชาติร่วมต้านระบอบอิหร่าน ร่วมคว่ำบาตรให้จริงจังกว่าเดิม สนับสนุนวิธีการใหม่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านมีขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ การพัฒนาขีปนาวุธ (ballistic missile)
7. ขอให้อิหร่านปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติกับกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นและไม่ใช่กำลัง ขอให้อิหร่านหลีกเลี่ยงอันตรายจากสงคราม ยุติการสนับสนุน การเงิน อาวุธแก่กองกำลังต่างๆ องค์กรก่อการร้าย โหมไฟความขัดแย้งนิกายศาสนา ไม่เป็นปรปักษ์กับประเทศอื่น บ่อนทำลายความมั่นคง ไม่คุกคามความปลอดภัยในการเดินเรือ
8. ย้ำความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับ GCC ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ข้อตกลงทวิภาคี เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาค GCC สนับสนุนยุทธศาสตร์สหรัฐต่ออิหร่าน รวมทั้งเรื่องนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ การทำลายความมั่นคงของภูมิภาค การก่อการร้าย กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ กองกำลังฮูตีและองค์กรก่อการร้ายต่างๆ
            9. GCC จะยังคงยึดมั่นสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง รักษาสันติภาพในภูมิภาค ความมั่นคงของตลาดน้ำมันโลก ประณามอิหร่านที่คุกคามการเดินเรือเสรี การขนส่งน้ำมัน ขอให้นานาชาติมีส่วนร่วมในประเด็นเหล่านี้
            ส่วนแถลงการณ์ของสันนิบาตอาหรับมีใจความใกล้เคียง ส่วนที่เพิ่มคือ ชี้ว่าซาอุฯ มีสิทธิอันชอบธรรมตามกฎบัตรสหประชาชาติที่จะป้องกันตนเอง ประณามอิหร่านแทรกแซงวิกฤตซีเรีย มีผลต่ออนาคตประเทศนี้
            โดยรวมแล้วเป้าหมายแถลงการณ์ GCC คือกล่าวโทษอิหร่านต่อเหตุวินาศกรรมเรือพาณิชย์กับเรื่องเครื่องโดรนโจมตีสถานีสูบน้ำมัน พยายามโยงกองกองกำลังฮูตีเข้ากับรัฐบาลอิหร่าน ร้องของการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากชาติสมาชิกสันนิบาตอาหรับ อย่างน้อยขอให้ช่วยกันคว่ำบาตรอิหร่านจริงจังกว่านี้
            ที่น่าสนใจคือเอ่ยถึงวิธีการใหม่ๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าคืออะไรเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนานิวเคลียร์กับขีปนาวุธ
ส่วนประเด็นอื่นๆ เป็นเรื่องเก่า การเป็นปฏิปักษ์กับอิหร่าน การปิดล้อมคว่ำบาตรที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ปฏิวัติอิหร่าน 1979
ท่าทีที่ย้อนแย้ง :
            แม้แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านเลิกทำตัวเป็นปฏิปักษ์เพื่อช่วยกันสร้างสันติภาพ แต่ในอีกด้านกลับไม่เชื่อว่าอิหร่านจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ทั้งๆ ที่รัฐบาลอิหร่านพยายามเข้าหา ขอเจรจาปรับความสัมพันธ์ แต่ฝ่ายซาอุฯ เห็นว่าเป็นถ้อยคำที่เชื่อถือไม่ได้ กลายเป็นประเด็นย้อนแย้งว่าอยากเป็นมิตรกับอิหร่าน แต่ไม่มีวันเป็นไปได้ ด้วยเหตุผลตีตราว่าอิหร่านจะคงนโยบายเป็นศัตรูไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นำสู่ข้อสรุปของกษัตริย์ซัลมานเรียกร้องชาติสมาชิกทุกประเทศต้องร่วมกันเผชิญหน้าด้วยกำลังทุกอย่างที่มีอยู่ ยืนหยัดแนวทางนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
ชัยชนะของฝ่ายซาอุฯ :
            แม้ชาติสมาชิกบางประเทศไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ของสันนิบาตอาหรับบางข้อ บางประเทศซ่อนความไม่พอใจ โดยรวมแล้ว ถือเป็นความสำเร็จอีกครั้งของรัฐบาลซาอุฯ สามารถแสดงความเป็นผู้นำมุสลิมโลก กระชับนโยบายปิดล้อมอิหร่าน กดดันให้หลายประเทศที่เคยดื้อดึงซื้อน้ำมันอิหร่านต้องลดการซื้อหรือหยุดซื้อ (อย่างน้อยชั่วคราว) ยอดส่งออกน้ำมันอิหร่านประจำเดือนพฤษภาหล่นฮวบเหลือ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ลดต่ำจากเดือนที่แล้วเท่าตัว ถ้าดูตัวเลขทั้งปีตัวเลขส่งออกปีที่แล้วอยู่ที่ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เฉพาะเรื่องนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมอิหร่านไม่มากก็น้อย
            เป็นยุทธศาสตร์ปิดล้อมอิหร่านที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ปี 1979 ช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำมุสลิมโลกของรัฐบาลซาอุฯ ภายใต้แนวคิดนี้ซาอุฯ จะไม่เร่งรีบทำลายศัตรูให้ราบคาบ แต่จะค่อยๆ ดำเนินการ มองผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าการทำลายอิหร่าน เพราะการเล่นงานระบอบอิหร่านเป็นเพียงเครื่องมือที่รัฐบาลซาอุฯ ใช้ อีกทั้งฝ่ายซาอุฯ ไม่อาจเป็นผู้เปิดฉากทำสงครามใหญ่ด้วยตัวเองและรัฐบาลสหรัฐยังไม่สนับสนุน
ซาอุฯ จะโจมตีอิหร่านหรือไม่ :
            ฝ่ายซาอุฯ พยายามโหมความรุนแรงของเหตุการณ์ทั้ง 2 ชี้ว่ากระทบต่อเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงด้านพลังงาน ในขณะที่ตลาดโลกไม่ได้ตอบสนองเท่าไหร่ อีกทั้งยังไม่เปิดเผยหลักฐานเหตุวินาศกรรมเรือพาณิชย์ที่อิหร่านประกาศว่าตนไม่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องกองกำลังฮูตีนั้น ฝ่ายซาอุฯ ทำสงครามเต็มรูปแบบกับกลุ่มดังกล่าวหลายปีแล้ว ดังที่ซาอุฯ เผยว่าโดนโจมตีด้วยขีปนาวุธกับเครื่องโดรนนับร้อยครั้ง
            นำสู่คำถามว่าสมเหตุสมผลหรือไม่หากฝ่ายซาอุฯ จะโต้กลับด้วยการโจมตีอิหร่าน แน่นอนว่าฝ่ายซาอุฯ กับพันธมิตร (รวมทั้งสหรัฐ) สามารถทำได้โดยไม่สนใจคำทักท้วงใดๆ ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐหลายชุดโจมตีประเทศอื่นด้วยเหตุผลข้ออ้างของตัวเอง กระทั่งสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา เป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันทั่วไป
            ท้ายที่สุดจึงขึ้นกับตัดสินใจของรัฐบาลซาอุฯ กับพวกว่าจะลงมือจัดการหรือไม่ อย่างไร
ความเป็นไปของโลกเป็นเช่นนี้ ไม่ได้ต่างจากยุคดึกดำบรรพ์เท่าไหร่นัก
            ล่าสุด ไบรอัน ฮุค (Brian Hook) ผู้แทนพิเศษจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่ารัฐบาลสหรัฐจะแสดงหลักฐานโจมตีเรือพาณิชย์ในไม่ช้า พร้อมกับ “ลงมือ” บางอย่างเพื่อส่ง “สัญญาณ” แก่อิหร่าน ทั้งยังเตือนล่วงหน้าว่าพร้อมจะโต้กลับหากอิหร่านโจมตีผลประโยชน์สหรัฐ
            การประชุมสุดยอดเช่นนี้มีส่วนที่เปิดเผยต่อสาธารณชนกับปิดลับ นอกจากประกาศท่าทีแล้ว เป็นโอกาสที่สมาชิกแต่ละประเทศจะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมและหารือลับ พร้อมกับส่งสัญญาณให้เตรียมตัวเตรียมใจว่าแผนขั้นต่อไปคืออย่างไร
2 มิถุนายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8239 วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2562)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง
การแข่งขันช่วงชิงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน
มีแนวคิดว่าแท้จริงแล้วการที่รัฐบาลสหรัฐจ้องเล่นงานอิหร่านเป็นเพราะแรงกดดันจากซาอุดีอาระเบีย ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ กับอิหร่านเป็นการช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยอมกันไม่ได้
ถอดรหัสสัมพันธ์แนบแน่นรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ(1)
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน
บรรณานุกรม :
1. Arab Leaders Condemn Terrorist Actions of Houthi Militias and Iranian Conduct in the Region. (2019, May 31). Saudi Press Agency. Retrieved from https://www.spa.gov.sa/viewfullstory.php?lang=en&newsid=1930104#1930104
2. GCC Extraordinary Summit Issues Final Communique 2 Makkah. (2019, May 31). Saudi Press Agency. Retrieved from https://www.spa.gov.sa/viewfullstory.php?lang=en&newsid=1930057#1930057
3. Iran oil exports slump to 400,000 bpd. (2019, May 30). Rudaw. Retrieved from http://www.rudaw.net/english/middleeast/iran/30052019
4. Saudi king blasts Iran for 'naked aggression' in the Gulf. (2019, May 31). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2019/05/saudi-king-blasts-iran-naked-aggression-gulf-190530200800718.html
5. US stands firm against Iran, it will strike if attacked: Brian Hook. (2019, May 31). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1504336/middle-east
-----------------------------