America First ในอีกมุมมอง (1)

ถ้าสหรัฐไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ นโยบายใดๆ จะเป็นเพียงแค่บรรเทาอาการ โรคร้ายกระจายทั่วร่าง กัดกินจนถึงกระดูก ทำลายแม้กระทั่งจิตวิญญาณรากฐานอเมริกันชน ต่อให้รีเซ็ตระเบียบโลกก็ช่วยไม่ได้

            คอลัมนิสต์จีนวิพากษ์ “ลัทธิคุ้มครองทางการค้า" (trade protectionism) ของทรัมป์ 2.0 สะท้อนมุมมองจีนที่มีต่อรัฐบาลอเมริกัน บทความนี้นำเสนอการวิพากษ์เหล่านั้น พร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้

พฤติกรรมบีบบังคับของนักเลงโลก:

            ท่าทีกับพฤติกรรมภายใต้หลัก "America First" ของทรัมป์ แสดงตัวเป็นนักเลงโต เช่น ข่มขู่ผนวกดินแดนของประเทศอื่น ใช้ภาษีตอบโต้เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ นานาชาติตื่นตระหนก ตลาดหุ้นตลาดทุน บริษัทเอกชน แม้กระทั่งประชาชนพากันตกใจ

            "America First" ของทรัมป์ 2.0 ตอกย้ำว่าสหรัฐมองโลกเป็นสมรภูมิแห่งผลประโยน์ ใครมีกำลังมากกว่าคนนั้นได้ ไม่สนใจว่าคนอื่นเสียอะไร แม้กระทั่งพันธมิตรใกล้ชิด บางคนจึงตีความว่าทรัมป์เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็นรัฐมาเฟีย (mafia state)

            วิเคราะห์: การประกาศอย่างเปิดเผยว่าต้องการครอบครองกรีนแลนด์ อยากเข้าควบคุมคลองปานามา แคนาดาต้องสิ้นชาติเพื่อเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ เหล่านี้ควรเป็นพฤติกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยโลกหรือ รัฐบาลสหรัฐที่พร่ำสอนว่าต้องการสันติภาพ ชี้นำให้นานาชาติรักษากฎระเบียบตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลับละเมิดอธิปไตยตามกฎบัตรสหประชาชาติ พฤติกกรรมเช่นนี้ชวนให้นึกถึงนาซีมากกว่า

            ไม่เพียงเท่านี้ รัฐบาลสหรัฐถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก ข้อตกลงปารีส (Paris Climate Accord) ตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ประหลาดแท้ที่รัฐบาลฝ่ายประชิปไตยทำเช่นนี้ สวนทางนานาชาติที่ร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก พยายามช่วยกันแก้ไขภาวะโลกร้อน ร่วมมือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามกำลัง พฤติกรรมเหล่านี้ ชวนให้ตั้งคำถามว่า “โลกจะน่าอยู่ขึ้นเพราะระบอบเสรีประชาธิปไตย” หรือไม่

            ที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เชื่อเรื่องภาวะโลกร้อน ไม่ยอมรับงานวิจัยผลกระทบสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งจากสถาบันวิจัยชั้นนำของสหรัฐ ตรงข้ามกับรัฐบาลเดโมแครทอย่างไบเดน โอบามา ที่สนับสนุนข้อตกลงปารีส พยายามแสดงตัวเป็นผู้นำโลกแก้ปัญหาโลกร้อน เรื่องนี้เป็นพฤติกรรมที่น่าคิดใช่ไหม เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ภาวะนำของสหรัฐเสียหายหนักในสายตาโลก

            รัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ด้วยเหตุผลต้องการนำการผลิตกลับสู่ประเทศ อ้างว่าเพื่อนบ้านไม่ควบคุมคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่ปราบปรามยาเสพติด เป็นการนำการค้าระหว่างประเทศเข้าพัวพันกับปัญหาสังคมของอเมริกัน ปัญหาอุตสาหกรรมของตน

            ทั่วโลกรู้จัก iPhone ว่าเป็นของสหรัฐ แต่ไม่มีสักเครื่องที่ผลิตในประเทศนี้ ทำไมไม่ถามบริษัทผู้ผลิตว่าเหตุใดจึงไม่ตั้งโรงงานในอเมริกา รัฐบาลจีนหลอกเอกชนให้ลงทุนมหาศาล ตั้งโรงงานใหญ่ที่สุดในโลกที่จีนหรือ หรือว่านี่คือหลักทุนนิยมเสรีทั่วไป ที่ตอนนี้รัฐบาลสหรัฐผู้นำทุนนิยมเสรีกำลังละเมิดหลักการนี้ เหมือนพวกอำนาจนิยมมากขึ้นทุกที

            บริษัทเอกชนก่อนจะเปิดโรงงานในต่างแดนต้องคิดอย่างรอบคอบ รายงานของ AmCham China เมื่อปี 2025 ระบุว่า 48% ของบริษัทสหรัฐที่สำรวจ ให้จีนเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของจุดหมายปลายทางการลงทุนระดับโลก 53% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในปีนี้

            ความตั้งใจที่จะให้เอกชนอเมริกันกลับไปตั้งโรงงานในประเทศตัวเอง มีมานานมากแล้ว มีก่อนหน้ารัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ส่วนที่ทำได้ทำไปนานแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือผลลัพธ์ของอดีต สิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้คือหลักฐานในตัวเอง

            ข้อเสนอจีนคือ สหรัฐควรกลับไปพิจารณาตัวเอง ทบทวนคุณค่าและความเชื่อ จริงๆ แล้วสหรัฐเป็นอย่างไร ยึดถือสิ่งใด ควรยึดหลักการที่ถูกต้องกว่านี้หรือไม่

            จีนอาจพูดผิด แต่ถ้าสหรัฐไม่แก้ต้นตอปัญหา นโยบายใดๆ ที่ทำจะเป็นเพียงแค่การบรรเทาอาการ เปลี่ยนอวัยวะบางชิ้นที่โรคร้ายกระจายทั่วร่างและค่อยๆ ซึมลึก กัดกินจนถึงกระดูก ทำลายแม้กระทั่งจิตวิญญาณรากฐานอเมริกันชน ต่อให้รีเซ็ตระเบียบโลกก็ช่วยไม่ได้

            อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) กล่าวถึงตำแหน่งประธานาธิบดีว่า “การพูดความจริงเป็นหลักศีลธรรมสำคัญ (basic moral values)” “การเคารพกฎหมายอยู่ในคำสาบานก่อนประธานาธิบดีทุกคนเข้าทำงาน”

            “ข้าพเจ้าคิดว่าประธานาธิบดีต้องพูดความจริง พูดเพื่อสร้างสันติภาพ และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม” “ดังนั้น ความเท่าเทียมกัน สันติภาพและความจริง และความยุติธรรมพื้นฐาน (basic justice) คือหลักศีลธรรมที่ข้าพเจ้าคิดว่า (ประธานาธิบดี) ทุกคนต้องมี”

            คำว่า “ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม” หมายถึงปฏิบัติต่อคนต่างชาติด้วย

ความเป็นเจ้าคืออยุติธรรม:

            ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าสหรัฐเสียเปรียบทางการค้า บางประเทศใช้มาตรการทุ่มตลาด บิดเบือนค่าเงิน จึงขาดดุลมหาศาล จำต้องคืนความยุติธรรมแก่สหรัฐ ด้วยภาษีเพื่อลดการนำเข้า ส่งเสริมการผลิตในประเทศ เพิ่มการจ้างงาน ผลคือสหรัฐรุ่งเรือง คนอเมริกันกินดีอยู่ดี

            เมื่อทรัมป์ 2.0 ขึ้นภาษีศุลกากรกว่าร้อยประเทศทั่วโลก เรื่องนี้ถูกวิจารณ์ว่าตรรกะวิบัติ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ยึดกฎแห่งป่า โลกในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐนั้นโหดร้าย ป่าเถื่อน จิตใจไม่พัฒนา ยังยึดสัญชาติญาณคนเถื่อน และพยายามสร้างระเบียบโลกบนกฎคนเถื่อนเช่นนี้

            ควรให้โลกในศตวรรษที่ 21 เป็นเช่นนี้หรือ

          รัฐบาลสหรัฐเรียกร้อง “fair trade” การค้าที่เท่าเทียมและเป็นธรรม แต่ที่ทำจริงๆ คือไม่ยึดกติกาการค้าเสรีขององค์การค้าโลก

            ตามตำราเศรษฐศาสตร์ตะวันตก การค้าเสรีที่เสรีที่สุดคือ การค้าเสรีภายใต้องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) มุ่งลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อส่งเสริมการไหลเวียนของสินค้า บริการ และการลงทุนอย่างเสรีและเป็นธรรมมากขึ้น เชื่อว่าการค้าที่เปิดกว้างทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผลลัพธ์สุดท้ายคือยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก

            นี่คือสิ่งที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลสหรัฐกับพวกพยายามพร่ำบอกนานาชาติไม่ใช่หรือ

            เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) เคยอธิบายการจัดระเบียบโลกของสหรัฐ ว่าคือการส่งผ่าน แนวคิดรัฐบาลที่มาจากผู้แทนราษฎรอย่างเสรี เป็นแนวคิดเสรีภาพ ประชาธิปไตย ภายใต้ความเชื่อที่ว่าแนวคิดเหล่านี้จะจรรโลงความยุติธรรม สันติภาพอันยั่งยืน ตลาดเสรีจะยกระดับปัจเจกชน สังคมมั่งคั่ง เกิดระบบเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แทนการแข่งขันดังเช่นศัตรู

            ระเบียบโลกที่สหรัฐกำลังสร้างใหม่คือการค้าทวิภาคีที่ยึดสหรัฐเป็นศูนย์กลาง ควบรวมนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐ พยายามแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข้าสู่สถานการณ์สงครามเย็นใหม่ เป้าหมายคือรักษาความเป็นเจ้าของตน

            นักวิชาการหลายสถาบันฟันธงว่า นโยบายดังกล่าวจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมทั้งที่สหรัฐ เพิ่มภาระทางเศรษฐกิจ เพิ่มความทุกข์แก่ประชาชน แม้กระทั่งต่อพลเมืองอเมริกัน แต่จนถึงวันนี้ผู้นำอเมริกาพูดตรงข้าม ชี้ว่าเงินเฟ้อไม่เป็นปัญหา สินค้าบางรายการถูกลง แต่คำพูดเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วว่า “เป็นเท็จ”

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป:

            นับวันรัฐบาลสหรัฐถอยห่างจากประชาธิปไตยตะวันตก หันหลังให้การค้าเสรีตามกติกา WTO ที่ตนกับพวกเป็นแกนนำจัดตั้งขึ้นมา

            ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลสหรัฐจะยอมรับความจริง คนอเมริกันจะตื่นตัว ค้นหาความจริงว่า ลึกๆ แล้ว ประเทศหรือสังคมที่มีคุณค่าหมายถึงอย่างไร ยึดถืออะไร จึงจะมั่งคั่งมั่นคงยั่งยืน

          บัดนี้นานาชาติตื่นตัว ควรหรือยอมให้ศตวรรษที่ 21 เป็นโลกที่ประเทศผู้มีอำนาจมากกว่าสามารถทำตามใจชอบ กระทำอย่างอยุติธรรมต่อประเทศอื่นๆ หรือควรสร้างระเบียบโลกที่ตั้งบนกฎเกณฑ์ ที่มีความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากขึ้น

            ถ้าสหรัฐวิกฤต เศรษฐกิจสังคมปั่นป่วน เรื่องนี้กระทบหลายประเทศทั่วโลก นานาชาติควรให้ความช่วยเหลือ ร่วมมือในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นพาประเทศตัวเองเข้าสู่วิกฤตแทนสหรัฐ ถ้ารัฐบาลสหรัฐคิดปกป้องตัวเอง นานาชาติก็คิดเช่นกัน

            สังคมอเมริกันควรเริ่มที่การแก้ไขตัวเอง เปลี่ยนทัศนคติการบริโภคเกินตัว เสรีภาพที่นำสู่การทำลายตัวเอง ใช้ระบอบการเมืองเศรษฐกิจที่เจริญยั่งยืน นี่ต่างหากที่ควรเรียกว่า "America First"

25 พฤษภาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10417 วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568)

---------------

บรรณานุกรม :

1. Commentary: Coercion-first only makes America the world's super-bully. (2025, April 29). Xinhua. Retrieved from https://en.people.cn/n3/2025/0429/c90000-20309000.html

2. If Trump can achieve North Korea peace, he would be Nobel-worthy: Carter. (2018, May 23). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/05/23/asia-pacific/politics-diplomacy-asia-pacific/trump-can-achieve-north-korea-peace-nobel-worthy-carter/#.WwTbGO6FPZ4

3. Kissinger, Henry. (2014). World Order: Reflections on the Character of Nations and the Course of History. New York: Penguin Group.

4. U.S. tariffs: The world needs cooperation, not division. (2025, April 30). Xinhua. Retrieved from https://en.people.cn/n3/2025/0430/c90000-20309796.html

5. U.S. tariffs: The world needs justice, not hegemony. (2025, April 30). Xinhua. Retrieved from https://en.people.cn/n3/2025/0430/c90000-20309566.html

-----------------

สหรัฐกระชับอำนาจโลกด้วยกำแพงภาษี

ฉากใหญ่ที่สำคัญกว่าคือรัฐบาลสหรัฐกำลังจัดระเบียบโลกใหม่ โดยใช้การค้าระหว่างประเทศเป็นตัวเปิดหน้า เงื่อนไขของสหรัฐกับจีนกำลังสู้กัน นานาชาติกำลังปรับตัว

            12 พฤษภาคม 2025 รัฐบาลสหรัฐกับจีนบรรลุข้อตกลงการค้า เนื้อหาข้อตกลงระบุว่าทั้งคู่ตระหนักความสำคัญของความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างกันและเศรษฐกิจโลก ตระหนักเศรษฐกิจของแต่ละฝ่ายที่มุ่งความยั่งยืน ยึดความสัมพันธ์ระยะยาว จะเปิดตลาดให้แก่กัน ร่วมมือด้วยความเคารพกันและกัน

            สหรัฐปรับลดภาษีศุลกากรต่อจีนจาก 145 เหลือ 30% ส่วนจีนปรับลดจาก 125 เหลือเพียง 10% ระงับมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษี  มีผลบังคับใช้ 90 วัน ขยายเวลาให้ 2 ฝ่ายเจรจาเพิ่มเติม

ความรุนแรงที่อยู่ในการควบคุม:

            ข้อตกลงนี้เป็นอีกหลักฐานชี้ชัดว่าสหรัฐถอนตัวจากการค้าเสรี ตามกติกาองค์การค้าโลก จากนี้ไปการค้ากับประเทศคู่ค้าเป็นการเจรจาทวิภาคี และเป็นมากกว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะในการหารือรัฐบาลสหรัฐจะพ่วงด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ให้ซื้อพลังงานฟอสซิลกับอาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ เป็นแนวทางเดียวกับไบเดน ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางทหาร

            จากข้อตกลงดังกล่าว ทั่วโลกชื่นชมและคลายความกังวล นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าเศรษฐกิจคงไม่ถดถอยแล้ว ภาพรวมโลกไม่แย่อย่างที่คิด แต่ในอีกมุม มองข้อตกลงการค้า 12 พฤษภาคม ตอกย้ำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน เพราะนโยบายกำแพงภาษีไม่ใช่เรื่องใหม่ ทรัมป์สมัยแรกขึ้นภาษีสินค้าจีน 20-30% ตั้งแต่ครั้งนั้นถูกตีความว่าเป็นสงครามการค้า

            รัฐบาลถัดมาหรือสมัยไบเดนคงภาษีที่กำหนดโดยรัฐบาลทรัมป์หลายส่วน ทั้งยังขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มหลายรายการ โดยเฉพาะพวกรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ แผงโซล่าเซลล์ และเซมิคอนดักเตอร์

            ด้วยข้อตกลงล่าสุด ทรัมป์ 2.0 ขึ้นภาษี 30% ภาษีรอบนี้จะรวมเข้ากับภาษีที่มีอยู่แล้วราว 20-30% ที่ขึ้นตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก รวมแล้วฐานภาษีศุลกากรต่อจีนล่าสุดคือ 50-60% บางรายการเก็บสูงกว่านี้ และยกเว้นบางรายการ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ iPhone

            ข้อสรุปคือ รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจะรีพับลิกันหรือเดโมแครทล้วนทำสงครามการค้ากับจีน ทรัมป์ 2.0 ยกระดับความรุนแรงขึ้นเท่าตัว ศึกนี้ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่รัฐบาลสหรัฐสมัยที่ 3 และอาจรุนแรงขึ้นอีกก็เป็นได้

            ข้อตกลงนี้ยังชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐผู้เปิดฉากมาตรการกำแพงภาษี ใช้เครื่องมือนี้ภายใต้การควบคุม ไม่บ้าระห่ำอย่างที่บางคนเข้าคิด ไม่ทำสงครามการค้าโดยไม่คำนึงความสูญเสีย ควรตีความว่าเป็นเทคนิคการพูด การเจรจาของทรัมป์ ที่สุดแล้วประธานาธิบดีทรัมป์คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา คะแนนความนิยมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งตัวทรัมป์ สส. สว. พรรคต่างหวังชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป จะคำนึงแต่ความต้องการของพวก MEGA พวกคิดสุดโต่งไม่ได้

            เป็นเรื่องตลกถ้าคะแนนนิยมเสียหายหนักเพราะพยายามแก้ปัญหาชาติ ในทางกลับกันทรัมป์ 2.0 ได้แสดงตัวแล้วว่าพยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจังแล้ว

            ภาพความโกรธกริ้วของผู้นำสหรัฐ วาจาดุเดือดเผ็ดร้อน แม้สะท้อนความเป็นทรัมป์ แต่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เหนือภาพลวงตามีผลประโยชน์ มีอำนาจอื่นที่รัฐบาลต้องใส่ใจ

            ถ้ามองให้พ้นภาพลวงตา กำแพงภาษี 10% นั้นนานาชาติยอมรับได้ (ไม่มีใครขึ้นภาษีตอบโต้ ยกเว้นบางรายการที่เป็นกรณีเฉพาะ เช่น รถ EVs) เช่นเดียวกับที่จีนบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐ

            Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลังกล่าวหลังการเจรจาว่า “ทั้งคู่ต่างไม่ต้องการตัดขาดความสัมพันธ์” ยังต้องการทำการค้าต่อกัน สหรัฐยังต้องการสินค้าจีน เช่นเดียวกับที่จีนต้องการขาย

            เป็นอีกครั้งที่ชี้ว่า ปัจจัยความคิดเห็นของพลเมืองอเมริกันสำคัญ ใช่ว่ารัฐบาลจะทำได้ทุกอย่างที่ต้องการ ก่อนจะทำสงครามใหญ่ต้องคิดว่ามีผลต่อประชาชนมากน้อยเพียงไร สามารถควบคุมความเห็น การเคลื่อนไหวของประชาชนได้หรือไม่

การค้าสหรัฐ-จีนไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว:

            ตอนต้นที่สหรัฐขึ้นภาษี ทางการจีนแสดงท่าทีขึงขัง ไม่ยอมเจรจา ย้ำจุดยืนคือขอให้สหรัฐและทุกฝ่ายระงับการขึ้นภาษีตอบโต้ ให้กลับไปสู่ที่เดิม

            แต่เมื่อจีนเปิดประตูเจรจาก็บรรลุผลเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว จีนยอมเก็บภาษีน้อยกว่า คือที่ 10% คล้ายทรัมป์สมัยแรก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์การค้าสหรัฐ-จีนในทรัมป์ 2.0 แรงขึ้นเท่าตัว ฐานภาษีศุลกากรต่อจีนคือ 50-60%

            ทางการจีนประกาศชัดว่าพอใจการประชุม ขอให้สหรัฐรักษาท่าทีนี้ต่อไป ยอมรับว่าสหรัฐเผชิญปัญหาและจำต้องแก้ไข

            รัฐบาลจีนพอใจจริงหรือไม่คาดเดายาก แต่อย่างน้อยลดจาก 145 เหลือ 30% สถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดี เพิ่มเวลาอีก 90 วันช่วยให้ทุกฝ่ายมีเวลาปรับตัวมากขึ้น ทบทวนบริบทตัวเองกับสถานการณ์โลก

            ด้านทรัมป์ชี้ว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จ จีนเสียหายหนักมากและต้องการเจรจาอย่างยิ่ง

            หลายปีที่ผ่านมา สินค้าจีนอยู่ท่ามกลางการกีดกันจากสหรัฐ จำต้องปรับตัวเรื่อยมา ในสถานการณ์ล่าสุดจีนปรับเปลี่ยนการซื้อขายหลายอย่าง เช่น นำเข้าพลังงานฟอสซิสจากแคนาดาแทนสหรัฐ เพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดจากบราซิล แม้มีข้อตกลงฉบับนี้ใช่ว่าจีนต้องเลิกซื้อจากแคนาดากับบราซิล และหากการตัดสินใจอยู่ที่เอกชน ยิ่งต้องคำนึงเรื่องอื่นๆ นอกเหนือข้อตกลงของรัฐบาล

            ถ้ามองย้อนหลังไกลกว่านี้ ตั้งแต่ 8-9 ปีก่อนหรือทรัมป์สมัยแรก การค้าจีน-สหรัฐปรับเปลี่ยนเรื่อยมา บริษัทเอกชนที่โดนกำแพงภาษีล้วนหาทางออก เช่น ย้ายฐานการผลิตไปต่างแดน กระจายฐานการผลิตในหลายประเทศ ลดพึ่งพาตลาดสหรัฐ ผลจากทรัมป์ 2.0 น่าจะทำให้เอกชนทั่วโลกระมัดระวังตลาดสหรัฐมากขึ้น หาทางเลี่ยงต่อไป

            ถ้าวิเคราะห์ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ จีนย่อมตระหนักว่าโลกกำลังแบ่งแยกมากขึ้น สหรัฐกับพวกจะปิดล้อมจีนเข้มข้นขึ้น ลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พยายามโดดเดี่ยวจีนมากที่สุด

ปัญหาขาดดุลการค้าสหรัฐยังอยู่:

            ไม่ว่าจะมองกรอบใหญ่หรือกรอบเล็ก (สหรัฐกับจีน) สหรัฐจะขาดดุลต่อไป เพียงแต่ชะลอตัวลง ดังนั้นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจยังอยู่ เพียงแต่ยืดเวลาออกไป ตราบเท่าที่สหรัฐต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก เป็นเรื่องแก้ยากเพราะพยายามแล้วหลายรัฐบาล พยายามหลายสิบปีแล้วแต่ไม่สำเร็จ

            คาดว่าสิ้นไตรมาส 3 หรือสิ้นปีนี้ จะเห็นภาพปัญหาขาดดุลภายใต้ทรัมป์ 2.0 ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อถึงตอนนั้น ค่อยดูว่าสหรัฐจะทำอย่างไร

ฉากเล็กในฉากใหญ่:

            สงครามการค้าสหรัฐ-จีนเป็นฉากเล็กในฉากใหญ่ ฉากใหญ่ที่สำคัญกว่าคือรัฐบาลสหรัฐกำลังจัดระเบียบโลกใหม่ โดยใช้การค้าระหว่างประเทศเป็นตัวเปิดหน้า สร้างสถานการณ์ให้ดูรุนแรง น่ากังวล ไม่แน่นอน บัดนี้หลายสิบประเทศทั่วโลกต่อคิวเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐ หลายประเทศเตรียมซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่มเติม ยอมสงบอยู่ใต้อำนาจมากขึ้น ทั้งนี้การเจรจาน่าจะกินเวลายาวนาน เพราะครอบคลุมทุกด้านทุกเรื่อง ขึ้นกับว่ารัฐบาลสหรัฐนำประเด็นใดขึ้นมาพูด และสหรัฐสามารถปรับเปลี่ยนข้อตกลงได้เสมอ จนกว่าจะพอใจ ไม่มีข้อตกลงใดที่ยั่งยืนยาวนาน นี่คือภาวะความเป็นเจ้าของประเทศนี้นั่นเอง

            นับเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐกระชับอำนาจโลกของตนอย่างงดงาม

            ด้านจีนปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ของตน กำลังเป็นผู้นำการค้าเสรีตามกติกาองค์การค้าโลก เป็นประเทศที่น่าเชื่อถือ น่าร่วมมือมากกว่า เงื่อนไขของสหรัฐกับจีนกำลังสู้กัน นานาชาติกำลังปรับตัว

18 พฤษภาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10410 วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคมพ.ศ. 2568)
-----------------


บรรณานุกรม :

1. China urges U.S. to cancel "reciprocal tariffs": commerce ministry. (2025, April 13). Xinhua. Retrieved from https://english.news.cn/20250413/e9eb274039da4b2ab53798816cdafdc9/c.html

2. Full text: Joint Statement on China-US Economic and Trade Meeting in Geneva. (2025, May 12). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202505/1333852.shtml

3. Trump’s Tariffs: Where Things Stand. (2025, May 12). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/economy/trade/trump-tariffs-list-products-canada-mexico-china-b41351df?mod=economy_lead_pos3

4. What the U.S.-China Tariff Rollback Means for the American Economy. (2025, May 12). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/economy/trade/what-the-u-s-china-tariff-rollback-means-for-the-american-economy-7bfc05f6?mod=economy_lead_pos2

5. Xinhua Commentary: China-U.S. trade talks offer relief, reassurance to global economy. (2025, May 12). Xinhua. Retrieved from https://english.news.cn/20250512/051db376e4674dd7ab23d6013d7628fb/c.html

-----------------

อาเซียน+3 ผนึกกำลังต้านลัทธิคุ้มครองทางการค้า

อาเซียนไม่โดดเดี่ยวมีจีนกับญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่ม ช่วยให้สมาชิกผ่านพ้นมรสุมได้ดียิ่งขึ้น และน่าจะเห็นความร่วมมือที่เน้นเฟ้นและเป็นรูปธรรมตามมา

            พฤษภาคม 2025 แถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 28 (Joint Statement of the 28th ASEAN+3 Finance Ministers’ and Central Bank Governors’ Meeting) ประกาศจุดยืนและท่าทีต่อกำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 อาเซียนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้

ต่อต้านลัทธิคุ้มครองทางการค้า:

            แถลงการณ์ร่วมฯ เริ่มต้นด้วยการบรรยายว่าเศรษฐกิจภูมิภาคดำเนินด้วยดี เงินเฟ้อลดลง การบริโภคภายในแข็งแกร่ง ส่งออกโดยรวมเข้มแข็ง ฟื้นตัวจากโรคระบาดโควิด-19 จีดีพีรวมปี 2025 น่าจะอยู่ที่ 4% อาจต่ำกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ที่อยู่ 4.2-4.3% สามารถปรับตัวเข้ากับบริบทที่เปลี่ยนแปลง แต่มองอนาคตว่าไม่แน่นอน

            “ลัทธิคุ้มครองทางการค้า" (trade protectionism) คือต้นเหตุสำคัญของความไม่แน่นอนในอนาคต นำสู่การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ ทำให้การค้าการลงทุน การไหลของทุนเปลี่ยนไป เศรษฐกิจชะลอตัว

ยึดมั่นพหุภาคีนิยม:

            ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อาเซียน+3 เรียกร้องให้ภูมิภาคเป็นเอกภาพและร่วมมือกันเผชิญหน้าความไม่แน่นอนนี้ ปรับตัวรับมือสถานการณ์ในวันข้างหน้า โดยยึดความยึดหยุ่นรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้า รวมทั้งความอ่อนไหวของระบบการเงินโลก แต่ละประเทศต้องมีมาตรการรับมือ

            ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ชัดว่าผลภายทางเป็นอย่างไร อาเซียน+3 ยืนยันยึดมั่นพหุภาคีนิยม (multilateralism) ที่ตั้งบนกติกา ไม่เลือกปฏิบัติ แต่เปิดเสรี ยุติธรรม รวมทุกประเทศเข้ามา ยึดความเท่าเทียม เป็นระบบการค้าพหุภาคีที่โปร่งใส มีองค์การค้าโลกเป็นแกนหลัก ยึดมั่นความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ที่อาเซียน+3 เป็นสมาชิก

            วิเคราะห์: รัฐบาลสหรัฐพูดพร่ำเสมอว่าขอให้นานาชาติ ยึดนโยบายสร้างระเบียบการค้าที่ตั้งอยู่บนกติกา แต่กลับละเมิดแนวทางทุนนิยมการค้าเสรี ละเมิดหลักองค์การค้าโลก การถอยห่างการค้าเสรีนี้ไม่ได้เริ่มในทรัมป์ 2.0 ในสมัยไบเดนก็ถอยห่างเช่นกัน รัฐบาลไบเดนถือนโยบายการค้าหลายอย่างที่สอดคล้องกับทรัมป์สมัยแรก

            รัฐบาลสหรัฐมักพูดว่าต้องการสร้าง “ระเบียบการค้าที่ตั้งอยู่บนกติกา” จึงมีคำถามว่าคืออย่างไรกันแน่ เห็นชัดว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังใช้พลังเศรษฐกิจเพื่อเป้าหมายการเมืองระหว่างประเทศ เจาะจงเล่นงานบางประเทศที่ถูกตีตราว่าเป็นปรปักษ์ และพร้อมฉีกกติกาการค้าที่ตนร่างขึ้น

            ด้วยเหตุนี้นานาชาติกับเอกชนทั่วโลกจึงตีตราว่า รัฐบาลสหรัฐไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท นี่คือ American decline ที่แท้จริง

ความร่วมมือทางการคลัง:

          ประการแรก ร่วมความเข้าใจสถานการณ์โลก

            บทบาทพื้นฐานคือ ส่งเสริมการอภิปราย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในเรื่องการคลัง แนวทางการบริหารจัดการด้านการคลัง

            ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง และรับมือสังคมคนสูงวัย ตั้งเป้าเพิ่มความร่วมมือด้านนี้มากขึ้น

            อาเซียน+3 สร้างกลไกความร่วมมือบางอย่าง เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์โลกที่เกี่ยวข้อง ได้บทสรุปร่วมกัน เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก สามารถร่วมกันจัดการปัญหาทันท่วงที แถลงการณ์ร่วมฯ ที่ต่อต้านลัทธิคุ้มครองทางการค้าฉบับนี้คือผลงานของกลไก

          วิเคราะห์: ถ้ายึดแถลงการณ์ร่วมฯ ความร่วมมืออาเซียน+3 เน้นหารือ แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ เป็นไปได้หรือไม่หากสถานการณ์กดดันมากกว่านี้ ความร่วมมือจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น เป็นอีกทางเลือกให้กับสมาชิกที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิก และอาจทำภายใต้กรอบ RCEP ที่มีอยู่แล้ว

            เป็นอีกทางเลือกนอกเหนือจากกลุ่มบริคส์ (BRICS) ที่ถูกวิพากษ์ว่าเป็นปรปักษ์กับสหรัฐอย่างชัดเจน เช่น ตั้งใจลดใช้ดอลลาร์ นโยบายสร้างสกุลเงินตนเอง มีระบบชำระเงินของตนเองที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นตามลำดับ

            มกราคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศห้ามเลิกใช้ดอลลาร์ในการค้าโลก ประเทศใดขัดขืนจะเจอกำแพงภาษี 100%

            กรอบความร่วมมือทางการคลังอาเซียน+3 ในอนาคตคงไม่เข้มข้นเท่า BRICS เป็นแนวทางแบบอาเซียน ที่เน้นความยืดหยุ่น ไม่บังคับ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง เป็นอีกช่องหนึ่งในยามที่ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยน อนาคตไม่แน่นอน รัฐบาลสหรัฐพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ตามความต้องการของตน

          ประการที่ 2 CMIM

            ปฏิบัติตามข้อตกลง Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM) หรือข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ภายใต้กรอบอาเซียน+3 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค

            ให้ความสำคัญต่อกลไกการเงินเร่งด่วน (Rapid Financing Facility: RFF) โดยรวมสกุลเงินที่สามารถใช้ได้อย่างเสรีและมีคุณสมบัติเหมาะสม ให้เป็นสกุลเงินหลักภายใต้ CMIM (กลไกนี้ไม่สร้างสกุลเงินใหม่ เน้นให้ความสำคัญกับบางสกุล) เป้าหมายดั้งเดิมคือ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิก ที่ประสบปัญหาด้านดุลการชำระเงิน หรือขาดแคลนสภาพคล่องในระยะสั้น เป็นกลไกเสริมจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

            ที่มาของ CMIM คือ วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชีย ปี 1997-1998 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายประเทศในภูมิภาค รัฐบาลในสมัยนั้นนึกถึงกลไกช่วยเหลือทางการเงินนอกเหนือจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม กล่าวได้ว่า CMIM คือความช่วยเหลือระดับภูมิภาคนั่นเอง ดึงความช่วยเหลือจากจีนกับญี่ปุ่นที่ฐานะการคลังเข้มแข็งกว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่า

          ประการที่ 3 โครงการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย

            โครงการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Markets Initiative: ABMI) เป้าหมายหลักคือ พัฒนาตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาคเอเชีย ให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนการพึ่งพาการระดมทุนด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียว โครงการนี้คืบหน้าตามลำดับ ในอนาคตน่าจะมีบทบาทมากขึ้น ทำให้จีนกับญี่ปุ่นมีบทบาทต่อตลาดพันธบัตรเอเชียนี้

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป:

            ยุทธศาสตร์ทรัมป์ 2.0 สร้างความปั่นป่วน ความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์โลก ASEAN+3 ช่วยให้อาเซียนไม่โดดเดี่ยว อย่างน้อยมีมหาอำนาจเศรษฐกิจจีนกับญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่ม น่าจะช่วยให้อาเซียนผ่านพ้นมรสุมครั้งนี้ได้ดียิ่งขึ้น และน่าจะเห็นความร่วมมือที่เน้นเฟ้นและเป็นรูปธรรมตามมาอีกมาก

            ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าจีนกับญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญ อาจถูกตีความว่าอาเซียนเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น มีจุดยืนต่อต้านลัทธิคุ้มครองทางการค้าร่วมกัน

            อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีบริบทของตัวเอง มีความท้าทายของตัวเอง บางประเทศใกล้ชิดสหรัฐมากกว่า นโยบายระดับประเทศจึงไม่ตรงกันเสียทีเดียว การเป็นสมาชิกอาเซียนไม่ใช่คำตอบแก้ทุกปัญหาเบ็ดเสร็จ รัฐบาลต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่เป็นธรรม พัฒนาศักยภาพแรงงานและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทักษะ เหล่านี้เป็นบางประเด็นที่ต้องทำอย่างจริงจัง ถ้าตัวเองไม่แก้ไข สุดท้ายก็ต้องรับผลที่ตนทำไว้ พึ่งหวังประเทศอื่นอย่างเดียวไม่ได้

11 พฤษภาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10403 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคมพ.ศ. 2568)

-------------------

บรรณานุกรม:

1. ASEAN. (2025, May 4). Joint Statement of the 28th ASEAN+3 Finance Ministers’ and Central Bank Governors’ Meeting. Retrieved from https://asean.org/wp-content/uploads/2025/05/Final-Draft-of-Joint-Statement_28th-AFMGM3-clean_20250504.pdf

2. 'Replace dollar, face 100% tariff': Donald Trump's threat to members of BRICS, which includes India. (2025, January 31). Hindustan Times. Retrieved from https://www.hindustantimes.com/world-news/us-news/replace-dollar-face-100-tariff-donald-trumps-threat-to-members-of-brics-which-includes-india-101738293018060.html

-----------------

ตรรกะวิบัติของกำแพงภาษีทรัมป์ 2.0

นักวิชาการหลายคนชี้ว่าหลักกำแพงภาษีทรัมป์ไม่ถูกต้อง ตรรกะวิบัติชัดเจน สร้างผลเสียมากกว่าผลดี ประเทศต่างๆ ต้องคิดให้ดีว่าควรเพิ่มการค้ากับใครดี

            นโยบายกำแพงภาษีไม่ใช่เรื่องใหม่ ทรัมป์สมัยแรกเคยใช้กับบางประเทศแล้ว ขึ้นภาษีสินค้าจีน 20-30% เพื่อลดขาดดุลการค้า ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ตั้งแต่ครั้งนั้นถูกตีความว่าเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

            ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลถัดมาหรือสมัยไบเดนคงภาษีที่กำหนดโดยรัฐบาลทรัมป์ไว้หลายส่วน ทั้งยังขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มหลายรายการ โดยเฉพาะพวกรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ แผงโซล่าเซลล์ และเซมิคอนดักเตอร์

            รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจะรีพับลิกันหรือเดโมแครทล้วนทำสงครามการค้ากับจีน

3 ใน 4 ยอมรับแล้วว่าสินค้าแพงขึ้น:

            เมษายน 2025 Gallup รายงานผลสำรวจพบว่า ชาวอเมริกัน 53% คิดว่าสภาพการเงินของตนแย่ลง แย่สุดนับจากปี 2001 เป็นต้นมา เป็นผลจากการขึ้นภาษีศุลกากรหลายสิบประเทศ 58% คิดว่าตลาดหุ้นในอีก 6 เดือนหน้ายังคงย่ำแย่ 48% คิดว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่น่าดีดังคาด เงินเฟ้อพุ่ง งานดีๆ หายาก

            ในรายละเอียด พวกรีพับลิกันมองสภาพการเงินของตนดีขึ้นเมื่อทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ส่วนใหญ่ยังมองอนาคตในแง่ดี ส่วนพวกเดโมแครทมองแง่ลบ หลายคนตื่นตระหนกจากนโยบายของทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

            ไม่ว่าทรัมป์ 2.0 จะชี้แจงอย่างไร ย้ำผลดีในระยะยาว หลายภาคส่วนสะท้อนผลลบออกมาแล้ว โดยเฉพาะด้านจิตวิทยา

ตรรกะวิบัติของกำแพงภาษีทรัมป์ 2.0:

            นักวิเคราะห์ได้รวบรวมเหตุผลที่ชี้ว่านโยบายกำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 นั้นไม่ชอบธรรม ไม่สมเหตุผล ดังนี้

          ประการแรก ขึ้นภาษีสินค้าที่ไม่มีหรือผลิตไม่ได้

            ไม่มีประเทศใดปลูกหมดทุกอย่าง ล้วนต้องนำเข้าผลผลิตเกษตรบางอย่าง จากประเทศอื่นที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกพืชชนิดนั้นมากกว่า สินค้าเกษตรหลายอย่างที่สหรัฐไม่ปลูก เช่น กล้วยหอม กาแฟ พวกนี้มาจากการนำเข้าเท่านั้น

            ทำนองเดียวกับแร่ธาตุหลายชนิดที่จำต้องนำเข้า

            การเก็บภาษีสินค้าพวกนี้มีแต่สร้างภาระแก่อุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าและต่อผู้บริโภค ยิ่งภาษีสูงเท่าใดสุดท้ายคนอเมริกันต้องควักเงินจ่าย

            ถ้าผลิตเพื่อส่งขายเท่ากับรัฐเพิ่มต้นทุนให้กับสินค้า

          ประการที่ 2 ไม่ควรผลิตสินค้าแรงงานราคาถูก

            นโยบายที่จะผลิตสินค้าทุกอย่างเป็นแนวทางที่ผิดพลาด สินค้าบางอย่างใช้แรงงานราคาถูก ไม่เหมาะกับประเทศที่ค่าแรงสูง นี่คือเหตุผลสหรัฐเลิกผลิตสินค้าจำพวกตุ๊กตา เสื้อผ้า รองเท้า

            ในมุมเอกชน รัฐบาลทรัมป์มาแล้วก็ไป ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลชุดหน้าจะยังคงส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตสินค้าราคาถูก ใช้แรงงานมาก การลงทุนกว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลาหลายปี เอกชนจึงเห็นว่าไม่ควรเสี่ยง ดังนั้นไม่ว่าจะตั้งกำแพงภาษีกี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่จูงใจ

          ประการที่ 3 โดนโต้กลับ

            รัฐบาลสหรัฐย้ำเหตุต้องขึ้นภาษี ในทำนองเดียวกันประเทศอื่นมีเหตุผลต้องตอบโต้เช่นกัน รัฐบาลสหรัฐทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อคนอเมริกัน รัฐบาลประเทศอื่นต้องทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อคนของเขาเช่นกัน

            ผลคือหลายประเทศโต้กลับด้วยกำแพงภาษี และเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ บัดนี้หลายประเทศแสดงออกชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐไม่น่าเชื่อถือ นี่คือ American decline ที่แท้จริง

          ประการที่ 4 ไม่เพิ่มการจ้างงานมากอย่างที่คิด

            ประธานาธิบดีทรัมป์มักพูดว่าต่างชาติแย่งงาน ตนกำลังนำงานนับแสนตำแหน่งกลับคืน ผู้เชี่ยวชาญให้คำตอบว่าหากนำการผลิตพวกนั้นกลับมา เมื่อคำนวณต้นทุนแรงงาน บริษัทจะต้องผลิตโดยใช้เครื่องจักรเกือบทั้งหมด ผลคือไม่ต้องการแรงงานจำนวนมาก อีกทั้งมีคำถามว่าแรงงานที่มีทักษะสูงขนาดนั้นมีมากพอหรือไม่

          ประการที่ 5 ทำให้เศรษฐกิจโตช้าและอาจถดถอย

            นักเศรษฐศาสตร์คำนวณแล้วว่าการเก็บภาษีจำนวนมากช่วยลดขาดดุลการค้า แต่สินค้าแพงทำให้การจับจ่ายซื้อของลดลง และเนื่องจากจีดีพีสหรัฐขึ้นกับการบริโภคภายในเป็นหลัก จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม ทำให้โตช้าและอาจถดถอย

          ประการที่ 6 ภาษีตอบโต้ไม่ควรตั้งบนฐานการขาดดุล

            ตามหลักเศรษฐศาสตร์ อัตราภาษีตอบโต้หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ไม่ควรตั้งบนฐานการขาดดุลการค้า แต่ให้ตั้งบนผลิตภัณฑ์ (คิดเป็นรายตัว) ดังนั้นการตั้งกำแพงภาษีหลายสิบประเทศเท่ากัน 10% จึงผิดหลักการชัดเจน

            และควรคำนวณโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังหลายปี (ทรัมป์ใช้ปีเดียว) เพื่อได้ค่าเฉลี่ยที่เหมาะสม เนื่องจากตัวเลขขาดดุลแต่ละปีมักขึ้นๆ ลงๆ

          ประการที่ 7 นักลงทุนนานาชาติไม่เชื่อถือ

            การขึ้นกำแพงภาษีฝ่ายเดียวละเมิดกติกาการค้าเสรีของ WTO และฉีกข้อตกลงการค้าอื่นๆ ที่ทำกับหลายประเทศ ไม่เพียงทำลายความน่าเชื่อระหว่างรัฐ ยังทำให้นักลงทุนนานาชาติไม่เชื่อถือสหรัฐอีกต่อไป ใครจะประกันได้ว่าในอนาคตรัฐบาลสหรัฐจะทำอะไรอีก ข้อตกลงใดๆ ที่ทำไว้ถูกฉีกทิ้งได้เสมอ

            เอกชนอ่อนไหวต่อกำไรขาดทุน การจะตัดสินใจลงทุนต้องคิดรอบคอบ สหรัฐกลายเป็นความเสี่ยงภัยที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษ หากจะทำการค้าด้วยต้องเตรียมตัวล่วงหน้าว่าสามารถรับความเสี่ยง ปรับลดสัดส่วนลงทุนหรือทำการค้าแต่น้อย พร้อมรับความเสียหายส่วนนี้

          ประการที่ 8 ควรทำการค้ากับใครดี... สหรัฐหรือจีน

            ตอนนี้ที่การค้าระหว่างสหรัฐ-จีนส่อว่าจะลดลงอย่างมาก สหรัฐต้องการนำเข้าสินค้ามากมายแทนสินค้าจีน ในแง่หนึ่งเป็นโอกาสที่ดีแก่ประเทศที่หวังเพิ่มการส่งออก แต่ในอีกด้านต้องตระหนักว่า จุดยืนสหรัฐคือห้ามใครเกินดุล เมื่อเกินดุลสหรัฐจะเรียกร้องบางอย่าง อาจเป็นการขึ้นภาษีหรืออื่นๆ ดังนั้นหากจะค้าขายเพิ่มเติม ต้องคำนึงผลที่ตามมา สุดท้ายรัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องคิดให้ดีว่าควรเพิ่มการค้ากับใครดี

เพราะเชื่อทรัมป์แบบไม่ลืมหูลืมตา:

            คนที่ติดตามสถานการณ์โลกจะรู้ว่าตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง สถาบันเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ล้วนเตือนว่านโยบายกำแพงภาษีจะสร้างความเสียหายต่อสหรัฐและโลก แต่ทรัมป์ยืนยันว่านโยบายของเขาถูกต้อง จึงเดินหน้าท่ามกลางเสียงคัดค้านทั้งจากในและต่างประเทศ

            ในอีกด้านต้องยอมรับว่า ทรัมป์มีผู้สนับสนุนอย่างเหนียวแน่นหลายล้านคน พวก MAGA กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์มองฝ่ายตรงข้ามพูดผิดหมด ประสงค์ร้ายต่อทรัมป์ จึงรับฟังแต่ทรัมป์เท่านั้น รับสื่อข้างเดียว ล่าสุดพวกที่สนับสนุนทรัมป์อย่างเข้มแข็งยังคงเชียร์รัฐบาลอย่างเหนียวแน่น คิดแบบทรัมป์ว่าที่สุดแล้วจะกลายเป็นผลดี ทำกำไรแก่ประเทศนับแสนล้านดอลลาร์

            ในเวลาไม่ถึง 100 วันของประธานาธิบดีคนใหม่ คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่ลงคะแนนให้ทรัมป์ผิดหวังอย่างรุนแรง บัดนี้คนอเมริกันหลายรัฐประท้วงรัฐบาลเป็นประจำทุกสัปดาห์ สาเหตุสำคัญมาจากตรรกะวิบัติของกำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 นั่นเอง

            เหตุการณ์นี้คงช่วยให้คนอเมริกันฉลาดขึ้น ไม่ฟังความข้างเดียว ไม่สนับสนุนแบบไม่ลืมหูลืมตา รู้จักแยกแยะว่าในแต่ละเรื่องผู้นำประเทศพูดจริงหรือพูดเท็จ หลักการที่ตนยึดถือเหมาะสมหรือไม่ ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ถูกต้องมากน้อยเพียงใด

            รวมความแล้ว นักวิชาการหลายคนชี้ว่าหลักกำแพงภาษีทรัมป์ไม่ถูกต้อง ตรรกะวิบัติชัดเจน สร้างผลเสียมากกว่าผลดี ในมุมมองที่กว้างขึ้นควรพิจารณามากกว่าหลักเศรษฐศาสตร์ มีประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจการค้า

4 พฤษภาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10396 วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคมพ.ศ. 2568)

------------------

บรรณานุกรม :

1. 15 reasons these Trump tariffs are a mistake. (2025, April 9). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2025/04/15-reasons-these-tariffs-are-a-mistake/

2. Americans' Economic, Financial Expectations Sink in April. (2025, April 21). WSJ. Retrieved from https://news.gallup.com/poll/659630/americans-economic-financial-expectations-sink-april.aspx