ฮ่องกงโมเดล 1 ประเทศ 2 ระบบที่ผันผวน

ถ้าอยากเข้าใจนโยบายจีนต่อฮ่องกงจะต้องมองกรอบกว้างด้วย รัฐบาลจีนปกครองพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรอีกราว 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแล หวังให้ฮ่องกงเป็น 1 ประเทศ 2 ระบบที่เป็นแบบอย่างที่ดี
ชาวฮ่องกงนับแสนชุมนุมประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างฮ่องกงกับจีน เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับคุ้มครองที่ดีพอหากถูกส่งตัวไปจีน ผู้เข้าร่วมชุมนุมประกอบด้วยทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ บางคนใช้สัญลักษณ์ร่มสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชุมนุมในอดีต
            การชุมนุมที่เต็มด้วยพลังเปลี่ยนจากต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นข้อเรียกร้องอื่นๆ บางคนเรียกร้อง “ปลดปล่อยฮ่องกงจากการเป็นอาณานิคมจีน” รวมความแล้วต้องการขยายความเป็นประชาธิปไตยและการปกครองตนเอง เป็นอิสระจากรัฐบาลปักกิ่งมากขึ้น บนความเชื่อว่าเช่นนี้แล้วคนฮ่องกงจะได้สิ่งดีที่สุด
ชีวิตที่ปกติสุขหรือประชาธิปไตย :
            ประเด็นที่ถกกันมากคือบางคนให้ความสำคัญกับรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย บริหารประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตย กับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์การปกครอง” ต้องการสังคมที่สงบสุข ทุกคนดำเนินชีวิตตามปกติสุข
            พวกที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยจะตั้งข้อสรุปว่าถ้าไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยถือว่าผิด ต้องทำทุกทางเพื่อมุ่งสู่ประชาธิปไตยแท้ แต่ระหว่างทางสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ ประสบการณ์ของหลายประเทศพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยากจนลง ลำบากมากขึ้น รัฐบาลภายใต้ประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตไม่ได้บริหารประเทศเพื่อประชาชนจริง
            พวกที่ให้ความสำคัญกับชีวิตปกติสุข เห็นว่าสิ่งที่ตนต้องการคือสังคมที่ไม่วุ่นวาย เศรษฐกิจเดินหน้า ทุกคนมีหน้าที่การงาน ระบอบการปกครองจะเป็นประชาธิปไตย กึ่งประชาธิปไตย หรือค่อนไปทางอำนาจนิยมก็ได้ ระบอบประชาธิปไตยไม่เป็นประโยชน์อันใดหากตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่แต่นำสู่การทำลายตนเอง การมุ่งให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยกลายเป็น “กับดักประชาธิปไตย” สังคมถดถอย วุ่นวายไม่รู้จบ แต่กลับสู่ข้อโต้แย้งว่าเพราะไม่เป็นประชาธิปไตย สังคมจึงตกต่ำดังที่เป็นอยู่
            ประเด็นสำคัญคือคำถามที่ว่า ทำไมต้องมีระบอบการปกครอง ในยุคปัจจุบันการปกครองควรมีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใด อะไรที่ชาวบ้านคนธรรมดาต้องการและสิ่งเหล่านั้นคือความผาสุกยั่งยืนหรือไม่
ผู้ประท้วงมองฮ่องกง รัฐบาลมองประเทศ :
            ผู้ประท้วงจะคิดอย่างไรก็ได้แต่รัฐบาลจีนมีหลักยึดของตนเอง เช่น อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ปกป้องความมั่นคงทางการเมืองและสังคม ต่อต้านการประกาศอิสรภาพของไต้หวันและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนต่างๆ ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเล ในอวกาศ ระบบไซเบอร์ ผลประโยชน์จีนในต่างแดน
จีนถือว่าปัจจุบันปกครองแบบ สังคมนิยมประชาธิปไตย (socialist democracy) หมายถึงการปกครองที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตประจำวันตามสมควร สามารถเลือกเรียน เลือกงานทำ เลือกคู่ครอง เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจส่วนตัวตามกรอบกฎหมาย แต่อำนาจการปกครองอยู่ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ คอยกำกับควบคุมชี้นำการเมืองเศรษฐกิจสังคม ฯลฯ
            มีข้อมูลว่าชาวจีนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองสู่ประชาธิปไตย หากการเคลื่อนไหวเป็นเหตุให้สังคมวุ่นวาย ขาดเสถียรภาพ   แต่เห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้งผู้ปกครอง ให้เกิดการแข่งขันภายใต้ระบอบที่เป็นอยู่
ฮ่องกงโมเดลตัวอย่างแก่ส่วนอื่นๆ ของจีน :
            ถ้าอยากเข้าใจนโยบายจีนต่อฮ่องกงจะต้องมองกรอบกว้างด้วย
คน 3 จำพวกที่รัฐบาลจีนเห็นว่าเป็นภัยคือพวกผู้ก่อการร้าย พวกแบ่งแยกดินแดนและพวกสุดโต่ง (extremism) พื้นที่สำคัญคือเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uighur Autonomous Region) ที่คนอุยกูร์กับชาติพันธุ์มุสลิมอื่นๆ มักเคลื่อนไหวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล ร่วมมือกับกลุ่มมุสลิมนอกประเทศ บางคนเข้าพวกกับ ISIS และผู้ก่อการร้ายหลากหลายกลุ่มในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะพวกสุดโต่งที่เรียกว่า East Turkistan Islamic Movement (ETIM) มีแนวคิดจัดตั้งเป็นรัฐอิสลาม (Islamic state of East Turkestan) แยกตัวออกจากจีน ทางการจีนตรวจสอบติดตามความเคลื่อนไหวของสมาชิกกลุ่มอย่างใกล้ชิด จำกัดการเดินทาง การปฏิบัติศาสนกิจ
            ถ้าเทียบฮ่องกงกับเขตปกครองตนเองอุยกูย์ สถานการณ์อุยกูย์น่าเป็นห่วงมากกว่า มีเหตุใช้ความรุนแรงเป็นระยะ
            ธิเบตเป็นอีกพื้นที่อันตราย ชาวธิเบตจำนวนหนึ่งยังคงต่อต้านการปกครองโดยรัฐบาลจีน หลายคนจุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงรัฐบาล เป็นพื้นที่ตัวอย่างที่แม้ผ่านมากว่า 50 ปีแต่ยังมีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น
            ไต้หวันเป็นอีกส่วนที่รัฐบาลจีนต้องการนำเข้าสู่ 1 ประเทศ 2 ระบบ หลายสิบปีที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองและคนไต้หวันแบ่งออกเป็น 2 พวก คือพวกที่ไม่เห็นด้วยกับการอยู่ใต้จีน กับพวกที่เห็นตรงข้าม ในระยะหลังคนไต้หวันที่ไม่เห็นด้วยกับ หลักการจีนเดียว(one-China principle – จีนกับไต้หวันเป็นหนึ่งเดียว) เพิ่มมากขึ้น
            เมื่อคนฮ่องกงประท้วง คนไต้หวันเคลื่อนไหวสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา
            นักวิชาการเริ่มเอ่ยถึงประวัติศาสตร์เทียนอันเหมิน พยายามคาดการณ์ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ แน่นอนว่ารัฐบาลจีนจะไม่ลังเลหากมี “ความจำเป็น” แต่บริบทฮ่องกงต่างจากสมัยนั้นมาก หากการชุมนุมโดยรวมยังสงบก็ไม่มีเหตุที่รัฐบาลจีนจะปราบปราบเด็ดขาด
            บางคนอาจสำคัญผิดคิดว่าฮ่องกงสำคัญยิ่งในสายตารัฐบาลจีน เป็นศูนย์การเงินนานาชาติแห่งหนึ่ง ฮ่องกงมีความสำคัญในฐานะเขตปกครองพิเศษภายใต้แนวทาง 1 ประเทศ 2 ระบบ รัฐบาลจีนจะพยายามรักษาไว้ แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างแก่ไต้หวัน นานาชาติ
            แต่รัฐบาลจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่านั้น มีประชากรอีกราว 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแล
ที่สุดแล้วขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ชุมนุมประท้วงว่าต้องการให้จบด้วยความรุนแรงหรือไม่
ความเป็นอยู่ของประชาชนคือภัยคุกคามสำคัญ :
            มองให้ไกลกว่าความเป็นประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมคือชีวิตความเป็นอยู่
            ภัยคุกคามต่อจีนคือการที่รัฐบาลไม่สามารถทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และต้องเปรียบเทียบกับประเทศทุนนิยมด้วย เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าสังคมนิยมยังดีสำหรับตน ปัจจุบันคนจีนมีโลกทัศน์กว้างขึ้นและถูกต้องชัดเจนมากขึ้น แต่ละปีคนจีนนับล้านได้ท่องเที่ยวต่างประเทศ รับข้อมูลจากประชาคมโลก รัฐไม่อาจห้ามการพูดแบบปากต่อปากหรือการสื่อสารส่วนตัว
ตั้งแต่เศรษฐกิจจีนพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ชาวชนบทแม้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นแต่พวกที่อยู่ในเมืองจะมีรายได้สูงกว่า พวกที่อยู่ในเมืองยังแบ่งเป็นพวกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี กับพวกแรงงานกรรมกรที่มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่า สภาพเช่นนี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
            ฮ่องกงคืออีกภาพสะท้อน ชาวฮ่องกงบางส่วนไม่พอใจกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตน พาลคิดว่าถ้าได้ปกครองตนเอง ตัดสินอนาคตตนเองน่าจะดีกว่านี้ การชุมนุมรอบนี้เป็นเพียงการชุมนุมของอีกปีหนึ่งเท่านั้น
            ปี 1997 ฮ่องกงกลับคืนสู่อธิปไตยจีน กำหนด 50 ปีที่รัฐบาลจีนให้เสรีภาพภายใต้การปกครองของรัฐบาลจีน เป็นการมองที่ยาวไกลมากหากคิดว่าเมื่อครบ 50 ปีฮ่องกงจะสูญเสียอิสรภาพ เสรีภาพ เพราะกว่าจะถึงวันนั้นภายในประเทศจีนน่าจะเปลี่ยนไปเช่นกัน อาจดีขึ้นหรือแย่ลง เป็นไปได้ทุกอย่าง
            สิ่งสำคัญที่คนฮ่องกงควรทำคือ ถืออดีตเป็นบทเรียน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด และมุ่งเป้าสู่อนาคตที่ดีกว่ายั่งยืนกว่า เช่น พัฒนาตัวเองเป็นประชากรโลก (มากกว่าคำว่าเป็นคนฮ่องกง) เป็นประชากรคุณภาพสูง สามารถแข่งขันและอยู่ในโลกวันนี้และอนาคตอย่างเป็นสุข เชื่อว่ารัฐบาลจีนพร้อมจะสนับสนุนหากคนฮ่องกงมุ่งหน้าสู่ทางนี้ภายใต้ระบอบสังคมนิยมแบบจีน เป็นฮ่องกงโมเดลที่ควรสนับสนุน
25 สิงหาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8323 วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2562)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
เมื่อสิ้นยุคประธานเหมา จีนเปิดประเทศต้อนรับการลงทุน การสัมพันธ์กับต่างชาติ ค่านิยมความงามแบบตะวันตกเริ่มเข้ามา จีนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านความงามของโลก สตรีจีนใช้จ่ายเพื่อความงามมากกว่าหลายประเทศจนน่าตกใจ บ่งบอกความเป็นพวกวัตถุนิยม กำลังถอยห่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โฉมหน้าความงามของสาวจีนสะท้อนโฉมหน้าสังคมนิยมจีนในปัจจุบันและอนาคต
เป็นครั้งแรกใน 65 ปีที่เจ้าหน้าที่รัฐไต้หวันกับเจ้าหน้าที่รัฐจีนได้ประชุมหารืออย่างเป็นทางการ หลังจาก 2 ฝ่ายได้กระชับความสัมพันธ์ในหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นถกเถียงลึกๆ ยังเป็นเรื่องการรวมชาติ แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์มาโดยตลอด และเห็นว่าควรกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่านี้ แม้ว่าไต้หวันจะเป็นผู้ออกหน้าก็ตาม
บรรณานุกรม :
1. Central Intelligence Agency. (2018). China. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/ch.html
2. Full Text: China's National Defense in the New Era. (2019, July 24). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2019-07/24/c_138253389.htm
3. Hesterman, Jennifer L. (2013). The Terrorist-Criminal Nexus: An Alliance of International Drug Cartels, Organized Crime, and Terror Groups. New York: CRC Press.
4. Hong Kong activists call on G20 leaders to help 'liberate' city. (2019, June 26). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-hongkong-extradition-activists/hong-kong-activists-call-on-g20-leaders-to-help-liberate-city-idUSKCN1TR0AD
5. Hong Kong leader warns city in a 'very dangerous situation'. (2019, August 5). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/hong-kong-leader-warns-city-in-a-very-dangerous-situation/a-49892202
6. Hundreds of thousands march in Hong Kong to protest China extradition bill. (2019, June 9). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asia/hundreds-of-thousands-march-in-hong-kong-to-protest-china-11609676
7. Jie, Chen. (2013). A Middle Class Without Democracy: Economic Growth and the Prospects for Democratization in China. New York: Oxford University Press.
8. Jones, Handel. (2010). CHINAMERICA: The Uneasy Partnership that Will Change the World. USA: McGraw-Hill.
9. Saunders, Phillip C. (2014). China’s Role in Asia: Attractive or Assertive? In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland : Rowman & Littlefield.
10. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
11. Taiwan rejects ‘one-China principle' as support for independence rises: poll. (2019, January 22). Taiwan News. Retrieved from https://www.taiwannews.com.tw/en/news/3622244
12. U.S. State Department. (2018, September).  Country Reports on Terrorism 2017. Retrieved from https://www.state.gov/documents/organization/283100.pdf
13. Zhang, Qingmin. (2011). China’s Diplomacy. Singapore: Cengage Learning Asia.
-----------------------------

unsplash-logoRatapan Anantawat

วิพากษ์ความคิดรัฐบาลสหรัฐผู้ล้างสัญญานิวเคลียร์ INF

การล้มสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) เปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐสามารถยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ของตนใหม่ทั้งหมด คงความเป็นเจ้าโลกด้านอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปอีกนาน
            บทความนี้วิพากษ์ความคิดรัฐบาลสหรัฐผู้ล้างสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) ผ่านมุมมองของรัฐบาลรัสเซียกับจีน ดังนี้
ตุลาคม 2018 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐไม่อาจปล่อยให้รัสเซียละเมิดสนธิสัญญาฝ่ายเดียวและผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ด้วยเหตุนี้สหรัฐจะขอยกเลิกสนธิสัญญา ด้านรัสเซียยืนยันไม่ได้ละเมิดแต่อย่างไร
ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสหรัฐกับรัสเซียถอนตัวออกจาก INF อย่างเป็นทางการ นับจากนี้เป็นต้นไป 2 ประเทศสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางกับใกล้ที่ติดตั้งบนภาคพื้นดินได้อีกครั้ง
คำกล่าวหาและข้อโต้แย้งกรณีรัสเซีย :
ข้ออ้างเบื้องต้นของรัฐบาลสหรัฐคือรัสเซียไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาเป็นเหตุให้สหรัฐต้องถอนตัว สมมุติว่าข้อกล่าวหาเป็นจริง นิวเคลียร์พิสัยกลางที่รัสเซียสร้างมีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีผลต่อดุลอำนาจนิวเคลียร์เท่าไรนัก ในทางกลับกันต้องติดตามต่อว่าในอนาคตหากฝ่ายสหรัฐกับรัสเซียประจำการนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้อย่างจริงจังจะส่งผลต่อสมดุลนิวเคลียร์หรือไม่ สู่คำตอบที่ว่าใครกันแน่เป็นผู้ทำลายสมดุลนิวเคลียร์ ทำให้โลกต้องหวาดผวากับสงครามนิวเคลียร์มากกว่าเดิม
            ประเด็นที่น่าสนใจกว่าคือฝ่ายที่ต่อต้านรัสเซียมักอ้างเรื่องที่รัสเซียพัฒนานิวเคลียร์ สร้างอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ๆ เป็นภัยคุกคามสหรัฐ เหตุที่รัสเซียทำเช่นนั้นเพราะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสหภาพโซเวียตเป็นรัสเซียนั้น กองทัพขาดงบประมาณ ระบบอาวุธต่างๆ ขาดการซ่อมบำรุง ไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตามที่ควร จำนวนตัวเลขที่มีอยู่อาจเป็นตัวเลขหลอกตา ไม่มีอานุภาพจริง
อีกสาเหตุคือเมื่อยุโรปตะวันออกรวมทั้งประเทศที่แยกตัวออกจากรัสเซีย เช่น ยูเครน ประเทศเหล่านี้ปลดประจำการอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐเข้ามาช่วยเหลือการปลดอาวุธ เรียนรู้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุรู้จักเทคโนโลยี ความลับของอาวุธเหล่านี้ และพัฒนาระบบป้องกันที่สามารถสกัดอาวุธนิวเคลียร์รุ่นเก่า
ดังนั้น หากรัสเซียต้องการกองกำลังนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริงจะต้องพัฒนาและสร้างรุ่นใหม่ Sergey Shoigu รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าวว่ารัฐบาลตั้งเป้าจะประจำการขีปนาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ (strategic nuclear forces) รุ่นใหม่ให้ได้ร้อยละ 90 ภายในปี 2020 และประจำการขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ (Strategic Missile Force) รุ่นใหม่ให้ได้ร้อยละ 62 ภายในปี 2020
            เป็นการยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ใหม่เกือบทั้งหมด แน่นอนว่ารัสเซียตั้งใจคงความเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์
ในมุมมองที่กว้างขึ้น รัสเซียชี้ว่าการถอนตัวจาก INF เหมือนกับที่สหรัฐถอนตัวจากสนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธ (Anti-Ballistic Missile Treaty: ABM treaty) เมื่อปี 2002 เพียงฝ่ายเดียว และไม่ต่างจากนโยบาย“นาโตขยายตัว” (NATO expansion) ทั้งหมดคือการขยายอำนาจด้านความมั่นของสหรัฐ ปิดล้อมรัสเซียแม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดแล้ว
            ในมุมมองของรัสเซีย การถอนตัวจาก INF คือการรุกคืบอีกครั้งจากฝ่ายสหรัฐ ทั้งๆ ที่รัฐบาลทรัมป์พูดว่าอยากลดอาวุธนิวเคลียร์ การจะรู้ว่าใครตั้งใจลดอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ดูได้จากการเจรจาและผลการเจรจา ล่าสุดรัฐบาลปูตินแสดงท่าทีพร้อมเจรจาอีกครั้ง ชี้แจงว่าใช้งบกลาโหมด้านนิวเคลียร์ 48,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐใช้งบประมาณด้านนิวเคลียร์ปีละกว่า 700,000 ล้าน อยากเห็นโลกที่ปลอดนิวเคลียร์ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก
            ประเด็นการเจรจาลดอาวุธจะเป็นหลักฐานสำคัญกว่ารัฐบาลประเทศใดที่จริงใจเรื่องนี้ เงินหลายแสนล้านดอลลาร์สามารถทำประโยชน์อื่นได้มากมาย
ตรรกะอันบิดเบี้ยวของรัฐบาลทรัมป์ต่อจีน :
            จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาความมั่นแห่งชาติกล่าวอย่างชัดเจนว่าสาเหตุหนึ่งที่เป็นปัญหาเพราะจีนไม่ได้อยู่ใน INF เป็นอีกเหตุผลที่สหรัฐคิดถอนตัวออกจากสนธิสัญญา
            มีการยกตัวอย่างขีปนาวุธ DF-21D ของจีน เป็นขีปนาวุธพิสัยกลางระยะประมาณ 2,000 -3,000 กิโลเมตร ติดตั้งบนยานยนต์เคลื่อนที่ แม้จีนประกาศว่าติดหัวรบธรรมดา ใช้สำหรับต่อต้านเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าหากจะติดหัวรบนิวเคลียร์ย่อมทำได้ กลายเป็นอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์
            DF-26 เป็นรุ่นใหม่ที่พัฒนาจาก DF-21 มีรัศมีไกลกว่า ระหว่าง 3,000 - 4,000 กิโลเมตร สามารถโจมตีฐานทัพอเมริกาในเอเชียแปซิฟิก เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นได้สบาย
เนื่องจากจีนปกปิดข้อมูลอาวุธเหล่านี้ เรื่องราวที่ปรากฏส่วนหนึ่งจึงมาจากการคาดเดา ฝ่ายสหรัฐมักจะตีความในทางลบ นักวิชาการบางคนถึงกับพูดว่าเหตุผลหลักที่สหรัฐถอนตัวออกจาก INF เพราะจีนไม่ใช่รัสเซีย เหตุเนื่องจากขีปนาวุธ DF-21 กับ DF-26 มีประสิทธิภาพเกินกว่าระบบป้องกันของสหรัฐกับพันธมิตรจะรับไหว จึงต้องดึงจีนเข้าร่วมเจรจาเพื่อจำกัดจำนวนขีปนาวุธจีน
            ความจริงคือ ปัจจุบัน (2019) จีนมีหัวรบนิวเคลียร์เพียง 290 หัวรบ เทียบกับสหรัฐที่มีถึง 6,185 หัวรบ จีนมีศักยภาพสร้างพันลูกหมื่นลูกถ้าต้องการ แต่รัฐบาลจีนเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น สิ่งที่ทำคือศึกษาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ประจำการจำนวนหนึ่งเท่านั้น ไม่คิดเป็นฝ่ายใช้อาวุธนิเคลียร์ก่อนเพราะไม่อาจสู้สหรัฐหรือรัสเซีย นโยบายป้องกันประเทศจีนฉบับล่าสุด “China’s National Defense in the New Era” 2019 ระบุว่าจีนยึดหลักเน้นการป้องกัน ปกป้องตัวเอง โต้กลับทีหลัง การป้องกันประเทศเชิงรุก (active defense) จะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อนไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ไม่คุกคามชาติอื่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ไม่แข่งขันอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศใด
            เป็นเรื่องตลกหากพูดว่านิวเคลียร์จีนเป็นภัยคุกคามสหรัฐ แม้จีนจะพัฒนานิวเคลียร์ให้ทันสมัยมากขึ้นกว่านี้ก็ยังเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ดี แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่เลิกอ้างเหตุผลเรื่องจีน ในมุมมองของสหรัฐนั้นรัสเซียกับจีนคือ 2 ประเทศนิวเคลียร์ที่น่ากลัว
            ตลอดเวลาที่ผ่านมาจีนปฏิเสธคำขอเข้าร่วมเจรจา INF รอบใหม่ จีนไม่ยอมเข้าสู่การจำกัดอาวุธนิวเคลียร์แน่นอน เพราะอยากเป็นชาติมหาอำนาจทางทหารเหมือนกัน เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม
สหรัฐคือมหาอำนาจนิวเคลียร์อันดับหนึ่ง :
            ความจริงคือปัจจุบันสหรัฐเป็นเจ้าอาวุธนิวเคลียร์ จีนกับรัสเซียไม่อาจคิดทำสงครามนิวเคลียร์กับสหรัฐ
            จีนมีนิวเคลียร์ไม่ถึง 300 หัวรบในจำนวนนี้ส่วนน้อยที่เป็นขีปนาวุธข้ามทวีป (โจมตีแผ่นดินใหญ่สหรัฐได้น้อย) ส่วนรัสเซียกำลังรื้อฟื้นกองกำลังนิวเคลียร์ใหม่ ในขณะที่กองกำลังนิวเคลียร์อเมริกาอยู่ในสภาพพร้อมทำลายล้างทั้งโลกได้หลายรอบ
            การสร้างศัตรูให้น่ากลัวเกินจริง เป็นกลยุทธ์ที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่อยมา เพื่อมีเหตุบั่นทอนปรปักษ์ให้อ่อนกำลังลงเรื่อยๆ
            ถ้าสหรัฐประจำการอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้ภาคพื้นดินอีกครั้ง เท่ากับเพิ่มความเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์อันดับ 1 ของโลกให้ก้าวไกลขึ้นอีก ไม่มีผลต่อลำดับความเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์โลก สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) ฉบับล่าสุด 2018 ว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยตรง เพราะสหรัฐมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อตน วันใดที่ภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจหดหาย จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทันที เช่น กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบ
รวมความแล้วเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐกำลังยกระดับความเป็นเจ้าแห่งอาวุธนิวเคลียร์โลก ในขณะที่รัสเซียกับจีนกำลังไล่ตามและวางระยะห่างตามนโยบายของตน การล้มสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) เป็นเพียงจุดเริ่มของแข่งขันนิวเคลียร์รอบใหม่ เป็นประเด็นที่ติดตามได้อีกนานดังเช่นที่ผ่านมาหลายทศวรรษแล้ว
18 สิงหาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8316 วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2562)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
มหาอำนาจล้างสัญญานิวเคลียร์ INF ภัยลามถึงอาเซียน
รัฐบาลสหรัฐกลับมาให้ความสนใจเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ คราวนี้มองมาที่จีนด้วยตามกรอบอินโด-แปซิฟิก อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พัวพันกับการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจในย่านนี้อีกครั้ง
โลกเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐจะชิงลงมือก่อน?
โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ 
บรรณานุกรม :
1. Burns, Richard Dean. (2002). LIMITING NUCLEAR WEAPONS SYSTEMS. In Encyclopedia of American Foreign Policy (2nd Ed., Vol 1, pp.89-93). USA: Sage Publications.
2. DF-21D Medium-range ballistic missile. (2019). Retrieved from http://www.military-today.com/missiles/df_21d.htm
3. DF-26 Intermediate-range ballistic missile. (2019). Retrieved from http://www.military-today.com/missiles/df_26.htm
4. Full Text: China's National Defense in the New Era. (2019, July 24). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2019-07/24/c_138253389.htm
5. In post-INF Treaty world, China, U.S. risk arms escalation. (2019, April 12). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201904120008.html
6. Is China really threatening the US with nuclear weapons? (2018, February 19). The Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/article/china-really-threatening-us-nuclear-weapons/
7. NATO calls on Russia to destroy new missile, warns of response. (2019, June 25). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-russia-usa-missiles/nato-calls-on-russia-to-destroy-new-missile-warns-of-response-idUSKCN1TQ14E
8. Russia and the US nuke 32-year-old INF treaty. (2019, August 2). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/russia-and-the-us-nuke-32-year-old-inf-treaty/a-49863508)
9. Russia has ‘political will’ for arms reduction deal, but ball is in US' court – Putin. (2019, July 4). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/463334-putin-arms-reduction-us/
10. Russia’s strategic nuclear forces to be 90% armed with modern weaponry by late 2020. (2017, February 21). TASS. Retrieved from http://tass.com/defense/932116
11. Russia Violated an Arms Treaty. Trump Ditched It, Making the Nuclear Threat Even Worse.. (2018, October 25). New York Magazine. Retrieved from http://nymag.com/intelligencer/2018/10/trump-ditch-inf-treaty-dangerous.html
12. Sandier, Todd., Hartley, Keith. (1999). The Political Economy of NATO: Past, Present and into the 21st Century. New York: Cambridge University Press.
13. Stockholm International Peace Research Institute. (2019). SIPRI Year book 2019 summary. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2019-06/yb19_summary_eng_1.pdf
14. US Attempt to 'Bury' INF Treaty Creates New Risks for Europe - Lavrov. (2018, December 6). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/russia/201812061070440602-us-inf-lavrov-russia/
15. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF
16. U.S. Withdrawal from Nuke Treaty Worries Europeans. (2018, October 30). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/trump-withdrawal-from-nuclear-treaty-has-europe-worried-a-1235906.html
17. Why China opposes a global INF treaty. (2019, February 20). Asia Times. Retrieved from https://www.asiatimes.com/2019/02/article/why-china-opposes-a-global-inf-treaty/
-----------------------------
ที่มาของภาพ  http://www.chinadaily.com.cn/a/201804/26/WS5ae18ecda3105cdcf651ab3c.html

มหาอำนาจล้างสัญญานิวเคลียร์ INF ภัยลามถึงอาเซียน

รัฐบาลสหรัฐกลับมาให้ความสนใจเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ คราวนี้มองมาที่จีนด้วยตามกรอบอินโด-แปซิฟิก อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พัวพันกับการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจในย่านนี้อีกครั้ง
 อะไรคือ Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty :
สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางหรือ Intermediate-Range Nuclear Forces (INF) Treaty (1987) เป็นสนธิสัญญาทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียต (ในขณะนั้น) เมื่อ 8 ธันวาคม 1987 ทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทุกประเภท ทั้งขีปนาวุธ จรวดร่อนที่ติดตั้งกับยานพาหนะทางบก (mobile ground-launched cruise missiles: GLCM) มีพิสัยระหว่าง 500 – 5,500 กิโลเมตร (300-3,000 ไมล์) (มาตรา 1) รวมทั้งระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบปล่อยอาวุธ ระบบสนับสนุนต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพบรรจุตัวขีปนาวุธหรือไม่
            ขีปนาวุธพิสัยใกล้ (Short-range ballistic missile: SRBM) มีพิสัย 500 - 1,000 กม. (620 ไมล์) ระดับที่เหนือจากพิสัยใกล้เรียกว่าพิสัยกลาง เช่น Medium-range ballistic missile (MRBM) อยู่ในช่วงระยะ 1,000 – 3,000 กม. กับ Intermediate-range ballistic missile (IRBM) อยู่ในช่วง 3,000-5,500 กม. ถ้าเกินกว่า 5,500 กม. เรียกว่าขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental ballistic missile: ICBM) อีกประเภทที่สั้นกว่าพิสัยใกล้คือ Tactical ballistic missile มีระยะ 150 - 300 กม.
            ดังนั้น สนธิสัญญาดังกล่าวครอบคลุมทั้งอาวุธนิวเคลียร์พิสัยใกล้ถึงกลางที่ติดตั้งบนสถานีหรือระบบปล่อยภาคพื้นดิน
ขีปนาวุธข้ามทวีปปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงจะถึงเป้าหมาย ส่วนพิสัยกลางใช้เวลาสั้นกว่า 15 นาที โอกาสป้องกันมีน้อยกว่า
            ย้อนประวัติศาสตร์ช่วงกลางทศวรรษ 1970 สหภาพโซเวียตเริ่มประจำการขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (IRBMs) รุ่นใหม่ SS-20 ที่ติดตั้งบนยานยนต์ ขีปนาวุธมีความแม่นยำสูง แต่ละลูกสามารถบรรจุ 3 หัวรบที่กำหนดเป้าหมายต่างกัน เป็นรุ่นที่มีขีดความสามารถเหนือกว่ารุ่นก่อนมาก ด้วยพิสัย 5,500 กิโลเมตรสามารถโจมตียุโรปตะวันตก แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลางและเอเชียเกือบทั้งหมด ไกลไปถึงอลาสก้า จากฐานยิงในเขตแดนโซเวียต
            นาโตโต้กลับด้วยการเจรจาลดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์พิสัยกลาง พร้อมกับประจำการจรวดร่อนกว่า 400 ลูก จรวดร่อน BGM-109G Tomahawk ติดหัวรบนิวเคลียร์ W80 พิสัย 2,500 กม. ขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง Pershing II จำนวน 108 ลูกในยุโรปตะวันตก รวมทั้งสิ้น 572 หัวรบ นิวเคลียร์เหล่านี้ติดตั้งในสหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมนี เบลเยียมและเนเธอร์แลนด์
            โซเวียตเห็นด้วยกับการเจรจาลดอาวุธ ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามข้อตกลงเป็นที่มาของ Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty: INF (1987) สนธิสัญญานี้เป็นเครื่องหมายสำคัญของการลดความตึงเครียดสงครามเย็นในยุคนั้น
            แต่แล้วมหาอำนาจทั้ง 2 ต่างถอนตัวออกจาก INF เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ในเชิงยุทธศาสตร์ทางทหารสหรัฐ :
            ถ้ามองจากมุมสหรัฐ ผลดีของการติดตั้งนิวเคลียร์พิสัยกลางกับใกล้ในประเทศอื่นมีข้อดีเชิงยุทธศาสตร์ทางทหารชัดเจน เพราะหมายถึงได้วางอาวุธในตำแหน่งที่คุกคามปรปักษ์หนักข้อกว่าเดิม ได้พันธมิตรทางทหารที่ใกล้ชิดอย่างถึงที่สุด ประเทศนั้นตีตัวออกห่างจากปรปักษ์ และหากเกิดสงครามนิวเคลียร์จะช่วยแบ่งเบาเป้าโจมตีด้วยนิวเคลียร์จากปรปักษ์
            จึงไม่แปลกที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวออกจาก INF พยายามติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่างๆ รายล้อมประเทศปรปักษ์นิวเคลียร์ซึ่งหมายถึงรัสเซียกับจีน
            เป็นไปได้ว่าในอนาคตจำนวนหัวรบจะลดลงแต่เพิ่มความหลากหลาย ทั้งพิสัยใกล้-กลาง-ไกล หัวรบแบบใหม่ที่มีความรุนแรงไม่มาก เป็นอีกหลักฐานชี้ว่า จากนี้อีกหลายทศวรรษ รัฐบาลสหรัฐยังเห็นว่าอาวุธนิวเคลียร์จำเป็นต่อความมั่นคงประเทศ ตอกย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ยอมรับแนวคิดปลอดนิวเคลียร์ จะประจำการชนิดและจำนวนตามที่เห็นควร รักษาความเป็นอภิมหาอำนาจทางทหารโลก
            แนวคิดนี้อธิบายว่าการเอ่ยว่ารัสเซียละเมิด INF เป็นเพียงข้ออ้างที่หยิบขึ้นมาใช้ ไม่ว่ารัสเซียละเมิดจริงหรือไม่ รัฐบาลสหรัฐจะหาทางยกเลิก INF ให้จงได้ (เหมือนที่เคยใช้วิธีนี้กับหลายเรื่อง) เพื่อยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ของตน เป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ต่ออีกหลายทศวรรษ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review) ล่าสุดฉบับปี 2018
            ส่วนเรื่องการเจรจาเป้าหมายรอง ถึงมีการเจรจาใช่ว่าสหรัฐจะไม่ประจำการนิวเคลียร์พิสัยกลางกับใกล้ การเจรจาเพียงเป็นผลพลอยได้ขึ้นกับว่ารัฐบาลในขณะนั้นจะบริหารจัดการอย่างไร รวมความแล้วนโยบายของสหรัฐเป็นเหตุให้โลกตกอยู่ภายความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้นกว่าเดิม (จากทุกประเทศที่มีนิวเคลียร์) ทั้งๆ ที่พ้นสงครามเย็นนานแล้ว
นิวเคลียร์สหรัฐกับออสเตรเลีย :
ทันทีหลังสหรัฐถอนตัวออกจาก INF มาร์ก เอสเปอร์ (Mark Esper) รมต.กลาโหมกล่าวว่าสหรัฐอาจเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางที่ติดตั้งภาคพื้นดินอีกครั้ง หวังจะติดตั้งที่ใดที่หนึ่งในเอเชีย
ท่ามกลางกระแสรัฐบาลสหรัฐอยากติดตั้งนิวเคลียร์ในเอเชียเพื่อปิดล้อมจีน ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกๆ ที่ตกเป็นข่าวเรื่องนี้ แต่ทันทีที่มีข่าวสกอตต์ มอร์ริสัน (Scott Morrison) นายกฯ ออสเตรเลียกล่าวปฏิเสธแนวคิดติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางไว้ที่ประเทศตนทันที
ถ้าจะวิเคราะห์ให้ชัดสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์เอ่ยถึงในช่วงนี้คือการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางภาคพื้นดิน มีพิสัยไม่เกิน 5,500 กิโลเมตร แต่ออสเตรเลียอยู่ห่างจากแผ่นดินจีนมากกว่านั้น ได้แค่เป้าหมายในทะเลจีนใต้ อาจมองว่าเพื่อต้านกองเรือจีน ฐานทัพที่จีนใช้ในย่านนี้  จึงเป็นตรรกะที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวหากจะติดตั้งนิวเคลียร์พิสัยกลางภาคพื้นดินในออสเตรเลียเพื่อต้านจีน
นำสู่คำถามว่า 1. ที่รัฐบาลสหรัฐต้องการจริงๆ คือหวังใช้ออสเตรเลียเป็นฐานเครื่องบินรบหรือฐานทัพเรือเพื่อปล่อยนิวเคลียร์พิสัยกลางหรือไม่ 2. มีความคิดต้องการติดตั้งขีปนาวุธข้ามทวีปในออสเตรเลีย ใช่หรือไม่ 3.ถ้าติดตั้งนิวเคลียร์พิสัยกลางในออสเตรเลียจะมีเพื่อต้านประเทศกลุ่มอาเซียน อินเดีย ไม่ใช่ต้านจีนเท่านั้น
เป็นปริศนาที่น่าสนใจ
เขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ :
ฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศที่ถูกเอ่ยถึงแต่โรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์โต้ทันทีว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐนำอาวุธนิวเคลียร์มาประจำการในประเทศเพื่อต้านจีนเด็ดขาด หากเกิดสงครามนิวเคลียร์การเป็นพันธมิตรนิวเคลียร์ไม่ช่วยอะไร จะพังพินาศไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลสหรัฐจะเสาะหาประเทศในเอเชียที่ยอมให้ติดตั้งนิวเคลียร์สหรัฐ
ความจริงคืออาเซียนมีข้อตกลงเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone: SEANWFZ) หรือสนธิสัญญากรุงเทพ (Bangkok Treaty) มีผลบังคับใช้ถาวรตั้งแต่ 28 มีนาคม 1997 สาระสำคัญคือ รัฐภาคีสมาชิกจะต้องไม่พัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ มีสถานีอาวุธนิวเคลียร์ ทดสอบหรือใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ใดภายในหรือนอกเขตสนธิสัญญา และไม่แสวงหาความช่วยเหลือใด ๆ ในเรื่องนี้ อีกทั้งไม่จัดหาแหล่งหรือวัสดุหรือเครื่องมือให้แก่ประเทศใด ๆ เว้นเสียแต่อยู่ภายใต้ข้อตกลงด้านการป้องกันของ IAEA และไม่ทำการทิ้งสารพิษกัมมันตรังสีภายในเขตฯ
ดังนั้น สมาชิกอาเซียนไม่สามารถติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์จากประเทศใดๆ เว้นแต่ประเทศนั้นถอนตัวออกจากประชาคมอาเซียน ยกเลิกสนธิสัญญา SEANWFZ
นับเป็นความชาญฉลาดของอาเซียนในบริบทการแข่งขันนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจ
สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) 1987 เป็นผลจากการแข่งขันนิวเคลียร์ในอดีตและมุ่งเป้าแถบยุโรป มาบัดนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนไปรัฐบาลสหรัฐมองมาที่จีนด้วยตามกรอบอินโด-แปซิฟิก (ตั้งแต่อนุทวีปอินเดียถึงเอเชียแปซิฟิก) อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พัวพันกับการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจในย่านนี้อีกครั้ง สุ่มเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ เป็นอีกประเด็นที่ควรติดตามใกล้ชิด
11 สิงหาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8309 วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2562)
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
แม้ไม่เหมือนองค์กรนาโต เครือข่ายความมั่นของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกมีอยู่จริง อยู่ร่วมกับประเทศต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี แต่หลายประเทศร่วมมือมหาอำนาจอื่นด้วยเป็นโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาคที่ซับซ้อน
นับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐไม่คิดที่จะปลดอาวุธนี้เพราะเห็นว่าคือเครื่องมือกอบโกยผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นขีปนาวุธพิสัยกลางคืออีกภาพสะท้อน
บรรณานุกรม :
1. ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์. (2015, กันยายน 14). ประโยชน์และความไม่สมบูรณ์แบบของเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์. Retrieved from http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=4582&filename=index
2. Australia rules out hosting US missiles. (2019, August 5). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1535676/world
3. Council on Foreign Relations (CFR). (2018, February 21). The Uncertain Future of the INF Treaty. Retrieved from https://www.cfr.org/backgrounder/uncertain-future-inf-treaty
4. Martin, Jerome V. (2008). Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.1364-1366). USA: ABC-CLIO.
5. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). INF TREATY. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.355-356). California: Sage Publications.
6. ‘The end of us all!’ Duterte will NEVER let US deploy nukes & mid-range missiles in the Philippines. (2019, August 7). Al Arabiya. Retrieved from https://www.rt.com/news/465940-manila-no-us-nukes-inf/
7. The INF issue. (2018, November 18). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/opinion/columnists/18-11-2018/142006-inf_issue-0/
8. Tucker, Spencer C. (2008). Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty, 8 December 1987. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.2753-2755). USA: ABC-CLIO.
9. US Defence Secretary says he favours placing intermediate-range missiles in Asia. (2019, August 3). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/638168/US-Defence-Secretary-says-he-favours-placing-inter
-----------------------------
ที่มาของภาพ : https://airandspace.si.edu/collection-objects/ss-20-missile-saber-russia-photograph

นโยบายป้องกันประเทศจีนยุคใหม่ 2019

บทบาทของกองทัพกับความเป็นไปของประเทศเป็นของคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเครื่องทดสอบและให้คำตอบในตัวเองว่ากองทัพสนับสนุนการก้าวขึ้นมาของจีนอย่างสันติหรือไม่ อย่างไร
            กรกฎาคม 2019 รัฐบาลจีนนำเสนอนโยบายป้องกันประเทศฉบับใหม่ชื่อ China’s National Defense in the New Era มีสาระสำคัญดังนี้
ว่าด้วยบริบท :
            เป็นหลักพื้นฐานว่าประชาคมโลกใฝ่หาสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนา แต่ระบบความมั่นคงระหว่างเทศถูกบั่นทอนด้วยลัทธิความเป็นเจ้า การเมืองแห่งอำนาจ (power politics) เอกภาคีนิยม (unilateralism) ความขัดแย้งภูมิภาคและสงคราม สหรัฐยั่วยุและทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศเข้มข้นขึ้นด้วยการเพิ่มงบประมาณกลาโหม ดำเนินนโยบายบั่นทอนความมั่นคงโลก นาโตยังคงขยายตัว ส่งกองทัพเข้าไปในยุโรปกลางกับยุโรปตะวันออก ลัทธิสุดโต่งกับลัทธิก่อการร้ายยังคงแพร่กระจาย ความมั่นคงรูปแบบใหม่ (non- traditional security) ทวีความสำคัญ
            โดยรวมแล้วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมทั้งทะเลจีนใต้อยู่ในความสงบเรียบร้อย การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (ADMM-PLUS) มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่น โครงสร้างความมั่นคงอาเซียนที่สมดุลมีเสถียรภาพและเปิดกว้างแก่ทุกประเทศกำลังพัฒนาไปด้วยดี
การติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ในเกาหลีใต้กระทบสมดุลภูมิภาคอย่างรุนแรง ญี่ปุ่นกับออสเตรเลียเสริมสร้างกองทัพ เพิ่มขยายบทบาทความมั่นคงมากขึ้น
พลังอำนาจแห่งชาติจีนทยอยเพิ่มขึ้น บทบาทต่อโลกเด่นชัดขึ้น แต่จีนยังอยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ เผชิญความท้าทายหลายอย่าง เช่น พรรค Democratic Progressive Party (DPP) ของไต้หวันยึดมั่นนโยบายไต้หวันที่เป็นไท เกาะแก่งหลายแห่งยังเป็นพื้นที่พิพาท งานการทูตของจีนในต่างแดน บริษัทเอกชนและคนจีนทั่วโลกโดนเล่นงานหลายครั้ง
มหาอำนาจทั่วโลกกำลังปรับแต่งยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการทหาร พัฒนากองกำลังรบแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เช่นปัญญาประดิษฐ์ (AI), quantum information, big data, cloud computing และ the Internet of Things พัฒนาการทำสงครามข่าวสารและสงครามข่าวกรอง (intelligent warfare)
นโยบายความมั่นคง :
            ภายใต้ระบบสังคมนิยมจีน รัฐบาลยึดมั่นการพัฒนาด้วยสันติ นโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ ส่งเสริมสันติภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ จึงสร้างนโยบายป้องกันประเทศที่เน้น “การป้องกัน” เป็นพื้นฐาน มีหลักสำคัญดังนี้
            ประการแรก ปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงและผลประโยชน์จากการพัฒนา เช่น ปกป้องความมั่นคงทางการเมืองและสังคม ต่อต้านการประกาศอิสรภาพไต้หวันและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนต่างๆ ปกป้องสิทธิผลประโยชน์ทางทะเล ในอวกาศ ระบบไซเบอร์ ผลประโยชน์จีนในต่างแดน จีนยึดมั่นแก้ไขพื้นที่พิพาทด้วยการเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ยึดมั่นการเดินเรือและเดินอากาศเสรีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
            ประการที่ 2 ไม่แสวงหาความเป็นเจ้า ไม่ขยายอิทธิพล นับตั้งแต่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน จีนไม่เคยก่อสงครามสักครั้งเดียว ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกมาจากการทำงานหนักและพยายามรักษาสันติภาพ สันติภาพส่งเสริมการพัฒนา จีนพัฒนาสัมพันธภาพกับมิตรประเทศตามหลักอยู่ร่วมกันโดยสันติ 5 ประการ (Five Principles of Peaceful Coexistence) เคารพการตัดสินใจของประชาชนประเทศต่างๆ ที่จะเลือกแนวทางการพัฒนาของตนเอง (ระบอบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ) จะไม่คุกคามประเทศใดๆ เพื่อขยายอิทธิพลของตน
            ประการที่ 3 แนวยุทธศาสตร์การทหารยุคใหม่ (Military Strategic Guideline for a New Era) เน้นการป้องกัน ปกป้องตัวเอง โต้กลับทีหลัง การป้องกันประเทศเชิงรุก (active defense) จะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อนไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ไม่คุกคามชาติอื่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ไม่แข่งขันอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศใด
ประการที่ 4 เสริมสร้างกองทัพอย่างต่อเนื่องตามแนวทางจีน กองทัพมีเพื่อประกันการพัฒนาประเทศโดยสันติ พัฒนาทฤษฎีทางทหารสมัยใหม่ ปรับปรุงโครงสร้างกองทัพสู่กองทัพระดับโลกภายในกลางศตวรรษที่ 21
ประการที่ 5 เสริมสร้างชุมชนและมีส่วนในอนาคตของมนุษยชาติ ร่วมมือกับนานาประเทศสร้างโครงสร้างความมั่นคงบนความเท่าเทียม ไว้วางใจต่อกัน ยุติธรรม แบ่งปันผลประโยชน์ร่วม มีส่วนร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ร่วมต่อต้านประเด็นท้าทายโลก เช่น การก่อการร้าย ความมั่นคงทางไซเบอร์ ภัยธรรมชาติต่างๆ
พันธกิจของกองทัพ :
            จากนโยบายข้างต้นแปรเป็นพันธกิจดังนี้ กองทัพจีนมีหน้าที่พิทักษ์อธิปไตยแห่งดินแดน สิทธิและผลประโยชน์ทางทะเล ในการนี้จีนร่วมมือกับหลายประเทศที่มีชายแดนติดต่อกัน กองทัพจะต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ตรวจสอบความพร้อมของกองกำลังอยู่เสมอ ซ้อมรบในสถานการณ์เสมือนจริง ดูแลระบบอาวุธนิวเคลียร์ให้มีความพร้อมอยู่เสมอ รวมทั้งความมั่นคงทางอวกาศ ระบบไซเบอร์ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม
ต่อต้านก่อการร้ายและรักษาเสถียรภาพ จีนต่อต้านลัทธิสุดโต่งกับลัทธิก่อการร้ายทุกรูปแบบ กองทัพจีนมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ปกป้องผลประโยชน์ต่างแดน เช่น คนจีนในต่างแดน องค์กร สถาบันจีนในต่างแดน ปกป้องเรือบรรทุกสินค้า พร้อมกับหน้าที่ช่วยเหลือกู้ภัยจากภัยพิบัติต่างๆ
การปฏิรูปกองทัพ งบประมาณและอื่นๆ :
            ตลอดประวัติศาสตร์กองทัพจีนปฏิรูปเรื่อยมา การปฏิรูปครั้งนี้ให้ความสำคัญกับระบบสั่งการและควบคุมให้สอดคล้องกับยุคข้อมูลข่าวสาร พัฒนาระบบสั่งการร่วม พัฒนาระบบตรวจสอบกำกับที่ยึดกฎเกณฑ์ เมื่อไม่นานนี้จีนปรับลดกำลังพล 300,000 นายเหลือเพียง 2,000,000 นาย ย้ายงานบางส่วนแก่เจ้าหน้าที่พลเรือน ลดสายบังคับบัญชา ปฏิรูปนโยบายและสถาบันทางทหาร พัฒนาหลักสูตรการฝึกทหาร ยึดมั่นหลักคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง การนำของพรรค พัฒนาอาวุธทุกรูปแบบ ทั้งอาวุธหลัก ระบบข้อมูลข่าวสาร อุปกรณ์สนับสนุน มองการพัฒนากองทัพอย่างเป็นระบบ
            การพัฒนาประเทศกับความมั่นคงเป็นของคู่กัน จำต้องพัฒนาประเทศควบคู่พัฒนากองทัพ หลายปีที่ผ่านมาทยอยเพิ่มงบประมาณควบคู่กับการพัฒนาประเทศที่ค่อยๆ ดำเนินไป แต่ลดลงถ้ายึดจีดีพี เช่น ปี 1979 งบกลาโหมคิดเป็นร้อยละ 5.43 ของจีดีพี ปี 2017 เหลือเพียงร้อยละ 1.26 และอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 มา 3 ทศวรรษแล้ว
            กองทัพจีนยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกองทัพกับประเทศต่างๆ กว่าร้อยประเทศ แม้กระทั่งกับสหรัฐ ยุโรป ส่งเสริมโครงสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาค เช่น องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่พัฒนาความสัมพันธ์ทุกมิติรวมทั้งด้านการป้องกันประเทศ กลไกของกลุ่มความร่วมมืออื่นๆ เช่น ADMM-Plus, ASEAN Regional Forum (ARF), Shangri-La Dialogue
            ท้ายนี้ จีนเชื่อว่าชนทุกชาติปรารถนาสันติภาพกับการพัฒนา บั้นปลายของความเป็นเจ้าและการรุกรานคือความล้มเหลว จีนจะยังคงยึดมั่นการพัฒนาด้วยสันติ ทำงานร่วมมือกับทุกประเทศเพื่อรักษาสันติภาพ ส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน จีนจะพัฒนากองทัพให้เป็นกองทัพระดับโลก ต้านภัยคุกคามทุกรูปแบบ มุ่งสู่ความใฝ่ฝันของจีน (Chinese Dream) เสริมสร้างชุมชนและมีส่วนในอนาคตของมนุษยชาติ
วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            นับจากสงครามปฏิวัติสู่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนจนถึงปัจจุบัน กองทัพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงและเสถียรภาพของรัฐบาล เผชิญความท้าทายทั้งจากภายในกับภายนอกประเทศ และยังต้องเผชิญความท้าทายเช่นนี้ต่อไปอีกนาน บทบาทของกองทัพกับความเป็นไปของประเทศเป็นของคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเครื่องทดสอบและให้คำตอบในตัวเองว่ากองทัพสนับสนุนการก้าวขึ้นมาของจีนอย่างสันติหรือไม่ อย่างไร
4 สิงหาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8302 วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2562)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
กองทัพจีนพัฒนาโดยยึดแนวการรบแบบชาติตะวันตก หากเศรษฐกิจพัฒนาเติบโตต่อไป ผลประโยชน์ที่ขยายตัวทั่วโลกย่อมเป็นเหตุให้กองทัพจีนต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ประเทศที่กระจายทั่วโลก
โอริตะ คูนิโอะ แสดงความคิดเห็นว่าภายในปี 2025 จีนจะก่อสงครามใหญ่ เพื่อยึดครองไต้หวัน ควบคุมทะเลจีนใต้ ข้อวิพากษ์คืออย่างไรเป็นประโยชน์ต่อจีนมากกว่าระหว่างสงครามกับสันติภาพ
บรรณานุกรม :
Full Text: China's National Defense in the New Era. (2019, July 24). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2019-07/24/c_138253389.htm
ที่มาของภาพ : http://eng.chinamil.com.cn/view/2019-06/22/content_9535939.htm